‘มหิดล’ เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิต ลดเหลื่อมล้ำสิทธิผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียสู่ระดับนโยบาย

‘มหิดล’ เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิต ลดเหลื่อมล้ำสิทธิผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียสู่ระดับนโยบาย

‘มหิดล’ เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิต ลดเหลื่อมล้ำสิทธิผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียสู่ระดับนโยบาย

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปัจจุบันประเทศไทยนับเป็นประเทศที่มีอุบัติการณ์สูงด้านจำนวนผู้ป่วยและผู้เป็นพาหะโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคเลือดที่ติดต่อทางพันธุกรรม ทั้งที่อยู่ในภาวะรุนแรง และที่เป็นพาหะแต่ไม่แสดงอาการ ด้วยความทุ่มเทของ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ศูนย์วิจัยธาลัสซีเมีย สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล ที่พร้อมอุทิศเพื่อการศึกษาและวิจัยโรคธาลัสซีเมียมากว่า 4 ทศวรรษ ได้ทำให้สวัสดิการพื้นฐานของการรักษาผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียชาวไทยครอบคลุมทั้งการวินิจฉัย และการรักษา

อาจารย์ ดร.นายแพทย์กิตติพงศ์ ไพบูลย์สุขวงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริการวิชาการและพันธกิจเพื่อสังคม และหัวหน้าศูนย์วิจัยธาลัสซีเมีย สถาบันชีววิทยาศาสตร์และโมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยถึงสถิติผู้ป่วยและผู้เป็นพาหะโรคธาลัสซีเมียในปัจจุบันปรากฏเป็นจำนวนเกือบครึ่งของประชากรไทยทั้งหมด หรือมากถึงร้อยละ 40 เพื่อการป้องกันโรคดังกล่าวอย่างยั่งยืน จึงได้มีการรณรงค์คัดกรองในหญิงที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 16 สัปดาห์ ตามนโยบายเชิงรุกของกระทรวงสาธารณสุขสู่ระดับชุมชน

ม.มหิดล โดย ศูนย์วิจัยธาลัสซีเมีย สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล ได้จัดตั้ง “คลินิกธาลัสซีเมีย มานานกว่า 3 ทศวรรษ ณ โรงพยาบาลนครปฐม เพื่อรองรับผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียที่ต้องเข้ารับการ เติมเลือด ทุก 3 – 4 สัปดาห์ ตลอดจนเข้ารับการรักษาพร้อมรับการปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างต่อเนื่องกว่า 200 ราย จนปัจจุบันสามารถพัฒนาระบบการให้บริการให้สามารถแล้วเสร็จได้ภายในวันเดียว จากเดิมที่ต้องให้ผู้ป่วยพักค้างภายในโรงพยาบาลเป็นเวลา 1 คืน ซึ่งทำให้ช่วยประหยัดงบประมาณในการรักษาพยาบาล การเดินทาง และเวลาในการเข้ารับบริการของผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียได้มากถึง 20 รายต่อวัน

นอกจากนี้ยังได้จัดทำคลิปวีดิทัศน์ หมอธาลัสซีเมียชวนคุย เพื่อให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้เพื่อดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ช่วงวิกฤติ COVID – 19 ถึงปัจจุบัน นับเป็นตอนที่ 6 ซึ่งมีเนื้อหาที่ครบพร้อมตั้งแต่การวางแผนการมีบุตร การรับประทานอาหาร ยา และวิตามินเสริมสำหรับผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียในแต่ละช่วงวัย

ด้วยวิธีการดำเนินเรื่องที่น่าติดตาม โดยเริ่มจากคลิปแรกที่ให้ความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมียโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผู้ดำเนินรายการ ก่อนแนะนำเครือข่ายสมาชิกผู้ป่วยของ คลินิกธาลัสซีเมีย โรงพยาบาลนครปฐม ให้มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเลือกรับประทานอาหารเฉพาะโรคใน ร้านชาบู ของท้องถิ่นในคลิปถัดไป

