จัดพิธี’วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’ ประจำปี 2568 เผยแพร่พระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9

จัดพิธี'วันพระบิดาแห่งฝนหลวง' ประจำปี 2568 เผยแพร่พระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9

จัดพิธี’วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’ ประจำปี 2568 เผยแพร่พระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.41 น.

จัดพิธี’วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’ ประจำปี 2568 เผยแพร่พระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 สืบสานพระราชปณิธานในโอกาส 70 ปีฝนหลวง ‘กรมฝนหลวงและการบินเกษตร’ พัฒนาต่อยอดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับประเทศ

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดพิธีวางพานพุ่ม ดอกไม้สด เนื่องใน“วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2568” ณ Jewel Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพ มหานคร ระหว่างวันที่ 14 -16 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระ บรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงเป็น“พระบิดาแห่งฝนหลวง” ที่ทรงริเริ่มโครงการพระราชดำริฝนหลวงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ โดยเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ได้รับเกียรติจากนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รวมถึงผู้บริหาร ข้าราชการในสังกัดกระ ทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนราชการ และอาสาสมัครฝนหลวง เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

บรรยากาศภายในพิธี ประธานในพิธีได้วางพานพุ่มดอกไม้สดถวายราชสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร“พระบิดาแห่งฝนหลวง” และกล่าวรำลึกในพระมหา กรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและพระปรีชาสามารถในการคิดหาวิธีในการบังคับเมฆให้เกิดเป็นเม็ดฝน ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเกษตรและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในชั้นบรรยา กาศของประเทศมาตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา

จากนั้น รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบรางวัลอาสาสมัครฝนหลวงดีเด่น ประจำปี 2568 จำนวน 5 รางวัล เพื่อเชิดชูบุคคลผู้มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนภารกิจปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสานพระราชปณิธานแห่งพระบิดาแห่งฝนหลวง 

ต่อมาหลังจากนั้น นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดนิทรรศการ “70 ปีฝนหลวง สืบสานพระราชปณิธานพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อพสกนิกรของพระราชา” ซึ่งจัดแสดงเรื่องราวพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดจนพัฒนาการของเทคโนโลยีฝนหลวงที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้พัฒนาต่อยอดอย่าง
ต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับประเทศ

นายนเรศ ได้กล่าวย้ำว่า  ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา โครงการพระราชดำริฝนหลวงไม่เพียงช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้ง แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการ
น้ำในชั้นบรรยากาศของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯพร้อมสนับสนุนให้กรมฝนหลวงฯ พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆที่สามารถทำให้การปฏิบัติการฝนหลวงให้มีความก้าวหน้า
และปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และเป็นหลักประกันความมั่นคงทางน้ำของประเทศไทยต่อไป”

ด้าน นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า
ในโอกาสครบรอบ 70 ปี กรมฝนหลวงฯ ได้วางแผนพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงให้เป็น Smart Weather Modification Center พร้อมต่อยอดองค์ความรู้ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและปัญญาประดิษฐ์
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำฝนให้ครอบ
คลุมทั่วประเทศ และขยายความร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อให้ฝนหลวงไทยเป็น
ต้นแบบของภูมิภาคอาเซียน

โดยบรรยากาศภายในงาน ได้มีการจัดนิทรรศการ “70 ปีฝนหลวง สืบสานพระราชปณิธานพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อพสกนิกรของพระราชา” ณ Jewel Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพ มหานคร เพื่อร่วมรำลึกในพระมหากรุณา ธิคุณและเรียนรู้ศาสตร์แห่งฝนหลวง มรดกทางภูมิปัญญาอันล้ำค่าของแผ่นดินไทย ปรากฏว่ามีประชาชน นักเรียน นักศึกษา  จำนวนมากเข้าร่วมงาน ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมงานต่างล้วนมีความซาบซึ้งและความภาคภูมิใจที่ได้เข้าร่วมพิธีและได้มีโอกาสร่วมกันรำลึกถึงพระมหากรุณาธิ คุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้“สายฝนแห่ง ความหวัง” ยังคงโปรยปรายสู่ผืนดินไทยตราบจนทุกวันนี้

ครม.เห็นชอบ! ‘แมวไทย’เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

ครม.เห็นชอบ! 'แมวไทย'เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

ครม.เห็นชอบ! ‘แมวไทย’เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.03 น.

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบการกำหนดให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เสนอ 

โฆษกฯ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 – 2567 คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติกำหนดเอกลักษณ์ประจำชาติไทยในมิติต่าง ๆ เช่น กำหนดให้ “ช้างไทย” เป็นสัตว์ประจำชาติ กำหนดให้ “ปลากัดไทย” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ กำหนดให้ “นาค” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน กำหนดให้ “การไหว้” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทการทักทายและการแสดงความเคารพแบบไทย

โดย กอช. ได้ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามมติ กอช. เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 ที่เห็นชอบการเสนอให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง อันเนื่องมาจากผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และการศึกษาทางพันธุกรรมของแมวไทยพบว่า แมวไทยเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเองทั้งรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยที่มีความโดดเด่น มีความแตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน แมวไทยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน โดยปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของแมวไทยมาตั้งแต่ในอดีต อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันในด้านต่าง ๆ ทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต สังคม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนไทย แมวไทยจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่ได้รับการยอมรับถึงความพิเศษในระดับสากลและเป็นที่นิยมไปทั่วโลกทำให้ชาวต่างชาติมีความพยายามที่จะนำแมวไทยพันธุ์แท้ไปจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ โดยปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา และแมวขาวมณี ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการประกาศให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเห็นคุณค่านำไปสู่การอนุรักษ์และร่วมมือกันกำหนดมาตรฐานของแมวไทยพันธุ์แท้ในแนวทางเดียวกัน ส่งเสริมการเลี้ยงแมวไทยพันธุ์แท้ให้มากขึ้น และเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของสายพันธุ์แมวไทยและป้องกันการนำไปจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ รวมทั้งยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เกี่ยวเนื่องกับแมวไทย ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม

ชื่นชมจีน! ถวายอารักขา ‘ในหลวง-พระราชินี’ ใส่ใจทุกรายละเอียด แม้จุดเล็กๆ แต่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่

ชื่นชมจีน! ถวายอารักขา 'ในหลวง-พระราชินี' ใส่ใจทุกรายละเอียด แม้จุดเล็กๆ แต่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่

ชื่นชมจีน! ถวายอารักขา ‘ในหลวง-พระราชินี’ ใส่ใจทุกรายละเอียด แม้จุดเล็กๆ แต่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.49 น.

นักเขียนดังชื่นชมจีน ถวายอารักขา ‘ในหลวง-พระราชินี’ อย่างใส่ใจทุกรายละเอียด ชี้แม้จุดเล็กๆ แต่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2568 เพจเฟซบุ๊ก “สถานะการณ์ สำคัญในปัจจุบัน” ได้โพสต์คลิปวิดีโอขณะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน จตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยขณะทรงพระราชดำเนินลงบันไดนั้น จะเห็นว่านายทหารจีน ได้คอยดูแลอารักขาอย่างใกล้ชิด จนทำให้โซเชียลต่างชื่นชมทางการจีนที่ให้การต้อนรับ และใส่ใจทุกรายละเอียดเป็นอย่างดี โดยระบุข้อความว่า “ดูวนๆหลายรอบ เห็นนายทหารจีนท่านนี้ คอยดูแลอารักขาพ่อหลวงของเราแบบใกล้ชิดมากๆ ขอบคุณมากๆ ที่คอยดูแลพระราชาและพระราชินีของพวกเรา เรื่องการใส่ใจดูแลต้องยกให้จีนเลย”

นอกจากนี้ นายปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “Padipon Apinyankul” ระบุว่า “ภาพคลิปวีดีโอที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินี เสด็จไปเยือนจีน มีมากมาย คนไทยหลายคนเห็นแล้วชื่นใจในการต้อนรับของคนจีน .. ตั้งแต่รถพระที่นั่ง ซึ่งมีรถพยาบาลตามหลัง รวมถึงรถป้องกันการเกิดเหตุร้าย

ตามสองข้างทาง ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่สองพระองค์เสด็จไป ก็มีคนจีนชื่นชมจำนวนมาก

ในเว๊ปต่าง ๆ ของจีน ล้วนลงเรื่องราวและยกย่องความสง่างาม ความสวยงามของทั้งสองพระองค์

แต่ผมเลือกและชอบมองภาพในจุดเล็ก ๆ . ที่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่

มันเป็นภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี ทรงเสด็จไปวางพวงมาลา อนุสาวรีย์วีรชน จัตุรัสเทียนอันเหมิน

อนุสาวรีย์ ฯ นี้ มีบันไดหลายขั้นมาก ตอนเดินขึ้นบันได ไม่ค่อยเท่าไร เพราะเดินช้า … ขาขึ้นนั้นการทรงตัวง่ายกว่าขาลง

แต่ตอนเดินลงบันได บางครั้งคนเรามักจะเดินลงด้วยความเร็วกว่าปกติอยู่บ้าง เพราะการส่งแรงของน้ำหนักตัว

เท่าที่สังเกตหลาย ๆ ครั้ง ทางจีนจะมีเจ้าหน้าที่แยกประกบผู้นำต่าง ๆ ตลอดเวลาที่อยู่ในจีน

เจ้าหน้าที่ชาย คนขวามือสุด ทำหน้าที่ได้ดีมาก . เขาจะหันมองทุกครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยกเท้าก้าวลงบันได

พอพระองค์ยกเท้าอีกข้าง เพื่อก้าวลงขั้นถัดไป .. เจ้าหน้าที่คนนั้น จะหันไปมองจนกว่าเท้าของพระองค์จะสัมผัสพื้นบันได

เจ้าหน้าที่จะหันมองเช่นนี้ จนสิ้นสุดถึงบันไดขั้นสุดท้าย

นั้นคือ การป้องกัน ถ้าเกิดพระองค์ก้าวไถลพลาด . เขาจะได้เข้าไปช่วยเหลือประคองได้ทัน

ขอชื่นชมการใส่ใจของฝ่ายจีน

ผมชอบดูจุดเล็ก ๆ .. เพราะจุดเล็ก ๆ มันคือการใส่ใจในเรื่องที่ยิ่งใหญ่

ถ้าจุดเล็ก ๆ ยังทำได้ไม่ดี แล้วจะคิดการณ์ไกลได้อย่างไร”

‘หลวงปู่เชอรี่’อาพาธ หลังประสบอุบัติเหตุล้มภายในกุฏิวัดป่าบ้านตาด

'หลวงปู่เชอรี่'อาพาธ หลังประสบอุบัติเหตุล้มภายในกุฏิวัดป่าบ้านตาด

‘หลวงปู่เชอรี่’อาพาธ หลังประสบอุบัติเหตุล้มภายในกุฏิวัดป่าบ้านตาด

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.36 น.

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก วัดป่าบ้านตาด “วัดเกษรศีลคุณ” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “หลวงปู่เชอร์รี่หกล้มตอนนี้ปลอดภัยดีแล้ว ในช่วงนี้ขอญาติโยมงดเข้าเยี่ยมอาการอาพาธองค์หลวงปู่”

แถลงการณ์อาพาธ หลวงปู่เชอรี่ อภิเจโต ฉบับที่ ๑

เรียนศิษยานุศิษย์และพุทธบริษัททุกท่าน

ตามที่ หลวงปู่เชอรี่ อภิเจโต พระมหาเถระ วัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) จ.อุดรธานี ประสบอุบัติเหตุล้มภายในกุฏิ เมื่อเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ และเข้ารับการตรวจรักษา ณ โรงพยาบาลอุดรธานี ช่วงเช้าของวันเดียวกัน

ได้ตรวจพบ “กระดูกสะโพกด้านขวาหัก (closed fracture interchanter of Rt.femur) และบาดแผลผิวหนังถลอกที่หัวไหล่ขวา”

คณะแพทย์จึงขอโอกาสถวายการรักษาด้วยการผ่าตัด ยึดตรึงกระดูกด้วยแกนเหล็ก ในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๐๘ ผลการผ่าตัดเป็นที่น่าพอใจของคณะแพทย์ โดยมีการดูแลรักษาหลังผ่าตัด ณ หอผู้ป่วยหนักศัลยกรรมทั่วไป ๒ โดยมีคณะแพทย์ พระและโยมอุปัฏฐากดูแลอย่างใกล้ชิด

จึงขอเรียนศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่เชอรี่ อภิเจโต ติดตามข่าวอาการอาพาธ และการรักษาจากคณะแพทย์อย่างเป็นทางการได้ทางการแจ้งข่าวของคณะผู้ถวายการรักษา ผ่านทางประกาศของโรงพยาบาลอุดรธานีเป็นระยะ และขอเรียนศิษยานุศิษย์ ปฏิบัติการเข้ากราบเยี่ยมตามข้อกำหนดของคณะแพทย์และอุปัฏฐากอย่างเคร่งครัด และร่วมกันปฏิบัติบูชาถวายแด่หลวงปู่โดยทั่วกันขออนุโมทนาในความร่วมมือร่วมใจ เพื่อรักษาธาตุขันธ์หลวงพ่อมา ณ ที่นี่ด้วย

คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา
วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘

หมายเหตุ

ทางวัดขอแจ้งว่า ตามประกาศของโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานีนั้น บัดนี้องค์หลวงปู่เชอร์รี่ อภิเจโต พึ่งเสร็จการการผ่าตัดและปลอดภัยดีแล้ว รู้สึกตัวดี ในวันพรุ่งนี้ทางแพทย์จะได้กราบนิมนต์เพื่อรอดูอาการที่ห้องพักฟื้นหลังการผ่าตัดอีกประมาณ ๑ ถึง ๒ วัน แล้วจึงจะได้กราบนิมนต์องค์หลวงปู่ไปพักที่ตึกหลวงตาพระมหาบัว เพื่อพักตรวจดูอารการอีก ๒ ถึง ๓ วัน หากไม่มีอะไรทางแพทย์ก็จะได้กราบนิมนต์องค์หลวงปู่เชอร์รี่ กลับที่วัดป่าบ้านตาดต่อไป

ดังนั้นจึงขอญาติโยมศิษยานุศิษย์หลวงปู่เชอร์รี่ ไม่ต้องวิตกกังวลในอาการอาพาธองค์หลวงปู่ และติดตามประกาศแจ้งจากคณะแพทย์ผู้ทำการรักษา ซึ่งทางเพจวัดป่าบ้านตาดจะได้นำเสนออีกครั้งเมื่อได้รับแจ้งต่อไป

และหากว่าญาติโยมจะกราบเยี่ยมก็ขอเป็นหลังจากที่องค์หลวงปู่กลับไปพักที่วัดป่าบ้านตาดในกาลต่อไป

ขอองค์หลวงปู่เชอร์รี่ อภิเจโต ดำรงธาตุขันธ์แรงหายจากอาการอาพาธโดยเร็วพลันสืบต่อไปด้วยเทอญ

– 006

สิ้น ‘ผศ.พ.อ.ชูชาติ พิทักษากร’ ผอ.วงซิมโฟนีออเคสตราแห่งจุฬาฯ ศิลปินแห่งชาติ ปี 2553

สิ้น 'ผศ.พ.อ.ชูชาติ พิทักษากร' ผอ.วงซิมโฟนีออเคสตราแห่งจุฬาฯ ศิลปินแห่งชาติ ปี 2553

สิ้น ‘ผศ.พ.อ.ชูชาติ พิทักษากร’ ผอ.วงซิมโฟนีออเคสตราแห่งจุฬาฯ ศิลปินแห่งชาติ ปี 2553

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.47 น.

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก “กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม” เปิดเผยว่า  ผศ.พ.อ.ชูชาติ พิทักษากร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) พ.ศ.2553 และผู้อำนวยการดนตรีวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสียชีวิตอย่างสงบในวันนี้ (17 พ.ย.) ที่บ้านพักเขตจตุจักร กรุงเทพฯ สิริอายุ 91 ปี โดยครอบครัวกำหนดสวดพระอภิธรรม ตั้งแต่วันที่ 17-23 พฤศจิกายน 2568 ณ ศาลา 11 วัดเสมียนนารีพระอารามหลวง เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ได้แสดงความเสียใจต่อการสูญเสีย ผศ.พ.อ.ชูชาติ พร้อมมอบสวัสดิการช่วยเหลือตามกฎกระทรวงกำหนดสาขา คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก และประโยชน์ตอบแทนของศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.2555 ดังนี้ เงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิต จำนวน 20,000 บาท ค่าเครื่องเคารพศพ จำนวน 3,000 บาท และเงินค่าจัดพิมพ์หนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิต เท่าที่จ่ายจริง จำนวนไม่เกิน 150,000 บาท

สำหรับ ผศ.พ.อ.ชูชาติ พิทักษากร นั้น สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เผยประวัติบางช่วงบางตอนว่า ผศ. พ.อ. ชูชาติ พิทักษากร เริ่มเรียนทั้งดนตรีไทยและดนตรีสากลกับเรือโทยรรยง แดงกูร ตั้งแต่อายุ 9 ปี และได้เรียนไวโอลินเพิ่มเติมกับอาจารย์สุทิน เทศารักษ์ ต่อมาได้ไปศึกษาวิชาดนตรี ณ ประเทศอังกฤษ เยอรมนี และโปรตุเกส เป็นเวลา 9 ปี ในระหว่างนั้นได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดไวโอลินที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษถึง 2 ครั้ง นอกจากนั้นยังได้มีโอกาสศึกษาไวโอลินขั้นสูงกับ Prof. Maxim Jacobsen ซึ่งเป็นครูผู้สอนไวโอลินและนักไวโอลินที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในสมัยนั้น และได้รับคำแนะนำหนทางการพัฒนาการเล่นไวโอลินจาก Lord Yehudi Menuhin จากนั้นท่านได้เดินทางกลับมาศึกษาทางด้านดนตรีต่อที่ประเทศอังกฤษ ได้รับปริญญา G.L.C.M. และ A.R.C.M. จากลอนดอนคอลเลจออฟมิวสิค และ รอยัลคอลเลจออฟมิวสิค ตามลำดับ และได้รับคัดเลือกเป็นหัวหน้าวงของลอนดอนคอลเลจออฟมิวสิคและแอดดิสันสตริงออร์เคสตรา และเป็นผู้อำนวยเพลงของนอร์ธเคนซิงตันซิมโฟนีออร์เคสตราในเวลาต่อมา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอกชูชาติ ศึกษาวิชาการประพันธ์เพลงกับ จอร์จ เบอร์โควิช ซึ่งเป็นศิษย์ของโคดายและบาร์ท็อก เรียนวิชาการอำนวยเพลงกับโจเซฟ พิลเบอรี และบรูโน วอลเตอร์ ศึกษาดนตรีแจ๊สและการประพันธ์เพลงสำหรับภาพยนตร์ที่ประเทศฟิลิปปินส์กับ เรสติตูโต อูมาลี  เมื่อกลับถึงประเทศไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอกชูชาติ พิทักษากร เข้ารับราชการที่กองดุริยางค์ทหารบก จนถึงปีพ.ศ.2519 จึงย้ายมาเป็นอาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์และเป็นอาจารย์พิเศษที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในระหว่างที่รับราชการอยู่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอกชูชาติ ได้รับเชิญเป็นผู้อำนวยเพลงให้กับวงดนตรีต่างประเทศหลายวง จนได้รับการประดับเหรียญซิลเวอร์ครอสออฟเมอร์ริต จากประธานาธิบดี ฟรานซ์โจนาส แห่งประเทศออสเตรีย ได้รับพระราชทานแผ่นเสียงทองคำ ในฐานะผู้เรียบเรียงเสียงประสานและหัวหน้าวง เป็นผู้อำนวยเพลงของวงอีบิคุสเชมเบอร์ออร์เคสตราเป็นเวลา 4 ปี และได้รับเชิญเป็นผู้อำนวยเพลงของวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาฯ และวงดุริยางค์กรมศิลปากร

ท่านเคยสอนในสถาบันดนตรีต่าง ๆ มากว่า 40 ปี เช่น ภาควิชาศิลปะดนตรีและนาฏศิลป์ศึกษา คณะครุศาสตร์ และภาควิชาดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ภาควิชาศิลปะนิเทศ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, วิทยาลัยดนตรีมหาวิทยาลัยรังสิต, วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และยังเคยเป็นกรรมการบริหารวง Thailand Philharmonic Orchestra

ในปี 2554 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอกชูชาติ พิทักษากร ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) ประจำปี 2553 ขณะเดียวกันทางสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ได้อนุมัติปริญญาครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ในฐานะที่ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านครุศาสตร์ เป็นผู้มีชื่อเสียงและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เพียบพร้อมด้วยคุณวุฒิและคุณธรรม

ปัจจุบันท่านเกษียณอายุราชการแล้ว และดำรงตำแหน่งเป็นศิลปินแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผู้อำนวยการดนตรีของวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาฯ

‘รมว.นฤมล’หารือ 2 องค์กรใหญ่ด้านภาษาจีนนานาชาติ กระชับความร่วมมือไทย-จีน

'รมว.นฤมล'หารือ 2 องค์กรใหญ่ด้านภาษาจีนนานาชาติ กระชับความร่วมมือไทย-จีน

‘รมว.นฤมล’หารือ 2 องค์กรใหญ่ด้านภาษาจีนนานาชาติ กระชับความร่วมมือไทย-จีน

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.03 น.

“รมว.นฤมล”หารือ 2 องค์กรใหญ่ด้านภาษาจีนนานาชาติ กระชับความร่วมมือไทย-จีน เดินหน้าขยาย”ห้องเรียนขงจื่อ–ลูปันเวิร์กช็อป–ศูนย์สอบ HSK”รองรับดีมานด์ภาษาจีนที่พุ่งสูง

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เข้าพบหารือกับ นายจ้าว หลิงชัน (Mr. Zhao Lingshan) เลขาธิการมูลนิธิการศึกษาภาษาจีน นานาชาติ และนายจง อิงฮั่ว (Mr. Zhong Yinghua) ประธานสมาคมภาษาจีนนานาชาติ ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนระหว่างไทย – จีนอย่างรอบด้าน ทั้งในระดับโรงเรียน อาชีวศึกษา และสถาบันเอกชนของไทย

ระหว่างกาาหารือ ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวถึงนโยบายหลักของกระทรวงศึกษาธิการที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะภาษาจีนในทุกระดับการศึกษา ทั้งระดับพื้นฐาน อาชีวศึกษา และเอกชน ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามทิศทางเศรษฐกิจโลกและการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับจีน รมว.ศึกษาธิการ เน้นว่า การเรียนภาษาจีนไม่ใช่เพียงเรื่องภาษา แต่เป็นประตูสู่โอกาสในอนาคต ทั้งด้านการค้า การท่องเที่ยว การลงทุน และการร่วมพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ระหว่างสองประเทศ

“กระทรวงศึกษาธิการได้หารือกับฝ่ายจีนถึงแนวทางขยายความร่วมมือในหลายมิติ โดยเฉพาะการจัดตั้งศูนย์สอนและสอบวัดระดับภาษาจีน HSK ในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยรองรับผู้เรียนจำนวนมากที่ต้องการสอบวัดระดับภาษาจีน ทั้งเพื่อการศึกษาต่อ การทำงาน และการรับทุนการศึกษาจากจีน นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงการจัดตั้ง Luban Workshop แห่งใหม่ที่วิทยาลัยเทคนิคระยอง เพื่อเป็นศูนย์กลางฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่ รวมถึงการตั้งศูนย์ฝึกอบรม 1+X แห่งแรกของประเทศที่วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย เพื่อพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ได้รับการรับรองจากทั้งไทยและจีน” ศ.ดร.นฤมล ระบุ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ฝ่ายจีนทั้งมูลนิธิการศึกษาภาษาจีนนานาชาติและสมาคมภาษาจีนนานาชาติ ได้แสดงความพร้อมอย่างเต็มที่ในการสนับสนุนความร่วมมือกับไทย โดยกล่าวย้ำว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่จีนให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ในการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีน และเห็นว่าไทยมีศักยภาพสูงมากในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการศึกษาภาษาจีนของอาเซียน สำหรับบทบาทสำคัญของสมาคมในการพัฒนามาตรฐานครูภาษาจีนนานาชาติ การออกแบบหลักสูตร และการจัดกิจกรรมแข่งขันทางวิชาการ ก็พร้อมสนับสนุนไทยในทุกด้าน ทั้งด้านบุคลากร เทคโนโลยีการสอน และการวิจัยทางภาษา

“การหารือในครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของไทย – จีน ในมิติการศึกษา แต่ยังเป็นการวางรากฐานสู่การสร้างโอกาสในอนาคตสำหรับนักเรียน นักศึกษา ครู และสถานศึกษาไทย ที่จะได้เข้าถึงทรัพยากรและมาตรฐานสากลของจีนมากยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันในการเดินหน้าความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ต้องการทั้งทักษะภาษา เทคโนโลยี และความเข้าใจวัฒนธรรมในระดับลึกซึ้ง จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้เทียบเท่านานาชาติ พร้อมเสริมสร้างมิตรภาพระหว่างไทย – จีน ให้มั่นคงและยั่งยืนต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

– 006

พสกนิกรซาบซึ้ง ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’พระราชทาน’เข็มกลัดโบว์ดำ’

พสกนิกรซาบซึ้ง 'เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ'พระราชทาน'เข็มกลัดโบว์ดำ'

พสกนิกรซาบซึ้ง ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’พระราชทาน’เข็มกลัดโบว์ดำ’

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.12 น.

พสกนิกรซาบซึ้ง “เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ”พระราชทาน”เข็มกลัดโบว์ดำ” ประชาชนเดินทางเข้ากราบพระบรมศพ”สมเด็จพระพันปีหลวง”ต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 สำนักพระราชวัง ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน ต้้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น.โดยตลอดวันนี้ ได้มีประชาชนจากทั่วสารทิสหลั่งไหลเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ เบื้องหน้าพระโกศ อย่างต่อเนื่องทั้งมาเป็นครอบครัวและเป็นหมู่คณะต่างๆ จากหลายจังหวัดทั่วประเทศ อาทิ ลำปาง, ยะลา, สงขลา, นครราชสีมา, คณะผู้บริหารและบุคลากร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น

นางสาวศุภลักษณ์ แซ่เคา อายุ 32 ปี เดินทางมาจาก จ.ยะลา พร้อมกับลูกสาว ด.ญ.ลลิน วัย 4 ขวบ กล่าวด้วยความปลาบปลื้ม ว่า ตั้งใจมากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ด้วยเราเกิดในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 พระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์ที่มีต่อปวงชนชาวไทยมีมากมายเหลือคณานับ ตนซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังได้รับพระราชทานเข็มกลัดโบว์ดำจากพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา รู้สึกโชคดีและเป็นบุญมาก พระองค์ทรงมีพระปฏิสันถารกับลูกสาวว่า “น่ารักมาก” และรับสั่งถามตนว่า “เป็นแม่หรือเปล่า” นำความปลาบปลื้มมาสู่ตนมาก ก็ตั้งใจจะเก็บเข็มกลัดนี้ไว้ที่ระลึกไม่นำไปใช้ และจะนำไปวางไว้บนหิ้งพระ เพื่อเป็นสิริมงคลกับครอบครัว

ด้าน นางสาวสุทธิกานต์ ไชยหลี ตัวแทนนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลับสงขลานครินทร์ เผยว่า ตนกับเพื่อนอีก 33 คน เดินทางมาทัศนศึกษาที่กรุงเทพฯ จึงตั้งใจมากราบถวายความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวงบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ประทับใจในพระราชกรณียกิจของพระองค์ในทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่องผ้าไทยและชุดไทย ทรงอนุรักษ์เพื่อเป็นมรดกไว้ให้ลูกหลาน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’พระราชทานเข็มกลัดริบบิ้นดำ พสกนิกรที่เดินทางมาถวายความอาลัย‘สมเด็จพระพันปีหลวง’)

– 006

สกู๊ปพิเศษ : สกสว.ผนึกเชียงรายจัดแพคเกจวาระแห่งชาติ ‘โซ่ข้อกลาง’ จัดทัพสู้ภัยพิบัติ 3 ประเด็นใหญ่

สกู๊ปพิเศษ : สกสว.ผนึกเชียงรายจัดแพคเกจวาระแห่งชาติ ‘โซ่ข้อกลาง’ จัดทัพสู้ภัยพิบัติ 3 ประเด็นใหญ่

สกู๊ปพิเศษ : สกสว.ผนึกเชียงรายจัดแพคเกจวาระแห่งชาติ ‘โซ่ข้อกลาง’ จัดทัพสู้ภัยพิบัติ 3 ประเด็นใหญ่

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สกสว.ผนึกกำลังจังหวัดเชียงราย กางแผน ววน. สู้ภัยพิบัติ 3 ประเด็นใหญ่ รับหน้าที่ ‘โซ่ข้อกลาง’  รวมแพคเกจวาระแห่งชาติแก้ปัญหาน้ำ-แผ่นดินไหว-สารพิษแม่น้ำกก ทำงานเชื่อมโยงกับจังหวัดและทุกภาคส่วน หวังลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินให้ได้มากที่สุด

