‘เซ็น กรุ๊ป’จับมือ 31 วิทยาลัย พัฒนาความรู้-ต่อยอดการทำงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754685

‘เซ็น กรุ๊ป’จับมือ 31 วิทยาลัย  พัฒนาความรู้-ต่อยอดการทำงาน

‘เซ็น กรุ๊ป’จับมือ 31 วิทยาลัย พัฒนาความรู้-ต่อยอดการทำงาน

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ที่ห้องประชุม Townhall อาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ออฟฟิศเคส (At Work) เมื่อเร็วๆ นี้ นายชิตพล วิวัฒนาเกษม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทรัพยากรบุคคล บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จับมือวิทยาลัย 31 แห่งทั่วประเทศ ลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการสนับสนุนนักศึกษาเข้าฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการ ประจำปี 2566 ร่วมสร้างเครือข่ายพัฒนาความรู้และประสบการณ์ ด้วยทักษะการเรียนรู้ ทั้งรูปแบบClassroom Training และ e-Learning Platform, พัฒนาทักษะวิชาชีพ

ผ่านหลักสูตรเฉพาะทางของทุกแบรนด์ร้านอาหารในเครือ โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่มากประสบการณ์รวมถึงมีระบบพี่เลี้ยง (Mentoring System) ที่คอยดูแลให้คำปรึกษาตลอดระยะเวลา 1-3 ปี ของการเข้าฝึกประสบการณ์ (ขึ้นอยู่กับหลักสูตรของแต่ละสถาบัน) ทั้งนี้ ทาง เซ็น กรุ๊ป เชื่อในศักยภาพของคนรุ่นใหม่จึงอยากร่วมเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้นักศึกษาได้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำทั้งความรู้ ประสบการณ์ และทักษะวิชาชีพ ไปต่อยอดสู่การทำงานแบบมืออาชีพได้ในอนาคต

ครูอาสา‘After School Program’ เปิดโลกความรู้สู่วิชานอกห้องเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754688

ครูอาสา‘After School Program’  เปิดโลกความรู้สู่วิชานอกห้องเรียน

ครูอาสา‘After School Program’ เปิดโลกความรู้สู่วิชานอกห้องเรียน

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“นอกจากการได้แบ่งปันความรู้ให้เด็กๆ รู้สึกรักวิชาคณิตศาสตร์มากขึ้นแล้ว อีกจุดมุ่งหมายที่โครงการAfter School Program เน้นคือการปลูกฝัง Growth mindset ให้เด็กๆ รู้สึกว่าถ้าทุกคนทำได้ เราก็ทำได้ ผมว่าสิ่งนี้แหละคือหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคน”

ปริญญา ผลบุตร (คุณหนุ่ม) ผู้มีอาชีพหลักเป็นนักธรณีวิทยา (Petrophysicist) ประจำที่ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด บอกเล่าประสบการณ์การสอนในเวลา “หลังเลิกเรียน” เปลี่ยนบทบาทจากพนักงานบริษัทสู่คุณครูอาสาของโครงการ “After School Program” สอนวิชาคณิตศาสตร์ทุกสัปดาห์ให้กับโรงเรียนวัดประชาศรัทธาธรรม โดยเมื่อทางบริษัทได้เข้าร่วมสนับสนุนและประกาศรับอาสาสมัครในโครงการดังกล่าว จากการที่มีประสบการณ์และรักในการสอน คุณหนุ่มจึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมทันที

สำหรับโครงการ After School Program ดำเนินงานโดยมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ หรือ Saturday School Foundation ร่วมกับ กรุงเทพมหานครโดยเป้าหมายของโครงการฯ ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อที่ว่า “ทุกคนในสังคมสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาได้” ซึ่งก่อนที่หลักสูตรหลังเลิกเรียนจะเริ่มต้นขึ้น ทางมูลนิธิได้เปิดให้อาสาสมัครทั้งนักศึกษา พนักงานองค์กรเอกชน และผู้ที่มีใจรักการสอนสมัครเข้าร่วมเพื่อขยายกรอบทางการศึกษาให้กว้างขึ้นกว่าเดิม

พร้อมขนวิชานอกห้องเรียนมาสร้างพื้นที่การเรียนรู้สำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ให้กับโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร สัปดาห์ละ 1 วัน ระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งหลักสูตรหลังเลิกเรียนไม่เพียงแต่เน้นการพัฒนาวิชาพื้นฐานของเด็กๆ ให้แน่นขึ้นเท่านั้น แต่ยังมุ่งเสริมสร้าง Soft Skills ผ่านการปลูกฝัง Growth Mindset ให้เด็กๆ กล้าที่จะเดินตามความฝัน และเชื่อในศักยภาพของตนเอง จุดมุ่งหมายดังกล่าว ได้สอดคล้องกับแนวคิดของเชฟรอนประเทศไทยฯ ในฐานะบริษัทพลังงานระดับโลกที่เชื่อมั่นใน “พลังคน”

โดยนอกจากพันธกิจในการจัดหาพลังงานให้ประเทศอย่างยั่งยืนแล้ว บริษัทยังมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง พร้อมสะท้อนแนวคิดนี้สู่พนักงานและส่งเสริมให้ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมกับกิจกรรมเพื่อสังคมอยู่เสมอ โดยคุณหนุ่ม กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่าดีใจที่บริษัทฯ ได้แนะนำให้รู้จักกับโครงการ After School Program ซึ่งการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ได้เปิดโลกการเรียนรู้มากมายในฐานะครูผู้สอน ไปพร้อมกับเด็กๆ อีกด้วย

“ในฐานะครูอาสาที่ทำงานเป็นพนักงานบริษัทไปด้วย ผมอยากแบ่งปันความรู้จากนอกห้องเรียน หรือประสบการณ์รอบตัวจากงานที่ได้ทำมาประยุกต์ใช้ให้เด็กๆ สนุกกับการเรียนคณิตศาสตร์มากขึ้น โดยมองว่าการจะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้นั้นเด็กต้องรู้สึกสนุกและเปิดใจก่อน จึงได้นำเอาการสอนคณิตศาสตร์แนวทางสิงคโปร์ (Singapore Maths) มาใช้ ซึ่งเน้นให้น้องๆ เข้าใจเลขคณิตผ่านภาพหรือโมเดลแทนการท่องจำจากตัวเลข

เช่น เรียนรู้ด้านการหารผ่านกิจกรรมที่ให้เด็กๆ สัมผัสได้จริงอย่างการแบ่งสิ่งของหรือขนมเป็นจำนวนเท่าๆ กัน ในตอนแรกน้องๆ ยังรู้สึกไม่มั่นใจ แต่พอผ่านมาถึงประมาณสัปดาห์ที่ 6 สัมผัสได้ว่าพื้นฐานเบื้องต้นทางคณิตศาสตร์ดีขึ้นและชอบวิชานี้มากขึ้น ซึ่งตรงกับความตั้งใจที่อยากให้เด็กๆ รู้สึกว่าตนเองทำได้ ขอแค่เปิดใจเรียนรู้และฝึกฝน” ปริญญา กล่าว

สำหรับ ภาณุ บุญวัฒโนภาส (คุณบอย) รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด อีกหนึ่งอาสาสมัครครูอาสา เล่าว่า สอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดพระยายังโดยจุดเริ่มต้นคืออยากจะมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาของประเทศ และมีความฝันอยากเป็นอาจารย์อยู่แล้วเป็นทุนเดิม ซึ่งภาษาอังกฤษที่สอนจะเน้นไปในรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันถือเป็นภาษาที่สองของเด็กๆ เลยทีเดียว

“สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดคือการที่ได้ให้โอกาสลูกๆ ทั้งสองคนเข้ามามีส่วนร่วมในการสอนครั้งนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการนำกิจกรรมในห้องเรียน หรือช่วยการสอน ซึ่งผมเชื่อว่าด้วยสังคมปัจจุบัน ถ้าเราไม่ให้โอกาสเขาได้เห็นโลกที่กว้างมากขึ้น และปลูกฝังแนวคิดเรื่องการแบ่งปัน เขาก็จะไม่รู้ว่าจะทำให้สังคมดีขึ้นได้อย่างไร ต้องขอบคุณ Saturday School Foundation
ที่ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา

และขอบคุณบริษัทที่ทำให้ภาพเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง รวมถึงจริงจังกับการพัฒนารากฐานของประเทศผ่านการศึกษามาโดยตลอดโดยผมมองว่าการได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวถือเป็นประตูแห่งโอกาสทั้งสำหรับผมและครอบครัว และได้เห็นการศึกษาที่ไร้ซึ่งขีดจำกัดอย่างแท้จริง” รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าว

ด้าน วุฒิพงษ์ วงษ์ชัยวัฒนกุล (คุณแบงค์) ผู้จัดการโครงการ After School Program ภายใต้ Saturday School Foundation กล่าวถึงการขับเคลื่อนโครงการ ว่า ความตั้งใจของมูลนิธิคืออยากให้คนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อขยายโอกาสในระบบการศึกษาไปด้วยกัน โดยนอกจากวิชาพื้นฐานอย่างคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ แล้ว เรายังเปิดสอนวิชาอื่นๆอย่าง ภาษาญี่ปุ่น การเขียนโปรแกรม ดนตรี และสะเต็มศึกษา (STEM) อีกด้วย

โดยหลังจากผ่านการคัดเลือก อาสาสมัครทุกคนต้องเข้าอบรมก่อน ซึ่งเราเน้นการเรียนการสอนแบบ Active Learning คือให้เด็กๆ เรียนรู้ผ่านการมีส่วนร่วมในห้องเรียน เช่น การเรียนผ่านเกมการ์ด ผ่านการจำลองสถานการณ์ เป็นต้น ระหว่างอบรมครูอาสา เราเน้นเสมอว่าอยากให้ห้องเรียนเป็น Sandbox คือเป็นกระบะทรายให้เด็กๆ ลองผิดลองถูกได้และไม่มีเด็กคนไหนที่ทำสิ่งใดไม่ได้เช่นกัน

“ในระยะยาว เราอยากเดินทางไปถึงความสำเร็จในการปลดล็อกโมเดลดังกล่าวให้โรงเรียนหรือชุมชนสามารถตั้งกลุ่มดำเนินการรับสมัครครูอาสาได้เองโดยไม่จำเป็นต้องผ่านตัวกลาง เพื่อให้ต่อไปใครที่อยากเข้าร่วมก็สามารถเชิญชวนกันเข้าไปได้ ซึ่งถือเป็นการขยายโอกาสของพื้นที่การศึกษาตามความตั้งใจแรกเริ่มของเรา” ผู้จัดการโครงการ After School Program กล่าว

การสร้างพื้นที่ของโครงการ After School Program เพื่อขยายกรอบโอกาสทางการศึกษาของ
ทุกคนให้กว้างกว่าเดิม ไม่เพียงแต่ส่งต่อโอกาสให้เด็กๆ ในห้องเรียนเท่านั้น แต่นักเรียนมัธยม นักศึกษามหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งพนักงานบริษัทในอุตสาหกรรมพลังงานอย่างเชฟรอนยังได้มีโอกาสเป็นหนึ่งในฟันเฟืองเพื่อสร้างโอกาสในระบบการศึกษาไปพร้อมกัน โดยการที่เชฟรอนมุ่งผลักดันให้บุคลากรในทุกระดับมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคมนั้นได้เปิดมุมมองใหม่ๆ อย่างคาดไม่ถึงให้พนักงานได้สัมผัสประสบการณ์
นอกเหนือจากงานประจำที่ได้ทำ

ซึ่งการเชื่อมั่นใน “พลังคน” ของเชฟรอน ได้ถ่ายทอดสู่พนักงานจนได้ก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโอกาสที่ยิ่งใหญ่ ผ่านหลักสูตร “หลังเลิกเรียน” ที่ได้จุดประกายการศึกษาไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน!!!

ปลุกกระแส‘1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น’ สู่‘จานเด็ดประจำจังหวัด’ที่ต้องชิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754691

ปลุกกระแส‘1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น’  สู่‘จานเด็ดประจำจังหวัด’ที่ต้องชิม

ปลุกกระแส‘1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น’ สู่‘จานเด็ดประจำจังหวัด’ที่ต้องชิม

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 05.00 น.

นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า ตามที่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ประกาศรายชื่อผลคัดเลือก “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” ภายใต้โครงการการส่งเสริม และพัฒนายกระดับอาหารถิ่น สู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย “รสชาติ..ที่หายไป” ประจำปีงบประมาณ 2566 และมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และข้อสงสัยของรายชื่ออาหารบางจังหวัดที่คนท้องถิ่นไม่รู้จัก

ทั้งนี้ ขอชี้แจงว่า สวธ.ได้ดำเนินโครงการนี้เพื่ออนุรักษ์อาหารพื้นบ้านอยู่คู่กับอาหารไทยและอยู่คู่บ้านคู่เมืองของคนไทย โดยประสานงานกับสภาวัฒนธรรมจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัด และเครือข่ายทางวัฒนธรรม รวบรวมเมนูอาหารถิ่นที่กำลังจะเลือนหาย ที่หารับประทานได้ยาก เพื่อยกระดับ พัฒนาสร้างสรรค์ เป็นอาหารประจำจังหวัด และจัดทำเป็นสำรับอาหารประจำภาค ทั้ง 4 ภาค ซึ่งเป็นการอนุรักษ์และเผยแพร่องค์ความรู้และภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอาหารถิ่น ทั้งคาวและหวาน

ซึ่งมีสรรพคุณหลากหลาย ทั้งด้านสุขภาพ โภชนาการ สมุนไพร ด้านวิธีการปรุง เคล็ดลับและประวัติความเป็นมา อีกทั้งจะช่วยเพิ่มมูลค่าของอาหารต่อยอดวัตถุดิบที่เป็นสมุนไพรจากชุมชน ให้สามารถนำเสนอในมิติความแตกต่างแปลกใหม่และเป็นสากลเทียบเท่ากับอาหารจากชนชาติอื่นๆ ได้ ตลอดจนจะเป็นโอกาสในการปลูกฝังค่านิยมการรับประทานอาหารที่ปรุงจากอาหารพื้นบ้านแก่เยาวชนรุ่นใหม่ด้วย

“การประกาศรายชื่อเมนูอาหาร ทั้ง 77 รายการนี้ ย่อมเข้าใจได้ว่า อาหารบางชนิด ประชาชนในท้องถิ่นเองอาจจะไม่รู้จัก หรือไม่เคยพบเห็นหรือสัมผัสมาก่อน นั่นคือ สิ่งที่การตอบวัตถุประสงค์ของโครงการคือการค้นหาเมนู “รสชาติ..ที่หายไป” ซึ่งเราอยากฟื้นกลับมา และเมื่อได้คัดเลือกมาแล้ว ถือเป็นการปลุกกระแสทำให้คนในท้องถิ่นได้หันมาสนใจ และส่งผลดีต่อการสร้างความเข้าใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรมของจังหวัดนั้นๆ และยังจะสามารถพัฒนาสู่การพิจารณายกย่องเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ด้านอาหารในอนาคตด้วย” นายโกวิท กล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ สวธ. มีแผนการดำเนินงาน ในการจัดทำคู่มือเมนูอาหารถิ่น 77 รายการ เผยแพร่องค์ความรู้ ประวัติ ความเป็นมาของอาหาร รวมทั้งองค์ประกอบในเมนูต่างๆ นอกจากนี้จะส่งเสริมและยกระดับอาหารไทยโบราณพื้นถิ่น ที่เป็นรากเหง้าของชุมชน สู่อาหารจานเด็ด ที่ต้องชิม รวมถึงรวบรวม สูตรอาหารกับข้าวไทยๆ วิธีทำอาหารดั้งเดิม

พร้อมด้วยเคล็ดลับการทำอาหารอย่างประณีตเผยแพร่ในระดับชาติ และในวันที่ 21 ก.ย. 2566 สวธ. จะมีการจัดกิจกรรมประกาศยกย่องเมนูอาหารถิ่น ทั้ง 77 รายการอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารถิ่นทุกจังหวัดมาให้ความรู้และสาธิตกระบวนการทำอาหารทุกเมนู จากนั้นจะมีการยกระดับการเผยแพร่เมนูอาหารถิ่นสู่ระดับสากลต่อไป

‘สส.ก้าวไกล’เตรียมตั้งกระทู้ถามสามเณรมีสิทธิเรียนในสังกัด สพฐ.หรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754776

'สส.ก้าวไกล'เตรียมตั้งกระทู้ถามสามเณรมีสิทธิเรียนในสังกัด สพฐ.หรือไม่

‘สส.ก้าวไกล’เตรียมตั้งกระทู้ถามสามเณรมีสิทธิเรียนในสังกัด สพฐ.หรือไม่

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 22.34 น.

สส.ก้าวไกลเตรียมตั้งกระทู้ถามสามเณรมีสิทธิเรียนในสังกัด สพฐ.หรือไม่ “ปารมี”เผยเดินหน้าแก้ปัญหาเด็กตัว G ขณะที่เด็ก 126 คนที่ถูกส่งกลับพม่ายังเผชิญวิบากกรรมต่อ-โรงเรียนฝั่งไทยไม่กล้ารับหวั่นถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกับ ผอ.รร.ไทยรัฐวิทยา 6

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2566 ปารมี ไวจงเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ภายหลังคณะทำงานนโยบายการแก้ไขปัญหาสถานะทางทะเบียนเด็กนักเรียนกลุ่ม G และการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสิทธิ พรรคก้าวไกล ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ระหว่างวันที่ 3-4 กันยายน ว่าในวันแรกได้เดินทางไปที่วัดสวนดอกเพื่อเก็บข้อมูลเรื่องสามเณรที่กำลังจะหลุดจากการศึกษา เพราะระดับ ป.1-6 ไม่สามารถเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ได้ โดยจะนำประเด็นนี้ไปตั้งเป็นกระทู้ถามเพราะไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วสามเณรสามารถเข้าเรียนใน รร.ของสพฐ.ได้หรือไม่ เพราะเท่าที่เข้าใจไม่มีระเบียบห้ามโดยตรง เพียงแต่มีคำสั่งบางฉบับบอกว่าไม่ใช่หน้าที่จึงต้องตั้งกระทู้ถามในราชกิจจานุเบกษา

ปารมี กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เพื่อไปดูเรื่องเด็กรหัส G ทำให้ได้ความคิดหลายอย่าง เพราะจริงๆแล้วระเบียบและกฎหมายต่างๆก็มีหมดแล้วเพียงแต่ขาดการประสานงาน ซึ่งตอนนี้ครูในหลายโรงเรียนยังรู้สึกกลัวๆกล้าๆที่จะรับเด็กไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎรเข้าเรียน ดังนั้นควรมีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานกลางในจังหวัดที่มีเด็กตัว G จำนวนมาก ซึ่งตอนนี้ สพฐ.ได้ทำโครงการนำร่องเด็กตัว G ใน 3 จังหวัดคือเชียงใหม่ เชียงรายและตาก โดยเลือกในบางอำเภอของแต่ละจังหวัด ซึ่งมีเด็กที่ขอตัว G ประมาณ 1.8 หมื่นคน โดยจะครบกำหนดโครงการใน 1 ปีเดือนกันยายนนี้ ซึ่งตนจะตามเรื่องว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการแล้วได้ผลการดำเนินงานเป็นอย่างไรบ้าง

“โครงการนำร่องนี้เขาจะขจัดอุปสรรคต่างๆและเร่งให้รหัส G เขาอยากรู้ว่าท่อมันไปตันตรงไหน หากผลการดำเนินงานดี จะได้เอามาเป็นต้นแบบดำเนินการต่อไป แต่ส่วนตัวดิฉันเองคิดว่าจำเป็นต้องมีศูนย์ประสานงาน อย่างน้อย 4 ภาคโดยเฉพาะในจังหวัดชายแดน ทั้งที่ระนอง ตราด รวมทั้ง กทม.มีเด็กนักเรียนข้ามชาติจำนวนมาก ที่สำคัญแต่ละศูนย์ควรมีทั้งกระทรวงศึกษาและมหาดไทย และต้องมีงบประมาณให้ด้วย”ปารมี กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่มีการผลักดันเด็กไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร 126 คนจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 กลับพม่า ทำให้ครูเกิดความไม่มั่นใจในการรับเด็กหรือไม่ ส.ส.พรรคก้าวไกลกล่าวว่า ตอนนี้ครูในแถบชายแดนกลัวว่าขาข้างหนึ่งจะก้าวเข้าไปอยู่ในคุก หากรับเด็กที่ไม่มีเอกสารเหล่านี้ เรากำลังรออยู่ว่าสภาผู้แทนฯจะตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญหรือไม่ ถ้าไม่ตั้งก็สามารถเอาไปดำเนินการในคณะกรรมาธิการสามัญได้ ไม่ว่าจะเป็นกมธ.ศึกษาหรือ กมธ.ปกครอง เพราะขอยืนยันว่าอย่างไรพวกเราก็ต้องดำเนินการต่อแน่นอน ขอให้รอนิดหนึ่ง พรรคก้าวไกลจะทำงานในเชิงรุก

“เรื่องเด็ก 126 คน เราสามารถติดต่อพ่อแม่เด็กได้หลายคน แต่ไม่แน่ใจว่าเด็กๆได้เรียนหนังสือหรือไม่ อย่างไร เรื่องนี้ควรมองเรื่องสิทธิการศึกษาเด็กด้วย”ปารมี กล่าว

ส่วนความคืบหน้ากรณีที่มีการผลักดันเด็ก 126 กลับพม่าทำให้เด็กๆต้องออกจากระบบการศึกษากลางคันจนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ล่าสุดมีรายงานว่า ขณะนี้ สพฐ.ได้เอาชื่อเด็กทั้ง 126 คนออกจากระบบโรงเรียนแล้ว ทำให้หลายฝ่ายกังวลใจว่า หากเด็กกลุ่มนี้เข้าเรียนในโรงเรียนอื่นจะมีปัญหาหรือไม่ จะส่งผลกระทบกับเด็กที่จะเข้าระบบหรือไม่ โดยเด็ก 126 คนเป็นเด็กที่มีรหัส G แล้วจำนวน 54 คน ขณะเดียวกันมีความพยายามที่จะให้เด็กกลุ่มนี้ได้เข้าเรียนในโรงเรียนฝั่งไทย แต่ได้รับการปฏิเสธจากโรงเรียนต่างๆตามชายแดน เพราะเกรงว่าหากรับเด็กเข้าไปอาจถูกดำเนินคดีเหมือนกับผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6

‘OKMD’จับมือ ม.เกษตรฯ-เพจ’ดวงใจวิจารณ์’จัดงานมอบรางวัล’ดวงใจวิจารณ์’ปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754708

'OKMD'จับมือ ม.เกษตรฯ-เพจ'ดวงใจวิจารณ์'จัดงานมอบรางวัล'ดวงใจวิจารณ์'ปี 2566

‘OKMD’จับมือ ม.เกษตรฯ-เพจ’ดวงใจวิจารณ์’จัดงานมอบรางวัล’ดวงใจวิจารณ์’ปี 2566

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 18.31 น.

OKMD  จับมือ ม.เกษตรฯ และเพจ “ดวงใจวิจารณ์” พร้อมเครือข่าย จัดงานมอบรางวัล “ดวงใจวิจารณ์” ปี 2566

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) ร่วมกับ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์  กองทุนศรีบูรพา และ เพจ “ดวงใจวิจารณ์” จัดพิธีปิดกิจกรรม“การพัฒนาประชาชนเพื่อสร้างวัฒนธรรมการวิจารณ์” ภายใต้โครงการพัฒนาทักษะเยาวชนและประชาชนด้านการคิดเชิงออกแบบสร้างสรรค์ และพิธีมอบรางวัล การประกวดบทวิจารณ์วรรณกรรมและสื่อร่วมสมัยดีเด่น “ดวงใจวิจารณ์” ปี 2566 โดยมี นางชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2557 ผศ.ดร.ธงรบ รื่นบรรเทิง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายโตมร ศุขปรีชา ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และนวัตกรรมการเรียนรู้ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้  รศ.ดร.สรณัฐ ไตลังคะ อดีตนายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ รศ.ดร.นัทธนัย ประสานนาม  รองคณบดีฝ่ายวิจัยและสร้างสรรค์ คณะมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  นายจรูญพร ปรปักษ์ประลัย นักวิจารณ์วรรณกรรมรางวัลหม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ พร้อมด้วยผู้ได้รับรางวัล สื่อมวลชน และผู้สนใจ เข้าร่วมงาน ณ ลานสานฝัน สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ภายในงานมีการเสวนาประเด็น “หลากคิด หลายรส บทวิจารณ์บานสะพรั่ง” จากคณะกรรมการตัดสินซึ่งประกอบด้วย นางชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2557 รศ.ดร.สรณัฐ ไตลังคะ อดีตนายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และนายจรูญพร ปรปักษ์ประลัย นักวิจารณ์วรรณกรรมรางวัลหม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ

ภายหลังการเสวนา ผศ.ดร.ธงรบ รื่นบรรเทิง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนายโตมร ศุขปรีชา ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และนวัตกรรมการเรียนรู้ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ ร่วมกันมอบรางวัลให้แก่ผู้ได้รับรางวัล ทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ บทวิจารณ์วรรณกรรม ระดับมัธยมศึกษา (ชนะเลิศ) นางสาวอัฐกาญจน์ จันทวิบูลย์ ชื่อผลงาน เพราะไร้อ้อมกอด จึงหนาวเหน็บใน “จนกว่าโลกจะโอบกอดเราเอาไว้” (รองชนะเลิศอันดับ 1) นางสาวนิชานาถ แถมเงิน ชื่อผลงาน ความหวังแห่งประชาธิปไตยในรุ่งสาง และ (รองชนะเลิศอันดับ 2) นายกณิศ เรืองขำ ชื่อผลงาน บทวิจารณ์ สัตว์ขนเหลือง : แด่…เหล่าสัตว์ผู้ยึดมั่นในอุปาทาน 4

บทวิจารณ์วรรณกรรม ระดับอุดมศึกษา (ชนะเลิศ) นายวริศ ดาราฉาย ชื่อผลงาน ด้วยพระนามของพระเจ้า เรากำลัง “กัดกิน” สิ่งใดในนามของพระองค์ ว่าด้วย “ศาสนา” และ “ผู้คน” ในรวมบทกวีนิพนธ์ “กัดกินฉันอีกสักคำสิ” ของสันติพล ยวงใย  (รองชนะเลิศอันดับ 1) นางสาวปทิตตา อินทร์แก้ว ชื่อผลงาน ฝังกลบประเทศไทยในสุสานสยาม และ (รองชนะเลิศอันดับ 2) นายอัศวุธ อุปติ ชื่อผลงาน บทบาท เมีย-แม่-เทพเจ้า ของ “ตุ๊กตายางเจ้าแม่” ในศาลตะเคียนใต้ร่มโพธิ์ 

บทวิจารณ์วรรณกรรม ระดับประชาชน (ชนะเลิศ) นางสาวอรวรรณ ฤทธิ์ศรีธร ชื่อผลงาน PULSE FICTION: ผัสสะ ความเป็นมนุษย์ และภาวะแปลกปลอมในสิ่งที่คุ้นชิน (รองชนะเลิศอันดับ 1) นายสุไฮมี สะมะแอ ชื่อผลงาน เดฟั่น กับ ประวัติศาสตร์และความทรงจำที่ถูกเล่าผ่านสัญญะ และ (รองชนะเลิศอันดับ 2) นายมิ่งมนัสชน จังหาร ชื่อผลงาน ขออภัยในความไม่สะดวก: วาทกรรมความล้มเหลว คำเตือนหรือคำขอโทษในความผิดพลาด 

บทวิจารย์สื่อร่วมสมัย (ไม่จำกัดอายุ) (ชนะเลิศ) นายพชร เพียงพล ชื่อผลงาน The White Tiger : เทพนิยาย “นาย” กับ “บ่าว” (รองชนะเลิศอันดับ 1) นางสาวอินจันทน์ สินธนพรตะวัน ชื่อผลงาน พ้นท้องทะเล ทุ่มเทฝันใฝ่ อยู่ในโลกงาม The Little Mermaid (2023) และ (รองชนะเลิศอันดับ 2) นายกิตติศักดิ์ คงคา ชื่อผลงาน แค่เพื่อนครับเพื่อน ข้อเสนอทางออกของทางแยกสังคมไทยในละครลูกกวาด

จากนั้น นางชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2557 ในฐานะประธานคณะกรรมการตัดสินได้มอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้เข้ารอบสุดท้าย ทั้ง 4 ประเภท ประเภทละ 10 ผลงาน รวม 40 ผลงาน

ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถรับชมบรรยากาศกิจกรรมย้อนหลังได้ที่เพจ “ดวงใจวิจารณ์” https://www.facebook.com/duangjaivijarn/videos/3621448514806940

‘องคมนตรี’รับมอบเงินสมทบโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จากกระทรวงมหาดไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754624

'องคมนตรี'รับมอบเงินสมทบโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จากกระทรวงมหาดไทย

‘องคมนตรี’รับมอบเงินสมทบโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จากกระทรวงมหาดไทย

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.40 น.

พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี รับมอบเงินสมทบโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จำนวน 85.6 ล้านบาท จากกระทรวงมหาดไทย โดยการบูรณาการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย และเมืองพัทยา

วันนี้ (5 ก.ย.66) เวลา 09.45 น.ที่ทำเนียบองคมนตรี เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี พร้อมด้วยนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี และพลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี ร่วมรับมอบเงินสมทบโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จำนวน 85,650,180.48 บาท จากนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายชยาวุธ จันทร อธิบดีกรมที่ดิน นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมในพิธี

“การมอบเงินสมทบโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทยในครั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย และเมืองพัทยา ได้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ดำเนินกิจกรรมระดมเงินปัจจัยเพื่อสมทบทุนโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จำนวน 85,650,180.48 บาท” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังได้กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในปี 2565 ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด นายอำเภอทั้ง 878 อำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนภาคีเครือข่ายในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ได้พร้อมใจกันจัดกิจกรรมทอดผ้าป่าสมทบโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ณ วัดที่แต่ละจังหวัดกำหนด โดยส่วนกลาง กระทรวงมหาดไทยดำเนินการจัดที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2565 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้รับเงินปัจจัยถวายสมทบโครงการทุนเล่าเรียนหลวงรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 106 ล้านบาท เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระผู้พระราชทานกำเนิดโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย

“โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 พร้อมพระราชทานทุนปฐมฤกษ์ส่วนพระองค์เป็นทุนแรกเริ่ม เพื่อสนับสนุนพระภิกษุและสามเณรให้ได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมวินัย พระปริยัติธรรมให้ลึกซึ้งแตกฉาน มีโอกาสศึกษาพระพุทธศาสนาขั้นสูงจากสถาบันพุทธศาสนาในประเทศ และนำไปเผยแผ่เพื่อเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจและความคิดในการดำเนินชีวิตของพุทธศาสนิกชน โดยผู้รับทุนจะต้องเป็นพระภิกษุ หรือสามเณรที่มีสัญชาติไทยมีศีลาจารวัตรที่งดงามตามพระธรรมวินัย มีความประพฤติเรียบร้อย มีวิริยะอุตสาหะในการศึกษาเล่าเรียนจนสำเร็จหลักสูตร และมีจิตอาสา โดยต้องผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์ของโครงการฯ และของสถานศึกษาที่ศึกษาอยู่ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1. ทุนศึกษาบาลีชั้นสูง (แบบต่อเนื่อง) เปรียญธรรม 6 – 9 ประโยค 2. ทุนระดับอุดมศึกษา (แบบต่อเนื่อง) ด้านพุทธศาสตร์ ระดับปริญญาตรี-ปริญญาเอก 3. ทุนหลักสูตรอบรมพระนักเทศน์ 4. ทุนหลักสูตรอบรมพระวิปัสสนาจารย์ และ 5. ทุนหลักสูตรอบรมพระธรรมจาริก” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในแต่ละปี โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จะจัดสรรเงินที่ได้รับสมทบจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเป็นทุนศึกษาบาลีชั้นสูง เปรียญธรรม 6 – 9 ประโยค และทุนระดับอุดมศึกษา ด้านพุทธศาสตร์ ระดับปริญญาตรี-ปริญญาเอก (แบบต่อเนื่อง) รวม 210 ทุน และทุนหลักสูตรอบรมพระนักเทศน์ ทุนหลักสูตรอบรมพระวิปัสสนาจารย์ และทุนหลักสูตรอบรมพระธรรมจาริก ประเภททุนละประมาณ 2,000,000 บาท ต่อปี รวม 6,000,000 บาท ต่อปี เพื่อส่งเสริมและทำนุบำรุงการพระศาสนาให้ดำรงคงอยู่เป็นหลักชัยแก่พุทธศาสนิกชนและประเทศไทย อันเป็นพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งพวกเราชาวไทยทุกคนสามารถร่วมสมทบในการดำเนินกิจกรรมอันเป็นกุศลนี้ได้ในทุกปี

“สำหรับพี่น้องประชาชนผู้มีจิตศรัทธาและมีความประสงค์ที่จะร่วมสมทบทุนบริจาคเงินในโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย สามารถร่วมสมทบผ่านธนาณัติ ตั๋วแลกเงินธนาคาร เช็คขีดคร่อม ตามที่อยู่ โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ทำเนียบองคมนตรี ถนนสราญรมย์ เขตพระนคร กทม. 10200 หรือ โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารออมทรัพย์ ชื่อบัญชี “โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย” ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน สาขาพระบรมมหาราชวัง หมายเลขบัญชี 061-2-06592-5 โดยสามารถส่งหลักฐานการโอนเงิน ทางโทรสารหมายเลข 0-2220-7403 หรือทาง Facebook Fanpage โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย E-mail: kstm.official@gmail.com และทางไลน์ไอดี kstm565 โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2220-7400 ต่อ 4121, 4217, 4345 และ 4358” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

– 006

ชวนร่วมทอดผ้าป่าสามัคคีหางบถมที่ดินหนีน้ำ-บูรณะวัดน้ำเต้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754563

ชวนร่วมทอดผ้าป่าสามัคคีหางบถมที่ดินหนีน้ำ-บูรณะวัดน้ำเต้า

ชวนร่วมทอดผ้าป่าสามัคคีหางบถมที่ดินหนีน้ำ-บูรณะวัดน้ำเต้า

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 11.23 น.

ชวนร่วมทอดผ้าป่าสามัคคีหางบถมที่ดินหนีน้ำ-บูรณะวัดน้ำเต้า

งานทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อหางบประมาณถมที่ดินหนีน้ำและบูรณะวัดน้ำเต้า ตำบลน้ำเต้า อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วัตถุประสงค์เพื่อหางบประมาณใช้ถมปรับพื้นที่ดินบริเวณวัดน้ำเต้า เนื่องจากประสบบัญหาอุทกภัย เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำท่วมสูง จะมีประชาชนในบริเวณใกล้เคียงเดือดร้อนจากน้ำท้วมเป็นจำนวนมาก วัดเองก็ต้องเป็นที่พึ่งให้กับญาติโยมประชาชนโดยรอบเช่นกัน จึงจำเป็นต้องถมดินปรับระดับพื้นที่บริเวณวัดจำนวนประมาณ ๓ ไร่ ที่น้ำท่วมให้สูงกว่าระดับน้ำ ถ้ามีงบประมาณเหลือก็จะสร้างศาลาเอนกประสงค์เพื่อรองรับช่วยเหลือญาติโยมประชาชน และถ้ามีเงินเหลือพอก็จะเอาไปบูรณะวัดในส่วนที่ถูกน้ำท่วมและเสื่อมโทรมอยู่นะขนาดนี้ต่อไป

พระสมุห์พิพัฒน์ธนากรณ์ โภชฌงค์ (เจ้าอาวาสวัดน้ำเต้า ประธานฝ่ายสงฆ์) , พลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. ประธานฝ่ายฆราวาส

เพจ วัดน้ำเต้า อำเภอบางบาล https://www.facebook.com/profile.php?id=100089699574162

ร่วมบุญตามจิตศรัทรา ธ.ไทยพาณิชย์ บัญชี วัดน้ำเต้า เลขบัญชี  770-281446-4

หมายเหตุ : นโยบายของโครงการ ผ้าป่าสามัคคีนี้ เราจะไม่มีการรับเงินสดใดๆโดยเด็ดขาดทั้งสิ้น การทำบุญใหญ่ครั้งนี้

เราจะเป็นการให้โอนเงินเข้าบัญชี “วัดน้ำเต้า” แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ถ้ามีใครเรียกเก็บเงินสดใส่ซองนั่นคือ “มิจฉาชีพ” นะครับพี่น้องชาวไทย

‘สอวช.’โชว์ความสำเร็จ‘แพลตฟอร์ม STEMPlus’ มีผู้ผ่านการอบรมทะลุ 50,000 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754541

‘สอวช.’โชว์ความสำเร็จ‘แพลตฟอร์ม STEMPlus’ มีผู้ผ่านการอบรมทะลุ 50,000 ราย

‘สอวช.’โชว์ความสำเร็จ‘แพลตฟอร์ม STEMPlus’ มีผู้ผ่านการอบรมทะลุ 50,000 ราย

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 09.52 น.

‘สอวช.’โชว์ความสำเร็จ‘แพลตฟอร์ม STEMPlus’ มีผู้ผ่านการอบรม‘หลักสูตรพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง’ทะลุ 50,000 ราย ตั้งเป้า 100,000 ราย ในปี 2567 พร้อมเดินหน้าสร้างคนรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2566 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และกรมสรรพากร จัดงาน “STEMPlus พัฒนาคน เสริมทัพอุตสาหกรรมไทย” ณ มิตรทาวน์ ฮอลล์ 1 ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพ

ทั้งนี้ ภายในงานได้จัดให้มีการเสวนาเรื่อง “การพัฒนากำลังคนเพื่อสร้างความสามารถการแข่งขันด้วยวิทยาการขั้นสูง” โดย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. และ สอวช. ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการจัดทำหลักสูตรการจัดการศึกษาที่แตกต่างไปจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (Higher Education Sandbox) หรือหลักสูตรแซนบ็อกซ์ เพื่อผลิตกำลังคนสมรรถนะสูง ดึงการลงทุนเข้ามาจากต่างประเทศ กว่า 1 ปีที่ผ่านมา ล่าสุดเรามีหลักสูตรที่ผ่านการอนุมัติแล้ว 11 หลักสูตร เพื่อให้สามารถผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงตอบโจทย์ความต้องการของประเทศได้อย่างเร่งด่วน

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ทุกประเทศต้องปรับตัว ประเทศไทยเองก็เช่นกัน มีการปรับตัวในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในภาคการศึกษา ซึ่งเป็นต้นทางของสร้างคนตอบโจทย์ตลาดแรงงานและความต้องการของประเทศรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อุตสาหกรรม EV อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เทคโนโลยีชีวภาพการแพทย์ เกษตรอัจฉริยะ อาหารมูลค่าสูง เทคโนโลยีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฯลฯ ดังนั้นจึงต้องมีแพลตฟอร์มใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้นักศึกษาหรือคนทำงานมีโอกาสและความเท่าเทียมกันในการพัฒนาศักยภาพทางอาชีพอย่างทั่วถึง ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเองก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี จากการส่งบุคลากรเข้ารับการฝึกอบรม

ดร.กิติพงค์  กล่าวว่า สอวช. ได้จัดทำแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง ส่งเสริมการปรับทักษะ ยกระดับทักษะ (Reskill Upskill) และจับคู่กำลังคนสู่การทำงานและประกอบอาชีพ คือ STEMPlus (www.stemplus.or.th) ที่มีบริการให้ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการและจ้างงานในตำแหน่งที่สอดคล้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้ทักษะสูงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ (สะเต็ม) ที่ได้จ้างพนักงานใหม่ สามารถนำค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินเดือนพนักงานไปขอยกเว้นภาษีเงินได้จากกรมสรรพากรได้ 150% นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ส่งลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรที่ได้รับการรับรองตามมาตรการ Thailand Plus Package ยังได้รับสิทธิประโยชน์ในการนำค่าใช้จ่ายในการอบรมไปหักภาษีได้ 250%

“แพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงดังกล่าวนั้น สอวช. ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประเภทบริการตอบโจทย์ตรงใจ ประจำปี 2566 จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) โดย สอวช.จะเข้ารับรางวัลในวันที่  7 กันยายน นับเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราอย่างยิ่ง” ผอ.สอวช. กล่าว

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ทิศทางการลงทุนในประเทศไทยในอีก 4 – 5 ปีข้างหน้า จะมีการลงทุนในอุตสาหกรรมแนวใหม่มากขึ้น และจะมีคลื่นการลงทุนลูกใหญ่เข้ามาในประเทศไทยเนื่องจากในภูมิภาคอาเซียนประเทศไทยมีความโดดเด่นที่สุด ส่งผลให้การลงทุนเติบโตอย่างรวดเร็ว ตัวเลขครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นถึง 70% มูลค่าเงินลงทุนมากกว่า 360,000 ล้านบาท นอกจากนี้ทิศทางการลงทุนด้านอิเล็กทรอนิกส์ มีโครงการที่ย้ายฐานเข้ามาในประเทศไทย 100 กว่าโครงการ มีเงินลงทุน 16,000 ล้านบาท มากกว่าในช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อนถึง 7 เท่า  

นางสาวเสาวคนธ์ มีแสง ผู้อำนวยการกองวิชาการแผนภาษี กรมสรรพากร กล่าวว่า การพัฒนาประเทศโจทย์ที่ใหญ่ที่สุดคือเรื่องคน กรมสรรพากร ได้ออกมาตรการทางภาษีเพื่อเป็นทางลัดไปสู่เป้าหมายพัฒนากำลังคนตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเร่งด่วน รวมถึงออกมาตรการ LTR Visa ดึงดูดกำลังคนสมรรถนะสูงจากต่างประเทศเข้ามาในไทย โดยอำนวยความสะดวกในการออกวีซ่าและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 17%

ด้าน ผศ.ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวเพิ่มเติมว่า บริการใน STEMPlus ตอบโจทย์ 3 กลุ่ม สำคัญ ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ผู้ประกอบการ สามารถนำค่าใช้จ่ายในการจ้างงานบุคลากร STEM ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ผ่านการรับรองไปขอลดหย่อนภาษีได้ 150% ซึ่งปัจจุบันมีการขอรับรองการจ้างงานแล้ว 4,446 ตำแหน่งงาน จาก 105 บริษัท อีกทั้งส่งบุคลากรเข้ารับฝึกอบรมในหลักสูตรที่ผ่านการรับรองจาก อว. สามารถขอลดหย่อนภาษีได้ 250% ซึ่ง STEMPlus ได้รวบรวมรายชื่อหลักสูตร จำนวน 691 หลักสูตร จาก 70 หน่วยฝึกอบรม ซึ่งมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมแล้ว 55,130 คน โดยมีเป้าหมายจะพัฒนาคนให้ได้ 100,000 คน ภายในปี 2567 กลุ่มที่ 2 นักศึกษาและบุคคลทั่วไป จะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มโอกาสการได้ทำงานที่ต้องการและพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็น โดยปัจจุบันมีนวัตกรรมการศึกษาในรูปแบบ Higher Education Sandbox เกิดขึ้นจำนวน 11 โครงการ ซึ่งจะสามารถผลิตกำลังคนที่สอดคล้องตามความต้องการได้อย่างน้อย 20,000 คนภายในปี 2575 และกลุ่มที่ 3 หน่วยฝึกอบรม ได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมที่ตอบโจทย์ตามความต้องการในหลากหลายสถานการณ์

“ปัจจุบัน กลไกการรับรองหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรด้าน STEM ล่าสุดได้มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 777 และ ฉบับที่ 778) พ.ศ. 2566 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการจ้างงานบุคลากรด้าน STEM และการพัฒนาบุคลากรในองค์กร ต่อไปอีก 3 ปี คือ พ.ศ. 2566 – 2568  คาดว่า แพลตฟอร์ม STEMPlus จะเป็นกลไกพัฒนากำลังคนรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมายในระยะต่อไป โดยเฉพาะการพัฒนาหลักสูตรระยะสั้น (non-degree) ให้ครอบคลุมในทักษะซึ่งเป็นที่ต้องการ และบริการที่ตอบสนองนักลงทุนในทุกมิติ ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยไปอีกขั้นด้วยวิทยาการขั้นสูง” รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกว่า 20 หน่วยงาน เพื่อสร้างการรับรู้ถึงสิทธิประโยชน์ และกลไกสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพกำลังคนในภาคอุตสาหกรรมไทยจากภาครัฐ และเพื่อส่งเสริมให้เกิดการยกระดับความสามารถของภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ ให้เกิดความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงระหว่างผู้ประกอบการและสถาบันอุดมศึกษาแบบยั่งยืน และยังให้บริการ STEMPlus คลินิก ให้คำปรึกษาด้านการพัฒนากำลังคน และแนะแนวทางเข้าถึงสิทธิประโยชน์ อาทิ มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการจ้างบุคลากรที่มีทักษะสูงและการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสูง (Thailand Plus Package) ชี้เป้าให้เห็นถึงหลักสูตรที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอนาคต ตลอดจนสิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการ นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่จะได้รับอีกด้วย ส่วนผู้ที่พลาดงานนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.stempluls.or.th

หอการค้าญี่ปุ่นมอบรางวัลนักศึกษา ชนะประกวดแผนการทำธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754429

หอการค้าญี่ปุ่นมอบรางวัลนักศึกษา  ชนะประกวดแผนการทำธุรกิจ

หอการค้าญี่ปุ่นมอบรางวัลนักศึกษา ชนะประกวดแผนการทำธุรกิจ

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) ร่วมกับสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) โดยนาย โคโซ โท รองประธานหอการค้าญี่ปุ่นฯ-กรุงเทพฯ และประธานส่วนการศึกษา คณะกรรมการฝ่ายความช่วยเหลือสังคม หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ
และนางสาวปรัชญวรรณ วนานันท์ นักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านระบบบริหารจัดการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้บริหาร ร่วมงานมอบรางวัลและมอบประกาศนียบัตรการแข่งขันการนำเสนอผลงานเกี่ยวกับนวัตกรรมในการทำธุรกิจ ในหัวข้อ “Green Technology for Better Life in Bangkok” ของนักศึกษาที่เข้ารับการอบรมในหลักสูตร “The Comprehensive Course in Japanese Business Innovation” ที่หอการค้าญี่ปุ่นฯ

โดยปีนี้ทีมที่ชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Salmon จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำเสนอผลงานชื่อ Oillit ซึ่งเป็นเครื่องล้างจานที่มีตัวกรองแยกน้ำมันกับน้ำเพื่อช่วยแก้ปัญหาไขมันที่อุดตันในท่อระบายน้ำและยังนำน้ำมันที่กรองไปใช้ประโยชน์ต่อได้,รองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ ทีม M.E. See You จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลงานที่มีชื่อว่า Masko ซึ่งเป็นแมสก์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีนวัตกรรมที่ช่วยในกรองและถ่ายเทอากาศ เพื่อให้ผู้ใส่รู้สึกสบายและไม่อึดอัดเวลาสวมใส่ รวมทั้งมีน้ำหนักเบา มีลวดลายที่สวยงาม ราคาถูกกว่าแมสก์แบบอื่นที่มีขายในตลาดเพราะสามารถเปลี่ยนที่กรองได้ และรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ ทีม Chillrent จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นำเสนอผลงานระบบการเช่ายืมพัดลมแบบพกพา ซึ่งสะดวกต่อผู้ที่ชอบออกกำลังกายและนักท่องเที่ยวในช่วงอากาศร้อนหรือมีแดดแรง มาพร้อมกับเครื่อง Chilldistributor ที่ติดตั้งระบบเช่ายืมและคืน ทั้งยังมีกระบวนการทำความสะอาดอัตโนมัติทุกครั้งที่มีการคืนหลังจากการเช่าอีกด้วย

หลักสูตรดังกล่าว เป็นหลักสูตรเกี่ยวกับนวัตกรรมการทำธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่น ลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมองค์กรในบริษัทญี่ปุ่นสำหรับคนรุ่นใหม่ เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาที่ได้เรียนรู้และนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการแข่งขันนำเสนอผลงานเพื่อสร้างนวัตกรรมขึ้นใหม่ที่สามารถใช้งานได้จริงรวมถึงการต่อยอดหรือขยายผลของผลงานดังกล่าวเพื่อก่อให้เกิดโอกาสในเชิงธุรกิจในอนาคต

SPU ร่วมงาน EdTeX2023 ครั้งที่ 5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754427

SPU ร่วมงาน EdTeX2023 ครั้งที่ 5

SPU ร่วมงาน EdTeX2023 ครั้งที่ 5

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิรัช เลิศไพฑูรย์พันธ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) เข้าร่วมพิธีเปิดงานและเยี่ยมชม
การออกบูธแสดงผลงานของ SPU ในงานแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการศึกษาที่รวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาภายใต้แนวคิด “Active Learning Thailand Education Technology Expo 2023 (EdTeX2023 ครั้งที่ 5)” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์กรุงเทพมหานคร เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา