ปรับตัวสู่โลกยุคใหม่ มส.18 รับนิวเจนร่วมทีมเปิดตัวดูงานสุดยอดศักยภาพกองทัพอากาศไทย

ปรับตัวสู่โลกยุคใหม่ มส.18 รับนิวเจนร่วมทีมเปิดตัวดูงานสุดยอดศักยภาพกองทัพอากาศไทย

ปรับตัวสู่โลกยุคใหม่ มส.18 รับนิวเจนร่วมทีมเปิดตัวดูงานสุดยอดศักยภาพกองทัพอากาศไทย

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.19 น.

หลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง (มส.18)เปิดรับโลกสมัยใหม่ต้อนรับคนรุ่นใหม่นิวเจน เข้าร่วมอบรมหลักสูตรหนึ่งในหลักสูตรคุณภาพของไทยที่ดำเนินการยาวนานกว่า 16 ปี เป็นครั้งแรก

พลเอก ดร. มารุต ปัชโชตะสิงห์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง มูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง กล่าวว่า “ปีนี้หลักสูตรของเราดำเนินการมาถึงรุ่นที่ 18 ต่อเนื่องมากว่า

16 ปี (พศ.2552-ปัจจุบัน) หลักสูตรคุณภาพที่สร้างนักศึกษาคุณภาพมากมายต่อเนื่องนับเป็นอีกหนึ่งในความภาคภูมิใจของเรา  โดยยึดมั่นในวิสัยทัศน์หลักสูตร มส. ของเราทั้ง 4 สร้าง ได้แก่  สร้างความมั่นคงแห่งชาติ ,สร้างความมั่นคงของมนุษย์,สร้างความรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างคนคุณธรรมและจริยธรรม โดยในปีนี้เป็นปีที่โลกเอไอ สมัยใหม่มากมาย เราจึงขยายโอกาสเปิดรับคนรุ่นใหม่ นิวเจน เข้ามาร่วมอบรมเป็นปีแรก เพื่อเปิดโอกาสให้คนในระดับผู้บริหารระดับสูง ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ ในโลกยุคใหม่ และในขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ ก็ได้เรียนรู้การทำงานกับคนในระดับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งจะสามารถช่วยสร้างทีมไทยแลนด์อีกด้านหนึ่งเพื่อร่วมกันพัฒนาธุรกิจ พัฒนาสังคม และพัฒนาประเทศชาติของเราต่อไปครับ”

พลอากาศตรีหญิง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชรี พิพิธสุขสันต์ รองผู้อำนวยการหลักสูตรฝ่ายบริหาร กล่าวว่า “การมาศึกษาดูงาน ณ กองทัพอากาศปีนี้พิเศษมากๆ อีกปีหนึ่งเพราะว่าท่านรองผู้บัญชาทหารอากาศ

​พลอากาศเอก ไวพจน์ เกิงฝาก รองผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้ให้เกียรติมาต้อนรับ บรรยาย และตอบคำถามให้กับคณะนักศึกษาด้วยตนเอง ในนามหลักสูตร ต้องขอขอบคุณท่านรองผู้บัญชาการกองทัพอากาศเป็นอย่างสูง หลักสูตรของเราเน้นการจัดการด้านความมั่นคงระดับสูง ดังนั้น นอกจากจะให้นักศึกษาได้เรียนรู้ประสบการณ์จริงจากกองทัพอากาศแล้ว เรายังมีการจัดให้นักศึกษาได้ลงพื้นที่จริงเพื่อเรียนรู้การจัดการด้านความมั่นคงกับหน่วยงานด้านความมั่นคงระดับชาติเช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ,กองทัพเรือ ,กองทัพบก เป็นต้น และยังมีการศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศที่สามารถนำผลการดูงานมาปรับใช้กับการทำงานของนักศึกษาได้จริงในทุกๆ ปีค่ะ”

คณะนักศึกษาการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง (มส.) รุ่นที่ 18 (มส.18) จัดกิจกรรมแรกในการเปิดหลักสูตรด้วยการพาคณะนักศึกษาและอาจารย์ เข้าเยี่ยมชมกองทัพอากาศ โดยปีนี้พิเศษมากเพราะ

รองผู้บัญชาการทหารอากาศ พลอากาศเอก ​ไวพจน์ เกิงฝาก ได้ให้เกียรติเป็นผู้นำบรรยายและตอบคำถามนักศึกษาด้วยตนเอง โดยรองผู้บัญชาการทหารอากาศกล่าวตอนหนึ่งว่า มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาศักยภาพกองทัพอากาศไทย ให้มีความทันสมัย ทัดเทียมนานาประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ดิจิตอล มาใช้ในกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินไร้คนขับ การเปิดโรงเรียนอบรมเรื่องโดรนโดยเฉพาะ การพัฒนาขีดความสามารถจากทัพฟ้าสู่อวกาศ นอกจากนี้ยังมีการเร่งพัฒนา วิจัย การผลิตเครื่องบิน โดรน วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ โดยคนไทยเพื่อลดต้นทุนและสร้างเทคโนโลยีระดับโลกโดยส่งเสริมศักยภาพของคนไทยอีกด้วย

หลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง(มส.) เป็นหลักสูตรสำหรับผู้บริหารระดับสูงทั้งจากภาครัฐ เอกชน เหล่าทัพต่างๆ ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ นักธุรกิจ โดยมีการศึกษาครบด้านทั้งความมั่นคงด้านทหาร ความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านสังคม ฯลฯ มีวิสัยทัศน์หลักสูตร 4 สร้าง ได้แก่ สร้างความมั่นคงแห่งชาติ,สร้างความมั่นคงของมนุษย์,สร้างความรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างคุณธรรมและจริยธรรม

โดยมีคณาจารย์ผู้มากประสบการณ์หลากหลายด้าน นำโดย พลเอก จรัล กุลละวณิชย์ ประธานมูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง/ประธานหลักสูตรฯ , พลเอก ดร. มารุต ปัชโชตะสิงห์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง มูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง ,พลเรือเอก ไพโรจน์ แก่นสาร รองประธานคณะกรรมการอำนวยการ ,พลอากาศเอก อภิสิทธิ์ จุลโมกข์ รองประธานคณะกรรมการอำนวยการ ,พลโท ดร.กฤษฏา สุทธานินทร์ รองผู้อำนวยการหลักสูตร ฝ่ายวิชาการ , พลอากาศตรีหญิง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชรี พิพิธสุขสันต์ รองผู้อำนวยการหลักสูตรฝ่ายบริหาร , ดร.วรวุฒิ ไชยศร ผู้ช่วยผู้อำนวยการหลักสูตร ,อาจารย์ลัดดาวัลย์ ชูช่วย ผู้ช่วยผู้อำนวยการหลักสูตร ,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พรรณราย แสงวิเชียร กรรมการอำนวยการ , ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มานวิภา อินทรทัต กรรมการอำนวยการ ,อาจารย์ รัชพล สุวรรณโชติ กรรมการอำนวยการ และอาจารย์ ประเวศ พิพิธสุขสันต์ เหรัญญิกหลักสูตร เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงอยู่แล้วได้เพิ่มเติมมุมมองใหม่ๆ ให้การดำเนินชีวิตและการทำงานประสบความสำเร็จมากขึ้น นอกจากนี้หลักสูตรยังดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 18 รุ่น ทำให้มีเครือข่ายรุ่นพี่รุ่นน้องเป็นผู้บริหารระดับสูง

ในทุกภาคส่วน ที่จะสามารถร่วมมือประสานกันในการนำประสบการณ์ ความรู้ความสามารถมาร่วมกันพัฒนาประเทศต่อไป ตามหลักการที่สำคัญข้อหนึ่งของหลักสูตรคือ การทำความดีเพื่อสังคม

7 ปี วัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ ตำนาน‘สวนป่าสมาธิไทย’สู่สันติภาพและความสุขภายใน

7 ปี วัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ ตำนาน‘สวนป่าสมาธิไทย’สู่สันติภาพและความสุขภายใน

7 ปี วัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ ตำนาน‘สวนป่าสมาธิไทย’สู่สันติภาพและความสุขภายใน

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.13 น.

7 ปี วัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ ตำนาน “สวนป่าสมาธิไทย” สู่สันติภาพและความสุขภายใน

ท่ามกลางความสงบงามของจังหวัดโทชิหงิ ประเทศญี่ปุ่น มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่ใช่เพียงแค่อาคารสถานที่ แต่คือ “ลมหายใจ” ของผู้แสวงหาความสงบสุข ย้อนกลับไปในวันที่ท้องฟ้าสดใสของวันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ประตูแห่งธรรมได้ถูกเปิดออกอย่างเป็นทางการ กับพิธีประดิษฐานรูปเหมือน พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ณ ห้องปฏิบัติธรรมพระมงคลเทพมุนี วัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ ประเทศญี่ปุ่น วัดแห่งนี้กำเนิดขึ้นจากหัวใจ และแรงศรัทธาของชาวญี่ปุ่นแท้ ๆ ที่ต้องการแสวงหาความสุขภายในที่แท้จริง ซึ่งอยู่ไม่ไกลเลย ความสุขที่พวกเขาตามหาอยู่ที่กลางใจของตนเองผ่านการ “ปฏิบัติธรรม” จนสถานที่แห่งนี้ได้รับการขนานนามว่า “ไท เม โซ โนะ โม ริ” (タイ瞑想の森) หรือ “สวนป่าสมาธิไทย”

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า วัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ ก่อตั้งขึ้นใน ปี พ.ศ. 2562 โดยมีพระครูปลัดสุเนตร ฉฬภิญฺโญ เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งดำเนินการเผยแผ่พระพุทธศาสนามาโดยตลอดต่อเนื่อง อาทิ การจัดกิจกรรม “Weekend Recharge”  คือ การจัดปฏิบัติธรรมทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เป็นการชาร์จแบตเตอรี่ชีวิตด้วยการมานั่งสมาธิในวันหยุดสุดสัปดาห์ โครงการบรรพชาอุปสมบท ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อสร้างศาสนทายาท และสืบสานศรัทธาในท้องถิ่น งานบุญประเพณีเชื่อมสัมพันธ์ชาวไทย-ญี่ปุ่น เช่น สงกรานต์ หรือประเพณียี่เป็งลอยโคม ซึ่งกลายเป็นงานบุญประเพณีประจำปีที่มีผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนกว่า 200 คนทุกปี กิจกรรมงานบุญเหล่านี้ ทำให้เห็นได้ว่าเชื้อชาติและภาษา ไม่ใช่อุปสรรคในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้เลย เรียกได้ว่าเป็น “วัฒนธรรมไร้พรมแดน” อย่างแท้จริง

“นอกจากนี้ วัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ ได้จัดเตรียมงานบุญประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ใน “พิธีสถาปนาเจดีย์แห่งแรกในประเทศญี่ปุ่น” ในปี พ.ศ. 2569 นี้ ซึ่งเจดีย์แห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพและความสุขที่จะตั้งตระหง่านคู่เมืองโทชิหงิสืบไป สำหรับผู้สนใจร่วมสนับสนุน หรือติดตามกิจกรรมของวัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ ประเทศญี่ปุ่น สามารถติดตามได้ที่ เว็บไซต์ : タイ瞑想の森https://meisounomori.jp/ และ เพจ Facebook : วัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ https://www.facebook.com/DIMCT072 ” พระครูสมุห์สนิทวงศ์กล่าว

ทรู-มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ชวนระดมทุนฟื้นฟูโรงเรียนในสงขลาจากน้ำท่วม

ทรู-มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ชวนระดมทุนฟื้นฟูโรงเรียนในสงขลาจากน้ำท่วม

ทรู-มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ชวนระดมทุนฟื้นฟูโรงเรียนในสงขลาจากน้ำท่วม

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.05 น.

