วิสัยทัศน์ ‘SIIT ธรรมศาสตร์’ ประกาศมอบทุน OSP กว่า 100 ทุน เปิดโอกาสเรียนรู้ ‘วิศวะฯ-เทคโนโลยี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751508

วิสัยทัศน์ ‘SIIT ธรรมศาสตร์’ ประกาศมอบทุน OSP กว่า 100 ทุน เปิดโอกาสเรียนรู้ ‘วิศวะฯ-เทคโนโลยี’

วิสัยทัศน์ ‘SIIT ธรรมศาสตร์’ ประกาศมอบทุน OSP กว่า 100 ทุน เปิดโอกาสเรียนรู้ ‘วิศวะฯ-เทคโนโลยี’

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 19.02 น.

วิสัยทัศน์ ‘SIIT ธรรมศาสตร์’ ประกาศมอบทุน OSP กว่า 100 ทุน เปิดโอกาสเรียนรู้ ‘วิศวะฯ-เทคโนโลยี’ ต่อยอดทักษะสู่การเป็น ‘ผู้บริหารชั้นนำ’

‘SIIT ธรรมศาสตร์’ เดินหน้าลงทุนทางการศึกษาสร้าง ‘ทรัพยากรมนุษย์’ ขับเคลื่อนประเทศ ประกาศมอบทุนการศึกษาในโครงการสอบชิงทุน OSP ปี 2567 กว่า 100 ทุน เปิดโอกาสการเรียนรู้ศาสตร์ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี พร้อมติดอาวุธที่สอดรับกับความต้องการของยุคสมัย หวังปั้นนักศึกษาสู่การเป็น ‘ผู้บริหารชั้นนำ’ ในอนาคต  

ศ.ดร.พฤทธา ณ นคร ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ทุนมนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศ และมีงานวิจัยที่ยืนยันว่า ‘การลงทุนในเรื่องของการศึกษา’ นับเป็นการลงทุนที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ และยังสามารถสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศได้อย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมีผู้ที่ลงทุนด้านการศึกษาอยู่หลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่ต้องลงทุนกับระบบการศึกษาของประเทศ ครอบครัวและผู้ปกครองที่ลงทุนกับการศึกษาของบุตรหลาน ในขณะที่สถาบันการศึกษาก็ลงทุนในบริการด้านการศึกษา ให้กับนักศึกษาของตัวเอง

สำหรับ SIIT ให้ความสำคัญและลงทุนกับการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก  โดยส่วนแรก ได้แก่ การลงทุนกับเครื่องมือ อุปกรณ์การเรียนการสอน บุคลากร อาจารย์ ตลอดจนอาคาร สถานที่ ห้องเรียนที่ทันสมัย โดยเฉพาะหลังโควิด-19 ที่ได้ปรับปรุงห้องเรียนให้พร้อมสำหรับการเรียนการสอนแบบใหม่ สอดรับกับรูปแบบ Active Learning ปรับปรุงห้องสมุดสู่ Co-working Space ตลอดจนการลงทุนสร้างอาคารปฏิบัติการ เป็นต้น และส่วนที่สองคือ การลงทุนผ่านการให้ ‘ทุนการศึกษา’ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการสนับสนุนนักเรียนที่มีศักยภาพ โดย SIIT ให้ทุนในหลายประเภท หนึ่งในนั้นคือโครงการสอบชิงทุนสำหรับนักเรียนที่มีผลการเรียนดีเลิศ หรือ Outstanding Student Program (OSP) ที่มีกว่า 100 ทุนเป็นประจำทุกปี ช่วยให้นักเรียนที่เรียนดีได้มีโอกาสเข้ามาพัฒนาทักษะด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีอันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำงานในโลกอุตสาหกรรมยุคอนาคต

“หากเราสังเกตผู้บริหารในตำแหน่งสูงๆ ที่อยู่ตามองค์กรขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ มีการจบการศึกษาในสายนี้ค่อนข้างมาก ซึ่งคิดว่าเหตุผลหนึ่งคือผู้ที่เรียนจบด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี จะได้รับทักษะในด้านการคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) และการคิดเชิงตรรกะ (Logical Thinking) ฝังติดตัวไปด้วย นั่นทำให้เมื่อเผชิญกับปัญหาหรือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เขาสามารถคิดหาทางแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้มีโอกาสเจริญเติบโตก้าวหน้าตามไปด้วย” ศ.ดร.พฤทธา กล่าว

ศ.ดร.พฤทธา กล่าวว่า สำหรับการเรียนการสอนในรั้ว SIIT จะมีองค์ประกอบอย่างน้อย 2 เรื่อง หนึ่งคือ ‘วิชาความรู้’ ซึ่งแน่นอนว่าทาง SIIT จะต้องมอบความรู้ที่ใหม่ล่าสุด ณ วันนั้นให้กับนักศึกษา แต่แน่นอนว่า เมื่อถึงวันหนึ่งความรู้เหล่านั้นก็อาจหมดอายุ ฉะนั้นจึงนำไปสู่องค์ประกอบสำคัญถัดมา นั่นคือการมอบ ‘ทักษะความสามารถในการแก้ไขปัญหา’ ฝึกฝนให้นักศึกษาเคยชินกับการแสวงหาความรู้ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และสามารถแก้ไขปัญหาได้ดี

“นักศึกษาที่เข้ามาเรียน SIIT จะมีโอกาสต่างๆ มากมายนอกเหนือไปจากประสบการณ์ที่ได้รับจากการเรียนการสอนในหลักสูตรนานาชาติ เพราะเรายังเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกับบริษัทและมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ จึงมีโอกาสได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำกิจกรรม ตลอดจนร่วมแสดงศักยภาพในเวทีต่างๆ และเครือข่ายที่มีเหล่านี้ก็ยังส่งผลไปถึงอนาคตของนักศึกษา ที่มีทั้งช่องทางการเรียนต่อ รวมไปถึงการทำงาน ซึ่งตัวเลขสถิติที่สะท้อนออกมาก็แสดงให้เห็นว่านักศึกษาของเรา มีอัตราการได้งาน อัตราเงินเดือน รวมถึงระดับความพึงพอใจจากนายจ้าง มากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ” ศ.ดร.พฤทธา กล่าว

ด้าน รศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ภานุวัฒน์วนิชย์ รองผู้อำนวยการฝ่ายรับเข้าศึกษาและประชาสัมพันธ์ SIIT กล่าวว่า โครงการสอบชิงทุน OSP ในปีการศึกษา 2567 นี้ จะมีทั้งสิ้นกว่า 100 ทุนการศึกษา แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. ทุนเต็มจำนวน 2. ทุนครึ่งจำนวน และ 3. ทุนบางส่วน โดยนักเรียนที่สนใจสามารถสมัครได้ระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม – 30 กันยายน 2566 ส่วนการสอบจะมีขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม ใน 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ สงขลา และอุดรธานี

ในส่วนของเกณฑ์การสอบชิงทุนยังคงเหมือนกับปีที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการปรับลด GPA ลงจาก 2.75 เหลือ 2.5 อันจะช่วยเปิดโอกาสให้นักเรียนเข้ามาสอบชิงทุนได้มากขึ้น ในขณะที่ยังคงได้นักเรียนเก่งเข้ามาในระบบ โดยโครงการสอบชิงทุนดังกล่าวนั้นจะยังเป็นการช่วยส่งเสริมให้นักเรียนที่มีความสามารถ ได้รับโอกาสการต่อยอดที่มากขึ้น สะท้อนจากการแข่งขันในหลากหลายเวที รวมไปถึงการสอบชิงทุนศึกษาต่อต่างประเทศต่างๆ เช่น ของรัฐบาลญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ฯลฯ ที่พบว่ามีนักศึกษาจากโครงการสอบชิงทุนดังกล่าวได้รับการคัดเลือกเป็นจำนวนมาก

“ที่ผ่านมาโครงการสอบชิงทุน OSP ได้ช่วยดึงนักเรียนที่เรียนดีให้ได้รับโอกาสเข้ามาในรั้ว SIIT ไม่เพียงในแง่ของทักษะความรู้เท่านั้น แต่ยังมาพร้อมวินัยในการเรียน การใช้ชีวิต ที่เข้ามาช่วยหล่อหลอมให้ภาพรวมของ SIIT เกิดวัฒนธรรมของความเป็นเลิศ หรือ Culture of Excellence ทั้งในแง่การเรียน การทำงาน ส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ให้กับนักศึกษาทั้งหมด” รศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว 

รองผู้อำนวยการ SIIT กล่าวต่อไปว่า เนื่องด้วยเกณฑ์การใช้คะแนน GPA ที่ไม่สูง รวมถึงการสมัครสอบที่ไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด จึงอยากเชิญชวนให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่าสมัครสอบ ท้าทายตนเอง ซึ่งหากมีความตั้งใจศึกษาและเตรียมตัวที่ดี ก็มีสิทธิที่จะได้รับทุน หรือมีสิทธิเข้าศึกษาต่อ รวมถึงโอกาสในการต่อยอดในอนาคต โดยนักเรียนที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์  https://admissions.siit.tu.ac.th

กองทุน’ววน.’เตรียมเสนอกรอบวงเงินงบประมาณปี68 แก่รัฐบาลใหม่ หวังสร้างผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751506

กองทุน'ววน.'เตรียมเสนอกรอบวงเงินงบประมาณปี68 แก่รัฐบาลใหม่ หวังสร้างผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ  อย่างมีนัยสำคัญ

กองทุน’ววน.’เตรียมเสนอกรอบวงเงินงบประมาณปี68 แก่รัฐบาลใหม่ หวังสร้างผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 18.54 น.

กองทุน ววน. เตรียมเสนอ กรอบวงเงินงบประมาณปี 2568 แก่รัฐบาลใหม่ หวังสร้างผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ

กสว. เห็นชอบให้ สกสว. เตรียมนำเสนอระบบการจัดสรรและบริหารงบประมาณแบบบูรณาการ ที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ ปี 2568 กรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศ ปี 2568 จำนวน 42,000 ล้านบาท แก่สภานโยบายฯ และ รัฐบาลใหม่เมื่อเร็วๆนี้ ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีวาระสำคัญ อาทิ  การเห็นชอบระบบการจัดสรรและบริหารงบประมาณแบบบูรณาการ ที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 การเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณด้าน ววน. ของประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 42,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมเสนอแก่สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และ รัฐบาลใหม่ ถึงแผนการดำเนินงานด้าน ววน. ของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ ผลลัพธ์ ผลกระทบ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานภายใต้งบประมาณด้าน ววน. ของประเทศ ปี 2568 ภายในปี 2570 อาทิ ประเทศเป็นหนึ่งในผู้นำเทคโนโลยี (Front Runner) ในระดับสากลสำหรับสาขาเป้าหมายของประเทศ และในระดับอาเซียนสำหรับอุตสาหกรรมและบริการใหม่แห่งอนาคต กำลังคนของประเทศมีผลิตภาพและศักยภาพสูงขึ้นด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศ ปริมาณงบลงทุนด้านวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการกระตุ้นของการลงทุนของรัฐ และนโยบาย/มาตรการด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) และ สังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาชนเป้าหมาย มีความตระหนักรู้ในความสำคัญ ประโยชน์ และคุณค่าจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โอกาสนี้ รองศาสตราจารย์.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีรัฐบาลใหม่ แต่การดำเนินการต่างๆ จำเป็นต้องเตรียมการให้เรียบร้อย โดย สกสว. ได้นำเสนอ และ กสว. ได้เห็นชอบระบบการจัดสรรและบริหารงบประมาณฯ ของกองทุนส่งเสริม ววน. ตามที่เสนอ ทั้งในส่วนของแนวทางการจัดสรรงบประมาณที่สอดคล้องกับแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศ พ.ศ. 2566-2570 และเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บท แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนระดับชาติต่าง ๆ เพื่อให้การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ตอบโจทย์ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ของประเทศ หลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณด้าน ววน. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เป็นไปตามประกาศ กสว. เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดทำคำของบประมาณและ การจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2565 และ ประเภทของงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่จัดสรร ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งประกอบด้วย 

1. งบประมาณด้านการวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งแบ่งออกเป็น งบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund; FF) และ งบประมาณสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund; SF) เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามแผนด้าน ววน. ของประเทศ พ.ศ. 2566-2570 และประเด็นเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล รวมทั้งประเด็นที่เกิดจากความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์โดยตรง ซึ่งสร้างผลกระทบในวงกว้าง

2 งบประมาณด้านการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ เพื่อดำเนินงานด้านการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ (Research Utilization; RU) โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อน และส่งเสริม รวมถึงผลักดันผลผลิตที่เกิดจากกระบวนการวิจัย 

3 งบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology Development Fund; ST) กองทุนส่งเสริม ววน. จัดสรรให้แก่หน่วยรับงบประมาณ เพื่อดำเนินกิจการที่เป็นการเพิ่มพูนความรู้และความสามารถทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ใน 7 ด้าน ดังนี้ 1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Science & Technology Infrastructure: STI) 2) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ (National Quality Infrastructure: NQI) 3) การพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศสำหรับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ (Technology Localization) 4) การยกระดับความสามารถในการผลิตและการบริการ และการให้บริการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 5) การพัฒนาขีดความสามารถในการรับและถ่ายทอดเทคโนโลยีสำหรับการพัฒนาประเทศ (Technology Absorptive Capabilities) 6) การพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และสมรรถนะสูงทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 7) การยกระดับการให้บริการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม สำหรับระบบการจัดสรรและบริหารงบประมาณแบบบูรณาการ ที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ ปี 2568 กรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ปี 2568 จำนวน 42,000 ล้านบาท ที่ กสว. เห็นชอบนี้ สกสว.จะนำเสนอแก่สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี โดย รัฐบาลใหม่ พิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง

‘เอนก’ฝาก‘สอวช.’มัดรวม‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’และแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751437

‘เอนก’ฝาก‘สอวช.’มัดรวม‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’และแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง

‘เอนก’ฝาก‘สอวช.’มัดรวม‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’และแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 15.33 น.

‘เอนก’ฝาก‘สอวช.’มัดรวมโครงการเมืองต้นแบบ‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’และแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง ให้เร่งขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ชี้เป็นเทรนด์โลกที่เลี่ยงไม่ได้ ต้องเดินหน้าต่อไม่ให้ตกขบวน

ในการประชุม คณะกรรมการอำนวยการอำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (กอวช.) ครั้งที่ 7/2566 ครั้งที่ 7 จัดโดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา

หัวข้อการเสวนาให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในครั้งนี้ มีจำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ นวัตกรรมระบบนิเวศและเมืองต้นแบบสนับสนุนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศไทย หรือ สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ และแพลตฟอร์มการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงรองรับการลงทุนของภาคผลิตและบริการ (Manpower Development Platform) ซึ่ง รมว.อว. ได้ย้ำ ต่อที่ประชุมว่า ทั้ง 2 โครงการ เป็นเรื่องหลักของประเทศ ที่ต้องได้รับความร่วมมือ จากหลายหน่วยงาน ตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี ตลอดจนรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ฯลฯ และต้องเชิญนายกรัฐมนตรีจากประเทศในกลุ่มอาเซียนมาร่วมหารือ นอกจากนี้ ต้องเปลี่ยนความคิดของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงด้วย ซึ่ง สอวช. ต้องขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้นำเสนอต่อที่ประชุมว่า ตามที่ นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 หรือ COP26 ประกาศเจตนารมณ์ของไทย ที่พร้อมยกระดับการแก้ไขปัญหาภูมิอากาศอย่างเต็มที่ด้วยทุกวิถีทาง เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero emissions) ได้ในปี ค.ศ. 2065 สอวช. ได้ขับเคลื่อนโดยนำการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เข้ามาเพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว โดยริเริ่มในโปรแกรมหลัก ได้แก่ นวัตกรรมระบบนิเวศและเมืองต้นแบบ 3 พื้นที่ ที่วางกรอบจะดำเนินการได้แก่ สระบุรี แม่เมาะ และระยอง โดยมีบริบทและลักษณะการดำเนินการที่จะไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แตกต่างกัน โดยในส่วนของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ที่ สอวช. ร่วมกับ สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย และสมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย ออกแบบการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ เพื่อเป็นต้นแบบการดำเนินงานในระดับประเทศอย่างเป็นรูปธรรมทั้ง 5 ภาค ขณะเดียวกัน สอวช. ยังได้ทำงานร่วมกับ เครือข่ายมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green Campus) โดยมหาวิทยาลัยร่วมขับเคลื่อนและเป็นปัจจัยเอื้อ ที่สำคัญของระบบนิเวศ

ทั้งนี้ ที่ประชุมเสนอให้มหาวิทยาลัยมีแนวทางการดำเนินการเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นมหาวิทยาลัยที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Emission Universities ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยและขยายผลไปสู่ชุมชน โดยอาจใช้กลไกป่าล้อมเมือง การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในมหาวิทยาลัย และให้ สอวช. เป็นตัวเชื่อมประสาน ซึ่งแนวทางเหล่านี้ ดร.เอนก เสนอให้ขับเคลื่อนผ่าน ที่ประชุมอธิการบดี (ทปอ.) ทั้ง 4 ทปอ. ประกอบด้วย ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) และ สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท) เพื่อให้เกิดการกระจายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยทุกรูปแบบอย่างทั่วถึง และร่วมกันคิดร่วมกันขับเคลื่อนต่อไปได้

ดร.กิติพงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการขับเคลื่อนเป้าหมายของประเทศที่จะไปสู่ Net Zero นั้นมีสิ่งสำคัญ 4 ข้อ คือ 1. คนที่จะทำเรื่องนี้ต้องเป็นผู้ที่มีกำลังทำ คือต้องมีทั้งความรู้และทุน กรณีของจังหวัดสระบุรี เราไปจับมือกลุ่มอุตสาหกรรมซีเมนต์ ทำให้เกิดแผนการลงทุน Energy transformation คือเปลี่ยนจากถ่านหินลิกไนต์ มาเป็นไบโอแมส และอนาคตจะเปลี่ยนเป็นไฮโดรเจน นอกจากนี้ ยังต้องเชื่อมโยงกับโลก ที่มี 2 วาระหลักคือ การกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ซึ่งทุกประเทศต้องเข้าร่วมด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะตกขบวน 2. ประเทศพัฒนาแล้ว กำหนดเกณฑ์ที่เขาคิดเทคโนโลยีและนวัตกรรมขึ้นมา ประเทศที่ค้าขายกับเขาก็ต้องเอามาตรฐานที่เขาคิดมาใช้ในการผลิต 3. เราต้องมองภาพใหญ่คือเป็นระดับอุตสาหกรรม หรือเป็นเมือง โอกาสสำเร็จตามเป้าหมายจะมีมากกว่า และ 4. คือ ความหลากหลาย ต้องชักชวนประชาชนทั้งจังหวัดหรือทั้งหมู่บ้านเข้ามาร่วมด้วย ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับ เช่น การเปลี่ยนแปลงในภาคการเกษตร ทำนาแห้งสลับเปียก หรือการปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น

“ทั้ง 4 ข้อจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย Net Zero ซึ่ง สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ก้าวหน้าไปมาก และจะเป็นโชว์เคสหลัก ในงาน COP28 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ ดูไบ โดยเราจะนำเสนอโมเดลความสำเร็จของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ในโซนการจัดนิทรรศการของประเทศไทย” ดร.กิติพงค์ กล่าว 

ดร.กิติพงค์ ยังได้กล่าวถึง การพัฒนากำลังคนสมรรถสูง ว่า สอวช. ร่วมกับ กระทรวง อว. พัฒนาแพลตฟอร์มการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงรองรับการลงทุนของภาคผลิตและบริการ (Manpower Development Platform) ขึ้นมา ปีที่ผ่านมาได้เทรนด์คนไปมากกว่า 50,000 คน ปีนี้มีเป้าหมายเพิ่มการเทรนด์คนเป็น 100,000 คน เพื่อรองรับการลงทุนทั้งในและนอกเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC นอกจากนี้ ยังสามารถจ้างงานกำลังคน STEM Workforce ไปประมาณ 4,000 คน และปีนี้มีเป้าหมายเพิ่มการจ้างงานผ่านทางแพลตฟอร์มดังกล่าวอีก 10,000 คน

ดร.เอนก ได้กล่าวสนับสนุนว่า แพลตฟอร์มดังกล่าว ทำได้ดีอยู่แล้ว และเราจะทำอย่างไรให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ในอนาคตอาจจะพัฒนาขึ้นเป็นสถาบันหรือมหาวิทยาลัยอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งอาจมองถึงแนวทางในการดำเนินการร่วมกับภาคธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้ด้วย

‘มช.’เปิดตัว‘builds’ปั้นนศ.ทำธุรกิจ‘สตาร์ทอัพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751249

‘มช.’เปิดตัว‘builds’ปั้นนศ.ทำธุรกิจ‘สตาร์ทอัพ’

‘มช.’เปิดตัว‘builds’ปั้นนศ.ทำธุรกิจ‘สตาร์ทอัพ’

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เปิดตัว“โปรแกรม builds (CMU Startup & Entrepreneurial Platform)” เพื่อขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการสร้างผู้ประกอบการ (Entrepreneurial University) โดย ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า เหตุผลสำคัญ 4 ประการ ในการผลักดันให้นักศึกษาได้เรียนรู้ และสร้างประสบการณ์ในการเป็นผู้ประกอบการตั้งแต่ยังอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ได้แก่

1.ช่วยสร้างทักษะของผู้ประกอบการที่จำเป็นในอนาคต นักศึกษาในมหาวิทยาลัยจะมีทักษะความรู้เชิงลึกในด้านความเป็นผู้ประกอบการที่จะช่วยให้สามารถนำความรู้ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาธุรกิจของตนในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม หรือการบริหารจัดการ 2.เพิ่มโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ Tech Spin-off จาก มช. โดยการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยีและงานวิจัย ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยมาสร้างธุรกิจในรูปแบบของสตาร์ทอัพ ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตและสามารถที่สร้างมูลค่าสูงได้

3.เกิดการจ้างงานทักษะสูงในพื้นที่มากขึ้น โดยเฉพาะการจ้างงาน เช่น นักวิทยาศาสตร์นักวิจัย นักพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม โปรแกรมเมอร์เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะสร้างโอกาสโดยการเพิ่มศักยภาพและทักษะแล้ว ยังช่วยให้มีงานรองรับในภูมิภาค ทำให้มีโอกาสทำงานในภูมิลำเนา โดยไม่ต้องจากครอบครัวไปทำงานที่ส่วนกลางหรือในเมืองหลวงเพียงอย่างเดียว

และ 4.เป็นเครื่องมือช่วยเร่งการแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น การผลักดันธุรกิจสตาร์ทอัพ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเร่งการแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น ทำให้เกิดธุรกิจ การจ้างงาน การสร้างรายได้ ช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของโอกาสในการพัฒนาตนเองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งการผลักดันให้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งการสร้างผู้ประกอบการนั้น นอกจากจะเป็นการเพิ่มคุณค่าให้แก่มหาวิทยาลัย สร้างทักษะและองค์ความรู้ให้กับนักศึกษาในด้านการเป็นผู้ประกอบการ ยังเป็นการสร้างรายได้ พัฒนาเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ภายในปี 2569 โปรแกรม builds จะสามารถสร้างนักศึกษาที่สนใจการสร้างสตาร์ทอัพ และความเป็นผู้ประกอบการได้มากกว่า 4,200 คน เกิดทีมนักศึกษาที่เริ่มสร้างสรรค์ไอเดียธุรกิจไม่น้อยกว่า 600 ทีม นำไปสู่การตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพไม่น้อยกว่า 240 บริษัท เกิดการจ้างงานทักษะสูงในพื้นที่มากกว่า 3,600 ตำแหน่ง สร้างรายได้มากกว่า 4,500 ล้านบาท และทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือเติบโตขึ้นอีกราว 8,100 ล้านบาท

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะรองอธิการบดี มช. กล่าวว่า โปรแกรม builds จะมีการทำงานผ่าน 5 องค์ประกอบ อันได้แก่ 1.Entrepreneurial course plug in การจัดทำหลักสูตรผู้ประกอบการ ที่เป็นวิชาสำหรับนักศึกษาทุกคนสามารถเข้าถึงได้ 2.Education sandbox การสร้างธุรกิจและสามารถแลกเป็นหน่วยกิตสำหรับการจบการศึกษาได้ 3.Incubation program โปรแกรมการบ่มเพาะและการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ

4.Startup club คอมมูนิตี้ของการสร้างสตาร์ทอัพจากนักศึกษาในหลากหลายคณะ เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ และเฟ้นหาเพื่อนร่วมทีมในการจัดตั้งบริษัท 5.Financial support mechanism กลไกการสนับสนุนเงินลงทุนในการสร้างธุรกิจ โดยองค์ประกอบทั้ง 5จะเป็นกลไกสำคัญที่จะสนับสนุนให้นักศึกษาทุกชั้นปีสามารถ จัดตั้งและดำเนินธุรกิจสตาร์ทอัพควบคู่ไปกับการเรียนแบบปกติอย่างราบรื่น

‘TDRI’แนะจ่าย‘เบี้ยคนชรา’สูตรไฮบริด ‘ถ้วนหน้าผสมเจาะจง’ไม่ให้ใครต้องตกหล่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751248

‘TDRI’แนะจ่าย‘เบี้ยคนชรา’สูตรไฮบริด  ‘ถ้วนหน้าผสมเจาะจง’ไม่ให้ใครต้องตกหล่น

‘TDRI’แนะจ่าย‘เบี้ยคนชรา’สูตรไฮบริด ‘ถ้วนหน้าผสมเจาะจง’ไม่ให้ใครต้องตกหล่น

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“14 ปี” เป็นระยะเวลาที่ประเทศไทยหันมาใช้ “หลักเกณฑ์ถ้วนหน้าในการจ่ายเบี้ยยังชีพคนชรา” แทนการให้เฉพาะคนแก่ยากจน ทำให้ปัจจุบันคนไทยทุกคนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จะได้รับสิทธิการดูแลนี้กระทั่ง “กระทรวงมหาดไทยได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพคนชราขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อ “วันที่ 11 สิงหาคม2566” ที่ผ่านมา โดยมีสาระเพิ่มเติม คือ “ผู้มีสิทธิที่จะได้รับเบี้ยคนชรา ต้องเป็นผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด”

นั่นหมายความว่า “ทุกคนที่กำลังจะก้าวสู่วัยเกษียณในอนาคตจะไม่ได้รับเบี้ยคนชราอีกต่อไป นอกจากจะไปพิสูจน์ความจน”ว่าเป็นบุคคลที่ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ซึ่งหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและการตอบโต้ระหว่างฝ่ายการเมืองรัฐบาลได้ออกมาชี้แจงสาเหตุของการปรับเกณฑ์ในครั้งนี้ว่า เป็นการใช้นโยบายการคลังที่พุ่งเป้าเพื่อช่วยเหลือไปยังกลุ่มคนที่มีความจำเป็นและเดือดร้อนกว่า โดยหวังสร้างความยั่งยืนทางการคลังระยะยาว

ท่ามกลางข้อถกเถียงในสังคมว่าแท้จริงแล้วมาตรการดูแลผู้สูงอายุด้วยเบี้ยยังชีพคนชราของไทย ควรคงไว้ที่หลักถ้วนหน้าแบบเดิมหรือ ควรให้เฉพาะกลุ่มคนที่ต้องการความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ใหม่ ปัญหาด้านภาระด้านงบประมาณ รวมไปถึงความเสี่ยงที่จะมีคนแก่ตกหล่นระหว่างทางมากน้อยเพียงใด มีมุมมองจาก ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ “ทีดีอาร์ไอ (TDRI)” ต่อประเด็นที่สั่นสะเทือนสังคมในเวลานี้

– การเปลี่ยนเกณฑ์สิทธิรับเบี้ยยังชีพคนชรา จากเดิมเป็นแบบถ้วนหน้า เป็นต้องมีการพิสูจน์ความจนเกิดผลกระทบอะไรบ้าง :เรื่องนี้เป็นแนวคิดที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้โยนหินถามทางมาแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือจะทำให้คนแก่ที่กำลังจะอายุ 60 ปีขึ้นไป และไม่ได้มีฐานะยากจนจะไม่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพตามแนวทางเดิม แต่คนที่เคยได้รับเบี้ยคนชราอยู่แล้วก็จะได้รับต่อไปตามที่บทเฉพาะกาลกำหนดเอาไว้ ซึ่งหลักเกณฑ์ใหม่นี้จะทำให้เหมือนกับย้อนกลับไปก่อนปี 2552ที่มีการให้เงินอุดหนุนเจาะจงเฉพาะกลุ่ม

ผลกระทบของหลักเกณฑ์ใหม่ก็ชัดเจนว่า มีผู้ที่จะมีสิทธิได้เงินน้อยลง ซึ่งความคาดหวังของรัฐบาลที่ออกกฎแบบนี้เพราะต้องการที่จะประหยัดงบประมาณ ตามที่มีการประเมินเป็นตัวเลขในอนาคตว่าจะต้องมีการใช้เงินมากกว่าปัจจุบันที่ประมาณ 80,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายเบี้ยคนชรา ซึ่งสาเหตุหลักๆ ที่ต้องใช้งบประมาณที่เพิ่มมากขึ้น มาจากผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และงบประมาณที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนเบี้ยยังชีพที่จากเดิมกำหนดไว้ตามขั้นบันไดตามช่วงอายุรายละ 600-1,000 บาทต่อเดือน

ตามที่มีพรรคการเมืองหาเสียงไว้ว่าจะเพิ่มจำนวนงบประมาณเบี้ยคนชราต่อหัวด้วย เช่น พรรคก้าวไกลจะปรับเบี้ยคนชราเป็น3,000 ต่อเดือน และยังมีพรรคการเมืองบางพรรคที่กำลังอยู่ระหว่างการรวมเสียงฟอร์มรัฐบาลกันอยู่ ก็ใช้ตัวเลข 3,000 บาทต่อเดือนเหมือนกัน ซึ่งถ้าทุกคนได้เบี้ยคนชรา 3,000 บาทต่อเดือน จะต้องใช้งบประมาณ 4-5แสนล้านบาทต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 5-6 เท่าจากงบประมาณที่ใช้ในปัจจุบัน ซึ่งก็ถือเป็นภาระของงบประมาณที่มากจริง

– อาจารย์มองว่าเบี้ยยังชีพคนชราควรจะใช้หลักการถ้วนหน้าหรือช่วยแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่ม : โดยพื้นฐานควรที่จะเป็นถ้วนหน้า ลองมองย้อนหลังไปว่าทำไมรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงทำให้เป็นแบบถ้วนหน้าในปี 2552 เพราะว่าก่อนหน้านั้น กลไกการให้เงินช่วยเหลือมีปัญหาจริงๆ โดยปัญหาที่ผมเจอด้วยตาตัวเองเลย คือ ตอนลงพื้นที่ไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ไปคุยกับคนในหมู่บ้านว่าอยากจะเจอกับคนแก่ที่มีฐานะยากจนที่สุดในหมู่บ้าน

“คนในหมู่บ้านก็พาไปเจอ พบว่าเป็นคุณยายคนหนึ่งซึ่งอายุเยอะและน่าสงสารมาก มีฐานะยากจนแน่นอนเพราะว่าไม่มีรายได้ ป่วยเป็นเบาหวาน ทำให้ขาบวมมากไม่สามารถทำอะไรได้เลยแม้แต่ขยับตัวก็ยังเป็นไปอย่างยากลำบาก ที่สำคัญคือลูกหลานไม่ดูแล อยู่คนเดียว ประทังชีพได้ด้วยการที่เพื่อนบ้านนำเอาข้าวมาให้กินเป็นจานๆ ไป ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าได้กินครบทุกมื้อหรือไม่ แต่ปรากฏว่าคุณยายคนนี้ไม่ได้รับเบี้ยยังชีพในยุคนั้น เพราะว่าตอนนั้นเบี้ยยังชีพได้กำหนดให้คณะกรรมการหมู่บ้านเป็นผู้คัดเลือกว่าใครสมควรจะได้ความช่วยเหลือ

โดยแต่ละหมู่บ้านจะได้โควตาหมู่บ้านละ6-8 คน และพอมีการถามกันไปถามกันมาก็พบว่าคนที่ได้รับคัดเลือกในหมู่บ้านนั้นคือคนที่เป็นญาติกับผู้ใหญ่บ้าน เป็นญาติกับ อบต. ซึ่งเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงในการคัดกรองว่าคนคนนั้นจนหรือไม่จน ถึงแม้ว่าจะมีเกณฑ์ที่ชัดเจนแต่กลไกการคัดกรองมีปัญหา เช่นที่ผมเจอคณะกรรมการหมู่บ้านมีการเล่นพวกเล่นพ้อง ซึ่งก็คือปรากฏการณ์ที่ผมใช้คำว่า “คนจนตกหล่น” คือคนจนตัวจริง คนแก่ที่จนจริงกลับไม่ได้เงิน”

เพราะฉะนั้นคำถามก็คือว่า “ถ้าหลักเกณฑ์นี้ออกมาบังคับใช้จริงกระบวนการคัดกรองจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีปัญหาอย่างที่เคยเป็นมาก่อนหน้าปี 2552” ซึ่งผมคิดว่ามีปัญหาแน่นอน เพราะว่าไม่ว่าหลักเกณฑ์จากคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติจะออกมาอย่างไร แต่ถ้าให้พิจารณาก็จะมีไม่กี่ทางเลือกที่คาดว่าทางคณะกรรมการจะใช้ เช่น อาจใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นเกณฑ์ว่าคนแก่คนไหนจน แต่อย่าลืมว่าตัวบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็มีปัญหาอยู่แล้วที่พบว่ามีคนจนตกหล่นเยอะมาก คนจนตัวจริงหลายสิบเปอร์เซ็นต์กลับไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

เพราะฉะนั้นถ้าใช้เกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็จะทำให้คนแก่ตกหล่นเรื่องนี้ไปด้วย ปัญหาก็ไม่ได้แก้ ต้องเข้าใจว่าคนจนที่ไม่มีบัตรบริการแห่งรัฐมีแนวโน้มที่จะเป็นคนจนที่จนมากๆ จนกว่าคนจนอื่นๆ เพราะมีปัญหาเฉพาะตัวที่มาจากความจนมากๆ ของเขา เช่น การที่เขาไม่มีบัตรเพราะว่าเขาไม่รับทราบข้อมูล ไม่รับรู้ข่าวสาร หรือรู้แต่ว่าไม่สะดวกที่จะมาเดินเรื่อง เพราะว่าการจดทะเบียนจะต้องไปที่ธนาคารของรัฐ ที่ทำการเขต ซึ่งอยู่ในเมืองเขาก็ไม่สะดวกที่จะมา หลายคนก็มีปัญหาเรื่องเอกสารไม่ครบ เพราะฉะนั้นคนที่ตกหล่นเป็นกลุ่มคนที่ลำบากจริงๆ

“ประสบการณ์ทั่วโลกบอกเราว่า โครงการอะไรก็ตามที่ต้องมีการคัดกรองให้เฉพาะคนจนทุกโครงการในโลกมีปัญหาหมด คือว่าจะมีคนจนตกหล่นและสัดส่วนก็จะไม่ต่ำด้วย ธนาคารโลกประมาณการว่าคนจน 100 คนจะมีโดยเฉลี่ย 40 คนที่ตกหล่น เช่นของไทยเองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรอบที่แล้วตกหล่นไปกว่า 50% ส่วนรอบใหม่ผมก็ไม่คิดว่าปัญหาจะเบาบางไปเท่าไหร่ ดังนั้นไม่ว่าจะใช้วิธีแบบไหน ตกหล่นแน่นอนอีกปัญหาคือคนไม่จนจริงจำนวนมากก็อาจได้รับสิทธิไป”

จุดยืนเบื้องต้นของผมคิดว่าควรเป็นแบบถ้วนหน้า แต่ถ้าจะขยายความต่อว่าผมไม่กังวลเรื่องงบประมาณหรือ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าขึ้นเป็น 3,000 บาทต่อเดือนจริง ซึ่ง 3,000 ก็เป็นตัวเลขซึ่งสำหรับคนยากจนจริงๆ ก็อธิบายได้ว่าไม่ได้สูงไปสำหรับการที่ต้องให้กับคนที่ยากลำบากจริงๆ แต่ก็จะเป็นปัญหาว่างบประมาณ 4-5 แสนล้านบาทจะไปหาจากไหน แนวทางที่ผมชอบเป็น “แนวคิดแบบลูกผสม” ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลชุดนี้ก็มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาเรื่องนี้และมีข้อเสนอแนะมาแล้ว ขณะที่ธนาคารโลกก็ออกรายงานมาในแนวทางคล้ายๆ กันเมื่อ 2-3 เดือนที่แล้ว

โดยแนวคิดแบบลูกผสม คือ ในเรื่องของถ้วนหน้าให้คงเอาไว้ แต่คงเอาไว้ในระดับที่ไม่สูงนัก เช่น อาจจะเป็นระดับที่ได้ในปัจจุบัน 600-1,000 บาท ผู้สูงอายุจะได้ถ้วนหน้าทุกคนแบบไม่มีการคัดกรอง แต่ถ้าเกิดว่ากรณีที่พรรคการเมืองซึ่งมาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ อยากจะเพิ่มงบประมาณอีกเป็นพันกว่าบาทหรือกระทั่งถึง 3,000 บาท ตามที่หาเสียงไว้ในส่วนที่เพิ่มขึ้นตรงนี้ ก็ให้เข้าสู่การคัดกรองได้ เพื่อให้เฉพาะคนจนมากๆ ได้รับเงินในส่วนเพิ่มนี้ไป

ข้อดีคือจะไม่มีใครที่ตกหล่น เพราะไม่ว่าจะใช้เกณฑ์อะไรก็ตามอย่างน้อยจะได้เบี้ยยังชีพของเก่า 600-1,000 บาท จะไม่เป็นศูนย์ในระหว่างนี้กระบวนการคัดกรองก็พยายามปรับปรุงทำให้ดีขึ้นเพื่อให้คนที่จนได้จริงๆได้เข้าถึงเงินในส่วนเพิ่มเติม ซึ่งก็เอาใจช่วยกระบวนการคัดกรองถึงแม้ว่าประสบการณ์ทั่วไปจะระบุว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้สมบูรณ์แบบแต่ว่าก็สามารถปรับปรุงได้

“ปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็ปรับปรุงได้ถ้าจะปรับปรุง เพราะฉะนั้นข้อเสนอของผมคือว่าให้เป็นลูกผสมงบประมาณที่ต้องใช้อาจจะมากกว่าปัจจุบัน แต่ว่าจะใช้ไม่มากเท่ากับกรณีที่เป็นถ้วนหน้าในอัตราจ่ายต่อหัวที่สูง งบประมาณที่ต้องจ่าย ไม่ถึง 4-5 แสนล้านบาทต่อปี อาจจะอยู่ที่ราวๆ 2 แสนล้านบาท ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องไปหาเงินมาจะต้องไปเพิ่มภาษีอะไรก็ว่าไป”

– ถ้าพูดถึงกระบวนการคัดกรองที่ดีต้องมีแนวทางอย่างไรถึงจะไม่ตกหล่น :มีโมเดลแผนที่ความยากจน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนทำ แผนที่ความยากจนจะทำให้เราทราบเลยว่าแต่ละพื้นที่ มีคนแก่ที่ยากจนจริงๆเท่าไหร่ในพื้นที่นั้น จะมีความแม่นยำทางสถิติในระดับหนึ่ง สิ่งที่จีนทำก็คือว่าจัดงบประมาณแยกกระจายไปตามจำนวนหัวที่ได้มาจากแผนที่ความยากจน จากนั้นก็ให้กลไกในพื้นที่ซึ่งอาจจะเป็นหน่วยงานรัฐ อบต. เทศบาล

หรือจะใช้กลไกชุมชนช่วยก็ได้ ไปดูว่างบประมาณที่ได้มาถึงคนจนหรือไม่ ซึ่งตรงนี้แน่นอนว่าอาจจะมีปัญหาที่เคยเจอ เรื่องของกระบวนการคัดกรอง ซึ่งก็ต้องมีกลไกตามไปตรวจสอบอีกทีหนึ่ง ซึ่งน่าจะทำให้ปัญหาคนจนตกหล่นน้อยกว่าระบบอื่นที่ใช้กันอยู่ปัจจุบันที่แน่ๆ คือในแง่ของงบประมาณก็จะทำให้ที่เป็นห่วงกันว่าเงินจะไปสู่คนที่ไม่ยากจนจริงก็จะบรรเทาลง

โดยเกณฑ์การวัดอาจจะขยับเข้ามาว่าไม่ใช่คนจนอย่างเดียว สมมุติว่าใช้เส้นความยากจนแบ่งก็อาจจะเป็น 1.5 เท่าของเส้นความยากจน และทำแผนที่ความยากจนว่ามีกี่หัวกระจายในพื้นที่ ใช้ 1.5 เท่าของเส้นความยากจน อันนี้ก็จะทำให้ไม่เป็นถ้วนหน้าแต่คนจนตกหล่นน้อย ซึ่งงบประมาณก็จะประหยัดลง แต่ก็จะมีปัญหาตามมาว่า ถ้ากระบวนการคัดกรองในพื้นที่มีปัญหาก็จะมีคนตกหล่นอยู่ดี เพราะฉะนั้นก็ต้องมีการไปกำกับว่ากลไกของรัฐบาลท้องถิ่นจะต้องผิดพลาดน้อยที่สุด

– วันนี้เราเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ นโยบายหรือความคุ้มครองทางสังคมควรเป็นอย่างไร : เรามีคนแก่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เราคงไม่อยากให้เห็นภาพว่าเขาแบมือรับเงินอย่างเดียว เพราะจะเป็นภาระงบประมาณ แล้วก็เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีด้วย “สิ่งที่ต้องทำเพิ่มขึ้นคือเรื่องการเสริมทักษะ UpSkill ReSkill ให้กับคนแก่ อย่าไปคิดว่าเขาเป็นคนแก่ และจำนวนมากก็เรียนหนังสือมาไม่มาก ก็เลยยอมแพ้หมายความว่ายังไงเขาก็คงทำอะไรไม่ได้” แต่ต้องคิด ต้องพยายามดูว่าเรื่องของการเสริมทักษะ อะไรบ้างที่เหมาะกับคนแก่ ตรงนี้จะต้องมีโครงการมีนโยบายอื่นเสริมเข้ามาเพื่อให้คนแก่เขาสามารถที่จะดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

– ถ้าให้มองภาพรวมด้านการคุ้มครองทางสังคม อาจารย์คิดว่าสิ่งแรกๆ รัฐบาลชุดใหม่ควรทำอะไรในทันที : การดูแลคนแก่ติดเตียง คนป่วยติดเตียง เป็นเรื่องที่สำคัญขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่รู้ว่าถ้ามีคนไข้ติดเตียงในบ้านจะเป็นภาระของเจ้าตัวและคนในครอบครัวที่ต้องหาคนมาดูแล แล้วจะทำให้ครอบครัวที่ไม่จนก็จะกลายเป็นจนไป เพราะฉะนั้นนโยบายของการดูแลคนแก่ คนไข้ติดเตียงจะต้องทำในเชิงรุกมากกว่านี้

ทุกวันนี้ทาง สปสช.ทำอยู่และต้องชมเชย เพราะเขาให้สิทธิทุกคนไม่ใช่เฉพาะคนที่ใช้สิทธิบัตรทอง แต่เข้าใจว่ามีปัญหาเรื่องงบประมาณทำให้การช่วยเหลือในเรื่องนี้ยังอยู่ในวงที่จำกัด ระดับการช่วยเหลือก็ยังไม่เพียงพอรัฐบาลควรเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้ ซึ่งถ้าเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้ได้ ถ้าดูแลตรงนี้ได้ อาจจะไม่ต้องให้เบี้ยเขา 3,000 ก็ได้ เพราะได้ช่วยเรื่องรายจ่ายที่สูงมากในส่วนนี้ไปแล้ว แต่ถ้าโยงไปเรื่องของคนพิการ (ซึ่งคนแก่จำนวนมากก็เข้าข่ายพิการเนื่องจากความชรา) จะมีเรื่องการพิสูจน์ความพิการต้องทำอย่างเหมาะสม แบ่งเป็นระดับความพิการ

แล้วให้ความช่วยเหลือที่เหมาะกับลักษณะและระดับความพิการ เช่น การให้อุปกรณ์อื่นๆ ที่จะช่วยในการใช้ชีวิต อย่างวีลแชร์หรือจัดให้คนที่จะมาดูแล ถ้าต่างประเทศ เรียก caregiver ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งอาจมาจากภาครัฐโดยตรงหรือจากภาคประชาสังคมโดยรัฐอุดหนุน เข้ามาเป็นองคาพยพที่สำคัญที่จะเข้ามาดูแลคนแก่ในพื้นที่ต่างๆ หมายความว่าถ้าติดเตียงจริง แต่ถ้ามีคนดูแลเข้ามาก็ทำให้ครอบครัวนั้นสบายขึ้น สมาชิกในครอบครัวก็มีโอกาสไปทำงาน เบาภาระลง ซึ่งก็เป็นมาตรการที่ควรจะใช้ควบคู่กันไปเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

‘อัมพร’ลงพื้นที่อุบลราชธานี เยี่ยมให้กำลังใจ สนามสอบครูผู้ช่วย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751165

'อัมพร'ลงพื้นที่อุบลราชธานี เยี่ยมให้กำลังใจ สนามสอบครูผู้ช่วย

‘อัมพร’ลงพื้นที่อุบลราชธานี เยี่ยมให้กำลังใจ สนามสอบครูผู้ช่วย

วันเสาร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 22.08 น.

“อัมพร” ลงพื้นที่ รร.อนุบาลอุบลราชธานี ตรวจเยี่ยมพร้อมให้กำลังใจ สนามสอบครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ. ปี 2566 พร้อมส่งผู้บริหาร สพฐ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบทั่วประเทศ

19 สิงหาคม 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงาน ในการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปี พ.ศ. 2566 โดยมี นายธนาดุลย์ แสนทวีสุข ประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 พร้อมคณะอนุกรรมการ นายเข็มพรชัย ทองน้อย รอง ผอ.สพป.อุบลราชธานี เขต 1 นายธวัชชัย ถิตย์รัศมี รอง ผอ.สพป.อุบลราชธานี เขต 1 นายอภินันทิชัย แกระหัน รอง ผอ.สพป.อุบลราชธานี เขต 1 นายสุบรรณ ลาสา รอง ผอ.สพป.อุบลราชธานี เขต 1 และนายเสมอ สร้อยคำ ผอ.ร.ร.อนุบาลอุบลราชธานี ให้การต้อนรับ ณ สนามสอบโรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี

นายอัมพร กล่าวว่า สพฐ. ได้เปิดรับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ. ปีพ.ศ. 2566 โดยทำการเปิดสอบใน 51 กลุ่มวิชา มีจำนวนอัตราว่าง รวม 8,061 อัตรา แบ่งเป็นพื้นที่ปกติ จำนวน 7,537 อัตรา พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) จำนวน 524 อัตรา โดยหลังจากเปิดรับสมัครในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีจำนวนผู้สมัครสอบ พื้นที่ปกติ 25,061 ราย พื้นที่ จชต. 1,632 ราย รวมทั้งสิ้น 26,693 ราย 

สำหรับสนามสอบโรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ได้ทำการเปิดสอบ 10 กลุ่มวิชา ผู้มีสิทธิสอบ 216 คน ผู้เข้าสอบจำนวน 206 คน และขาดสอบ 10 คน ซึ่งจากการตรวจเยี่ยมในวันนี้พบว่าการจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดย สพฐ. ได้เน้นย้ำให้ทุกเขตพื้นที่ฯ ดำเนินการจัดสอบให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม ปลอดทุจริต เพราะคุณภาพการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ต้องมีครูที่มีคุณภาพ สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียนได้ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน 

“ขอให้ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ตามคู่มืออย่างเคร่งครัด เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยยึดถือระบบคุณธรรม ความเสมอภาค ความโปร่งใส และตรวจสอบได้ ปราศจากการทุจริตหรือส่อไปในทางไม่สุจริต เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากบุคคลภายนอก อันจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์องค์กร ทั้งนี้ หลังจากการสอบข้อเขียน ภาค ก และภาค ข ในวันที่ 19 สิงหาคม และสอบสัมภาษณ์ ในวันที่ 20 สิงหาคมแล้ว จะประกาศผลการคัดเลือก ภายในวันที่ 24 สิงหาคม 2566 ต่อไป” นายอัมพร กล่าว

นอกจากนี้ เลขาธิการ กพฐ. ยังได้มอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. อาทิ รองเลขาธิการ กพฐ. ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. และผู้เชี่ยวชาญ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจการจัดสอบฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย ในสนามสอบทั่วประเทศอีกด้วย โดยนายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ซึ่งมีผู้สมัครสอบจำนวน 28 คน ขาดสอบ 3 คน และสนามสอบสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเปิดสอบใน 8 กลุ่มวิชา มีผู้สมัครสอบจำนวน 41 คน ผู้มาสอบจำนวน 39 คน ขาดสอบจำนวน 2 คน

ด้านนายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบโรงเรียนบ้านหน้าควนลัง (ราษฎร์สามัคคี) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สังกัด สพป.สงขลา เขต 2 เปิดสอบใน 8 กลุ่มวิชา มีอัตราว่าง จำนวน 34 อัตรา มีผู้สมัครสอบ จำนวน 78 คน และสนามสอบโรงเรียนบ้านนาทวี อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา สังกัด สพป.สงขลา เขต 3 มีผู้สมัครสอบ ว16 (อ.สะเดา) จำนวน 22 คน และ ว17 (อ.นาทวี อ.จะนะ อ.เทพา และ อ.สะบ้าย้อย) จำนวน 180 คน โดยการจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี

ขณะที่นายอนันต์ พันนึก ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบโรงเรียนเมืองร้อยเอ็ด สังกัด สพป.ร้อยเอ็ด เขต 1 ซึ่งมีอัตราว่าง 79 อัตรา มีผู้สมัครสอบจำนวน 234 คน และสนามสอบวิทยาลัยการอาชีพโพนทอง สังกัด สพป.ร้อยเอ็ด เขต 3 เปิดสอบใน 8 กลุ่มวิชา มีผู้สมัครสอบจำนวน 79 คน โดยการจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีการเตรียมทุกขั้นตอน ห้องสอบครบถ้วนพร้อมสำหรับผู้เข้าสอบ ใส่ใจทุกขั้นตอนอย่างโปร่งใส ชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นในความยุติธรรมเท่าเทียม เพื่อคัดคนเป็นครูผู้ช่วยอย่างมีคุณภาพ 

และนายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ โรงเรียนอนุบาลวารินชำราบ (ก่อวิทยาคาร) อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี สังกัด สพป.อุบลราชธานี เขต 4 เปิดสอบใน 11 กลุ่มวิชา มีตำแหน่งว่าง 29 อัตรา มีผู้สมัครสอบ 99 คน มีสิทธิสอบ 98 คน มาสอบ 94 คน ขาดสอบ 4 คน และสนามสอบโรงเรียนดำรงสินอุทิศ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี สังกัด สพป.อุบลราชธานี เขต 5 เปิดสอบใน 10 กลุ่มวิชา มีจำนวนผู้เข้าสอบ 154 คน และขาดสอบ 5 คน
 

สกสว. ร่วมมือ มธ. เปิดเวทีถก! แบ่งทรัพยากรอย่างไร ให้การศึกษาไทยไม่เหลื่อมล้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750724

สกสว. ร่วมมือ มธ. เปิดเวทีถก! แบ่งทรัพยากรอย่างไร ให้การศึกษาไทยไม่เหลื่อมล้ำ

สกสว. ร่วมมือ มธ. เปิดเวทีถก! แบ่งทรัพยากรอย่างไร ให้การศึกษาไทยไม่เหลื่อมล้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 17.25 น.

สกสว. ร่วมมือ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มธ. และเครือข่ายครู จัดเวทีสัมมนาวิชาการ Education Journey Forum ครั้งที่ 9 หารือประเด็นการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาไทย มุ่งสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน หวังเด็กและเยาวชนไทยเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวทีสัมมนาทางวิชาการ Education Journey Forum ครั้งที่ 9 ในหัวข้อ “แบ่งทรัพยากรอย่างไร ให้การศึกษาไทยไม่เหลื่อมล้ำ” ภายใต้โครงการการจัดการความรู้และขับเคลื่อนระบบการศึกษาและการเรียนรู้เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ มองจุดคานงัด เพิ่มการมีส่วนร่วมในการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา และให้ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพราะการเปลี่ยนแปลงการศึกษาเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดพลังการขับเคลื่อนจากฐานรากนำไปสู่การพัฒนาการเรียนรู้และการศึกษาของประเทศ โดยมี รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. รศ. ดร.อนุชาติ พวงสำลี หัวหน้าคณะทำงานวิชาการ SAT การศึกษาและการเรียนรู้ ผู้บริหารองค์กรด้านการศึกษา นักวิชาการนักวิจัย ภาคีเครือข่าย ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการเมือง และสื่อมวลชน เข้าร่วมการสัมมนาดังกล่าว ณ โรงแรมอัศวินแกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

นายศุภวัจน์ พรมตัน (ครูมะนาว) บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ครูแถแพ้ไม่เป็น” สะท้อนความดิ้นรนของครูคนหนึ่ง ที่เปิดเผยถึงที่มาที่ไปของการเปิดเพจเกี่ยวกับนักเล่าเรื่องครูบนโซเชียลมีเดีย แบ่งเป็น EP ต่าง ๆ คือ “EP.1 ครูบ้านดอย” ในบทบาทครูจบใหม่ที่สอนในโรงเรียนชนบท เล่าเรื่องถึงความขาดแคลนในโรงเรียนชนบท การสอนในรูปแบบต่าง ๆ ระบบการเลื่อนเงินเดือน และบทบาทของครูหนึ่งคนที่สอนเกือบทุกวิชา “EP.2 จากบ้านดอยสู่นคร” จากชนบทเข้าสู่ตัวเมือง สื่อถึงสิ่งที่คิดและตั้งใจจะทำแต่ไม่ได้ทำเพราะต้องย้ายโรงเรียน ทำให้เริ่มมองเห็นถึงปัญหาและการจัดการเรียนการสอนใหม่ “EP.3 เปิดเพจ อะไรอะไรก็ครู” สื่อถึงแผนการสอนและแผนการส่ง หรือกระทั่งการประเมินที่ตกไม่ได้ การวัดความรู้โดยการติวแทนการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพราะการติวทำให้คะแนน ONET ของโรงเรียนนั้นสูงขึ้น “EP.4 จุดเริ่มต้นของครูสายแถ” การลองปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ไปตามสื่อการเรียนการสอนแต่ละแบบ ให้เกิดความสนุกในห้องเรียน เปิดรับฟังจากนักเรียนมากขึ้นทำให้เกิดไอเดียใหม่ ๆ การใช้ประเด็นสังคมเข้ามาปรับกับกิจกรรมจนเกิดเป็นกระแสบนสื่อในขณะนั้น เกิดเป็นคำถามว่า “ทำไมสิ่งที่เราทำ แม้มันจะโดดเด่นในสายตาคนทั่วไป แต่ทำไมไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานทางวิชาการได้” คนทั่วไปให้คุณค่ากับสิ่งที่เราทำแบบไหน? “EP.5 ครูแถแพ้ไม่เป็น” ได้ไปในเวทีใหม่ ๆ ออกจากกรอบความคิดความเชื่อเดิม กล้าที่จะทำตามความรู้สึกและกล้าที่จะยืนหยัดจนสำเร็จ ทำให้ทัศนคติเปลี่ยนไปกับการให้คุณค่าที่เปลี่ยนไป ซึ่งเกือบจะเปลี่ยนเป็นคนละแนวตั้งแต่เริ่มทำเพจในตอนแรก “EP.6 จากพลเรียน ถึงครูขอสอน” การเปลี่ยนทัศนคติในหลาย ๆ เรื่อง เช่น การพูดถึงจัดสรรสวัสดิการของครูที่ควรจะได้รับ จนเกิดเป็นเพจครูปล่อยของที่กล้าแชร์มากขึ้น เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างครูมากขึ้น 

“ความเหลื่อมล้ำที่เห็นได้ชัดเจน คือ เวลามีการแข่งขันกิจกรรมภายนอก ที่มีตั้งแต่การเดินทาง ที่พัก การเรียนการสอนช่วงไปแข่งขันกิจกรรม อาหารการกิน และอุปกรณ์การแข่งขันในการสนับสนุนนักเรียนนั้น มีความแตกต่างกันไปในแต่ละโรงเรียนว่ามีงบประมาณอยู่ในระดับใด แม้การพูดถึงประเด็นการศึกษา จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และที่ไม่เปลี่ยนแปลงอีกมากมาย ก็ยังเหมือนเดิม สิ่งที่ครูพยายามตอนนี้ คือ ขออยู่กับเด็ก ๆ  การไม่รอระบบ ต้องการพัฒนาตนเอง สวัสดิภาพและสวัสดิการ” ครูมะนาว กล่าวทิ้งท้าย

ก่อนจะมีการเสวนาในประเด็น “แบ่งสรรทรัพยากรอย่างไร ให้การศึกษาไทยไม่เหลื่อมล้ำ” ดังนี้

ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ ธนาคารโลก บรรยายประเด็น “แนวทางการจัดสรรทรัพยากรตามมาตรฐานคุณภาพต่ำของโรงเรียน (FSQL)” เปิดเผยถึงงานวิจัย PISA 2018 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักเรียนลดลงมากในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ทำให้ค่าใช้จ่ายรายหัวของเด็กเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ผลสัมฤทธิ์ทางด้านการศึกษา รวมถึงทักษะในด้านต่าง ๆ นั้นลดลง ส่วนข้อมูล FSQL ในด้านการบริหารจัดการและค่าเฉลี่ยแต่ละด้านของโรงเรียนขนาดเล็ก พบว่า โรงเรียนขนาดเล็กไม่เพียงแต่ขาดแคลนครู เท่านั้น แต่ยังขาดแคลนอีกหลายปัจจัย เช่น ห้องเรียน อุปกรณ์การเรียนรู้ การเดินทาง ด้านกีฬา โดยมองว่าต้องเริ่มจัดการจาก 1.จำนวนโรงเรียนให้เหมาะสมกับจำนวนเด็ก 2.เพิ่มการพัฒนาโครงสร้างโรงเรียนให้มีคุณภาพเท่า ๆ กัน ไม่กระจายทรัพยากร โดยใช้เทคโนโลยีเข้าไปประเมินความขาดแคลนแต่ละโรงเรียน เพื่อให้เกิดการพัฒนาแก้ไขที่ตรงจุด 

คุณพงศ์ทัศ วนิชานันท์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ บรรยายประเด็น “แนวทางการจัดสรรทรัพยากรแบบใหม่เพื่อโรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” เปิดเผยถึง ผลวิจัยการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ระบุว่า เรามีปัญหาด้านการจัดสรรงบประมาณที่ลงทุนเยอะแต่กลับได้ผลน้อย ส่งผลให้ระบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ในการสร้างเด็กให้พร้อมในโลกอนาคต สำหรับพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเปิดโอกาสให้สร้างระบบนิเวศน์ทางการศึกษาใหม่ เพื่อให้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการคิดค้นนวัตกรรมการเรียนรู้ และนวัตกรรมการบริหารจัดการใหม่ ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพทางการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำ นำไปสู่การเป็นต้นแบบและพร้อมขยายผลต่อในวงกว้าง 

ดร.วงอร พัวพันสวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายประเด็น “มิติที่หลากหลายของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” ระบุว่า ในปัจจุบันปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาในประเทศไทย ประกอบด้วย ความไม่เท่าเทียมด้านการเข้าถึง การเข้าไม่ถึงการศึกษา ความไม่เท่าเทียมด้านผลลัพธ์/คุณภาพ ความไม่เท่าเทียมด้านตัวเลือก ความไม่เท่าเทียมด้านประสบการณ์การเรียนรู้ ขณะที่ อุดมคติของระบบการศึกษาที่เสมอภาคของนิสิต คือ ทุกคนได้รับการศึกษามาตรฐานเดียวกัน คนไม่มีเงินต้องได้เรียน การเข้าถึงการศึกษาของคนต่างจังหวัดต้องไม่ด้อยกว่าคนในเมือง ระบบการศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะในกลุ่ม LGBTQ/ชนกลุ่มน้อย/อื่น ๆ คนที่มีความสามารถได้รับการส่งเสริมให้ได้รับโอกาสที่เหมาะสมกับความสามารถ ส่วนคนที่มีความสามารถน้อยกว่าก็ได้รับการสนับสนุนให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้ เช่นกัน และการส่งเสริมองค์ความรู้ที่หลากหลาย 

ดร.สมชัย จิตสุชน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย บรรยายประเด็น “บทบาทของกลุ่มผลประโยชน์ต่อนโยบายการสร้างความเสมอภาคด้านการศึกษา” ระบุว่า นอกจากปัญหาจำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยลงแล้ว ส่วนมากยังอยู่ในมิติครอบครัวที่มีความพร้อมไม่มากนัก ส่งผลให้เด็กไม่ได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ ไทยจำเป็นต้องปรับปรุงระบบสวัสดิการ ที่ไม่ใช่เรื่อง “สงเคราะห์” แต่เป็นระบบช่วยการพัฒนาประเทศโดยใช้ “คน” เป็นศูนย์กลาง เพื่อตอบโจทย์ปัญหาหลักของประเทศ คือ ความเหลื่อมล้ำ (คนไทยจนกระจาย) สังคมสูงวัย (คนแก่มากขึ้น คนหนุ่มสาวต้องเตรียมภาระหนักในอนาคต) และกับดักประเทศรายได้ปานกลาง เพราะไทยอยู่ในวังวนปัญหา 3 เรื่องนี้มานานมาก บางเรื่องก็สายเกินไป หากไม่รีบแก้ไขปัญหาก็จะยิ่งหนักและแก้ไขยาก หรือถึงขั้นแก้ไขไม่ได้
 

หมอเจี๊ยบ-ลลนา ให้แรงบันดาลใจนักศึกษาใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750446

หมอเจี๊ยบ-ลลนา ให้แรงบันดาลใจนักศึกษาใหม่

หมอเจี๊ยบ-ลลนา ให้แรงบันดาลใจนักศึกษาใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จัดกิจกรรม “รักน้อง คล้องใจ…นักศึกษาใหม่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์” ภายในงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2566 และได้เชิญ หมอเจี๊ยบ-แพทย์หญิงลลนา ก้องธรนินทร์ แพทย์เฉพาะทาง แผนกฉุกเฉินและประธานผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Let’ s Be Heroes มาพูดคุยถึงประสบการณ์การเรียน เป็นแนวทางให้นักศึกษาใหม่สามารถปรับตัวและดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขในรั้วราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมให้ข้อคิดเรื่อง “คิดบวก”

AUA มอบหนังสือเสียงแก่ผู้พิการทางสายตาในโอกาสครบรอบ 70 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750447

AUA มอบหนังสือเสียงแก่ผู้พิการทางสายตาในโอกาสครบรอบ 70 ปี

AUA มอบหนังสือเสียงแก่ผู้พิการทางสายตาในโอกาสครบรอบ 70 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเอกพงษ์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการบริหาร โรงเรียนสถานสอนภาษาสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา (เอยูเอ) จัดกิจกรรมฉลองครบรอบ “AUA 70th Anniversary” นำทีมผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ร่วมดำเนินแคมเปญเพื่อสังคม Read for the Blind สร้างสื่อการเรียนรู้รูปแบบหนังสือเสียงให้แก่ผู้พิการทางสายตาใน “มูลนิธิคนตาบอดไทย” โดยมี ม.ล.ฐนิสา เธเรซ่า ชุมพล,นางสาวสยมาส พิณประดิษฐ์,นายวันชนะ มั่นจงดี ร่วมกิจกรรมด้วย ณ มูลนิธิคนตาบอดไทย เมื่อเร็วๆ นี้

แคมเปญนี้จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างรากฐานภาษาอังกฤษให้กับสังคมไทยอย่างที่มุ่งมั่นมาโดยตลอด พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางภาษาให้กับกลุ่มผู้พิการ เพื่อแสดงถึงการทำตามพันธกิจเป็นประตูแห่งโอกาสที่ทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนภาษาอังกฤษได้ด้วย

นิสิตเศรษฐศาสตร์ มศว จัดงาน ความรู้เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750442

นิสิตเศรษฐศาสตร์ มศว จัดงาน  ความรู้เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่

นิสิตเศรษฐศาสตร์ มศว จัดงาน ความรู้เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จัดงาน “Econ-Commu 2023 : The Innovation fun(d)day” เพื่อสร้างการรับรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ที่สามารถเข้าถึงได้ให้คนรุ่นใหม่ คนทั่วไป ที่ติดตามเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจสมัยใหม่ ได้เข้าถึงสารที่ง่ายขึ้นด้วยการใช้ศาสตร์แห่งการสื่อสารและนวัตกรรม กิจกรรมครั้งนี้จัดโดยนิสิตในวิชาเอกสื่อสารเพื่อเศรษฐศาสตร์ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ให้กับบุคคลภายนอกและให้นิสิตได้ฝึกฝนประสบการณ์ในการทำงานจริงร่วมกับองค์กรภายนอก และรับความรู้จากผู้มีประสบการณ์ที่ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของเศรษฐศาสตร์ในโลกของการทำงานจริง ให้นิสิตเตรียมความพร้อมในการทำงานในอนาคต เมื่อวันก่อนที่ ที่ มศว ประสานมิตร

การจัดงานแบ่งเป็น 5 ส่วนงาน ได้แก่ 1.) Fun(d) amental การเข้าใจหลักการและที่มาของการสื่อสารเพื่อเศรษฐศาสตร์ 2.) Fun(d) Innovation ที่เป็นการอัปเดตด้านนวัตกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางเศรษฐกิจ 3.) Fun(d) Talk ว่าด้วยการแปลงข้อมูลเศรษฐศาสตร์ให้เข้าถึงได้จากผู้มีประสบการณ์ที่หลากหลาย 4.) Fun(d)Fair ฐานกิจกรรมที่หน่วยงานภาคีมาร่วมให้ความรู้และสร้างพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนกับนิสิต ผู้ร่วมงาน จำนวน 6 ฐานกิจกรรม ได้แก่ บูธธนาคารแห่งประเทศไทย บูธธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บูธ Future Skill บูธ Mandala AI บูธ BeTaskและบูธวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม/การสื่อสารเพื่อเศรษฐศาสตร์ 5.) Fun(d) Game กิจกรรมโดย นิสิตการสื่อสารเพื่อเศรษฐศาสตร์ โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมให้ความรู้หลากหลาย