จนได้ทราบว่าเหตุใดผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียจึงต้องเลือกรับประทานอาหารเฉพาะที่ปรุงสุก หลีกเลี่ยงอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และงดกีฬาผาดโผน เนื่องจากมีอนุมูลอิสระสูงจากความผิดปกติในการสร้างเม็ดเลือด จนก่อให้เกิดผลข้างเคียงอื่นๆตามมา เช่น ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน การติดเชื้อ และโรคเบาหวาน เนื่องจากการสะสมของธาตุเหล็กในตับอ่อนซึ่งมีหน้าที่สร้างฮอร์โมนรักษาระดับน้ำตาล ตลอดจนการสะสมของธาตุเหล็กในอวัยวะที่สำคัญในส่วนอื่นๆร่วมด้วย

อีกทั้ง วิตามินที่ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียไม่ควรขาด ได้แก่ โฟลิกแอซิด ที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งควรรับประทานควบคู่กับวิตามินซี และอี เพื่อช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ พร้อมด้วยวิตามินรวมที่มีวิตามินบี 12 ช่วยบำรุงเม็ดเลือดแดง และแคลเซียมที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงวิวัฒนาการของการใช้ยาฉีด Deferoxamine รักษาโรคธาลัสซีเมีย ที่พัฒนาขึ้นจากยาเดิมที่ผู้ป่วยต้องทนทุกข์ทรมานโดยใช้ควบคู่กับเครื่องฉีดยาใต้ผิวหนัง ที่ใช้เวลาถึง 8 – 12 ชั่วโมงต่อวันในช่วงกลางคืน เป็นเวลา 4 – 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งนอกจากต้องใช้เวลานานแล้ว ยังให้ผลข้างเคียงต่อการได้ยิน จนผู้ป่วยต้องเข้ารับการตรวจโรคหูเพิ่มเติมอีกเป็นประจำทุกปี

นอกจากนี้ ใน หมอธาลัสซีเมียชวนคุย EP4 ยังได้แสดงบทบาทสมมุติให้เห็นถึงการตัดสินใจร่วมกันระหว่างตัวละครคู่สมรสที่เป็นพาหะโรคธาลัสซีเมีย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เมื่อมาถึงทางแยกที่นำไปสู่การวางแผนการตั้งครรภ์ หากเลือกที่จะเลี้ยงดูบุตรที่มีภาวะเสี่ยงจะต้องเตรียมพร้อมในทุกด้าน ซึ่งเคยได้มีการคำนวณค่าใช้จ่ายเฉลี่ยโดยรวมตลอดอายุขัย คิดเป็นเงินถึง 6 ล้านบาทต่อราย ในปัจจุบันการเข้ารับการคัดกรองก่อนอายุครรภ์ 16 สัปดาห์ตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุขจึงยังคงนับเป็นหนึ่งในวิธีการป้องกันที่ดีที่สุด

ในอนาคต นอกจากการผลักดันลดเหลื่อมล้ำสิทธิรักษาโรคธาลัสซีเมียแรงงานข้ามชาติให้เกิดเป็นรูปธรรมจากที่ได้มีการหยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นเสนอในที่ประชุมวิชาการธาลัสซีเมียแห่งชาติเมื่อปีที่ผ่านมาแล้ว มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ศูนย์วิจัยธาลัสซีเมีย สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล ยังได้ร่วมกับ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาชุดตรวจธาลัสซีเมียที่ครอบคลุมการกลายพันธุ์ให้เข้าถึงได้ในระดับภูมิภาค ด้วยขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากและให้ผลเร็ว ภายใต้วิธี reverse dot-blot hybridization (RDB) โดยปัจจุบันได้ยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว เตรียมขยายผลในเชิงพาณิชย์ทั้งในระดับประเทศ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไปในเร็วๆนี้

สพฐ.เปิดผลติดตามการพัฒนาคุณภาพผู้สอนคณิต-วิทย์-เทคโนฯ

สพฐ.เปิดผลติดตามการพัฒนาคุณภาพผู้สอนคณิต-วิทย์-เทคโนฯ

สพฐ.เปิดผลติดตามการพัฒนาคุณภาพผู้สอนคณิต-วิทย์-เทคโนฯ

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.08 น.