คืนอนาคตที่สดใส พาน้องๆ กลับไปเรียนหนังสือกันอีกครั้ง…ทรู คอร์ปอเรชั่น x มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ชวนระดมทุนเพื่อการศึกษา ฟื้นฟูโรงเรียน จ.สงขลา จากวิกฤตน้ำท่วม ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

12 ธันวาคม 2568 “หนูอยากกลับไปเรียนหนังสือ” เสียงเล็กๆ ที่เปี่ยมด้วยความหวังของเด็กๆ ในจ.สงขลา หลังเผชิญเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่ผ่านมา ยังคงก้องอยู่ในใจของใครหลายคน และเพื่อส่งต่อโอกาสครั้งใหม่ให้การเรียนรู้เด็กไทยได้เดินหน้าต่อ ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยทรูปลูกปัญญา ร่วมกับมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ขอเชิญชวนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมดีๆ “คืนอนาคตเด็กไทย” ระดมทุนช่วยเหลือนักเรียนกว่า 3,500 คน ใน 18 โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี ภายใต้การดูแลของทรู จ.สงขลา ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักและครอบครัวนักเรียนได้รับผลกระทบในอุทกภัยครั้งนี้ ด้วยการร่วมสมทบทุนบริจาคเพื่อจัดหาอุปกรณ์ไอซีที สื่อการเรียนรู้ ชุดนักเรียน อุปกรณ์กีฬา ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่อการเปิดเรียน เพื่อให้น้องๆ ได้กลับมาเรียนหนังสืออีกครั้ง เล่นกับเพื่อนๆ และเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีความสุข

วันนี้ หลายโรงเรียนในจ.สงขลา ยังคงต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน…ร่วมส่งต่อพลังแห่ง “การให้” ได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว พร้อมรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี 2 เท่า โดยเงินบริจาคจะถูกส่งตรงถึงโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีภายใต้การดูแลของทรู ในจ.สงขลาที่ได้รับผลกระทบ อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2568 ผ่านระบบระดมทุนเพื่อการศึกษา (CONNEXT ED Crowdfunding) ได้ที่ https://donate.connexted.org/?openExternalBrowser=1

เพราะทุกการสนับสนุน คือการต่อเติมโอกาส…มาร่วมคืนรอยยิ้ม เติมพลังใจ และพาเด็กๆ ทั้ง 18 โรงเรียนใน จ.สงขลา ได้กลับสู่ห้องเรียนอย่างมีความหวังอีกครั้ง

1. โรงเรียนชุมชนบ้านทางควาย อ.จะนะ

2. โรงเรียนบ้านท่าโพธิ์ อ.สะเดา

3. โรงเรียนบ้านบางแฟบ อ.หาดใหญ่

4. โรงเรียนบ้านสะพานหัก อ.จะนะ

5. โรงเรียนบ้านหาร อ.บางกล่ำ

6. โรงเรียนวัดคงคาวดี(ศรีสุวรรณโณศึกษา) อ.ควนเนียง

7. โรงเรียนวัดปรางแก้ว อ.คลองหอยโข่ง

8. โรงเรียนบ้านตลิ่งชัน อ.จะนะ

9. โรงเรียนบ้านลำชิง อ.นาทวี

10. โรงเรียนวัดดีหลวง อ.สทิงพระ

11. โรงเรียนวัดประเจียก อ.สทิงพระ

12. โรงเรียนชุมชนบ้านปาดัง อ.สะเดา

13. โรงเรียนบ้านควนโส อ.ควนเนียง

14. โรงเรียนบ้านฉลุง อ.หาดใหญ่

15. โรงเรียนบ้านเกาะหมี อ.หาดใหญ่

16. โรงเรียนวัดเทพชุมนุม อ.หาดใหญ่

17. โรงเรียนในเมือง อ.สทิงพระ

18. โรงเรียนวัดปะโอ อ.สิงหนคร

#ทรูเพื่อคนไทย #TrueTogether

#CONNEXTED #ทรูปลูกปัญญา #Crowdfunding

รัฐบาลจัดพิธีทางศาสนา 5 ศาสนา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่’สมเด็จพระพันปีหลวง’ เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน)

รัฐบาลจัดพิธีทางศาสนา 5 ศาสนา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่'สมเด็จพระพันปีหลวง' เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน)

รัฐบาลจัดพิธีทางศาสนา 5 ศาสนา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่’สมเด็จพระพันปีหลวง’ เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน)

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.19 น.

รัฐบาลจัดพิธีทางศาสนา 5 ศาสนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน)

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตรถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) และพิธีทางศาสนา 5 ศาสนา พร้อม นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา โดยมีคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการในทำเนียบรัฐบาล ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แต่งกายด้วยเครื่องแบบปกติขาวไว้ทุกข์ เข้าร่วมพิธี

เมื่อนายกรัฐมนตรี และนางสาวธนนนท์ นิรามิษ เดินทางถึงตึกสันติไมตรี (หลังนอก) พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป ขึ้นนั่งอาสน์สงฆ์ นายกรัฐมนตรีจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัย และจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระสงฆ์ให้ศีล สวดพระพุทธมนต์ เสร็จแล้ว

นายกรัฐมนตรี และนางสาวธนนนท์ นิรามิษ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ถวายเครื่องไทยธรรมและผ้าไตรแด่สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยพระสงฆ์ รวมจำนวน 10 รูป พระสงฆ์อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำ กราบลาพระรัตนตรัย และถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

จากนั้น เวลา 08.00 น.นายกรัฐมนตรี และนางสาวธนนนท์ นิรามิษ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการในทำเนียบรัฐบาล ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานในทำเนียบรัฐบาล ได้ร่วมใส่บาตรพระสงฆ์ ณ บริเวณด้านหน้าตึกสันติไมตรี

เมื่อแล้วเสร็จ นายกรัฐมนตรี และนางสาวธนนนท์ นิรามิษ พร้อมผู้เข้าร่วมพิธี กลับเข้าไปยังตึกสันติไมตรี (หลังใน) นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

“ข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี คู่สมรส ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ต่างน้อมจิตมั่น ร้อยรวมดวงใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน ผู้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ เพื่อความวัฒนาของชาติบ้านเมือง และยังความผาสุกร่มเย็นแก่ผองพสกนิกร พระเกียรติคุณเป็นที่แซ่ซ้องก้องประจักษ์ ทั้งแก่ปวงชนชาวไทยและนานาอารยประเทศ พสกนิกรทุกหมู่เหล่าต่างล้วนคำนึงถึงด้วยสำนึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ อย่างมิรู้ลืมเลือน

วันที่ 12 ธันวาคม พุทธศักราช 2568 เป็นวาระครบ 50 วัน ปัญญาสมวาร แห่งการเสด็จสวรรคต รัฐบาลจึงกำหนดจัดพิธีบำเพ็ญกุศล และพิธีทางศาสนา 5 ศาสนาขึ้น เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ในโอกาสนี้ ขอให้ผู้ที่ชุมนุมกัน ณ สถานที่แห่งนี้ และสถานที่ต่าง ๆ พร้อมใจกันยืนสงบนิ่ง เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และขอเทิดทูนพระองค์ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมตราบนิจนิรันดร์”

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี พร้อมผู้ร่วมพิธียืนสงบนิ่งแสดงความไว้อาลัย จากนั้น ผู้นำทางศาสนาทำพิธีทางศาสนาตามลำดับ ดังนี้ นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พระสงฆ์ให้ศีล ประธานสงฆ์ อ่านคำรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระสงฆ์ สวดมาติกา นายกรัฐมนตรีทอดผ้าไตรแด่พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป พระสงฆ์สดับปกรณ์ พระสงฆ์อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำ ผู้นำศาสนาอิสลามกล่าวแสดงความอาลัย ผู้นำศาสนาคริสต์ประกอบพิธีอธิษฐานภาวนา คณะพราหมณ์ประกอบพิธีสวดมนต์ และศาสนาจารย์สวดกีรตันและอัรดาส

เมื่อเสร็จพิธีทางศาสนา นายกรัฐมนตรี ถวายของที่ระลึกแด่ประธานสงฆ์ และมอบของที่ระลึก แด่ผู้นำศาสนารวม 5 ศาสนา จากนั้น กราบลาพระรัตนตรัย และถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสร็จพิธี

– 006

‘วัดพุทธบาหลี’มณีแห่งอินโดนีเซีย 14 ปี เชื่อมโยงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ

‘วัดพุทธบาหลี’มณีแห่งอินโดนีเซีย 14 ปี เชื่อมโยงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ

‘วัดพุทธบาหลี’มณีแห่งอินโดนีเซีย 14 ปี เชื่อมโยงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.32 น.

‘วัดพุทธบาหลี’มณีแห่งอินโดนีเซีย 14 ปี เชื่อมโยงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวัโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย เปิดเผยว่า ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนิเซีย เป็นที่ตั้งของวัดพุทธบาหลี หรือ Bali Meditation Center ซึ่งมีชาวไทย และชาวต่างชาติ หรือแม้แต่นักท่องเที่ยว ต่างสนใจในเรื่องการนั่งสมาธิ พระครูธีรญาณวิเทศ เจ้าอาวาสวัดพุทธบาหลี จึงจัดสอนสมาธิ และความรู้ทางพระพุทธสาสนา แก่ผู้สนใจบนเกาะบาหลี เป็นเวลา 14 ปีมาแล้ว ปัจจุบันมีผู้สนใจธรรมะและพระพุทธศาสนากว่า 17,000 คน จากชนชาติต่าง ๆ ทุกทวีปทั่วโลก จำนวน 112 ประเทศ ได้แก่ อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน จีน จอร์เจีย ฮ่องกง อินเดีย อินโดนิเซีย อิราน อิรัก อิสราเอล ญี่ปุ่น จอร์แดน คาซัคสถาน คูเวต คีร์กีซสถาน ลาว เลบานอน มาเลเซีย มองโกเลีย เนปาล ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ซาอุดิอาระเบีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ศรีลังกา ไต้หวัน ไทย

ตุรกี อุซเบกิสถาน เวียดนาม แอลจิเรีย แคเมอรูน คองโก อียิปต์ เอธิโอเปีย กานา มอริเซียส โมร็อกโค นามิเบีย ไนจีเรีย ปาเลสไตน์ เซเนกัล โซมาเลีย แอฟริกาใต้ ซูดาน แทนซาเนีย ตูนิเซีย อูกันดา ซิมบับเว ออสเตรีย เบลารุส เบลเยียม บัลแกเรีย โครเอเชีย ไซปรัส เช็กเกีย เดนมาร์ก อังกฤษ เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศล เยอรมนี กรีซ ฮังการี ไอร์แลนด์ อิตาลี ลัตเวีย ลิทัวเนีย ลักเซมเบิร์ก มาซิโดเนียเหนือ มอลตา มอลโดวา โมนาโก มอนเตเนโกร เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส โรมาเนีย รัสเซีย สก๊อตแลนด์ เซอร์เบีย สโลวะเกีย สเปน สวีเดน ยูเครน สวิตเซอร์แลนด์ เวลส์ แคนาดา สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก เบอร์มิวดา จาไมกา มาร์ตินีค แอนติกาและบาร์บูดา เบลีซ คอสตาริกา คิวบา เซนต์ลูเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อาร์เจนตินา โบลิเวีย บราซิล ชิลี โคลอมเบีย เอกวาดอร์ เปรู อุรุกวัย และเวเนซุเอลา

“Bali Meditation Center หรือ วัดพุทธบาหลี ตั้งอยู่เกือบตอนกลางของเกาะบาหลี ในประเทศอินโดนีเซีย วัดพุทธบาหลีเริ่มต้นขึ้นจากการได้เห็นบรรยากาศ และสถานที่ ซึ่งเรียกว่า เป็นเกาะพิเศษแห่งหนึ่งในอินโดนีเซีย อีกทั้ง ยังเป็นประเทศที่มีพลเมืองนับถือศาสนาอิสลามกว่า 90% แต่เกาะบาหลีแห่งนี้ ผู้คนต่างนับถือศาสนาฮินดูเกือบทั้งเกาะ สถานที่แห่งนี้จึงเป็นที่ดึงดูดทั้งเรื่องศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อ จึงเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติทั่วโลกมาอย่างยาวนาน เกาะบาหลียังมีโรงเรียนสอนโยคะจำนวนมาก ด้วยว่าศาสนาฮินดูมีความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ เทพเจ้า มีการกราบไหว้บูชากันอย่างจริงจัง และเป็นศาสนาที่มีความใกล้เคียงกับศาสนาพุทธพอสมควร เมื่อเห็นเช่นนี้ เราจึงหาสถานที่ในการก่อตั้งวัดพุทธบาลีขึ้นในปี พ.ศ. 2554 ด้วยพื้นที่ 1 ไร่ครึ่ง หรือประมาณ 2,400 ตาราเมตรเท่านั้น เป็นพื้นที่เล็ก ๆ แต่เราก็สามารถนำมาขยายธรรมะวิชชาธรรมกายได้

จากนั้น ในปี พ.ศ. 2559 ได้มาเจอผู้นำบุญที่จากาตาร์ มาช่วยประสานงานต่าง ๆ จนสร้างวัดเสร็จประมาณ ปี พ.ศ. 2563 แต่ช่วงนั้นเกิดโรคโควิด-19 ระบาด จึงจำเป็นต้องปิดวัด กระทั่งปี พ.ศ. 2565 ได้กลับไปที่วัด ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกหลังสร้างวัดเสร็จแล้ว และได้เริ่มสอนธรรมะด้วยการจัดกิจกรรม “A Journey of Growth & Peace ( การเดินทางแห่งการเติบโตและสันติสุข)” โดยการสอนสมาธิในสถานที่ต่าง ๆ 12 แห่ง บนเกาะบาหลี ทำให้วัดพุทธบาหลี หรือ Bali Meditation Center แห่งนี้ มีชาวท้องถิ่น และชาวต่างชาติสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ผู้สนใจติดตามกิจกรรมต่าง ๆ ของวัดพุทธบาหลี สามารถติดตามได้ที่ เพจ Facebook Bali Meditation Center : https://www.facebook.com/balimeditation.org และ Website : http://www.balimeditation.org ” พระครูธีรญาณวิเทศ เจ้าอาวาสวัดพุทธบาหลี กล่าว

พสกนิกรทั่วทุกสารทิศเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

พสกนิกรทั่วทุกสารทิศเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

พสกนิกรทั่วทุกสารทิศเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.21 น.

พสกนิกรทั่วทุกสารทิศที่ส่วนใหญามาเป็นหมู่คณะ เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ”สมเด็จพระพันปีหลวง”ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 สำนักพระราชวัง รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น.โดยมีเจ้าหน้าที่สํานักพระราชวัง จิตอาสา 904 และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัย รวมถึงให้คำแนะนำอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการที่นั่งวิลแชร์และประชาชนตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ และมีบริการน้ำดื่ม บริการชัตเตอร์บัส รับ – ส่ง บริเวณทางออกหน้าประตูเทวาภิรมย์ไปยังท้องสนามหลวงด้วย

และตลอดวันนี้ ได้มีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศพร้อมใจแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำไว้ทุกข์เดินทางมาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ เบื้องหน้าพระโกศอย่างต่อเนื่อง และมีคณะบุคคลจากจังหวัดต่างๆ อาทิ จ.นรคศรีธรรมราช, จ.นครสวรรค์, จ.นนทบุรี, จ.นราธิวาส นอกจากนี้ มีน้องใหม่จุฬา 2512, โรงเรียนวังเด็กวัฒนา คณะที่ 1 และคณะที่ 2, คณะนักเรียนโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ การศึกษาพิเศษ (อ.1-ป.6), สถาบันพระปกเกล้า, บริษัทโชคอรุณ ฟุ๊ตแอ็นฟลาวเวอร์, บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด, สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย, คณะครูและนักเรียนวชิราวุธวิทยาลัย (5) คณะที่ 1 และคณะที่ 2, สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้(องค์การมหาชนม) สำนักนายกรัฐมนตรี, มูลนิธิผึ้งหลวงอัศวิน ร่วมกับกรมส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คณะที่ 1 คณะที่ 2 และคณะที่ 3, โรงเรียนเทพลีลา, บริษัทเลอโนโว (ประเทศไทย) จำกัด,

สำนักงานปลัด กระทรวงกลาโหม, มณฑลทหารบกที่ 11, รายการ Siam ดี me สุข และ TALK ตัว TOP ช่อง TOP NEWS, ตัวแทนครูบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนกมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ คณะที่ 1 และคณะที่ 2, นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน, คณะครูและนักเรียนวชิราวุธวิทยาลัย (6) คณะที่ 1 และคณะที่ 2, คณะนักเรียน ชั้นอนุบาล-ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนรุ่งอรุณ ที่บรรพชา ในโครงการสามเณรน้อย แม่ชีน้อยพบธรรม ครอบครัวพบสุข ครั้งที่ 11 ที่บวช เทิดพระเกียรติและ ถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระพันปีหลวง ระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม – 14 ธันวาคม 2568 เป็นต้น เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ และวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิเป็นล้นพ้นที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการและทรงส่งเสริมช่วยเหลือพสกนิกรให้มีอาชีพมีรายได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ด้าน นางพจนีย์ กลิ่นพิกุล อายุ 58 ปี อาชีพค้าขาย ชาว อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช กล่าวภายหลังเข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพ ว่า ประมาณปี 2526 สมัยที่ตนยังเด็กเคยรับเสด็จ สมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งตามเสด็จฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จไปที่ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช และเคยไปรับเสด็จที่ท่านเสด็จไปทรงเยี่นมราษฎรและเสด็จไปโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช สมเด็จพระพันปีหลวงทรง ทรงมีพระเมตตากับประชาชนที่มารับเสด็จเป็นอย่างมาก ทรงพูดคุยกับราษฎรด้วยความไพเราะเป็นกันเอง และจากที่ได้ติดตามข่าวพระองค์ท่านเสด็จไปให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ดีมากๆ เห็นแล้วปลาบปลื้มใจแทนประชาชนที่ได้รับการช่วยเหลือ พระองค์ท่านเป็นแม่ของแผ่นดินคอยช่วยเหลือราษฎร และเป็นแบบอย่างของแม่ที่คอยดูแลลูกๆดูแลประชาชนของประเทศชาติ โครงการพระราชดำริทุกอย่างของพระองค์ล้วนมีประโยชน์กับความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมาก

ทั้งนี้ เนื่องด้วยวันที่ 12 – 13 ธ.ค.2568 มีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) ถวายพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สำนักพระราชวัง ขอแจ้งการเข้าพระบรมมหาราชวัง และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ดังนี้

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 เปิดการจำหน่ายบัตรเข้าชมตั้งแต่เวลา 08.30 – 12.00 น.เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 12.00 น. (จุดคัดกรองในอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลาน ปิดเวลา 11.00 น.)

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เปิดการจำหน่ายบัตรเข้าชมตั้งแต่เวลา 13.00 – 15.30 น.เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ตั้งแต่เวลา 13.00 – 21.00 น. (จุดคัดกรองในอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลาน ปิดเวลา 20.00 น.)

โปรดแต่งกายสุภาพ กรณีเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ สวมชุดสุภาพไว้ทุกข์ สุภาพบุรุษห้ามสวมกางเกงยีนส์ สุภาพสตรีต้องสวมกระโปรงหรือผ้านุ่ง

– 006

วธ.เชิดชู! ‘บ้านท่าช้าง’ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’

วธ.เชิดชู! ‘บ้านท่าช้าง’ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’

วธ.เชิดชู! ‘บ้านท่าช้าง’ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.51 น.

วธ.เชิดชู ‘ชุมชนบ้านท่าช้าง’ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ อนุรักษ์ผ้าขิดโบราณ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ‘ขวัญหอม’ และ ‘สุราไทหล่ม’ สร้างรายได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เป็นประธานในพิธีเปิด สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ บ้านท่าช้าง และ พิธีเปิดงานประเพณีเจดีย์ข้าววัดโฆษา ประจำปี 2568 ณ วัดโฆษา บ้านท่าช้าง หมู่ที่ 2 ตำบลหัวยไร่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมี นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์, นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, หัวหน้าส่วนราชการ, และพี่น้องชาวชุมชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากชุมชน ด้วยการนำ ทุนทางวัฒนธรรม มาพัฒนาต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์

โดย วธ. ได้คัดเลือกและมอบรางวัล 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ ในแต่ละปี เพื่อผลักดันให้ชุมชนเหล่านี้เป็น หมุดหมายการท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่จะมอบประสบการณ์การเรียนรู้อัตลักษณ์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง การดำเนินการนี้จะช่วย สร้างโอกาส สร้างรายได้ และส่งเสริมให้ลูกหลานได้กลับภูมิลำเนา

นอกจากนี้ วธ. ยังได้ขับเคลื่อนนโยบาย unseen ‘ไท ไทย’ 4 ด้าน (ไท-ดั้งเดิม, ไท-ร่วมสมัย, ไท-ประสบการณ์, และ ไท-เชื่อมโยง) โดยใช้ 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบนี้เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางสังคมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค

รมว.วธ. ได้กล่าวชื่นชมชุมชนบ้านท่าช้าง (วัดโฆษา) ในการเป็นชุมชนที่มีผู้นำและเครือข่ายที่เข้มแข็ง มีความรักความสามัคคี และอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้เป็นอย่างดี พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก และชุมชนบ้านท่าช้าง (วัดโฆษา) ได้รับการยกย่องด้านการท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง โดยมีเอกลักษณ์สำคัญคือ ‘ประเพณีเจดีย์ข้าว’ ซึ่งเป็นการสืบสานบุญคูณลานเพื่อบูชาพระแม่โพสพ อีกทั้งยังส่งเสริมความสามัคคีผ่านกิจกรรม ‘ลงแขกทำนา’ แบบดั้งเดิมที่นักท่องเที่ยวสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์ได้

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย ขบวนแห่วิถีชีวิตการทำนา, บวงสรวงบูชาพระแม่โพสพ (โดยชุมชนตำบลห้วยไร่ 200 คน), การแสดงศิลปวัฒนธรรม ‘ฟ้อนถวายอาลัย’, พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นสู่ยอดเจดีย์ข้าว, และการเปิด ตลาดวัฒนธรรม ‘หลวงพระบาง 2’ เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม (CPOT) และสินค้าชุมชนคุณธรรมพลังบวร และมีผลิตภัณฑ์ชุมชนสร้างมูลค่า อาทิ หัตถกรรมทอผ้าขิดวัดโฆษา นำผ้าขิดลายดั้งเดิม ‘ลายดอกจันทร์’ มาออกแบบให้ทันสมัยสู่สากล , วิสาหกิจชุมชน แปรรูปมะพร้าวเป็น มะพร้าวแก้ว และ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ภายใต้ตราสินค้า ‘ขวัญหอม’ และสุราไทหล่ม สุรากลั่นพื้นบ้านจากพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด เช่น ข้าวเหนียว มะขาม และมะพร้าว ภายใต้ตราสินค้า ‘ไทหล่ม’ ที่จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนอย่างถูกต้อง เพื่อต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจของชุมชนอย่างยั่งยืน

///////-026

‘เลขาอาชีวะ’นำทัพ’Fix It-จิตอาสา’ ฟื้นฟู’อยุธยา’หลังน้ำลด

'เลขาอาชีวะ'นำทัพ'Fix It-จิตอาสา' ฟื้นฟู'อยุธยา'หลังน้ำลด

‘เลขาอาชีวะ’นำทัพ’Fix It-จิตอาสา’ ฟื้นฟู’อยุธยา’หลังน้ำลด

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 22.02 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ณ ที่ว่าการอำเภอบางไทร จังหวัพระนครศรีอยุธยา นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ตามความห่วงใยของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย ขณะนี้ระดับน้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลดลงแล้ว สอศ.จึงได้จัดกิจกรรม Fix It – จิตอาสา : ฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด ครอบคลุม 11 อำเภอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเร่งฟื้นฟูบ้านเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า กิจกรรม Fix it – จิตอาสา ในครั้งนี้ มีสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี และสิงห์บุรี ร่วมระดมกำลังครูและนักเรียนอาชีวะสาขาวิชาชีพ เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ลงพื้นที่ให้บริการประชาชน ฟรีทุกรายการ ให้บริการเต็มรูปแบบ เช่น ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า พัดลม หม้อหุงข้าว เครื่องมือประกอบอาชีพ บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง-ตรวจเช็กรถจักรยานยนต์ ระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ บริการตัดผมชาย-หญิง และแจกอาหาร-น้ำดื่ม พันธุ์ไม้และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร

“ขอชื่นชมความทุ่มเทของนักเรียน นักศึกษาอาชีวะ น้องๆ อาชีวะของเรามีหัวใจจิตอาสาเต็มร้อย ได้ทักษะจริงจากการทำงานภาคสนาม ได้ประสบการณ์ตรง และสำคัญที่สุดคือได้ความสุขจากการช่วยเหลือคนอื่น นี่คือจิตวิญญาณอาชีวะที่แท้จริง” นายยศพล กล่าว

บรรยากาศการให้บริการได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชน โดย ชาวบ้านรายหนึ่งซึ่งนำรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ที่ใช้ขายของมาซ่อม เล่าว่า รถสตาร์ทไม่ติดหลังจมน้ำหลายวัน ทำให้ไม่สามารถออกไปค้าขายได้ แต่เมื่อมาถึงศูนย์ Fix It น้องๆ อาชีวะช่วยซ่อมจนรถกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง เจ้าตัวกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง พร้อมย้ำว่า “อาชีวะช่วยได้จริง ทำให้กลับไปทำมาหากินต่อได้”

จัดโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและเครือข่าย สอจ.สิงห์บุรี และลพบุรี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 12 ธันวาคม 2568 ครอบคลุม 11 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบางปะอิน อำเภออุทัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอนครหลวง อำเภอบางบาล อำเภอเสนา อำเภอบ้านแพรก อำเภอมหาราช อำเภอลาดบัวหลวง อำเภอบางซ้าย และอำเภอบางไทร

– 006

‘นฤมล’สั่งปิดสถานศึกษาชายแดนเพิ่มเป็น 1,168 แห่ง เปิดโรงเรียน 102 แห่งเป็นศูนย์พักพิง

‘นฤมล’สั่งปิดสถานศึกษาชายแดนเพิ่มเป็น 1,168 แห่ง เปิดโรงเรียน 102 แห่งเป็นศูนย์พักพิง

‘นฤมล’สั่งปิดสถานศึกษาชายแดนเพิ่มเป็น 1,168 แห่ง เปิดโรงเรียน 102 แห่งเป็นศูนย์พักพิง

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.40 น.

‘นฤมล’สั่งปิดสถานศึกษาชายแดนเพิ่มเป็น 1,168 แห่ง เปิดโรงเรียน 102 แห่งเป็นศูนย์พักพิง พร้อมส่งเด็กอาชีวะช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ เตรียม Fix It Center หลังสถานการณ์คลี่คลาย

10 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงสถานการณ์ของสถานศึกษาในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มขยายวงกว้างในหลายพื้นที่ ส่งผลให้กระทรวงศึกษาธิการต้องสั่งปิดสถานศึกษาเพิ่มเป็น 1,168 แห่ง เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ขณะเดียวกัน โรงเรียนในพื้นที่ปลอดภัย จำนวน 102 แห่ง ได้ถูกจัดตั้งเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับประชาชนที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง

“ดิฉันได้กำชับทุกหน่วยในสังกัดของกระทรวง ศธ. ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของนักเรียน–ครู–บุคลากร พร้อมเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสำรวจความเสียหายของสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง แม้ขณะนี้ยังไม่พบรายงานความเสียหายเพิ่ม แต่ทุกพื้นที่ต้องเตรียมแผนรองรับฉุกเฉินไว้ทันที” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงการช่วยเหลือพื้นที่ว่า ตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)สนับสนุนนักเรียนอาชีวะเข้าร่วมปฏิบัติงานในหลายภารกิจ ทั้ง ติดตั้งระบบไฟฟ้า พัฒนาระบบโรงครัวพระราชทานที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต กำลังพลสนับสนุนการจัดส่งยุทธภัณฑ์ของทหาร รวมถึงจัดนักศึกษาช่วยทำอาหารและดูแลประชาชน ภายในศูนย์พักพิง ช่วยแบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่หน้างานในภาวะวิกฤติ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ศธ.จะส่ง ศูนย์ Fix It Center ลงพื้นที่เพื่อช่วยซ่อมแซมอุปกรณ์การทำมาหากิน เครื่องจักรการเกษตร และครุภัณฑ์ในท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้เร็วที่สุด

มจพ.พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ เตรียมส่งมอบเสริมภารกิจปกป้องชายแดนไทย–กัมพูชา

มจพ.พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ เตรียมส่งมอบเสริมภารกิจปกป้องชายแดนไทย–กัมพูชา

มจพ.พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ เตรียมส่งมอบเสริมภารกิจปกป้องชายแดนไทย–กัมพูชา

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เดินหน้าโชว์ศักยภาพงานวิจัยระดับประเทศ หลังพัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะสำหรับค้นหาและกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ พร้อมเตรียมส่งมอบให้กับกองกำลังสุรนารี เพื่อนำไปใช้ในภารกิจจริงในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่สงบและผลกระทบจากทุ่นระเบิดมาอย่างยาวนาน โดยเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงของกำลังพล และยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติงานในพื้นที่อันตราย

แรงหนุนสำคัญมาจากนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  ที่ให้ความสำคัญต่อการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนภารกิจปกป้องกำลังพลของชาติ โดย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และ ศ.ดร.ศุภชัย  ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ได้มอบหมายให้ มจพ. พัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์กู้ภัยต้นแบบที่สามารถค้นหา ตรวจจับ และทำลายทุ่นระเบิดได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมรองรับการใช้งานในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง

ผลงานครั้งนี้เกิดจากความเชี่ยวชาญของทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot มจพ. คณะวิศวกรรมศาสตร์ เจ้าของสถิติแชมป์โลกการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัย 10 สมัย ซึ่งเป็นกำลังหลักของประเทศด้านการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์กู้ภัยขั้นสูง โดยทีมได้บูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ระบบเซนเซอร์อัจฉริยะ และกลไกควบคุมความแม่นยำสูงเข้าด้วยกัน เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถปฏิบัติงานด้านการค้นหาและกวาดล้างทุ่นระเบิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการเผชิญความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ในแนวปฏิบัติการโดยตรง ทั้งนี้ การพัฒนาได้ผ่านการทดสอบหุ่นยนต์ทำลายระเบิดจำนวน 2 รุ่น เพื่อเก็บข้อมูลเชิงเทคนิคและปรับปรุงสมรรถนะให้พร้อมใช้งานจริงในภาคสนาม

สำหรับการทดสอบภาคสนาม ได้ดำเนินการรวม 2 ครั้ง ได้แก่ วันที่ 1 พ.ย.68 และวันที่ 22 พ.ย.68 โดยการทดสอบครั้งที่สองจัดขึ้น ณ จ.นครราชสีมา ภายใต้การนำของ รศ.ดร.กิตติชัย ธนทรัพย์สิน (วปอ.67) คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มจพ. พร้อมด้วยคณาจารย์ ได้แก่  ผศ.นพดล พัดชื่น อ.เนตินันท์ กุตนันท์ และ ผศ.ดร.อรัญ แบล็ทเลอร์ รวมถึงทีมนักศึกษาและบุคลากร ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก บริษัท ที.ดี.ซี สตีลกรุ๊ป จำกัด บริษัท ตั้งธนสิน จำกัด (โรงรับจำนำ อีซี่มันนี่) บริษัท เดอะ พาราดิโซ เจเค ดีไซน์ โฮเทล จำกัด  วปอ.67 และ วปอ.67 หมู่สิงโต การทดสอบครั้งนี้ทีม EOD ได้จัดจำลองการวางระเบิดในรูปแบบสถานการณ์จริงตามรูปแบบหน้าแนวที่เคยตรวจพบ เพื่อให้หุ่นยนต์ได้ปฏิบัติงานภายใต้เงื่อนไขใกล้เคียงภารกิจจริงมากที่สุด โดยผลการทดสอบได้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาในขั้นต่อไป

หลังการทดสอบสำเร็จ มจพ. มีแผนส่งมอบหุ่นยนต์อัจฉริยะให้กับหน่วยผู้ใช้งาน กองกำลังสุรนารี ในสังกัดกองทัพบกในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เพื่อนำไปใช้ในพื้นที่จริง เสริมขีดความสามารถของกองทัพในการรักษาความสงบและปกป้องชีวิตประชาชนในพื้นที่ชายแดน และในก้าวต่อไป มจพ. เตรียมจัดตั้ง “ศูนย์เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการป้องกันประเทศ (Intelligent Center of National Defense Technology : iDEF)” ร่วมกับกองทัพบก เพื่อมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีด้านความมั่นคง ยกระดับขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ และเสริมความมั่นคงรวมถึงอธิปไตยของชาติในระยะยาว