‘TDRI’แนะจ่าย‘เบี้ยคนชรา’สูตรไฮบริด ‘ถ้วนหน้าผสมเจาะจง’ไม่ให้ใครต้องตกหล่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751248

‘TDRI’แนะจ่าย‘เบี้ยคนชรา’สูตรไฮบริด  ‘ถ้วนหน้าผสมเจาะจง’ไม่ให้ใครต้องตกหล่น

‘TDRI’แนะจ่าย‘เบี้ยคนชรา’สูตรไฮบริด ‘ถ้วนหน้าผสมเจาะจง’ไม่ให้ใครต้องตกหล่น

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“14 ปี” เป็นระยะเวลาที่ประเทศไทยหันมาใช้ “หลักเกณฑ์ถ้วนหน้าในการจ่ายเบี้ยยังชีพคนชรา” แทนการให้เฉพาะคนแก่ยากจน ทำให้ปัจจุบันคนไทยทุกคนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จะได้รับสิทธิการดูแลนี้กระทั่ง “กระทรวงมหาดไทยได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพคนชราขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อ “วันที่ 11 สิงหาคม2566” ที่ผ่านมา โดยมีสาระเพิ่มเติม คือ “ผู้มีสิทธิที่จะได้รับเบี้ยคนชรา ต้องเป็นผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด”

นั่นหมายความว่า “ทุกคนที่กำลังจะก้าวสู่วัยเกษียณในอนาคตจะไม่ได้รับเบี้ยคนชราอีกต่อไป นอกจากจะไปพิสูจน์ความจน”ว่าเป็นบุคคลที่ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ซึ่งหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและการตอบโต้ระหว่างฝ่ายการเมืองรัฐบาลได้ออกมาชี้แจงสาเหตุของการปรับเกณฑ์ในครั้งนี้ว่า เป็นการใช้นโยบายการคลังที่พุ่งเป้าเพื่อช่วยเหลือไปยังกลุ่มคนที่มีความจำเป็นและเดือดร้อนกว่า โดยหวังสร้างความยั่งยืนทางการคลังระยะยาว

ท่ามกลางข้อถกเถียงในสังคมว่าแท้จริงแล้วมาตรการดูแลผู้สูงอายุด้วยเบี้ยยังชีพคนชราของไทย ควรคงไว้ที่หลักถ้วนหน้าแบบเดิมหรือ ควรให้เฉพาะกลุ่มคนที่ต้องการความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ใหม่ ปัญหาด้านภาระด้านงบประมาณ รวมไปถึงความเสี่ยงที่จะมีคนแก่ตกหล่นระหว่างทางมากน้อยเพียงใด มีมุมมองจาก ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ “ทีดีอาร์ไอ (TDRI)” ต่อประเด็นที่สั่นสะเทือนสังคมในเวลานี้

– การเปลี่ยนเกณฑ์สิทธิรับเบี้ยยังชีพคนชรา จากเดิมเป็นแบบถ้วนหน้า เป็นต้องมีการพิสูจน์ความจนเกิดผลกระทบอะไรบ้าง :เรื่องนี้เป็นแนวคิดที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้โยนหินถามทางมาแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือจะทำให้คนแก่ที่กำลังจะอายุ 60 ปีขึ้นไป และไม่ได้มีฐานะยากจนจะไม่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพตามแนวทางเดิม แต่คนที่เคยได้รับเบี้ยคนชราอยู่แล้วก็จะได้รับต่อไปตามที่บทเฉพาะกาลกำหนดเอาไว้ ซึ่งหลักเกณฑ์ใหม่นี้จะทำให้เหมือนกับย้อนกลับไปก่อนปี 2552ที่มีการให้เงินอุดหนุนเจาะจงเฉพาะกลุ่ม

ผลกระทบของหลักเกณฑ์ใหม่ก็ชัดเจนว่า มีผู้ที่จะมีสิทธิได้เงินน้อยลง ซึ่งความคาดหวังของรัฐบาลที่ออกกฎแบบนี้เพราะต้องการที่จะประหยัดงบประมาณ ตามที่มีการประเมินเป็นตัวเลขในอนาคตว่าจะต้องมีการใช้เงินมากกว่าปัจจุบันที่ประมาณ 80,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายเบี้ยคนชรา ซึ่งสาเหตุหลักๆ ที่ต้องใช้งบประมาณที่เพิ่มมากขึ้น มาจากผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และงบประมาณที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนเบี้ยยังชีพที่จากเดิมกำหนดไว้ตามขั้นบันไดตามช่วงอายุรายละ 600-1,000 บาทต่อเดือน

ตามที่มีพรรคการเมืองหาเสียงไว้ว่าจะเพิ่มจำนวนงบประมาณเบี้ยคนชราต่อหัวด้วย เช่น พรรคก้าวไกลจะปรับเบี้ยคนชราเป็น3,000 ต่อเดือน และยังมีพรรคการเมืองบางพรรคที่กำลังอยู่ระหว่างการรวมเสียงฟอร์มรัฐบาลกันอยู่ ก็ใช้ตัวเลข 3,000 บาทต่อเดือนเหมือนกัน ซึ่งถ้าทุกคนได้เบี้ยคนชรา 3,000 บาทต่อเดือน จะต้องใช้งบประมาณ 4-5แสนล้านบาทต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 5-6 เท่าจากงบประมาณที่ใช้ในปัจจุบัน ซึ่งก็ถือเป็นภาระของงบประมาณที่มากจริง

– อาจารย์มองว่าเบี้ยยังชีพคนชราควรจะใช้หลักการถ้วนหน้าหรือช่วยแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่ม : โดยพื้นฐานควรที่จะเป็นถ้วนหน้า ลองมองย้อนหลังไปว่าทำไมรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงทำให้เป็นแบบถ้วนหน้าในปี 2552 เพราะว่าก่อนหน้านั้น กลไกการให้เงินช่วยเหลือมีปัญหาจริงๆ โดยปัญหาที่ผมเจอด้วยตาตัวเองเลย คือ ตอนลงพื้นที่ไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ไปคุยกับคนในหมู่บ้านว่าอยากจะเจอกับคนแก่ที่มีฐานะยากจนที่สุดในหมู่บ้าน

