‘K-Engineering World Tour & Workshop 2023’ ปลดล็อค..เปิดโลกวิศวกรรมเพื่อเยาวชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752688

‘K-Engineering World Tour & Workshop 2023’ ปลดล็อค..เปิดโลกวิศวกรรมเพื่อเยาวชน

‘K-Engineering World Tour & Workshop 2023’ ปลดล็อค..เปิดโลกวิศวกรรมเพื่อเยาวชน

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วิษณุ เครืองาม เปิดงาน ผ่านไลฟ์สดถ่ายทอดมาในงาน

ผ่านพ้นไปแล้วกับงาน “K-Engineering World Tour and Workshop 2023 ปลดล็อค..เปิดโลกวิศวกรรม สำหรับนวัตกรรุ่นเยาว์”จัดโดย คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ระหว่างวันที่ 17-19ส.ค. 2566 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมใหญ่ สจล. และ 13 ภาควิชาของคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. โดดเด่นด้วยกว่า 50 เวิร์กช็อป จาก 30 หลักสูตร ให้ได้สนุกกับการลงมือปฏิบัติร่วมกับภาคเอกชน-อุตสาหกรรมมากที่สุดเป็นแห่งแรกของไทย พร้อมทั้งจัดแสดงผลงานนวัตกรรมเปลี่ยนโลก มุ่งสร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชน

งานนี้ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.วิษณุเครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน โดยกล่าวว่า นโยบายการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศและบริบทโลก มุ่งเน้นบทบาทอุดมศึกษาเป็นฐานการพัฒนากำลังคนและองค์ความรู้แบบก้าวกระโดดและยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาสู่องค์กรแห่งนวัตกรรม ซึ่ง สจล. นับเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทยที่ขับเคลื่อนองค์ความรู้และการวิจัยพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของโลกยุคปัจจุบันและอนาคต สร้างสรรค์นวัตกรรมไปต่อยอดสร้างประโยชน์ได้จริงต่อสังคมและเศรษฐกิจ โดยงานแสดงผลงานนวัตกรรมด้านวิศวกรรมและเวิร์กช็อป สจล. K-Engineering World Tour and Workshop 2023 ในครั้งนี้ เป็นการผนึกความร่วมมือที่น่าชื่นชมระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรมในการร่วมกันพัฒนาศักยภาพของนักเรียน นักศึกษา ซึ่งเป็นกำลังคนรุ่นใหม่ที่จะเติบโตเป็นพลังสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศในทุกด้าน

“ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในโลกศตวรรษที่ 21 ซึ่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม เครื่องจักร ระบบดิจิทัล หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ และดีพเทคได้รับการพัฒนานำมาใช้ในวิถีชีวิต การผลิต และหลากหลายธุรกิจอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นคนจำเก่ง ท่องเก่ง เรียนเก่ง จึงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับองค์กรอีกแล้ว แต่คนที่พร้อมจะเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงเพื่อเสริมทักษะใหม่ๆแก่ตนเองนั้นเป็นที่ต้องการ ทั้งมีความพร้อมที่จะก้าวเป็นวิศวกร นวัตกร นักเทคโนโลยี หรือผู้ปฏิบัติงานในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมได้อย่างมีคุณภาพต่อไป” รองนายกฯ วิษณุ กล่าว

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า สจล. มีนโยบายการศึกษาเรียนรู้แบบมุ่งผลลัพธ์ ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการคิดวิเคราะห์ แกร่งทั้งทฤษฎีและการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางด้านการศึกษาตามแนวทาง Global Learning และ Global Citizen ที่ให้ทุกคณะและวิทยาลัยใน สจล. ผลิตบัณฑิตที่มีสมรรถนะสูงตอบโจทย์ตรงความต้องการภาคอุตสาหกรรมของประเทศ และก้าวสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมระดับโลก (The WorldMaster of Innovation)

“การจัดงาน K-Engineering World Tour and Workshop 2023 จัดเป็นปีที่ 5 วัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ผู้เข้าชมงานซึ่งเป็นนักเรียน นักศึกษา ผู้ที่สนใจที่จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้เกิดแรงบันดาลใจที่จะสานฝัน ออกแบบอนาคต และเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจเตรียมความพร้อมเข้าศึกษาต่อที่ สจล. นอกจากนี้ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล.ได้แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถ รวมถึงศักยภาพของนักวิจัย สจล.ในการคิดค้นนวัตกรรมระดับประเทศและระดับโลก” อธิการบดี สจล. กล่าว

ในงานนี้ สจล.โชว์นวัตกรรมเด่นของวิศวะลาดกระบัง ใน 3 คลัสเตอร์ 1.นวัตกรรมขนส่ง-ระบบราง ได้แก่ รถไฟไทยทำ นวัตกรรมตู้โดยสารรถไฟหรูที่สุดในอาเซียน ขนาด 25 ที่นั่ง ใช้โมเดลบริการในเครื่องบินด้วยความหรูหรา2 ระดับ คือ Super Luxury Class และ Luxury Class โดยใช้วัสดุในประเทศกว่า 76% (กรณีไม่รวมแคร่รถไฟ) ภายในรถมีระบบฟอกอากาศ และระบบ 5G Smart Infotainment สจล.เตรียมทดสอบและส่งมอบแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยในเร็วๆ นี้,

Cold Chain การจัดการระบบโซ่ความเย็นและการกระจายอุณหภูมิในระบบโลจิสติกส์ เพื่อสร้างมาตรฐานรับรองการขนส่งผลิตผลการเกษตรที่เน่าเสียง่ายให้มีคุณภาพและความสดยาวนาน, ระบบการเรียนรู้การเดินรถไฟ การพัฒนาโปรแกรมการบริหารจัดการเวลาการเดินรถไฟ โปรแกรมสามารถจัดตารางการเดินรถไฟได้อย่างปลอดภัย ภายใต้ข้อกำหนดความปลอดภัยในการเดินรถ, หุ่นยนต์บริการบนรถไฟ นวัตกรรมเพื่อบริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร เช่น ต้อนรับ เสิร์ฟอาหาร

2.นวัตกรรมเฮลท์แคร์ ได้แก่ KMITL Highflow นวัตกรรมเครื่องจ่ายออกซิเจนที่มีอัตราการไหลสูง พร้อมระบบมอนิเตอร์ทางไกลผ่านแอปพลิเคชั่นสำหรับผู้มีภาวะปอดอักเสบหรือปัญหาการหายใจบกพร่อง ถูกกว่านำเข้า 3-4 เท่า,ตู้จำหน่ายยาอัจฉริยะ (Drug Dispensing Machine) นวัตกรรมลดความแออัดในรพ.และการรอคิว เมื่อผู้ใช้ได้รับ QR Code จากแพทย์หรือโรงพยาบาล สามารถนำไปสแกนที่หน้าตู้ และทำตามขั้นตอนต่างๆ เช่น จ่ายเงิน สแกนจ่ายเงินและกดยืนยัน

จากนั้น ตู้จำหน่ายยาจะติดต่อระบบแม่ข่ายเพื่อตรวจสอบยาที่สั่งจ่ายตามใบสั่งยานั้น และนำจ่ายยาให้ โดยบนซองยาจะมี QR Code ให้เราสแกนเพื่อดูวิธีใช้ยาได้ทุกเมื่อ, K Doctorแอปพลิเคชั่นระบบผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ โรคด้วยปัญญาประดิษฐ์ เป็นระบบจัดการสุขภาพระหว่างแพทย์และผู้ป่วย โดยสร้างช่องทางสำหรับคนไข้วินิจฉัยอาการของตนเอง ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการแพทย์ได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น

3.นวัตกรรม ไอโอที (Internet of Things-IoT) ได้แก่ Smart Police : SOS กล้องวงจรปิด ระบบติดตามตรวจจับการหลบหนีของคนร้ายด้วย AI จากระบบกล้องตรวจจับทะเบียนรถ, เสาไฟเอไออัจฉริยะ นวัตกรรมตรวจเช็คและเฝ้าระวังคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพของคนในพื้นที่ ตรวจจับความหนาแน่นและแยกประเภทยานพาหนะบนท้องถนนได้แบบเรียลไทม์ เพื่อเก็บเป็นฐานข้อมูล (Big Data) นำไปใช้เป็นแนวทางการบริหารพื้นที่ทางกายภาพและสมาร์ท ซิตี้,

เครื่องตรวจสอบคุณภาพไข่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Egg AI) ก่อนเข้ากระบวนการฟักและหลังเข้าระบบฟัก ลดความเสียหาย เพิ่มคุณภาพและผลกำไรแก่ผู้ประกอบการ, Smart Police SOS ระบบตำรวจอัจฉริยะ ระบบกล้องตรวจจับอาวุธ/บุคคลต้องสงสัยเเละระบบกล้องตรวจจับทะเบียนที่พัฒนาเพื่อตรวจจับบุคคลที่พกอาวุธ เเละบุคคลต้องสงสัย เเจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่าน Line Application หากมีการหลบหนี ระบบจะเชื่อมโยงกับระบบกล้องตรวจจับทะเบียนรถเพื่อติดตามผู้ร้าย เเละดักจับได้ทันเวลา

รศ.ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวว่า โลกเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง หลักสูตรการเรียนการสอนทางวิศวกรรมศาสตร์ สจล. จึงมีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจและตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรม ตลอดจนพลวัตทางสังคมและเศรษฐกิจที่รุดหน้าแบบก้าวกระโดด ทางคณะจึงมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างมีดุลยภาพทั้งในด้านความรู้วิชาการและทักษะในวิชาชีพ ด้วยการส่งเสริมMulti-skills ทั้ง Hard skills และ Soft skills แก่ผู้เรียน

ตามโครงการ K-Engineering WiL (Work-integrated Learning) การจัดการศึกษาเชิงบูรณาการอย่างแท้จริงทำให้นักศึกษามีความพร้อมต่อการเรียนรู้ควบคู่กับการฝึกทักษะปฏิบัติที่เหมาะสม ในด้านผลงานนวัตกรรมทางวิศวกรรม เกิดขึ้นจากพลังความร่วมมือของทีมคณาจารย์ นักวิจัย และ นักศึกษา ที่สามารถนำไปใช้สนองความต้องการและแก้ปัญหาได้จริง โดยเกิดประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติ

“เยาวชนและผู้มางานนอกจากได้ชมผลงานนวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่มาจัดแสดงในงานแล้ว ยังได้สัมผัสประสบการณ์เข้าชมห้องปฏิบัติการทันสมัยของ 13 ภาควิชาในคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. รวมถึงการได้ร่วมสนุกกับการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงกับกิจกรรมเวิร์กช็อปของหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรมชั้นนำกว่า 50 เวิร์กช็อปอีกด้วย” รศ.ดร.สมยศ กล่าว

งาน K Engineering World Tour Workshop ปลดล็อค เปิดโลกเพื่อเยาวชนไทย

งาน K Engineering World Tour Workshop ปลดล็อค เปิดโลกเพื่อเยาวชนไทย

เยาวชนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ลงมือทำ

เยาวชนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ลงมือทำ

เวิร์กช็อปโซลาร์เซลล์ให้เยาวชนได้ลองสัมผัสเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

เวิร์กช็อปโซลาร์เซลล์ให้เยาวชนได้ลองสัมผัสเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

เวิร์กช็อปด้าน เอไอ เทคสุดฮิตในยุคนี้

เวิร์กช็อปด้าน เอไอ เทคสุดฮิตในยุคนี้

โชว์นวัตกรรมและกิจกรรมเวิร์กช็อป

โชว์นวัตกรรมและกิจกรรมเวิร์กช็อป

งาน K Engineering World Tour Workshop ปลดล็อค เปิดโลกเพื่อเยาวชนไทย

งาน K Engineering World Tour Workshop ปลดล็อค เปิดโลกเพื่อเยาวชนไทย

กมธ.การศึกษาวุฒิสภาลงระยองติดตามกระบวนการช่วยเหลือเด็กฯกับการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752509

กมธ.การศึกษาวุฒิสภาลงระยองติดตามกระบวนการช่วยเหลือเด็กฯกับการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา

กมธ.การศึกษาวุฒิสภาลงระยองติดตามกระบวนการช่วยเหลือเด็กฯกับการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา

วันเสาร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 13.50 น.

คณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา ลงพื้นที่จังหวัดระยอง ติดตามกระบวนการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนกับการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา

เมื่อวันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม 2566 เวลา 10.00 น.ที่สถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กระยอง แผนกเด็กชาย อำเภอเมือง จังหวัดระยอง คณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา นำโดย พล.อ.ประสาท สุขเกษตร รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง และคณะอนุกรรมาธิการ ตสร.ด้านการศึกษา รวมถึงที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการฯ ลงพื้นที่หารือกับส่วนราชการต่างๆ โดยมี สิบโทไชยยันต์ เกิดเหมาะ ศึกษาธิการจังหวัดระยอง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด ผู้แทนคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ผู้แทนกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้แทนสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดระยอง และผู้แทนสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษา – มัธยมศึกษา รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และนายธงชัย มั่นคง ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกวัยจังหวัดระยอง (RILA) และภาคีเครือข่ายจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ (ระยอง) เข้าร่วมประชุม 

โอกาสนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้รับฟังความคืบหน้า พร้อมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นกระบวนการช่วยเหลือเด็กเยาวชนกับการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาของจังหวัดและค้นหาแนวทางการสนับสนุนการดำเนินงานของกลไกระดับจังหวัดในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผ่านการบูรณาการงานระดับจังหวัดและระดับนโยบาย ในมิติการแบ่งปันและบริหารจัดการข้อมูลร่วม การสนับสนุนให้เกิดการปฏิบัติการร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ต่อมาเมื่อเวลา 13.30 น. คณะกรรมาธิการได้เดินทางลงพื้นที่ศึกษาดูงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวต่อเนื่อง ณ สำนักงานเทศบาลตำบลแกลงกะเฉด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เพื่อศึกษากระบวนการช่วยเหลือ ดูแล ส่งต่อเด็กและเยาวชนในระดับพื้นที่ ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาตนเอง เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และยกระดับกลไกการทำงานในระดับจังหวัด

ปธ.กลุ่มมิตรภาพสว.ไทยให้การต้อนรับสว.ฝรั่งเศส ยกระดับเชื่อมกระชับความสัมพันธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752504

ปธ.กลุ่มมิตรภาพสว.ไทยให้การต้อนรับสว.ฝรั่งเศส ยกระดับเชื่อมกระชับความสัมพันธ์

ปธ.กลุ่มมิตรภาพสว.ไทยให้การต้อนรับสว.ฝรั่งเศส ยกระดับเชื่อมกระชับความสัมพันธ์

วันเสาร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 12.21 น.

ประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-ฝรั่งเศสให้การต้อนรับสมาชิกวุฒิสภาฝรั่งเศสและอุปทูตรักษาการเอกอัครราชทูต

วันที่ 25 สิงหาคม 2566 ที่ห้องรับรองพิเศษ 205 ชั้น 2อาคารรัฐสภา  นายสมชาย  แสวงการ (สว.) ประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-ฝรั่งเศส พร้อมด้วย นางสุนี  จึงวิโรจน์ (สว.) กรรมการและเลขานุการ และนายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล (สว.) อดีตประธานกลุ่มมิตรภาพและที่ปรึกษา ให้การรับรองนายฟาเบียง เฌอเนต์ (Hon. Mr. Fabien GENET) สมาชิกวุฒิสภาฝรั่งเศส และสมาชิกกลุ่มมิตรภาพวุฒิสภาฝรั่งเศส-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย  โดยมีนายเรมี ล็องแบร์ (Mr. Remi  LAMBERT) อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เข้าร่วมด้วย ในการพบปะหารือกัน ทั้งสองฝ่ายร่วมยินดีกับความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสที่มีระยะเวลายาวนานมากว่า 338ปี  

ในการประชุมทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำเรื่องความที่จะพัฒนาสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาไทยและรัฐสภาฝรั่งเศส   ยินดีสนับสนุนระหว่างกันฐานะมิตรประเทศในทุกๆมิติ ทั้งด้านการเมือง ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยี วัฒนธรรมและอื่นๆ

ภายหลังเสร็จการประชุมหารือประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-ฝรั่งเศสได้นำสมาชิกวุฒิสภาฝรั่งเศสและคณะเยี่ยมชมห้องประชุมใหญ่วุฒิสภา  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารรัฐสภา ที่ได้รับคำชื่นชมถึงความงดงามในการก่อสร้างและการออกแบบสถาปัตยกรรมของสัปปายสภาสถาน รัฐสภาไทยที่เป็นรัฐสภาแห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกขนาด 424,000 ตารางเมตรด้วย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 เจ้าคณะจังหวัด 1 เจ้าอาวาสพระอารามหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752470

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 เจ้าคณะจังหวัด 1 เจ้าอาวาสพระอารามหลวง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 เจ้าคณะจังหวัด 1 เจ้าอาวาสพระอารามหลวง

วันศุกร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 21.02 น.

วันที่ 25 สิงหาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์มหาเถรสมาคม ได้เผยแพร่มติมหาเถรสมาคม(มส.) ที่ 537/2566 เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดให้แต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัด และเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ระบุว่า ในการประชุมมส. ครั้งที่ 20/2566 เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2566 เลขาธิการมหาเถรสมาคมเสนอว่า ตามที่ สมเด็จพระสังฆราช ได้มีพระลิขิต ถึงราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 (พ.ศ.2563) ออกตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 เมื่อมีพระราชดำริเป็นประการใด ให้มส.ดำเนินการตามพระราชดำริ นั้น บัดนี้ ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีหนังสือลงวันที่ 13 ส.ค.2566 กราบทูล สมเด็จพระสังฆราช ประธานมส. แจ้งว่า ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดให้แต่งตั้งพระสังฆาธิการดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด จำนวน 4 รูป และเจ้าอาวาสพระอารามหลวง จำนวน 1 รูป รวม 5 รูป ดังนี้

 1. พระเทพมังคลาจารย์ (สมาน กิตฺติโสภโณ) อายุ 73 พรรษา 53 น.ธ. เอก พธ.ด. (กิตติมศักดิ์) เจ้าอาวาสวัดท่าตอน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และรองเจ้าคณะจ.เชียงใหม่ ซึ่งดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2552 และผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจ.เชียงใหม่ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจ.เชียงใหม่  

2. พระราชเสนาบดี (จรัล สิริธมฺโม) อายุ 70พรรษา 51 น.ธ. เอก พธ.ม. (กิตติมศักดิ์) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่ใน ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ รองเจ้าคณะจ.สมุทรปราการ ซึ่งดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2565 และผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจ.สมุทรปราการ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจ.สมุทรปราการ

3. พระบูรพาคณาจารย์ (น้อม วรนินฺโน) อายุ 70 พรรษา 50 น.ธ. เอก เจ้าอาวาสวัดบ้านโง้ง ต.โพธิ์งาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี และผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจ.ปราจีนบุรี (ธรรมยุต) ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจ.ปราจีนบุรี (ธรรมยุต)  

4. พระครูอรรคธรรมวงศ์ (อำนาจ อคฺควํโส) อายุ 61 พรรษา 30 น.ธ. เอก เจ้าอาวาสวัดป่าอรัญวาสี ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เจ้าคณะอำเภอจังหวัดสระแก้ว (ธรรมยุต) ซึ่งดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 ต.ค.2564 และผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจ.สระแก้ว (ธรรมยุต) ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจ.สระแก้ว (ธรรมยุต) 

5. พระศรีธีรวงศ์ (สมัย สจฺจวโร) อายุ 64 พรรษา 41 ป.ธ.9 พธ.ม. ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระประโทณเจดีย์ ต.พระประโทณ อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม เจ้าคณะอ.ดอนตูม และผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพระประโทณเจดีย์ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระประโทณเจดีย์ พระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดวรวิหาร 

รายละเอียด : http://www.mahathera.onab.go.th/index.php?url=mati&id=12635

‘อังค์ถัด’–’สกสว.’ร่วมผลักดันบทบาทพลังสตรี สู่นักวิทยาศาสตร์ ขับเคลื่อนงานวิจัยนวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752463

'อังค์ถัด'–'สกสว.'ร่วมผลักดันบทบาทพลังสตรี สู่นักวิทยาศาสตร์ ขับเคลื่อนงานวิจัยนวัตกรรม

‘อังค์ถัด’–’สกสว.’ร่วมผลักดันบทบาทพลังสตรี สู่นักวิทยาศาสตร์ ขับเคลื่อนงานวิจัยนวัตกรรม

วันศุกร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 20.16 น.

“อังค์ถัด” – “สกสว.” ร่วมผลักดันบทบาทพลังสตรีสู่นักวิทยาศาสตร์ สร้างความเปลี่ยนแปลง ขับเคลื่อนงานวิจัยนวัตกรรม

สำนักงานสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ (อังค์ถัด) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ผนึกกำลังจัดการฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพ  17 นักวิทยาศาสตร์สตรีจาก 9 ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก เพื่อเสริมสร้างบทบาทและภาวะผู้นำในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เมื่อวันที่ 7-12 สิงหาคมที่ผ่านมา

รองศาสตราจารย์ ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดเผยถึงความพยายามในการลดช่องว่างระหว่างเพศว่า ยังคงมีความห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ตามหลักเกณฑ์ทั้งด้านขอบเขตของกิจกรรม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ และการศึกษา ซึ่งปีนี้มีความคืบหน้าจากปีที่แล้วเพียง 0.3% จากรายงานสถานการณ์ด้านความไม่เท่าเทียมทางเพศทั่วโลกปี 2023 ของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ชี้ว่าอาจจะใช้เวลามากกว่า 169 ปีในการสร้างความเท่าเทียมทางเพศในการมีส่วนร่วมในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ

เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดพบว่า 35% ของประชากรผู้หญิงสำเร็จการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ และจำนวนยิ่งน้อยลงเมื่อพูดถึงด้านการศึกษาเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ โดยคิดเป็นเพียง 22% ของผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานด้านการพัฒนาและวิจัยปัญญาประดิษฐ์ 30% ของนักวิจัยทั่วโลก และมีเพียง 20% เท่านั้นที่เป็นหัวหน้านักวิจัยในสถาบันวิจัยต่างๆ ทั่วโลก และในบางประเทศ มีเพียง 5.3% ของผู้บริหารองค์กรระดับสูงเป็นเพศหญิง (Deloitte, 2019)

หลายงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าธุรกิจและสถาบันต่างๆ ที่มีสัดส่วนของผู้หญิงในระดับบริหารจัดการ และผู้บริหารระดับสูงจะมีผลสัมฤทธิ์ในการทำงานสูงกว่าถึง 25% ของผลเฉลี่ยด้านกำไร เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนที่มีผู้หญิงในสถานที่ทำงานน้อยกว่า (FinancesOnline Research 2022, Statista & US business surveys 2021) และในระดับผู้นำ ผู้หญิงจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้องค์กรตระหนักถึงความสำคัญของนวัตกรรม และกลยุทธ์ที่มีความครอบคลุมมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ในระดับการวิจัยและพัฒนา ผู้หญิงสามารถพัฒนาปรับปรุงขอบเขตและคุณภาพของงานนวัตกรรมผ่านมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ มิติที่กว้างขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากเพื่อดึงศักยภาพออกมา ซึ่งในปัจจุบันนี้เราค่อนข้างมาถึงจุดที่ช่องว่างทางเพศเริ่มเข้ามาใกล้กันในด้านสิ่งประดิษฐ์ที่จดสิทธิบัตรภายในปี 2061(WIPO 2023) ซึ่งหมายความว่าสัดส่วนของนักประดิษฐ์หญิงที่ขอจดสิทธิบัตรในสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ทั่วโลกจะเท่ากับนักประดิษฐ์ชายภายในอีก 38 ปีข้างหน้า ซึ่งความร่วมมือระหว่างสำนักงานสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จะช่วยส่งเสริมให้ผู้หญิงประสบกับผลสำเร็จในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ต้นแบบเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว

เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เป็นเป้าหมายหลักของประเทศไทยในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศหลังการยุติการระบาดของโรคโควิด-19 โดยมุ่งเน้นให้มีการลงทุนจากรากฐานความหลากหลายทางชีวภาพและความร่ำรวยทางด้านวัฒนธรรม รวมถึงการสนับสนุนความยั่งยืนและครอบคลุมถึงโอกาสในด้านต่างๆ อีกทั้งยังช่วยสร้างโอกาสในการแข่งขันทางด้านธุรกิจใน 4 อุตสาหกรรมหลัก อันได้แก่ เกษตรและอาหาร, ยาและสุขภาพ, พลังงานชีวภาพ วัสดุชีวภาพ ชีวเคมี, ด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นต้น

การฝึกภาคปฎิบัติอย่างเข้มข้น

ความร่วมมือระหว่างสำนักงานสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดให้การฝึกอบรมนักวิจัย และผู้ประกอบการสตรีจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ให้สามารถปรับตัวและประยุกต์แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวในประเทศของตนเองได้ โดยผู้เข้าร่วม 17 นักวิจัย ประกอบไปด้วยสมาชิกจาก อียิปต์อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ แทนซาเนีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย ซึ่งจะต้องเข้าร่วมการฝึกอบรมเป็นเวลา 6 วัน ในกรุงเทพ

ซึ่งหลักสูตรประกอบไปด้วย การบรรยาย การประชุมเชิงปฏิบัติการ การเยี่ยมชมนอกสถานที่ของโครงการที่เกี่ยวกับ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงการจัดทำโครงงานและการนำเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาผลงาน

นอกจากนี้ ผู้ร่วมสัมมนายังมีโอกาสเข้าเยี่ยมชม งานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ จัดโดย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สังกัด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้นักวิจัยเข้าใจถึงหลักการเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว และสามารถนำไปปรับใช้ในประเทศตนเองได้ อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระดับนานาชาติ และสร้างเครือข่าย เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว แบ่งปันแนวคิด ประสบการณ์ในระดับโลกอีกด้วย

ปลัดมหาดไทยมอบรางวัลการประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752404

ปลัดมหาดไทยมอบรางวัลการประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP

ปลัดมหาดไทยมอบรางวัลการประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP

วันศุกร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 17.30 น.

ปลัดมหาดไทยมอบรางวัลการประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP ต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่สากล พร้อมกล่าวชื่นชมเยาวชนคนรุ่นใหม่ผู้มีความมุ่งมั่นในการยกระดับพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาผ้าไทย เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี และรักษาสิ่งแวดล้อมของโลกใบเดียวนี้ให้เกิดความยั่งยืน

25 ส.ค.66 เวลา 13.30 น. ที่ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ชั้น 3 โซนหน้า Celebrity Fitness กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP ที่ได้รับการพัฒนาตามโครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล พร้อมมอบรางวัลแก่ผู้ที่ชนะการประกวดผลงาน และมอบประกาศนียบัตรให้กับเยาวชน Young OTOP ที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ ประธานชมรมแม่บ้านกรมการพัฒนาชุมชน นายชูชีพ พงษ์ไชย นายวิฑูรย์ นวลนุกูล นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ตรวจราชการกรม หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการตัดสินการประกวดผลงานฯ ได้แก่ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย และที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย เจ้าของแบรนด์ THEATRE นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ผู้ก่อตั้งแบรนด์ WASHARAWISH ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายนวัตกรรมทางปัญญาและวิจัย วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และเยาวชนกลุ่มทอผ้า พร้อมด้วยผู้ประกอบการ ผู้สมัครเข้าประกวด และนักท่องเที่ยว ร่วมในงาน

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบโล่และเงินรางวัลแก่ผู้ที่ชนะการประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP โดยรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นายเนติพงศ์ กระแสโสม กลุ่มอาชีพทอเสื่อกกเนต จังหวัดชัยภูมิ รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ นายธณกร สุขเมตตา ME-D นาทับ จังหวัดสงขลา รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ นางสาวเปมิกา เพียเยง จังหวัดลพบุรี รางวัลชมเชย จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ 1) นายวริศพล สีเทียม กลุ่มคุณโด่งผ้าทอน้ำอ่าง จังหวัดอุตรดิตถ์ 2) นางสาวดุจกมล จันทรเกษม Pawana Design จังหวัดเชียงใหม่ 3) นายกิตติศักดิ์ วิลันดร กลุ่มจักสานวัสดุธรรมชาติ จังหวัดหนองคาย และรางวัลพิเศษขวัญใจคณะกรรมการ จำนวน 4 รางวัล ได้แก่ 1) สามเณรสุธานน ทองคำ ห้องหัตถกรรม จังหวัดปัตตานี 2) นางสาวปริญญ์สิริ เขียวไกร กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ จังหวัดกาฬสินธุ์ 3) นายจิตรกร เล็กกุล อันดามันบาติกกระบี่ จังหวัดกระบี่ 4) นายธนัชชา ทองเหมาะ กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองไทหล่ม จังหวัดเพชรบูรณ์ และมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้แทนกลุ่มทอผ้าที่เข้าร่วมการประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP ที่ได้รับการพัฒนา ตามโครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล จำนวน 34 ราย

“นับเป็นพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานโล่รางวัล “ต้นกล้านารีรัตน” ให้กับผู้ที่ชนะการประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP ในครั้งนี้ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะได้ขอรับพระราชทานชื่อรางวัล “ต้นกล้านารีรัตน” อันเป็นมงคลนามนี้ มาเป็นชื่อโครงการเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดความยั่งยืน เป็นหลักชัยที่จะต่อยอดโครงการไปสู่รุ่นต่อรุ่น ให้เกิดพลังในการขับเคลื่อน เป็นสิริมงคลต่อชีวิตข้าราชการผู้สนองงาน เป็นเกียรติยศและความภาคภูมิใจ และเป็นโอกาสที่ดีในชีวิตของพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการ ที่เข้าร่วมโครงการต่อไป” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงต้น 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขอแสดงความชื่นชมยินดีในความสามารถของน้อง ๆ เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ได้มีโอกาสที่ดีของชีวิต และได้มาพบปะ รับฟังข้อเสนอแนะ คำแนะนำจากท่านผู้ทรงคุณวุฒิ คณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีความรู้ความสามารถ ที่มาให้โอกาสพัฒนาทักษะ มาให้คำแนะนำ ในการประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP อันเป็นการสนองพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงมุ่งมั่นในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการ “ต่อยอด” ภูมิปัญญาผ้าไทยที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรื้อฟื้นเมื่อ 50 ปีก่อน ซึ่ง “คนรุ่นใหม่” ถือเป็นกำลังสำคัญในการน้อมนำพระปณิธานสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมไทยและสังคมโลก ให้เห็นถึงความรู้ความสามารถของเยาวชนไทยในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ สะท้อนถึงความกตัญญูกตเวที ซึ่งล้วนแล้วแต่หนุนเสริมเติมคุณค่าให้กับชิ้นงานและให้กับตนเองยิ่งขึ้น ดังนั้น เยาวชนทุกคนที่มาประกวดในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นผู้มีความกตัญญูอย่างยิ่งต่อบรรพบุรุษไทยด้วยการปฏิบัติบูชา ธำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของคนไทยที่สืบต่อกันมาอย่างช้านาน

“กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล มาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจนสัมผัสได้อย่างเห็นได้ชัดในช่วงตลอด 3 ปีที่ผ่านมา นั่นคือ สายธารแห่งพระเมตตาของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงมุ่งมั่นแน่วแน่ในการช่วยทำให้พี่น้องศิลปาชีพ OTOP และ Young OTOP ได้มีโอกาสที่ดีในการพัฒนาต่อยอดทักษะผลิตภัณฑ์ OTOP ซึ่งเป้าหมายที่สำคัญ คือ การผลิตชิ้นงานให้ตอบสนองต่อผู้บริโภคนำไปสู่การเพิ่มความต้องการในการซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนของคนไทยได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดความยั่งยืนต้องได้รับการถ่ายทอดภูมิปัญญาองค์ความรู้ไปสู่ลูกหลาน เยาวชนคนรุ่นใหม่ เพื่อสืบทอดต่อไปอย่างยั่งยืน จึงเป็นที่มาของการที่พระองค์ได้พระราชทานพระกรุณาให้ผู้เชี่ยวชาญผ้าไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นสมัยใหม่ ทั้งด้านการตัดเย็บออกแบบและการพัฒนาศิลปหัตถกรรมได้ลงไปสู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย จนทำให้ผ้าไทยสามารถพัฒนาต่อยอดเกิดขึ้นเป็นผลสำเร็จอย่างเห็นได้ชัด และนอกจากนี้พระองค์ยังทรงแสดงถึงพระปณิธานอันแน่วแน่ในการทำให้ผลิตภัณฑ์ผ้าไทยไปสู่การพัฒนาอย่างความยั่งยืน ตามพระดำริ “Sustainable Fashion” ซึ่ง กระทรวงมหาดไทยโดยกรมการพัฒนาชุมชนได้น้อมนำพระปณิธานต่อยอดผลิตภัณฑ์ผ้าไทยไปสู่การดำเนินงานคาร์บอนฟุตพริ้นส์และการคิดคาร์บอนเครดิต เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและวงจรการผลิตผ้าไทยทั้งวงจรได้ตระหนักและคำนึงถึงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการพัฒนาตามหลัก 3R (Reduce Reuse Recycle) ในการผลิตให้มากขึ้นในอนาคต เพื่อสนองพระปณิธานของพระองค์ที่จะช่วยให้โลกสวยงามใบเดียวนี้ได้มีอายุยืนยาวอยู่คู่กับลูกหลานในอนาคต” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเน้นย้ำว่า แม้ว่าทุกคน ณ ที่นี้ จะไม่ได้รับรางวัล แต่ทุกคนได้รับโอกาสที่ดีของชีวิตในการมาสร้างสรรค์ผลงานหัตถกรรมหัตถศิลป์ไทย ยกระดับและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเอง และแม้ว่าทุกชิ้นงานที่เห็นในวันนี้จะสวยสดงดงามและดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกันทำอย่างต่อเนื่องด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเท คือ การช่วยกันยกระดับและพัฒนาสิ่งที่เป็นแบรนด์ (Branding) ทั้งการออกแบบดีไซน์ โลโก้ตราสัญลักษณ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ รวมไปถึงชื่อของแบรนด์ที่จะสามารถสื่อไปยังผู้บริโภคให้เป็นที่จดจำและเข้าใจถึงความหมาย และเป็นการรีแบรนด์ให้ผลงานมีความสากลมากยิ่งขึ้นดังที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นต้นแบบการพัฒนา อาทิ ดอนกอยโมเดล และนาหว้าโมเดล จึงขอให้ลูกหลานผู้เข้าร่วมการประกวดและสืบทอดภูมิปัญญาไทยทุกคน จงนำสิ่งที่พระองค์ท่านพระราชทานนี้ มาเป็นกำลังใจในการมุ่งมั่นพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่นอกจากจะมีพรสวรรค์ มีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์แล้ว ทุกคนต้องใช้ความอดทน ความเพียรพยายาม และความประณีตบรรจง ในการผลิตชิ้นงานเพื่อยกระดับให้ผลิตภัณฑ์มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น ร่วมกันยกระดับผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นงานไปสู่สากล เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมการท่องเที่ยว และขอให้พวกเราทุกคนที่กำลังจะเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ยังต่างประเทศ นำสิ่งที่ดีมาพัฒนาต่อยอดในชิ้นงานของตนเองให้เกิดประโยชน์ในทุกด้าน” นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า ในนามของผู้บริหารของกระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการ และผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยทุกท่าน ขอชื่นชมยินดีและเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ ทุกคนด้วยใจจริง และขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันขับเคลื่อนโครงการจนบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย คือ การเฟ้นหาผู้ที่มีความรู้ความสามารถในงานหัตถกรรมหัตถศิลป์ภูมิปัญญาผ้าไทย เพื่อจะพัฒนาต่อยอดไปสู่สากลได้ในอนาคต นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนไทยทุกคน ผ่านการสร้างผลงานที่จะกลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ และส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า การดำเนินโครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล ประกอบด้วย 3 กิจกรรม คือ 1) การพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล โดยจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ตราสัญลักษณ์ กลยุทธ์การตลาด ช่องทางการจัดจำหน่าย และการประชาสัมพันธ์ รวมถึงการสร้างนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 2) การพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากลโดยดำเนินการร่างต้นแบบผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของผู้ประกอบการ Young OTOP ที่เข้าร่วมโครงการฯ และ 3) การประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP กิจกรรมทดสอบตลาด การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์และการประชาสัมพันธ์ ซึ่งผู้ที่ชนะการประกวดจะได้รับรางวัล ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ รางวัลละ 30,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง รางวัลละ 20,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง รางวัลละ 10,000 บาท และรางวัลชมเชย จำนวน 3 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลทั้ง 6 ราย จะได้รับพระราชทานโล่รางวัล “ต้นกล้านารีรัตน” จากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา อีกทั้งยังได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานพร้อมทั้งวางจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ ณ ห้างสรรพสินค้า Super Brand Mall นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อไป

บอร์ดติดตามฯคุมเข้ม‘ระบบจริยธรรมการวิจัย’ จี้กระบวนการติดตามและให้มีบทลงโทษรุนแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752251

บอร์ดติดตามฯคุมเข้ม‘ระบบจริยธรรมการวิจัย’ จี้กระบวนการติดตามและให้มีบทลงโทษรุนแรง

บอร์ดติดตามฯคุมเข้ม‘ระบบจริยธรรมการวิจัย’ จี้กระบวนการติดตามและให้มีบทลงโทษรุนแรง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 21.28 น.

บอร์ดติดตามและประเมินผลกองทุน ววน. ชี้ระบบจริยธรรมการวิจัยในประเทศไทยต้องมีกระบวนการติดตามอย่างเข้มงวดและมีบทลงโทษที่เหมาะสมและเป็นมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของประชาคมวิจัยและประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ชี้ปัญหาใหญ่ด้านประสิทธิภาพและจริยธรรมของการวิจัยอาจทำให้ระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศไม่ก้าวหน้า

23 สิงหาคม 2566 นายกานต์ ตระกูลฮุน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม ครั้งที่ 4/2566 ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีวาระสำคัญคือ การระดมสมองและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง “ระบบจริยธรรมการวิจัยในประเทศไทย” โดย ดร.อัณณ์ณิชา โตกิจกล้าธวัฒน์ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานการวิจัยและสถาบันพัฒนาการดำเนินการต่อสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ว่าด้วยจริยธรรมการวิจัยทั่วไป พ.ศ. 2565 กำหนดแนวทางให้นักวิจัยยึดถือประพฤติปฏิบัติ และมีกระบวนการรักษาจริยธรรมการวิจัย เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณและชื่อเสียง และฐานะของความเป็นนักวิจัยที่มีคุณภาพ คุณธรรม และจริยธรรม ให้เป็นที่ยอมรับของประชาคมวิจัยและประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เนื้อหาในระเบียบดังกล่าวประกอบด้วย 4 หมวด คือ บททั่วไป จริยธรรมการวิจัยทั่วไปของนักวิจัย จริยธรรมในกระบวนการวิจัย และกระบวนการรักษาจริยธรรมการวิจัย ภายใต้ 4 หลักการสำคัญ คือ 1. สร้างวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่ดีในการทำงานวิจัย 2. ผลิตงานวิจัยที่มีคุณภาพ ไม่ขัดต่อกฎหมาย และสอดคล้องกับหลักจริยธรรมและธรรมาภิบาล 3. เปิดเผยหรือเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นสาธารณะ และแบ่งปันผลประโยชน์อย่างทั่วถึง 4. ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในการวิจัยและสร้างให้เป็นบรรทัดฐาน

ทั้งนี้ ที่ประชุมให้ข้อสังเกตว่าสิ่งสำคัญคือ ต้องมีกระบวนการกำกับติดตามการปฏิบัติของนักวิจัยอย่างเข้มข้น และมีบทลงโทษที่เป็นมาตรฐานและมีความรุนแรงพอเพื่อไม่ให้คนกล้ากระทำผิดจริยธรรม โดยเฉพาะปัญหาความถูกต้องของข้อมูลและการดัดแปลงข้อมูล ปัญหาใหญ่ของการวิจัยคือ ประสิทธิภาพและจริยธรรมของการวิจัย ทำให้ระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศไม่ก้าวหน้า โดยควรจะเปิดช่องให้มีการร้องเรียนเรื่องจริยธรรมได้โดยเฉพาะทางออนไลน์ ซึ่งจะต้องกลับไปพิจารณาทบทวน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบความก้าวหน้าและแนวทางในการดำเนินงานของ สกสว. ภายหลังการระดมสมองแนวทางการติดตามและประเมินผล และการใช้ผลการประเมินเพื่อตอบต่อเป้าหมายการพัฒนาระบบ ววน. โดยมีการทำงานร่วมกันของคณะกรรมการทั้ง 3 ชุด ซึ่งได้แต่งตั้งกรรมการร่วม และอนุกรรมการธรรมาภิบาลวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อการพัฒนาระบบ ววน. ให้สามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

ส่วนการขับเคลื่อนในประเด็นสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ กลไกการบริหารและบทบาทหน้าที่เชิงธรรมาภิบาลในระบบ ววน. ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมที่ สกสว. และสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ดำเนินการบ้างแล้ว และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องในประเด็นเพิ่มเติมที่ได้จากการประชุมคณะกรรมการร่วม 3 ชุด เพื่อขับเคลื่อนระบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลในการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ การบริหารจัดการต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายหลังการปฏิรูประบบ ววน. เพื่อปรับตัวและมุ่งสู่การสร้างระบบนิเวศ ววน. ที่มีประสิทธิภาพส่งผลต่อการพัฒนาประเทศนั้น สกสว.ดำเนินการขับเคลื่อนอยู่และวางแผนการทำ Good Research and Innovation Practice (GRIP) ร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนในการออกแบบกระบวนการทำงานที่มีมาตรฐานที่ดี

วธ.ประกาศผล ‘เบิร์ด-ธงไชย’ ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751992

วธ.ประกาศผล  ‘เบิร์ด-ธงไชย’  ศิลปินแห่งชาติ  ประจำปี 2565

วธ.ประกาศผล ‘เบิร์ด-ธงไชย’ ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2565

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.40 น.

วธ.ประกาศผล ‘เบิร์ด-ธงไชย’ ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2565

กระทรวงวัฒนธรรม ประกาศผลคัดเลือก“ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2565” ทั้งหมด 12 ราย โดยมี “เบิร์ด-ธงไชย” ได้รับเลือกในสาขาศิลปะการแสดง ดนตรีไทย สากล-ขับร้อง รวมถึง “สมเถาสุจริตกุล” ด้านดนตรีสากล-ประพันธ์เพลงร่วมสมัย

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)ในฐานะรองประธานกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.)แถลงผลการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ ปี 2565 จำนวน12คน ดังนี้ สาขาทัศนศิลป์ 4 คน ได้แก่ ศ.เกียรติคุณ พิษณุ ศุภนิมิต (ภาพพิมพ์) นายเจตกำจร พรหมโยธี(สถาปัตยกรรมผังเมือง) นายดิเรก สิทธิการ ( งานสลักดุนเครื่องเงินและโลหะ) นายฤกษ์ฤทธิ์ แก้ววิเชียร (สถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์)

ส่วนสาขาวรรณศิลป์ 2 คน ได้แก่ รศ.เกริก ยุ้นพันธ์ นายบุญเตือน ศรีวรพจน์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอักษรศาสตร์

สำหรับสาขาศิลปะการแสดง มี 6 คน ได้แก่ นางนพรัตน์ศุภาการ หวังในธรรม (ละครรำ) นายสมชาย ทับพร(ดนตรีไทย- ขับร้อง) นางราตรี ศรีวิไล(หมอลำประยุกต์) นายธงไชย แมคอินไตย์ (ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง) นายสมเถา สุจริตกุล (ดนตรีสากล-ประพันธ์เพลงร่วมสมัย) นายประดิษฐ ประสาททอง (ละครร่วมสมัย)

นายอิทธิพล กล่าวต่อว่า ตั้งแต่ปี 2527- 2565 มีศิลปินแห่งชาติได้รับการยกย่องทั้งหมด 354 ราย ผู้ที่ได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ จะได้รับสวัสดิการประกอบด้วย ค่าตอบแทนเดือนละ 25,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลโดยอนุโลม เว้นแต่มีสิทธิเบิกจากหน่วยงานอื่น ให้เบิกจากหน่วยงานนั้นก่อน ถ้าเบิกจากหน่วยงานนั้นได้ต่ำกว่าสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ให้มีสิทธิเบิกในส่วนที่ยังขาดอยู่ได้อีกภายในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีงบประมาณ เงินช่วยเหลือเมื่อประสบสาธารณภัยรายละไม่เกิน 50,000 บาทต่อครั้ง ค่าของเยี่ยมในยามเจ็บป่วยหรือในโอกาสสำคัญเท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 3,000 บาทต่อครั้ง และกรณีเสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยเหลือบำเพ็ญกุศลศพ รายละ 20,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 150,000 บาท เป็นต้น

ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสนำศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.2565 ทั้ง 12 คน เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานโล่และเข็มเชิดชูเกียรติ ในวัน เวลา ตามแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

วธ.จัด ‘1 จังหวัด 1 เมนูเชิดชูอาหารถิ่น’ ชูอาหารถิ่นเป็น soft power ของชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751878

วธ.จัด ‘1 จังหวัด 1 เมนูเชิดชูอาหารถิ่น’  ชูอาหารถิ่นเป็น soft power ของชาติ

วธ.จัด ‘1 จังหวัด 1 เมนูเชิดชูอาหารถิ่น’ ชูอาหารถิ่นเป็น soft power ของชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.สง่า ดามาพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิโครงการส่งเสริมและพัฒนายกระดับอาหารถิ่นสู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทยกล่าวว่า อาหารไทยเป็น soft power ที่ทั่วโลกยอมรับกันมาช้านาน แต่ส่วนใหญ่จะรู้จักกันไม่กี่อย่าง เช่น ผัดไทย ส้มตำ ข้าวผัด และอาหารแกง ทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรมกระทรวงวัฒนธรรมจึงจัดทำโครงการ “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” ขึ้นมาเพื่อโปรโมตอาหารท้องถิ่นซึ่งมีเอกลักษณ์หลากหลายและอร่อยไม่แพ้เมนูยอดนิยม ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริก ขนมจีน ผัดผักและเมนูอาหารทะเล ฯลฯ

ดร.สง่ากล่าวถึงประโยชน์ในการสนับสนุนโครงการ “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” ว่า อาหารไทยคือสิ่งที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาคนไทยในมิติสุขภาพและโภชนาการ สำรับหรือเมนูอาหารไทยส่วนมากจะมีคุณค่าทางโภชนาการครบ 5 หมู่ อุดมไปด้วยสมุนไพรหลากชนิดทั้งยังมีรสกลมกล่อมพองาม ไม่หวานมันเค็มแบบสุดขั้วอีกทั้งอาหารไทยส่วนมากออกแนวแพล้นเบส (plant based) คือ เน้นพืชผักเป็นองค์ประกอบหลัก จึงทำให้แคลอรี่ไม่สูง เกิดความสมดุลของสารอาหารที่ลงตัวเกือบทุกเมนู ไม่ทำลายความสมดุลของธรรมชาติ ถือเป็นอัตลักษณ์ไทยอย่างแท้จริงที่ควรเชิดชูเป็นsoft power ในการพัฒนาชาติต่อไป

“กรมส่งเสริมวัฒนธรรมกำลังขอความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเหล่ากาชาดจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดให้คัดสรรเมนูอาหารไทยพื้นถิ่นที่เป็นอัตลักษณ์โดดเด่นของแต่ละจังหวัด ให้ส่งเมนูอาหารพื้นถิ่นเข้ามาให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯได้พิจารณาเป็นเมนูอาหารไทยพื้นถิ่น จังหวัดละหนึ่งเมนู ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มมีการทยอยส่งกันเข้ามาแล้วเกือบครบทุกจังหวัด อีกไม่นานเราก็จะได้เห็นเมนูอาหารประจำท้องถิ่นอีก 76 เมนู ซึ่งเป็นภูมิปัญญาคนไทยที่จะได้เชิดชูในระดับนานาชาติในอนาคตอันใกล้นี้” ดร.สง่ากล่าวทิ้งท้าย

สพฐ. แข่งขันวิชาการโรงเรียน กพด. รอบระดับประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751883

สพฐ. แข่งขันวิชาการโรงเรียน กพด.  รอบระดับประเทศ

สพฐ. แข่งขันวิชาการโรงเรียน กพด. รอบระดับประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา จัดการประกวดแข่งขันผลงานทักษะวิชาการนักเรียน ประจำปี 2566 ในการประชุมวิชาการ การพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2566 รอบระดับประเทศ โดย ดร.ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานในพิธี และ ดร.อภิสิทธิ์ พึ่งพร ผู้อำนวยการโครงการส่วนพระองค์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงแรมเอวาน่า บางนา กรุงเทพมหานคร

การประกวดแข่งขันในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 4 กิจกรรมในหัวข้อ“เด็กดียุค 4.0 ประกอบด้วยการวาดภาพ ประเภทเดี่ยว แข่งขันตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (รวม 13 ระดับ) การเขียนเรียงความภาษาไทย ประเภทเดี่ยว แข่งขันตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (รวม 12 ระดับ) การเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ ประเภทเดี่ยว แข่งขันตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ถึง 6 (รวม 2 ระดับ) และกิจกรรมโครงงานคุณธรรม ประเภททีมทีมละ 3 คน แข่งขันตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึง 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ถึง 6 (รวม 3 ระดับ)

นักเรียนที่เข้าแข่งขันมาจาก 4 ภูมิภาค ประกอบด้วย ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ รวมทั้งสิ้น 124 คน จาก 26 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ประกอบด้วย นักเรียน ครู คณะกรรมการและเจ้าหน้าที่รวมกว่า 400 คน