คาโอเดินหน้าดูแลสุขอนามัยในเด็กในกทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752884

คาโอเดินหน้าดูแลสุขอนามัยในเด็กในกทม.

คาโอเดินหน้าดูแลสุขอนามัยในเด็กในกทม.

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธาน เปิดตัวโครงการ “เสริมสร้างความสะอาดมีอนามัย ห่างไกลโรคติดต่อในโรงเรียน” โครงการโดย บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย ผลิตภัณฑ์ไฮเตอร์ และมาจิคลีนร่วมกับ สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร โดยมุ่งรณรงค์ให้เกิดการสร้างสุขอนามัยที่ดี เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและการติดเชื้อโรคมือเท้าปากในกลุ่มเด็กเล็ก และโรคติดเชื้ออื่นๆ ที่เกิดจากการสัมผัสพื้นผิวที่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคต่างๆ เริ่มเปิดตัวโครงการฯที่โรงเรียนวิชูทิศ เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร เมื่อเร็วๆ นี้

หอการค้าไทย ร่วมกับ ม.หอการค้า เปิดติวเข้ามหา’ลัยทั่วไทย ทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752882

หอการค้าไทย ร่วมกับ ม.หอการค้า เปิดติวเข้ามหา’ลัยทั่วไทย ทั่วประเทศ

หอการค้าไทย ร่วมกับ ม.หอการค้า เปิดติวเข้ามหา’ลัยทั่วไทย ทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายสุรสีห์ ศรีอินทร์สุทธิ์ประธานหอการค้าจังหวัดนนทบุรีดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ นางสาวณารินทร์ เทศขยัน ประธาน YEC หอการค้าจังหวัดนนทบุรีตลอดจนทีมผู้บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) กลุ่มธุรกิจ TCP ธนาคารออมสิน สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รวมถึงภาคธุรกิจของจังหวัดนนทบุรี ร่วมเปิด“โครงการติวเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย UTCC TUTOR ติวทั่วไทย พิชิตมหา’ลัยในฝัน 16 จังหวัด ทั่วประเทศไทย ปี 2566” ณ เวสต์เกตฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกตอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี กิจกรรมจัดขึ้นเนื่องในวาระครบรอบ 90 ปี หอการค้าไทย และครบรอบ 60 ปี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) เมื่อเร็วๆ นี้

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดโครงการติวเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย UTCC TUTOR ติวทั่วไทย พิชิตมหา’ลัยในฝัน มาเป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปี เพื่อให้นักเรียนในส่วนภูมิภาคได้รับความรู้ทางวิชาการในรูปแบบออนทัวร์โรดโชว์ทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนนักเรียนชั้นมัธยมปลายให้มีโอกาสเข้าถึงการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างมีคุณภาพทั่วถึงทุกภูมิภาคโดยจัดติวฟรี ในวิชา A-LEVEL คณิตศาสตร์ 1 และ A-LEVEL ภาษาอังกฤษ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2566 เพื่อให้เยาวชนไทยได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในคณะต่างๆ ได้ตามเป้าหมายความใฝ่ฝันมุ่งหวังในชีวิตของนักเรียนทุกคน

นักเรียนระดับชั้นมัธยมปลายทุกคน ติวฟรีทุกจังหวัดเลือกสถานที่ที่จะติวได้ แถมยังได้รับใบเกียรติบัตร สนใจสมัครและติดตามข่าวสาร และสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ : Line Official Account : @utcctutor หรือคลิก https://lin.ee/jyoQ47c

‘อว.’ แสดงผลงานและมอบประกาศฯ ผู้สำเร็จหลักสูตร ‘COMMU MAX’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752879

‘อว.’ แสดงผลงานและมอบประกาศฯ ผู้สำเร็จหลักสูตร ‘COMMU MAX’

‘อว.’ แสดงผลงานและมอบประกาศฯ ผู้สำเร็จหลักสูตร ‘COMMU MAX’

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)  เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จหลักสูตรพัฒนานักนวัตกรรมการสื่อสารภาครัฐ “COMMU MAX” (คอมมู แม็กซ์) ร่วมด้วย ดร.ธันยพร สุนทรธรรม ผู้ช่วยอธิการบดี (ฝ่ายการนักศึกษา) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้อำนวยการ TUXSA MBA (Business Innovation) หัวหน้าโครงการผู้นำทีมวิจัยในการพัฒนาหลักสูตรพัฒนานักนวัตกรรมการสื่อสารภาครัฐ “COMMU MAX เมื่อวันก่อน ณ ห้องบอลรูม A-B โรงแรมมารวยการ์เด้น

นอกจากนี้ ในงานยังมีการแสดงผลงานที่ชนะการแข่งขัน 4 รางวัล ได้แก่ รางวัล The Winner Prize (รางวัลชนะเลิศ) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วว.) (NECTEC) และ ซินโครตรอน ที่สื่อสารเกี่ยวกับงานสัมมนา NECTEC ACE 2023 “Data for Thai, Data for All”, รางวัล The First-Runner Up (รองชนะเลิศอันดับ 1)  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สื่อสารเกี่ยวกับการรู้ “เฒ่า” ทันสื่อ ในโครงการเกษียณมีดี, รางวัล Second-Runner Up (รองชนะเลิศอันดับ 2) สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวง อว. (สร.อว), สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (สป.อว.), และ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสาตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)  สื่อสารเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศผ่านการปฏิรูประบบการอุดมศึกษาและการพัฒนาบุคลากรการวิจัยผ่านหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์และรางวัลรางวัล Popular Vote ผู้อบรมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), หน่วยงานบริหารเเละจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และ กองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TedFund) โดยได้ทำการสื่อสารเกี่ยวกับโครงการทุนวิจัยเพื่อยกระดับผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมไทย (IDEs)

หลักสูตรพัฒนานักนวัตกรรมการสื่อสารภาครัฐ “COMMU MAX” เป็นหลักสูตรภายใต้โครงการ นวัตกรรมการสื่อสารสำหรับนโยบายภาครัฐ : แซนด์บ็อกซ์นวัตกรรมเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการสื่อสารนโยบายของกระทรวง อว. บนสื่อสังคมออนไลน์ โดยการอบรมครั้งแรกนี้ มีบุคลากรทั้งในระดับผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในฝ่ายการประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กรเข้าร่วมกว่า 90 คนจากหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และมหาวิทยาลัยต่างๆ ในสังกัด กระทรวง อว. ทั้งหมด 31 หน่วยงาน อบรมเป็นระยะเวลา 2 เดือน

รับโอวาทก่อนไปเรียนต่อที่จีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752883

รับโอวาทก่อนไปเรียนต่อที่จีน

รับโอวาทก่อนไปเรียนต่อที่จีน

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.ไพบูลย์ สุขวิจิตร บาร์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม พร้อมด้วย อาจารย์หลี่ จุน หัวหน้าสาขาวิชาภาษาจีนสื่อสารธุรกิจ นำทีมนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีนการสื่อสารธุรกิจ หลักสูตร 2+2 ปริญญา 60 คน เข้าพบ ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดี เพื่อรับโอวาทและคำสอน ก่อนไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยซีอาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเวลา 2 ปีเต็ม ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม.(บางเขน)

มทร.ธัญบุรี ร่วมสถาบันวิทยาลัยชุมชน เดินหน้านโยบายธนาคารหน่วยกิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752881

มทร.ธัญบุรี ร่วมสถาบันวิทยาลัยชุมชน  เดินหน้านโยบายธนาคารหน่วยกิต

มทร.ธัญบุรี ร่วมสถาบันวิทยาลัยชุมชน เดินหน้านโยบายธนาคารหน่วยกิต

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) และนายเจริญชัย วงษ์จินดา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันวิทยาลัยชุมชน (ส.วชช.) ร่วมลงนามความร่วมมือ “การจัดการศึกษาและการสะสมหน่วยกิตในระบบธนาคารหน่วยกิต โดยมี ดร.สิริกร มณีรินทร์ นายกสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชน และ รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ ที่ปรึกษามทร.ธัญบุรี ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันก่อน ณ มทร. ธัญบุรี

ดร.สิริกร มณีรินทร์ นายกสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชน กล่าวว่า แนวคิดที่สถาบันวิทยาลัยชุมชนเริ่มดำเนินโครงการคลังหน่วยกิต เนื่องจากภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุควิถีชีวิตใหม่ จึงเล็งเห็นว่าระบบการศึกษาตลอดชีวิตมีประโยชน์ต่อผู้เรียนในยุคใหม่ เพราะพฤติกรรมของผู้เรียนสมัยนี้เปลี่ยนไป ความสนใจเรียนในระบบแบบยาวๆ มีแนวโน้มลดลง ดังนั้นการออกแบบระบบที่สามารถเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนตามอัธยาศัย ตามความจำเป็นของชีวิตในแต่ละช่วงชีวิตจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ประกอบกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ได้ออกแบบระบบคลังหน่วยกิตของชาติ(National Credit Bank System) ขึ้นพร้อมทั้งออกระเบียบในระดับกระทรวง มีมติให้สถาบันวิทยาลัยชุมชนดำเนินการเรื่องนี้ให้สอดคล้องกับระบบคลังหน่วยกิตของชาติ

“การลงนามร่วมมือกับมทร. ธัญบุรีเพื่อจัดการศึกษาและพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้เต็มศักยภาพ มีความรู้ มีทักษะด้านวิชาการ ทักษะด้านวิชาชีพ สมรรถนะ และมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรการจัดการศึกษา และการสะสมหน่วยกิตในระบบธนาคารหน่วยกิตหรือคลังหน่วยกิตพร้อมทั้งร่วมมือกันส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างความเข้มแข็งของท้องถิ่นและชุมชน สร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาคุณภาพและนวัตกรรมการศึกษา ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระบบคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจในระดับชุมชน ในส่วนของ ส.วชช.เองได้ดำเนินการเบื้องต้นด้วยการออกระเบียบเพื่อรองรับเรื่องนี้เอาไว้แล้ว โดยเปิดโอกาสให้มีการเทียบโอนหน่วยกิตระหว่างกันได้ ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และการเทียบประสบการณ์ได้ด้วย ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ชุมชน ปราชญ์ชาวบ้านและบุคคลทั่วไปที่มีความชำนาญเป็นเลิศด้านต่างๆ มาเทียบสมรรถนะได้ โดยจะมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาพิจารณาดำเนินการให้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นการยกระดับคุณภาพฝีมืองานของประชาชน” ดร.สิริกรกล่าว

ด้าน รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า ในส่วนของ มทร.ธัญบุรี จะดำเนินการออกแบบและพัฒนาหลักสูตร หลักสูตรระยะสั้น หลักสูตร non-degree การจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล ทั้งจะร่วมกับสถาบันวิทยาลัยชุมชน จัดการประชุม สัมมนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการจัดการศึกษาตลอดชีวิตในระบบธนาคารหน่วยกิต (คลังหน่วยกิต) มีการจัดวิทยากร แหล่งเรียนรู้ และแหล่งศึกษาหาความรู้เสริม ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ และการที่ความร่วมมือกับสถาบันวิทยาลัยชุมชนในครั้งนี้เนื่องจากเห็นว่าวิทยาลัยชุมชนเป็นองค์กรที่ช่วยพัฒนาประเทศอย่างก้าวหน้า เป็นสถาบันที่อยู่ในพื้นที่ มีความร่วมมือกับชุมชน และจะเป็นการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนขึ้นมาอีกทางหนึ่งเช่นกัน

สกสว.แจงหลักเกณฑ์ประเมินผลลัพธ์ผลกระทบ แผนงานวิจัยไม่เกิน100ล้าน มุ่งเปลี่ยนประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752860

สกสว.แจงหลักเกณฑ์ประเมินผลลัพธ์ผลกระทบ แผนงานวิจัยไม่เกิน100ล้าน มุ่งเปลี่ยนประเทศ

สกสว.แจงหลักเกณฑ์ประเมินผลลัพธ์ผลกระทบ แผนงานวิจัยไม่เกิน100ล้าน มุ่งเปลี่ยนประเทศ

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 15.49 น.

สกสว.จัดประชุมชี้แจงกรอบและหลักเกณฑ์การประเมินผลลัพธ์และผลกระทบสำหรับแผนงานที่มีงบประมาณน้อยกว่า 100 ล้านบาท มุ่งใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง สร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมและประเทศ โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบ 2567

28 สิงหาคม 2566 รศ. ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ เลขานุการคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงกรอบและหลักเกณฑ์การประเมินผลลัพธ์และผลกระทบสำหรับแผนงานที่มีงบประมาณน้อยกว่า 100 ล้านบาท ที่ได้รับการจัดสรรผ่านกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ โฮเทล พญาไท กรุงเทพฯ เพื่อให้หน่วยงานสามารถวางแผนการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567 เป็นต้นไป

หลังจากกองทุน ววน. ได้อนุมัติงบประมาณวิจัยและนวัตกรรมตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 แก่หน่วยบริหารและจัดการทุน รวมถึงและหน่วยรับงบประมาณงานวิจัยเชิงมูลฐาน ซึ่งได้ดำเนินงานเสร็จสิ้นแล้วจำนวนหนึ่ง คณะกรรมการติดตามและประเมินผลฯ จึงมีมติเห็นชอบต่อกรอบและหลักเกณฑ์การประเมินผลลัพธ์และผลกระทบ โดยอาศัยผู้ประเมินจากภายนอกทั้งนักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำส่งผลการประเมินให้กับ สกสว. เพื่อดำเนินการต่อไป และใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดสรรงบประมาณวิจัย

“การประเมินผลงานวิจัยและนวัตกรรมจะประเมินผลลัพธ์และผลกระทบใน 2 มิติ คือ ผลกระทบเชิงวิชาการ และผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม สร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน ขณะที่ผลการดำเนินงานของหน่วยบริหารและจัดการทุน รวมถึงหน่วยรับงบประมาณ จะประเมินจากความสามารถในการดำเนินการตามแผน ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์และผลลัพธ์ผลกระทบที่เกิดขึ้น และกระบวนการทำงานในการบริหารจัดการแผนงานหรือโครงการวิจัย” รศ. ดร.พงศ์พันธ์กล่าว

ทั้งนี้ สกสว.คาดหวังว่าระบบ ววน.ของประเทศจะถูกขับเคลื่อนและพัฒนาให้ดีขึ้นด้วยการทำงานแบบเครือข่าย และเผยแพร่ผลการประเมินสู่สาธารณะ หน่วยงานสามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่องและบริหารจัดการทุนสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศ นำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์และเกิดผลกระทบในวงกว้าง ทั้งการสร้างองค์ความรู้ใหม่ การต่อยอดงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ การผลักดันนโยบายและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การส่งเสริมให้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยต่อยอดหรือความเป็นหุ้นส่วน และการพัฒนาบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานด้าน ววน. โดยหัวหน้าโครงการวิจัยจะต้องรายงานผลลัพธ์ทุกปีต่อเนื่อง 5 ปีงบประมาณ

เมื่อ สกสว.ได้ประกาศหลักเกณฑ์การประเมินแผนงานแล้ว หากหน่วยงานใดไม่มีความพร้อมที่จะดำเนินการอันเนื่องจากเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุอันควรได้รับการยกเว้นการประเมินในปีงบประมาณใด ๆ ให้ทำเรื่องขอเลื่อนหรือขอยกเว้นโดยผ่านการอนุมัติผู้อำนวยการ สกสว.เป็นกรณีไป ทั้งนี้ผลการพิจารณาของผู้อำนวยการ สกสว. ถือเป็นที่สิ้นสุด โดย สกสว.จะสนับสนุนการจัดทำฐานข้อมูลผู้ประเมินผลกระทบเผยแพร่ภายในเดือนกันยายน 2566 จัดอบรมเทคนิคการประเมินและการจัดทำรายงานการประเมินแบบเบื้องต้นให้กับเจ้าหน้าที่ของหน่วยบริหารและจัดการทุน และหน่วยรับงบประมาณ พร้อมกับให้งบประมาณสนับสนุนการประเมินแผนงานแก่หน่วยรับงบประมาณร้อยละ 5 แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท ภายใต้กรอบงบประมาณเสริมสร้างความเข้มแข็งในการบริหารงานวิจัยและนวัตกรรมของหน่วยงาน

ด้าน ดร.ปิยะทัศน์ พาฬอนุรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักติดตามและประเมินผล สกสว. กล่าวถึงหลักการเบื้องต้นในการประเมินสำหรับนักประเมิน ว่าจะต้องจัดทำเส้นทางสู่ผลกระทบ โดยผลลัพธ์จะเกิดขึ้นเมื่อมีผู้ใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยที่ชัดเจนและการยอมรับนำไปใช้ ทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อมที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจในเชิงบวกและเชิงลบ ซึ่งผลงานที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านสังคม ชุมชนและพื้นที่ หรือด้านนโยบาย ควรมีความร่วมมือกับ ‘ภาคีเครือข่าย’ ผู้ขับเคลื่อนที่มีบทบาทหน้าที่โดยตรง

นอกจากนี้ยังพิจารณาผลประโยชน์ส่วนเพิ่มที่เกิดจากการใช้ผลงานวิจัยเปรียบเทียบกับต้นทุนที่ใช้ในการดำเนินงานวิจัย พร้อมกันนี้ต้องมีดัชนีชี้วัด ได้แก่ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเชิงสังคม หรืออัตราส่วนระหว่างผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ผลงานวิจัยต่อต้นทุนวิจัยในระดับแผนงาน หรือชุดโครงการหรือโครงการแล้วแต่กรณี รวมถึงเอกสารแนะนำเพื่อศึกษาเพิ่มเติม โดยสามารถดาวน์โหลดคู่มือได้ที่ https://www.tsri.or.th/download/download/57/monitoring-evaluation/

เรียกขวัญ’พลายศักดิ์สุรินทร์’อาการดีขึ้น เตรียมเปิดให้เยี่ยมชม29ส.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752823

เรียกขวัญ'พลายศักดิ์สุรินทร์'อาการดีขึ้น เตรียมเปิดให้เยี่ยมชม29ส.ค.นี้

เรียกขวัญ’พลายศักดิ์สุรินทร์’อาการดีขึ้น เตรียมเปิดให้เยี่ยมชม29ส.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 13.57 น.

จัด”พิธีฮ้องขวัญ” พลายศักดิ์สุรินทร์ ตามคติความเชื่อของวิถีการเลี้ยงช้าง ให้ประสบความสำเร็จระหว่างรักษาอาการป่วย

28 ส.ค.66 เวลา 10.00 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีฮ้องขวัญช้างพลายศักดิ์สุรินทร์ (บายศรีสู่ขวัญพลายศักดิ์สุรินทร์) โดยมี นายชัชวาลย์ ฉายะบุตร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง กล่าวต้อนรับฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงฯ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชน ร่วมพิธีฯ ณ สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง 

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้กำหนดจัดงาน “พิธีฮ้องขวัญ” พลายศักดิ์สุรินทร์ขึ้น เพื่อให้สมเกียรติและเป็นสิริมงคลแก่พลายศักดิ์สุรินทร์ ที่รัฐบาลไทยมอบให้ประเทศศรีลังกาในฐานะทูตสันถวไมตรี เพื่อปฏิบัติภารกิจอันเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพิธีทางศาสนาประจำปีชาติของประเทศศรีลังกา โดยการประกอบพิธีดังกล่าว เป็นการเรียกขวัญให้พลายศักดิ์สุรินทร์ อยู่เย็นเป็นสุข ตามคติความเชื่อของวิถีการเลี้ยงช้าง เพื่อให้ประสบความสำเร็จในระหว่างรักษาอาการป่วย มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและสภาพจิตใจที่เป็นปกติ

ทั้งนี้ สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมช้างพลายศักดิ์สุรินทร์ได้ ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคมเป็นต้นไป ในเวลา 14.00 – 16.00 น. ทุกวัน ซึ่งหลังจากที่ช้างได้ปรับตัวและมีความคุ้นเคยกับแหล่งพักพิงใหม่แล้ว ในอนาคตอาจจะพิจารณาหาช้างที่สามารถเข้ากับพลายศักดิ์สุรินทร์ได้เพื่อให้อยู่เป็นเพื่อนกันและได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่สุด สมกับที่ชาวไทยร่วมใจกันนำพาเจ้าพลายกลับมารักษาตัว และให้ใช้ชีวิตในบั้นปลายในบ้านเกิดเมืองนอน และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ขอยืนยันตั้งปณิธานว่าจะดูแล รักษาช้างพลายศักดิ์สุรินทร์เต็มกำลังความสามารถอย่างดีที่สุด 009

วช. หนุนเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน ภาคใต้ตอนล่าง ด้วยการวิจัยและพัฒนาการชักนำรากลอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752802

วช. หนุนเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน ภาคใต้ตอนล่าง ด้วยการวิจัยและพัฒนาการชักนำรากลอย

วช. หนุนเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน ภาคใต้ตอนล่าง ด้วยการวิจัยและพัฒนาการชักนำรากลอย

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 13.15 น.

วช. หนุนเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน ภาคใต้ตอนล่าง ด้วยการวิจัยและพัฒนา การชักนำรากลอยผลักดัน การผลิตทุเรียนคุณภาพสูงสู่การส่งออกอย่างยั่งยืน

วันที่ 27 สิงหาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้กลุ่มสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลสำเร็จของงานวิจัยที่ วช. ให้การสนับสนุนทุนวิจัย โครงการ “การพัฒนาเกษตรกรไทยสู่ Smart Farmer (Developing Thai Farmer to Smart Farmer)” ที่มี รศ.ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ เป็นผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย โดยได้ถ่ายทอดนวัตกรรมการผลิตทุเรียนคุณภาพสูง จากการวิจัยและพัฒนา การชักนำรากลอย (reborn root ecosystem) และนวัตกรรมการให้น้ำแบบที่ราบลุ่ม (basin fertigation; BF) ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนที่นำนวัตกรรม RRE โดยมีเกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนในพื้นที่ นายเมธา กสินุรักษ์ และ นายพัลลภ เฉลิมพนาพันธุ์ให้การต้อนรับ ณ จีนสวน คาเฟ่ทุเรียน อำเภอเบตง จังหวัดยะลา

รศ.ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ ผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมามีการผลิตทุเรียนในพื้นที่ลุ่มน้ำ ซึ่งไม่ได้พึ่งพาสารเคมีเกษตรทำไมมีผลผลิตที่ดีมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ประสบปัญหารากเน่าโคนเน่า ยอดทุเรียนแห้งเป็นก้านธูป ใบร่วงทั้งต้นและยืนต้นตายเหมือนในปัจจุบัน จากข้อสังเกตและปัญหาดังกล่าวนำไปสู่แนวทางการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาซ้ำซากในการผลิตทุเรียนของไทยที่ได้เริ่มนำเคมีเกษตรเข้ามาเพื่อเพิ่มผลผลิตที่มีความต้องการอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ให้สามารถผลิตได้คุณภาพดีด้วยต้นทุนต่ำ ให้ใช้สารเคมีที่ถูกต้องเหมาะสมและไม่เข้าใจผิดในการพึ่งพาสารเคมีเกษตรมากเกินไปจนเป็นปัญหาต่อผู้บริโภค ของประเทศคู่ค้า อีกทั้งมีคุณภาพที่ดีเยี่ยมเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ให้สามารถแข่งขันและยืนเป็นหนึ่งในตลาดได้อย่างยั่งยืน เป็นโจทย์วิจัยที่ทางทีมวิจัยโครงการท้าทายไทย โครงการพัฒนาเกษตรไทยสู่ Smart farmer (กรณีศึกษา: การพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเพื่อการส่งออก) ภายใต้กิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยจาก วช.(ปีงบประมาณ 2562) ร่วมกับ รศ.ดร. สุเพชร จิรขจรกุล, รศ.ดร.ธนิท เรืองรุ่งขัยกุล, ผศ.ดร.เรวัตร ใจสุทธิ, ผศ.ดร. พฤกษ์ ชุติมานุกูล และ นายปิยพงษ์ สอนแก้ว  พร้อมกับนักศึกษาปริญญาโทนายธนวัฒน์ โชติวรรณ ร่วมวิจัยในการพัฒนานวัตกรรมการผลิตทุเรียนคุณภาพสูง

เพื่อตอบโจทย์และปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้น จนได้นวัตกรรมการให้น้ำทุเรียนแบบ Basin Fertigation และนวัตกรรมการสร้างระบบนิเวศชักนำรากลอย (Reborn Root Biome) และได้ถ่ายทอด เทคโนโลยีสู่เกษตรกรในหลายพื้นที่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่อำเภอเบตง มีต้นทุเรียนต้นเก่าแก่อายุหลายสิบปีและต้นที่ปลูกใหม่ หลายสวนที่ยืนต้นตายเป็นจำนวนมาก  เกษตรกรในพื้นที่ได้มาอบรมการผลิตคุณภาพสูง ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้นำไปปฏิบัติได้ผลสำเร็จ สามารถฟื้นต้นทุเรียนจากรากเน่าโคนเน่า และต้นโทรม ทั้งต้นเล็กและต้นอายุหลายสิบปี ช่วยประหยัดปุ๋ย และสารเคมีเกษตร ได้อย่างมาก ทุเรียนไม่เป็นไส้ซึม มีคุณภาพที่ดี ได้ทุเรียนคุณภาพ (Prime Durian) จากต้นทุเรียนที่โทรมใบเล็ก ยอดทุเรียนแห้งเป็นก้านธูป บางแปลงมีโรครากเน่าโคนเน่า สามารถฟื้นต้นกลับมามีสุขภาพแข็งแรงมีภูมิต้านทานโรคและแมลงได้ด้วยตัวเอง ไม่กลับมาเป็นโรคซ้ำ กิ่งแต่ละกิ่งสามารถแตกยอดได้สามครั้งในหนึ่งปี จากระบบนิเวศของรากที่พึ่งพา (symbiosis) กับจุลินทรีย์ช่วยตรึงธาตุอาหาร เป็นผลให้สามารถลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมีเกษตรจากเดิมเหลือแค่ไม่เกินราคาฟางแห้งก้อนเดียว พร้อมกันนี้ได้ปรับเปลี่ยนระบบการให้น้ำกับต้นทุเรียนจากเดิมที่ให้น้ำตอนกลางคืนมาเป็นแบบ Basin Fertigation

โดยแบ่งการให้น้ำออกเป็นสามช่วงในแต่ละวัน ช่วงเช้าก่อน 08.00 น. ให้น้ำเต็มความสามารถอุ้มน้ำของดิน (full soil capacity) พืชสามารถดึงน้ำและธาตุหลักและธาตุรองเพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสงได้ โดยไม่เกิดแสดงการขาดธาตุที่จำเป็น ช่วงที่สองเวลา 11.00-12.00 น. เป็นเวลาที่ทุเรียนและไม้ผลทั่วไปที่ปลูกในแปลงแบบไม่ยกร่องสวน มักหยุดการสังเคราะห์แสงและเป็นช่วงที่น้ำในระบบน้ำใต้ดินและระบบน้ำในแถบลุ่มน้ำมีน้ำขึ้นน้ำลงสูงสุดในช่วงวัน จึงมีการให้น้ำช่วงนี้ตามน้ำขึ้นน้ำลงจากอิทธิพลของดวงจันทร์ เป็นช่วงที่ทำให้ทุเรียนสร้างกลิ่นหอมดอกไม้เฉพาะตัวออกมา ช่วงที่สามเวลา 13.00 น. และ 14.00 น. ช่วงนี้ในพื้นที่ปลูกแบบไม่ยกร่องสวนทุเรียนจะปิดปากใบเช่นกัน จึงทำการให้น้ำตามค่า vapor pressure deficit (VPD) ประมาณ 10-15 นาที จนทรงพุ่มมีค่า VPD ที่เหมาะสมและเริ่มสังเคราะห์แสง ต่อไปจนแสงสุดท้ายประมาณ 16.00 น. โดยภาพรวมทำให้ทุเรียนสามารถสังเคราะห์แสงได้นาน 6 – 8 ชั่วโมง (อาจแตกต่างกันไปตามพื้นที่) พบว่าทุเรียนหมอนทองที่อายุ 120 หลังผสมเกสรแล้ว (หางแย้) มีน้ำหนักแห้งของเนื้อ (DM) เฉลี่ยร้อยละ 34 และเมื่ออายุ 140 วัน มีค่า DM เฉลี่ยร้อยละ 37 ปกติเก็บเกี่ยวที่ 150-160 วัน เนื้อทุเรียนหมอนทองและพันธุ์อื่น ๆ เนื้อแห้ง ไม่เป็นไส้ซึม เต่าเผา เนื้อที่เหนียวเนียนละเอียดเป็นครีมคล้ายชีทเค้ก เนื้อมีกลิ่นหอมดอกไม้เฉพาะตัว เส้นใยละลายน้ำได้ทั้งหมด เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอย่างมาก ถือได้ว่าเป็นผลสำเร็จจากงานวิจัยการผลิตทุเรียนคุณภาพสูงเป็นทุเรียนที่สร้างอัตลักษณ์เฉพาะของอำเภอเบตง จังหวัดยะลา สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย สู่การผลิตเพื่อการส่งออกได้อย่างแท้จริง

ด้านนายเมธา กสินุรักษ์ เกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนจีนสวนคาเฟ่ทุเรียน เปิดเผยว่า ทุเรียนเบตงเป็นทุเรียนที่ไม่เหมือนที่อื่น โดยเฉพาะ ทุเรียนเบญจพรรณ และทุเรียนสายพันธุ์อื่น ๆ งานวิจัยเข้ามามีส่วนช่วยในเรื่องของการเพิ่มผลผลิตทุเรียน ซึ่งที่จีนสวน คาเฟ่ทุเรียนของเรานั้น เราตั้งใจจะให้เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ผลักดันให้แหล่งท่องเที่ยว และเป็นศูนย์กลางของตลาดกลางในการแลกเปลี่ยนทุเรียนสายพันธุ์ต่าง ๆ ต่อไปในอนาคตทั้งนี้ผู้ที่สนใจเรื่องการปลูกทุเรียนสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 089-2989737

ขณะที่นายพัลลภ เฉลิมพนาพันธุ์ เกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนในพื้นที่ อ.เบตง กล่าวว่า เดิมทีพิ้นที่แห่งนี้เป็นสวนยางเก่ามาก่อน แต่หลังจากที่ได้เข้ารับการอบรมกับโครงการวิจัยดังกล่าวทำให้เกิดความสนใจในการหันกลับมาปลูกทุเรียนในพื้นที่ของตนเอง โดยใช้วิธีแบบอินทรียวัตถุ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และใช้วิธีการชักนำรากลอยจากความรู้ที่ได้รับจากงานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาโรครากและโคนเน่าในทุเรียนทำให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและผู้ที่สนใจวิธีการเริ่มต้นในการปลูกทุเรียนสามารถติดต่อได้ที่ 092-9854098

‘สอวช.’จัดงานใหญ่ STEMPlus พัฒนาคน เสริมทัพอุตสาหกรรมไทย เปิดประตูสู่การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงของประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752800

‘สอวช.’จัดงานใหญ่ STEMPlus พัฒนาคน เสริมทัพอุตสาหกรรมไทย เปิดประตูสู่การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงของประเทศ

‘สอวช.’จัดงานใหญ่ STEMPlus พัฒนาคน เสริมทัพอุตสาหกรรมไทย เปิดประตูสู่การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงของประเทศ

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 13.12 น.

‘สอวช.’จัดงานใหญ่ STEMPlus พัฒนาคน เสริมทัพอุตสาหกรรมไทย เปิดประตูสู่การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงของประเทศ พร้อมให้คำปรึกษา ชี้เป้าหลักสูตรตอบโจทย์ตลาดแรงงานอนาคต สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ พลาดไม่ได้ 4 กันยายนนี้ ที่สามย่านมิตรทาวน์

28 สิงหาคม 2566 ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบาย วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า เมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ทุกประเทศต้องปรับตัว ประเทศไทยเองก็เช่นกัน มีการปรับตัวในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในภาคการศึกษา ที่เป็นต้นทางของการพัฒนาบุคลากร ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและความต้องการของประเทศรองรับโลกแห่งอนาคต ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สอวช. ได้จัดทำแพลตฟอร์มบริการ STEMPlus  (www.stemplus.or.th) เพื่อเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงความต้องการระหว่างผู้ประกอบการ ที่เป็นผู้ใช้บัณฑิต นิสิต/นักศึกษา และบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจจะพัฒนาทักษะและสมรรถนะในการปฏิบัติงาน เพื่อสร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพให้แก่ประชาชนในวงกว้างและเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงหลักสูตรและความเชี่ยวชาญจากภาคอุดมศึกษา ซึ่งประกอบด้วยบริการที่น่าสนใจ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสถิติความเชี่ยวชาญและกำลังการผลิตจากภาคการศึกษา ความต้องการทักษะบุคลากรสำหรับภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตลอดจนสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากร การจ้างงานบุคลากรทักษะสูงและภาคการศึกษา

ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป สอวช. เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงาน “STEMPlus พัฒนาคน เสริมทัพอุตสาหกรรมไทย” ในวันที่ 4 กันยายน 2566 ณ มิตรทาวน์ ฮอลล์ 1 ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งจากภาครัฐ ภาคอุดมศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาคส่วนที่ดูแลด้านสิทธิประโยชน์และมาตรการที่สำคัญ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมสรรพากร มาบรรยายและร่วมเสวนา การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงเพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศไทย รวมถึงการพัฒนากำลังคนเพื่อสร้างความสามารถการแข่งขันด้วยวิทยาการขั้นสูง รวมทั้งมีการเปิดตัว STEMPlus Platform อย่างเป็นทางการพร้อมทั้งฉายภาพการให้บริการที่ตอบโจทย์ตรงใจด้วย STEM OSS

ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกว่า 20 หน่วยงาน เพื่อสร้างการรับรู้ถึงสิทธิประโยชน์และกลไกสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพกำลังคนในภาคอุตสาหกรรมไทยจากภาครัฐ และเพื่อส่งเสริมให้เกิดการยกระดับความสามารถของภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ ให้เกิดความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงระหว่างผู้ประกอบการและสถาบันอุดมศึกษาแบบยั่งยืน และยังเปิดคลินิกให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อไขข้อข้องใจกับคำถามที่พบบ่อย เพื่อชี้เป้าให้เห็นถึงหลักสูตรที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอนาคต ตลอดจนสิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการ นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่จะได้รับ ทั้งนี้ท่านสามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.stemplus.or.th

สำหรับผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานผ่าน https://www.nxpo.or.th/STEMPlus_registration   หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ oss@stemplus.or.th 

‘นายก อบต.คลองสาม’ร่วมโครงการสมาธิเพื่อสันติภาพ รวมใจนั่งสมาธิ 1 ล้านคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752769

‘นายก อบต.คลองสาม’ร่วมโครงการสมาธิเพื่อสันติภาพ รวมใจนั่งสมาธิ 1 ล้านคน

‘นายก อบต.คลองสาม’ร่วมโครงการสมาธิเพื่อสันติภาพ รวมใจนั่งสมาธิ 1 ล้านคน

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 10.59 น.

‘นายก อบต.คลองสาม’ร่วมโครงการสมาธิเพื่อสันติภาพ รวมใจนั่งสมาธิ 1 ล้านคน 

เมื่อเร็วๆ นี้ รศ.(พิเศษ) ดร.วิระศักดิ์ ฮาดดา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม และนายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย นำบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม ประกอบด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม และหัวหน้าส่วนราชการ ลงพื้นที่โรงเรียนอนุบาลองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม ร่วมกิจกรรมใน “โครงการสมาธิเพื่อสันติภาพโลก” และร่วมนั่งสมาธิเนื่องในวันพระ ร่วมกับนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 และ 3 โดยทั้งคณะผู้บริหาร อบต.คลองสาม ครู และนักเรียน ร่วมกันสวมชุดในการทำกิจกรรมครั้งนี้

รศ.(พิเศษ) ดร.วิระศักดิ์ ฮาดดา กล่าวว่า “วันนี้ได้มาร่วมนั่งสมาธิเจริญภาวนา และทำกิจกรรมเนื่องในวันพระร่วมกับเด็กนักเรียน ผมเห็นถึงความน่ารักของเด็กซึ่งสามารถสร้างความสุขให้กับคนที่พบเห็น โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้ปกครองของเด็ก ผมอยากให้ “โครงการสมาธิเพื่อสันติภาพโลก” เกิดขึ้นในโรงเรียนทั่วประเทศ ผมในฐานะที่เป็นนายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย เร่งเห็นถึงความสำคัญของการทำสมาธิ ควบคู่กับการเรียนศึกษา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับเด็กและเยาวชน และนอกจากเด็ก เยาวชน การนั่งสมาธิก็มีประโยชน์ทั้งผู้บริหาร สมาชิกสภา ผู้นำชุมชน ซึ่งเมื่อปฏิบัติแล้ว สามารถนำไปชักชวน เป็นต้นแบบแก่ประชาชนในท้องถิ่นได้ด้วย”

“ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม ยังมีนโยบายในการจัดงานแถลงข่าว “โครงการสมาธิเพื่อสันติภาพโลก” เพื่อเป็นต้นแบบในการร่วมสนับสนุนโครงการให้กับ อบต. 5,324 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นบนโลก ซึ่งต้องเริ่มต้นจิตใจภายใน และแผ่ขยายความสงบนั่นสู่ภายนอก สันติภาพโลกจึงจะเกิดขึ้นได้” ท่าน รศ.(พิเศษ) ดร.วิระศักดิ์ กล่าวเพิ่ม

 องค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม จึงขอเชิญทุกท่านมาร่วมสร้างสันติภาพโลกกับ โครงการสมาธิเพื่อสันติภาพโลก “รวมใจทำสมาธิ 1 ล้านคน สร้างสันติภาพโลก” เพื่อร่วมสร้างสถิติโลกกับ Guinness World Records โดยส่งชื่อร่วมโครงการที่ http://www.meditationforpeace.net