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำโดย ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ร่วมกับนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมและแถลงข่าวทิศทางการใช้ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อรับมือและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติในพื้นที่จังหวัดเชียงรายอย่างบูรณาการ โดยเน้นแพคเกจวาระแห่งชาติใน 3 ประเด็นหลัก คือ การแก้ปัญหาน้ำท่วม/น้ำแล้ง การสร้างองค์ความรู้ด้านแผ่นดินไหว และปัญหาเร่งด่วนคือ สารพิษในแม่น้ำกก เพื่อผลักดันให้เชียงรายเป็นต้นแบบการจัดการภัยพิบัติด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดย สกสว.จะเป็น “โซ่ข้อกลาง” สำคัญในการขับเคลื่อนระบบ ววน. ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อป้องกันและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติใน จ.เชียงราย ถ่ายทอดองค์ความรู้ เสริมอาวุธให้กับประชาชน และเป็นพี่เลี้ยงให้คนที่อยู่หน้างานเตรียมพร้อมสำหรับการแก้ปัญหา รับมือภัยพิบัติ สร้างทักษะที่จำเป็นให้ทุกภาคส่วนและประชาชนมีความพร้อมและปลอดภัยจากภัยพิบัติ เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการต่อยอดจากระบบ ววน. โดยมีปัญหาของพื้นที่เป็นตัวตั้ง สู่การปฏิบัติของจังหวัดเชียงรายต่อไปเพื่อเป้าหมาย “Disaster Resilient City” (เมืองแห่งการปรับตัวเพื่อรับมือภัยพิบัติ)

“สกสว.ในฐานะเลขานุการของกองทุน ววน. จะเชื่อมโยงหน่วยนโยบายและหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ พร้อมนำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาสร้างแพลตฟอร์มให้ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์ เช่น สนับสนุนข้อมูลจากกรมประมง งานวิจัยด้านสารพิษ และการซื้อขาย เพื่อสร้างแอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” ที่ประชาชนสามารถรับรู้ระดับสารปนเปื้อนในลำน้ำสาขา และจะสามารถบริโภคปลาชนิดใดได้อย่างปลอดภัยหรือมีความเสี่ยง เพื่อสร้างความมั่นใจในการบริหารจัดการสารพิษในแม่น้ำ นอกจากนี้จะขับเคลื่อนการทำงานแบบบูรณาการโดยกำหนดทิศทางและนโยบายของกองทุน ววน. รวมถึงจัดทำแผนปฏิบัติการกลางแบบบูรณาการ ประสานงานกับทุกภาคส่วน เพื่อปฏิบัติการอย่างรวดเร็วและทันท่วงที โดยตั้งงบประมาณเพื่อการรับมือภัยพิบัติทั้งการสร้างองค์ความรู้และหน้างานไม่ต่ำกว่าพันล้านบาทต่อปี” ศ. ดร.สมปองกล่าว

ขณะที่ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จ.เชียงรายประสบปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ค่อนข้างมาก ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง แผ่นดินไหว และสารปนเปื้อนในลำน้ำต่างๆ ซึ่งแผนเตรียมการป้องกันที่ผ่านมายังไม่สมบูรณ์ คณะวิจัยจึงนำประเด็นเหล่านี้ไปศึกษาวิจัยเพื่อเป็นข้อมูลทางวิชาการของเชียงรายและขยายสู่ระดับภาคเหนือ ซึ่งจังหวัดจะนำมาเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการภัยเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมเข้าสู่ศูนย์ข้อมูล PDOSS (ศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติ) เพื่อให้การบริหารงานในปีต่อไปมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ระบบแจ้งเตือนภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ผ่าน Cell Broadcast ครอบคลุมเกือบทุกภัยแล้ว แต่หากจังหวัดมีระบบแจ้งเตือนภัยของเราเองจะใกล้ชิดและเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น ซึ่งมูลค่าความเสียหายจากน้ำท่วมที่เคยเกิดขึ้นประเมินไว้สูงถึง 3 พันกว่าล้านบาท และอาจเกินแสนล้านหากรวมสิ่งปลูกสร้างและถนนหนทางทั้งหมด

ด้าน นายก อบจ.เชียงราย เผยว่า การบูรณาการร่วมกับนักวิจัยและ สกสว. ทำให้เห็นภาพ One Plan One Map ที่นำไปสู่การวิจัยสาเหตุของปัญหาต่างๆ และจัดทำแผนแก้ไขปัญหาส่งให้ภาครัฐแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โดย อบจ.จะนำแผนภาพรวมนี้ไปจัดทำ Master Plan ระดับจังหวัด เพื่อนำส่งต่อภาครัฐในการจัดสรรงบประมาณได้อย่างถูกต้อง และนำข้อมูลส่งต่อให้พี่น้องประชาชนผ่านศูนย์ PDOSS ที่ อบจ. ร่วมดำเนินการกับจังหวัดผ่านแอปพลิเคชันเพื่อการแจ้งเตือนภัย การดูแล และการเยียวยาอย่างทันท่วงที

ในส่วนของภาควิชาการ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังน้ำท่วมปลายปี 2567 ได้นำวิศวกรอาสาเข้าสำรวจพื้นที่พบว่ามีความเสียหายของอาคารบ้านเรือนกว่า 1,700 หลัง ช่วยให้การเบิกจ่ายเงินเยียวยาเป็นไปอย่างทันท่วงที แต่สิ่งที่ต้องเรียนรู้คือรูปแบบความเสียหายจากภัยพิบัติ เพื่อปรับปรุงยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างให้ทนทานต่อน้ำ รวมถึงระบบเตือนภัยจากข้อมูลที่ดี และมีเซนเซอร์ตรวจจับที่ช่วยให้ชี้เป้าได้

ขณะที่ รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมตามเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง กล่าวเสริมว่า แม้จะมีแผนแม่บททรัพยากรน้ำ แต่การวิจัยจะเข้ามาเสริมให้การแก้ปัญหาให้ครบวงจรโดยเฉพาะการพยากรณ์ล่วงหน้า ซึ่งปัญหาภัยพิบัติทั้งหมดจะต้องถูกกำหนดทิศทางและวงเงินในการรับมือควบคู่กับโอกาสที่จะเกิดภัยพิบัติ ภายใต้ขอบเขตที่ ววน. จะสามารถนำไปขับเคลื่อนได้เพื่อป้องกันอุบัติภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น

‘ราชภัฏบุรีรัมย์’แปรอักษร น้อมรำลึก’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'ราชภัฏบุรีรัมย์'แปรอักษร น้อมรำลึก'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘ราชภัฏบุรีรัมย์’แปรอักษร น้อมรำลึก’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.02 น.

คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ร่วม 2,000 คน ทำกิจกรรมจุดเทียนแปรอักษร เป็นภาพริบบิ้น พร้อมข้อความ”พระพันปีหลวง มรภ.บุรีรัมย์” เพื่อแสดงความจงรักภักดี และถวายความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยระลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 รศ.ดร.ศิราณี จุโฑปะมา รักษาราชการแทน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เป็นประธานในพิธีจุดธูปเทียน บูชาเครื่องทองน้อย และอ่านคำกล่าวถวายความอาลัย ต่อหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการจัดกิจกรรม “แปรอักษร น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ที่บริเวณสนามกีฬากลางมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

จากนั้น รักษาราชการแทน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ได้นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ที่แต่งกายด้วยชุดปกติขาว และชุดนักศึกษาไว้ทุกข์สีขาวดำ พร้อมใจกันยืนสงบนิ่งก้มศีรษะเป็นระยะเวลา 93 วินาที เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และความอาลัย น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ก่อนจะร่วมกันจุดเทียน แปรอักษรเป็นภาพริบบิ้น พร้อมข้อความ “พระพันปีหลวง มรภ.บุรีรัมย์” และขับร้องเพลงสดุดีแม่พระไทย เพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงอาศริวาทราชภัฎ เพลงสดุดีพระแม่ไทย และเพลงชาติไทย จนเสียงดังกึกก้องทั่วพื้นที่ เป็นภาพที่สวยงามและยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยพลังแห่งความจงรักภักดี

โดยรักษาราชการแทน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ กล่าวถวายความอาลัยความตอนหนึ่งว่า “แม้การเสด็จสวรรคตของพระองค์ จะเป็นความสูญเสียอันใหญ่หลวง แต่พระราชจริยวัตร อันงดงามและพระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่าจะยังคงสถิต อยู่ในใจของปวงข้าพระพุทธเจ้าตลอดไป ขอพระองค์เสด็จสู่แดนสรวง ไทยทั้งปวงน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิรันดร์ ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์”

– 006

สถานทูตไทยกรุงโซล นำคนไทยในต่างแดน ถวายความอาลัยแด่’สมเด็จพระพันปีหลวง’

สถานทูตไทยกรุงโซล นำคนไทยในต่างแดน ถวายความอาลัยแด่'สมเด็จพระพันปีหลวง'

สถานทูตไทยกรุงโซล นำคนไทยในต่างแดน ถวายความอาลัยแด่’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.38 น.

สถานทูตไทยกรุงโซลนำคนไทยในต่างแดนร่วมใจถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระพันปีหลวง

13 พฤศจิกายน 2568 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (ครบ 15 วัน) เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมพิธีลงนามถวายความอาลัย ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

พิธีครั้งนี้จัดขึ้นด้วยบรรยากาศสงบ เปี่ยมด้วยความจงรักภักดี โดยมี พระครูใบฎีกาจิระศักดิ์ เกตุเมโธ เจ้าอาวาสวัดพุทธาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมคณะสงฆ์จากวัดภาวนาโซลร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ส่วนฝ่ายฆราวาสมี นายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล เป็นประธาน นำข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ทีมประเทศไทย คู่สมรส และชุมชนชาวไทยในสาธารณรัฐเกาหลี เข้าร่วมพิธีด้วยความพร้อมเพรียงและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ผู้เข้าร่วมพิธีต่างแต่งกายอย่างสุภาพ สำรวมจิตใจร่วมถวายสักการะ กล่าวคำอุทิศถวายพระราชกุศล และร่วมลงนามถวายความอาลัย สะท้อนถึงสายใยแห่งความผูกพันระหว่างคนไทยในต่างแดนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นศูนย์รวมแห่งความรัก ความภาคภูมิใจ และเอกลักษณ์ความเป็นไทย พิธีบำเพ็ญกุศลครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแสดงความจงรักภักดี และอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพันปีหลวงเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้คนไทยในต่างแดนได้รวมพลังแห่งศรัทธาแสดงความกตัญญูต่อแผ่นดินและต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงเป็นการสืบสานขนบธรรมเนียมทางพระพุทธศาสนาที่เชื่อมโยงใจคนไทยทั่วโลกให้มั่นคงในธรรมะและความดีงาม.

012