“คนในหมู่บ้านก็พาไปเจอ พบว่าเป็นคุณยายคนหนึ่งซึ่งอายุเยอะและน่าสงสารมาก มีฐานะยากจนแน่นอนเพราะว่าไม่มีรายได้ ป่วยเป็นเบาหวาน ทำให้ขาบวมมากไม่สามารถทำอะไรได้เลยแม้แต่ขยับตัวก็ยังเป็นไปอย่างยากลำบาก ที่สำคัญคือลูกหลานไม่ดูแล อยู่คนเดียว ประทังชีพได้ด้วยการที่เพื่อนบ้านนำเอาข้าวมาให้กินเป็นจานๆ ไป ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าได้กินครบทุกมื้อหรือไม่ แต่ปรากฏว่าคุณยายคนนี้ไม่ได้รับเบี้ยยังชีพในยุคนั้น เพราะว่าตอนนั้นเบี้ยยังชีพได้กำหนดให้คณะกรรมการหมู่บ้านเป็นผู้คัดเลือกว่าใครสมควรจะได้ความช่วยเหลือ

โดยแต่ละหมู่บ้านจะได้โควตาหมู่บ้านละ6-8 คน และพอมีการถามกันไปถามกันมาก็พบว่าคนที่ได้รับคัดเลือกในหมู่บ้านนั้นคือคนที่เป็นญาติกับผู้ใหญ่บ้าน เป็นญาติกับ อบต. ซึ่งเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงในการคัดกรองว่าคนคนนั้นจนหรือไม่จน ถึงแม้ว่าจะมีเกณฑ์ที่ชัดเจนแต่กลไกการคัดกรองมีปัญหา เช่นที่ผมเจอคณะกรรมการหมู่บ้านมีการเล่นพวกเล่นพ้อง ซึ่งก็คือปรากฏการณ์ที่ผมใช้คำว่า “คนจนตกหล่น” คือคนจนตัวจริง คนแก่ที่จนจริงกลับไม่ได้เงิน”

เพราะฉะนั้นคำถามก็คือว่า “ถ้าหลักเกณฑ์นี้ออกมาบังคับใช้จริงกระบวนการคัดกรองจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีปัญหาอย่างที่เคยเป็นมาก่อนหน้าปี 2552” ซึ่งผมคิดว่ามีปัญหาแน่นอน เพราะว่าไม่ว่าหลักเกณฑ์จากคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติจะออกมาอย่างไร แต่ถ้าให้พิจารณาก็จะมีไม่กี่ทางเลือกที่คาดว่าทางคณะกรรมการจะใช้ เช่น อาจใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นเกณฑ์ว่าคนแก่คนไหนจน แต่อย่าลืมว่าตัวบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็มีปัญหาอยู่แล้วที่พบว่ามีคนจนตกหล่นเยอะมาก คนจนตัวจริงหลายสิบเปอร์เซ็นต์กลับไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

เพราะฉะนั้นถ้าใช้เกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็จะทำให้คนแก่ตกหล่นเรื่องนี้ไปด้วย ปัญหาก็ไม่ได้แก้ ต้องเข้าใจว่าคนจนที่ไม่มีบัตรบริการแห่งรัฐมีแนวโน้มที่จะเป็นคนจนที่จนมากๆ จนกว่าคนจนอื่นๆ เพราะมีปัญหาเฉพาะตัวที่มาจากความจนมากๆ ของเขา เช่น การที่เขาไม่มีบัตรเพราะว่าเขาไม่รับทราบข้อมูล ไม่รับรู้ข่าวสาร หรือรู้แต่ว่าไม่สะดวกที่จะมาเดินเรื่อง เพราะว่าการจดทะเบียนจะต้องไปที่ธนาคารของรัฐ ที่ทำการเขต ซึ่งอยู่ในเมืองเขาก็ไม่สะดวกที่จะมา หลายคนก็มีปัญหาเรื่องเอกสารไม่ครบ เพราะฉะนั้นคนที่ตกหล่นเป็นกลุ่มคนที่ลำบากจริงๆ

“ประสบการณ์ทั่วโลกบอกเราว่า โครงการอะไรก็ตามที่ต้องมีการคัดกรองให้เฉพาะคนจนทุกโครงการในโลกมีปัญหาหมด คือว่าจะมีคนจนตกหล่นและสัดส่วนก็จะไม่ต่ำด้วย ธนาคารโลกประมาณการว่าคนจน 100 คนจะมีโดยเฉลี่ย 40 คนที่ตกหล่น เช่นของไทยเองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรอบที่แล้วตกหล่นไปกว่า 50% ส่วนรอบใหม่ผมก็ไม่คิดว่าปัญหาจะเบาบางไปเท่าไหร่ ดังนั้นไม่ว่าจะใช้วิธีแบบไหน ตกหล่นแน่นอนอีกปัญหาคือคนไม่จนจริงจำนวนมากก็อาจได้รับสิทธิไป”

จุดยืนเบื้องต้นของผมคิดว่าควรเป็นแบบถ้วนหน้า แต่ถ้าจะขยายความต่อว่าผมไม่กังวลเรื่องงบประมาณหรือ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าขึ้นเป็น 3,000 บาทต่อเดือนจริง ซึ่ง 3,000 ก็เป็นตัวเลขซึ่งสำหรับคนยากจนจริงๆ ก็อธิบายได้ว่าไม่ได้สูงไปสำหรับการที่ต้องให้กับคนที่ยากลำบากจริงๆ แต่ก็จะเป็นปัญหาว่างบประมาณ 4-5 แสนล้านบาทจะไปหาจากไหน แนวทางที่ผมชอบเป็น “แนวคิดแบบลูกผสม” ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลชุดนี้ก็มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาเรื่องนี้และมีข้อเสนอแนะมาแล้ว ขณะที่ธนาคารโลกก็ออกรายงานมาในแนวทางคล้ายๆ กันเมื่อ 2-3 เดือนที่แล้ว

โดยแนวคิดแบบลูกผสม คือ ในเรื่องของถ้วนหน้าให้คงเอาไว้ แต่คงเอาไว้ในระดับที่ไม่สูงนัก เช่น อาจจะเป็นระดับที่ได้ในปัจจุบัน 600-1,000 บาท ผู้สูงอายุจะได้ถ้วนหน้าทุกคนแบบไม่มีการคัดกรอง แต่ถ้าเกิดว่ากรณีที่พรรคการเมืองซึ่งมาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ อยากจะเพิ่มงบประมาณอีกเป็นพันกว่าบาทหรือกระทั่งถึง 3,000 บาท ตามที่หาเสียงไว้ในส่วนที่เพิ่มขึ้นตรงนี้ ก็ให้เข้าสู่การคัดกรองได้ เพื่อให้เฉพาะคนจนมากๆ ได้รับเงินในส่วนเพิ่มนี้ไป

ข้อดีคือจะไม่มีใครที่ตกหล่น เพราะไม่ว่าจะใช้เกณฑ์อะไรก็ตามอย่างน้อยจะได้เบี้ยยังชีพของเก่า 600-1,000 บาท จะไม่เป็นศูนย์ในระหว่างนี้กระบวนการคัดกรองก็พยายามปรับปรุงทำให้ดีขึ้นเพื่อให้คนที่จนได้จริงๆได้เข้าถึงเงินในส่วนเพิ่มเติม ซึ่งก็เอาใจช่วยกระบวนการคัดกรองถึงแม้ว่าประสบการณ์ทั่วไปจะระบุว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้สมบูรณ์แบบแต่ว่าก็สามารถปรับปรุงได้

“ปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็ปรับปรุงได้ถ้าจะปรับปรุง เพราะฉะนั้นข้อเสนอของผมคือว่าให้เป็นลูกผสมงบประมาณที่ต้องใช้อาจจะมากกว่าปัจจุบัน แต่ว่าจะใช้ไม่มากเท่ากับกรณีที่เป็นถ้วนหน้าในอัตราจ่ายต่อหัวที่สูง งบประมาณที่ต้องจ่าย ไม่ถึง 4-5 แสนล้านบาทต่อปี อาจจะอยู่ที่ราวๆ 2 แสนล้านบาท ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องไปหาเงินมาจะต้องไปเพิ่มภาษีอะไรก็ว่าไป”

– ถ้าพูดถึงกระบวนการคัดกรองที่ดีต้องมีแนวทางอย่างไรถึงจะไม่ตกหล่น :มีโมเดลแผนที่ความยากจน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนทำ แผนที่ความยากจนจะทำให้เราทราบเลยว่าแต่ละพื้นที่ มีคนแก่ที่ยากจนจริงๆเท่าไหร่ในพื้นที่นั้น จะมีความแม่นยำทางสถิติในระดับหนึ่ง สิ่งที่จีนทำก็คือว่าจัดงบประมาณแยกกระจายไปตามจำนวนหัวที่ได้มาจากแผนที่ความยากจน จากนั้นก็ให้กลไกในพื้นที่ซึ่งอาจจะเป็นหน่วยงานรัฐ อบต. เทศบาล

หรือจะใช้กลไกชุมชนช่วยก็ได้ ไปดูว่างบประมาณที่ได้มาถึงคนจนหรือไม่ ซึ่งตรงนี้แน่นอนว่าอาจจะมีปัญหาที่เคยเจอ เรื่องของกระบวนการคัดกรอง ซึ่งก็ต้องมีกลไกตามไปตรวจสอบอีกทีหนึ่ง ซึ่งน่าจะทำให้ปัญหาคนจนตกหล่นน้อยกว่าระบบอื่นที่ใช้กันอยู่ปัจจุบันที่แน่ๆ คือในแง่ของงบประมาณก็จะทำให้ที่เป็นห่วงกันว่าเงินจะไปสู่คนที่ไม่ยากจนจริงก็จะบรรเทาลง

โดยเกณฑ์การวัดอาจจะขยับเข้ามาว่าไม่ใช่คนจนอย่างเดียว สมมุติว่าใช้เส้นความยากจนแบ่งก็อาจจะเป็น 1.5 เท่าของเส้นความยากจน และทำแผนที่ความยากจนว่ามีกี่หัวกระจายในพื้นที่ ใช้ 1.5 เท่าของเส้นความยากจน อันนี้ก็จะทำให้ไม่เป็นถ้วนหน้าแต่คนจนตกหล่นน้อย ซึ่งงบประมาณก็จะประหยัดลง แต่ก็จะมีปัญหาตามมาว่า ถ้ากระบวนการคัดกรองในพื้นที่มีปัญหาก็จะมีคนตกหล่นอยู่ดี เพราะฉะนั้นก็ต้องมีการไปกำกับว่ากลไกของรัฐบาลท้องถิ่นจะต้องผิดพลาดน้อยที่สุด

– วันนี้เราเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ นโยบายหรือความคุ้มครองทางสังคมควรเป็นอย่างไร : เรามีคนแก่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เราคงไม่อยากให้เห็นภาพว่าเขาแบมือรับเงินอย่างเดียว เพราะจะเป็นภาระงบประมาณ แล้วก็เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีด้วย “สิ่งที่ต้องทำเพิ่มขึ้นคือเรื่องการเสริมทักษะ UpSkill ReSkill ให้กับคนแก่ อย่าไปคิดว่าเขาเป็นคนแก่ และจำนวนมากก็เรียนหนังสือมาไม่มาก ก็เลยยอมแพ้หมายความว่ายังไงเขาก็คงทำอะไรไม่ได้” แต่ต้องคิด ต้องพยายามดูว่าเรื่องของการเสริมทักษะ อะไรบ้างที่เหมาะกับคนแก่ ตรงนี้จะต้องมีโครงการมีนโยบายอื่นเสริมเข้ามาเพื่อให้คนแก่เขาสามารถที่จะดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

– ถ้าให้มองภาพรวมด้านการคุ้มครองทางสังคม อาจารย์คิดว่าสิ่งแรกๆ รัฐบาลชุดใหม่ควรทำอะไรในทันที : การดูแลคนแก่ติดเตียง คนป่วยติดเตียง เป็นเรื่องที่สำคัญขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่รู้ว่าถ้ามีคนไข้ติดเตียงในบ้านจะเป็นภาระของเจ้าตัวและคนในครอบครัวที่ต้องหาคนมาดูแล แล้วจะทำให้ครอบครัวที่ไม่จนก็จะกลายเป็นจนไป เพราะฉะนั้นนโยบายของการดูแลคนแก่ คนไข้ติดเตียงจะต้องทำในเชิงรุกมากกว่านี้

ทุกวันนี้ทาง สปสช.ทำอยู่และต้องชมเชย เพราะเขาให้สิทธิทุกคนไม่ใช่เฉพาะคนที่ใช้สิทธิบัตรทอง แต่เข้าใจว่ามีปัญหาเรื่องงบประมาณทำให้การช่วยเหลือในเรื่องนี้ยังอยู่ในวงที่จำกัด ระดับการช่วยเหลือก็ยังไม่เพียงพอรัฐบาลควรเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้ ซึ่งถ้าเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้ได้ ถ้าดูแลตรงนี้ได้ อาจจะไม่ต้องให้เบี้ยเขา 3,000 ก็ได้ เพราะได้ช่วยเรื่องรายจ่ายที่สูงมากในส่วนนี้ไปแล้ว แต่ถ้าโยงไปเรื่องของคนพิการ (ซึ่งคนแก่จำนวนมากก็เข้าข่ายพิการเนื่องจากความชรา) จะมีเรื่องการพิสูจน์ความพิการต้องทำอย่างเหมาะสม แบ่งเป็นระดับความพิการ

แล้วให้ความช่วยเหลือที่เหมาะกับลักษณะและระดับความพิการ เช่น การให้อุปกรณ์อื่นๆ ที่จะช่วยในการใช้ชีวิต อย่างวีลแชร์หรือจัดให้คนที่จะมาดูแล ถ้าต่างประเทศ เรียก caregiver ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งอาจมาจากภาครัฐโดยตรงหรือจากภาคประชาสังคมโดยรัฐอุดหนุน เข้ามาเป็นองคาพยพที่สำคัญที่จะเข้ามาดูแลคนแก่ในพื้นที่ต่างๆ หมายความว่าถ้าติดเตียงจริง แต่ถ้ามีคนดูแลเข้ามาก็ทำให้ครอบครัวนั้นสบายขึ้น สมาชิกในครอบครัวก็มีโอกาสไปทำงาน เบาภาระลง ซึ่งก็เป็นมาตรการที่ควรจะใช้ควบคู่กันไปเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

‘อัมพร’ลงพื้นที่อุบลราชธานี เยี่ยมให้กำลังใจ สนามสอบครูผู้ช่วย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751165

'อัมพร'ลงพื้นที่อุบลราชธานี เยี่ยมให้กำลังใจ สนามสอบครูผู้ช่วย

‘อัมพร’ลงพื้นที่อุบลราชธานี เยี่ยมให้กำลังใจ สนามสอบครูผู้ช่วย

วันเสาร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 22.08 น.

“อัมพร” ลงพื้นที่ รร.อนุบาลอุบลราชธานี ตรวจเยี่ยมพร้อมให้กำลังใจ สนามสอบครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ. ปี 2566 พร้อมส่งผู้บริหาร สพฐ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบทั่วประเทศ

19 สิงหาคม 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงาน ในการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปี พ.ศ. 2566 โดยมี นายธนาดุลย์ แสนทวีสุข ประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 พร้อมคณะอนุกรรมการ นายเข็มพรชัย ทองน้อย รอง ผอ.สพป.อุบลราชธานี เขต 1 นายธวัชชัย ถิตย์รัศมี รอง ผอ.สพป.อุบลราชธานี เขต 1 นายอภินันทิชัย แกระหัน รอง ผอ.สพป.อุบลราชธานี เขต 1 นายสุบรรณ ลาสา รอง ผอ.สพป.อุบลราชธานี เขต 1 และนายเสมอ สร้อยคำ ผอ.ร.ร.อนุบาลอุบลราชธานี ให้การต้อนรับ ณ สนามสอบโรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี

นายอัมพร กล่าวว่า สพฐ. ได้เปิดรับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ. ปีพ.ศ. 2566 โดยทำการเปิดสอบใน 51 กลุ่มวิชา มีจำนวนอัตราว่าง รวม 8,061 อัตรา แบ่งเป็นพื้นที่ปกติ จำนวน 7,537 อัตรา พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) จำนวน 524 อัตรา โดยหลังจากเปิดรับสมัครในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีจำนวนผู้สมัครสอบ พื้นที่ปกติ 25,061 ราย พื้นที่ จชต. 1,632 ราย รวมทั้งสิ้น 26,693 ราย 

สำหรับสนามสอบโรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ได้ทำการเปิดสอบ 10 กลุ่มวิชา ผู้มีสิทธิสอบ 216 คน ผู้เข้าสอบจำนวน 206 คน และขาดสอบ 10 คน ซึ่งจากการตรวจเยี่ยมในวันนี้พบว่าการจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดย สพฐ. ได้เน้นย้ำให้ทุกเขตพื้นที่ฯ ดำเนินการจัดสอบให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม ปลอดทุจริต เพราะคุณภาพการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ต้องมีครูที่มีคุณภาพ สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียนได้ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน 

“ขอให้ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ตามคู่มืออย่างเคร่งครัด เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยยึดถือระบบคุณธรรม ความเสมอภาค ความโปร่งใส และตรวจสอบได้ ปราศจากการทุจริตหรือส่อไปในทางไม่สุจริต เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากบุคคลภายนอก อันจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์องค์กร ทั้งนี้ หลังจากการสอบข้อเขียน ภาค ก และภาค ข ในวันที่ 19 สิงหาคม และสอบสัมภาษณ์ ในวันที่ 20 สิงหาคมแล้ว จะประกาศผลการคัดเลือก ภายในวันที่ 24 สิงหาคม 2566 ต่อไป” นายอัมพร กล่าว

นอกจากนี้ เลขาธิการ กพฐ. ยังได้มอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. อาทิ รองเลขาธิการ กพฐ. ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. และผู้เชี่ยวชาญ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจการจัดสอบฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย ในสนามสอบทั่วประเทศอีกด้วย โดยนายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ซึ่งมีผู้สมัครสอบจำนวน 28 คน ขาดสอบ 3 คน และสนามสอบสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเปิดสอบใน 8 กลุ่มวิชา มีผู้สมัครสอบจำนวน 41 คน ผู้มาสอบจำนวน 39 คน ขาดสอบจำนวน 2 คน

ด้านนายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบโรงเรียนบ้านหน้าควนลัง (ราษฎร์สามัคคี) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สังกัด สพป.สงขลา เขต 2 เปิดสอบใน 8 กลุ่มวิชา มีอัตราว่าง จำนวน 34 อัตรา มีผู้สมัครสอบ จำนวน 78 คน และสนามสอบโรงเรียนบ้านนาทวี อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา สังกัด สพป.สงขลา เขต 3 มีผู้สมัครสอบ ว16 (อ.สะเดา) จำนวน 22 คน และ ว17 (อ.นาทวี อ.จะนะ อ.เทพา และ อ.สะบ้าย้อย) จำนวน 180 คน โดยการจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี

ขณะที่นายอนันต์ พันนึก ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบโรงเรียนเมืองร้อยเอ็ด สังกัด สพป.ร้อยเอ็ด เขต 1 ซึ่งมีอัตราว่าง 79 อัตรา มีผู้สมัครสอบจำนวน 234 คน และสนามสอบวิทยาลัยการอาชีพโพนทอง สังกัด สพป.ร้อยเอ็ด เขต 3 เปิดสอบใน 8 กลุ่มวิชา มีผู้สมัครสอบจำนวน 79 คน โดยการจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีการเตรียมทุกขั้นตอน ห้องสอบครบถ้วนพร้อมสำหรับผู้เข้าสอบ ใส่ใจทุกขั้นตอนอย่างโปร่งใส ชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นในความยุติธรรมเท่าเทียม เพื่อคัดคนเป็นครูผู้ช่วยอย่างมีคุณภาพ 

และนายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ โรงเรียนอนุบาลวารินชำราบ (ก่อวิทยาคาร) อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี สังกัด สพป.อุบลราชธานี เขต 4 เปิดสอบใน 11 กลุ่มวิชา มีตำแหน่งว่าง 29 อัตรา มีผู้สมัครสอบ 99 คน มีสิทธิสอบ 98 คน มาสอบ 94 คน ขาดสอบ 4 คน และสนามสอบโรงเรียนดำรงสินอุทิศ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี สังกัด สพป.อุบลราชธานี เขต 5 เปิดสอบใน 10 กลุ่มวิชา มีจำนวนผู้เข้าสอบ 154 คน และขาดสอบ 5 คน
 

สกสว. ร่วมมือ มธ. เปิดเวทีถก! แบ่งทรัพยากรอย่างไร ให้การศึกษาไทยไม่เหลื่อมล้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750724

สกสว. ร่วมมือ มธ. เปิดเวทีถก! แบ่งทรัพยากรอย่างไร ให้การศึกษาไทยไม่เหลื่อมล้ำ

สกสว. ร่วมมือ มธ. เปิดเวทีถก! แบ่งทรัพยากรอย่างไร ให้การศึกษาไทยไม่เหลื่อมล้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 17.25 น.

สกสว. ร่วมมือ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มธ. และเครือข่ายครู จัดเวทีสัมมนาวิชาการ Education Journey Forum ครั้งที่ 9 หารือประเด็นการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาไทย มุ่งสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน หวังเด็กและเยาวชนไทยเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวทีสัมมนาทางวิชาการ Education Journey Forum ครั้งที่ 9 ในหัวข้อ “แบ่งทรัพยากรอย่างไร ให้การศึกษาไทยไม่เหลื่อมล้ำ” ภายใต้โครงการการจัดการความรู้และขับเคลื่อนระบบการศึกษาและการเรียนรู้เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ มองจุดคานงัด เพิ่มการมีส่วนร่วมในการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา และให้ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพราะการเปลี่ยนแปลงการศึกษาเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดพลังการขับเคลื่อนจากฐานรากนำไปสู่การพัฒนาการเรียนรู้และการศึกษาของประเทศ โดยมี รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. รศ. ดร.อนุชาติ พวงสำลี หัวหน้าคณะทำงานวิชาการ SAT การศึกษาและการเรียนรู้ ผู้บริหารองค์กรด้านการศึกษา นักวิชาการนักวิจัย ภาคีเครือข่าย ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการเมือง และสื่อมวลชน เข้าร่วมการสัมมนาดังกล่าว ณ โรงแรมอัศวินแกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

นายศุภวัจน์ พรมตัน (ครูมะนาว) บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ครูแถแพ้ไม่เป็น” สะท้อนความดิ้นรนของครูคนหนึ่ง ที่เปิดเผยถึงที่มาที่ไปของการเปิดเพจเกี่ยวกับนักเล่าเรื่องครูบนโซเชียลมีเดีย แบ่งเป็น EP ต่าง ๆ คือ “EP.1 ครูบ้านดอย” ในบทบาทครูจบใหม่ที่สอนในโรงเรียนชนบท เล่าเรื่องถึงความขาดแคลนในโรงเรียนชนบท การสอนในรูปแบบต่าง ๆ ระบบการเลื่อนเงินเดือน และบทบาทของครูหนึ่งคนที่สอนเกือบทุกวิชา “EP.2 จากบ้านดอยสู่นคร” จากชนบทเข้าสู่ตัวเมือง สื่อถึงสิ่งที่คิดและตั้งใจจะทำแต่ไม่ได้ทำเพราะต้องย้ายโรงเรียน ทำให้เริ่มมองเห็นถึงปัญหาและการจัดการเรียนการสอนใหม่ “EP.3 เปิดเพจ อะไรอะไรก็ครู” สื่อถึงแผนการสอนและแผนการส่ง หรือกระทั่งการประเมินที่ตกไม่ได้ การวัดความรู้โดยการติวแทนการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพราะการติวทำให้คะแนน ONET ของโรงเรียนนั้นสูงขึ้น “EP.4 จุดเริ่มต้นของครูสายแถ” การลองปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ไปตามสื่อการเรียนการสอนแต่ละแบบ ให้เกิดความสนุกในห้องเรียน เปิดรับฟังจากนักเรียนมากขึ้นทำให้เกิดไอเดียใหม่ ๆ การใช้ประเด็นสังคมเข้ามาปรับกับกิจกรรมจนเกิดเป็นกระแสบนสื่อในขณะนั้น เกิดเป็นคำถามว่า “ทำไมสิ่งที่เราทำ แม้มันจะโดดเด่นในสายตาคนทั่วไป แต่ทำไมไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานทางวิชาการได้” คนทั่วไปให้คุณค่ากับสิ่งที่เราทำแบบไหน? “EP.5 ครูแถแพ้ไม่เป็น” ได้ไปในเวทีใหม่ ๆ ออกจากกรอบความคิดความเชื่อเดิม กล้าที่จะทำตามความรู้สึกและกล้าที่จะยืนหยัดจนสำเร็จ ทำให้ทัศนคติเปลี่ยนไปกับการให้คุณค่าที่เปลี่ยนไป ซึ่งเกือบจะเปลี่ยนเป็นคนละแนวตั้งแต่เริ่มทำเพจในตอนแรก “EP.6 จากพลเรียน ถึงครูขอสอน” การเปลี่ยนทัศนคติในหลาย ๆ เรื่อง เช่น การพูดถึงจัดสรรสวัสดิการของครูที่ควรจะได้รับ จนเกิดเป็นเพจครูปล่อยของที่กล้าแชร์มากขึ้น เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างครูมากขึ้น 

“ความเหลื่อมล้ำที่เห็นได้ชัดเจน คือ เวลามีการแข่งขันกิจกรรมภายนอก ที่มีตั้งแต่การเดินทาง ที่พัก การเรียนการสอนช่วงไปแข่งขันกิจกรรม อาหารการกิน และอุปกรณ์การแข่งขันในการสนับสนุนนักเรียนนั้น มีความแตกต่างกันไปในแต่ละโรงเรียนว่ามีงบประมาณอยู่ในระดับใด แม้การพูดถึงประเด็นการศึกษา จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และที่ไม่เปลี่ยนแปลงอีกมากมาย ก็ยังเหมือนเดิม สิ่งที่ครูพยายามตอนนี้ คือ ขออยู่กับเด็ก ๆ  การไม่รอระบบ ต้องการพัฒนาตนเอง สวัสดิภาพและสวัสดิการ” ครูมะนาว กล่าวทิ้งท้าย

ก่อนจะมีการเสวนาในประเด็น “แบ่งสรรทรัพยากรอย่างไร ให้การศึกษาไทยไม่เหลื่อมล้ำ” ดังนี้

ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ ธนาคารโลก บรรยายประเด็น “แนวทางการจัดสรรทรัพยากรตามมาตรฐานคุณภาพต่ำของโรงเรียน (FSQL)” เปิดเผยถึงงานวิจัย PISA 2018 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักเรียนลดลงมากในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ทำให้ค่าใช้จ่ายรายหัวของเด็กเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ผลสัมฤทธิ์ทางด้านการศึกษา รวมถึงทักษะในด้านต่าง ๆ นั้นลดลง ส่วนข้อมูล FSQL ในด้านการบริหารจัดการและค่าเฉลี่ยแต่ละด้านของโรงเรียนขนาดเล็ก พบว่า โรงเรียนขนาดเล็กไม่เพียงแต่ขาดแคลนครู เท่านั้น แต่ยังขาดแคลนอีกหลายปัจจัย เช่น ห้องเรียน อุปกรณ์การเรียนรู้ การเดินทาง ด้านกีฬา โดยมองว่าต้องเริ่มจัดการจาก 1.จำนวนโรงเรียนให้เหมาะสมกับจำนวนเด็ก 2.เพิ่มการพัฒนาโครงสร้างโรงเรียนให้มีคุณภาพเท่า ๆ กัน ไม่กระจายทรัพยากร โดยใช้เทคโนโลยีเข้าไปประเมินความขาดแคลนแต่ละโรงเรียน เพื่อให้เกิดการพัฒนาแก้ไขที่ตรงจุด 

คุณพงศ์ทัศ วนิชานันท์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ บรรยายประเด็น “แนวทางการจัดสรรทรัพยากรแบบใหม่เพื่อโรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” เปิดเผยถึง ผลวิจัยการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ระบุว่า เรามีปัญหาด้านการจัดสรรงบประมาณที่ลงทุนเยอะแต่กลับได้ผลน้อย ส่งผลให้ระบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ในการสร้างเด็กให้พร้อมในโลกอนาคต สำหรับพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเปิดโอกาสให้สร้างระบบนิเวศน์ทางการศึกษาใหม่ เพื่อให้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการคิดค้นนวัตกรรมการเรียนรู้ และนวัตกรรมการบริหารจัดการใหม่ ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพทางการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำ นำไปสู่การเป็นต้นแบบและพร้อมขยายผลต่อในวงกว้าง 

ดร.วงอร พัวพันสวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายประเด็น “มิติที่หลากหลายของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” ระบุว่า ในปัจจุบันปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาในประเทศไทย ประกอบด้วย ความไม่เท่าเทียมด้านการเข้าถึง การเข้าไม่ถึงการศึกษา ความไม่เท่าเทียมด้านผลลัพธ์/คุณภาพ ความไม่เท่าเทียมด้านตัวเลือก ความไม่เท่าเทียมด้านประสบการณ์การเรียนรู้ ขณะที่ อุดมคติของระบบการศึกษาที่เสมอภาคของนิสิต คือ ทุกคนได้รับการศึกษามาตรฐานเดียวกัน คนไม่มีเงินต้องได้เรียน การเข้าถึงการศึกษาของคนต่างจังหวัดต้องไม่ด้อยกว่าคนในเมือง ระบบการศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะในกลุ่ม LGBTQ/ชนกลุ่มน้อย/อื่น ๆ คนที่มีความสามารถได้รับการส่งเสริมให้ได้รับโอกาสที่เหมาะสมกับความสามารถ ส่วนคนที่มีความสามารถน้อยกว่าก็ได้รับการสนับสนุนให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้ เช่นกัน และการส่งเสริมองค์ความรู้ที่หลากหลาย 

ดร.สมชัย จิตสุชน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย บรรยายประเด็น “บทบาทของกลุ่มผลประโยชน์ต่อนโยบายการสร้างความเสมอภาคด้านการศึกษา” ระบุว่า นอกจากปัญหาจำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยลงแล้ว ส่วนมากยังอยู่ในมิติครอบครัวที่มีความพร้อมไม่มากนัก ส่งผลให้เด็กไม่ได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ ไทยจำเป็นต้องปรับปรุงระบบสวัสดิการ ที่ไม่ใช่เรื่อง “สงเคราะห์” แต่เป็นระบบช่วยการพัฒนาประเทศโดยใช้ “คน” เป็นศูนย์กลาง เพื่อตอบโจทย์ปัญหาหลักของประเทศ คือ ความเหลื่อมล้ำ (คนไทยจนกระจาย) สังคมสูงวัย (คนแก่มากขึ้น คนหนุ่มสาวต้องเตรียมภาระหนักในอนาคต) และกับดักประเทศรายได้ปานกลาง เพราะไทยอยู่ในวังวนปัญหา 3 เรื่องนี้มานานมาก บางเรื่องก็สายเกินไป หากไม่รีบแก้ไขปัญหาก็จะยิ่งหนักและแก้ไขยาก หรือถึงขั้นแก้ไขไม่ได้
 

หมอเจี๊ยบ-ลลนา ให้แรงบันดาลใจนักศึกษาใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750446

หมอเจี๊ยบ-ลลนา ให้แรงบันดาลใจนักศึกษาใหม่

หมอเจี๊ยบ-ลลนา ให้แรงบันดาลใจนักศึกษาใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จัดกิจกรรม “รักน้อง คล้องใจ…นักศึกษาใหม่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์” ภายในงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2566 และได้เชิญ หมอเจี๊ยบ-แพทย์หญิงลลนา ก้องธรนินทร์ แพทย์เฉพาะทาง แผนกฉุกเฉินและประธานผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Let’ s Be Heroes มาพูดคุยถึงประสบการณ์การเรียน เป็นแนวทางให้นักศึกษาใหม่สามารถปรับตัวและดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขในรั้วราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมให้ข้อคิดเรื่อง “คิดบวก”

AUA มอบหนังสือเสียงแก่ผู้พิการทางสายตาในโอกาสครบรอบ 70 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750447

AUA มอบหนังสือเสียงแก่ผู้พิการทางสายตาในโอกาสครบรอบ 70 ปี

AUA มอบหนังสือเสียงแก่ผู้พิการทางสายตาในโอกาสครบรอบ 70 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเอกพงษ์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการบริหาร โรงเรียนสถานสอนภาษาสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา (เอยูเอ) จัดกิจกรรมฉลองครบรอบ “AUA 70th Anniversary” นำทีมผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ร่วมดำเนินแคมเปญเพื่อสังคม Read for the Blind สร้างสื่อการเรียนรู้รูปแบบหนังสือเสียงให้แก่ผู้พิการทางสายตาใน “มูลนิธิคนตาบอดไทย” โดยมี ม.ล.ฐนิสา เธเรซ่า ชุมพล,นางสาวสยมาส พิณประดิษฐ์,นายวันชนะ มั่นจงดี ร่วมกิจกรรมด้วย ณ มูลนิธิคนตาบอดไทย เมื่อเร็วๆ นี้

แคมเปญนี้จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างรากฐานภาษาอังกฤษให้กับสังคมไทยอย่างที่มุ่งมั่นมาโดยตลอด พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางภาษาให้กับกลุ่มผู้พิการ เพื่อแสดงถึงการทำตามพันธกิจเป็นประตูแห่งโอกาสที่ทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนภาษาอังกฤษได้ด้วย

นิสิตเศรษฐศาสตร์ มศว จัดงาน ความรู้เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750442

นิสิตเศรษฐศาสตร์ มศว จัดงาน  ความรู้เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่

นิสิตเศรษฐศาสตร์ มศว จัดงาน ความรู้เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จัดงาน “Econ-Commu 2023 : The Innovation fun(d)day” เพื่อสร้างการรับรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ที่สามารถเข้าถึงได้ให้คนรุ่นใหม่ คนทั่วไป ที่ติดตามเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจสมัยใหม่ ได้เข้าถึงสารที่ง่ายขึ้นด้วยการใช้ศาสตร์แห่งการสื่อสารและนวัตกรรม กิจกรรมครั้งนี้จัดโดยนิสิตในวิชาเอกสื่อสารเพื่อเศรษฐศาสตร์ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ให้กับบุคคลภายนอกและให้นิสิตได้ฝึกฝนประสบการณ์ในการทำงานจริงร่วมกับองค์กรภายนอก และรับความรู้จากผู้มีประสบการณ์ที่ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของเศรษฐศาสตร์ในโลกของการทำงานจริง ให้นิสิตเตรียมความพร้อมในการทำงานในอนาคต เมื่อวันก่อนที่ ที่ มศว ประสานมิตร

การจัดงานแบ่งเป็น 5 ส่วนงาน ได้แก่ 1.) Fun(d) amental การเข้าใจหลักการและที่มาของการสื่อสารเพื่อเศรษฐศาสตร์ 2.) Fun(d) Innovation ที่เป็นการอัปเดตด้านนวัตกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางเศรษฐกิจ 3.) Fun(d) Talk ว่าด้วยการแปลงข้อมูลเศรษฐศาสตร์ให้เข้าถึงได้จากผู้มีประสบการณ์ที่หลากหลาย 4.) Fun(d)Fair ฐานกิจกรรมที่หน่วยงานภาคีมาร่วมให้ความรู้และสร้างพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนกับนิสิต ผู้ร่วมงาน จำนวน 6 ฐานกิจกรรม ได้แก่ บูธธนาคารแห่งประเทศไทย บูธธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บูธ Future Skill บูธ Mandala AI บูธ BeTaskและบูธวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม/การสื่อสารเพื่อเศรษฐศาสตร์ 5.) Fun(d) Game กิจกรรมโดย นิสิตการสื่อสารเพื่อเศรษฐศาสตร์ โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมให้ความรู้หลากหลาย

จุฬาฯแปรรูปกากมันสำปะหลัง เป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ ทดแทนปุ๋ยเคมี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750452

จุฬาฯแปรรูปกากมันสำปะหลัง เป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ ทดแทนปุ๋ยเคมี

จุฬาฯแปรรูปกากมันสำปะหลัง เป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ ทดแทนปุ๋ยเคมี

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.ดร.วรวุฒิ จุฬาลักษณานุกูล ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับสามของโลก วัสดุเหลือหรือกากมันสำปะหลังจากโรงงานอุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลังมีราว 12 ล้านตันต่อปี และยังมีกากตะกอนจากการบำบัดน้ำเสียของโรงงานซึ่งหากไม่มีการจัดการให้ถูกวิธีก็จะก่อให้เกิดมลพิษและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีแนวคิดเพิ่มมูลค่าให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหาร จึงได้ดำเนินการวิจัย “การผลิตปุ๋ยชีวภาพจากวัสดุเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมการผลิตแป้งมันสำปะหลังด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์สูตรผสม” ขึ้น

ศ.ดร.วรวุฒิ ชี้ว่ากากมันสำปะหลังจะมีสารอาหารต่างๆ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช แต่ก็ยังไม่เพียงพอจึงได้มีการเพิ่มธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารเสริมที่จำเป็นสำหรับพืชเข้าไป แล้วนำมาคลุกด้วยจุลินทรีย์สูตรผสมและหมักเป็นเวลาสองเดือน จุลินทรีย์เหล่านี้เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่มีความปลอดภัยกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายสารตั้งต้นทั้งสองชนิด และเป็นแบคทีเรียที่สามารถตรึงไนโตรเจนให้เป็นประโยชน์กับพืชโดยตรง โครงการวิจัยได้ทดลองนำปุ๋ยชีวภาพไปใช้ในการปลูกมันสำปะหลังที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมาแล้ว และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ปุ๋ยหมักชีวภาพที่ผลิตมานั้นมีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืชตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าสารไซยาไนด์ในกากมันสำปะหลังเมื่อผ่านการหมักจนเป็นปุ๋ยแล้ว มีระดับที่ต่ำมากจนไม่สามารถตรวจพบได้ และในอนาคตจะมีการต่อยอดการวิจัยโดยใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่คิดค้นขึ้นนี้ไปทดลองผลิตปุ๋ยชีวภาพจากของเหลือทางการเกษตรชนิดอื่นๆ รวมทั้งของเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมด้วย

ปุ๋ยหมักชีวภาพจากกากมันสำปะหลังสามารถใช้ในการเพาะปลูกพืชได้ทุกชนิด โดยเฉพาะพืชไร่ เช่น มันสำปะหลังข้าว อ้อย ข้าวโพด ฯลฯ ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพดินในระยะยาว และลดมลพิษจากการจัดการของเสียด้วยวิธีต่างๆ เช่นการเผา และบริษัทไทยวา จำกัด (มหาชน) ผู้ให้ทุนวิจัย มีแผนการผลิตปุ๋ยชีวภาพดังกล่าวในอนาคตอันใกล้นี้ด้วยเกษตรกรและผู้สนใจนวัตกรรมนี้สามารถติดต่อ ศ.ดร.วรวุฒิจุฬาลักษณานุกูล ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร.02-2185482

ม.เกริก จัดสัมมนาให้ความรู้ นักธุรกิจไทยที่สนใจค้าขายกับจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750449

ม.เกริก จัดสัมมนาให้ความรู้  นักธุรกิจไทยที่สนใจค้าขายกับจีน

ม.เกริก จัดสัมมนาให้ความรู้ นักธุรกิจไทยที่สนใจค้าขายกับจีน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกริก โดยสถาบันพัฒนาธุรกิจการค้า หลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจการค้าไทย-จีน รุ่นที่ 2 (นพธ.2) จัดสัมมนา “โอกาสทางการค้าระหว่างไทย-จีน” เพื่อเปิดโอกาสให้นักธุรกิจไทยที่ต้องการค้าขายกับจีนได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ แนวคิด และรับฟังการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับประเทศจีนเป็นอย่างดี ณ หอประชุมวิชาการนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกริก เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา

กิจกรรมครั้งนี้มี ศ.ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก ประธานที่ปรึกษาหลักสูตร นพธ.2 Mr. Li Shaoyun รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ดร.ธนชาติ ประทุมสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมการบริหารและผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีฯ ร่วมงาน มีการบรรยายพิเศษจาก นางภาวินี รวยรื่นผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ในหัวข้อ บทบาทและภารกิจของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พร้อมทั้งนางสาวภรภัทร พันธ์งอก นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ (หัวหน้ากลุ่มงานภูมิภาคจีน) บรรยายในหัวข้อ โอกาสทางการค้าระหว่างไทย-จีน ดร.ธารากร วุฒิสถิรกูล ผู้อำนวยการหลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจการค้า รุ่นที่ 2 ถ่ายทอดองค์ความรู้ภาคภาษาจีน และดำเนินกิจกรรมการจับคู่นักธุรกิจ ไทย-จีนโดยการแนะนำตัวและแลกนามบัตรเป็นรายบุคคล เพื่อการติดต่อสื่อสารทางธุรกิจต่อไป

งานนี้รับความสนใจจากนักธุรกิจไทยกว่า 70 ราย จากธุรกิจหลายประเภท อาทิ ลูกประคบจากเชียงใหม่, ลูกบอลดับเพลิง, เครื่องดื่มสมุนไพร, ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง, ยาหม่องนวดเพื่อสุขภาพ, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในอุตสาหกรรมและครัวเรือน และข้าวไทย ฯลฯ ได้เข้าร่วมงานพร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ของตนเองแก่นักธุรกิจจีนที่ดำเนินธุรกิจต่างๆ และเข้าร่วมงานในครั้งนี้

หลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจการค้าไทย-จีน รุ่นที่ 2 (นพธ.2) กำลังรับสมัครผู้เข้าเรียน และจะมีการ Open House ในวันที่ 19 สิงหาคม 2566 เวลา 13.00 น. ณ มหาวิทยาลัยเกริกรายละเอียดเพิ่มเติม Facebook : หลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจการค้า-นพธ. หรือโทร.02-9705820 ต่อ 456 ได้ทุกวันในเวลาทำการ

ห้องเรียนโภชนาการเพื่อการเรียนรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750445

ห้องเรียนโภชนาการเพื่อการเรียนรู้

ห้องเรียนโภชนาการเพื่อการเรียนรู้

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิเฮอริเทจ (ประเทศไทย) ภายใต้เครือเฮอริเทจ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จัดโครงการ “ห้องเรียนโภชนาการเพื่อการเรียนรู้” ครั้งที่ 4 นำโดย นางสาววลัยทิพย์ ซื่อตรงมั่นคง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร เครือเฮอริเทจ และทีมงาน จัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ ถูกต้องตามหลักโภชนาการ การอ่านฉลาก GDA (Guideline Daily Amounts) บนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์อาหาร และอื่นๆณ โรงเรียนวัดเกษตราราม จังหวัดนครปฐม

มวล.ยกระดับข้าวอินทรีย์ในท้องถิ่น ขึ้นทะเบียน อย.มุ่งสู่ตลาดพรีเมียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750450

มวล.ยกระดับข้าวอินทรีย์ในท้องถิ่น ขึ้นทะเบียน อย.มุ่งสู่ตลาดพรีเมียม

มวล.ยกระดับข้าวอินทรีย์ในท้องถิ่น ขึ้นทะเบียน อย.มุ่งสู่ตลาดพรีเมียม

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.นฤมล มาแทน หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมน้ำมันหอมระเหยและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และอาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า คณะวิจัย “ชุดโครงการการพัฒนาข้าวกล้องและผลิตภัณฑ์จากข้าวกล้องคุณภาพสูงสำหรับตลาดพรีเมียม” ได้ลงพื้นที่ให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตข้าวอินทรีย์และพัฒนาผลิตภัณฑ์จากข้าวในโรงสีข้าวชุมชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์บ้านอ่าวเคียน อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช จนได้รับมาตรฐานการผลิตระดับสากล Good Manufacturing Practice (GMP) และขึ้นทะเบียน อย.ข้าวได้สำเร็จเป็นเจ้าแรกของนครศรีธรรมราช

วิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์บ้านอ่าวเคียน เกิดจากการรวมตัวของชาวบ้านที่มีอาชีพทำนา กว่า 50 ครัวเรือนในพื้นที่อำเภอปากพนัง โดยเน้นการปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์และจัดตั้งเป็นโรงสีชุมชนขึ้นเพื่อลดต้นทุนการสีข้าวที่กระบวนการผลิตข้าวทุกขั้นตอนได้มาตรฐานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้เทคโนโลยีการเก็บรักษาข้าวเปลือกและข้าวกล้องให้ปลอดภัยจากเชื้อราโดยใช้บรรจุภัณฑ์ควบคุมความชื้น มีการกำจัดไข่มอดโดยใช้คลื่นวิทยุ ซึ่งเป็นการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมี จึงมั่นใจได้ว่าจะได้บริโภคข้าวที่ปลอดภัยจากสารเคมี ลดการปนเปื้อนจากมอดแมลงและสารกำจัดเชื้อราที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยขณะนี้ทางกลุ่มมีการผลิตข้าวที่พร้อมขึ้นทะเบียน อย.แล้ว ได้แก่ ข้าวหอมปทุม ข้าวหอมนิล ข้าวสังข์หยดและข้าวไรซ์เบอร์รี่

ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อข้าวอินทรีย์ปลอดสารหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่วิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์บ้านอ่าวเคียน หมู่ที่ 7 ต.ชะเมา อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช