เปิด ‘British Council – Sukhumvit Learning Space’ พัฒนาภาษาอังกฤษแบบรอบด้าน กับหลักสูตรที่ออกแบบเพื่ออนาคต

เปิด ‘British Council - Sukhumvit Learning Space’ พัฒนาภาษาอังกฤษแบบรอบด้าน กับหลักสูตรที่ออกแบบเพื่ออนาคต

เปิด ‘British Council – Sukhumvit Learning Space’ พัฒนาภาษาอังกฤษแบบรอบด้าน กับหลักสูตรที่ออกแบบเพื่ออนาคต

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะทักษะภาษาอังกฤษคือกุญแจสำคัญสู่โลกกว้าง บริติช เคานซิล ในฐานะองค์กรที่มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการศึกษาและมาตรฐานการทดสอบภาษาอังกฤษระดับสากล จึงเดินหน้าขยายพื้นที่การเรียนรู้ให้เข้าถึงครอบครัวรุ่นใหม่มากขึ้น ด้วยสาขาใหม่ “British Council – Sukhumvit Learning Space” ใจกลางย่านสุขุมวิท ซึ่งเป็นศูนย์รวมทั้งแหล่งที่อยู่อาศัยและโรงเรียนชั้นนำ พร้อมเปิดทำการในเดือนมกราคม 2569

British Council – Sukhumvit Learning Space แห่งใหม่นี้ถูกออกแบบให้มีบรรยากาศทันสมัย รองรับรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนในทุกช่วงวัย พร้อมหลักสูตรที่ครอบคลุมความต้องการด้านภาษาสำหรับนักเรียน เสริมความมั่นใจในการใช้งานภาษาอังกฤษในชีวิตจริง อีกทั้งยังช่วยขยายการให้บริการร่วมกับสาขาสยามสแควร์และปิ่นเกล้า ทำให้ผู้ปกครองสามารถเลือกสาขาที่สะดวกได้ง่ายกว่าเดิม

British Council – Sukhumvit Learning Space มีทีมครูผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมนำเสนอหลักสูตรภาษาอังกฤษที่ออกแบบเพื่อพัฒนาทักษะแบบรอบด้าน พร้อมเสริมความมั่นใจในการเรียนของเด็กๆ

Primary Plus หลักสูตรพัฒนาภาษาอังกฤษสำหรับเด็กประถมวัย (10–12 ปี)

หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับเด็กประถมที่เน้นการเรียนรู้แบบสนุกและมั่นใจ ผ่านห้องเรียนขนาดเล็กดูแลโดยครูผู้เชี่ยวชาญ ช่วยเสริมทักษะการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการคิดวิเคราะห์ พร้อมต่อยอดการเรียนรู้ผ่าน Learning Hub ที่ผู้ปกครองติดตามความก้าวหน้าได้ง่าย

Secondary Plus หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับวัยทีน (12–17 ปี)

หลักสูตรพัฒนาภาษาอังกฤษสำหรับวัยทีน ที่ช่วยให้เด็กๆ กล้าแสดงออก คิดสร้างสรรค์ และสื่อสารอย่างเป็นธรรมชาติ ผ่านกิจกรรมท้าทายและงานกลุ่มในสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง พร้อมเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียนผ่าน Learning Hub เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเรียนต่อและโลกยุคใหม่

English for Academic Purposes (EAP) หลักสูตรเตรียมความพร้อมสู่มหาวิทยาลัย ด้วยทักษะภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ

หลักสูตรเตรียมพร้อมสู่มหาวิทยาลัย ที่มุ่งพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเชิงวิชาการอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การอภิปราย พรีเซนต์งาน การจดเลคเชอร์ ไปจนถึงการอ่านและเขียนงานวิชาการ พร้อมทักษะการค้นคว้าวิจัย ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านจากมัธยมสู่มหาวิทยาลัยเป็นไปอย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ

Secondary IELTS หลักสูตรเตรียมสอบ IELTS สำหรับวัยมัธยม (15–17 ปี)

หลักสูตรเตรียมสอบ IELTS สำหรับวัยมัธยมที่เน้นการฝึกฟัง พูด อ่าน เขียนแบบเข้มข้น พร้อมเพิ่มคำศัพท์และเทคนิคทำข้อสอบ นักเรียนได้ฝึกโจทย์หลากหลายรูปแบบและคิดวิเคราะห์จากบทความและข้อสอบจริง ช่วยเพิ่มความมั่นใจก่อนสอบ ไม่ว่าจะเรียนแบบเทอมปกติหรืออินเทนซีฟช่วงปิดเทอม

British Council – Sukhumvit Learning Space พร้อมเปิดทำการในเดือนมกราคม 2569 โดยเปิดให้ลงทะเบียนแล้ววันนี้ พร้อมข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ลงทะเบียนเรียนตั้งแต่วันนี้ถึงเดือนมกราคม 2569 ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือดูรายละเอียดหลักสูตรได้ผ่านช่องทางทางการของบริติช เคานซิล เว็บไซต์ http://www.britishcouncil.or.th เฟซบุ๊ค British Council Thailand โทรศัพท์หมายเลข 02 460 6950 หรือบริติช เคานซิล สาขาสยามสแควร์ (อาคารวิทยกิตติ์) และสาขาปิ่นเกล้า (ชั้น 8 อาคารออฟฟิศ เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ตึก B)

​เปิดมิติใหม่การเรียนรู้ ‘ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน’ ปูรากฐานสุขภาพดีให้เยาวชนไทย

​เปิดมิติใหม่การเรียนรู้ ‘ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน’ ปูรากฐานสุขภาพดีให้เยาวชนไทย

​เปิดมิติใหม่การเรียนรู้ ‘ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน’ ปูรากฐานสุขภาพดีให้เยาวชนไทย

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายโยเกิร์ตดัชชี่ เดินหน้าส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้กับเยาวชนไทยโดยเฉพาะการดูแลระบบทางเดินอาหารและการขับถ่าย ภายใต้แนวคิด “คนไทยไส้ต้องดี” ผ่านกิจกรรม “ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน” โดยร่วมมือกับโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องการดูแลลำไส้ และสุขภาพทางเดินอาหารให้กับเยาวชนในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา รวมกว่า 15 โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อให้เด็กๆ ในแต่ละช่วงวัยได้เรียนรู้ และเข้าใจเรื่องลำไส้ รู้วิธีดูแลตนเองอย่างเหมาะสม และวางรากฐาน “การใส่ใจลำไส้” ตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่แข็งแรง และปราศจากโรค

น.ส.อรวรรณ อาริยพัฒนกุล ผู้จัดการผลิตภัณฑ์อาวุโสกลุ่มผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตดัชชี่ บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด กล่าวว่า กิจกรรม “ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน” นี้ ถือเป็นการสร้างนิสัยการดูแลตัวเองโดยเฉพาะสุขภาพลำไส้ เพื่อให้กลุ่มเด็กวัยประถมและมัธยม ได้ตระหนักถึงความสำคัญของระบบลำไส้ ดัชมิลล์เราตั้งใจที่เป็นแกนนำในการร่วมเปลี่ยนการเรียนรู้ในเรื่องของลำไส้ให้กลายเป็นเรื่องสนุก และสร้างกิจกรรมเชิงสนุกสนาน พร้อมกับให้ความรู้เพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจ และสามารถปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้

“นอกเหนือจากกิจกรรมภาคสนามและการออกอากาศรายการโทรทัศน์อย่างต่อเนื่องแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการสื่อสารการตลาดอย่างครบวงจรผ่านทั้งช่องทาง ออฟไลน์ ออนไลน์ และโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น Facebook, YouTube และ TikTok เพื่อสร้างการรับรู้ และเข้าถึงครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง ทั้งกลุ่มเยาวชนโดยตรง และกลุ่มพ่อแม่ ผู้ปกครอง  ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์และปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีให้กับบุตรหลาน” น.ส.อรวรรณ กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับกิจกรรม “ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน” นอกจากการมอบความรู้เรื่องการดูแลลำไส้ให้แข็งแรงและการสร้างนิสัยการกินที่ดีตั้งแต่วัยเยาว์แล้ว ยังจัดเต็มด้วยความสนุกจากกิจกรรม “ลำไส้ขอแดนซ์” ชวนเด็กๆ ขยับร่างกายประกอบเพลง “ลำไส้ขอร้อง” กับโยเกิร์ตดัชชี่ ในบรรยากาศสนุกสนาน โดยมี ปอ – อรรณพ ทองบริสุทธิ์ นักร้องและนักแสดงหนุ่มมาดทะเล้น มาร่วมสร้างสีสันและเป็นพิธีกรตลอดทั้งงาน เพื่อเรียกเสียงหัวเราะและแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ

โดยกิจกรรม “ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน” จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ – 20 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อร่วมกันวางรากฐานสุขภาพที่ดีให้กับเด็กไทย เพราะเมื่อลำไส้แข็งแรง ร่างกายก็แข็งแรง และสุขภาพที่ดีก็จะตามมาและสามารถติดตามรายการ “ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน” โดยจะออกอากาศให้รับชมความสนุกทุกๆวันศุกร์ ทางช่อง 7HD

​ม.สวนดุสิต คว้ารางวัล Global Innovation Excellence Award จากเวที KIDE 2025

​ม.สวนดุสิต คว้ารางวัล Global Innovation Excellence Award จากเวที KIDE 2025

​ม.สวนดุสิต คว้ารางวัล Global Innovation Excellence Award จากเวที KIDE 2025

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รศ.ดร.ชนะศึก นิชานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย ผศ.ดร.จิตต์วิมล คล้ายสุบรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา และทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำผลงานนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) โดยได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในนามประเทศไทย จำนวน 3 ผลงาน เข้าร่วมประกวดในงาน “2025  Kaohsiung International Invention & Design EXPO” ณ เมืองเกาสง ไต้หวัน การประกวดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 ธันวาคม พ.ศ.2568 ซึ่งเป็นเวทีนวัตกรรมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย โดย 3 ผลงานที่เป็นผลงานที่เกิดจากความร่วมมือของสถาบันวิจัยและพัฒนา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยด้วยการคว้ารางวัลนานาชาติรวมทั้งสิ้น 7 รางวัล ได้แก่ รางวัล Global Innovation Excellence Award ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดในงานประกวด , รางวัล Gold Medals จำนวน 3 รางวัล , รางวัล NRCT Special  Award จำนวน 3 รางวัล

โดยมีรายละเอียดของผลงาน ประกอบด้วย 1.ผลงาน “การประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์:เพื่อควบคุมการปล่อยคาร์บอนระบบขนส่งในอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน” โดย ผศ.ดร.ฐิตินาถ สุคนเขตร์ ดร.รังสันต์ จอมทะรักษ์ และคณะ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี , 2.ผลงาน “ผงดับเพลิงชนิดไฮโดรเจลชีวภาพ” และ 3.ผลงาน “นวัตกรรมผ้าทนไฟ สำหรับเหตุฉุกเฉินในอุตสาหกรรม” โดย รศ.ดร.ณัฐบดี วิริยาวัฒน์ และคณะ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ผลงานเหล่านี้สะท้อนถึงศักยภาพด้านการวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตในการสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและภาคอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบัน

กมธ.พัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา มอบรางวัล ‘พ่อดีเด่นแห่งชาติ’ ประจำปี 2568

กมธ.พัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา มอบรางวัล 'พ่อดีเด่นแห่งชาติ' ประจำปี 2568

กมธ.พัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา มอบรางวัล ‘พ่อดีเด่นแห่งชาติ’ ประจำปี 2568

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.55 น.