เลขาธิการ กพฐ. เปิดผลติดตามการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้านคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี สวก.สพฐ. ทำครอบคลุมทั้ง 3 มิติ หนังสือสื่อ-พัฒนาครู-ส่งเสริมสมรรถนะเด็ก ตามมาตรฐานทางวิชาการ

16 มิ.ย.69 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ติดตามผลการดำเนินงานการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ของสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) สพฐ. พบว่า เราได้ดำเนินการส่งเสริม สนับสนุน และยกระดับคุณภาพผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม 3 มิติสำคัญ คือ 1.มิติด้านสื่อ หนังสือเรียน และสื่อการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ 2.มิติด้านการพัฒนาครูคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และ 3.มิติด้านการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของผู้เรียน

โดยมิติที่ 1 .มิติด้านสื่อ หนังสือเรียน และสื่อการเรียนรู้ฯ สพฐ.มีระบบสนับสนุนและกำกับคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยหนังสือเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ฉบับกระทรวงศึกษาธิการ จัดทำต้นฉบับโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และจัดพิมพ์จำหน่ายโดยองค์การค้า ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) สำหรับหนังสือเรียนฯของสำนักพิมพ์เอกชน สวก.สพฐ. เป็นหน่วยงานที่ดำเนินการตรวจประเมินคุณภาพ โดยพิจารณาความถูกต้องทางวิชาการ ความสอดคล้องกับหลักสูตร ความเหมาะสมของเนื้อหา ภาษา ภาพประกอบ กิจกรรมการเรียนรู้ และองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้อง เมื่อผ่านการตรวจประเมินแล้ว จึงประกาศไว้ในบัญชีกำหนดสื่อการเรียนรู้ เพื่อให้สถานศึกษาเลือกใช้ นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำและสนับสนุนสื่อเสริมการเรียนรู้ เช่น สื่อเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา และ สื่อเฉลิมพระเกียรติ 65 พรรษา วิชาคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนเพิ่มเติม

2.มิติด้านการพัฒนาครูฯ สพฐ.ได้ดำเนินการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการโรงเรียนนำร่อง DSP (Demonstration School Program) ซึ่งพัฒนาครูคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และศึกษานิเทศก์ จำนวน 515 คน จาก 259 โรงเรียน ครอบคลุม 56 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ให้สามารถจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ควบคู่กับสถานการณ์ปัญหาจริง โดยใช้เครื่องคำนวณทางวิทยาศาสตร์ ,โครงการปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน เพื่อพัฒนาครูวิทยาศาสตร์และเคมีระดับมัธยมศึกษา กว่า 400 คน ให้สามารถจัดกิจกรรมทดลองเคมีที่ปลอดภัย ประหยัด และเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และสารเคมี รวมทั้งมีการพัฒนาครู ผ่านโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ โครงการอบรมส่งเสริมการเรียนรู้ AI ในชั้นเรียน และการพัฒนาหลักสูตรพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์สำหรับครู สพฐ. ร่วมกับ สสวท. เพื่อให้ครูมีสมรรถนะในการใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และปลอดภัย อีกทั้ง ยังมีโครงการกิจกรรมครูคลังสมอง เพื่อสนับสนุนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ให้แก่สถานศึกษาขนาดกลาง ขนาดเล็ก และโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาที่ประสบปัญหาขาดแคลนครู เป็นต้น

3.มิติด้านการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะฯของผู้เรียน สพฐ.ได้ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการคิด วิเคราะห์ สืบเสาะ ทดลอง แก้ปัญหา และเชื่อมโยงความรู้กับสถานการณ์จริง เน้นการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวปรากฏผ่านหลายโครงการสำคัญ เช่น โครงการโรงเรียนนำร่อง DSP ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบ Inquiry-based Learning ควบคู่กับสถานการณ์ปัญหาจริง โครงการปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เข้าถึงการทดลองจริงอย่างปลอดภัยและประหยัด โครงการ Walk Around School ที่บูรณาการชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้ผ่านกระบวนการ SEE–THINK–DO–SHARE และโครงการ STEAM INNOVATOR ที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบโครงงานในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบสนองต่อปัญหาในชุมชนและสังคม

“ การดำเนินงานทั้ง 3 มิติ สะท้อนให้เห็นว่า สพฐ.ยังคงรักษาและยกระดับมาตรฐานการเรียนรู้ ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี อย่างต่อเนื่อง เราได้พัฒนาระบบสนับสนุนการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ ทันสมัย เข้าถึงได้ และสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนและสถานศึกษา ไม่มีการลดมาตรฐานทางวิชาการ” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว.

TOA น้อมถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูป เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

TOA น้อมถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูป เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

TOA น้อมถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูป เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.59 น.

TOA น้อมถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูป และลงนามแสดงความอาลัย ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา’

16 มิ.ย.2569 บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA นำโดย นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นางละออ ตั้งคารวคุณ รองประธานผู้ก่อตั้งบริษัทฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน น้อมถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูป และลงนามแสดงความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงอุทิศพระวรกายปฏิบัติพระกรณียกิจแบ่งเบาพระราชภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาโดยตลอด โดยเฉพาะงานด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งถือเป็นการสืบสานพระราชปณิธานในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข อันเป็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อประเทศชาติตลอดมา

TOA ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ พร้อมน้อมถวายความอาลัย และขอให้พระเกียรติคุณ พระจริยวัตรอันงดงาม และคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ทรงสถิตอยู่ในดวงใจของปวงชนชาวไทยตราบนิจนิรันดร์

คณะสงฆ์ญี่ปุ่นสวดพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลแด่พระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

คณะสงฆ์ญี่ปุ่นสวดพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลแด่พระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

คณะสงฆ์ญี่ปุ่นสวดพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลแด่พระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.14 น.

คณะสงฆ์ญี่ปุ่นสวดพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลแด่พระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันที่ 15 มิถุนายน  2569 เวลา 12.30  น. คณะพระญี่ปุ่นสวดพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลแด่พระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

พลตรีหม่อมเจ้า นวพรรษ์ ยุคล ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

พลตรีหม่อมเจ้า นวพรรษ์ ยุคล ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

พลตรีหม่อมเจ้า นวพรรษ์ ยุคล ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

“พลตรีหม่อมเจ้า นวพรรษ์ ยุคล” ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” 

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น. พลตรีหม่อมเจ้า นวพรรษ์ ยุคล ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง

พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ทรงถวายภัตตาหารเช้า พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ทรงถวายภัตตาหารเช้า พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ทรงถวายภัตตาหารเช้า พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.02 น.

”พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล“ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายภัตตาหารเช้า แด่พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ ”เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา“

วันที่ 16 มิถุนายน 2569  เวลา 06.55 น. พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายภัตตาหารเช้า แด่พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง
 

ม.กรุงเทพ ปั้นนักการตลาด AI ยุคใหม่ผ่านโครงการ AMC 3 ส่งท้ายให้นักศึกษาพิสูจน์ฝีมือบนเวที Final Pitching

ม.กรุงเทพ ปั้นนักการตลาด AI ยุคใหม่ผ่านโครงการ AMC 3 ส่งท้ายให้นักศึกษาพิสูจน์ฝีมือบนเวที Final Pitching

ม.กรุงเทพ ปั้นนักการตลาด AI ยุคใหม่ผ่านโครงการ AMC 3 ส่งท้ายให้นักศึกษาพิสูจน์ฝีมือบนเวที Final Pitching

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปิดฉากโครงการ Advertising Mastermind Challenge 3 (AMC 3) อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่เข้มข้น หลังผ่านกระบวนการเรียนรู้และพัฒนายาวนานกว่า 4 เดือน ณ ห้องสัมมนา The Banquet ชั้น 5 อาคาร A5 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 

โครงการ AMC 3 ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมนักศึกษาให้ก้าวสู่ตลาดแรงงานยุคดิจิทัลอย่างเต็มศักยภาพ ผ่านการเรียนรู้เชิงบูรณาการร่วมกับองค์กรธุรกิจจริง โดยมีวัตถุประสงค์หลักที่ครอบคลุมทั้งมิติด้านทักษะ ความรู้ และความสัมพันธ์ระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ 

ในพิธีปิดและเวที Final Pitching นักศึกษาแต่ละทีมได้ขึ้นนำเสนอผลงานแคมเปญโฆษณาที่พัฒนาขึ้นจากโจทย์จริงของแบรนด์พันธมิตรชั้นนำ ทั้ง KFC ภายใต้ Yum Restaurants International (Thailand) และ The QSR of Asia รวมถึง Alibaba Cloud (Thailand) โดยผลงานที่นำเสนอสะท้อนให้เห็นถึงทักษะการใช้ Generative AI และ Martech Tools อย่างเชี่ยวชาญ ทั้งในด้านการวางกลยุทธ์ การสร้างสรรค์เนื้อหา และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก 

นอกจากนี้ตลอดระยะเวลาโครงการ นักศึกษาได้ผ่านการเรียนรู้อย่างเข้มข้นผ่านกิจกรรมหลากหลาย ทั้ง Workshop จาก KFC, Workshop และการติวก่อนสอบจาก Alibaba Cloud ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงอย่าง ภัทรา ภัทรสุวรรณ Associate Marketing Director จาก KFC, อรณัฐร์ ผกาภรณ์รัตน์ Managing Director จาก The QSR of Asia, Charlene Sawasdee Country Managing Director และ Jaru Nartboon Lead Solution Architect จาก Alibaba Cloud (Thailand) มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และให้คำแนะนำโดยตรง ครอบคลุมหัวข้อสำคัญ อาทิ Brand Essence การสร้างแบรนด์ผ่านระบบแฟรนไชส์ระดับโลก การใช้ Generative AI ทั้ง Text-Based และ Image-Based รวมถึงเทคนิคการประยุกต์ใช้สำหรับงานด้านการตลาด 

โครงการ AMC 3 ครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่าแนวทาง “Practical University” สามารถผลิตบัณฑิตที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง โดยนักศึกษาไม่เพียงได้รับความรู้ด้าน AI Prompting, Data-driven Marketing และ Creative Thinking แต่ยังได้ผลงานจริงในระดับ Portfolio ที่พร้อมนำไปต่อยอดในสายอาชีพต่อไป 

สพฐ. เดินหน้า Global Partnership ยกระดับการศึกษาไทยสู่สากล

สพฐ. เดินหน้า Global Partnership ยกระดับการศึกษาไทยสู่สากล

สพฐ. เดินหน้า Global Partnership ยกระดับการศึกษาไทยสู่สากล

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 21/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี นายพิเชฐร์ วันทอง, นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยนางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์

ในที่ประชุม นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. ได้เน้นย้ำการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้กรอบนโยบาย 5 ด้านของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการศึกษากับหน่วยงานภายนอกทั้งในประเทศและต่างประเทศ (Global Partnership) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการจัดการศึกษา นำองค์ความรู้ที่ทันสมัยเชื่อมโยงสู่การปฏิบัติได้อย่างตรงจุด และมีแผนที่จะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของต่างประเทศในการพัฒนาครูและบุคลากรฯ เพื่อยกระดับการศึกษาไทยสู่ระดับสากล

โอกาสนี้ ยังได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ไบรอัน เพอร์กินส์ (Prof. Brian Perkins, Ed.D.) จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มาบรรยายพิเศษในหัวข้อ “บทเรียนการจัดการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา สำหรับการพัฒนานโยบายการศึกษาของไทย” โดยสะท้อนแนวคิดสำคัญ 7 ประการ ได้แก่  การสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาและไม่ทิ้งผู้เรียนไว้ข้างหลัง การกำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ การพัฒนาหลักสูตรและการประเมินผลที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง ตลอดจนการพัฒนาครูอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องผ่านการปฏิบัติจริง

นอกจากนี้ ยังเน้นการใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีจริยธรรม การสร้างคุณภาพการศึกษาผ่านความร่วมมือของทุกองค์ประกอบในระบบนิเวศการเรียนรู้ และการเปิดโอกาสให้ผู้มีศักยภาพและภาวะผู้นำ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ได้มีบทบาทในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาได้

พร้อมกันนี้ ศาสตราจารย์ไบรอัน เพอร์กินส์ ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ซักถามปัญหาและข้อสงสัย เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการจัดการศึกษา ซึ่งมีทั้งประเด็นการบริหารจัดการครูและบุคลากรฯ การควบคุมการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนในโรงเรียน การสร้างระบบนิเวศที่ส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นต้น ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับความรู้และแนวคิดที่น่าสนใจสำหรับนำไปปรับใช้กับการจัดการศึกษาในบริบทพื้นที่ของตนเองต่อไป

มก.ลงพื้นที่รับฟังเสียงคนหูหนวก พัฒนาระบบ ‘TTRS’ สู่โครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารที่เท่าเทียม

มก.ลงพื้นที่รับฟังเสียงคนหูหนวก พัฒนาระบบ ‘TTRS’ สู่โครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารที่เท่าเทียม

มก.ลงพื้นที่รับฟังเสียงคนหูหนวก พัฒนาระบบ ‘TTRS’ สู่โครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารที่เท่าเทียม

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อิสรารัศมิ์ เครือหงส์ กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงพื้นที่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งคนหูหนวก คนหูดี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุม 7 ภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อรวบรวมข้อมูล ปัญหา และข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาระบบบริการโทรคมนาคมสำหรับกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะบริการถ่ายทอดการสื่อสารสำหรับคนพิการทางการได้ยินและการพูด (Thai Telecommunication Relay Service : TTRS) ภายใต้โครงการจ้างที่ปรึกษาเพื่อติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลในประเด็นสำคัญด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ประจำปี 2568

อิสรารัศมิ์ เครือหงส์ กตป. กล่าวว่า การพัฒนาระบบสื่อสารของประเทศต้องมุ่งให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการสื่อสารได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และเท่าเทียม โดยสำหรับคนพิการทางการได้ยินและการพูด การส่งเสริมสิทธิในการเข้าถึงบริการโทรคมนาคมจะต้องดำเนินควบคู่กันทั้งในด้านการสนับสนุนแพ็กเกจหรืออัตราค่าบริการที่เหมาะสมและการพัฒนาบริการ Telecommunication Relay Service ที่เชื่อมการสื่อสารระหว่างคนหูหนวกกับคนหูดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านรูปแบบการสื่อสารที่สอดคล้องกับข้อจำกัดของผู้ใช้งาน ดังนั้น บริการถ่ายทอดการสื่อสารสำหรับคนพิการทางการได้ยินและการพูด (TTRS) จึงควรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยกระดับสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่มั่นคงและยั่งยืน

ด้านคณะนักวิจัยจาก ม.เกษตรฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากคณะสังคมศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะเศรษฐศาสตร์ ระบุว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรับฟังเสียงสะท้อนที่แท้จริง จากผู้ใช้งานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ผ่านกิจกรรมสำคัญ 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.เวทีรับฟังความคิดเห็นจากคนหูหนวก เพื่อรับฟังประสบการณ์การใช้งานจริง ปัญหา และอุปสรรคในการเข้าถึงบริการ และ 2.การประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญด้านคนพิการ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอเชิงระบบในการพัฒนาบริการ

สรุปการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น 7 ภูมิภาคทั่วประเทศ (กุมภาพันธ์ – เมษายน 2569) กรุงเทพมหานคร จัด Focus Group ร่วมกับผู้แทนหน่วยงานกว่า 50 คน ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ และรับฟังความคิดเห็นจากคนหูหนวกกว่า 200 คน ณ โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น นาดา ดอนเมือง มีดังต่อไปนี้ ภาคเหนือ  จ.เชียงใหม่ รับฟังความคิดเห็นคนหูหนวก ณ รร.โสตศึกษาอนุสารสุนทร และจัด Focus Group ณ โรงแรมเมอร์เคียว , ภาคตะวันออก  จ.ชลบุรี รับฟังความคิดเห็นคนหูหนวก ณ รร.โสตศึกษาจังหวัดชลบุรี และ Focus Group ณ โรงแรมบางแสน เฮอริเทจ , ภาคกลาง  จ.นครปฐม รับฟังความคิดเห็นคนหูหนวก ณ รร.โสตศึกษาจังหวัดนครปฐม และ Focus Group ณ โรงแรมไมด้า แกรนด์ ทวารวดี , ภาคตะวันตก – จ.กาญจนบุรี รับฟังความคิดเห็นคนหูหนวก ณ รร.โสตศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี และ Focus Group ณ โรงแรมพรีลูด , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ – จ.ขอนแก่น รับฟังความคิดเห็นคนหูหนวก ณ รร.โสตศึกษาจังหวัดขอนแก่น และ Focus Group ณ โรงแรมเจริญธานี และภาคใต้ – จ.สงขลา รับฟังความคิดเห็นคนหูหนวก ณ โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดสงขลา และ Focus Group ณ โรงแรมบุรีศรีภู หาดใหญ่

โดยข้อมูลและข้อคิดเห็นจากทั้ง 7 ภูมิภาค จะถูกนำไปวิเคราะห์และจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาระบบ TTRS ให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งาน และรองรับบริบททางสังคมและเทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับระบบบริการสื่อสารของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน ทั่วถึงและเท่าเทียมสำหรับประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง

SPU ชูกลยุทธ์ ‘5 พลังแห่งโอกาส’ เร่งปั้น Future Skills ผสาน AI ตอบโจทย์โลกการทำงานยุคใหม่

SPU ชูกลยุทธ์ ‘5 พลังแห่งโอกาส’ เร่งปั้น Future Skills ผสาน AI ตอบโจทย์โลกการทำงานยุคใหม่

SPU ชูกลยุทธ์ ‘5 พลังแห่งโอกาส’ เร่งปั้น Future Skills ผสาน AI ตอบโจทย์โลกการทำงานยุคใหม่

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) เดินหน้าขับเคลื่อนวิสัยทัศน์สถาบันอุดมศึกษาเพื่อโลกอนาคต จัดงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา 2569 ภายใต้แนวคิด “SPU จุดเริ่มต้นแห่งโอกาส” (S-Start : P-Path : U-Unlock) ชูหัวใจสำคัญ “5 พลังแห่งการเรียนรู้” มุ่งติดอาวุธทักษะแห่งอนาคตและการใช้เทคโนโลยี AI พร้อมโชว์ศักยภาพนักศึกษาผ่านรูปแบบ Immersive Show ดึงภาคธุรกิจร่วมการันตีคุณภาพ ตอกย้ำจุดยืน “เรียนกับตัวจริง ประสบการณ์จริง”

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดี ม.ศรีปทุม เปิดเผยว่า การก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยคือจุดเริ่มต้นของการค้นพบศักยภาพและเส้นทางความสำเร็จเฉพาะบุคคล มหาวิทยาลัยมีหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนโอกาสเหล่านั้น โดยประเมินว่าความท้าทายของโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้สถาบันการศึกษาต้องปรับตัวและติดอาวุธที่จำเป็นให้กับผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ประจำปี 2569 มุ่งเน้นการสื่อสารทิศทางของมหาวิทยาลัยในการเป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่พร้อมผลักดันผู้เรียนให้เติบโตเต็มศักยภาพ

ทั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงานยุคดิจิทัล ม.ศรีปทุมได้วางกรอบการพัฒนาผู้เรียนผ่านยุทธศาสตร์ “5 พลังแห่งโอกาส” หรือ “The Wings of Opportunity” ประกอบด้วย 1.การค้นพบศักยภาพของตนเอง การสร้างพื้นที่ให้ผู้เรียนได้สำรวจและทดลองเพื่อหาความถนัดที่แท้จริง , 2.การเรียนรู้จากตัวจริง  การดึงผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมร่วมถ่ายทอดความรู้ , 3.การสร้างประสบการณ์จริง การเน้นภาคปฏิบัติและโครงงานที่จำลองจากโลกการทำงาน , 4.การได้รับการส่งเสริมรอบด้าน การสนับสนุนทั้งด้านวิชาการ ทักษะชีวิต และเครือข่ายความสัมพันธ์ และ 5.การพัฒนาทักษะแห่งอนาคต (Future Skills) และ AI การบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ากับการเรียนการสอนอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

โดยจุดเด่นสำคัญที่สะท้อนผลสัมฤทธิ์ของแนวทางการจัดการศึกษาของ SPU คือการจัดแสดงผลงานสร้างสรรค์รูปแบบ Immersive Show โดย SIM Agency SPU ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนโดยนักศึกษา การแสดงดังกล่าวถ่ายทอดวิสัยทัศน์ด้านการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและ AI ผ่านการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ ทั้งในส่วนของการแสดง ดนตรี การผลิตสื่อ และเทคนิคการนำเสนอ

ทั้งนี้ การปรับรูปแบบกิจกรรมต้อนรับนักศึกษาใหม่ให้สอดแทรกวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรม ควบคู่ไปกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการสร้างเครือข่าย นับเป็นก้าวย่างที่น่าจับตามองของมหาวิทยาลัยศรีปทุม ในการยกระดับมาตรฐานการอุดมศึกษาไทยให้ก้าวทันบริบทของโลกยุคใหม่ภายใต้คอนเซปต์ Dynamic University อย่างแท้จริง