สพป.พิษณุโลก เขต 2 จัดอบรม พัฒนาศักยภาพครูนาฏศิลป์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754430

สพป.พิษณุโลก เขต 2 จัดอบรม  พัฒนาศักยภาพครูนาฏศิลป์

สพป.พิษณุโลก เขต 2 จัดอบรม พัฒนาศักยภาพครูนาฏศิลป์

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 (ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 ) กล่าวว่า หลักสูตรการอบรมครูนาฏศิลป์ใน ครั้งนี้ ประกอบด้วย นาฏยศัพท์ รำวงมาตรฐาน มังคละ การแปรแถว เทคนิคการสอนนาฏศิลป์ โดยมีครูผู้สอนนาฏศิลป์ และผู้สนใจเข้ารับการอบรม จำนวน 60 คน เมื่อวันก่อน ณ สพป.พิษณุโลก เขต 2

“รำวงมังคละ เป็นเอกลักษณ์ของพิษณุโลกที่ใช้แสดงในงานมงคลต่างๆ การอนุรักษ์ ฟื้นฟู มรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งความหลากหลายของศิลปวัฒนธรรมไทย มีความสำคัญ เพราะเป็นวิถีชีวิตของคนไทยและแสดงออกถึงความเป็นชาติครูผู้ผ่านการอบรมจะสามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปพัฒนาคุณภาพด้านการเรียนการสอน ถ่ายทอดศิษย์ ให้มีความรู้ ความสามารถ กล้าแสดงออก รักษาสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรม เผยแพร่และแสดงออกทางด้านนาฏศิลป์ สู่สายตาพ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชน อย่างสร้างสรรค์ต่อไป” ดร.ผกาภรณ์กล่าว

ม.สวนดุสิต ร่วมภาครัฐและเอกชน ผลักดันหัวหินเป็น World Class Wellness

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754426

ม.สวนดุสิต ร่วมภาครัฐและเอกชน  ผลักดันหัวหินเป็น World Class Wellness

ม.สวนดุสิต ร่วมภาครัฐและเอกชน ผลักดันหัวหินเป็น World Class Wellness

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ลงนามความร่วมมือการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาเมืองหัวหินสู่การเป็น“World Class Wellness Destination” ระหว่าง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาหัวหิน และ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ ทรู อารีน่า หัวหิน ณ ทรู อารีน่า หัวหิน สปอร์ตคลับประจวบคีรีขันธ์ เมื่อเร็วๆ นี้

การจัดพิธีลงนามในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิตศูนย์หัวหิน ตั้งอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถือเป็นพื้นที่ของการท่องเที่ยว ที่สอดคล้องแผนยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งเน้นให้ประเทศไทยเป็นศูนย์รวมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก และมีความพร้อมทางด้านบุคลากร และองค์ความรู้ โดยมีแผนในการวิจัยพัฒนาเชิงพื้นที่ เรื่องการยกระดับเมืองหัวหินสู่การเป็น World Class Wellness Destination ครอบคลุมถึงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ระบบโลจิสติกส์ท่องเที่ยว การพัฒนาบุคลากร และการตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จึงร่วมมือกับภาครัฐ และ ทรู อารีน่า หัวหิน ภายใต้แนวคิด SDU “Fit to Fly” เพื่อให้นักศึกษาได้ใช้พื้นที่ทรู อารีน่า เป็นสถานที่ออกกำลังกาย พัฒนาบุคลิกภาพทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ พร้อมเข้าสู่ตลาดอุตสาหกรรมการบิน การท่องเที่ยวและการบริการ ภารกิจดังกล่าว

นักเรียน รร.สรรพวิทยาคม สพม.ตาก ชนะโครงการต้านทุจริตของ ป.ป.ช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754431

นักเรียน รร.สรรพวิทยาคม สพม.ตาก  ชนะโครงการต้านทุจริตของ ป.ป.ช.

นักเรียน รร.สรรพวิทยาคม สพม.ตาก ชนะโครงการต้านทุจริตของ ป.ป.ช.

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักเรียนโรงเรียนสรรพวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ระดับประเทศ การประกวดแผนงาน โครงงาน และกิจกรรม “เลิกลอก ร่วมเรียนรู้สู่สังคมคิดฐานสอง” ในการประกวดโครงการเยาวชนไทย “ไม่ลอกการบ้าน ไม่ลอกข้อสอบ” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ทีมนักเรียนที่ได้รับรางวัล ประกอบด้วย 1.นางสาวณัฐธิดา วิเศษโวหาร 2.นางสาวกัญธิกา จินะสา 3.นายณัฐพัฒน์ ขัติวงษ์ 4.นางสาวนิตยา นาคศิริกุลชัย 5.นายเกื้อตระกูล เศวตมาลานนท์ 6.นางสาวพิมพ์วิภา ทิน้อย 7.นายราชพฤกษ์ อินต๊ะแก้ว 8.นางสาวปวีณา มีสุขรุ่งโรจน์ 9.นางสาวปรานปริยา แจ้งจิต 10.นายวิทวัส หมื่นคำวัง 11.นายสุรปวีณ์ หล่อปรีชากุล โดยมีครูที่ปรึกษาได้แก่ นายธาราวุฒิ สุวรรณใจ นางสาวณัฐวดี ทาหลี และนายอนุพงษ์ สิงห์ธนะ

รร.บ้านตาก ‘ประชาวิทยาคาร’ คว้าเหรียญ แฮนด์บอลในร่ม ‘กาญจนบุรีเกมส์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754428

รร.บ้านตาก ‘ประชาวิทยาคาร’ คว้าเหรียญ  แฮนด์บอลในร่ม ‘กาญจนบุรีเกมส์’

รร.บ้านตาก ‘ประชาวิทยาคาร’ คว้าเหรียญ แฮนด์บอลในร่ม ‘กาญจนบุรีเกมส์’

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ทีมกีฬาแฮนด์บอลในร่มโรงเรียนบ้านตาก “ประชาวิทยาคาร” สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก เข้าพบ ส.ต.ต.ดร.นปดล นพเคราะห์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก (ผอ.สพม.ตาก) ในโอกาสได้รับรางวัลเหรีญทองแดง ในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 48 “กาญจนบุรีเกมส์”ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาแห่งชาติในครั้งแรก

ในโอกาสนี้ ผอ.สพม.ตาก ได้กล่าวชื่นชม และให้กำลังใจ ทีมนักกีฬาและครูผู้ฝึกซ้อม ซึ่งทางโรง

ชาร์ป กรุงไทยการไฟฟ้า จัดแข่งขัน ทำอาหารระดับมหาวิทยาลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754433

ชาร์ป กรุงไทยการไฟฟ้า จัดแข่งขัน  ทำอาหารระดับมหาวิทยาลัย

ชาร์ป กรุงไทยการไฟฟ้า จัดแข่งขัน ทำอาหารระดับมหาวิทยาลัย

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ชาร์ป กรุงไทยการไฟฟ้า” จัดแข่งขันทำอาหาร “SHARP COOKING CONTEST 2023” ในระดับอุดมศึกษา ภายใต้โจทย์การแสดงความคิดสร้างสรรค์ในเมนู “เค้กโรลแฟนซี” จากเตาอบไฟฟ้าชาร์ป ความจุขนาดใหญ่พิเศษ 70 ลิตร และเครื่องผสมอาหารชาร์ป โดยมีตัวแทนจากสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วมแข่งขัน ณ โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว กรุงเทพฯ เอเทรียม

นายวิโรจน์ ทานัชฌาสัย ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีโครงการมอบเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนชาร์ป ให้กับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอน รวมทั้ง
มีการจัด SHARP COOKING CLASS โดยทีมโภชนากรชาร์ป เข้าไปสาธิตให้ความรู้ เน้นการปฏิบัติให้นักศึกษาได้ลงมือทำจริง เป็นการส่งเสริมให้นำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพเสริมระหว่างการศึกษาและในภายภาคหน้า และต่อยอดจากโครงการฯ ดังกล่าวโดยการจัดการแข่งขันครั้งนี้ขึ้นมา เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะในการประกอบอาหาร และเสริมทักษะการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนอย่างมืออาชีพ

สำหรับ มหาวิทยาลัยที่คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันในครั้งนี้ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และ รองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

นักวิจัย ม.อ. ค้นพบ ‘ปูแสมบกโต๊ะแดง’ ปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลก ที่ นราธิวาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754434

นักวิจัย ม.อ. ค้นพบ ‘ปูแสมบกโต๊ะแดง’ ปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลก ที่ นราธิวาส

นักวิจัย ม.อ. ค้นพบ ‘ปูแสมบกโต๊ะแดง’ ปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลก ที่ นราธิวาส

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 05.00 น.

นายพัน ยี่สิ้น นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ นักวิจัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า นักวิจัย ม.อ. โดยคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา ๕๐ พรรษา สยามบรมราชกุมารี สำรวจร่วมกับ ศ.ดร.ปีเตอร์ อึง แห่งพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา Lee Kong Chian มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ได้ค้นพบปูแสมบกโต๊ะแดง ปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลกจากระบบนิเวศของป่าพรุ บริเวณตามต้นหลุมพี พรรณไม้ป่าพรุในวงศ์ปาล์ม ที่จังหวัดนราธิวาส โดยมีลักษณะกระดองเป็นรูปสี่เหลี่ยม ด้านบนกระดองครึ่งส่วนหน้าและก้ามมีสีเหลืองหรือส้ม ส่วนครึ่งส่วนหลังและขาเดินมีสีเข้มเป็นสีดำ เทา หรือน้ำตาล ลูกตาสีดำ แซมด้วยลายจุดสีเทา เมื่อจำแนกจากลักษณะภายนอกของปูที่รยางค์ข้างปากที่ไม่มีแส้บนส่วนปลายขาเดินเรียวยาว และอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้ที่เรียวยาวและส่วนปลายแบนยาว

ปูแสมบกโต๊ะแดง จัดอยู่ในกลุ่ม G. foxi species group มีแหล่งอาศัยเป็นพื้นที่สูง ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 700 เมตรขึ้นไป นับเป็นการค้นพบสมาชิกใน species group อาศัยอยู่ในป่าที่ราบต่ำใกล้ระดับน้ำทะเลเป็นครั้งแรก ลักษณะของปูแสมบกโต๊ะแดงที่แตกต่างจากชนิดอื่นๆ ใน species group คือ มีกระดองโค้งนูนชัดเจนเมื่อมองไปทางด้านหน้าปู ส่วนท้องปล้องที่ 6 เป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูและมีรายละเอียดของลักษณะอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้บางส่วนที่ต่างไป การค้นพบในครั้งได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลกว่า Geosesarma todaeng เพื่อสื่อความหมายถึงสถานที่พบปูชนิดนี้คือ บ้านโต๊ะแดง อ.สุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส

สส.’ก้าวไกล’ลงเก็บข้อมูลเด็กตัว G เชียงใหม่ วอนช่วยสามเณร 81 รูปจะหลุดจากระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754520

สส.'ก้าวไกล'ลงเก็บข้อมูลเด็กตัว G เชียงใหม่ วอนช่วยสามเณร 81 รูปจะหลุดจากระบบ

สส.’ก้าวไกล’ลงเก็บข้อมูลเด็กตัว G เชียงใหม่ วอนช่วยสามเณร 81 รูปจะหลุดจากระบบ

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 22.09 น.

คณะสส.“ก้าวไกล”ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเด็กตัว G เชียงใหม่ พระสงฆ์วอนช่วยสามเณร 81 รูปกำลังหลุดจากระบบ

เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมา คณะทำงานนโยบายการแก้ไขปัญหาสถานะทางทะเบียนเด็กนักเรียนกลุ่ม G และการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสิทธิ พรรคก้าวไกล นำโดยนายณัฐวุฒิ บัวประทุม รองหัวหน้าพรรค นายปารมี ไวจงเจริญ ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยในช่วงเข้า ได้ร่วมสัมมนาและพบปะกลุ่มสามเณรที่ไม่ได้รับสิทธิในการศึกษา ณ ห้องประชุมศรีปริยัติยานุรักษ์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ วัดสวนดอก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และช่วงบ่ายลงพื้นที่ศูนย์มิตรภาพไร้พรมแดน Leadersship Hoom อ.เชียงดาว

ทั้งนี้ในเสวนาได้มีการอธิปรายถึงแนวทางและนโยบายการแก้ไขปัญหากลุ่มสามเณรตกหล่นจากระบบการศึกษาและสถานะทางกฎหมาย โดยนายณัฐวุฒิ บัวประทุม  กล่าวว่า การมารับฟังความคิดเห็นในวันนี้ เนื่องจากต้องการศึกษาประเด็นปัญหาของเด็กไร้สถานทางทะเบียนที่ไม่สามารถลงรหัส G-Code ได้ แม้ในขณะนี้กำลังรอสภาผู้แทนฯบรรจุวาระตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ (กมธ.) และวิสามัญ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ยังมีญัตติที่ค้างอยู่ 30 ฉบับ ทางพรรคก้าวไกลจึงต้องการศึกษาข้อมูลซึ่งมี 4 ประเด็นหลักที่ต้องการทำความเข้าใจเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา คือ 1.ต้องการทราบสถานการณ์ของเด็ก 126 คนในจังหวัดอ่างทองที่ถูกส่งตัวกลับประเทศพม่า 2.อยากทำความเข้าใจเมื่อเด็กเหล่านี้เข้ามาในประเทศ ระบบการลงรหัส G-code นั้น จะจัดทำโดยโรงเรียน หรือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพฐ.) ซึ่งมีการประสานงานกันแบบใดและมีการตกหล่นหรือไม่ 3.หากมีการลงรหัส G จะนำไปสู่การลงสถานะบุคคลให้ได้รับสัญชาติได้หรือไม่อย่างไร เป็นระบบรายปัจเจกหรือเหมารวม เช่น ในกรณีที่เขาเกิดที่ไทยควรจะได้รับสัญชาติไทยหรือไม่ 4.ถ้าหากต้องแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้อย่างจริงจังในเชิงระบบ จะต้องแก้อย่างไร แก้นโยบาย หรือกฎหมายต่างๆ

นายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล กล่าวว่า เรื่องการศึกษาในประเทศไทยสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องสถานะของบุคคลยังไม่มีวิธีการที่เป็นระบบมากนัก นอกจากใช้เรื่องมนุษยธรรม เด็กทุกคนนั้นอยากมีโรงเรียนมีความฝันที่ต้องการไปโรงเรียน แต่ยังมีหลายคนที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาไทย หากพูดถึงเรื่อง Education for all หรือการศึกษาเพื่อคนทุกคนแท้จริงแล้วนั้น รองรับเด็กที่เคลื่อนย้ายมาตามลำพังหรือตามพ่อแม่เข้ามาในประเทศไทยหรือไม่  กระทรวงการศึกษาได้พัฒนารองรับเด็กเหล่านี้เข้าไปสู่ระบบ G-Code ตั้งแต่ปี 2561 เช่น หากเด็กเข้าโรงเรียนจะต้องดูว่ามีสูติบัตร มีหลักฐานแสดงตัว ทะเบียนราษฎร์ หากไม่มีเอกสารจะต้องดูว่ามีหลักฐานอื่น ๆ ที่ข้าราชการออกให้หรือไม่ ต่อให้ไม่มีอะไรเลยเด็กเหล่านี้จะได้รับการบันทึกประวัติบุคคล เมื่อบันทึกเรียบร้อยแล้วจะนำไปสู่การขอรหัสตัว G แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นหลัก ๆ คือเด็กไม่ได้ผ่านระบบ G-Code นับเป็นระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา เด็ก 81,594 ราย ยังไม่สามารถลงรหัสตัว G ได้ และจะเกิดปัญหาใหญ่ในปีที่เด็กจบการศึกษาและต้องย้ายที่เรียนจะไม่สามารถพบข้อมูลของเด็กนักเรียน

“เร่งรัดการจัดทำทะเบียนประวัตินักเรียนกลุ่ม G จัดการศึกษาที่เหมาสมสำหรับเด็กเคลื่อนย้ายและทุกคนโดยเฉพาะ การจัดการให้สามเณรที่กำลังหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยระยะถัดไปคือ 1. กระบวนการพิจารณาถอนข้อสงวนอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 22 ซึ่งเหลือประเทศเดียวในโลกคือประเทศไทย 2.การจัดทำแผนระดับชาติว่าด้วยความคุ้มครองเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการโยกย้ายถิ่นฐาน 3.การติดตามกระบวนการยุติภาวะคนไร้รัฐให้หมดไปภายในปี 2567 ที่ได้กล่าวคำมั่นสัญญาต่อองค์กรสหประชาชาติ United Nation”สันติพงษ์ กล่าว

พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทโธ (วงใส) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัญหาของเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติในช่วงหลัง ๆ ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในวัด ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ที่จะไม่รองรับโดยเฉพาะกลุ่มสามเณรที่เข้ามาหลักนั้นมี 3 กลุ่ม คือ 1.สามเณรเกิดในไทยที่ตกหล่นทางสถานะ 2.ลูกของแรงงานข้ามชาติ 3.กลุ่มสามเณรที่อพยพเข้ามา ซึ่งเด็กเหล่านี้เข้ามาพึ่งพาอาศัยวัดเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดในชีวิตและเราจำเป็นที่จะต้องดูแล

พระมหาสมเกียรติ สิริอรุโน ผู้อำนวยการโรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา กล่าวว่า สามเณรที่จบการศึกษาประถมศึกษาปีที่ 6 และกำลังเข้ามัธยมศึกษาปีที่ 1-3 เด็กในช่วงวัยนี้ไม่ได้มีปัญหามากนัก เพราะมีโรงเรียนซึ่งเป็นโรงเรียนปริยัติธรรมศึกษา แผนกสามัญศึกษา ซึ่งมีทั้งหมด 406 โรงเรียนทั่วประเทศรองรับ แต่ปัญหาหลัก ๆ คือสามเณรที่ไม่มีโอกาสเข้าเรียนคือช่วงวัยประถมศึกษาปีที่ 1-3 ซึ่งสำรวจเพียง 3 โรงเรียนในจังหวัดเชียงใหม่ คือ โรงเรียนวัดป่าเป้า โรงเรียนวัดหนองบัว อำเภอแม่แตง โรงเรียนวัดหนองบัว อำเภอดอยสะเก็ด พบว่าสามเณรอยู่ในช่วงระดับป.1-6 จำนวน 81 รูป และจากไม่มีโรงเรียนรองรับ ทั้งนี้ต้องการแก้ไขปัญหาและเร่งหาวิธีการให้กับสามเณรเหล่านี้อย่างเร่งด่วน

ด้านสามเณร้อนแสง ชาวไทใหญ่ อายุ 15 ปี ให้สัมภาษณ์ว่า ได้อพยพตามพ่อกับแม่มาอยู่ในไทยเป็นเวลา 5 ปี จำพรรษาที่วัดแห่งหนึ่ง และกำลังศึกษาที่โรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย โดยไปโรงเรียน 3 วันต่อสัปดาห์ ขณะนี้บวชเรียนได้ประมาณ 3 พรรษา เนื่องจากไร้โอกาสทางการศึกษาในระบบปกติ ส่วนตัวสนใจเรียนวิชาภาษาไทย และหากมีความรู้ความเข้าใจในการพูด อ่าน เขียนได้  ในอนาคตอาจจะใช้ความสามารถเพื่อเป็นล่ามแปลภาษาช่วยเหลือคนชาวไทใหญ่ด้วยกันได้

เยียวยาเด็กจาก’ครอบครัวล่มสลาย’ให้ได้ภายใน 6 ขวบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754194

เยียวยาเด็กจาก’ครอบครัวล่มสลาย’ให้ได้ภายใน 6 ขวบ

เยียวยาเด็กจาก’ครอบครัวล่มสลาย’ให้ได้ภายใน 6 ขวบ

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“การล่มสลายของครอบครัวจะส่งผลกระทบโดยตรงไปที่ลูก ลูกอาจจะกลายเป็นเด็กที่มีปัญหา” ไม่ว่าเป็นเรื่องของสภาวะทางจิตใจ อารมณ์ รวมไปถึงพฤติกรรมเชิงลบ ซึ่ง รศ.นพ.อดิศักดิ์ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงงานวิจัยเกี่ยวกับเด็กที่มาจากครอบครัวล่มสลายที่ต้องประสบกับปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในครอบครัว แตกแยก หย่าร้าง ล้มหายตายจาก ติดการพนัน ติดสารเสพติด ต้องกลายเป็นผู้ต้องขัง ไปจนถึงการมีปัญหาทางสุขภาพจิตที่รุนแรง และโรคติดเชื้อต่างๆ ฯลฯ

โดยพบร้อยละ 25 ในกลุ่มครอบครัวยากจนสภาวะด้อยเศรษฐานะซึ่งเกิดเช่นกันในต่างประเทศ เมื่อได้ติดตามอย่างต่อเนื่องไปจนถึง 3 รุ่น (Generation) ก็จะยังคงพบปัญหาในลักษณะวงจรเดียวกัน หากเด็กไม่ได้รับการช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงตั้งแต่แรกเกิด-6 ขวบ ซึ่งรอคอยการหยิบยื่นโอกาสที่จะเติบโตไปมีชีวิตที่ดีขึ้น เด็กที่มาจากครอบครัวล่มสลายจะเติบโตไปสู่การมีชีวิตที่ดีได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการยอมรับของสังคม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่ติดเชื้อHIV ที่ปัจจุบันสังคมเริ่มเกิดการยอมรับ และอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ซึ่ง รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่า ระหว่างตั้งครรภ์ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันจะทำให้สามารถป้องกันการติดเชื้อ HIV ผ่านทางรกเข้าสู่ตัวเด็กได้ถึงร้อยละ 96 และแม้เด็กจะติดเชื้อ HIV ระหว่างการตั้งครรภ์ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันสามารถรักษาเด็กหลังคลอดเพื่อไม่ให้พบการติดเชื้อในระยะยาว

หรือถ้าหากพบการติดเชื้อแล้วก็ยังสามารถที่จะประคับประคองอาการให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรงสมบูรณ์ต่อไปได้ และเมื่อเด็กเข้าโรงเรียน หรือสู่ที่สาธารณะ จะไม่มีการเรียกร้องให้ตรวจหาเชื้อ HIV หรือแสดงผลการตรวจเชื้อ HIV แต่อย่างใด ในเมื่อที่ผ่านมาสังคมเราได้เรียนรู้กันมามากพอแล้วว่าจะต้องอยู่ร่วมกันอย่างไรโดยที่ไม่ให้เกิดการติดต่อเชื้อ

สำหรับเด็กที่หลุดออกมาจากครอบครัวล่มสลายด้วยสาเหตุต่างๆ ที่นำไปสู่ความต้องการ “ผู้ดูแลทดแทน” ในลำดับแรกให้พิจารณาจากญาติ ซึ่งจะต้องเข้าสู่ขั้นตอนหาข้อตกลงร่วมเพื่อทำความเข้าใจในการจัดการอยู่อาศัยให้เหมาะสมสำหรับเด็ก โดย รศ.นพ.อดิศักดิ์ย้ำว่า การมอบโอกาสให้เด็กได้เติบโตในสภาวะที่ทำให้รู้จักความรักและความผูกพันแบบครอบครัว ย่อมดีกว่าการให้เด็กจะต้องไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ ซึ่งสมควรเป็นทางเลือกสุดท้าย

มหาวิทยาลัยมหิดล โดย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว พร้อมเป็นกำลังใจ และทำหน้าที่ “ปัญญาของแผ่นดิน” ตามปณิธานฯ มอบองค์ความรู้ หวัง“ตัดวงจร” ให้เด็กสามารถฟื้นจาก “สภาวะสิ้นหวัง” คืนสู่ “สังคมแห่งอนาคตที่ดีกว่า” พร้อมเป็น “พลัง” เพื่อพัฒนาประเทศชาติต่อไป!!!

‘มข.’ชวนขจัดปัญหา‘ขยะอินทรีย์’ หนุน‘ทำปุ๋ยหมัก’เพื่อ‘ชุมชนเคียงมอน่าอยู่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754195

‘มข.’ชวนขจัดปัญหา‘ขยะอินทรีย์’ หนุน‘ทำปุ๋ยหมัก’เพื่อ‘ชุมชนเคียงมอน่าอยู่’

‘มข.’ชวนขจัดปัญหา‘ขยะอินทรีย์’ หนุน‘ทำปุ๋ยหมัก’เพื่อ‘ชุมชนเคียงมอน่าอยู่’

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จัดโครงการ “มข.ส่งเสริมชุมชนเคียงมอน่าอยู่” ณ โรงเรียนเทศบาลบ้านสามเหลี่ยม ชุมชนสามเหลี่ยม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมหรือสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนรอบมหาวิทยาลัยให้เกิดสังคมน่าอยู่ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน และเป็นการสร้างความยั่งยืน ด้านการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและสังคม ตามแผนยุทธศาสตร์การบริหาร มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2563-2566 ตามยุทธศาสตร์ที่ การปรับเปลี่ยนการบริการวิชาการ จากความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) สู่การสร้างคุณค่าร่วมกัน (Creating shared value : CSV)

ณัฐสมล ธนกุลรังสฤษดิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ความสำคัญกับชุมชนข้างเคียงมาโดยตลอด ซึ่งในโอกาสวาระพิเศษครบรอบ 60 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงจัดโครงการ มข.ส่งเสริมชุมชนเคียงมอน่าอยู่ขึ้น เพื่อส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนเคียงมอ และส่งเสริมการบริการวิชาการสู่สังคมที่ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ต่อชุมชน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ ชุมชนสามเหลี่ยม นับเป็นชุมชนต้นแบบแห่งแรก ที่ได้เข้ามาส่งเสริมการสร้าง ต้นแบบการแยกขยะ

โดยมีโรงเรียนเทศบาลบ้านสามเหลี่ยม เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน และปลูกฝังเยาวชน ในจัดการขยะอินทรีย์ หรือขยะเปียกในครัวเรือน
ด้วยวิธีการหมักปุ๋ย เพื่อลดปริมาณขยะลง ให้สามารถต่อยอดการแยกขยะเปียกระดับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ พี่น้องประชาชนจะสามารถนำความรู้เหล่านี้นำไปปฏิบัติที่บ้าน ซึ่งโครงการดีๆเช่นนี้มหาวิทยาลัยจะพยายามทำอย่างต่อเนื่อง

สมชาติ ชัยอยุทธ์ ประธานชุมชนสามเหลี่ยม 3 กล่าวถึงความต้องการของชุมชนและแนวทางการพัฒนาชุมชน ว่า ชุมชนสามเหลี่ยม 3 ได้รับความร่วมมือจากโรงเรียน และมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นอย่างดีมาโดยตลอด สำหรับปัญหาของชุมชนระยะหลัง เป็นปัญหาขยะมูลฝอยล้น ขณะเดียวกันรถจัดเก็บขนขยะทางเทศบาล ไม่สามารถมาเก็บตามกำหนดระยะเวลา สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านมาโดยตลอด

แม้ว่าเทศบาลจะพยายามจัดซื้อรถขยะมาเพิ่มเติม แต่ก็ยังไม่สามารถจัดหามาได้เพียงพอ ทำให้ชุมชนต้องทบทวนถึงวิธีการกำจัดขยะตั้งแต่ระดับครัวเรือน จึงได้แลกเปลี่ยนปัญหาของชุมชนให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ทราบ หลังจากนั้นจึงได้รับความ ร่วมมือจากมหาวิทยาลัยมาทำโครงการครั้งนี้ เพื่อให้ชุมชนรู้จักวิธีแก้ไข ปัญหาขยะภายในครัวเรือนด้วยตนเอง ซึ่งจะสามารถสร้างความยั่งยืนในการกำจัดขยะให้กับชุมชนและนำไปสู่ปัญหาขยะที่ลดลงต่อไป

ผศ.ดร.ธนภัทร์สกรณ์ สุกิจประภานนท์ เปิดเผยว่า โดยทั่วไปขยะครัวเรือนจะมีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเศษพลาสติก โลหะ รวมไปถึงกลุ่มขยะอินทรีย์ ที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นปุ๋ยหมัก ใช้สำหรับปลูกผัก ใส่ต้นไม้ และยังเป็นการช่วยจัดการปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ลดต้นทุนด้านแรงงานไปด้วย โดยปกติเวลาเราทิ้งขยะ เทศบาลในแต่ละชุมชนจะมาจัดเก็บไป ต่อจากนั้นต้องมีการแยกขยะ การจัดการตรงจุดนี้จะมีต้นทุน

แต่ถ้าประชาชนแต่ละครัวเรือนมีการคัดแยกขยะเปียก เศษอินทรีย์ หากมองในภาพกว้าง เราจะสามารถลดต้นทุนและแรงงานในกระบวนการนี้ได้อย่างมาก ในการทำปุ๋ยอินทรีย์ ถ้าเป็นการใช้เองในระดับครัวเรือน จะไม่มีสูตรตายตัวขั้นตอนจะเริ่มที่ นำเศษอินทรีย์ ใบไม้ หรือเศษอาหารต่างๆ มาเทในที่ๆ จัดเตรียมไว้ต่อจากนั้นจะใส่ปุ๋ยคอก หรือมูลสัตว์เพื่อให้เกิดการย่อยสลาย แต่บางครั้งมูลสัตว์เลี้ยงอาจจะใช้ไม่ได้เพราะว่ามีปัญหาเรื่องกลิ่น และเติมน้ำเข้าไปเพื่อให้มีความชื้น

โดยสำหรับระยะในการย่อยสลาย ใบไม้แห้งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือน เศษผักผลไม้สด ใช้เวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นกิ่งไม้จะต้องสับให้ชิ้นเล็กก่อน และ หมักทิ้งระยะเวลาไว้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก็สามารถนำส่วนที่ย่อยสลายมาใช้เป็นปุ๋ยได้ จากการศึกษาวิจัยด้านการจัดการอินทรีย์วัตถุหลายชนิด พบว่า การทำปุ๋ยหมักที่มีการใส่ใบไม้แห้ง จะช่วยส่งผลให้สมบัติทางเคมี ฟิสิกส์ ของดิน มีความร่วนซุยอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกดินทรายก็สามารถ ดูดซับปุ๋ยได้มากขึ้น

คณบดี‘CIBA DPU’เผยความคืบหน้า โครงการ‘GSB Step & Boost up Program 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754193

คณบดี‘CIBA DPU’เผยความคืบหน้า โครงการ‘GSB Step & Boost up Program 2023’

คณบดี‘CIBA DPU’เผยความคืบหน้า โครงการ‘GSB Step & Boost up Program 2023’

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ธนาคารออมสิน ร่วมกับ วิทยาลัยนวัตกรรมบริหารธุรกิจและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ. หรือ DPU) จัดโครงการ “GSB Step & Boost up Program 2023” หรือโครงการอบรมให้ความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการโดยเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Sustainable Growth ให้ทุกธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน” มีผู้ประกอบการ SMEs OTOPs และ Startups ที่ดำเนินธุรกิจด้านธุรกิจอาหาร ธุรกิจสุขภาพ และธุรกิจการเกษตร สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวน 700 กว่าราย เพื่อชิงทุนพัฒนาธุรกิจพร้อมโล่รางวัลมูลค่ากว่า 360,000 บาท

ดร.รชฏ ขำบุญ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมบริหารธุรกิจและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า โครงการ GSB Step & Boost up Program 2023 เปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการฯทั่วประเทศตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 โดยรอบแรกทุกคนได้ผ่านการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ตามหัวข้อที่กำหนด อาทิ เรื่องหลักการแนวคิดนักธุรกิจยุคใหม่ การพลิกโฉมธุรกิจด้วยการตลาดดิจิทัล

การขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน เป็นต้น สำหรับความคืบหน้าล่าสุดหลังจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับองค์ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว ได้มีการคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพจำนวน 80 ราย ทั่วประเทศ เพื่อเข้ารับคำปรึกษาเชิงลึก Biz Clinic จากผู้เชี่ยวชาญจากฝ่ายพัฒนาธุรกิจลูกค้า SMEs Start up ธนาคารออมสินและทีมอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจาก CIBA DPU

สำหรับปีนี้ นอกจาก CIBA DPU ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการแล้ว ยังมีมหาวิทยาลัยเครือข่ายเข้าร่วมในโครงการฯพร้อมลงพื้นที่ให้คำปรึกษาเชิงลึกให้กับผู้ประกอบการด้วย ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ลงพื้นที่ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ลงพื้นที่ภาคอีสาน มหาวิทยาลัยบูรพา ลงพื้นที่ภาคตะวันออก และมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ลงพื้นที่ภาคใต้ ส่วน CIBA DPU รับผิดชอบดูพื้นที่ส่วนกลาง

โดยหลังจากนี้ประมาณ 2 เดือนคณะกรรมการจากธนาคารออมสินและ CIBA DPU จะคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและโดดเด่นจาก 80 รายให้เหลือเพียงจำนวน 10 ราย เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมประกวดสุดยอด GSB Change Maker โดยผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจะได้ Pitching แผนธุรกิจในวันที่3 พฤศจิกายน 2566 ณ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ เพื่อชิงทุนนำไปต่อยอดธุรกิจในอนาคต พร้อมสิทธิพิเศษจากทางธนาคารและมหาวิทยาลัยอีกมากมาย

ดร.รชฏ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการลงพื้นให้คำปรึกษาและแนะนำแก้ไขปัญหาให้ผู้ประกอบการพบว่า ในปัจจุบันผู้ประกอบการมีการพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง มีการนำองค์ความรู้ทางการบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการบริหารจัดการมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงต้องการผู้เชี่ยวชาญให้มาพัฒนาธุรกิจในด้านต่างๆ โดยมี 5 โจทย์หลัก คือ 1.การพัฒนาการวางแผนการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการตลาด Tiktok, Facebook, Shopee, Lazada เป็นต้น

2.การพัฒนานวัตกรรมสินค้าให้แตกต่างกับสินค้าอื่นๆ ในท้องตลาด และการยืดอายุผลิตภัณฑ์ให้เก็บได้นานขึ้น (เพื่อให้สามารถนำไปขายใน Marketplace ได้) 3.การพัฒนากระบวนการการผลิตให้ได้มาตรฐาน เช่น อย. หรือ GMP เป็นต้น 4.การพัฒนา Packaging ให้ดูดีขึ้น และสอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้มากขึ้น และ 5.การนำวัสดุจากชุมชน หรือ วัสดุที่เหลือจากกระบวนการการผลิตมาใช้ใหม่ เพื่อลดต้นทุนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ธุรกิจเกิดความยั่งยืนต่อธุรกิจ

สำหรับปัญหาที่พบและทำให้ SMEs ไม่สามารถเติบโตไปได้ไกล คือ ผู้ประกอบการยังยึดหลักการทำธุรกิจแบบเดิมๆ คือ ผู้ประกอบการต้องทำงานเองทุกอย่าง ตั้งแต่ งานสั่งซื้อวัตถุดิบ งานผลิตสินค้า งานการตลาด งานจัดส่ง และการบัญชีการเงิน ทำให้ ผู้ประกอบการเหนื่อยกับการพยายามทำงานทุกอย่าง จึงอยากให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนความคิด (Mindset) ใหม่ อยากให้มองภาพให้กว้างมากขึ้น คือให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้คล่องตัว

“นั่นคือต้องมี Outsource ให้ Partner เข้ามาช่วยในด้านที่เราไม่ถนัด เช่น การทำการตลาด การทำบัญชี การจ้างผลิตผ่าน OEM เป็นต้น เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาในการไปโฟกัสกับการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ นวัตกรรมตัวสินค้า เป็นต้น นั่นคือ หากยังดำเนินธุรกิจแบบเดิมโดยทุกอย่างทำเองหมด ธุรกิจจะไม่สามารถเติบโตได้และกลายเป็นเพียงธุรกิจในครอบครัวหรือในชุมชนเท่านั้น” ดร.รชฏ กล่าว

ดร.รชฏ กล่าวด้วยว่า ปัญหาหลักของผู้ประกอบการ คือ เรื่องเงินทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขยายให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้ผู้ประกอบการบางส่วนยังไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรืออยู่ในรูปแบบของบริษัท หรือมีการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายที่ดี ทำให้ธนาคารไม่สามารถพิจารณาปล่อยสินเชื่อรวมถึงการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของธนาคารได้ จึงทำให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่องไม่สามารถจ้าง Partner ให้มาช่วยงานได้จึงทำให้ผู้ประกอบการเหนื่อยกับการทำธุรกิจเองในทุกๆ ด้านที่กล่าวมาตอนต้น

ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรพิจารณาถึงการจดทะเบียนหรือการทำบัญชีที่ดี เพื่อสร้างโอกาสให้กับธุรกิจตัวเองให้มากยิ่งขึ้น โดยผู้ประกอบการอาจขอคำปรึกษากับที่ปรึกษาทางธุรกิจ ร่วมกับธนาคารผู้ให้สินเชื่อ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์แผนธุรกิจในเชิงลึก หากธุรกิจมีศักยภาพ และมีคำแนะนำจากที่ปรึกษาที่ดี จะช่วยทำให้ผู้ประกอบการเหนื่อยน้อยลงและธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วขึ้นและยั่งยืนเป็นอย่างมาก

หากผู้ประกอบการทั่วไป สนใจอยากได้ข้อมูลด้านการพัฒนาธุรกิจเพิ่มเติม ทาง CIBA DPU ยินดีเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยง ทั้งเรื่องสนับสนุนด้านการเงินจากธนาคารออมสิน และการการหาคู่ค้า (Partner) เข้ามาให้คำปรึกษาและ Support ธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจของทุกท่านเติบโตอย่างยั่งยืน!!!