ครั้งแรก! สสส.โลก INHPF ร่วมประกาศปฏิญญากรุงเทพฯ เพื่อยกระดับการสร้างเสริมสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768232

ครั้งแรก! สสส.โลก INHPF ร่วมประกาศปฏิญญากรุงเทพฯ เพื่อยกระดับการสร้างเสริมสุขภาพ

ครั้งแรก! สสส.โลก INHPF ร่วมประกาศปฏิญญากรุงเทพฯ เพื่อยกระดับการสร้างเสริมสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.04 น.

ครั้งแรก! สสส.โลก INHPF ร่วมประกาศปฏิญญากรุงเทพฯ เพื่อยกระดับการสร้างเสริมสุขภาพ ร่วมสร้างสุขภาวะที่เป็นธรรมให้คนทุกกลุ่ม

เมื่อวันที่ 9 พ.ย.2566 ที่ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ เครือข่ายกองทุนสร้างเสริมสุขภาพนานาชาติ (the International Network of Health Promotion Foundations-INHPF) ร่วมประกาศ “ปฏิญญากรุงเทพฯ (INHPF Bangkok Declaration)” ในการประชุมเครือข่ายกองทุนสร้างเสริมสุขภาพนานาชาติ ครั้งที่ 20 ประจำปี 2566 The 20th International Network of Health Promotion Foundations (INHPF) Annual Meeting 2023

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ที่ประชุมเครือข่าย INHPF ได้ร่วมกันประกาศปฏิญญากรุงเทพฯ ยกระดับสร้างเสริมสุขภาพมุ่งสู่สุขภาวะที่เป็นธรรม ซึ่งเรียกร้องให้องค์กรสมาชิกของเครือข่ายฯ ระดมทรัพยากรขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานสร้างเสริมสุขภาพอย่างเพียงพอและยั่งยืน สร้างความตระหนักรู้ถึงปัจจัยกำหนดสุขภาพที่กำลังเปลี่ยนแปลง รวบรวมแนวปฏิบัติการเรียนรู้ร่วมกัน  สร้างเสริมความรู้เท่าทันด้านดิจิทัลและเพิ่มโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลสุขภาพโดยมุ่งเน้นกลุ่มเปราะบาง  ส่งเสริมความโปร่งใส ความรับผิดชอบ สร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการสร้างเสริมสุขภาพ ตลอดจนสานพลังความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งในและระหว่างประเทศ

ดร.สุปรีดา กล่าวต่อว่า ปฏิญญาฯ เสนอข้อเรียกร้องต่อองค์กรภายใต้สหประชาชาติให้ร่วมสนับสนุนความพยายามในการระดมทรัพยากรและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ สร้างความเข้มแข็งของธรรมาภิบาลด้านสุขภาวะที่เอื้อไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน  นอกจากนี้ยังเชิญชวนให้รัฐบาลประเทศต่างๆ พัฒนาแผนงานด้านสุขภาวะแบบบูรณาการ ผลักดันกฎหมาย สนับสนุนทรัพยากรและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการสร้างเสริมสุขภาพ สร้างและขยายระบบสวัสดิการสังคม เร่งสร้างความก้าวหน้าไปสู่การบรรลุเป้าหมายโลกด้านสุขภาพ  ท้ายที่สุด ปฏิญญาฯ ยังกระตุ้นให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ส่งเสริมและขยายเครือข่ายพหุภาคี ประสานการดำเนินการข้ามภาคส่วน และส่งเสริมกลไกการเงินการคลังที่ยั่งยืนเพื่อสร้างสังคมสุขภาวะในทุกระดับที่เป็นธรรมอีกด้วย

นพ.อเลสซานโดร ดีเมโย ประธานเครือข่าย INHPF และผู้จัดการกองทุน สสส. แห่งรัฐวิกตอเรีย ออสเตรเลีย กล่าวว่า แนวทางนวัตกรรมที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้ มาจากสมาชิกเครือข่ายฯ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน โดยเฉพาะแนวทางการรณรงค์สังคมต่างๆ ของสสส. ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก อาทิ การลดการบริโภคสุราและยาสูบ ในส่วนของออสเตรเลียในการลดการสูบบุหรี่ ได้เรียนรู้แนวคิดและการทำงานจาก สสส. และได้นำประสบการณ์การทำงานของไทยมาประยุกต์ใช้กับออสเตรเลีย นอกจากนี้การที่เครือข่าย INHPF ได้ประกาศเจตนารมณ์ปฏิญญากรุงเทพฯ ถือเป็นการตอกย้ำความร่วมมือระหว่าง 8 องค์กรสมาชิกจาก 6 ประเทศ เพื่อประกาศจุดยืนของเครือข่ายฯ ในการสร้างเสริมสุขภาวะอย่างเท่าเทียม

นางสาวโอฟีนา ฟิลิโมเอฮาลา ผู้จัดการกองทุนสร้างเสริมสุขภาพแห่งตองงา (TongaHealth) กล่าวว่า เป็นเกียรติที่ได้เข้าร่วมประชุมสำคัญนี้ที่ประเทศไทย ในฐานะสมาชิกทาง TongaHealth พร้อมสนับสนุนทุกกิจกรรมของเครือข่ายฯ  ท้งนี้ TongaHealth เป็นองค์กรเล็กๆ จากประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก จะได้มีโอกาสเรียนรู้แนวทางใหม่ๆและวิธีการจัดการป้องกันโรค โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อ NCDs ที่นับเป็นปัญหาใหญ่ของตองงา  โดย TongaHealth มองสสส.เหมือนเป็นองค์กรรุ่นพี่ ที่คอยสนับสนุนด้านองค์ความรู้ และแบ่งปันประสบการณ์อยู่เสมอ ที่ผ่านมาได้รับความช่วยเหลือจากสสส.ไทยด้านการดำเนินงานลดปัจจัยเสี่ยง NCDs และด้านนวัตกรรมการเงินการคลัง นำมาประยุกต์ใช้กับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายมาร์ค ทัวฮี ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กองทุนสร้างเสริมสุขภาพแห่งแคว้น ควีนส์แลนด์ ออสเตรเลีย – Health and Well-being Queensland, Australia กล่าวว่า กองทุนสร้างเสริมสุขภาพแห่งแคว้นควีนส์แลนด์ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2562 โดยเป็นองค์กรอิสระ ตั้งขึ้นโดยมุ่งเน้นเรื่องการป้องกันโรคอ้วนด้วยภาวะโภชนาการที่ดี การออกกำลังกาย และการพัฒนาสุขภาวะในภาพรวม เพื่อลดภาระของระบบสาธารณสุข ด้วยการลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโรคร้ายแรงต่าง ๆ โดยได้รับแรงบันดาลใจและได้ต้นแบบมาจาก สสส. ไทย และองค์กรสมาชิกเครือข่ายอื่นๆ ที่มองเห็นความสำคัญของการป้องกันโรค โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อ NCDs ดังนั้นการใช้แนวคิดใหม่ๆ รวมถึงนวัตกรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทางกองทุนฯ รู้สึกยินดีที่ได้เข้าร่วมกับเครือข่าย INHPF เพื่อร่วมกันสร้างสังคมโลกที่มีสุขภาวะที่ดี และจะนำองค์ความรู้ที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ไปประยุกต์ที่แคว้นควีนส์แลนด์ โดยเฉพาะในการลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs 

‘สว.อุปกิต’เข้าพบเอกอัครราชทูต’สปป.ลาว’ หารือส่งคืนพระพุทธรูปที่เคยถูกโจรกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768220

'สว.อุปกิต'เข้าพบเอกอัครราชทูต'สปป.ลาว' หารือส่งคืนพระพุทธรูปที่เคยถูกโจรกรรม

‘สว.อุปกิต’เข้าพบเอกอัครราชทูต’สปป.ลาว’ หารือส่งคืนพระพุทธรูปที่เคยถูกโจรกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 16.49 น.

“สว.อุปกิต”เข้าพบเอกอัครราชทูต สปป.ลาว หารือการนำพระพุทธรูปที่เคยถูกโจรกรรม ส่งคืน สปป.ลาว

9 พ.ย.66 นายอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภา พร้อมด้วยผู้ช่วยเลขาคณะธรรมทูต ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ (รองผู้อำนวยการ สอวช.) เปิดเผยว่า ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายคำพัน อั่นลาวัน เอกอัครราชทูต สปป.ลาวประจำประเทศไทย เพื่อขอคำปรึกษาในการนำพระพุทธรูปสำคัญที่สูญหายส่งคืนสปป.ลาว  โดยนายอุปกิตซึ่งมีงานอดิเรกเป็นนักสะสมวัตถุโบราณได้ซื้อพระพุทธรูปจากพ่อค้าที่ประมูลมาจากพิพิธภัณฑ์ในประเทศฝรั่งเศส ต่อมาได้ค้นคว้าจากหลักฐานต่างๆ เช่น รูป ภาพสเก็ตช์ จารึกบนฐานพระพุทธรูป ได้ทราบว่าเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่เคยประดิษฐานในวัดพระเวีย แขวงเชียงขวาง และมีประวัติถูกโจรกรรมจาก สปป.ลาว จึงมีความประสงค์ที่จะส่งคืนสปป.ลาว นายคำพัน ได้กล่าวขอบคุณและรู้สึกยินดีที่สถานเอกอัครราชทูตจะได้มีส่วนสำคัญในการนำพระพุทธรูปสำคัญนี้กลับคืนสู่ สปป.ลาว ในโอกาสต่อไป

นายอุปกิต กล่าวว่า ได้แจ้งต่อนายคำพันถึงความคืบหน้าในการหล่อรูปเหมือนครูบาเจ้าศรีวิชัยขนาดหน้าตัก 30 นิ้ว ที่จะถวายแด่สมเด็จพระสังฆราชแห่งสปป.ลาว เพื่อนำไปประดิษฐานในสถานที่ที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการที่ประเทศไทยจะเสนอชื่อครูบาเจ้าศรีวิชัยเป็นบุคคลสำคัญของโลกต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ในวาระครบรอบ 150 ปี ชาตกาล ทั้งนี้ การปรึกษาหารือดังกล่าวมีนายวิละวัด เทบพิทัก ที่ปรึกษาด้านศึกษา-วัฒนธรรม สปป.ลาว เข้าร่วมหารือด้วย

สกสว. ร่วม ‘กลาโหม’ ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมป้องกันประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768213

สกสว. ร่วม 'กลาโหม' ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมป้องกันประเทศ

สกสว. ร่วม ‘กลาโหม’ ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมป้องกันประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 16.14 น.

ผู้อำนวยการ สกสว. นำคณะผู้บริหาร เยี่ยมชมผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริม ววน. ในงานนิทรรศการอุปกรณ์ป้องกันประเทศ ซึ่งมีผู้ประกอบการ กว่า 500 บริษัท จาก 40 ประเทศทั่วโลก พร้อมทั้งหารือแนวทางสนับสนุนและขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมป้องกันประเทศ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ สร้างเสถียรภาพกองทัพ ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สกสว.เยี่ยมชมงานนิทรรศการอุปกรณ์ป้องกันประเทศ (Defense & Security 2023) โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหม กับผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ กว่า 500 บริษัท จาก 40 ประเทศทั่วโลก เพื่อประชาสัมพันธ์พัฒนาการของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการรักษาความปลอดภัยของประเทศไทยสู่สายตาประชาคมโลก  โดยมี พล.ท.เขมชาติ ปัตตะนุ เจ้ากรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม และคณะผู้บริหาร นำเยี่ยมชมงานนิทรรศการและบรรยายผลงานวิจัยเด่นของกลาโหม ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) เช่น

รถทำลายล้างพิษต้นแบบเคลื่อนที่แบบลากจูง เคมี ชีวะ (โควิด 19) นวัตกรรมใหม่เพื่อทำลายล้างพิษระบบอัตโนมัติแบบเคลื่อนที่ รวมถึงระบบการจัดการกับสารพิษหลังชำระล้างร่างกาย เพื่อลดอันตรายที่เกี่ยวข้องกับการโจมตี เคมี ชีวะ โดยการใช้เชื้อโรคและสารพิษเป็นอาวุธ ได้แก่ แอนแทรค อหิวาต์ ไข้ทรพิษ กาฬโรค เป็นต้น และนอกจากลดอันตรายที่เกิดขึ้นจากการจงใจใช้อาวุธ เคมี ชีวะ แล้ว ยังสามารถนำไปใช้ในการระงับเหตุและช่วยเหลือประชาชนจากกรณีรั่วไหลของสารเคมี รถขนส่งสารเคมีเกิดอุบัติเหตุ อีกทางหนึ่ง

ชุดแหวนยางกันซึมของปืนใหญ่หนักกระสุนวิถีราบแบบ 95 (ปบค.95) (M101 A1 Modified) ปรับปรุง ขนาด 105 มิลลิเมตร จากการวิจัยและพัฒนาด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมย้อนกลับ (Reverse Engineering) ทั้งในด้านของขนาด รูปทรง และวัสดุที่ใช้ในการผลิต การใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบ และผลิตทางวิศวกรรม (CAD/CAM) ในการออกแบบและผลิตชุดแหวนยางกันซึมฯ ชุดแม่พิมพ์ที่ใช้ในการผลิต รวมถึงเทคโนโลยีในการตัดเฉือนขึ้นรูปแหวนกันซึมฯ และผลงานชุดแหวนยางกันซึมฯนี้ ได้ผ่านการทดสอบคุณสมบัติด้านวัสดุจากหน่วยงานห้องปฏิบัติการที่ได้รับรองมาตรฐานสากล ผ่านการทดสอบการใช้งาน ทั้งในการจําลองการยิงเบื้องต้น และการทดสอบภาคสนามด้วยการยิงกระสุนจริง ปัจจุบันได้รับการรับรองมาตรฐานจากคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานยุทโธปกรณ์กองทัพบก

แบตเตอรี่ใช้เซลล์ลิเทียมไอออนในการผลิต แรงดัน 24V ความจุ 90Ah จ่ายไฟ ให้กับระบบค้นหา และระบุพิกัดของปืนใหญ่ให้สามารถทำงานได้ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง และสามารถทำงานได้ทุกสภาพอากาศ ซึ่งปัจจุบันกองทัพได้นำมาใช้ทดแทนการนําเข้าแบตเตอรี่และเครื่องชาร์จแบตเตอรี่จากต่างประเทศ

รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล กล่าวว่า สกสว. เป็นหน่วยงานที่มีพันธกิจในการจัดทำนโยบายและแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และจัดสรรงบประมาณด้าน ววน. ทั้งในส่วนของงบประมาณสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund) เพื่อยกระดับการพัฒนาของประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ แก่หน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) จำนวน 9 แห่ง และงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพหน่วยงานตามพันธกิจการพัฒนาประเทศ จำนวน 188 หน่วยงาน ซึ่งรวมถึงกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม

นอกจากงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐานแล้ว กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม สามารถเสนอของบประมาณเชิงกลยุทธ์ เพื่อทำวิจัยเชิงประเด็นตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ หรือประเด็นที่เชื่อมโยงกับแผนด้าน ววน. ของประเทศ รวมถึงงบประมาณสนับสนุนการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ และงบประมาณสนับสนุนโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาความสามารถทางเทคโนโลยีด้านความมั่นคงของไทย ให้สามารถพึ่งพาตนเองในอุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศและการรักษาความมั่นคงภายใน ลดการนำเข้าและส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งออกอุปกรณ์ทางการทหารที่ผลิตภายในประเทศต่อไป

‘อุปนายกสมาคมนักประดิษฐ์ฯ’ขอบคุณ’ม.สยาม’ หนุนจัดสัมมนาฯ พร้อมหารือการจัดตั้ง ‘ศูนย์ส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อการพาณิชย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768156

'อุปนายกสมาคมนักประดิษฐ์ฯ'ขอบคุณ'ม.สยาม' หนุนจัดสัมมนาฯ พร้อมหารือการจัดตั้ง 'ศูนย์ส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อการพาณิชย์'

‘อุปนายกสมาคมนักประดิษฐ์ฯ’ขอบคุณ’ม.สยาม’ หนุนจัดสัมมนาฯ พร้อมหารือการจัดตั้ง ‘ศูนย์ส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อการพาณิชย์’

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 12.43 น.

‘อุปนายกสมาคมนักประดิษฐ์ฯ’ พร้อมด้วยเลขาฯ สมาคม พบปะและขอบคุณ ‘ม.สยาม’ ที่สนับสนุนในการจัดงานสัมมนาฯ ของทางสมาคมฯ พร้อมหารือถึงการจัดตั้ง “ศูนย์ส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อการพาณิชย์” แห่งแรกของประเทศไทย” เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกัน ต่อยอดนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เชิงพาณิชย์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่มหาวิทยาลัยสยาม ถ.เพชรเกษม คณะผู้บริหารสมาคมนักประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งประเทศไทย นำโดยนางสุนี ชัยสนิท อุปนายก คนที่ 1 และนายเสกสันต์ บุญสุวรรณ อุปนายก คนที่ 3 พร้อมกับว่าที่ ร.ต.สรายุทธ์ บุญเลิศกุล เลขาธิการสมาคมได้เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะผู้บริหารมหาวิทยาลัยสยาม และแสดงความขอบคุณที่ทางมหาวิทยาลัยได้สนับสนุนผลงานนวัตกรรม และนำคณาจารย์ และตัวแทนนักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมการสัมมนา “นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัยมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์ 5 มิติ ที่สังคมเมืองศิวิไลซ์อยากเห็น” ที่ทางสมาคมนักประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยมีผศ.ดร.ไตรทศ ขำสุวรรณ  รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณาจารย์ และนักศึกษาให้การต้อนรับ 

ในการพบปะครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันหารือแนวทางในการบูรณาการความร่วมมือผลักดันการจัดตั้ง “ศูนย์ส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อการพาณิชย์” แห่งแรกของประเทศไทยขึ้นในมหาวิทยาลัยสยาม  หลังจากนั้นสมาคมได้มอบทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนในด้านนวัตกรรม โดยมีคณาจารย์และนักศึกษาเป็นผู้รับมอบทุนดังกล่าว

โดย นายเสกสันต์ บุญสุวรรณ อุปนายก คนที่ 3 กล่าวว่า สถาบันการศึกษามีบทบาทสำคัญต่อการชี้นำทิศทาง และการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ในการมุ่งมั่นเป็นนักประดิษฐ์คิดค้นที่สามารถออกแบบและพัฒนานวัตกรรมได้ สมาคมฯ จึงเห็นความสำคัญตรงจุดนี้ และต้องการสนับสนุนเยาวชนไทยคนรุ่นใหม่ให้เป็นนักนวัตกรรมที่สามารถออกแบบ หรือพัฒนานวัตกรรมมาเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าที่ได้มาตรฐาน สามารถเข้าสู่ตลาดสร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงตั้งใจมามอบทุนสนับสนุนการศึกษาให้กับเยาวชน ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่สำคัญ ในการพัฒนาประเทศด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี

ดังนั้น ตนจึงเห็นว่า การพัฒนานวัตกรรมที่ดีควรที่จะมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนมีใจรักด้านการประดิษฐ์คิดค้น และพัฒนานวัตกรรม โดยมีองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญอย่างสมาคมสนับสนุนอย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการมีมหาวิทยาลัยสยามเป็นพี่เลี้ยงที่สำคัญในการให้คำปรึกษา และถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการ เพราะฉะนั้น ทางสมาคมฯ จึงมีความยินดีและเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เข้ามาร่วมมือและสนับสนุนในด้านต่างๆ เพื่อให้วงการนวัตกรรมของไทย มีผลงานใหม่ๆ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตของมนุษย์และสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศในอนาคต

ทั้งนี้ สมาคมนักประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งประเทศไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสยามขับเคลื่อน การจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อการพาณิชย์ ไปพร้อมกัน เพื่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกัน  ซึ่งการร่วมกับสถาบันการศึกษาขับเคลื่อนศูนย์ส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อการพาณิชย์ เป็นเป้าหมายหลักเพราะสถาบันการศึกษา มีความพร้อมในเรื่ององค์ความรู้และงานวิจัยต่างๆ ที่สามารถต่อยอดไปสู้เชิงพาณิชย์ได้ โดยทางสมาคมนักประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญอยู่ในสมาคมจำนวนมาก มีบุคลากรที่พร้อมสนับสนุน ในการนำสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมเข้าสู่ระบบการคุ้มครอง ในกระบวนการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นนำผลงานของเราไปใช้ และยังมีบุคลากรให้ความช่วยเหลือแนะนำ ซึ่งการนำนวัตกรรมไปใช้ในเชิงพาณิชย์เป็นสิ่งสำคัญ เป็นพลังผลักดันในการทำงานและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ 

“สมาคมมีแผนงานที่จะร่วมมือกับมหาวิทยาลัย 10 แห่งกระจายทั่วประเทศ ในการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อการพาณิชย์ โดยคาดว่าภายในไตรมาสแรกของปี 2567 จะเห็นความชัดเจนของการรวมนวัตกรรมที่พร้อมจะผลิตเพื่อนำเข้าสู่ตลาด และสมาคมจะสนับสนุนเป็นพี่เลี้ยงในการให้คำปรึกษาด้านสิทธิบัตร และมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม (มอก.) แก่บุคคลทั่วไปที่ต้องการสมัครเป็นสมาชิกสมาคม” นายเสกสันต์ กล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่ผศ.ดร.ไตรทศ ขำสุวรรณ  รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ทางมหาวิทยาลัยสยามให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของนิสิตนักศึกษา รวมถึงนำนวัตกรรม ต่อยอดในเชิงพาณิชย์เพื่อให้เกิดประโยชน์กับสังคมและประเทศ โดยมองว่ามีความเป็นไปได้ที่ศูนย์ส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อการพาณิชย์ ที่ทางมหาวิทยาลัยสยามร่วมกับสมาคมนักประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งประเทศไทย จะเกิดขึ้นภายในปีนี้และในเร็ววันนี้

บรรยายพิเศษจากผู้กำกับภาพจากภาพยนตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768014

บรรยายพิเศษจากผู้กำกับภาพจากภาพยนตร์

บรรยายพิเศษจากผู้กำกับภาพจากภาพยนตร์

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สาขาภาพยนตร์เเละสื่อดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เรียนกับตัวจริง ประสบการณ์จริง จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับนักศึกษา ในรายวิชาเครื่องมืออุปกรณ์ในงานภาพยนตร์เเละสื่อดิจิทัล โดยจัดให้มีการบรรยายพิเศษหัวข้อ “จากนักศึกษาภาพยนตร์สู่ผู้กำกับภาพ” จาก นายนภนต์ ทิพย์ปัญญา ผู้กำกับภาพจากภาพยนตร์เรื่อง มอนโด รัก/โพสต์/ลบ/ลืม

มาถ่ายทอดความรู้และแชร์ประสบการณ์ตรงแก่นักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม บางเขน กรุงเทพฯ

กรรมการนานาชาติ ชมไอเดีย Tech Talent รุ่นเยาว์ ใช้ AI เป็น Common Tools ช่วยงานทั่วไปได้เก่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768019

กรรมการนานาชาติ ชมไอเดีย Tech Talent รุ่นเยาว์  ใช้ AI เป็น Common Tools ช่วยงานทั่วไปได้เก่ง

กรรมการนานาชาติ ชมไอเดีย Tech Talent รุ่นเยาว์ ใช้ AI เป็น Common Tools ช่วยงานทั่วไปได้เก่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Tech Talent รุ่นเยาว์ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย อาชีวศึกษา และระดับมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 1-2 จากค่าย Creative AI Camp by CP All ครั้งที่ 6 โชว์ไอเดียความสามารถการเปลี่ยนสถานะนำ AI ที่ถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง ให้เป็นเครื่องมือทั่วไป หรือ Common Tool แก้ไขปัญหาของคนในสายงาน สายอาชีพต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจ และมีแนวโน้มนำไปต่อยอดได้จริง

ในการประกวดผลงานจากค่าย Creative AI Camp by CP All ครั้งที่ 6 มีผลงานที่ชนะใจคณะกรรมการจากไทย จีน สิงคโปร์ และคว้าชัยในครั้งนี้ ได้แก่ รางวัลชนะเลิศคือทีม Conalysis ที่นำเสนอ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และแก้ปัญหางานซ่อมบำรุงด้านการก่อสร้าง ผ่านกรณีตัวอย่างร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น รองชนะเลิศอันดับ 1 คือทีม AI For Preventive Maintenance นำเสนอ AI สำหรับระบบงานบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance หรือ PM) เพื่อใช้ตรวจคุณภาพน้ำของเครื่องทำน้ำแข็ง น้ำร้อน น้ำ Slurpee ในร้านสะดวกซื้อ และรองชนะเลิศอันดับ 2 คือทีม All For U ให้ AI เรียนรู้พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภค แล้วคอยช่วยแนะนำสินค้ายี่ห้อใหม่ๆ ประเภทใหม่ๆ ที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มจะสนใจซื้อ

ยิ่งกว่านั้น ผลงานเยาวชนทุกทีมจะได้รับการพิจารณานำไปต่อยอด และตัวเยาวชนทุกทีมจะได้รับสิทธิ์เข้าเป็นสมาชิกของ Creative AI Club ซึ่งจะมีกิจกรรมการเรียนรู้และฝึกทักษะด้าน AI เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ กิจกรรมเวิร์กช็อปด้าน AI, Creative AI Hackathon, Retail Action, Future Innovator Campaign เสนอโอกาสให้เยาวชนได้รับสิทธิเป็นพนักงานของซีพี ออลล์ พร้อมรับสิทธิพิเศษต่างๆ

นายป๋วย ศศิพงศ์ไพโรจน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า วันนี้ AI ได้เปลี่ยนสถานะเป็นเสมือนเครื่องมือทั่วไป หรือ Common Tools ที่ไม่ว่าคนในสายอาชีพบัญชี กฎหมาย หรือสายอาชีพใดๆ ก็ตาม สามารถนำมาใช้เป็นผู้ช่วย เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตัวเองได้ สามารถนำ AI มาเป็นโมเดลประหยัดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสบการณ์ลูกค้า วิเคราะห์ลูกค้าให้แม่นยำยิ่งขึ้นได้ ส่งผลให้ภาพรวมผลงานเยาวชนในปีนี้ โดดเด่นกว่าทุกปี มีผลงานที่สามารถนำไปต่อยอดได้จำนวนมาก โดยเฉพาะทีมรางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศอันดับ 1 ที่เลือกนำเทคโนโลยีการจดจำด้วยภาพ (Image Recognition) เข้ามาช่วยแก้ Pain Point ได้อย่างน่าสนใจ

Prof.Han Shenglong

Professor Han Shenglong Associate professor at Peking University (รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาการจัดการข้อมูล คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง) หนึ่งในคณะกรรมการและพันธมิตรค่าย Creative AI Camp กล่าวว่า การพัฒนา AI ในระดับโลกยังคงก้าวไปอย่างต่อเนื่อง ในจีนเองก็ยังมีการพัฒนาที่น่าสนใจหลากหลายด้าน อาทิ การพัฒนารถยนต์บินได้ไร้คนขับ ระบบการตรวจรักษาผู้ป่วยจากระยะไกล ขณะที่กลุ่มเยาวชนไทยที่เข้าร่วมค่ายในปีนี้ ถือว่าแก้ปัญหาได้อย่างโดดเด่น หาต้นตอปัญหาที่เกิดขึ้นได้เจอ และเลือกวิธีการใช้ AI เข้ามาช่วยผ่านไอเดียที่ตรงจุด สำหรับเยาวชนไทยในภาพรวมที่สนใจเรื่องการพัฒนา AI ต้องให้ความสำคัญกับองค์ความรู้และหลักการพื้นฐานด้าน AI เช่น คณิตศาสตร์ สถิติ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ รวมถึงคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาเทคโนโลยีหาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้ AI นำไปสู่ผลกระทบที่ก่อให้เกิดความเสียหายด้วย

รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล ที่ปรึกษาด้านการศึกษาและกรรมการจัดค่าย Creative AI Camp กล่าวว่า เยาวชนที่เข้าร่วมค่ายในปีนี้ คิดตอบโจทย์แก้ปัญหาในสภาพความเป็นจริงได้ดีขึ้น มีผลงานที่น่าประทับใจหลายผลงาน และสามารถต่อยอดได้ หลังจากนี้ ยังคงมองเห็นถึงความจำเป็นในการสนับสนุนด้าน AI ให้แก่เยาวชนในภาพรวม เพราะ AI จะมีบทบาทกับชีวิตประจำวันในด้านต่างๆ ทั้งด้านการทำงาน ด้านการดำรงชีวิตต่างๆ ต่อไปในอนาคต ถ้าเยาวชนให้ความสำคัญกับการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ ต่อไป ก็จะสามารถพัฒนาศักยภาพตัวเองให้ดียิ่งขึ้น และได้รับประโยชน์จาก AI

รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล

ค่าย Creative AI Camp จัดขึ้นภายใต้ปณิธานองค์กร “Giving & Sharing” มุ่งให้เหล่าเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อาชีวศึกษา และอุดมศึกษาชั้นปีที่ 1-2 ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติ ได้พัฒนาทักษะความสามารถจนเป็น “คนพันธุ์ AI หัวใจโกะ” (CreativeAIness) วิถีความเป็นมนุษย์ AI สร้างสรรค์ สามารถสร้างสรรค์ AI ผสมผสานปรัชญาหมากล้อม เพื่อประโยชน์ของสังคม และกลายเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนโลกในอนาคต

ทั้งนี้ การจัดค่าย Creative AI Camp ปีที่ 6 ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในสายงาน AI มากกว่า 30 ราย แบ่งเป็น 1.กลุ่มสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์, มหาวิทยาลัยแห่งชาติเฉิงกง ไต้หวัน, คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) 2.กลุ่ม Mentor และผู้สนับสนุนเครื่องมือ
อาทิ บริษัท โกซอฟต์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไอโนว์พลัส จำกัด, The Sun Plex Engineering And Software Co., Ltd., Ambient19 Co., Ltd., Advantech Corporation (Thailand) Co., Ltd., บริษัท เวลเลียน ซอฟแวร์ จำกัด และ บริษัท เวคิน (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีทีมงาน ตลอดจนผู้บริหารระดับ CEO และผู้ก่อตั้งของแต่ละองค์กรร่วมเป็น Mentor ด้วย 3.กลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เป็นผู้ที่ทำงานอยู่ในองค์กรเทคโนโลยีระดับโลกและมาร่วมเป็นวิทยากรแบ่งปันองค์ความรู้ในนามส่วนตัว และ 4.กลุ่มผู้สนับสนุนโจทย์ปัญหา เป็นผู้คัดเลือกโจทย์น่าสนใจที่เผชิญจริงในภาคธุรกิจ

คุณป๋วย

คุณป๋วย

สจล. มุ่งปั้นทันตแพทย์อินเตอร์รุ่นใหม่ เพิ่มทักษะ AI นวัตกร บริหารธุรกิจ และอื่นๆ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768016

สจล. มุ่งปั้นทันตแพทย์อินเตอร์รุ่นใหม่  เพิ่มทักษะ AI นวัตกร บริหารธุรกิจ และอื่นๆ

สจล. มุ่งปั้นทันตแพทย์อินเตอร์รุ่นใหม่ เพิ่มทักษะ AI นวัตกร บริหารธุรกิจ และอื่นๆ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะทันตแพทยศาสตร์ อินเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มุ่งเน้นสร้างทันตแพทย์รุ่นใหม่ ที่มีความรู้ความสามารถและทักษะในหลากหลายด้าน ทั้งในด้านทันตแพทย์ ด้านเทคโนโลยี AI ด้านวิศวกรรม ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านการออกแบบ การสร้างนวัตกรรม และด้านบริหารธุรกิจ

รองศาสตราจารย์ ดร.ทพญ. อารยา พงษ์หาญยุทธ รักษาการคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ กล่าวว่าคณะได้นำเทคโนโลยีทางทันตกรรมสมัยใหม่ “Digital Dentistry” มาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้เข้าใจ คุ้นเคย และสามารถรับมือกับการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ส่วนอาจารย์ก็มีความพร้อมในการสอนด้วยเทคโนโลยีและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทันตกรรมด้วยพร้อมกัน บัณฑิตที่จบมาจะมีทักษะด้านวิชาชีพทันตแพทย์ตามมาตรฐานสากล สามารถสื่อสารด้านวิชาการและงานวิจัยกับทันตแพทย์นานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีโอกาสในการไปดูงานด้านการเรียนการสอน และการผลิตอุปกรณ์ทางทันตกรรมในต่างประเทศ ส่งเสริมบัณฑิตให้มีความคิดสร้างสรรค์ และมีประสบการณ์การสร้าง Multi-disciplinary Innovation ที่คำนึงถึงผู้ใช้

การเรียนทันตแพทย์ หลักสูตรนานาชาติ ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 6 ปี เปิดรับจำนวนเพียง 30 คน นอกจากจะเรียนวิชาพื้นฐาน ยังจะได้เรียนวิชา ที่จะฝึกทักษะแห่งการเป็นนวัตกรและทันตแพทย์ยุคใหม่ อีก 5 อย่างได้แก่ Thinking Skills ทักษะการคิดและทักษะอื่นๆ เพื่อให้มีคุณสมบัติที่จำเป็นต้องมีในศตวรรษที่ 21, Interdisciplinary Learning and Innovation มีการเรียนรู้หลากหลายสาขาวิชาเพื่อให้นักศึกษาสามารถเข้าใจในเรื่องที่ทันตแพทย์เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาอื่น, Technology Literacy เทคโนโลยีทางทันตกรรมมาใช้ในการเรียนการสอนตั้งแต่ปีแรก, Digital Dentistry and E-Services ห้องแล็บทันตกรรม และคลินิก ทันตกรรมที่พร้อมด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ และระบบบริหารจัดการที่ทันสมัยและ Teaching with the Latest Technology อาจารย์ผู้สอนมีความพร้อมในการสอนผ่านเทคโนโลยีนำสมัยและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทันตกรรมในสาขาต่างๆ รวมถึงมีอาจารย์จากสถาบันต่างประเทศมาเป็นผู้ร่วมสอน

คณะทันตพทยศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มอบทุนการศึกษา 3-5 ทุนต่อปี ทั้งทุนการศึกษาแบบเต็มจำนวน และทุนการศึกษาแบบบางส่วน รับสมัครรอบแรก 13 พฤศจิกายน-28 ธันวาคม 2566 ติดตามรายละเอียดและ เกณฑ์การรับสมัครได้ที่ https://dent.kmitl.ac.th/

ศ.ดร.ไชยันต์ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ รับรางวัล นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768017

ศ.ดร.ไชยันต์ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ รับรางวัล  นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2567

ศ.ดร.ไชยันต์ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ รับรางวัล นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2567 สาขารัฐศาสตร์และ รัฐประศาสนศาสตร์ โดยรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ จะพิจารณาจากงานวิจัยในภาพรวมตั้งแต่งานชิ้นแรกจนถึงล่าสุด

แนวทางการทำงานวิจัยสาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ของ ศ.ดร.ไชยันต์ เป็นการพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับแนวทางและระเบียบวิธิวิจัยที่เป็นแบบอย่างของการศึกษาตีความตัวบทเชิงวิพากษ์ แนวทางการศึกษาบริบททางความคิด ซึ่งจะสามารถสร้างการรับรู้ทางทฤษฎีจากมุมมองที่เปิดกว้าง หลากหลาย ไม่ยึดติดกับ “กรอบ” หรือ “วิธีวิจัย” แบบใดแบบหนึ่งในการวิเคราะห์และตีความข้อมูล ซึ่งข้อเท็จจริงจากกรอบหรือ “อคติ” ทางวิชาการ จะเป็นประโยชน์ในการค้นคว้าวิจัยเพื่อตอบโจทย์ให้กับปัญหาทางสังคมและการเมืองการปกครองไทยอย่างแท้จริง

ผลงานวิจัยเรื่อง “ผลจากการศึกษาหลักว่าด้วยสัมพันธภาพทางอำนาจสำหรับจัดการปกครองและหลักนิติรัฐ-นิติธรรม โดยเฉพาะต่อกรณีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง อันเนื่องมาจากประเด็นเรื่องรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและสถาบันพระมหากษัตริย์” เป็นงานวิจัยที่สะท้อนถึงลักษณะเฉพาะของการปกครองแบบ Constitutional Monarchy ที่มีพัฒนาการแตกต่างกันตามเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละสังคม ซึ่งทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อบทบาทและความสำคัญของสถาบันพระกษัตริย์ในฐานะที่เป็นสถาบันหลักของสังคมไทยบนหลักการและเหตุผลอย่างแท้จริง เป็นการลดความขัดแย้งของคนในสังคมที่มีสาเหตุมาจากการขาดความเข้าใจหรือไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการมีอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์

สำหรับประโยชน์ของงานวิจัยในทางสังคม ศ.ดร.ไชยันต์ กล่าวว่าการพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ทางปรัชญาการเมืองจะทำให้คนและสังคมมีเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์และทำความรู้จักตัวตนของตนเอง และยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำให้เกิดกระบวนการคิดและเรียนรู้เชิงวิพากษ์และค้นหาประเด็นที่มีความสำคัญในการดำเนินชีวิตอันเกี่ยวข้องกับความรู้ ความดี ความยุติธรรม รูปแบบการเมืองการปกครอง ฯลฯ ซึ่งจะเป็นการติดอาวุธทางปัญญาให้กับสังคม ให้มีสติไตร่ตรองเรื่องราวต่างๆ อย่างเท่าทันและรอบคอบ

ศ.ดร.ไชยันต์ ได้วางแผนการทำงานวิจัยในอนาคตว่า จะศึกษาวิจัยพัฒนาการของระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับพัฒนาการระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของไทย ศึกษาการเมืองไทยในประวัติศาสตร์จากเอกสารหลักฐาน
ชั้นต้น และศึกษาในมิติที่ยังไม่เคยมีใครทำวิจัยมาก่อน

‘ศธ.’จับมือ’ยูนิเซฟ’ประชุมผู้บริหารระดับสูงพัฒนาแผนแม่บทเทคโนโลยี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/768068

'ศธ.'จับมือ'ยูนิเซฟ'ประชุมผู้บริหารระดับสูงพัฒนาแผนแม่บทเทคโนโลยี

‘ศธ.’จับมือ’ยูนิเซฟ’ประชุมผู้บริหารระดับสูงพัฒนาแผนแม่บทเทคโนโลยี

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 18.29 น.

ศธ.จับมือยูนิเซฟ ประชุมผู้บริหารระดับสูงพัฒนาแผนแม่บทเทคโนโลยี สร้างโอกาสเด็กไทยเข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพ สอดรับเป้าหมายเอสดีจีที่ 4 ของสหประชาชาติ

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2566 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มอบหมายให้นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมผู้บริหารระดับสูงและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อการพัฒนาดิจิทัลเพื่อการศึกษา Master ICT in Education Plan และการทบทวนเชิงเทคนิค National Digital Learning Platforms (ภาคการศึกษา) เมื่อเร็วๆนี้ จัดโดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย โดยมี คุณคยอง ซันคิม ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประจำประเทศไทย กล่าวต้อนรับ และ นายกมล รอดคล้าย ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ. ตลอดจนผู้บริหารจากสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ผู้บริหารและนักวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ และบุคลากรขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เข้าร่วม ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล เขตพญาไท กรุงเทพฯ

โดยนายสุรศักดิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า จากนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ “เรียนดี มีความสุข” และ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา” (Anywhere Anytime) เป็นการแสดงให้เห็นว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการพัฒนาดิจิทัลเพื่อการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง โดยได้นำ ICT เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และพร้อมเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ผ่านแหล่งเรียนรู้ แพลตฟอร์ม และช่องทางที่หลากหลาย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 

การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อศึกษาและทบทวนแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อม ๆ กับการสร้างความเข้าใจร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อพัฒนาเป็นแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา (Master ICT Plan in Education) ที่ผ่านการมีส่วนร่วมวิเคราะห์ข้อมูล องค์ความรู้ ตลอดจนสภาวะแวดล้อมและความเป็นไปได้ของการจัดการเรียนรู้ต่าง ๆของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ก่อนจะนำไปใช้พลิกโฉมทางดิจิทัลเพื่อยกระดับการเรียนรู้ของผู้เรียน ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) เป้าหมายที่ 4 สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต 

“ขอเน้นย้ำว่า นอกจากผู้เรียนจะเข้าถึงการศึกษาที่ทั่วถึงและมีคุณภาพแล้ว จะต้องทำให้ผู้เรียนเกิดความสุขในการเรียนรู้ และอยู่ในบริบทที่ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้ รวมไปถึงครูและบุคลากรทางการศึกษาด้วย เพราะถือว่าเป็นผู้มีความสำคัญในการนำภารกิจไปสู่ผู้เรียน และขอแสดงความขอบคุณ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ที่ได้สนับสนุนเรื่องการพัฒนาการศึกษาของไทย รวมทั้งเอ็ดเทค ฮับ (EdTech Hub) และคุณเวอร์นา ลาบิฮารี ที่มาบรรยายข้อคิดเห็นและจุดประกายการทำงานด้านดิจิทัลการศึกษาจากประสบการณ์ระดับนานาชาติ  ท้ายสุด ขอให้ทุกท่านร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และนำข้อเสนอแนะจากที่ประชุมไปประกอบการตัดสินใจและส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก ๆทุกคนในประเทศไทยต่อไป” รมช.ศธ. กล่าว  —017

เอ็นไอเอ-ม.แม่โจ้ โชว์ผลงานสตาร์ทอัพ ต้นแบบเทคโนโลยีเชิงลึก และชีวภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767822

เอ็นไอเอ-ม.แม่โจ้ โชว์ผลงานสตาร์ทอัพ  ต้นแบบเทคโนโลยีเชิงลึก และชีวภาพ

เอ็นไอเอ-ม.แม่โจ้ โชว์ผลงานสตาร์ทอัพ ต้นแบบเทคโนโลยีเชิงลึก และชีวภาพ

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และเครือข่ายหน่วยงานพันธมิตร ย่านนวัตกรรมเกษตรและอาหารแม่โจ้ สถาบันนวัตกรรมเกษตรเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่ายชีววิทยาสังเคราะห์ หรือ SynBio Consortium เปิดเวทีให้ 10 สตาร์ทอัพภายใต้โครงการ AgBioTech Incubation 2023 โปรแกรมการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติด้านเทคโนโลยีชีวภาพ สร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบเพื่อแก้โจทย์ปัญหาในภาคการเกษตรของประเทศมาจัดแสดง และมีการมอบรางวัลให้ผู้ชนะประกวดคือ ทีม MaxBoost ผู้ชนะรางวัล The Best Performance Award (ตัดสินจากคณะกรรมการ) และทีม SoMush รางวัล The Popular Vote Award (ตัดสินจากผลการโหวตของผู้เข้าร่วมงาน) และรางวัล The Best Engagement Award (ตัดสินจากทีมสตาร์ทอัพในโครงการทีม Facilitator และ ทีม Mentor จาก NIA ในงาน AgBioTech Incubation 2023 Demo Day) ที่ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันก่อน

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร ไทยเราเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงเป็นอันดับ 8ของโลก (อันดับ 3 ของอาเซียน)มีนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มากกว่า 900 คน และมีผลงานวิจัยและพัฒนาในระยะ 5 ปี มากกว่า 2,500 ผลงานทุกวันนี้ต่างชาติมีการนำเทคโนโลยีเชิงลึกมาใช้ในภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น โดยประยุกต์ใช้ทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีชีวภาพ หุ่นยนต์ และบล็อกเชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมคุณภาพการผลิตภาคเกษตรได้ดีขึ้นมากขึ้น แต่สำหรับไทยยังมีไม่ถึง 15 ราย ดังนั้น จึงได้ริเริ่มโครงการ “AgBioTech Incubation 2023” ขึ้น โดยมุ่งสร้างสตาร์ทอัพสายเกษตรรายใหม่ที่ใช้ทั้งเทคโนโลยีเชิงลึกและเทคโนโลยีชีวภาพเข้าสู่ระบบนิเวศให้มากขึ้น เพื่อนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาประยุกต์ให้เกิดแนวทางใหม่ในการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร

รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพลทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า 10 ทีมสตาร์ทอัพที่ผ่านการคัดเลือกมานำเสนอรูปแบบธุรกิจของผลิตภัณฑ์และบริการ มีได้แก่ So Mushการผลิตเชื้อเห็ดบริสุทธิ์แบบน้ำ, MYCOGARDEN HOME สารเสริมการเติบโตในพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงและไม้ดอกไม้ประดับจากอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซ่า, MaxBoost สารป้องกันเชื้อวิบริโอและเชื้อไวรัสหัวเหลืองจากกลุ่มแอนไทเซนส์เสถียร, Pure Plus หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยลำแสงไอออนพลังงานต่ำเพื่อยับยั้งและป้องกันเชื้อโรคเหี่ยวเน่าในพืชเศรษฐกิจ, Sentech Plus สารชีวภัณฑ์ป้องกันการติดเชื้อแบบองค์รวมในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจาก Bacteriophages, Bio Solution ควบคุมศัตรูพืชด้วยศัตรูธรรมชาติ, Gen-A-Tech ระบบตรวจสอบเพศของพืชและลักษณะพิเศษด้านการเกษตรด้วย DNA Maker, PLANTBIO การผลิตสาระสำคัญเชิงหน้าที่เพื่อใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางด้วยเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเซลล์พืช, EverFresh ผลิตภัณฑ์ไบโอโมเลกุลเปปไทด์สำหรับยืดอายุการเก็บรักษาสินค้าเกษตร และ Happy Plant ไมคอร์ไรซ่าที่มีความบริสุทธิ์สูงจากระบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อเพิ่มอัตราการรอดเมื่อปลูกลงดิน

นายธนารักษ์ พงษ์เภตรา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตรกล่าวสนับสนุนว่า ประเทศไทยมีศักยภาพระดับแนวหน้าในการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร เป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 13 ของโลก มีมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันโดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาปรับใช้ เพื่อลดการสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้น สตาร์ทอัพสายเกษตรจึงมีความสำคัญกับประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึกมาแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในภาคเกษตร ทั้งในประเทศและขยายการใช้งานไปต่างประเทศ เพื่อรองรับความมั่นคงทางด้านอาหาร โดยโครงการนี้ได้สนับสนุนการเชื่อมต่อกับองค์กรที่มีเครือข่ายครอบคลุมอุตสาหกรรมการเกษตรของไทย เช่น อ้อย มะม่วง การเพาะเลี้ยงกุ้งทำให้สตาร์ทอัพเกิดการความเข้าใจที่แท้จริงในการประยุกต์นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้แก้ปัญหาทางการเกษตร และเกิดการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งจะทำให้สตาร์ทอัพสามารถขยายตลาดและเติบโตได้อย่างรวดเร็วขึ้น