อำนาจตามกฎหมายของผู้ว่าฯกทม. ในการกำกับดูแลผู้ค้าหาบเร่แผงลอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705936

อำนาจตามกฎหมายของผู้ว่าฯกทม.  ในการกำกับดูแลผู้ค้าหาบเร่แผงลอย

อำนาจตามกฎหมายของผู้ว่าฯกทม. ในการกำกับดูแลผู้ค้าหาบเร่แผงลอย

วันจันทร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ผู้ว่าฯ แต่งตั้งอย่างอัศวิน ทหาร-ตำรวจไปลง เราก็ยังอยู่ได้ เขาให้เราขยับแผงเราก็ขยับ ตอนที่ยังไม่จัดระเบียบมันมีทั้ง 2 ฝั่ง พออัศวินพอ คสช. เข้ามาจัดระเบียบเราก็อยู่แบบแอบๆ ก็อยู่ได้ แล้วประชุมก็ประชุมครั้งเดียว นี่ 3 เดือนประชุมบ้าง จัดระเบียบทุกวัน ประชุมวันเว้นวันประชุมแล้วพูดไม่รู้เรื่อง พูดบอกให้ขายนะไม่ได้ห้ามขาย แต่ให้รู้นะว่าทุกวันนี้เขาพัฒนาไปถึงไหนแล้ว ผมขายของผมก็ขายตรงที่มีคนเดิน ให้ผมไปอยู่ในเต็นท์”

คำพูดด้วยน้ำเสียงอัดอั้นคับข้องใจของ สมศักดิ์ ศรีทรัพย์ ตัวแทนผู้ค้าย่านสีลม (ฝั่งถนนขาเข้า) ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำกลุ่มผู้ค้า “หาบเร่แผงลอย” ย่านถนนสีลม ที่เดินทางไปศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2566 ที่ผ่านมา โดยหวังว่าจะได้พบกับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เพื่อทวงถามคำมั่นสัญญาที่ได้หาเสียงไว้ จนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งผู้นำเมืองหลวงของไทยเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2565 แบบ “แลนด์สไลด์”ถึง 1.3 ล้านคะแนน

ขณะที่ ณัฏฐ์ดนัย กุลธัชยศอนันต์ตัวแทนผู้ค้าย่านสีลม (ฝั่งถนนขาออก) แกนนำอีกคนหนึ่ง อธิบายที่มาที่ไปก่อนที่กลุ่มผู้ค้าจะรวมตัวกันมาที่“เสาชิงช้า” อันเป็นที่ตั้งของศาลาว่าการกทม. ว่า ในช่วงที่หาเสียงนั้น ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เคยให้คำมั่นว่า จะไม่มีการขับไล่ผู้ค้าหากสามารถจัดระเบียบได้ ภายใต้เงื่อนไขไม่กีดขวางทางเดินเท้า ไม่กีดขวางการจราจร และไม่สกปรก ซึ่งต่อมากลุ่มผู้ค้าได้ประชุมร่วมกับสำนักงานเขตบางรัก ได้รับคำแนะนำให้ลดขนาดแผงค้าให้เล็กลง จากเดิมที่เคยตั้งแผงขนาด 2×2 เมตร ให้เหลือลึก 1 เมตร กว้าง 1.5 เมตร

อีกทั้งต่อมาทางเขตขอให้ลดลงอีกเหลือขนาด 60×60 เซนติเมตร หรือ 2 บล็อก โดยผู้ค้าก็ให้ความร่วมมือ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการค้า และยืนยันว่า “นโยบายของ กทม. ที่ให้ย้ายเข้าตลาดเอกชนนั้นไม่ตอบโจทย์”เพราะตลาดเอกชนซึ่ง กทม. ประสานให้นั้น ค่าเช่า 2 เดือนแรกวันละ 150 บาทต่อเมตร แต่หลังจากนั้นจะเก็บเต็มอัตราคือวันละ 500 บาทต่อเมตร โดยยังไม่รวมค่าไฟฟ้า ค่าฝากสิ่งของ และค่าทำความสะอาด เฉลี่ยแล้วผู้ค้าจะมีต้นทุนค่าเช่าวันละ 1,000 บาท แต่ปัจจุบันผู้ค้าขายของเหลือเงินกลับบ้านเป็นกำไรเพียง 500-600 บาทต่อวันเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 17 ม.ค. 2566 กลุ่มผู้ค้าก็ไม่ได้พบกับผู้ว่าฯ ชัชชาติมีเพียงการเจรจากับทางสำนักงานเขตและผู้แทนของ กทม. เท่านั้น แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป ขณะที่อีกด้านหนึ่ง รายงานข่าวจากเว็บไซต์ นสพ.สยามรัฐ ระบุว่า ในวันเดียวกันนั้นเอง ผู้ว่าฯ ชัชชาติอยู่ที่ สำนักพัฒนาสังคม กทม. เขตดินแดง และชี้แจงกรณีข้อร้องเรียนจากผู้ค้าแผงลอยย่านสีลม ว่า “กทม.ไม่ใช่เจ้าของฟุตปาธ แต่ประชาชนเป็นเจ้าของร่วมกัน กทม.มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย ไม่มีสิทธิ์ให้ผู้ใดผู้หนึ่งไปขายบนทางเท้า” พร้อมย้ำว่า กทม.ไม่ได้ไล่อย่างเดียว แต่จัดเตรียมพื้นที่สำหรับผู้ค้าไว้แล้ว

ทั้งนี้ เมื่อดูกฎหมาย พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหาบเร่แผงลอยจะอยู่ใน “มาตรา 20” ระบุว่า (วรรคหนึ่ง) ห้ามมิให้ผู้ใด (1) ปรุงอาหาร ขายหรือจำหน่ายสินค้าบนถนน หรือในสถานสาธารณะ (2) ใช้รถยนต์หรือล้อเลื่อนเป็นที่ปรุงอาหารเพื่อขายหรือจำหน่ายให้แก่ประชาชนบนถนนหรือในสถานสาธารณะ (3) ขายหรือจำหน่ายสินค้าซึ่งบรรทุกบนรถยนต์รถจักรยานยนต์หรือล้อเลื่อน บนถนนหรือในสถานสาธารณะ

(วรรคสอง) ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่การปรุงอาหารหรือการขายสินค้าตาม (1) หรือ (2) ในถนนส่วนบุคคล หรือในบริเวณที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศผ่อนผันให้กระทำได้ในระหว่างวัน เวลาที่กำหนดด้วยความเห็นชอบของเจ้าพนักงานจราจร ซึ่งใน “มาตรา 4” ของ พ.ร.บ.เดียวกัน ระบุความหมายของ“เจ้าพนักงานท้องถิ่น” ว่า “(4) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สำหรับในเขตกรุงเทพมหานคร” และ “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายถึง “ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการเขต และผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตสำหรับในเขตกรุงเทพมหานคร”

ส่วนคำว่า “เจ้าพนักงานจราจร” แม้จะไม่ได้ระบุในกฎหมายฉบับนี้ แต่ใน พ.ร.บ.จราจรทางบกพ.ศ.2522 ระบุไว้ใน “มาตรา 4” ว่าหมายถึง หัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรและข้าราชการตำรวจซึ่งดำรงตำแหน่ง ดังต่อไปนี้ (ก) รองผู้กำกับการจราจร (ข) สารวัตรจราจร (ค) รองสารวัตรจราจร (ง) ผู้บังคับหมู่งานจราจร (จ) รองผู้บังคับหมู่งานจราจร (ฉ) ข้าราชการตำรวจตำแหน่งอื่นซึ่งหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจร และคำว่า “หัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร” หมายถึง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือข้าราชการตำรวจซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองผู้กำกับการหรือเทียบเท่าที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ข้อมูลจากสำนักเทศกิจ กทม. ระบุว่า ในปี 2556 หรือ 1 ปี ก่อนการยึดอำนาจโดยรัฐบาลทหารคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กทม. เคยมีการตั้งจุดผ่อนผัน อนุญาตให้ทำการค้าบนทางเท้าหรือพื้นที่สาธารณะต่างๆ มากถึง 726 จุด แต่ในปี 2559 นั้น กทม. ได้ยกเลิกจุดผ่อนผันจนเหลือเพียง 243 จุด ตามนโยบายจัดระเบียบแผงลอย-คืนทางเท้าให้ประชาชนโดยรัฐบาล คสช. ขณะที่ในยุคของผู้ว่าฯ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาล คสช. เมื่อเดือน ต.ค. 2559 นั้น ข้อมูล ณ เดือนมี.ค. 2564 พบว่า เหลือจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอยอยู่เพียง 175 จุด

เว็บไซต์ทางการของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ http://www.chadchart.com (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ม.ค. 2566) กล่าวถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับหาบเร่แผงลอยจำนวน 11 นโยบาย ได้แก่ 1.ดึงอัตลักษณ์ สร้างเศรษฐกิจ 50 ย่านทั่วกรุงเทพฯ 2.ส่งเสริมให้ผู้ค้าแผงลอยมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ 3.สร้างการมีส่วนร่วมของผู้ค้าแผงลอย ภาคประชาชน และเอกชนในพื้นที่ ช่วยดูแลพื้นที่การค้า 4.ทำฐานข้อมูลผู้ค้าแผงลอย พร้อมติดตามการดำเนินการ

5.เตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมรองรับพื้นที่การค้าหาบเร่แผงลอย 6.หาพื้นที่ของเอกชนหรือหน่วยงานราชการที่สามารถจัดเป็นพื้นที่ขายของสำหรับหาบเร่หรือศูนย์อาหาร (Hawker Center) 7.ทางเท้าเดิมโล่ง สะอาด เป็นระเบียบ 8.ตลาดนัดชุมชน ตลาดนัดเขต 9.ใบอนุญาตตามประเภทกิจกรรม Function-based License 10.ผู้ว่าฯ เที่ยงคืน สนับสนุนการใช้ชีวิตและเศรษฐกิจกลางคืน และ 11.พัฒนาโอกาสและศักยภาพในตลาด กทม.

กลับไปที่ สมศักดิ์ ศรีทรัพย์ ตัวแทนผู้ค้าย่านสีลม (ฝั่งถนนขาเข้า)ซึ่งเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2566 ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังการเจรจากับทาง กทม.ล้มเหลว ผู้ค้ายืนยันจะทำ “อารยะขัดขืน”ด้วยการมาตั้งแผงค้าทุกวัน แม้จะต้องถูกจับกุมดำเนินคดีทุกวันก็ตาม แต่ก็ย้ำว่า “ผู้ค้าไม่โทษข้าราชการไม่ว่าเจ้าหน้าที่เทศกิจหรือผู้อำนวยการเขต เพราะอำนาจอยู่ที่ผู้ว่าฯ” และย้ำว่า การจัดระเบียบกับการห้ามขาย 2 คำนี้ความหมายแตกต่างกัน

ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร เพราะแม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ตั้งจุดผ่อนผันได้ แต่การดำเนินนโยบายนั้น กทม. อยู่ตรงกลางระหว่างคน 2 กลุ่ม คือฝ่ายผู้ค้าที่ต้องการพื้นที่ทำกินของคนระดับฐานราก กับอีกฝ่ายคือประชาชนส่วนหนึ่งที่มองว่าหาบเร่แผงลอยคือความไร้ระเบียบของเมืองและมีการถ่ายรูปมาโพสต์ลงสื่อออนไลน์อย่างต่อเนื่อง..งานนี้จึงวัดใจท่านผู้ว่าฯ เจ้าของฉายา “บุรุษสุดแกร่งในปฐพี” ล้วนๆ!!!

ปลัดมหาดไทย-เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เปิดงานหมู่บ้านรักษาศีล 5 ต้นแบบที่วัดไร่ขิง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705867

ปลัดมหาดไทย-เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เปิดงานหมู่บ้านรักษาศีล 5 ต้นแบบที่วัดไร่ขิง

ปลัดมหาดไทย-เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เปิดงานหมู่บ้านรักษาศีล 5 ต้นแบบที่วัดไร่ขิง

วันเสาร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2566, 19.29 น.

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี และปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดงานมหกรรมหมู่บ้านรักษาศีล 5 ต้นแบบและการจัดแสดงจำหน่ายผลิตภัณฑ์สัมมาชีพชุมชนและ OTOP ระดับประเทศ พร้อมเชิญชวนร่วมเลือกซื้อ เลือกหา และให้กำลังใจผู้ประกอบการจากทั่วประเทศ 21-25 ม.ค. 66 ณ วัดไร่ขิง

21 ม.ค.2566  เวลา 13.30 น. ที่อาคารปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา มหาราชา วัดไร่ขิง พระอารามหลวง อ.สามพราน จ.นครปฐม เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีเปิดงานมหกรรมหมู่บ้านรักษาศีล 5 ต้นแบบและการจัดแสดงจำหน่ายผลิตภัณฑ์สัมมาชีพชุมชนและ OTOP ระดับประเทศ โดยมี พระธรรมวชิรานุวัตร เจ้าคณะภาค 14 เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พระอารามหลวง เจ้าคณะภาคในสังกัดหนกลาง เจ้าคณะจังหวัด ทุกจังหวัด พระเถระ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย นายอินทพร จั่นเอี่ยม รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่าย ร่วมในพิธีกว่า 1,000 คน

โอกาสนี้ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เจ้าคณะใหญ่หนกลาง จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และนำผู้ร่วมพิธีทำวัตรสวดมนต์ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดกรวยกระทงดอกไม้ถวายราชสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และถวายสักการะเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เสร็จแล้ว เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เป็นประธานมอบโล่ประกาศเกียรติคุณยกย่องเชิดชูเกียรติหมู่บ้านรักษาศีล 5 ต้นแบบ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ระดับจังหวัด จำนวน 77 หมู่บ้าน ระดับภาค จำนวน 18 หมู่บ้าน และระดับหน จำนวน 4 หมู่บ้าน โดยได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ประทานโล่เชิดชูเกียรติ ให้กับหมู่บ้านรักษาศีล 5 ต้นแบบดังกล่าว

สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กล่าวสัมโมทนียกถา ความว่า ขอแสดงความชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ท่านทั้งหลายได้รับคัดเลือกเป็น “หมู่บ้านรักษาศีล 5 ต้นแบบ ประจำปีพุทธศักราช 2565” ซึ่งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ได้โปรดเมตตาประทานโล่ประกาศเกียรติคุณดังกล่าว นับเป็นเกียรติประวัติอย่างยิ่ง และขอแสดงความชื่นชมยินดีกับสมัชชาพระสงฆ์ผู้นำขับเคลื่อนหมู่บ้านรักษาศีล 5 ต้นแบบ ซึ่งการที่คณะสงฆ์ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรภาคีเครือข่าย ร่วมกันดำเนินการขับเคลื่อนโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมู่บ้านรักษาศีล 5” โดยที่ผ่านมานั้น มีเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ กรุงเทพมหานคร เป็นประธานอำนวยการโครงการ และดำเนินการขับเคลื่อนกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2557 จนถึงปัจจุบัน

“โครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมู่บ้านรักษาศีล 5″ จะบังเกิดสัมฤทธิผลได้นั้น ต้องอาศัยกุศลศรัทธา สรรพกำลังของทุกฝ่าย ทั้งคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ที่พร้อมเพรียงกันสนับสนุนและดำเนินโครงการให้สำเร็จสมประสงค์ จึงขอให้ทุกคนได้นำเอาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา อันมี ศีล 5 เป็นต้นนั้น เป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติตน หลักเบญจศีลนี้ เป็นหลักธรรมพื้นฐานที่ก่อให้เกิดความมั่นคงในทุกระดับ ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ และขออนุโมทนากับพระธรรมวชิรานุวัตร เจ้าคณะภาค 14 เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พระอารามหลวง ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ส่วนกลาง พระเถรานุเถระ คณะกรรมการโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 กระทรวงมหาดไทย กรมการพัฒนาชุมชน ภาครัฐ และเอกชน ที่ได้ร่วมกันอุปถัมภ์และสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดีงาม ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย อำนวยพรให้ทุกท่านจงประสบแต่ความสุข เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ ธรรมสารสมบัติ ทุกประการ” สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กล่าวในช่วงท้าย

จากนั้น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวมุทิตาจิตแด่เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี ความโดยสังเขปว่า นับเป็นเวลา 130 ปีที่กระทรวงมหาดไทยได้รับการสถาปนาขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งกำลังจะมีอายุครบ 131 ปีในวันที่ 1 เมษายน 2566 โดยสิ่งที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงสั่งสอนและวางแนวทางให้พวกเราชาวมหาดไทย คือ การทำหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานหลักการทรงงานตามแนวทาง อันประกอบด้วย บ้าน วัด และราชการ บูรณาการขับเคลื่อนทำงานร่วมกันเพื่อยังประโยชน์ให้กับประชาชนเพื่อทำให้ประเทศชาติ พระศาสนา และพระมหากษัตริย์ ได้มีความวัฒนาถาวรเพิ่มพูนขึ้น

“งานมหกรรมหมู่บ้านรักษาศีล 5 ต้นแบบและการจัดแสดงจำหน่ายผลิตภัณฑ์สัมมาชีพชุมชนและ OTOP ระดับประเทศในวันนี้ เป็นงานที่ชาวมหาดไทยและภาคีเครือข่ายได้มีส่วนร่วม ทั้งการร่วมงาน ร่วมรับรางวัล ร่วมสนับสนุน และมาร่วมจำหน่าย ร่วมเยี่ยมชม เลือกซื้อสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมตตาธรรมของเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี ที่ได้มาให้กำลังใจและเป็นประธานเปิดงานในวันนี้ นับเป็นความโชคดีของคณะสงฆ์ และพุทธบริษัททุกคน ซึ่งพระศาสนาจะทำให้สังคมมีความสุข ประเทศชาติมีความมั่นคง และทำให้พี่น้องประชาชนรักษาศีล 5 และมีกำลังใจในการเป็นจิตอาสาช่วยเหลือเกื้อกูลพี่น้องประชาชนในชุมชน ทั้งนี้ ขอนิมนต์คณะสงฆ์ทุกรูปได้ให้ความเชื่อมั่นและร่วมมือกับทางราชการและภาคีเครือข่าย เสริมสร้างพลังกาย พลังใจที่เข้มแข็งในการร่วมมือกับพี่น้องประชาชน เผยแผ่พระพุทธศาสนาของพวกเราในเบื้องต้น คือ เรื่องศีล 5 เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้มีชีวิตอย่างมีความสุข เพื่อความผาสุกของชาติและความมั่นคงของประเทศ” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการจัดแสดงจำหน่ายผลิตภัณฑ์สัมมาชีพชุมนและ OTOP นับเป็นโอกาสของพี่น้องผู้ประกอบการที่ได้นำผลผลิตจากการน้อมนำแนวพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในเรื่องศิลปาชีพ การฝึกอบรมสัมมาชีพ และการผลิตสินค้า OTOP มาจัดจำหน่าย ทำให้เกิดการเลือกซื้อเลือกหาผลิตภัณฑ์ชุมชนโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้จำหน่าย อันเป็นกิจกรรมเพิ่มช่องทางการตลาดที่ได้รับเมตตาจิตจากท่านเจ้าคุณพระธรรมวชิรานุวัตร เจ้าคณะภาค 14 เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พระอารามหลวง ซึ่งต้องขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้

“การที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี ได้โปรดเมตตาในครั้งนี้ จะเป็นกำลังและเป็นพลานุภาพให้คณะสงฆ์ได้ขับเคลื่อนหมู่บ้านรักษาศีล 5 ให้เพิ่มมากขึ้น และจะทำให้มีผู้คนหลั่งไหลมาอุดหนุนสินค้า และเป็นกำลังใจสำคัญของทุกภาคส่วนที่ได้ช่วยกันมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงาน ทั้งหมู่บ้านศีล 5 และสัมมาชีพ OTOP ให้มีความเจริญรุ่งเรืองเพิ่มมากขึ้นต่อไปอย่างยั่งยืน และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมเยี่ยมชม เลือกซื้อ เลือกหาและให้กำลังใจผู้ประกอบการสัมมาชีพ และ OTOP จากทั่วประเทศ ในงานการจัดแสดงจำหน่ายผลิตภัณฑ์สัมมาชีพชุมชนและ OTOP ระดับประเทศ ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 25 มกราคม 2566 เวลา 09.00 – 21.00 น. ณ ลานหน้าอาคารปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา มหาราชา วัดไร่ขิง พระอารามหลวง อ.สามพราน จ.นครปฐม” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

‘พระพยอม’ติงพระสงฆ์กรี๊ดขณะเทศน์แหล่อีสาน สติไม่เจริญ เสียสารรูปนักเทศน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705738

'พระพยอม'ติงพระสงฆ์กรี๊ดขณะเทศน์แหล่อีสาน สติไม่เจริญ เสียสารรูปนักเทศน์

‘พระพยอม’ติงพระสงฆ์กรี๊ดขณะเทศน์แหล่อีสาน สติไม่เจริญ เสียสารรูปนักเทศน์

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 20.24 น.

พระพยอม เผย พระสงฆ์กรี๊ดขณะเทศน์แหล่อีสาน แต๋วแตก สติไม่เจริญ เสียสารรูปนักเทศน์

20 ม.ค.66 จากกรณี มีคลิป พระสงฆ์ 3 รูป เทศน์แหล่อีสาน ในหัวข้อ เรื่อง บุญแล่นนำ กรรมแล่นซ้อน ได้เผยแพร่ใน Youtube เมื่อวันที่ 1 มี.ค.64 ซึ่งเป็นคลิปเก่าเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งคลิปดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ไปที่ แอพพลิเคชั่น Tiktok อีกครั้ง จึงทำให้มีชาวเน็ตได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องของการเทศน์แหล่อีสาน ว่าไม่เหมาะสมเนื่องจากพระสงฆ์มีการกรี๊ด ใส่อารมณ์มากจนเกินไป และมีบางคนก็แสดงความคิดเห็นว่ากรณีนี้ผิดศีลธรรม 

ล่าสุด เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 20 ม.ค.66 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปที่ วัดสวนแก้ว ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เข้าพบพระพยอม กลฺยาโณ เจ้าอาวาส วัดสวนแก้ว เพื่อสอบถามกรณีดังกล่าวว่าการเทศน์แหล่อีสานที่มีการกรี๊ดใส่อารมณ์ในการเทศน์ว่าเหมาะสมหรือไม่รวมถึงผิดหลักศาสนาพุทธหรือไม่อย่างไร 

พระพยอม กล่าวว่า ในการเทศน์แหล่อีสานในเมื่อก่อน ก็มีการเตือนว่า การเทศน์ในลักษณะที่มีการเอื้อนเสียง การร้อง จนเกิดทำให้เคลิมเคลิ้มในเสียง ถือว่าเป็นลักษณะที่ผิดสารรูปของภิกษุหรือสัมนะ ในกรณีดังกล่าวที่มีการกรี๊ดออกมาแบบนี้จะเรียกได้ว่า แต๋วแตก ซึ่งเมื่อก่อนในการเทศน์แหล่อีสานจะมีเนื้อหาสาระดี ทำให้คนอยากเจริญทาน มีบารมีมากขึ้น แต่ถ้ากรี๊ดใช้อารมณ์ในการเทศน์แบบนี้มันเลยธงที่ตั้งไว้ไปแล้ว ในเมื่อขึ้นธรรมมาสแล้วควรจะมีความสำรวมในการแสดงธรรมมากกว่านี้ ไม่นานคงจะมีสำนักพุทธ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบ สุดท้ายจึงอยากจะฝากเตือนว่า การเทศน์แหล่อีสานไม่ผิดแต่ควรเทศน์ให้มีความเหมาะสมเนื้อหาสาระดี ทำให้คนมีสมาธิสติปัญญา อยากเจริญทานมากขึ้น ส่วนพระสงฆ์รูปดังกล่าวนั้นอายุยังน้อย สติยังไม่เจริญเพียงพอ ยังไงก็ขอให้อย่าเสียสารรูป รูปลักษณ์ที่ดีงาม ให้แลดูดี ในกรณีนี้ไม่ผิดอาบัติ แต่เสียสารรูปนักเทศน์

‘ปลัดมท.’เป็นปธ.ถวายเกียรติบัตรแด่พระนวกะ บรรพชาอุปสมบทถวายพระพร’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705723

'ปลัดมท.'เป็นปธ.ถวายเกียรติบัตรแด่พระนวกะ บรรพชาอุปสมบทถวายพระพร'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา'

‘ปลัดมท.’เป็นปธ.ถวายเกียรติบัตรแด่พระนวกะ บรรพชาอุปสมบทถวายพระพร’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 19.23 น.

“ปลัดมหาดไทย”เป็นประธานถวายเกียรติบัตรแด่พระนวกะที่บรรพชาอุปสมบทในโครงการบรรพชาอุปสมบทพระสงฆ์ 102 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จังหวัดอุบลราชธานี

วันนี้ (20 ม.ค. 66) เวลา 16.30 น.ที่วัดมณีวนาราม อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีถวายเกียรติบัตรแด่พระนวกะที่บรรพชาอุปสมบทในโครงการบรรพชาอุปสมบทพระสงฆ์ 102 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมพุทธศักราช 2565 ให้จัดโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีท่านเจ้าคุณพระราชธีราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี เจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม พระพิพัฒน์วชิโรภาส ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชลธี ยังตรง ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ข้าราชการตุลาการ ทหาร ตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมในพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขออนุโมทนาบุญกับพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดอุบลราชธานี โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระนวกะทุกรูปที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการเข้าร่วมอุปสมบท ทำให้ได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติธรรมตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาตามโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เพื่อเป็นการถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร และทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงในเร็ววัน และเป็นการร่วมถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระกรุณาธิคุณ

พระราชธีราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี เจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม กล่าวว่า ขออนุโมทนาท่านสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้มีความจงรักภักดีอย่างสูงยิ่ง ที่ได้ดำริและเสนอให้จัดโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เพื่อเป็นการถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร และทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงในเร็ววัน ซึ่งการบรรพชาอุปสมบทนี้ เป็นบุญอันยิ่งใหญ่ เป็นมหากุศล ที่พวกเราซึ่งเป็นพสกนิกรชาวไทย จะได้ร่วมกันแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ โดยคณะสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานี ได้มีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลถวายพระพร ในทุกพระอาราม โดยขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนได้ร่วมปฏิบัติบูชาถวายพระพรรวมกับคณะสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดต่างๆ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลถวายพระพรโดยพร้อมเพรียงกัน

– 006

สมาชิก 8 ราชสกุล-นักกีฬาฟันดาบทีมชาติไทย ร่วมลงนามถวายพระพร ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705661

สมาชิก 8 ราชสกุล-นักกีฬาฟันดาบทีมชาติไทย ร่วมลงนามถวายพระพร 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา'

สมาชิก 8 ราชสกุล-นักกีฬาฟันดาบทีมชาติไทย ร่วมลงนามถวายพระพร ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 17.16 น.

สมาชิก 8 ราชสกุล-นักกีฬาฟันดาบทีมชาติไทย ร่วมลงนามถวายพระพร “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา”

เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2566 ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด คณะบุคคลและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ ผู้นำท้องถิ่น ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน พระสงฆ์ เดินทางมาลงนามถวายพระพร พร้อมนำแจกันดอกไม้พวงมาลัยและสิ่งของต่างๆมาทูลเกล้าถวายหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววันมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงยิ่งๆขึ้น อาทิ  สมาชิกราชสกุล มาลากุล ศิริวงศ์ อิศรศักดิ์ เกษมศรี เทวกุล วรวรรณ ภาณุมาศ วรวุฒิ,  มูลนิธิพระดาบส, นายชาญวิทย์ พุดบุรี นายกเทศมนตรี เทศบาล ต.เชียงยืน จ.มหาสารคาม และคณะ ,  นางวิไลวรรณ ลายถมยา นายกมนุษยสัมพันธ์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ, กลุ่มเทสล่า ผู้เข้าอบรมหลักสูตร ”Wins3” โครงการพัฒนาเครือข่ายและศักยภาพผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 3 ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(อว.), พล.อ.ท. ศ.ดร.นพพล กล้าหาญ มูลนิธิพระดาบส, พล.อ.ท.ชาตินนท์ สท้านไผท รองผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ กองทัพอากาศ และคณะ,

คณะนักท่องเที่ยวจากประเทศภูฏาน ที่ตั้งใจมาลงนามถวายพระพร เนื่องจากเห็นข่าวสมเด็จพระราชินี เจตซุน เพมา วังชุก แห่งภูฏาน เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานแจกันดอกไม้และลงพระนามพระราชทานพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา, พล.อ.อ.เรืองวิทย์ ศรีนวลนัด กรรมการสมาคมกีฬาฟันดาบแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร พร้อมนักกีฬาฟันดาบทีมชาติไทย, คณะสงฆ์วัดดวงแข เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ, พล.ท. ดร.ยุทธนา หาระบุตร ประธานมูลนิธิตามรอยพ่อ พร้อมคณะกรรมการฯ เป็นต้น             

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ถึงวันที่ 31 ม.ค.2566 นี้  โดยประชาชนสามารถลงนามถวายพระพรผ่านทางระบบออนไลน์ที่ เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์  https://wellwishes.royaloffice.th ได้ทุกวัน
 

‘ม.จ.อุทัยกัญญา ภานุพันธุ์’ ทรงลงพระนามถวายพระพร ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705424

'ม.จ.อุทัยกัญญา ภานุพันธุ์' ทรงลงพระนามถวายพระพร 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา'

‘ม.จ.อุทัยกัญญา ภานุพันธุ์’ ทรงลงพระนามถวายพระพร ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 17.29 น.

“ม.จ.อุทัยกัญญา ภานุพันธุ์” ทรงลงพระนามถวายพระพร “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา”

เมื่อวันที่ 19 ม.ค.2566 ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะบุคคลและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ ผู้นำท้องถิ่น ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน พระสงฆ์ ประชาชนทั่วไปทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดพร้อมใจนำแจกันดอกไม้พวงมาลัยและสิ่งของมาทูลเกล้าถวายหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมทรงลงพระนามและนามถวายพระพรขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน  อาทิ  หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภานุพันธุ์ พระราชปนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 4) , นายวีรเทพ พิรโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรม มูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานพระราชดำริ, ชมรมข้าราชการบำเน็จบำนาญ อ.ทุ่งสง จ.นรศรีธรรมราช, นายอภิชาติ บุนนาค ข้าราชการบำนาญ อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม, โรงเรียนวัดบางโพโอมาวาส สำนักงานเขตบางซื่อ กรุงเทพฯ, พล.อ.ไพบูลย์ วนวรรณปรีชา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม กระทรวงกลาโหม, พระภิกษุ และประชาชน ชาวกัมพูชา, หน่วยลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน โรงเรียนชุมชนวัดไทรม้า จ.นนทบุรี, นานแพทย์อาคมชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) 

นางประนอม แดงสุภา ผู้ก่อตั้งธุรกิจน้ำพริกเผาแม่ประนอมและคณะผู้บริหาร บริษัทพิบูลย์ชัยนำ้พริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด, นางสาวมานิดา ภู่เจริญ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ, คณะครูอาวุโสศรีอยุธยา โรงเรียนศรีอยุธยาในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี,  คณะผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครองและนักเรียน โรงเรียนวัดอัยธิการาม จ.ปทุมธานี, โรงเรียนมัธยมวัดด่านสำโรง จ.สมุทรปราการ,  เหล่ากาชาดจังหวัดระยอง, ผศ.ดร.สุวัฒสัน รักขันโท สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร), ดร.เอกรินทร์ อยู่บำรุง ประธานชมรมผู้สื่อข่าวออนไลน์,  ดร.นภาภิส ตรีเพ็ชรไพศาล พร้อม ครู และนักเรียนโรงเรียนอนุบาลฟ้าใส เป็นต้น

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง เปิดให้ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ถึงวันที่ 31 ม.ค.2566 นี้ และเปิดให้ลงนามถวายพระพรผ่านทางระบบออนไลน์ที่ เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์  https://wellwishes.royaloffice.th ได้ทุกวัน
 

กสศ. จับมือ กทม. และภาคี 4 จังหวัด รณรงค์ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705085

กสศ. จับมือ กทม. และภาคี 4 จังหวัด รณรงค์ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา

กสศ. จับมือ กทม. และภาคี 4 จังหวัด รณรงค์ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. ร่วมกับกรุงเทพมหานคร พร้อมกับภาคีเครือข่ายจังหวัดเสมอภาค4 แห่ง ได้แก่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำปาง และปัตตานี ร่วมรณรงค์สร้างโอกาสและฟื้นฟูการเรียนรู้ ผ่านกลไกจากภาคีเครือข่ายจังหวัดเสมอภาค นำถุง“ปันยิ้มให้น้อง” ไปมอบให้เด็กๆ ทุกคนรวมถึงเด็กที่มีความต้องการพิเศษ (พิการ) และเด็กกลุ่มเปราะบางในชุมชนแออัดและพื้นที่ห่างไกล ผ่านขบวนรณรงค์ “โอกาส Delivery” เด็กทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ที่เสมอภาคเพื่อเป็นของขวัญวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2566 พร้อมรณรงค์ ฟื้นฟูการเรียนรู้ให้เด็กทุกคนมีโอกาสกลับเข้าสู่การศึกษา

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ถุง “ปันยิ้มให้น้อง” ที่นำไปมอบให้กับเด็กกลุ่มเปราะบางที่ไม่มีโอกาสเดินทางมาร่วมกิจกรรมวันเด็ก ผ่านขบวนรณรงค์ “โอกาส Delivery” ก็เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้ได้เข้าถึงสื่อการเรียนรู้ และรณรงค์จุดประกายให้สังคมตื่นตัวกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา “เด็กทุกคน” ควรมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ที่เสมอภาค และฟื้นฟูการศึกษาหลังวิกฤตโควิด-19 โดยภายในถุงปันยิ้มให้น้องจะประกอบด้วย หนังสือการ์ตูนวิทยาศาสตร์,โมเดลกระดาษ 3 มิติ, สมุดระบายสีฝึกกล้ามเนื้อมือ, ชุดปลูกผักและสีไม้ ซึ่งเป็นสื่อการเรียนรู้ที่จะช่วยส่งเสริมด้านพัฒนาการและฟื้นฟูศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กๆ เนื่องจากหลังจาก 3 ปีที่ผ่านมา ปัญหาโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบทำให้เด็กไทยจำนวนมาก เผชิญภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ หรือ Learning loss

ดร.ไกรยสกล่าวเสริมว่า ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ และเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะความยากจน คือหนึ่งในสถานการณ์ที่น่ากังวล ล่าสุด กสศ. พบว่ามีนักเรียนยากจนที่สุด 15% แรกในระบบการศึกษาไทย จำนวนกว่า 1.3 ล้านคน มีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนเพียงเดือนละ 1,044 บาท หรือเฉลี่ยวันละ 34 บาทเท่านั้น ขณะเดียวกันพบผลกระทบกับเด็กทั่วไปเรื่องพัฒนาการเรียนรู้และภาวะกล้ามเนื้อบกพร่องในเด็กปฐมวัยและเด็กประถมต้น ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่มีแนวโน้มส่งผลกระทบถึงสถานการณ์ทักษะแรงงานและปัญหาเศรษฐกิจของเด็กในอนาคต

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า วันเด็กไม่ควรมีเพียงวันเดียวในหนึ่งปี แต่ทุกวันควรเป็นวันเด็ก โดยในทุกวันทุกโอกาสเราต้องคิดถึงเด็กให้มากที่สุด เพราะว่าเด็กคือสิ่งที่มีค่าที่สุดของเมือง เด็กคืออนาคต คือคนที่จะมาสร้างและดูแลเมืองของเราต่อไป สำหรับงานที่พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 (จตุจักร) ปีนี้มีนิทรรศการ “Pay it Forward”เป็นกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม แต่ก็มีเด็กอีกจำนวนมากที่ไม่ได้โชคดี บางคนป่วยต้องรักษาตัว บางคนขาดแคลนโอกาสไม่พร้อมที่จะออกมาสนุกได้ วันนี้จึงอยากส่งกำลังใจไปให้เด็กในทุกๆ ที่ให้เขาได้มีวันเด็กที่สนุกสนาน มีความสุขเหมือนเด็กคนอื่นๆ ขบวนคาราวาน โอกาส Delivery เปรียบได้กับเส้นเลือดฝอยของเมืองที่จะลำเลียงความสุขส่งตรงไปถึงเด็กๆ อย่างเสมอภาค ขอให้เด็กทุกคนมีความสุขได้เล่น ได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ และขอให้ดูแลกันและกัน สำหรับทางผู้ใหญ่ หรือ กทม. พร้อมที่จะให้โอกาสและร่วมมือกับทุกภาคส่วนสนับสนุนการเดินหน้าไปด้วยกัน โดยย้ำว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของเมือง กทม. สัญญาว่าจะดูแลเมืองนี้ให้ดีที่สุด และจะส่งต่อเมืองที่มีคุณภาพให้กับเด็กๆ ทุกคน

คุณหญิงกัลยา ยกย่อง ให้กำลังใจครู เน้นชู CODING สร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705090

คุณหญิงกัลยา ยกย่อง ให้กำลังใจครู  เน้นชู CODING สร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย

คุณหญิงกัลยา ยกย่อง ให้กำลังใจครู เน้นชู CODING สร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเนื่องในโอกาสวันครูแห่งชาติวันที่ 16 มกราคม 2566 ว่า ขออวยพร ขอบคุณ ส่งความปรารถนาดี และที่สำคัญให้กำลังใจครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน เพราะโลกในปัจจุบันนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีความผันผวนไม่แน่นอน สลับซับซ้อน และคลุมเครือ หรือที่เรียกว่า VUCA WORLD ซึ่งเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การเปลี่ยนแปลงของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมีความเจริญก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เราจะทำอย่างไรที่จะสร้างเด็กไทยให้มีภูมิคุ้มกันที่ต้องเผชิญกับโลกนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.คุณหญิงกัลยากล่าวต่อไปว่า ภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดในขณะนี้ที่ผู้ใหญ่ที่เป็นครูสามารถให้กับเด็กได้ ก็คือภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า การเรียน “CODING” คือการเน้นไปที่การคิดของเด็ก คิดวิเคราะห์ อย่างมีเหตุมีผล คิดอย่างมีตรรกะ แก้ปัญหาเป็นขั้นเป็นตอนเชิงวิทยาศาสตร์ เชิงคณิตศาสตร์สอนให้เด็กสามารถตัดสินใจลงมือทำ ทำผิดก็ทำใหม่ได้ บวกกับทักษะการอ่านเขียนอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะทั้งหมดนี้
เด็กในปัจจุบันและในอนาคตจะต้องมีจึงเป็นหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของคุณครูและผู้ปกครองที่จะต้องปลูกฝังเด็กในเรื่องดังกล่าว

“จริงๆ ทุกๆ วันก็ถือเป็นวันครูอยู่แล้ว เพราะครูมีความหมายกับคนทุกคน หรืออาจพูดได้ว่าครูคือคนสร้างโลก เพราะครูคือคนสร้างคนให้เป็น
คนดี มีความสามารถ มีความรู้ ครูจึงเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ครูให้ความสุข ครูทำให้คนมีงานทำ ครูทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ครูเป็นผู้ที่ทำให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน ขอเป็นกำลังใจแด่ผู้ซึ่งทำหน้าที่ครูทุกแห่งหนด้วยใจ ขอให้คุณครูภาคภูมิใจในบทบาทที่ได้ทำมาตลอดชีวิต” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ทั้งนี้ ดร.คุณหญิงกัลยาได้ฝากถึงคุณครูว่าแนวโน้มการศึกษาโลกต่อจากนี้ไป จะต้องมีเป้าหมายสำคัญ 4 ประการ ซึ่งครูจะสอนวิธีไหนแบบ
Active Learning หรือ Project Based Learning ก็ตามคุณครูจะต้อง 1.มุ่งเน้นให้เด็กเรียนอย่างสนุก คือเรียนสิ่งที่เด็กสนใจ เด็กต้องเรียนอย่างมีความสุข ครูต้องมีความสุขในการสอน 2.ระหว่างเรียนต้องมีรายได้ 3.จบแล้วมีงานทำ หรือเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ทันสมัย 4.มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น แข่งขันได้  ทั้ง 4 ประการนี้ จึงเป็นหน้าที่ใหม่ของคุณครูที่จะต้องสอนเด็ก ซึ่งเป็นเป้าหมายของการศึกษาโลกจากนี้ไป

ไทยจัดแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติที่ภูเก็ต มีเยาวชน 16 ชาติ เข้าร่วมการแข่งขัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705080

ไทยจัดแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติที่ภูเก็ต  มีเยาวชน 16 ชาติ เข้าร่วมการแข่งขัน

ไทยจัดแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติที่ภูเก็ต มีเยาวชน 16 ชาติ เข้าร่วมการแข่งขัน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ชมรมครูหุ่นยนต์ไทย บริษัท M REPUBLIC EVENT CO.,LTD. ภาครัฐและเอกชน เป็นเจ้าภาพ จัดการแข่งขันหุ่นยนต์โอลิมปิกนานาชาติ IRO 2022 (International Robot Olympiad 2022 : Phuket Thailand) เมื่อกลางเดือนมกราคม 2566 ณ โรงยิมเนเซี่ยม 4,000 ที่นั่ง สะพานหินเทศบาลนครภูเก็ต โดยมีนายอานุภาพ รอดขวัญ ยอดระบำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดงาน มีตัวแทนจากแต่ละประเทศเข้าร่วมงานในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก อาทิ นายคิม จอง วาน ประธานสมาคมหุ่นยนต์แห่งประเทศเกาหลี คณะผู้ฝึกสอน และผู้ปกครองนักเรียนจากประเทศต่างๆ

นายสาโรจน์ อังคณาพิลาส นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวว่า เพื่อให้เยาวชนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างมิตรภาพในฐานะผู้นำแห่งอนาคต เพิ่มพูนวิสัยทัศน์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และให้สามารถเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาทักษะ ความคิดริเริ่มในการพัฒนาหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญยิ่งต่อการพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคต ทั้งยังเป็นเวทีการแข่งขันและสร้างความสนใจให้กับเยาวชนและบุคคลทั่วไป ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านการพัฒนาหุ่นยนต์และการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์

ในการจัดการแข่งขันครั้งนี้แบ่งออกเป็น 16 กติกา แยกออกเป็น 2 ระดับชั้น คือ รุ่นจูเนียร์ ระดับประถมศึกษา ช่วงอายุ 10-12 ปี และรุ่นชาเลนจ์ ระดับมัธยมศึกษา ช่วงอายุ 13-18 ปี มีผู้เข้าร่วมจาก 16 ชาติ รวมทั้งสิ้นกว่า 1,000 คน โดยมีโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครภูเก็ตและสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เข้าร่วมหลายทีมด้วยกัน

รับโล่รางวัลเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705076

รับโล่รางวัลเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ

รับโล่รางวัลเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.ภัทรภรณ์ เต็มใจ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนรมย์บุรีพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ เข้าคารวะ รับโอวาทและรับโล่รางวัลเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ จากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2566