ผอ. สพม.ตาก ตรวจเยี่ยมเปิดภาคเรียน โรงเรียนพักนอน อ.อุ้มผาง จ.ตาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768918

ผอ. สพม.ตาก ตรวจเยี่ยมเปิดภาคเรียน  โรงเรียนพักนอน อ.อุ้มผาง จ.ตาก

ผอ. สพม.ตาก ตรวจเยี่ยมเปิดภาคเรียน โรงเรียนพักนอน อ.อุ้มผาง จ.ตาก

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุทัศน์ ศรีดาเดช ผู้อำนวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก (ผอ.สพม.ตาก) พร้อมด้วย นางสุภาภรณ์ กิตติรัชฎานนท์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ นายสุทัศน์ ศรีดาเดช ผอ.สพม.ตาก นายจักรรินทร์ แจ่มใส รอง ผอ.สพม.ตาก และคณะ ลงพื้นที่ติดตามการเปิดภาคเรียนที่ 2/2566 พร้อมเยี่ยมชมนักเรียนพักนอน ในพื้นที่ อ.อุ้มผาง จ.ตาก
2 โรงเรียน

การเยี่ยมชมในครั้งนี้ที่ โรงเรียนโมโกรวิทยาคม มี นายอลงกต เทอดโยธิน ผู้อำนวยการโรงเรียนโมโกรวิทยาคม และนายจิระพงษ์ สุริยา ผู้อำนวยการโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม คณะครู และนักเรียนต้อนรับ

นักธรณีวิทยา จุฬาฯ พบหลักฐานใหม่ คนโบราณอาศัยบนเขาพนมรุ้ง-เขาปลายบัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768919

นักธรณีวิทยา จุฬาฯ พบหลักฐานใหม่  คนโบราณอาศัยบนเขาพนมรุ้ง-เขาปลายบัด

นักธรณีวิทยา จุฬาฯ พบหลักฐานใหม่ คนโบราณอาศัยบนเขาพนมรุ้ง-เขาปลายบัด

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณาจารย์จากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร สำรวจพบกองหินและแนวหินจำนวนมากบนเขาพนมรุ้ง-ปลายบัดอ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ในทางธรณีวิทยาแปลความหมายได้ว่าไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นกิจกรรมของมนุษย์ในอดีต

ศ.ดร.สันติ ภัยหลบลี้ อาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ข้อมูลว่าในทางธรณีวิทยา เขาพนมรุ้งและเขาปลายบัดอ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ เป็นภูเขาไฟยุคควอเทอร์นารี เกิดจากการปะทุและไหลหลากของลาวาเมื่อประมาณ 1 ล้านปีก่อน เมื่อลาวาเย็นและแข็งตัวจะกลายเป็น หินบะซอลต์ (basalt) จากการลงพื้นที่สำรวจทั้งเขาพนมรุ้งและเขาปลายบัด พบว่า โดยธรรมชาติจะมีก้อนหินบะซอลต์หลากหลายขนาดกระจายแบบสุ่มอยู่เต็มพื้นที่ แต่จากการตั้งข้อสังเกตพบว่าในบางพื้นที่มีก้อนหินบะซอลต์กองรวมกันอยู่อย่างหนาแน่นเป็นชั้นๆ 2-3 ชั้น กองเป็นเนินขนาดเล็กบ้าง กองสูงท่วมหัวบ้าง และในหลายๆ ที่ยังพบลักษณะคล้ายกับว่ามีการจัดวางและเรียงก้อนบะซอลต์เป็นแนวยาว 150-200 เมตร บนเขาปลายบัด หรือเป็นรูปทรงคร่าวๆ ซึ่งไม่เป็นไปตามธรรมชาติทางธรณีวิทยา และอีกข้อสังเกตทางธรณีวิทยาที่น่าสนใจคือ เนินหรือแนวมักจะเกิดจากการกองรวมกันของหินบะซอลต์ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน และเป็นขนาดพอเหมาะที่มนุษย์จะสามารถยกย้ายได้ อนุมานว่าก้อนหินบะซอลต์เหล่านี้อาจจะผ่านการคัดขนาดเป็นอย่างดี เพื่อให้เหมาะที่จะนำมาใช้หรือนำมากอง

จากการสืบค้นเชิงเอกสารในแหล่งโบราณคดีพื้นที่อื่น พบว่ามีพฤติกรรมการกองหินเป็นแนวนี้เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่นในพื้นที่แหล่งโบราณคดีทางตอนเหนือของรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา  ศ.ดร.สันติ จึงสรุปว่ากองหรือแนวหินบะซอลต์ที่พบบนเขาพนมรุ้งและเขาปลายบัดเกิดจากกิจกรรมมนุษย์ที่คัดเลือกหินขนาดพอเหมาะ รวบรวมและเคลื่อนย้ายมาก่อรวมกัน เพื่อการก่อสร้างหรือเพื่อวัตถุประสงค์อะไรบางอย่าง นอกจากปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทเขาปลายบัด 1 และปราสาทเขาปลายบัด 2 ที่ตั้งอยู่บนยอดภูเขาแล้ว ภายในป่าพื้นที่โดยรอบบนเขาทั้งสองลูก ยังมีการใช้พื้นที่และอยู่อาศัยของคนในอดีตเช่นกัน

อดีตที่ปรึกษา WHO ยื่น ‘รมว.คม นาคม’ คัดค้านเลื่อนติดตั้งเบรกรถสองล้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769004

อดีตที่ปรึกษา WHO ยื่น 'รมว.คม นาคม' คัดค้านเลื่อนติดตั้งเบรกรถสองล้อ

อดีตที่ปรึกษา WHO ยื่น ‘รมว.คม นาคม’ คัดค้านเลื่อนติดตั้งเบรกรถสองล้อ

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 20.12 น.

อดีตที่ปรึกษาWHOร่วมกับ 40 องค์กรเครือข่าย วอน รมว.คม นาคม ปมส่อเลื่อน2ปี!! ประกาศติดตั้งเบรค ABS และ CBS รถ จยย.ส่งผลเพิ่มคนเจ็บล้นรพ.-ประเทศขาดแคลนวัยทำงาน

พญ.ชไมพันธุ์ สันติกาญจน์ หัวหน้าโครงการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ผู้ใช้จักรยานยนต์ปลอดภัยและอดีตที่ปรึกษาด้านป้องกันการบาดเจ็บและภาวะพิการประจำองค์การอนามัยโลกภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ (Regional advisor WHO SEARO, Ret. ) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค และ 40 องค์กรเครือข่าย ได้ยื่นหนังสือถึงเลขาธิการสำนักงานคณะกรรม การคุ้มครองผู้บริโภคและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอให้ยับยั้งการออกประกาศใหม่ เรื่องกำหนดคุณสมบัติ คุณลักษณะ สมรรถนะ และ กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การรับรองแบบระบบห้ามล้อสำหรับรถจักรยานยนต์ (ฉบับที่ 2) ที่โครงการและเครือข่ายพิจารณาแล้วเห็นว่า หากมีการประกาศดังกล่าวจะก่อให้เกิดปัญหาต่อการดำเนินงานและความสำเร็จของงานความปลอดภัยทางถนนของกระทรวงคมนาคม 

อดีตที่ปรึกษาด้านป้องกันการบาดเจ็บและภาวะพิการประจำองค์การอนามัยโลก (WHO)กล่าวว่า จักรยานยนต์ เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลากเพราะมีผลให้ผู้ใช้มีโอกาส บาดเจ็บรุนแรงและตาย อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ทางโครงการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ผู้ใช้จักรยานยนต์ปลอดภัยและภาคีเครือข่าย 40 องค์กร ขอแสดงความ ขอบคุณต่อกระทรวงคมนาคมที่ได้ทำการทดสอบระบบเบรก ABS และ CBS และมอบหมายให้กรมการขนส่ง ทางบกออกประกาศ เรื่องกำหนดคุณ สมบัติ คุณลักษณะ สมรรถนะ และกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การรับรองแบบระบบห้ามล้อสำหรับรถจักรยานยนต์ ตั้งแต่พ.ศ. 2564 ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้นำด้าน ความปลอดภัย ในเรื่องเบรก ABS ของรถจักรยานยนต์ ในกลุ่มประเทศ ASEAN แต่เมื่อไม่นานมานี้กรมการขนส่งทางบกได้เสนอร่างประกาศเรื่องกำหนดคุณสมบัติ คุณลักษณะ สมรรถนะ และกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับรองแบบระบบห้ามล้อสำหรับรถจักรยานยนต์ (ฉบับ ที่ 2) โดยยกเลิกความในข้อ 26 ของประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่องกำหนดคุณสมบัติคุณลักษณะสมรรถนะ และกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับรองแบบระบบห้ามล้อสำหรับรถจักรยาน ยนต์ พ.ศ. 2564 โดยให้เลื่อนการติดตั้งระบบห้ามล้อ ABS ที่เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยสำคัญของจักรยานยนต์รุ่น 125 ซีซีและต่ำกว่าออกไปอีก 2 ปี
 
พญ.ชไมพันธุ์ ระบุว่า ทางโครงการฯ และเครือข่าย 40 องค์กรเห็นว่า หากประกาศใช้ ร่างประกาศ ฉบับที่ 2 ดังกล่าวจะ ก่อให้เกิดปัญหาต่อการดำเนินงานและความสำเร็จของงานความปลอดภัยทางถนนของกระทรวงคมนาคม ถึง 4 ประเด็นหลักๆ คือ
 
1) ร่างประกาศคลุมเครือ ไม่ชัดเจนในแนวปฏิบัติว่าการเลื่อนออกไป 2 ปี เป็นเฉพาะ CBS หรือรวม ABS ด้วย   2) เป็นการเยียวยาอุตสาหกรรมจักรยานยนต์ที่แลกกับความปลอดภัยของผู้บริโภคที่จะซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ในปี 2567- 2568 ซึ่งจะมีประมาณ 1.6 ล้านคัน ต้องใช้จักรยานยนต์ที่มีความปลอดภัยต่ำบนถนนต่อไปอีก 5-10 ปี ตามอายุการ ใช้งานจักรยานยนต์ทั้งที่ CBS และ ABS สามารถลดอุบัติเหตุจักรยานยนต์ได้ 20-40 % 

 3) ประกาศดังกล่าวมีลักษณะสนับสนุนอุตสาหกรรมจักรยาน ยนต์บางส่วนที่ละเลยการพัฒนาเทคโนโลยีเบรกรถจักรยานยนต์ทั้งๆที่เป็น ความรับผิดชอบโดยตรงของผู้ผลิตกับกระทรวงคมนาคม และ 4) ร่างประกาศฉบับ 2 ไม่เอื้ออำนวยต่อนโยบายรัฐในการที่มุ่งเน้นแก้ปัญหาอุบัติเหตุจราจร ซึ่ง 80% ของการเสียชีวิตเป็นผู้ใช้จักรยานยนต์ การบังคับใช้ตามประกาศเดิมในจักรยานยนต์ 125 ซีซีและต่ำกว่าทั้งหมดใน พ.ศ. 2567 จะลดการบาดเจ็บ/ตาย ได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะ จักรยาน ยนต์กลุ่มนี้คิดเป็น 80% ของรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนในแต่ละปี 
 
พญ.ชไมพันธุ์ กล่าวว่า มีข้อมูลล่าสุดว่า การตายของผู้ใช้จักรยานยนต์รุ่นครอบครัวหรือ 125 ซีซี และต่ำกว่า คิดเป็น สัดส่วน 88% ของการตายจากจักรยานยนต์ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ ทางโครงการฯ และ สภาองค์กรของผู้บริโภคจึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมโปรดพิจารณายับยั้งการออกประกาศดังกล่าว เพื่อมิให้เกิดผลเสียต่อทางราชการและ ความปลอดภัยของประชาชนที่ใช้ถนน
 
“ร่างประกาศใหม่นี้ยังคลุมเครือ ไม่ชัดเจนว่าการเลื่อนออกไป 2 ปี เป็นเฉพาะ CBS หรือรวม ABS ด้วย  ทั้งที่ CBS และ ABS จะลดอุบัติเหตุจักรยานยนต์ได้ถึง 20-40 %  การบังคับใช้ตามประกาศเดิมในจักรยานยนต์ 125 ซีซีและต่ำกว่าทั้งหมดใน พ.ศ. 2567จะลดการบาดเจ็บ  ตาย ได้อย่างมีนัยสำคัญใน2 ปี เพราะการตายของผู้ใช้จักรยานยนต์กลุ่มนี้ คิดเป็น 88% ของการตายจากจักรยานยนต์ทั้งหมดทั้งหมด และยังจะมีผลให้รถจักรยานยนต์ที่มีเบรกดีเหล่านี้  ราคาค่อยๆลดลงอย่างชัดเจนตามปริมาณการผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยอีกด้วย” คุณหมอชไมพันธุ์ ระบุ 

และว่าหากใช้ร่างประกาศ ใหม่ที่เลื่อนกำหนดจากเดิมออกไปอีก 2 ปี จะมีปัญหาความปลอดภัยผู้ใช้รถใช้ถนนต่อเนื่อง และเพิ่มภาระงานของโรงพยาบาลที่หนักอึ้งอยู่แล้ว ทั้ง ห้องฉุกเฉิน ห้องผ่าตัด ไอซียู ศัลย์ทั่วไปและกระดูก จนถึงเวชกรรมฟื้นฟูจะไม่ลดลง รวมทั้ง ไม่ได้ลดคนตายบนถนน หรือความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่สูง ถึง 6% ของ GDP ด้วย ซึ่งมีผลศึกษาของTDRI ระบุว่า  วิธีเพิ่ม GDP ได้ดีคือการลดอุบัติเหตุทางถนน ที่ทำให้สูญเสียแรงงานวัยทำงานไปจำนวนมากต่อปี รัฐบาลไม่ต้อง เร่งรัดให้คนมีลูก แค่ไม่เลื่อนบังคับใช้กฎหมายของจักรยานยนต์ 125 ซีซีและต่ำกว่า เพื่อปกป้องชีวิตประชากรหนุ่มสาวของประเทศนี้ที่เกิดมาแล้วก็พอ

ดราม่า‘จตุรมิตร’!กมธ.การศึกษา สภาฯห่วง 4 ประเด็น‘แปรอักษร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768908

ดราม่า‘จตุรมิตร’!กมธ.การศึกษา สภาฯห่วง 4 ประเด็น‘แปรอักษร’

ดราม่า‘จตุรมิตร’!กมธ.การศึกษา สภาฯห่วง 4 ประเด็น‘แปรอักษร’

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.34 น.

‘กมธ.การศึกษา สภาฯ’ห่วง 4 ประเด็นดราม่า‘แปรอักษร จตุรมิตรสามัคคี’ แนะรับฟังทุกฝ่าย ร่วมกันแก้ไขปัญหา

13 พ.ย.2566 ที่รัฐสภา ตัวแทนศิษย์เก่า โรงเรียนเทพศิรินทร์ และโรงเรียนสวนกุหลาบ เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร กรณีมีดราม่าเกิดการบังคับนักเรียนแปรอักษรในกิจกรรมกีฬาฟุตบอล “จตุรมิตรสามัคคี” โดยนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกมธ.การศึกษา กล่าวว่า ยุคปัจจุบันต้องมีเวทีให้เด็กแสดงออก แต่เมื่อมีผู้ร้องเรียน หลักของ กมธ.จะให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจง และกมธ.จะซักถามปัญหาต่างๆ อย่างไรก็ตาม เราไม่ขัดข้องในการกิจกรรมของโรงเรียน แต่หากสิ่งใดที่ไม่เหมาะสมก็ต้องปรับปรุง อะไรที่สร้างความลำบากทางกายภาพก็ไปลดลง

ด้านน.ส.พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกกมธ.ฯ กล่าวว่า กมธ.ได้รับข้อมูลจากกลุ่มศิษย์เก่าร.ร.เทพศิรินทร์ และร.ร.สวนกุหลาบ ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาจากกิจกรรม “จตุรมิตรสามัคคี” การแข่งขันฟุตบอลประเพณีของโรงเรียนชายล้วนเก่าแก่ 4 โรงเรียน คือ ร.ร.เทพศิรินทร์ ร.ร.สวนกุหลาบ ร.ร.กรุงเทพคริสเตียน และร.ร.อัสสัมชัญ

ในอดีตกิจกรรม “จตุรมิตรสามัคคี” ได้ช่วยสร้างสายสัมพันธ์ และมิตรภาพให้กับนักเรียนจาก 4 โรงเรียนนี้มาหลายรุ่น แต่จากข้อมูลของนักเรียนปัจจุบันที่เข้าร่วมกิจกรรมบางส่วน กิจกรรมนี้ได้ถูกยกระดับให้กลายเป็นประเพณี ที่ต้องประชันกันซึ่งเกียรติยศ ชื่อเสียง อลังการของการแปรอักษร และเชียร์ลีดเดอร์ จนทำให้หลายโรงเรียนต้องยกระดับงบประมาณ และขยายเวลาจัดเตรียมกิจกรรมเป็นหนึ่งปีการศึกษา โดยปรับชั่วโมงการเรียนวิชาชุมนุมหรือชมรม มาเป็นชั่วโมงเตรียมกิจกรรมจตุรมิตร

น.ส.พิมพ์กาญจน์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันจากข้อมูลที่ได้รับแจ้ง การจัดกิจกรรมจตุรมิตรในปัจจุบัน มีประเด็นปัญหาที่น่าห่วงใย ดังนี้

1.การบังคับนักเรียนให้ต้องลงชื่อ และเข้าร่วมทำกิจกรรมทุกครั้ง ตั้งแต่ฝึกซ้อมจนกระทั่งวันจัดกิจกรรมจริง เพื่อยืนยันว่าเด็กจะผ่านในรายวิชาชุมนุมหรือชมรม

2.กรณีดังกล่าวอาจถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิเด็กนักเรียน ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 หลายประการ เช่น การปล่อยให้นักเรียนเดินแถวออกจากโรงเรียนไปยังสนามศุภชลาศัยเอง การให้นักเรียนนั่งอยู่บนอัฒจันทร์อย่างแออัดในสภาพอากาศที่ร้อนหรือเสี่ยงฝนตก การให้แปรอักษรติดต่อนานหลายชั่วโมงโดยไม่มีการเปลี่ยนตัว ไม่อนุญาตให้นักเรียนไปเข้าห้องน้ำหรือไปรับประทานอาหาร มีการกดดันให้รอจนกว่าคนที่ไปคนก่อนหน้าจะกลับมาถึงจะไปได้ เป็นเหตุให้เด็กต้องปัสสาวะใส่ขวดน้ำหรืออุจจาระใส่กล่องอาหารที่ทานแล้ว

3.การต่อเติมอัฒจันทร์เดิมให้มีขนาดรองรับจำนวนเด็กให้มากขึ้น ตามกำหนดการคือต้องมีนักเรียนขึ้นอัฒจันทร์เพื่อแปรอักษรจำนวน 1,250 คนต่อโรงเรียน ทุกโรงเรียนจึงต้องต่อเติมอัฒจันทร์ในส่วนของทางเดินใกล้ประตูทางออก เพื่อเสริมเก้าอี้ที่นั่งทำให้ทางเดินแคบขึ้น นักเรียนต้องนั่งกันอย่างแออัดมากขึ้น และมีโอกาสที่ส่วนต่อเติมจะทรุดตัวลง หากต่อเติมไม่ดีหรือรองรับน้ำหนักของเด็กมากเกินไป ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าโครงสร้างอัฒจันทร์ได้รับการตรวจสอบจากวิศวกรเป็นที่เรียบร้อยหรือไม่ และสามารถรองรับน้ำหนักนักเรียนได้สูงสุดเท่าไหร่ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพของนักเรียนได้

4.หากระหว่างดำเนินกิจกรรมแล้วเกิดอุบัติเหตุ เด็กเป็นลม และต้องเอาตัวเด็กออกมา การเคลื่อนย้ายเด็กจะเป็นไปได้อย่างยากลำบาก เพราะความแออัด และอาจส่งผลกับการแปรอักษรที่อาจผิดพลาด เนื่องจากไม่มีเด็กสำรองเข้าไปช่วยแปรอักษร หรือหากมีก็หนีกลับมา เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่บนอัฒจันทร์ โดยล่าสุดหลังจากกลุ่มศิษย์เก่าโรงเรียนเครือจตุรมิตร ออกมาเรียกร้องให้ทั้ง 4โรงเรียน “ยกเลิกการบังคับ” แปรอักษร ระหว่างทางที่จะไปสนามศุภชลาศัย รวมถึงการติดป้ายผ้าบริเวณสะพานลอยหลายจุด เพื่อบอกถึงความลำบากของนักเรียนขณะต้องขึ้นอัฒจันทร์เพื่อแปรอักษร ภาพดังกล่าวถูกแชร์ผ่านโซเชียลมีเดียจำนวนมาก ผ่าน #เลิกบังคับแปรอักษร ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์หลายทิศทางนั้น

น.ส.พิมพ์กาญจน์ กล่าวว่า กมธ.การศึกษา ไม่ได้คัดค้านกิจกรรมแปรอักษรในงานจตุรมิตรสามัคคี เราเข้าใจดีว่าสำหรับนักเรียนหลายคน นี่คือโอกาสครั้งเดียวในชีวิตที่จะได้ร่วมทำกิจกรรมนี้ และเป็นกิจกรรมสำคัญที่สืบทอดกันมานานกว่า 60 ปี แต่กมธ.ก็มีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อสิทธิ และสวัสดิภาพความปลอดภัยของนักเรียน ที่ไม่ควรเกิดขึ้นจากการบังคับ กมธ.การศึกษา จึงยินดีรับฟัง และให้พื้นที่กับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นมุมมองของนักเรียนปัจจุบัน ผู้ร้องเรียนให้ได้มาบอกเล่าปัญหา และพร้อมประสานไปยังคณะผู้จัดกิจกรรม จตุรมิตรสัมพันธ์ และผู้อำนวยการโรงเรียนทั้ง 4 แห่ง รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียจากกิจกรรม เพื่อหาทางออก ปรับปรุงแก้ไขร่วมกัน ให้กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความสมัครสมานสามัคคีที่จะเป็นความทรงจำที่งดงาม สำหรับคนทุกรุ่นอย่างแท้จริง

‘เสมา 1’ย้ำความความปลอดภัยอาคารเรียน เข้มตรวจสอบสำรวจโครงสร้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768881

'เสมา 1'ย้ำความความปลอดภัยอาคารเรียน เข้มตรวจสอบสำรวจโครงสร้าง

‘เสมา 1’ย้ำความความปลอดภัยอาคารเรียน เข้มตรวจสอบสำรวจโครงสร้าง

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 13.50 น.

เสมา 1 ย้ำความความปลอดภัยอาคารเรียน เข้มการตรวจสอบสำรวจโครงสร้างอาคาร พร้อมหาสาเหตุการชำรุดในอาคารที่อายุการใช้งานไม่นาน

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดเหตุพื้นห้องเรียนของโรงเรียนใน อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี พังถล่มลงมา และยังมีเหตุการณ์อาคารเก่าโรงเรียนอนุบาลบ้านแพ้ว เสาระเบิดจนเห็นเหล็กด้านในกว่า 40 ต้น จนต้องปิดการใช้งานชั่วคราว และอพยพนักเรียนไปใช้พื้นที่อื่นในการเรียนแทน

กระทรวงศึกษาธิการมีความห่วงใยความปลอดภัยของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง โดยก่อนหน้านี้ได้มีการส่งหนังสือแจ้งมาตรการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 2/2566 ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ดำเนินการแจ้งสถานศึกษาในสังกัดทราบ ซึ่งในมาตรการได้กำหนดให้สถานศึกษาเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา เรื่องการจัดสภาพแวดล้อมให้นักเรียนปลอดภัย ขจัดมุมอับและจุดเสี่ยงที่เป็นอันตรายต่อนักเรียน

“ทั้งนี้ เชื่อว่าทุกโรงเรียนได้ดำเนินการตามมาตรการฯ อยู่แล้ว แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอาจเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่มีใครอยากให้เกิด จึงขอกำชับเรื่องการตรวจสอบอาคาร ซ่อมแซมบำรุงรักษาจุดที่มีความเสี่ยงอย่างเข้มข้น เพราะหากเกิดเหตุความไม่ปลอดภัยจากตัวอาคารเรียนขึ้น จะสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างได้ โดยอาจขอความร่วมมือกับสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด หรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นให้ร่วมสำรวจโดยผู้ที่มีความชำนาญ รวมทั้งต้องมีการตรวจสอบอายุการใช้งานของอาคารด้วย หากเป็นอาคารที่อายุการใช้งานไม่นาน แต่มีความชำรุดเสียหาย แตกร้าว สุ่มเสี่ยงต่อการพังถล่ม นอกจากต้องปฏิบัติตามแนวทางแก้ไขปัญหาโดยรายงานไปต้นสังกัด เตรียมแผนรองรับเรื่องการเรียน เช่น ใช้ห้องอื่นมาจัดเป็นห้องเรียนชั่วคราว หรืออาจต้องประสานขอใช้พื้นที่โรงเรียนใกล้เคียงเพื่อให้นักเรียนปลอดภัยที่สุดแล้ว ยังต้องตรวจสอบหาสาเหตุการชำรุดเสียหายของอาคารที่ใช้งานมาไม่นาน ว่าเกิดจากความผิดพลาดจุดใด อาจจะเป็นเรื่องของการก่อสร้าง ภูมิประเทศ ความแข็งแรงของวัสดุต่างๆ เพื่อป้องกันเหตุอันตรายเพิ่มเติมด้วย” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

เริ่มทันที!!! ‘อนุทิน’ประกาศ TCAS 67 สมัครเลือกคณะฟรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768880

เริ่มทันที!!! 'อนุทิน'ประกาศ TCAS 67 สมัครเลือกคณะฟรี

เริ่มทันที!!! ‘อนุทิน’ประกาศ TCAS 67 สมัครเลือกคณะฟรี

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 13.45 น.

เริ่มทันที!!! “อนุทิน”ประกาศ TCAS 67 สมัครเลือกคณะฟรี หนุน”ศุภมาส”ดัน อว.สู่กระทรวงเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว.พร้อมผู้บริหาร และบุคลากรให้การต้อนรับ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยนายอนุทิน ได้เข้าถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) จากนั้นขึ้นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า EV ( MuvMi) ที่ผลิตโดยคนไทยเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และลดการใช้พลังงานน้ำมันที่กระทรวง อว.ให้การสนับสนุนภาคเอกชนเพื่อมาชมนิทรรศการการจัดแสดงผลงานเด่นของหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวง อว.ก่อนมอบนโยบายให้กับผู้บริหารกระทรวง อว.

นายอนุทิน กล่าวมอบนโยบายว่า ได้เน้นย้ำให้กระทรวง อว.ให้ความสำคัญในการตอบโจทย์ความต้องการของประเทศและของโลก และให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยดําเนินการภายใต้หลักการ “เอกชนนํา รัฐสนับสนุน” ที่สำคัญวาระเร่งด่วนที่กระทรวง อว.ต้องดำเนินการทันที คือ การลดความเหลื่อมล้ำ และกระจายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษา โดยการให้กระทรวง อว.และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองและนักเรียน ในการสมัครคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยผ่านระบบการรับสมัครสอบกลาง ประจําปี 2567 หรือ “TCAS 67” ในรอบแอดมิชชั่น ซึ่งเป็นรอบที่มีนักเรียนจํานวนมากที่สุด กว่า 125,000 คนต่อปี เข้ามาสมัคร

“ผมขอประกาศข่าวดีว่า กระทรวง อว.และ ทปอ.จะนํางบประมาณมาอุดหนุนการสมัครในรอบแอดมิชชั่น โดยจะเริ่มตั้งแต่ “TCAS 67″ ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย โดยให้นักเรียนแต่ละคน สามารถสมัครเลือกคณะ 1 – 10 อันดับได้ฟรี เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระได้สูงสุดคนละ 900 บาท ถือเป็นหนึ่งในความพยายามระยะสั้นในการลดค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงการศึกษา ขณะที่รัฐบาลกําลังพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตอย่างแข็งแรง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับเยาวชนไทย ได้มีทางเลือกในการศึกษาในระดับอุดมศึกษามากขึ้น” นายอนุทิน กล่าว และว่า

ตนในฐานะกำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย กระทรวง อว. กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญในการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมวิทยาศาสตร์ สังคมแห่งการเรียนรู้ สังคมแห่งเหตุผล และสังคมแห่งปัญญา โดยกระทรวง อว.มีองค์ความรู้มากมายที่พร้อมจะถ่ายทอดให้ประชาชนทุกสาขาอาชีพ แต่การถ่ายทอดนั้นยังเป็นไปอย่างจำกัด องค์ความรู้เหล่านั้นจึงอยู่ในกระทรวง แต่ไม่ได้รับการนำเสนอ และถ่ายทอดไปถึงประชาชนกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง ดังนั้น กระทรวง อว.ต้องรับเป็นนโยบายให้ความสำคัญกับการเผยแพร่องค์ความรู้ ในรูปแบบและช่องทางที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในภาพรวม

“เมื่อครั้งที่ผมเป็น รมว.สาธารณสุข ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองในการทำงานของกระทรวงให้เป็นหนึ่งในกระทรวงเศรษฐกิจ เพราะความมั่นคงทางสุขภาพของประชาชนคือรากฐานที่สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ กระทรวง อว.ก็เช่นกัน ภายใต้การนำของรมว.ศุภมาส อิศรภักดี กระทรวง อว.จะก้าวสู่ความเป็นกระทรวงเศรษฐกิจที่จะเป็นเสาหลักทางปัญญา และนำพาโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ประชาชนต่อไป” นายอนุทิน กล่าว

– 006

‘ซอฟท์ เพาเวอร์’กับความเข้าใจ ‘รัฐ-สังคมไทย’มาถูกทางแล้วหรือยัง?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768751

‘ซอฟท์ เพาเวอร์’กับความเข้าใจ  ‘รัฐ-สังคมไทย’มาถูกทางแล้วหรือยัง?

‘ซอฟท์ เพาเวอร์’กับความเข้าใจ ‘รัฐ-สังคมไทย’มาถูกทางแล้วหรือยัง?

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 07.30 น.

“ในปี 2023 (2566) ใน 10 อันดับที่มีคะแนนสูงสุด 3 อันดับแรกคือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษและเยอรมนี แล้วอันดับ 4 กับ 5 คือญี่ปุ่นกับจีน ที่น่าสนใจคือในปีนี้อันดับ 10 ที่เพิ่งเขยิบขึ้นมาคือประเทศ UAE (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ผมให้ข้อสังเกตอย่างนี้ ใน 3 ประเทศแรกอเมริกา อังกฤษและเยอรมนี คะแนนที่น่าสนใจคือในด้าน IR (International Relation-ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) เต็ม 10 คือ 7 ขึ้นทั้ง 3 ประเทศ รวมถึง Familiarity (ความคุ้นเคย) ก็จะมีคะแนน 7 ขึ้นทั้ง 3 ประเทศ”

ชุติเดช เมธีชุติกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวในวงสัมมนา (ออนไลน์) หัวข้อ “Soft Power : อำนาจที่ทรงอิทธิพลในศตวรรษที่ 21” เมื่อเร็วๆ นี้ถึงการจัดอันดับ “ดัชนีซอฟท์ เพาเวอร์โลก (Global Soft Power Index)” โดย Brand Finance บริษัทสัญชาติอังกฤษซึ่งทำธุรกิจด้านให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาแบรนด์ พบว่า ใน 3 ปีล่าสุด (2564-2566) “อันดับ Soft Power ของไทยในเวทีโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง” จากปี 2564 อยู่ในอันดับ 33ปี 2565 ลดลงมาอยู่ที่อันดับ 35 และปี 2566 ก็ตกลงไปอยู่อันดับ 41

ที่มาของงานสัมมนาครั้งนี้ซึ่งจัดโดยศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ชุติเดช ระบุว่า ในประเทศไทยประเด็น Soft Power ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายที่ถูกชูขึ้นของรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน เช่น การแต่งตั้ง “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ Soft Power แห่งชาติ” เมื่อวันที่13 ก.ย. 2566 โดยมีคณะกรรมการ 23 คน และให้สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ร่วมขับเคลื่อน

รวมถึงนโยบาย “1 ครอบครัว 1 Soft Power” และความพยายามตั้ง “Thailand Creative Content Agency (THACCA)” ซึ่งน่าจะมีต้นแบบมาจาก “KOCCA” ของเกาหลีใต้ ทั้งนี้ การประเมิน Global Soft Power Index ใช้ตัวชี้วัด 9 ด้าน สำหรับ “ประเทศไทย” พบ “การศึกษาและวิทยาศาสตร์ (Education & Science) เป็นด้านที่ได้คะแนนต่ำที่สุด คือ 2.6 จาก 10 คะแนน” รองลงมาคือ ธรรมาภิบาล (Governance) 3 เต็ม 10 อันดับ 3 สื่อและการสื่อสาร (Media & Communication) 3.3 เต็ม 10และอันดับ 4 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (IR) 3.4 เต็ม 10

ส่วน “ด้านที่ไทยได้คะแนนสูงที่สุดคือ ความคุ้นเคย (Familiarity) 6.5 จาก 10 คะแนน” รองลงมาคือ ชื่อเสียง (Reputation) 6.1 เต็ม 10 ซึ่งเมื่อย้อนกลับมาดูนโยบายของรัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน “มีข้อสังเกตว่า ในขณะที่นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน เน้นไปที่การส่งเสริม Soft Power ด้านเศรษฐกิจ แต่ประเทศที่ได้อันดับสูงๆ ตามการจัดอันดับ Global Soft Power Index ไม่ว่าสหรัฐฯ อังกฤษหรือเยอรมนี ล้วนได้คะแนนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสูงทั้งสิ้น” จึงเป็นคำถามว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่จะส่งเสริมสถานะของประเทศไทยได้มาก-น้อยเพียงใด

รศ.สีดา สอนศรี อาจารย์วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า หากดูจากตัวอย่างนโยบาย 1 ครอบครัว 1 Soft Power หมายถึงการให้แต่ละครอบครัวผลิตสิ่งของขึ้นมาแล้วรัฐบาลจะหาตลาดให้หรือไม่? เรื่องนี้คือปัญหาเพราะ “รัฐบาลยังจับหลักไม่ได้ว่า Soft Power คืออะไร?” ซึ่งจริงๆ แล้ว Soft Power ต้องมีทั้งวัฒนธรรม ค่านิยมทางการเมือง นโยบายระหว่างประเทศ “สิ่งสำคัญคือต้องสร้างแบรนด์เนมจากในประเทศให้ออกไปสู่ต่างประเทศ” ดังที่เห็นจากไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน แต่ไทยยังดูเป็นการสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศอยู่

คำถามคือ “สมมุติสินค้าที่ผลิตออกมา เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของดูเหมือนๆ กันหมด จะหาตลาดอย่างไร?” รัฐบาลต้องเริ่มตั้งหลักให้ถูก เช่น เมื่อตั้งหลักที่เศรษฐกิจก็ต้องคิดว่าจะไปเชื่อมกับโลกได้อย่างไร จะหาตลาดให้ผู้ผลิตอย่างไร หรือจะซ้ำรอย “1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ (OTOP)” ที่ส่งเสริมการผลิตแต่สุดท้ายสินค้าที่ออกมาหน้าตาเหมือนกันหมดแล้วก็ขายไม่ได้

“เราโปรโมทให้คนมาท่องเที่ยวประเทศไทย แต่เราไม่ได้สร้างแบรนด์ติดเอาไว้ในต่างประเทศ เพียงแต่เขาดูในสารคดีเท่านั้นเองว่านักท่องเที่ยวพอมาถึงประเทศไทยทำให้เกิดปัญหา อย่างเช่นข่าวต่างๆ ที่ทราบอยู่แล้ว มันเกิดปัญหากับคนที่มาเที่ยว เพราะฉะนั้นถ้าเราจะโปรโมทการท่องเที่ยวจริงๆ เราต้องไม่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ แก่คนที่มาท่องเที่ยว อันนี้ฝากไว้ เพราะว่ามันมีปัญหามากมายเหลือเกิน

แล้วก็เรื่องความสะอาด เรื่องอะไรต่างๆ เราต้องสร้างค่านิยมของคนไทยให้มันดีเสียก่อน สร้างคนให้ดีเสียก่อน เราถึงจะสร้างการท่องเที่ยวทีหลัง เหมือนกับเกาหลี (ใต้) เหมือนกับจีน เหมือนกับญี่ปุ่น วัฒนธรรมของเขามันดีอยู่แล้ว เขาต้องสร้างคนภายในก่อน พอสร้างคนภายในแล้วเขานำภายในออกสู่ภายนอก” อาจารย์สีดา กล่าว

อาจารย์สีดา กล่าวต่อไปถึงนิยามของ Soft Power ที่นักวิชาการ โจเซฟ นาย (Joseph Nye) กล่าวถึง ซึ่งมีเรื่องของ “ค่านิยม” ที่ต้องหาให้พบว่าคืออะไร? แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่าไม่ใช่ประเทศอื่นๆ จะรับค่านิยมของประเทศเราได้เสมอไป นอกจากนั้น “วัฒนธรรมที่เผยแพร่ควรเป็นวัฒนธรรมที่สามารถรับได้ง่าย หรือวัฒนธรรมประยุกต์ (Adapt)” ไม่ใช่วัฒนธรรมเก่าแก่หรือหรูหราที่จับต้องเข้าถึงได้ยาก สุดท้าย “ต้องเชื่อมโยงกับนโยบายระหว่างประเทศ” เพราะการเผยแพร่ Soft Power ต้องอาศัยการเปิดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ศ.ดร.กิตติ ประเสริฐสุข อาจารย์สาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าววถึงนโยบาย 1 ครอบครัว 1 Soft Power ว่า มีความ
คาบเกี่ยวกับ OTOP ซึ่งต้องทำให้ชัดเจนก่อนว่า 2 นโยบายนี้แตกต่างกันอย่างไร แต่เรื่องนี้ก็ทำให้เห็นว่า “ความเข้าใจคำว่า Soft Power ในสังคมไทยยังมีความคลาดเคลื่อน” โดยสำหรับสังคมไทย “มุมบวก” คือการที่คนหันมาสนใจ Soft Power กันมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องของวัฒนธรรมกับการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี

แต่ “มุมที่อาจไม่ค่อยบวกเท่าไร” คือความเข้าใจคำว่า Soft Power ยังอยู่ในมุมที่จำกัดอยู่เพียงด้านวัฒนธรรมเพียงมุมเดียว แต่จริงๆ แล้ว Soft Power มีหลายด้าน เช่น นโยบายต่างประเทศ ค่านิยม ระบบระเบียบเชิงสถาบันในประเทศ อาทิ ประเทศที่การเข้าเมืองทำได้ยาก ภาษียังเป็นอุปสรรค การบังคับใช้กฎหมายยังไม่ค่อยดี ต่อให้โปรโมทมากเพียงใดก็ยังไปได้ค่อนข้างลำบาก

หรือแม้แต่เรื่องวัฒนธรรมสังคมไทยก็ยังมองด้วยกระบวนทัศน์ (Paradigm) แบบเดิมๆ เช่น โปรโมทการท่องเที่ยว อาหาร และวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างโขน รำไทย ฯลฯ แต่จริงๆ แล้ว ทรัพยากรสำคัญทางวัฒนธรรมคือ Pop Culture หรือวิถีชีวิตของคนทั่วไป เช่น การกิน-การอยู่ หรือเทศกาลต่างๆ (อาทิ วันสงกรานต์) นอกจากนั้น “นโยบาย 1 ครอบครัว 1 Soft Power ดูจะสับสนระหว่างคำว่า Soft Power กับทักษะ” จริงๆ แล้วนโยบายนี้คือการสนับสนุนทักษะของแต่ละครอบครัวหรือไม่? ซึ่งไม่ใช่ Soft Power

ทั้งนี้ ยังมีอีกคำหนึ่งคือ “สมาร์ทเพาเวอร์ (Smart Power)” หรือ อำนาจฉลาด หมายถึง การใช้อำนาจผสมผสานทั้งอำนาจแข็ง (Hard Power) และอำนาจอ่อน (Soft Power) โดยอำนาจแข็ง คืออำนาจทางการทหารหรือทางเศรษฐกิจ เช่น การส่งกำลังทหารหรือสนับสนุนงบประมาณเข้าไปช่วยเหลือพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติ ซึ่งประเทศที่มี Soft Power และยังมี Hard Power หนุนหลัง คนจะยอมรับได้ง่ายขึ้นและมองอย่างเป็นมิตร

ยังมีนักวิชาการชาวจีน หลี่ หมิงเจียง (Li Mingjiang) ที่ใช้คำว่า “ซอฟท์ ยูส ออฟ เพาเวอร์ (Soft use of Power)” หรือการใช้อำนาจอย่างนุ่มนวล (โดยไม่ต้องระบุว่าแข็งหรืออ่อน) ขณะที่เมื่อย้อนกลับไปที่ โจเซฟ นาย ผู้ริเริ่มกล่าวถึงคำว่า Soft Power ไว้ตั้งแต่ปี 2533 จะพบว่า “โจเซฟ นาย มองคำว่า Soft Power อยู่ที่ชาติมหาอำนาจ (Great Power) ซึ่งมีนโยบายต่างประเทศที่เป็นมหายุทธศาสตร์ (Great Strategy)” กล่าวคือ ชาติมหาอำนาจต้องการความชอบธรรมจาการสร้างชื่อเสียงที่ดี

ดังตัวอย่างที่ชัดเจนคือ สหรัฐอเมริกา-จีน ทั้ง 2 ประเทศต้องการใน 2 เรื่อง คือ 1.สร้างความยอมรับในนโยบายระหว่างประเทศ กับ 2.สร้างความยอมรับนิยมชมชอบในตัวแบบของประเทศตนเอง อย่างกรณีของสหรัฐฯ จะเน้นเรื่องค่านิยมประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและการค้าเสรี ในขณะที่จีนจะส่งเสริมยุทธศาสตร์ 1 แถบ 1 เส้นทาง (Belt & Road Initiative) มีการตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB) และแสดงออกว่าการปกครองแบบสังคมนิยมก็เป็นต้นแบบที่ดีได้

แต่เมื่อมองไปที่ เกาหลีใต้ จะไม่ได้ต้องการในระดับเดียวกับชาติมหาอำนาจข้างต้น แต่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเฉพาะในช่วงปลายทศวรรษ 1990 (ปี 2533-2542) ที่ประเทศได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของทวีปเอเชีย ดังนั้นไทยที่เป็นประเทศขนาดกลางก็น่าจะดำเนินนโยบายแบบเดียวกับเกาหลีใต้ แต่ก็ย้ำว่าต้องให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศด้วย เช่น ไม่ใช่ว่าประเทศตนเองต้องการสร้าง Soft Power แต่ยังเพิกเฉยต่อความทุกข์ยากของประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น

“ผมว่าที่ Soft Power เราตกมันก็มีเหตุผลจากพวกนี้ด้วย ในประเทศเรายังมีการจับกุมผู้เห็นต่างทางการเมือง มันดูแล้ว Soft Power มันจะไปลำบาก เราเอาแบบเกาหลีก็จริงแต่เราต้องให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศและค่านิยมด้วย” อาจารย์กิตติ กล่าว

หมายเหตุ : ยังมีประเด็นน่าสนใจอีกมากมายจากงานสัมมนาครั้งนี้ ซึ่งผู้สนใจสามารถรับชมคลิปวีดีโอย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/DJC.Center/videos/1583598115801892/

‘กสม.’ชี้‘สภาทนายฯ’ยังไม่เข้าข่ายเลือกปฏิบัติ ปมออกเงื่อนไขขอใบอนุญาตว่าความกับบางมหา’ลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768753

‘กสม.’ชี้‘สภาทนายฯ’ยังไม่เข้าข่ายเลือกปฏิบัติ  ปมออกเงื่อนไขขอใบอนุญาตว่าความกับบางมหา’ลัย

‘กสม.’ชี้‘สภาทนายฯ’ยังไม่เข้าข่ายเลือกปฏิบัติ ปมออกเงื่อนไขขอใบอนุญาตว่าความกับบางมหา’ลัย

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2566 ที่ผ่านมา น.ส.สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยตามที่ กสม.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งเมื่อเดือน ก.ค. 2566 ระบุว่า สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ (ผู้ถูกร้อง) กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ศึกษาสาขานิติศาสตร์ในประเทศไทย ด้วยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม

โดยกำหนดคุณสมบัติของผู้ขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความ ในลักษณะที่เป็นคุณต่อบุคคลที่จบการศึกษาระดับอนุปริญญาทางนิติศาสตร์จากสถาบันการศึกษาเพียง 10 สถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยสยาม มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ โดยให้สามารถยื่นขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตทนายความได้

ขณะที่ผู้ขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตทนายความที่จบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาอื่นต้องใช้วุฒิการศึกษานิติศาสตร์ระดับปริญญาตรี ซึ่งผู้ร้องเห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมอันก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส เวลา และการศึกษาอบรม จึงขอให้ตรวจสอบ โดย กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 4 บัญญัติรับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล

และมาตรา 27 บัญญัติว่า การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลด้วยเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องการศึกษาอบรมอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือเหตุอื่นใดจะกระทำมิได้ สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่กำหนดให้รัฐภาคีรับรองความเสมอภาคและความเท่าเทียมของบุคคล และต้องคุ้มครองบุคคลทุกคนอย่างเสมอภาคและปราศจากการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลใด

อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่า กรณีตามคำร้องเป็นกรณีที่อยู่ในขั้นตอนการขอสมัครเข้ารับการฝึกอบรมวิชาว่าความ ซึ่งเป็นขั้นตอนก่อนการขอรับจดทะเบียนและออกใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกร้อง โดยสถาบันการศึกษาทั้ง 10 แห่ง เป็นสถาบันที่หลักสูตรการศึกษาในระดับอนุปริญญาได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาจากผู้ถูกร้องคือ สภาทนายความฯ ซึ่งปัจจุบันมีหลักสูตรนิติศาสตร์ของสถาบันการศึกษาที่ผู้ถูกร้องให้การรับรองในระดับอนุปริญญา รวมจำนวน 19 แห่ง

แบ่งเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยภาครัฐ 11 แห่งกลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชนจำนวน 8 แห่ง อันเป็นไปตาม พ.ร.บ.สภาทนายความ พ.ศ. 2528 และระเบียบสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความว่าด้วยการรับรองมาตรฐานการศึกษาวิชานิติศาสตร์ พ.ศ. 2563 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดมาตรการและแนวทางการตรวจพิจารณามาตรฐานการศึกษาวิชานิติศาสตร์

เนื่องจากวิชาชีพทนายความมีความใกล้ชิดกับประชาชน การทำหน้าที่ของทนายความจึงมีความสำคัญและจำเป็นต่อการธำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรมของสังคม อันเป็นเหตุผลและความจำเป็นที่สภาทนายความฯ ในฐานะองค์กรวิชาชีพต้องกำกับดูแลมาตรฐานหลักสูตรนิติศาสตร์ของสถาบันการศึกษา ทั้งในระดับปริญญาตรี อนุปริญญา และประกาศนียบัตร เพื่อให้สถาบันการศึกษาสามารถผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อมที่จะเข้าสู่วิชาชีพทนายความ อันเป็นการดำเนินการในลักษณะเดียวกับการพิจารณาคุณสมบัติผู้ขอจดทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทยสภา

“กสม. เห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวแม้จะเป็นการกำหนดเงื่อนไขและมีผลเป็นการปฏิบัติที่แตกต่างกันระหว่างผู้ที่มีคุณวุฒิอนุปริญญาจากสถาบันการศึกษาที่ผู้ถูกร้องรับรองกับสถาบันการศึกษาที่ไม่ได้รับรอง แต่เมื่อผู้ถูกร้องดำเนินการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมมาตรฐานทางวิชาชีพและเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล จึงไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องการศึกษาอบรมอันเป็นการขัดต่อหลักความเสมอภาค และไม่เป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน” น.ส.สุภัทรา กล่าว

น.ส.สุภัทรา กล่าวต่อไปว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2566 จึงเห็นควรมีข้อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ โดยเผยแพร่หลักสูตรนิติศาสตร์ของสถาบันการศึกษาที่ผ่านการรับรองโดยสภาทนายความฯ แล้ว

รวมถึงเผยแพร่หลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำขอให้พิจารณารับรองมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาผ่านช่องทางการสื่อสารประชาสัมพันธ์ของสภาทนายความฯ เพื่อเป็นการอำนวยความเป็นธรรมและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนโดยทั่วไปที่มีความสนใจจะศึกษาสาขานิติศาสตร์ และสถาบันการศึกษาที่ยังไม่ได้รับรองมาตรฐานทราบและใช้ประกอบการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

มหกรรม‘เด็กพิการเรียนไหนดี?’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768754

มหกรรม‘เด็กพิการเรียนไหนดี?’

มหกรรม‘เด็กพิการเรียนไหนดี?’

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) มูลนิธิด้วยกันเพื่อคนพิการและสังคม บริษัท กล่องดินสอ จำกัด จัดมหกรรมแนะแนวการศึกษา “เด็กพิการเรียนไหนดี’67” โดยมี นางวันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารนางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. ภาคีเครือข่าย เข้าร่วมงานเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2566 ที่ผ่านมา ณ อาคาร ไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2

โดย นางภรณี กล่าวว่า เป้าหมายของการจัดงานมหกรรมฯ คือ การสร้างโอกาสทางการศึกษา หลังพบคนพิการเป็นกลุ่มที่หลุดออกจากระบบการศึกษากลางคัน ทั้งพบคนพิการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาเพียง 1% เท่านั้นงานครั้งนี้เป็นประตูด่านแรกสู่การค้นหาจุดหมายปลายทาง วางแผนการศึกษา มองหาสถาบันที่รองรับสำหรับคนพิการ รวมถึงเพิ่มพลังใจจากการรับฟังรุ่นพี่นักศึกษาผู้พิการ ที่มาบอกเล่าประสบการณ์การเข้ารั้วมหาวิทยาลัย

‘วัดพระธรรมกาย’ร่วมบุญกฐินเวียดนาม เชื่อมพุทธสัมพันธไมตรีสร้างสามัคคีสงฆ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768796

'วัดพระธรรมกาย'ร่วมบุญกฐินเวียดนาม เชื่อมพุทธสัมพันธไมตรีสร้างสามัคคีสงฆ์

‘วัดพระธรรมกาย’ร่วมบุญกฐินเวียดนาม เชื่อมพุทธสัมพันธไมตรีสร้างสามัคคีสงฆ์

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 21.30 น.

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2566 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส, ดร. ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี และ พระพรชัย พลวธมฺโม,ดร. ประธานองค์การพุทธโลก เป็นผู้แทนหลวงพ่อธัมมชโย วัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย นำคณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ถวายปัจจัยร่วมทอดกฐิน ณ วัดโฝมินห์ (Pho Minh) หรือ วัดวิชชาวัฒนาวิหาร เขตก่อวัป นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม

สำหรับวัดโฝมินห์เป็นวัดพุทธเถรวาท ประเทศเวียดนาม โดยมีพระธรรมาจารย์ทิก เถี่ยน เติม (กุสลจิตฺโต) (Most Ven. Dr. Thich Thien Tam) รองประธานสมัชชาสงฆ์แห่งประเทศเวียดนาม (Vietnam Buddhist Sangha), เจ้าอาวาสวัดโฝมินห์ เป็นประธานสงฆ์รับถวาย โดยท่านได้กล่าวขอบคุณและซาบซึ้งใจในหลวงพ่อธัมมชโย และคณะศิษยานุศิษย์จากวัดพระธรรมกาย ที่มาถวายปัจจัยร่วมบุญบริวารกฐินกับวัดโฝมินห์ และอำนวยอวยพรให้มีความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยในปีนี้ พระผาเหล็ก ยติสกฺโก พระภิกษุชาวไทยจากวัดพระธรรมกาย ที่จำพรรษาที่วัด เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโท เป็นองค์รับกฐิน

นอกจากนี้ พระธรรมาจารย์ทิก เถี่ยน เติม ได้กล่าวสัมโมทนียกถา ให้เจ้าภาพสาธุชนที่มาร่วมงานได้บุญเยอะ ๆ ปัจจัยที่ได้จะนำไปทำนุบำรุงวัดวาอาราม และนอกจากมาทำบุญทำทานแล้ว ให้ความสำคัญในการปฏิบัติธรรม โดยยกบท “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ว่า มีหลักธรรมสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ สามัคคี อริยสัจจะ ภาวนา และปัจจัย นั่นคือ 1.สามัคคี ไม่ตึง ไม่หย่อน เดินสายกลาง เกิดความสามัคคี ทำให้พุทธบุตรเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังพุทธพจน์ที่ว่า ‘สุขาสังฆัสสะ สามัคคี ความสามัคคี นำมาซึ่งความสุข’ 2.อริยสัจจะ ในการมาวัด นอกจากมาทำบุญแล้ว ถ้าไม่เข้าใจอริยสัจ เหมือนได้บุญไม่เต็มที่ เพราะตลอด 45 พรรษา ของพระพุทธเจ้า ท่านตรัสถึงความจริง เรื่องทุกข์ กับสาเหตุแห่งทุกข์ 3.ภาวนา เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าสวดมนต์ ถือศีล แต่ไม่ภาวนา บุญก็ลดไป พระพุทธเจ้า บรรลุธรรมด้วยการภาวนา ดังนั้นให้ทำ ทั้งกายภาวนา ศีลภาวนา จิตภาวนา ปัญญาภาวนา 4.ปัจจยะ เพราะมีสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี ถ้ามองทุกอย่างตามความเป็นจริง ตามหลักปฏิจจสมุปบาท ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเหตุธรรม ถ้าเข้าใจ จะไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะเข้าใจว่าสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนั้นจึงเกิด ดังนั้น ให้ทุกคนหมั่นศึกษาหลัก สามัคคี อริยสัจจะ ภาวนา และปัจจยะ ให้ยิ่งๆขึ้นไป”

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส กล่าวว่า บุญครั้งนี้ ศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ตั้งใจมาถวายปัจจัยเป็นบริวารกฐิน ณ วัดโฝมินห์ เพื่อบูชาธรรม 79 ปี หลวงพ่อธัมมชโย และสร้างพุทธสัมพันธไมตรีระหว่างคณะสงฆ์เถรวาททั้งสองประเทศ ทั้งเวียดนามและไทย เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกันของคณะสงฆ์ สมกับคำขวัญที่หลวงพ่อธัมมชโย ให้ไว้ว่า ‘พุทธบุตรต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว’ และเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนเป็นที่พึ่งแก่ชาวโลกตราบนานเท่านาน

– 006