สกสว.-ก.พ.ร. ร่วมมือหน่วยงานภาคีภาครัฐ-เอกชน-ชุมชน หารือแก้ปัญหาPM2.5 เชียงใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753413

สกสว.-ก.พ.ร. ร่วมมือหน่วยงานภาคีภาครัฐ-เอกชน-ชุมชน หารือแก้ปัญหาPM2.5 เชียงใหม่

สกสว.-ก.พ.ร. ร่วมมือหน่วยงานภาคีภาครัฐ-เอกชน-ชุมชน หารือแก้ปัญหาPM2.5 เชียงใหม่

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 17.05 น.

สกสว. – สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมมือหน่วยงานภาคีเครือข่าย ติดตามการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการไฟระดับชุมชนและแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ปฏิบัติการนวัตกรรมภาครัฐ พร้อมหารือแก้ปัญหาการทำกินและที่อยู่อาศัยในพื้นที่ป่าสงวนจังหวัดเชียงใหม่ โดย สกสว. พร้อมสนับสนุนงบประมาณวิจัยและข้อมูลวิจัยและนวัตกรรมสู่การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

สำนักงานคณะกรรมส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำโดย รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. คุณวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ คุณนิสากร จึงเจริญธรรม ที่ปรึกษา สกสว. ศ. ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล คณะอนุกรรมการจัดทำแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และการจัดการกรอบวงเงินงบประมาณ รศ. ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. ร่วมสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) นำโดย ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม และคุณอารีพันธ์ เจริญสุข รองเลขาธิการ ก.พ.ร. และหน่วยงานภาคีเครือข่าย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) มูลนิธิธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (GBDi) สถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ประชุมติดตามการบริหารจัดการไฟระดับชุมชนและแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ปฏิบัติการนวัตกรรมภาครัฐ (Government Innovation Lab) โดยมี คุณชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นำส่วนราชการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์

โอกาสนี้ รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว. มีหน้าที่จัดทำนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ และกรอบงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศ รวมถึงบริหารระบบงบประมาณด้าน ววน. ผ่านการจัดสรรงบประมาณจากกองทุน ววน. ให้กับหน่วยงานในระบบทุกมิติ สำหรับปัญหาวิกฤตมลพิษฝุ่น PM2.5 สกสว. ได้เตรียมการสนับสนุนงบประมาณวิจัยผ่านแผนงาน “แก้ไขปัญหาและตอบสนองภาวะวิกฤติเร่งด่วนของประเทศ” ปีงบประมาณ 2566 แผนงานย่อยรายประเด็น “งานวิจัยและการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเร่งด่วนฝุ่นละออง PM2.5 แบบมุ่งเป้าและบูรณาการ” โดยการมีส่วนร่วม ประสานองค์ความรู้ ร่วมกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ การขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ปฏิบัติการนวัตกรรมภาครัฐ ร่วมกับ สำนักงาน ก.พ.ร. และหน่วยงานภาคี นั้น ทาง สกสว. พร้อมให้การสนับสนุนข้อมูลด้านวิจัยและนวัตกรรม ที่ได้มีการออกแบบโดยการใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์สังเคราะห์งานวิจัยเชิงพื้นที่มาปรับการทำงานให้ตรงกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ปฏิบัติการเป้าหมาย ผ่าน 5 ประเด็นสำคัญ คือ 1) ภาคเกษตร 2) ภาคป่าไม้ 3) ภาคคมนาคม 4) ฝุ่นควันข้ามแดน และ 5) ระบบข้อมูล เพื่อหนุนเสริมข้อมูลทางวิชาการให้เกิดการใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์ให้เกิดการดำเนินงานร่วมกันได้ตรงเป้าหมายและมีความยั่งยืน

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม กล่าวถึงการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ระหว่างหน่วยงานภาคีเครือข่าย ที่ได้มีการดำเนินงานใน 2 พื้นที่ คือ 1) อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เน้นเรื่องการจัดการไฟป่า และ 2) อำเภอแม่แจ่ม เน้นเรื่องการจัดการไฟป่าและไฟในพื้นที่เกษตร ภายใต้แนวคิดให้ชุมชนเป็นแกนหลัก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นแกนประสานหน่วยงานในระดับกลาง ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กรมอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นแกนหนุนเสริม ซึ่งจะไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นฤดูกาล แต่เป็นการออกแบบบริหารจัดการให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืนในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเตรียมขยายผลไปสู่จังหวัดอื่น ๆ

ด้าน คุณชัชวาลย์ ปัญญา กล่าวว่า ทาง จ.เชียงใหม่ ได้มีการวางแผนบูรณาการของหน่วยงานภายในจังหวัด โดยในปีนี้จะดำเนินการด้านการบริหารจัดการเชื้อเพลิง บริหารจัดการไฟที่จำเป็น เพื่อลดจุด Hotspot ในแต่ละพื้นที่ ไม่ให้เกิดการลุกลามเข้าไปในป่าที่จะส่งผลให้ควบคุมได้ยาก นับเป็นโจทย์ที่ต้องคิดต่อว่าจะดำเนินการแก้ไขอย่างไรให้เกิดความยั่งยืน สำหรับ จ.เชียงใหม่ ถือเป็นพื้นที่ได้เปรียบในการใช้ชีวมวลในการทำมูลค่าเพิ่ม ที่กำลังเป็นเทรนด์ของโลก และยังเป็นการลดการเผาในภาคการเกษตร สำหรับการร่วมมือขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ปฎิบัติการนวัตกรรมภาครัฐ ครั้งนี้ จะเข้ามาช่วยสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการและการจัดเก็บข้อมูลที่จำเป็นในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เป็นอย่างมาก

โดยในที่ประชุมได้มีการหารือในประเด็นต่าง ๆ คือ 1) การทำความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับภารกิจ การดำเนินงานใน 2 พื้นที่ปฏิบัติการนวัตกรรมภาครัฐ 2) แนวทางทำงานร่วมกันตามรูปแบบภาคีการพัฒนาร่วม 3 ฝ่าย รัฐ-ชุมชน-เอกชน  และ 3) กิจกรรมการดำเนินงานที่ภาคเอกชนสามารถร่วมสนับสนุนดำเนินการ เพื่อการป้องกันจัดการปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 เพราะปัญหาดังกล่าว เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่ากำลังของภาครัฐฝ่ายเดียว ซึ่งผลกระทบจากฝุ่นพิษมีผลต่อทุกภาคส่วนและมีต้นทุนมากขึ้นทุกปี ขณะที่การป้องกันและแก้ไขปัญหา PM2.5 นั้น ต้องใช้เครื่องมือหลายประเภท ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ สังคม รวมทั้งนวัตกรรมในด้านต่าง ๆ

ทั้งนี้ ได้มีการวางแนวทางการขับเคลื่อน 8 แนวทางหลักสำคัญ ที่สามารถดำเนินการในรูปแบบเดียวกัน และแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ดังนี้ 1) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและเครือข่าย 2) การจัดการไฟในพื้นที่ป่า 3) การจัดการไฟพื้นที่เกษตร 4) การจัดการไฟพื้นที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) 5) การพัฒนาระบบการติดตาม 6) การกำหนดตัวชี้วัด 7) การสร้างกลไกการบริหารจัดการ และ 8) การพัฒนาชุดความรู้และงานวิชาการเกี่ยวกับการจัดการไฟ ไร่หมุนเวียน และการสื่อสารสาธารณะ

สำหรับ การลงพื้นที่แนวกันไฟป่าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ดอยปุย นั้น หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ ดอยสุเทพ-ปุย เปิดเผยว่า ทางอุทยานแห่งชาติฯ ได้มีการทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับภาคีเครือข่ายและชุมชน ในการป้องกันไฟป่าด้วยการทำแนวป้องกันไฟป่าในพื้นที่เสี่ยงของชุมชน การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ การลาดตระเวนตรวจหาไฟป่าในพื้นที่ชุมชน การตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่ชุมชน การปฏิบัติงานในฤดูไฟป่า ด้วยการจัดชุดลาดตระเวนร่วมกับเครือข่ายอาสาสมัครป้องกันไฟป่าชุมชน การตรวจสอบจุดความร้อน Hotspot ทั้งนี้ หากเกิดไฟป่าขึ้นจะมีการแจ้งให้ชุดดับไฟเคลื่อนที่ที่อยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุที่สุดเข้าระงับไฟ หากเกินขีดจำกัดของหน่วยดับไฟป่าเคลื่อนที่ จะมีการประสานขอกำลังสนับสนุนจากหน่วยงานในคณะทำงานของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 เชียงใหม่ เข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม

กรมพลศึกษา รับมอบโต๊ะกีฬาเทคบอลจากสถานทูตฮังการี พร้อมตั้งเป้าศูนย์กลางกีฬาเทคบอลในอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753516

กรมพลศึกษา รับมอบโต๊ะกีฬาเทคบอลจากสถานทูตฮังการี พร้อมตั้งเป้าศูนย์กลางกีฬาเทคบอลในอาเซียน

กรมพลศึกษา รับมอบโต๊ะกีฬาเทคบอลจากสถานทูตฮังการี พร้อมตั้งเป้าศูนย์กลางกีฬาเทคบอลในอาเซียน

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 17.00 น.

กรมพลศึกษารับมอบโต๊ะกีฬาเทคบอลจากสถานทูตฮังการี พร้อมตั้งเป้าศูนย์กลางกีฬาเทคบอลในอาเซียน

ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา พร้อมด้วย ดร. ชานโดร์ ชีโปช เอกอัครราชทูตฮังการีประจำประเทศไทย ร่วมแถลงข่าวพิธีรับมอบโต๊ะกีฬาเทคบอล โดยสถานเอกอัครราชทูตฮังการี ประจำประเทศไทย และสหพันธ์เทคบอลนานาชาติ ที่ได้ส่งมอบโต๊ะกีฬาเทคบอลจำนวน 112 ตัว ให้แก่กรมพลศึกษา เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐฮังการี มุ่งใช้ประโยชน์เพื่อการฝึกฝนทักษะกีฬาเทคบอลให้กับเยาวชน ประชาชนคนไทยที่สนใจส่งเสริมการเล่นกีฬาเทคบอลในประเทศไทยให้แพร่หลายรวมทั้งตั้งเป้าขยายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการส่งเสริมและเผยแพร่กีฬาเทคบอลในอาเซียนด้วย

ทั้งนี้การร่วมมือพัฒนากีฬาเทคบอลระหว่างไทย-ฮังการี ซึ่งประเทศฮังการีมีนโยบายที่จะสนับสนุนและผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนากีฬาเทคบอลในภูมิภาคเอเชีย พร้อมทั้งให้การสนับสนุนอุปกรณ์กีฬาเทคบอลเพื่อเป็นการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนไทยหันมาสนใจและเล่นกีฬาเทคบอลมากยิ่งขึ้น และกรมพลศึกษาพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกับสหพันธ์กีฬาเทคบอลนานาชาติและสมาคมกีฬา

เทคบอลแห่งประเทศไทย  เพื่อส่งเสริมใช้ประโยชน์ฝึกทักษะเทคบอลนักกีฬาไทยให้แพร่หลาย ตั้งเป้าขยายเป็นศูนย์กลางส่งเสริมและเผยแพร่กีฬาเทคบอลในอาเซียนต่อไป

ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า “กรมพลศึกษา เป็นหน่วยงานหลักดูแลกีฬาพื้นฐานและกีฬามวลชน จึงพร้อมสนับสนุนกีฬาเทคบอลกีฬาชนิดใหม่ โดยกรมพลศึกษาได้ร่างหลักสูตรการจัดอบรม

ผู้ฝึกสอนและผู้ตัดสินกีฬาเทคบอลไปเบื้องต้นแล้ว และถ้ามีโอกาสเราก็จะจัดแข่งขันกีฬาเทคบอลระดับนักเรียน เราก็ยังมีความคาดหวังว่า กีฬาเทคบอลที่เป็นการผสมผสานกันของทักษะหลายชนิดกีฬา แต่ที่เราได้เปรียบคือเราพื้นฐานมาจากกีฬาตะกร้อ ทำให้เราเล่นกีฬาเทคบอลได้ดีเป็นระดับแนวหน้าของโลก โดย

อีกไม่นานกีฬาเทคบอล จะมีโอกาสบรรจุเข้าแข่งขันในกีฬาโอลิกปิคได้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ประเทศไทยเราก็จะมีโอกาสสูงที่จะได้รับเหรียญใดเหรียญหนึ่งเพิ่มจากกีฬาโอลิมปิคก็เป็นสิ่งที่มีความเป็นไปได้ ”

ทางด้าน ดร. ชานโดร์ ชีโปช เอกอัครราชทูตฮังการีประจำประเทศไทย ยังได้เปิดเผยว่า “จากความสัมพันธ์อันดีระหว่างฮังการีกับไทย ซึ่งมีระยะเวลายาวนานถึง 50 ปี ในโอกาสอันดีนี้ ทางประเทศฮังการี

ก็อยากที่จะสนับสนุนและร่วมเผยแพร่กีฬาเทคบอลให้เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีกีฬาตะกร้อเป็นที่นิยมในประเทศ โดยเราได้เล็งเห็นว่า การที่มีทักษะทางกีฬาตะกร้อดี จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับกีฬาเทคบอลได้ แล้วการที่เราส่งมอบโต๊ะเทคบอลจำนวน 112 ตัวให้กับกรมพลศึกษา เราก็มีความตั้งใจอยากจะให้กรมพลศึกษา ที่เป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมด้านกีฬา ก็จะสามรถช่วยเผยแพร่กีฬาชนิดนี้ไปให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชนในประเทศไทย ได้เรียนรู้และหันมาเล่นกีฬาเทคบอล รวมถึงเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้คนไทยได้รู้จักกีฬาชนิดพิ่มขึ้น

โดยประเทศไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันเกาะสมุย เทคบอล ทัวร์ ระหว่างวันที่ 10-13 สิงหาคม 2566 ณ เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีที่คนไทยจะได้รู้จักและให้ความสนใจกีฬาเทคบอลต่อไป.

กรมพลศึกษาเปิดตัวภาพยนตร์สั้น’ศักดิ์ศรี’และ’ความรักของแม่’ นวัตกรรมการผลิตในกลุ่มเยาวชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753517

กรมพลศึกษาเปิดตัวภาพยนตร์สั้น'ศักดิ์ศรี'และ'ความรักของแม่' นวัตกรรมการผลิตในกลุ่มเยาวชน

กรมพลศึกษาเปิดตัวภาพยนตร์สั้น’ศักดิ์ศรี’และ’ความรักของแม่’ นวัตกรรมการผลิตในกลุ่มเยาวชน

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 16.00 น.

กรมพลศึกษาเปิดตัวภาพยนตร์สั้น “ศักดิ์ศรี” และ “ความรักของแม่” นวัตกรรมการผลิตและเผยแพร่สื่อแบบมีส่วนร่วมในกลุ่มเยาวชนนำร่องนักศึกษาอาชีวศึกษา

ดร.ทวีโชค พงษ์ดี ผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา เป็นประธานในการการมอบโล่เกียรติยศให้แก่ผู้มีส่วนร่วมกิจกรรมการส่งเสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ นวัตกรรมด้านการออกกำลังกาย กีฬา และนันทนาการ และการผลิตและเผยแพร่สกู๊ปข่าวผลการดำเนินงานสำคัญของกรมพลศึกษาในสื่อมวลชนออนไลน์ของกรมพลศึกษา และมอบเกียรติบัตรให้แก่เยาวชนอาชีวศึกษา จากวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษก สมุทรปราการ และวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี ผู้เข้าร่วมกิจกรรมการผลิตและเผยแพร่สื่อส่งเสริมกีฬาและนันทนาการสร้างสรรค์ พร้อมกับเป็นประธานการเสวนาเชิงวิชาการระดมความคิดเห็นสร้างสังคมสันติสุขด้วยการบูรณาการร่วมกัน สร้างความสุขในสังคม การยึดมั่นในกฎ กติกา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย

กรมพลศึกษา ได้ส่งเสริมการผลิตสื่อและเผยแพร่สื่อแบบมีส่วนร่วมในกลุ่มเยาวชนนำร่องนักศึกษาอาชีวศึกษา เปิดโอกาสให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมคิดและผลิตสื่อสารคดีเชิงข่าวโทรทัศน์หรือโซเชียล หรือภาพยนตร์สั้น ที่เป็นการผลิตสื่อส่งเสริมกีฬาและนันทนาการสร้างสรรค์ เสริมทักษะให้ได้ใช้เวลาว่างผลิตสื่อ รวมถึงร่วมรณรงค์สร้างความสุขในสังคม รณรงค์ลดความรุนแรง ด้วยแนวคิดการเปลี่ยนมือที่ทำร้ายกัน มาสานสัมพันธ์ด้วยกีฬาและนันทนาการ มีเยาวชนนักศึกษาอาชีวศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษก สมุทรปราการ และวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 40 คน และได้ผลิตภาพยนตร์สั้น สื่อจากเพื่อนถึงเพื่อนเรื่อง “ศักดิ์ศรี” และ “ความรักของแม่”  สะท้อนให้เห็นถึงการใช้กีฬาและนันทนาการเป็นพื้นฐานเชื่อมความรัก ความเข้าใจ สานสัมพันธ์จากเพื่อนที่ขัดแย้งกันให้กลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แบ่งปันและมีความสุขด้วยกันได้

ดร.ทวีโชค พงษ์ดี ผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา ได้กล่าวว่า การผลิตสื่อภาพยนตร์สั้นนี้เป็นกิจกรรมที่กรมพลศึกษาจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อสร้างนวัตกรรมการผลิตและเผยแพร่สื่อแบบมีส่วนร่วมในกลุ่มเยาวชนนำร่องนักศึกษาอาชีวศึกษา ให้มีสื่อใหม่ที่เกิดจากเยาวชนมีส่วนร่วมผลิตและเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ สื่อโซเชียลมีเดียของสถาบันการศึกษา จากเพื่อนสื่อถึงเพื่อน รวมถึงเด็ก เยาวชน และประชาชนโดยทั่วไป  

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดให้มีการเสวนาเชิงวิชาการ เพื่อเป็นเวทีที่แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญการมีส่วนร่วมของของเครือข่ายภาครัฐและเอกชนเพื่อบูรณาการทำงานร่วมกันในการส่งเสริมและเผยแพร่ องค์ความรู้ นวัตกรรม ด้านการออกกำลังกาย กีฬา และนันทนาการฯ และระดมความคิดเห็นสร้างสังคมสันติสุขด้วยการบูรณาการร่วมกัน สร้างความสุขในสังคม การยึดมั่นในกฎ กติกา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย โดยมีว่าที่ ร้อยตรีหญิง ดร.ทิตา ดวงสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการศูนย์ความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ  ,ดร.ชลัท ประเทืองรัตนา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า พันตำรวจเอก ภพธร จิตหมั่น รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผอ.รังสรรค์ บางรักน้อย ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษก สมุทรปราการ ,คุณศตกมล วรกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท อินเทลลิเจ้นท์ ครีเอทีฟ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ร่วมเสวนาเชิงวิชาการครั้งนี้ด้วย

โครงการนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก ห้างสรรพสินค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย และบริษัท เรืองทอง กรุ๊ป จำกัด เป็นองค์กรร่วมจัดอีกด้วย

กรมพลศึกษา จัดกิจกรรมสนุกเล่นสนุกคิดฟิตสมอง ใน Learning Fest Bangkok

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753522

กรมพลศึกษา จัดกิจกรรมสนุกเล่นสนุกคิดฟิตสมอง ใน Learning Fest Bangkok

กรมพลศึกษา จัดกิจกรรมสนุกเล่นสนุกคิดฟิตสมอง ใน Learning Fest Bangkok

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 14.00 น.

กรมพลศึกษาจัดกิจกรรมสนุกเล่นสนุกคิดฟิตสมองในเทศกาลการเรียนรู้กรุงเทพฯ Learning Fest Bangkok

กรมพลศึกษาร่วมเป็นเครือข่ายจัดกิจกรรมเทศกาลการเรียนรุ้กรุงเทพฯ (Learning Fest Bangkok) มุ่งเป้าหมายส่งเสริมการเรียนรู้การพลศึกษา ทั้งการเล่นกีฬา นันทนาการ แบะวิทยาศาสตร์การกีฬาได้ทุกที่ สมาร์ทดูดีได้ทุกวัย นำความสนุกในหัวข้อ Physical Wonder : สนุกเล่น สนุกคิด ฟิตสมอง ที่เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ฝึกเล่นเกมกีฬาและคำถามท้าทาย รู้ลึกรู้ทันกีฬา นันทนาการ วิทยาศาสตร์การกีฬาสามารถพัฒนาทักษะทางร่างกายได้ สนุกกับ 3 กิจกรรม ได้แก่  1. Fast & Feel ฝึกความเร็วกับกีฬาสแต็ค และท้าทายชัยชนะด้วยการประลองฝีมือกับนักกีฬา  2.“PLAY REC LAND” เสริมสร้างอุปนิสัยความอยากรู้อยากเห็น การตั้งคำถามและการแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับนันทนาการ และ 3. Challenge Your Intelligence เรียนรู้การทำงานของสมองด้วยเครื่องมือที่ใช้ประเมินศักยภาพการทำงานรู้คิดของสมอง การประเมินศักยภาพทางด้านกีฬาพร้อมพัฒนาก้าวสู่นักกีฬาอาชีพหรือนักกีฬาทีมชาติ ซึ่งกิจกรรมในส่วนของกรมพลศึกษา จัดกิจกรรม ชั้น 5 เซ็นทรัลเวิลด์  เวลา 13.00 – 18.00 น.ตั้งแต่วันที่ 14 ถึง 17 กันยายน 2566 นี้ ติดตามข่าวสารความคืบหน้าการจัดกิจกรรมของกรมพลศึกษาได้ที่ Page Facebook กรมพลศึกษากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ทั้งนี้กรมพลศึกษามีบทบาทส่งเสริมสนับสนุนกีฬา นันทนาการ วิทยาศาสตร์การกีฬา การพัฒนาบุคลากรด้านการกีฬา นันทนาการและการพลศึกษา เพื่อให้เยาวชน ประชาชนมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งในการเข้าร่วมจัดกิจกรรมในเทศกาลการเรียนรู้กรุงเทพฯ เป็นส่วนสำคัญในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมกีฬานันทนาการ และวิทยาศาสตร์การกีฬา โดยเฉพาะกรมพลศึกษาได้คัดเลือกกีฬาสแต็ค กีฬาหนึ่งที่เหมาะกับผู้เล่นทุกเพศ ทุกวัย สามารถเล่นได้ทุกที่ กิจกรรมนันทนาการสนุกๆ มาให้เด็กและยาวชนได้สัมผัสได้ลองเล่น ที่สำคัญยังได้วัดความสามารถของสมองของตนเองด้วยเครื่องมือที่ผ่านการออกแบบและพัฒนาเครื่องมือผ่านการศึกษาวิจัย อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือทดสอบที่ใช้ประเมินศักยภาพทางด้านกีฬาสำหรับนักกีฬาอาชีพหรือนักกีฬาทีมชาติ เป็นนวัตกรรมของกรมพลศึกษาที่ได้รับรางวัลเลิศรัฐประจำปี 2566  เครื่องมือนี้จะช่วยทดสอบถึงการทํางานรู้คิดของสมองทำให้ได้รับรู้และสามารถนำผลทดสอบที่ได้ของแต่ละคนไปพัฒนาปรับตัวเปลี่ยนแปลงแก้ไข พัฒนาการคิดแก้ปัญหาการควบคุมตนเอง กล้าคิดสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งเป็นรากฐานสําคัญต่อการเป็นผู้ใหญ่ทีดีและเก่งในอนาคตได้  การทดสอบมีให้ทดสอบทั้ง 4 วันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ในเทศกาลการเรียนรู้กรุงเทพฯ Learning Fest Bangkok ยังมีกิจกรรมอีกมากมายจากหน่วยงานเครือข่ายหลากหลาย ในโซนลานกิจกรรม ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ  ด้วย

ฝากรัฐบาลใหม่ขยายโอกาส‘การศึกษา’ ตัดวงจรส่งต่อ‘ความยากจนข้ามรุ่น’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753134

ฝากรัฐบาลใหม่ขยายโอกาส‘การศึกษา’ ตัดวงจรส่งต่อ‘ความยากจนข้ามรุ่น’

ฝากรัฐบาลใหม่ขยายโอกาส‘การศึกษา’ ตัดวงจรส่งต่อ‘ความยากจนข้ามรุ่น’

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาวิจัยแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ และ อดีตกรรมการสภาการศึกษา กล่าวว่าประเทศไทยยังมีปัญหาความยากจนข้ามรุ่นและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขจึงจะหลุดพ้นประเทศรายได้ระดับปานกลาง การจัดตั้งและการดำเนินงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ควรได้รับการสานต่อ รัฐบาลใหม่ควรเพิ่มเงินให้กับกองทุนเพื่อความเสมอภาคเพื่อทำให้ครอบครัวรายได้น้อยหรือครัวเรือนยากจนสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา

“การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพจะทำให้สมาชิกในครอบครัวมีทักษะในการทำงาน มีรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว และมีความสามารถในการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากความยากจนได้ การเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงานจึงเป็นการแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่นและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้ดีกว่ามาตรการประชานิยมแจกเงินทั้งหลาย” รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าว

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อไปว่า การจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณเพิ่มให้กองทุนเสมอภาคการศึกษา 8,000 ล้านเป็นเรื่องที่มีความเหมาะสม ส่วนนโยบายแจก Tablet 31,000 ล้านบาทเพื่อให้นักเรียนเข้าถึงเทคโนโลยีต้องดำเนินการจัดซื้ออย่างโปร่งใส ด้านนโยบาย 1 อำเภอ 1 โรงเรียนในฝัน นโยบาย 1 อำเภอ 1 ทุนหากสามารถดำเนินการได้จะเป็นเรื่องที่ดีต่อประเทศในระยะยาว

คุณภาพการศึกษาไทยนั้นตกต่ำมาอย่างต่อเนื่องทั้งที่มีการมีทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากให้กับ กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แต่งบประมาณจำนวนมากได้ใช้ไปกับงบประจำและงบบริหารจัดการ นอกจากนี้ที่ผ่านมายังมีการจัดโครงสร้างองค์กรแบบรวมศูนย์เข้าสู่กระทรวง แทนที่จะมีการกระจายอำนาจ กระจายงบไปสู่สถานศึกษา

การใช้งบประมาณก็ยังไม่ได้มุ่งตรงไปที่สถานศึกษามุ่งเป้าไปที่นักเรียนนักศึกษา มุ่งเป้าไปที่การพัฒนาครูอาจารย์ นักวิจัย หรือมุ่งเป้าไปที่แรงงานในการพัฒนาทักษะผ่านกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ระบบการศึกษาไทยและการจัดการงบประมาณทางด้านการศึกษาวิจัยต้องมีการปฏิรูปใหญ่ และต้องเปลี่ยนเป็นระบบ Demand-side Financing มุ่งไปที่ตัวผู้เรียน ลดความเป็น Supply-side Financing ที่มุ่งจัดสรรงบไปกองอยู่ที่กระทรวง

ทั้งนี้ ในระยะ 6 ปีแรกของแผนการศึกษาแห่งชาติ ยุทธศาสตร์เป้าหมาย แผนการดำเนินการล้วนสะดุดมาอย่างต่อเนื่องทั้งจากความไม่ชัดเจนของนโยบายการศึกษาของรัฐมนตรีแต่ละท่านที่มีการปรับเปลี่ยนบ่อยครั้ง และสะดุดลงอย่างหนักสุดจากวิกฤตการณ์โควิด-19 และเกิด Learning Loss (ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้) ในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาจำนวนมากในช่วงล็อกดาวน์

ตัวชี้วัดต่างๆ ที่อยู่ในแผนระยะ 5 ปีแรก (พ.ศ. 2560-2565) ของแผนการศึกษาชาติ (พ.ศ. 2560-2579) จึงบรรลุตามเป้าหมายไม่ถึงร้อยละ 40 ไม่ว่าจะเป็นมิติการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ (Access) มิติความเท่าเทียมทางการศึกษา (Equity) มิติคุณภาพการศึกษา (Quality) มิติประสิทธิภาพ (Efficiency) มิติการตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง (Relevancy) ในขณะที่แผน 5 ปี ระยะที่สองเริ่มต้นในช่วงรอยต่อของรัฐบาลประยุทธ์และรัฐบาลเศรษฐา มีความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล

และจนขณะนี้ก็ยังไม่ทราบว่า ใครจะมาดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ ใครจะมีเป็นทีมงานในการบริหารนโยบาย และจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการศึกษาหรือไม่ สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติอย่างไร ฉะนั้น แผน 5 ปีระยะที่สองจึงอาจมีความล่าช้าในการขับเคลื่อนแผนสู่การปฏิบัติ

ขณะที่ในส่วนการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ 10 ข้อ (หากพิจารณาจากแผนเดิม 15 ปี) และ ยุทธศาสตร์ 6 ข้อ (ตามแผนที่มีแก้ไขเพิ่มเติมเป็น 20 ปี) นั้นพบว่า มียุทธศาสตร์การจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ ยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัย ยุทธศาสตร์การสร้างโอกาสความเสมอภาคทางการศึกษา มีความคืบหน้าพอสมควร

ส่วนยุทธศาสตร์อื่นๆ เช่น ยุทธศาสตร์การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการศึกษา ยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคนการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ล้วนไม่มีความคืบหน้าและยังห่างไกลการบรรลุเป้าหมายตามกรอบเวลา และหากนำเอาแผนเดิมก่อนปรับปรุงจาก 20 ปีเป็น 15 ปี ยิ่งเห็นถึงความอ่อนแอลงของระบบการศึกษาไทยอย่างชัดเจนและจะเป็นปัจจัยสำคัญในการถ่วงรั้งให้ประเทศไทยรั้งท้ายที่สุดในเอเชียตะวันออก

จึงเป็นหน้าที่ของผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ภายใต้รัฐบาลใหม่ต้องบริหารจัดการให้ดีขึ้น ในแผนการศึกษาแห่งชาติระยะที่สอง (พ.ศ. 2566-2570)มีตัวชี้วัดหลายตัวที่ในระยะที่หนึ่งยังไม่บรรลุเลยฉะนั้นในระยะที่สอง“รัฐบาลใหม่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าเดิม” ไม่ว่าจะเป็น 1.ด้านความเท่าเทียมทางด้านการศึกษา ดัชนีความเสมอภาคของอัตราการเข้าเรียนระดับการศึกษาพื้นฐานตามฐานะทางเศรษฐกิจและพื้นที่ลดลง ร้อยละของเด็กในวัยเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษได้รับการศึกษาเต็มตามศักยภาพเพิ่มขึ้น

ผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกคนได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษา 15 ปี เป็นต้น 2.ด้านคุณภาพการศึกษา เช่น ร้อยละของผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะเป็นที่พอใจของสถานประกอบการเพิ่มขึ้น จำนวนงานวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้นวัตกรรมที่นำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศเพิ่มขึ้น เป็นต้น 3.ด้านการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ประชากรวัยทำงานมีจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ร้อยละของแรงงานที่ขอเทียบโอนความรู้และประสบการณ์เพื่อยกระดับคุณวุฒิการศึกษาเพิ่มขึ้น

4.ด้านประสิทธิภาพ มีการปรับระบบการจัดสรรเงินไปสู่ด้านอุปสงค์หรือตัวผู้เรียน มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับความเป็นอิสระและความรับผิดชอบของสถานศึกษา 5.ด้านตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านการศึกษาดีขึ้น จำนวนสถาบันอุดมศึกษาที่ติดอันดับ 200 อันดับแรกของโลกเพิ่มขึ้น อันดับความพึงพอใจของผู้ประกอบการต่อผู้จบอุดมศึกษาเพิ่มขึ้น สัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสายสามัญ

“ตัวชี้วัดตามเป้าหมายของแผนการศึกษาแห่งชาติหลายตัวยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายแม้กระทั่งเกณฑ์ตัวชี้วัดในระยะแรก หากจะทำให้บรรลุเกณฑ์ตัวชี้วัดในระยะที่สองดีขึ้น รัฐบาลใหม่ต้องทุ่มเททรัพยากรต่างๆ ในการทำงานเพื่อให้เป็นตามเป้าหมายของแผนการศึกษาแห่งชาติที่กำหนดกรอบเวลาไว้อย่างชัดเจน หากพยายามแล้วไม่สามารถทำได้ควรมีการปรับเปลี่ยนแผนการศึกษาแห่งชาติใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของประเทศ” รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุ

รศ.ดร.อนุสรณ์ ยังกล่าวอีกว่า ควรมีการจัดตั้งกองทุนขนาด 2,000 ล้านบาท ใหม่เพิ่มเติมหรือใช้กลไกกองทุนทางการศึกษาที่มีอยู่แล้วเพื่อปฏิรูปบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ ใช้กองทุนนี้ในการให้ “ทุนการศึกษา” “ทุนฝึกอบรม” “ทุนวิจัย” ให้กับบรรดาครูอาจารย์ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระบบอุดมศึกษาในสาขาที่ประเทศขาดแคลน นอกจากนี้ มีความจำเป็นต้องทบทวนแผนการศึกษาชาติใหม่ โดยนำเอายุทธศาสตร์จากแผนการศึกษาชาติฉบับ 15 ปีที่ถูกตัดทิ้งไปให้นำกลับมาพิจารณาใหม่

ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์การบริหารจัดการระบบข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการศึกษา ยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจไปสู่สถานศึกษา ในยุทธศาสตร์มีการเสนอแผนดำเนินการให้โรงเรียนของรัฐมีสภาพเป็น “นิติบุคคล” ได้ ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม ยุทธศาสตร์การปรับระบบและกลไกในการบริหารงานบุคคล มีเสนอให้มี ระบบครูสัญญาจ้างที่สามารถจ่ายค่าตอบแทนสูงเพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานมากขึ้น

ทั้งนี้ องค์กรระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็น องค์กร Unicef สหประชาชาติ ธนาคารโลก (World Bank) ได้ให้ความเห็นตรงว่า ปัญหาความยากจนข้ามรุ่นและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในไทยนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ขณะที่การเพิ่มบทบาทของ กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับนักเรียนนักศึกษาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย

“อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาที่ยากจนมีประสิทธิภาพและครอบคลุมกว้างยิ่งขึ้น มีความจำเป็นในการต้องปฏิรูประบบการเงินเพื่อสนับสนุนการศึกษาอย่างมียุทธศาสตร์และบูรณาการผ่านระบบการให้ทุนการศึกษา และต้องเพิ่มงบทุนการศึกษาให้เพียงพอโดยเฉพาะทุนการศึกษาในการเรียนสาขาวิชาชีพต่างๆ” รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าว

‘ม.มหิดล’ร่วมเรียนรู้ชุมชนต้นแบบ เปลี่ยน‘ขยะ’สู่ผลิตภัณฑ์‘สร้างรายได้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753135

‘ม.มหิดล’ร่วมเรียนรู้ชุมชนต้นแบบ  เปลี่ยน‘ขยะ’สู่ผลิตภัณฑ์‘สร้างรายได้’

‘ม.มหิดล’ร่วมเรียนรู้ชุมชนต้นแบบ เปลี่ยน‘ขยะ’สู่ผลิตภัณฑ์‘สร้างรายได้’

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ก่อนที่ขยะจะเข้าสู่กระบวนการแปรรูป จะต้องสิ้นเปลืองพลังงานต่อไปอีกมากมาย จะดีกว่าหรือไม่หากทุกคนเพียงช่วยกันวางแผนจัดการคัดแยกก่อนทิ้งซึ่ง อาจารย์พัทธจารี กระแสเสนร่วมกับทีมอาจารย์ประจำหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.ดร.ประเสริฐ ประสมรักษ์ อาจารย์ศิริพร ศิริกัญญาภรณ์ และ อาจารย์ ดร.กรกวรรษ ดารุนิกร เจ้าของโครงการและผู้ประสานงานหลัก

จัดทำโครงการ “การจัดการขยะแบบเบ็ดเสร็จระดับชุมชนและครัวเรือน” ร่วมเรียนรู้บริบทชุมชนหมู่บ้านราชธานีอโศก จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นชุมชนตัวอย่างที่สามารถ “เปลี่ยนขยะให้เป็นทองคำ” จากการนำนักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้การจัดการขยะ ซึ่งมีรายได้หลักจากการแปรรูปขยะสู่ผลิตภัณฑ์สร้างรายได้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

เริ่มต้นจากการคัดแยกขยะ โดยนำขยะอินทรีย์ไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ปุ๋ยหมักชีวภาพ น้ำหมักชีวภาพ นำไปบำรุงพืชผักสมุนไพรออร์แกนิกที่ปลูกไว้ในพื้นที่ สร้างแหล่งอาหารที่มีคุณภาพให้กับชุมชน และนำผลผลิตไปแปรรูปสานต่อสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ อาทิ แชมพูสมุนไพรลูกประคบสมุนไพร เป็นต้น ส่วนขยะรีไซเคิลได้ก็ขายให้กับร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้หมู่บ้านราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

“สาเหตุที่ให้ความสำคัญต่อการคัดแยกขยะมาเป็นอันดับหนึ่ง เนื่องจากมองว่าขยะแต่ละประเภทมีมูลค่าไม่เท่ากันและหากสามารถสร้างวัฒนธรรมในการนำภาชนะส่วนตัวมาใช้ ตลอดจนนำขยะที่ยังใช้ได้กลับมาใช้ซ้ำ จะช่วยลดปริมาณขยะได้อีกเป็นจำนวนมาก และหากชุมชนมีการจัดการขยะที่ดี เชื่อว่าจะสามารถทำให้เกิดความยั่งยืน ไม่มีขยะตกค้างจนก่อให้เกิดการปนเปื้อน และลดอัตราการเจ็บป่วยของชุมชนในที่สุด” อาจารย์พัทธจารี กล่าว

ขณะที่ อาจารย์ศิริพร กล่าวเสริมในเรื่องของ “การสร้างจิตสำนึก” ว่า การจัดการขยะเริ่มต้นได้ที่ตัวเรา “ขยะที่เราก่อ เราต้องเป็นผู้จัดการเอง ยิ่งคัดแยกได้เร็ว ยิ่งเกิดการปนเปื้อนได้น้อย” โดยหวังให้แนวคิดที่ได้จากการเรียนรู้จากโครงการการจัดการขยะแบบเบ็ดเสร็จระดับชุมชนและครัวเรือน สามารถขยายประโยชน์สู่ชุมชนอื่นๆ และพร้อมผลักดันสู่ระดับนโยบายได้ต่อไปในอนาคต

‘สส.ก้าวไกล’ เตรียมลงพื้นที่เก็บข้อมูลเด็กไร้หลักฐานทางทะเบียนราษฎร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753271

'สส.ก้าวไกล' เตรียมลงพื้นที่เก็บข้อมูลเด็กไร้หลักฐานทางทะเบียนราษฎร

‘สส.ก้าวไกล’ เตรียมลงพื้นที่เก็บข้อมูลเด็กไร้หลักฐานทางทะเบียนราษฎร

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 21.53 น.

“ก้าวไกล”เตรียมลงพื้นที่เก็บข้อมูลเด็กไร้หลักฐานทางทะเบียนราษฎร “ปารมี”เผยเป็นห่วงเด็ก 126 คนถูกส่งกลับพม่า-พระอาจารย์ มจร.เป็นห่วงสามเณรไร้รัฐไร้สัญชาติไม่ได้เรียนหนังสือ

29 สิงหาคม 2566 นายปารมี ไวเจริญ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าถึงการตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญเพื่อพิจารณาแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ว่า ในวันที่ 3-4 กันยายน 2566 พรรคก้าวไกลและเครือข่ายภาคประชาสังคม จะลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อศึกษารวบรวมข้อมูลเด็กนักเรียน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาการออกรหัส G (Generate Code) แก่เด็กไร้สถานทางทะเบียนราษฎรทั่วประเทศ ซึ่งครอบคลุมไปถึงสามเณรที่ไร้รัฐไร้สัญชาติ โดยในระหว่างที่กำลังรอสภาผู้แทนฯบรรจุวาระก็ได้เร่งศึกษาและรวบรวมข้อมูลเด็กกลุ่มนี้เพิ่มเติม

นายปารมี กล่าวว่า สำหรับกรณีเด็กนักเรียนในโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง จำนวน 126 คน ที่หลุดออกจากระบบการศึกษาและถูกส่งกลับประเทศพม่านั้น เท่าที่ทราบนั้นมีการส่งกลับไปเกือบหมดทั้งหมดแล้ว แม้ว่าทางพรรคก้าวไกลจะมีช่องทางในติดต่อผู้ปกครองของเด็กได้ แต่ยังมีความหวั่นใจอย่างยิ่ง เพราะไม่เห็นมีหน่วยราชการไทยติดตามเด็กเหล่านี้เลย ซึ่งน่ากังวลว่าเด็กจะตกอยู่ในสภาวะที่ยากลำบาก

“เราไม่รู้เลยว่าพวกเขาเป็นตายร้ายดีอย่างไร จริงๆแล้วควรเร่งนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา ไม่ใช่แค่กรณีของเด็กนักเรียน 126 คนที่จ.อ่างทองเท่านั้นที่เราต้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เพราะยังมีกรณีสามเณรไร้รัฐไร้สัญชาติที่กำลังประสบปัญหาไม่สามารถออกรหัส G ได้และไม่มีโรงเรียนรองรับสามเณรที่ต้องการเรียน ป.1-6 สามเณรบางรูปต้องนำชื่อไปฝากไว้กับโรงเรียนประถมศึกษาภายใต้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เนื่องจากเวลาถ่ายรูปติดบัตรสามเณรต้องเปลี่ยนจีวรให้เป็นชุดเครื่องแบบนักเรียน เรามองว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความไม่สบายใจสำหรับบุคคลที่ต้องการที่จะศึกษาเรียนรู้ทางพระธรรมวินัย ถือว่าการกระทำนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะการเอาชื่อเข้าไปไว้อีกโรงเรียนหนึ่ง แต่เด็กเหล่านี้ไม่ได้ศึกษาในโรงเรียนที่มีชื่อนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ผิดกฎระเบียบของกระทรวงการศึกษาได้ พวกเขาควรได้เรียนโรงเรียนที่มุ่งเน้นหลักสูตรของตนเอง”นายปารมี กล่าว

ส.ส.พรรคก้าวไกล กล่าวว่า แม้แต่โรงเรียนปริยัติธรรมศึกษาแผนกสามัญศึกษา ก็เปิดรับเฉพาะมัธยมศึกษาเท่านั้น ทั้งๆที่สามเณรที่เรียนชั้นประถมควรมีโอกาสได้เรียนด้วย ซึ่งเรื่องนี้หลายฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา เพราะว่าไม่ใช่แค่สามเณรที่ไร้รัฐไร้สัญชาติเท่านั้นที่กำลังประสบปัญหา สามเณรที่มีสัญชาติไทยเองก็ประสบปัญหาในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เรามองว่ากฎหมายและกฎระเบียบของกระทรวงศึกษาหรือมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะออกรหัส G เพื่อจะรองรับสิทธิและให้การศึกษาแก่เด็กนักเรียนไร้สถานทางทะเบียนเพื่อเข้าเรียนนั้นมีอยู่แล้ว เพียงแต่ปัญหาหลัก ๆในขณะนี้คือขาดการติดต่อประสานงานและขาดศูนย์ดำเนินงาน ทำให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ไม่กล้าตัดสินใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงมหาดไทย (มท.) ที่ไม่มีการประสานงานและทำงานร่วมกัน ทำให้ใช้ระยะเวลานานกว่าจะแก้ไขปัญหาออกรหัส G ในบางกรณีกว่าจะสามารถออกได้ เด็กนักเรียนบางคนเรียนจบไปแล้ว และมีเด็กรุ่นใหม่ๆ เข้ามาทับซ้อน จึงทำให้ปัญหานั้นสะสมไปเรื่อย ๆ และเป็นปัญหาเรื้อรังในอนาคต

ขณะที่พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทฺโธ (วงใส) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) วิทยาเขตเชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเดินทางไปยังจังหวัดเชียงตุง รัฐฉานตะวันออก ประเทศพม่า เพื่อไปศึกษาประเด็นปัญหาสามเณรไร้รัฐไร้สัญชาติในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากประเทศไทยเป็นพื้นที่ปลายน้ำที่ลูกเณรเข้ามาพึ่งพาอาศัยลี้ภัยสงคราม เมื่อได้ลงพื้นที่ปรากฏว่าในประเทศพม่าก็มีการจัดการศึกษาให้กับสามเณรเช่นเดียวกัน เพียงแต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้เลขระบุสถานะทางทะเบียน และการจัดการศึกษาก็เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ สามารถสื่อสารกันและกันได้เท่านั้น เพราะเป็นที่เข้าใจกันดีว่าประเทศพม่ามีหลากหลายชาติพันธุ์และพูดคุยกันคนละภาษา

พระวิสิทธิ์กล่าวว่า สามเณรสามารถแบ่งประเภทได้  3 ส่วน คือ 1.สามเณรที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เข้ารับการศึกษาโดยไม่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลพม่า และอยู่ในพื้นที่เงียบสงบ 2.สามเณรที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้ารับการศึกษาโดยมีรัฐบาลพม่าสนับสนุน 3.สามเณรกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต่อต้านรัฐบาลพม่าและอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งผู้ปกครอง พ่อแม่ของสามเณรบางส่วนเป็นผู้อพยพลี้ภัยทางการเมือง และนำลูกมาบวชเพราะต้องการปกป้องลูกให้อาศัยร่มกาสาวพัสตร์จากภัยสงคราม

“มีเด็กผู้หญิงบางคนที่จำเป็นต้องโกนผมเพื่อเข้าเรียนเช่นเดียวกัน หลายคนเป็นเด็กกำพร้าและหากสงครามยุติลงก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีโอกาสได้พบครอบครัวหรือไม่ เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง หากสามเณรไร้รัฐไร้สัญชาติที่อยู่ในประเทศไทยไม่ได้รับการแก้ปัญหา และหากถูกส่งตัวกลับไปยังพื้นที่ต้นน้ำที่เป็นพื้นที่อันตรายนั้น ก็ไม่รู้ชะตาชีวิตของพวกเขานั้นจะเป็นอย่างไร”พระวิสิทธิ์ กล่าว

มข.คะแนนพุ่งคว้าองค์กรเกรด A ประเมิน ITA คุณธรรม-ความโปร่งใสหน่วยงานภาครัฐปี’66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753118

มข.คะแนนพุ่งคว้าองค์กรเกรด A ประเมิน ITA คุณธรรม-ความโปร่งใสหน่วยงานภาครัฐปี'66

มข.คะแนนพุ่งคว้าองค์กรเกรด A ประเมิน ITA คุณธรรม-ความโปร่งใสหน่วยงานภาครัฐปี’66

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 15.30 น.

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ซึ่งรวมถึงมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยในปีนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ผลการประเมิน รวม 90.06 คะแนน ซึ่งประเมินคะแนนจาก 3 ส่วน ดังนี้

1. แบบตรวจการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data Integrity and Transparency Assessment: OIT) ได้คะแนน 97.50

2. แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก (External Integrity and Transparency Assessment: EIT) ได้คะแนน 84.57

3. แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน (Internal Integrity and Transparency Assessment: IIT) ได้คะแนน 85.67

สำหรับผลการประเมินดังกล่าว ผศ.นพ.ธรา ธรรมโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ระบุว่า ปีนี้มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้คะแนนในระดับเกรด A และที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้คะแนนมากกว่า 85 คะแนน

“มหาวิทยาลัยขอนแก่นให้ความสำคัญกับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส และเข้าร่วมการประเมินไม่เคยขาด ปีนี้เราได้คะแนนเป็นองค์กรเกรด A เช่นเดียวกับหลายปีที่ผ่านมา โดยมีผลประเมินโดดเด่นด้านการป้องกันการทุจริต และการเปิดเผยข้อมูลที่ได้คะแนนเกือบเต็ม ส่วนคะแนนที่ยังน้อยอยู่คือ การปฏิบัติการที่ต้องปรับปรุงและพัฒนาต่อไป”

ผศ.นพ.ธรา กล่าวต่อว่า การได้รับคะแนนเกรด A ในครั้งนี้สะท้อนถึงการให้ความสำคัญในด้านคุณธรรมและความโปร่งใสของมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยผู้บริหารและสภามหาวิทยาลัยได้ติดตามประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังได้กำหนดตัวชี้วัดการประเมินความโปร่งใสของผู้บริหารโดยใช้คะแนน ITA เป็นองค์ประกอบมานานกว่า 4 ปีแล้ว พร้อมกำหนดประเด็นด้านคุณธรรมความโปร่งใสเป็นยุทธศาสตร์ที่ 10 ของมหาวิทยาลัยด้วย

“ITA เป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งภาพลักษณ์ด้านนี้ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นนั้นมีความโดดเด่น เพราะเป็นมหาวิทยาลัยแรกที่ได้รับรางวัลด้านความโปร่งใสจาก ป.ป.ช. เมื่อปี 2563 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นดำเนินการด้านนี้อย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ บุคลากรและนักศึกษาทุกคนเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยให้ภาพลักษณ์ด้านคุณธรรมความโปร่งใสของมหาวิทยาลัยขอนแก่นโดดเด่นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบุคลากรที่ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลภายนอกนั้นต้องมีความโปร่งใส ให้บริการเท่าเทียมกัน ไม่เรียกรับผลประโยชน์ และมีจิตให้บริการ รวมถึงนักศึกษาที่ประพฤติดี ช่วยเหลือชุมชน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นภาพสะท้อนของมหาวิทยาลัยขอนแก่นให้ได้รับผลการประเมินคะแนน ITA เพิ่มมากขึ้น ในอนาคตจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในมหาวิทยาลัยขอนแก่น

นักเรียน‘บว.ลำปาง’เจ๋ง คว้าเหรียญทองความเป็นเลิศ ด้านวิชาการคณิตศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753093

นักเรียน‘บว.ลำปาง’เจ๋ง คว้าเหรียญทองความเป็นเลิศ ด้านวิชาการคณิตศาสตร์

นักเรียน‘บว.ลำปาง’เจ๋ง คว้าเหรียญทองความเป็นเลิศ ด้านวิชาการคณิตศาสตร์

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 14.26 น.

นักเรียน‘บว.ลำปาง’เจ๋ง คว้าเหรียญทองความเป็นเลิศ ด้านวิชาการคณิตศาสตร์

29 สิงหาคม 2566 ร่วมแสดงความยินดี  กับเยาวชน คนเก่ง ลูกหลาน ชาวลำปาง โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน เข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์วิชาการ ครั้งที่ 8 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 7 – 8 สิงหาคม 2566  ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่า ได้รับรางวัลเหรียญทอง

การแข่งขันโครงงานประเภทสร้างทฤษฎีหรือคำอธิบายทางคณิตศาสตร์ ระดับ ม.ปลาย

1. นางสาวอัญชิสา เตชะวงศ์ ม.5/9

2. นางสาวนิรนุช วงศ์เขียว ม.5/9

3. นายศิวกร ฝั้นแปง ม.5/9

คุณครูผู้ควบคุม 1. ครูจิตรี ฤทธิ์เนติกุล 2. ครูนราพร ณ จันตา ผู้ให้การสนับสนุน นายนิรันดร  หมื่นสุข ผู้อำนวยการโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย

หัวเว่ยร่วม depa อบรมนักศึกษาหัวกะทิ เพิ่มทักษะดิจิทัล และภาวะผู้นำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752886

หัวเว่ยร่วม depa อบรมนักศึกษาหัวกะทิ เพิ่มทักษะดิจิทัล และภาวะผู้นำ

หัวเว่ยร่วม depa อบรมนักศึกษาหัวกะทิ เพิ่มทักษะดิจิทัล และภาวะผู้นำ

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หัวเว่ย ประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เปิดตัวโครงการ Seeds for the Future ประจำปี พ.ศ. 2566 ค่ายฝึกอบรมนักศึกษาระดับหัวกะทิ 20 คน จากประเทศไทย เพื่อส่งเสริมทักษะดิจิทัลอันทันสมัย ภาวะผู้นำ และประสบการณ์แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย และผู้เข้าร่วมโครงการจะได้ร่วมพัฒนาโครงการสตาร์ทอัพตามแนวคิด “Tech4Good”

โครงการ Seeds for the Future 2023 จัดขึ้น 8 วัน ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 โดยงานนี้มีผู้เชี่ยวชาญภาคอุตสาหกรรมที่มีชื่อเสียงมาถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น 5G, AI และคลาวด์ การไปศึกษาดูงานที่ ศูนย์ Ecosystem Innovation Center ของหัวเว่ย และสัมผัสประสบการณ์ทางด้านวัฒนธรรมจีน และได้ทำงานเป็นทีมเพื่อพัฒนาโครงการสตาร์ทอัพของตนตามแนวคิด “Tech4Good” แลกเปลี่ยนแนวคิดใหม่ๆ ในปี พ.ศ. 2566 นี้ หัวเว่ยได้ยกระดับคุณภาพทางการศึกษาในโครงการฯ อาทิ มีผู้ให้คำปรึกษาด้าน Tech4Good คอยให้ความช่วยเหลือแก่นิสิตนักศึกษาตลอดเวลา และเมื่อผ่านหลักสูตร Seeds Academyภาคบังคับ ครอบคลุมทั้งหัวข้อ 5G, AI, Cloud และ Digital Power จะได้รับประกาศนียบัตรจากโครงการ นอกจากนี้ ผู้จบหลักสูตรทุกคนจะถือเป็นศิษย์เก่าโครงการ (Seed alumni network) ซึ่งเป็นเครือข่ายสำหรับการติดต่อสื่อสารกับคนที่เคยเข้าร่วมโครงการฯ ก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรมที่มีศักยภาพโดดเด่นจำนวน 5 คน จะได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยไปศึกษาดูงานระดับภูมิภาคในประเทศจีน ระหว่างวันที่ 15 ถึง 19 กันยายนนี้ ที่สำนักงานใหญ่ของหัวเว่ย ที่เมืองเซิ่นเจิ้น และศูนย์วิจัยและพัฒนา ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน และเข้าร่วมการแข่งขัน Tech4Good ในระดับโลกอีกด้วย ซึ่งหัวเว่ย ประเทศไทยจะแนะนำให้ทีมได้รู้จักกับนักลงทุนโครงการร่วมทุนต่างๆ หากทีมได้รับรางวัลใดรางวัลหนึ่งใน 3 รางวัลสูงสุด โครงการนี้มุ่งหมายเพื่อสนับสนุนและปลูกฝังแนวความคิดสร้างสรรค์ และช่วยให้นิสิตนักศึกษาต่อยอดนวัตกรรมไปสู่ระดับนานาชาติต่อไป