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา ร่วมกับสมาคมสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ และสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการเสวนา เรื่อง“พ่อดีเด่น…แรงบันดาลใจแห่งการพัฒนาสังคมไทย” และพิธีมอบรางวัล “พ่อดีเด่นแห่งชาติ” ประจำปี 2568 โดยมี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานกล่าวเปิดงานและมอบรางวัล และนางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวรายงาน

นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันพ่อแห่งชาติ ซึ่งพสกนิกรชาวไทยต่างพร้อมใจกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงเป็น “พ่อแห่งแผ่นดิน” ผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา และทรงเป็นแบบอย่างของบิดาผู้มีความรัก ความเสียสละ และอุทิศพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย

ด้านนางวราภัสร์  ไพพรรณรัตน์  ประธานคณะกรรมาธิการ  กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ว่า เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติบิดาผู้ประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม ทั้งด้านคุณธรรม จริยธรรม การเสียสละ การเลี้ยงดูอบรมบุตรให้เป็นคนดี โดยมุ่งสะท้อนบทบาทของพ่อ ทั้งมิติของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เพื่อยืนยันว่าบทบาทของพ่อที่ดีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในครอบครัวแต่ขยายสู่การเป็นพ่อของสังคม ผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามแนวทางพ่อแห่งแผ่นดินอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ภายในงานมีการจัดปาฐกถาพิเศษ เรื่อง“เดินตามรอยพ่อของแผ่นดิน : อุดมการณ์และคุณธรรมในความเป็นพ่อ” โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเวทีอภิปราย เรื่อง “พ่อดีเด่น…แรงบันดาลใจแห่งการพัฒนาสังคมไทย” โดย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานรัฐสภา และนายพชร ยุติธรรมดำรง อดีตอัยการสูงสุด จากนั้น ประธานวุฒิสภามอบรางวัลให้แก่ “พ่อดีเด่นแห่งชาติ” ประจำปี 2568 จำนวน 45 คน โดยแบ่งเป็น 5 ประเภท ดังนี้

ประเภทที่ 1 ภาคข้าราชการพลเรือน ได้แก่
1. นายมีชัย  ฤชุพันธุ์ อดีตประธานรัฐสภา
2. ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ  เศรษฐบุตร นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3. นายพชร  ยุติธรรมดำรง อดีตอัยการสูงสุด
4. ศาสตราจารย์พิเศษ สุรเกียรติ์  เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
5. ศาสตราจารย์อุดม รัฐอมฤต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
6. นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด
7. นายเฉลิมพล  เพ็ญสูตร ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
8. ศาสตราจารย์วุฒิคุณ พรเทพ  ศิริวนารังสรรค์  อดีตอธิบดีกรมอนามัย
9. นายมงคล  ตรีกิจจานนท์  ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ประเภทที่ 2 ภาคข้าราชการกลาโหม ได้แก่
1. พลอากาศเอก ชลิต  พุกผาสุก องคมนตรี
2. พลเรือเอก ปกครอง  มนธาตุผลิน  อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด
3. พลอากาศเอก เสกสรร  คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ
4. พลโท บุญสิน  พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2
5. พลเรือเอก ไพโรจน์  เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ
6. พลเอก ณรงค์ฤทธิ์  คัมภีร์ระ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก
7. พลเรือเอก ธาดาวุธ  ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ
8. พลอากาศเอก อนุรักษ์  รมณารักษ์ เสนาธิการทหารอากาศ
9. พลเรือโท เทพฤทธิ์  ลาภเหลือ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2

ประเภทที่ 3 ภาคธุรกิจและนักธุรกิจ ได้แก่
1. นายปลิว  ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)
2. นายอิสระ  ว่องกุศลกิจ ประธานกิตติมศักดิ์บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด
3. นายสุวัจน์  ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษากลุ่มบริษัทพราว
4. นายศักดิ์ชัย  ธนบุญชัย รองประธานกรรมการ บริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน)
5. นายสุพันธุ์  มงคลสุธี ประธานกรรมการ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด
6. นายอุกฤษฏ์  อัษฎาธร กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มไทยรุ่งเรือง
7. นายวรพงษ์  อติการบดี ผู้ก่อตั้ง / เจ้าของธุรกิจโรงแรมเครือ Salil
8. นายปริญญา  เธียรวร ประธานกรรมการ บริษัท วี.เอ็ม.พี.ซี. จำกัด
9. นายอารักษ์  สุธีวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)

ประเภทที่ 4 ภาคประชาสังคมและนักการเมือง ได้แก่
1. นายชวรัตน์  ชาญวีรกูล ผู้ก่อตั้งบริษัทซิโน – ไทยและเครือ
2. นายมหรรณพ  เดชวิทักษ์ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภาและนายกกิตติมศักดิ์สมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า
3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไตรรงค์  สุวรรณคีรี ประธานที่ปรึกษาพรรครวมไทยสร้างชาติ
4. นายพจน์  อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
5. นายสนั่น  อังอุบลกุล อดีตประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
6. ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์  อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี
7. นายสีหศักดิ์  พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
8. ศาสตราจารย์สมคิด  เลิศไพฑูรย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี  (นายอนุทิน ชาญวีรกูล)
9. รองศาสตราจารย์ชัชชาติ  สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ประเภทที่ 5 ภาคประชาชนทั่วไป ได้แก่
1. ว่าที่ร้อยตรี เกษม  มโนสันติ์ อดีตที่ปรึกษาการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
2. นายทองหล่อ  ปานบำรุง เจ้าของธุรกิจส่วนตัว
3. นายสันติ  งามอรุณโชติ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โอเชี่ยน คอมเมิรช จำกัด (มหาชน)
4. รองศาสตราจารย์ปณิธาน  วัฒนายากร อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
5. นายธีระศักดิ์  ถิระวานิช เจ้าของธุรกิจส่วนตัว
6. พันตำรวจโทกุลธน  ประจวบเหมาะ นายกสมาคมกีฬารักบี้ฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
7. นายเพ็ชร  ชินบุตร กรรมการสภามหาวิทยาลัยศรีปทุม
8. นายบากบั่น  บุญเลิศ รองประธานกรรมการบริหารเครือเนชั่น
9. นายดนัยธร  จารุพฤกษ์พันธ์ กรรมการผู้จัดการ บจก.ห้างทองหยงเตียน 

ผู้ว่าฯเชียงราย-ชื่นชม! ‘ครูทันธิ’ ศิลปินผู้รักษางานเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง

ผู้ว่าฯเชียงราย-ชื่นชม! ‘ครูทันธิ’ ศิลปินผู้รักษางานเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง

ผู้ว่าฯเชียงราย-ชื่นชม! ‘ครูทันธิ’ ศิลปินผู้รักษางานเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.48 น.

สืบสานหัตถศิลป์! ผู้ว่าฯเชียงราย ชื่นชม ‘ครูทันธิ จิตตัง’ ศิลปิน OTOP ผู้รักษางานเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง เตรียมหนุนต่อยอดสู่ตลาดสากล

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า เพื่อเข้าเยี่ยมชมแหล่งผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง

‘เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง’ ถือเป็นงานหัตถศิลป์พื้นเมืองที่ทรงคุณค่าและมีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงราย โดยในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะได้เข้าเยี่ยมชมกิจการของ ครูทันธิ จิตตัง ศิลปิน OTOP และผู้สืบสานงานหัตถศิลป์ดังกล่าว

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับกระบวนการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงอย่างละเอียด ทั้งเทคนิคการเผาเคลือบแบบดั้งเดิม รวมถึงแนวทางการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่ตลาดเชิงสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

โดยผู้ว่าฯเชียงราย ได้กล่าวชื่นชมผลงานของครูทันธิ ที่เป็นผู้อนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงให้เป็นสินค้า OTOP ที่รู้จักในระดับประเทศ

ในตอนท้าย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้ย้ำถึงนโยบายของจังหวัดในการสนับสนุนการพัฒนาสินค้าชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยจะมุ่งเน้นในหลายด้าน ได้แก่ การสนับสนุนด้านการตลาด , การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อเป็นการส่งเสริมและยกระดับสินค้า OTOP ของจังหวัดเชียงรายให้เติบโตอย่างยั่งยืน

///////-026

‘ลำปาง’จัดตักบาตรพระ 1,000 รูป ปีที่ 14 ถวายเป็นพระราชกุศล-ฉลอง 1,345 เมืองลำปาง ช่วยน้ำท่วมใต้

‘ลำปาง’จัดตักบาตรพระ 1,000 รูป ปีที่ 14 ถวายเป็นพระราชกุศล-ฉลอง 1,345 เมืองลำปาง ช่วยน้ำท่วมใต้

‘ลำปาง’จัดตักบาตรพระ 1,000 รูป ปีที่ 14 ถวายเป็นพระราชกุศล-ฉลอง 1,345 เมืองลำปาง ช่วยน้ำท่วมใต้

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.31 น.

‘สมาคมรวมใจไทยลำปาง’ร่วมกับภาครัฐ-เอกชน จัดตักบาตรพระ 1,000 รูป ปีที่ 14 ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพันปีหลวง ฉลองเมืองลำปาง 1,345 ปี ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ในฐานะฝ่ายประชาสัมพันธ์โครงการตักบาตรพระ 2 ล้านรูป 77 จังหวัดทุกวัดทั่วไทย กล่าวถึง โครงการตักบาตรพระ 1,000 รูป ณ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อ.เกาะคา จ.ลำปาง โดยภายพิธีได้รับความเมตตาจาก พระจินดารัตนาภรณ์ (เสริม กตกิจฺโจ ป.ธ. 4) เจ้าคณะจังหวัดลำปาง เจ้าอาวาสวัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม พระอารามหลวง เป็นประธานสงฆ์ มีนายรณรงค์ เทพรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และ นายพิเชษฐ์ ทินอยู่ ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง เป็นผู้กล่าวต้อนรับ

โครงการตักบาตรพระ 1,000 รูป ครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นปีที่ 14 เป็นหนึ่งในครงการตักบาตรพระ 2 ล้านรูป 77 จังหวัด ทุกวัดทั่วไทย จัดขึ้นโดยคณะสงฆ์จังหวัดลำปาง สมาคมรวมใจไทยลำปาง หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ศูนย์ปฏิบัติธรรมลำปาง วัดพระธรรมกาย และมูลนิธิธรรมกาย มีวัตถุประสงค์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และฉลองเมืองลำปาง 1,345 ปี และนำข้าวสารอาหารแห้งที่ได้จากการตักบาตรไปช่วยผู้ประสบอุทกภัยทางภาคใต้ต่อไป

‘อว.’ชง ทปอ. เลื่อนสอบ TGAT/TPAT พื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

‘อว.’ชง ทปอ. เลื่อนสอบ TGAT/TPAT พื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

‘อว.’ชง ทปอ. เลื่อนสอบ TGAT/TPAT พื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.20 น.

‘สุรศักดิ์’เผยเย็นนี้เคาะเลื่อนวันสอบ​ ​TGAT​- TPAT พื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-​กัมพู​ชา​ ระบุยึดความปลอดภัยเจ้าหน้าที่​-นักศึกษาเป็นหลัก

เมื่อเวลา 11.55 น. วันที่ 9 ธ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายสุรศักดิ์​ พันธุ์​เจริญวรกุล​ รมว.การอุดมศึกษา​ วิทยาศาสตร์​ วิจัยและนวัตกรรม​ (อว.) กล่าวถึงการเลื่อนเลื่อนการสอบ TGAT/TPAT2-5 วันที่ 13-15 ธ.ค.68 เฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดนไทย​ -​กัมพูชา​ ว่า​ จะมีการเลื่อนออกไปทุกศูนย์สอบที่อยู่ในพื้นที่​ 7 จังหวัดชายแดน เนื่องจากต้องยึดความปลอดภัยเป็นหลัก ทั้งของนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ ในเบื้องต้นคาดการณ์ว่าน่าจะมีการประกาศกำหนดวันและน่าจะได้ข้อสรุปในช่วงเย็นวันนี้ (9ธ.ค.) โดยกระทรวงอว.ได้ทำเรื่องไปถึงทางทปอ. ให้พิจารณาแล้ว

ส่วนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้​ ได้มีการประกาศไปเลื่อนการสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยจะเป็นในช่วงหลังเทศกาลปีใหม่

​ม.วลัยลักษณ์ ชูโมเดลมหา’ลัยสีเขียวต้นแบบ ‘มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน’ ภายในปี 2030

​ม.วลัยลักษณ์ ชูโมเดลมหา’ลัยสีเขียวต้นแบบ ‘มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน’ ภายในปี 2030

​ม.วลัยลักษณ์ ชูโมเดลมหา’ลัยสีเขียวต้นแบบ ‘มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน’ ภายในปี 2030

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) จัดพิธีประกาศเจตนารมณ์ “มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Carbon Neutrality) ตั้งเป้าบรรลุผลสำเร็จภายในปี พ.ศ.2573 (ค.ศ. 2030) เดินหน้าแผนปฏิบัติการจริงเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมเปิดป้าย “แหล่งกักเก็บคาร์บอน” (Carbon Sink) โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรมหาวิทยาลัย เข้าร่วม ที่ห้องประชุมบุษราคัม อาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาฯ อุทยานพฤกษศาสตร์

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. กล่าวว่า วันนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์แสดงความมุ่งมั่นอย่างเป็นทางการ ในการร่วมแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ระดับโลก โดยมหาวิทยาลัยได้ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายในการนำองค์กรก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2573 และยังเป็นการเดินหน้าตามแผนปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ Thailand’s National Net Zero Roadmap 2050 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของกระทรวง อว. ซึ่งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์พร้อมแล้วที่จะขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ และเป็นแบบอย่างของมหาวิทยาลัยสีเขียวชั้นนำของประเทศ

“ที่ผ่านมา มวล.ได้ดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงาน สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน การจัดการขยะอย่างเป็นระบบ การดูแลพื้นที่สีเขียวกว่า 1,500 ไร่ ตลอดจนการวิจัยและนวัตกรรมที่ช่วยสนับสนุนการจัดการก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดภาวะโลกร้อนมาอย่างต่อเนื่อง” ศ.ดร.สมบัติ กล่าว

อว.จัดงาน ‘ดนตรีในสวน’​ สืบสานเพลงพ่อ ดื่มด่ำบทเพลงพระราชนิพนธ์

อว.จัดงาน ‘ดนตรีในสวน’​ สืบสานเพลงพ่อ ดื่มด่ำบทเพลงพระราชนิพนธ์

อว.จัดงาน ‘ดนตรีในสวน’​ สืบสานเพลงพ่อ ดื่มด่ำบทเพลงพระราชนิพนธ์

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติและวันพ่อแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงาน “ดนตรีในสวน : H.M. Song อว. บรรเลงเพลงของพ่อ” เพื่อเทิดพระเกียรติพ่อแห่งแผ่นดิน ในหลวงรัชกาลที่ 9 อัครศิลปินผู้เปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีพร้อมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้และถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งยังจัดขึ้นเพื่อสานต่อเพลงที่พ่อสร้างสรรค์ เป็นปีที่ 5 โดยมี น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. เป็นประธาน และมีผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้บริหารกระทรวง อว. รวมถึงผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ เข้าร่วม

น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า กระทรวง อว.จัดงาน “ดนตรีในสวน : H.M. Song อว. บรรเลงเพลงของพ่อ” เพื่อเทิดพระเกียรติพ่อแห่งแผ่นดิน ในหลวงรัชกาลที่ 9 อัครศิลปินผู้เปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีพร้อมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้และถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวจัดทั่วประเทศ ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยร่วมดื่มด่ำบทเพลงอันทรงคุณค่า บทเพลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

“ในเวลา 18.00 น. ประชาชนที่มาร่วมงาน ณ อุทยาน 100 ปีฯ และในสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดกระทรวง อว. ทั่วประเทศที่จัดงานพร้อมกันในเวลาเดียวกันได้ร่วมกันร้องเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีจอมราชา และเพลงพระราชนิพนธ์ “แผ่นดินของเรา” อย่างกึกก้องเพื่อเทิดพระเกียรติ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อเหล่าปวงชนชาวไทย” ปลัดกระทรวง อว. กล่าวและว่า

งานนี้ยังทำให้เห็นชัดเจนว่าศักยภาพของนิสิต นักศึกษาไทยไม่ได้มีแค่ด้านวิชาการ แต่ยังโดดเด่นด้านดนตรีและศิลปวัฒนธรรมด้วย เยาวชนได้ใช้โอกาสสำคัญนี้เรียนรู้เรื่องพระราชวงศ์ ผ่านบทเพลงพระราชนิพนธ์และเรื่องราวพระราชกรณียกิจ ทำให้เกิดทั้งความภาคภูมิใจในสถาบันพระมหากษัตริย์ และแรงบันดาลใจในการนำความรู้ความสามารถของตนไปพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

กอด ‘ลมหนาว’ สัมผัสธรรมชาติ ที่..‘เกิ้งแคมป์’ แลนด์มาร์กใหม่มหาสารคาม

กอด ‘ลมหนาว’ สัมผัสธรรมชาติ ที่..‘เกิ้งแคมป์’ แลนด์มาร์กใหม่มหาสารคาม

กอด ‘ลมหนาว’ สัมผัสธรรมชาติ ที่..‘เกิ้งแคมป์’ แลนด์มาร์กใหม่มหาสารคาม

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ท่ามกลางสายลมหนาวพัดผ่านในช่วงต้นเดือนธันวาคม พื้นที่อันเงียบสงบของ “สถานีปฏิบัติการบ้านเกิ้ง” สังกัดสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ได้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นลานกิจกรรมกลางแจ้งที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา แสงไฟอบอุ่น และเสียงหัวเราะ ภายใต้งานเปิดตัว “เกิ้งแคมป์” และกิจกรรมค่าย “สามศาสตร์อาสาพัฒนาชุมชนแหล่งท่องเที่ยว” ประจำปี 2569

ความพิเศษของงานครั้งนี้ คือการบูรณาการความร่วมมือข้ามศาสตร์ ระหว่าง สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช และ 3 คณะใหญ่ของ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้แก่ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมือง และนฤมิตศิลป์ และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานเปิดงาน ร่วมกับผู้บริหารสถาบันฯ ผู้นำชุมชน และตัวแทนนิสิต เพื่อร่วมกันผลักดันให้พื้นที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งใหม่ของจังหวัดมหาสารคาม

งานนี้ได้พลิกโฉมสถานีวิจัยให้เป็นพื้นที่แห่งความสุขที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ โดยแบ่งออกเป็นโซนไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ Camping & Nature Zone เปิดลานกางเต็นท์รับลมหนาว พร้อมกิจกรรมพายเรือคายัคชมพระอาทิตย์ลับขอบน้ำ สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด , Market & Culture เดินชิลล์ที่ตลาด “สวนวลัย” แหล่งรวมผลิตภัณฑ์ชุมชน อาหารพื้นบ้าน และพืชผักเกษตรอินทรีย์, Entertainment เต็มอิ่มกับการแสดงจากพลังนิสิต อาทิ โชว์จากชมรมพลกลอง, ลีลาจากชมรมบาร์เทนเดอร์, การแสดงซูลูสุดเข้มข้น และดื่มด่ำดนตรี Jazz & Pop จากวง MSU BIG BAND และ MSU Chamber ใต้แสงดาว

“เกิ้งแคมป์” ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเพียงสถานที่พักผ่อน แต่คือโมเดลการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่นำ “งานวิชาการ” ลงสู่ “สังคม”สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มุ่งมั่นที่จะใช้องค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ผสานกับพลังสร้างสรรค์ของนิสิตและชุมชน ยกระดับให้สถานีปฏิบัติการบ้านเกิ้งกลายเป็นหมุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco-tourism) ที่จับต้องได้จริง เป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยว ครอบครัว และนิสิต สามารถเข้ามาเรียนรู้ธรรมชาติผ่านประสบการณ์ตรง (Active Learning)

วันนี้ สถานีปฏิบัติการบ้านเกิ้ง จึงไม่ใช่แค่พื้นที่ของนักวิจัย แต่เป็นพื้นที่ของทุกคน ที่เชื่อมโยง ธรรมชาติ ชุมชน และมหาวิทยาลัย เข้าด้วยกันอย่างงดงาม ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขของฤดูหนาวปีนี้