เสี่ยงอันตราย! ‘ขนมขัดฟันจากฉลาม’ พบสารหนูเกินค่าใน 50% ของตัวอย่าง

เสี่ยงอันตราย! ‘ขนมขัดฟันจากฉลาม’ พบสารหนูเกินค่าใน 50% ของตัวอย่าง

เสี่ยงอันตราย! ‘ขนมขัดฟันจากฉลาม’ พบสารหนูเกินค่าใน 50% ของตัวอย่าง

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.12 น.

เสี่ยงอันตราย! ‘ขนมขัดฟันจากฉลาม’ พบสารหนูเกินค่าใน 50% ของตัวอย่าง

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ องค์กรไวล์ดเอด (WildAid) และ โอเชียน บลู ทรี (Ocean Blue Tree) เปิดเผยผลการตรวจสอบโลหะหนักและสารอาหารในผลิตภัณฑ์ขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงที่ทำจากฉลาม ซึ่งเป็นที่นิยมในตลาดออนไลน์ที่มีร้านค้ากว่า 100 ร้านค้าในไทย

ทีมวิจัยได้วิเคราะห์ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ฉลาม 62 ตัวอย่าง (กระดูกอ่อนฉลาม 50 ตัวอย่าง และฉลามอบแห้งทั้งตัว 12 ตัวอย่าง) เพื่อตรวจหาปริมาณสารหนู แคดเมียม และปรอท เนื่องจากฉลามเป็นผู้ล่าลำดับต้นๆ ในห่วงโซ่อาหาร ทำให้มีแนวโน้มสะสมสารพิษสูง โดยพบสารหนูในผลิตภัณฑ์ทั้งสองประเภท โดยเฉพาะ ‘ฉลามอบแห้งทั้งตัว’ ที่ร้อยละ 50 ของตัวอย่าง มีปริมาณสารหนูที่เกินค่าความปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรฐานสากล

ผศ.ดร.วัลย์ลดา กลางนุรักษ์ หัวหน้าทีมวิจัย สจล. เตือนว่า การบริโภคต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์เลี้ยง จากการสะสมของโลหะหนัก ซึ่งงานวิจัยในต่างประเทศพบความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของการเกิด โรคตับ ไต และโรคทางผิวหนัง ในสุนัข

ตรวจพบโลหะหนักเหล่านี้ในผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ประเภท แม้จะอยู่ในระดับที่ไม่เกินค่าความปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรฐาน แต่มีผลการวิจัยชี้ว่าการสะสมระยะยาวอาจก่อให้เกิดโรคในไต โรคระบบประสาท และกระทบกระบวนการสร้างกระดูกในสุนัขและแมว

ทีมวิจัยแนะนำให้ใช้แหล่งแคลเซียมทางเลือก เช่น ปลากระดูกแข็ง ซึ่งจากการศึกษาพบปริมาณสารหนูในระดับต่ำกว่า และไม่พบแคดเมียมและปรอท จึงอาจเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า โดยการสำรวจความคิดเห็นผู้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงในกรุงเทพฯ และจังหวัดสำคัญ พบว่า แรงจูงใจในการซื้อขนมจากฉลาม เพราะเชื่อว่ามีคุณค่าทางโภชนาการที่ดี (67%)

ขณะที่ ดร.เพชร มโนปวิตร ที่ปรึกษาองค์กรไวล์ดเอด ชี้ว่า ผู้ค้าส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นเพียง ‘ผลพลอยได้’ ที่ยั่งยืนจากการประมง แต่ในความเป็นจริง การใช้ประโยชน์ทุกส่วนไม่ได้หมายถึงการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ตรงกันข้าม อาจ กระตุ้นความต้องการจับฉลามเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันฉลามกว่า 1 ใน 3 ของชนิดทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงสูญพันธุ์

ดร.เพชร กล่าวย้ำว่า ตราบใดที่เรายังไม่สามารถยืนยันได้ว่าผลิตภัณฑ์จากฉลามเหล่านั้น มีแหล่งที่มาจากการทำประมงและการนำเข้า-ส่งออกที่ถูกกฎหมาย ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือการหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฉลามโดยสิ้นเชิง

องค์กรไวล์ดเอดและโอเชียน บลู ทรี มีแผนรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยเงียบของขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงจากฉลาม และจะทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อผลักดันการตรวจสอบแหล่งที่มาและการค้าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้เข้มงวดมากขึ้น

สัตวแพทย์ จุฬาฯ พิสูจน์ศักยภาพระดับสากล ฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจในแมวสำเร็จเป็นครั้งแรกในไทย

สัตวแพทย์ จุฬาฯ พิสูจน์ศักยภาพระดับสากล ฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจในแมวสำเร็จเป็นครั้งแรกในไทย

สัตวแพทย์ จุฬาฯ พิสูจน์ศักยภาพระดับสากล ฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจในแมวสำเร็จเป็นครั้งแรกในไทย

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประสบความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานการรักษาสัตว์ป่วยด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง โดยทีมสัตวแพทย์ จุฬาฯ นำโดย รศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์  กิจถาวรรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาสรีรวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) ในแมวสำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยล่าสุดสามารถช่วยให้ “น้องเป๊ปซี่” แมวพันธ์โดเมสติกช็อตแฮร์ เพศเมีย อายุ 8 ปี ที่มีอาการเป็นลมวันละ 3-4 ครั้ง กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง   

รศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์ เปิดเผยว่า “น้องเป๊ปซี่” มีอาการซึม อ่อนแรง และคล้ายเป็นลมกระชาก หมดสติ บางครั้งมีเสียงกรีดร้องและมีอาการเกร็ง ในระยะแรกสัตวแพทย์วินิจฉัยว่าอาจเป็นได้ทั้งโรคในสมองและโรคหัวใจ หลังได้รับการรักษาด้วยยาแล้วก็ยังมีอาการอยู่ จึงถูกส่งต่อมายังโรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่ละเอียดยิ่งขึ้น ซึ่งจากการวินิจฉัยพบว่าการเป็นลมของน้องเป๊ปซี่เกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะที่มีการบล็อกสัญญาณไฟฟ้าระหว่างหัวใจห้องบนกับห้องล่าง ทำให้หัวใจห้องล่างไม่สามารถบีบตัวส่งเลือดไปเลี้ยงสมองได้ ส่งผลให้เกิดอาการเป็นลม

“ปกติแล้วหัวใจจะมีกลุ่มเซลล์ที่คอยปล่อยกระแสไฟฟ้ากระตุ้นให้หัวใจเต้นโดยอัตโนมัติ ในแมวจะเต้นประมาณ 140-220 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อการปล่อยกระแสไฟฟ้าผิดปกติหรือมีการบล็อกสัญญาณจะทำให้หัวใจไม่บีบตัวและเกิดอาการเป็นลมขึ้นได้ อาการเป็นลมในแมวถือเป็นอาการที่พบได้แต่ไม่บ่อยมากนัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของแมวที่ป่วย และสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงอายุ แต่พบมากในแมวสูงอายุ ความท้าทายในการวินิจฉัยคือต้องแยกให้ออกว่าอาการเป็นลมนั้นเกิดจากสาเหตุใด ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคสมอง หรือสาเหตุอื่นๆ การวินิจฉัยที่แม่นยำต้องอาศัยเครื่อง Holter ที่สามารถวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ซึ่งแม่นยำกว่าการตรวจ ECG หรือการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจทั่วไปที่ใช้เวลาเพียง            1-5 นาที”

รศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์ อธิบายถึงการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจในแมวว่า มีความท้าทายมากกว่าในสุนัข เนื่องจากในสุนัขสามารถสอดสาย Pacemaker เข้าไปทางหลอดเลือดดำที่คอได้ แต่ในแมวนั้น กล้ามเนื้อหัวใจมีความหนาเพียงประมาณ 2 มิลลิเมตร ในขณะที่ความยาวของหมุดที่ใช้จิ้มเข้าไปในกล้ามเนื้อหัวใจมีความยาว 1.8 มิลลิเมตร ทำให้มีความเสี่ยงที่หมุดจะทะลุผ่านกล้ามเนื้อหัวใจได้ นอกจากนี้ขนาดของหลอดเลือดดำในแมวยังเล็กเกินไปสำหรับการสอดสายเข้าไป

“ทีมสัตวแพทย์ต้องใช้วิธีการเปิดช่องอกระหว่างกระดูกซี่โครงเพื่อเข้าถึงหัวใจโดยตรง จากนั้นจึงนำสายที่ใช้กระตุ้นหัวใจไปแปะไว้บนผิวของหัวใจ และเชื่อมต่อกับตัวเครื่องปล่อยกระแสไฟฟ้าที่ฝังไว้ใต้กล้ามเนื้อบริเวณช่องท้อง วิธีการนี้แม้จะซับซ้อนกว่าแต่ก็ปลอดภัยกว่าสำหรับแมวและสุนัขขนาดเล็ก การผ่าตัดครั้งนี้เป็นการปรับปรุงเทคนิคการฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจจากเคสแรกที่ทำสำเร็จในน้องแมวไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเปลี่ยนจากการผ่าตัดทางกระบังลมมาเป็นการเปิดช่องอกระหว่างซี่โครง ทำให้การฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจทำได้ง่ายและแม่นยำกว่า การผ่าตัดดำเนินไปด้วยดีโดยใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ ประกอบด้วยทีมโรคหัวใจที่ทำการวินิจฉัย ทีมศัลยแพทย์ ทีมวิสัญญี และทีม Intervention ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งสิ้นประมาณ 4 ทีมที่ประสานงานกันอย่างใกล้ชิด” รศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์กล่าวและว่า อุปกรณ์ที่ใช้ในการผ่าตัดเป็นอุปกรณ์เดียวกับที่ใช้ในคน เพียงแต่ต้องเลือกขนาดและความยาวของสายให้เหมาะสมกับขนาดของสัตว์ ตัวเครื่องปล่อยกระแสไฟฟ้ามีราคาประมาณ 45,000 บาท ส่วนสายมีราคากว่า 10,000 บาท ในเคสของน้องเป๊ปซี่โชคดีที่มีผู้บริจาคเครื่องปล่อยกระแสไฟฟ้า ซึ่งสามารถนำมาฆ่าเชื้อและใช้ซ้ำได้ ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับเจ้าของได้อย่างมาก ซึ่งผลการผ่าตัดเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง น้องเป๊ปซี่ไม่มีอาการเป็นลมอีกเลยหลังจากได้รับการผ่าตัด และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่มีอาการอ่อนแรงอีกต่อไป สามารถเล่นกับเจ้าของและแมวตัวอื่นในบ้านได้ ไม่ซึม กินอาหารได้ปกติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเครื่องกระตุ้นหัวใจเป็นอุปกรณ์ทางไฟฟ้าจึงมีความจำเป็นต้องนำน้องเป๊ปซี่เข้ามาตรวจสุขภาพและปรับแต่งเครื่องทุก 3 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องยังทำงานได้ปกติ

สำหรับข้อควรระวังหลังผ่าตัดนั้น รศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์ เผยว่า ในแมวไม่มีข้อจำกัดมากนักเนื่องจากอุปกรณ์ถูกฝังไว้ภายในทั้งหมด สามารถเล่น ว่ายน้ำได้ตามปกติ เพียงแต่ควรแจ้งแพทย์หากต้องเข้ารับการตรวจด้วยเครื่อง MRI เนื่องจากแรงแม่เหล็กอาจส่งผลต่อการทำงานของเครื่อง ส่วนการเดินผ่านเครื่องตรวจจับโลหะตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปสามารถทำได้โดยไม่มีปัญหา ความเสี่ยงหลังผ่าตัดที่อาจเกิดขึ้นมีน้อยมากประมาณ 1-2 % เช่น ลีดอาจหลุดจากตำแหน่ง แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัดเพื่อเย็บติดใหม่

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าของการรักษาสัตว์ในประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดสัตว์ แม้ว่าในต่างประเทศจะมีการใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจในแมวมานานแล้ว แต่ในประเทศไทยยังไม่แพร่หลาย สาเหตุหลักมาจากความท้าทายในการวินิจฉัยที่ต้องแม่นยำ ความต้องการเทคนิคและการเรียนรู้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนของอุปกรณ์ที่ค่อนข้างสูง และศักยภาพของคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เทคโนโลยี และการได้รับการสนับสนุนที่ดี ทำให้สามารถพัฒนาการรักษาและการวินิจฉัยให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ

สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่สังเกตเห็นว่าแมวหรือสุนัขมีอาการอ่อนแรงหรือเป็นลม รศ.น.สพ.ดร. อนุศักดิ์ แนะนำให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อวินิจฉัยทันที โดยโรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

“นิสิตและสัตวแพทย์รุ่นใหม่ต้องมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง นอกจากการมีพื้นฐานความรู้ที่แน่นแล้ว ยังต้องมีการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการพัฒนาทางการแพทย์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ไม่เคยทำในประเทศไทยก็สามารถนำมาพัฒนาและประยุกต์ใช้ได้ เพื่อยกระดับวงการวิชาชีพสัตวแพทย์ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น” รศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ หรือโรงพยาบาลสัตว์กรุงเทพฯ เปิดให้บริการทุกวัน มีหน่วยเวชศาสตร์ฉุกเฉิน เปิด 24 ชั่วโมง สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2218-9715  อีเมล sah.vet@chula.ac.th

‘นฤมล’บุกพัทลุง ขับเคลื่อน‘เรียนดี มีคุณธรรม’ แก้หนี้ครู 1 แสนล้าน ลดภาระงาน

‘นฤมล’บุกพัทลุง ขับเคลื่อน‘เรียนดี มีคุณธรรม’ แก้หนี้ครู 1 แสนล้าน ลดภาระงาน

‘นฤมล’บุกพัทลุง ขับเคลื่อน‘เรียนดี มีคุณธรรม’ แก้หนี้ครู 1 แสนล้าน ลดภาระงาน

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.13 น.

“รมว.นฤมล”บุกพัทลุง ขับเคลื่อน”เรียนดี มีคุณธรรม” แก้หนี้ครู 1 แสนล้าน ลดภาระงาน เปิดทางนักเรียนโชว์ผลงาน-ฝึกอาชีพเต็มสูบ

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง ตรวจเยี่ยมการศึกษาในพื้นที่ โดยได้เดินทางไปยังวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง เพื่อตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาตามนโยบาย เรียนดี มีคุณธรรม โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายศุภชัย จันทร์ปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา ตลอดจนผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการจากส่วนกลาง และในพื้นที่พัทลุง โดยมี นางสุพัชรี ธรรมเพชร สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ และนายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สส.พัทลุง พรรครวมไทยสร้างชาติ ลูกชายนายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง ให้การต้อนรับ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การลงพื้นที่ทุกครั้ง เพื่อรับฟังปัญหาและรับข้อเสนอแนะในพื้นที่ด้วยตนเอง ซึ่ง 2 วันที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเชื่อว่าในแต่ละพื้นที่มีสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่จะแตกต่างกัน และจะมีผู้บริหารองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับมาด้วย เพื่อที่จะได้มารับข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ปัญหาต่างๆ เพื่อช่วยกันหาทางออก ในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด

ศ.ดร.นฤมล กล่าวด้วยว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ขับเคลื่อนงานก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะเรื่องหนี้สินครู เป็นเรื่องใหญ่ที่รองนายกรัฐมนตรีฯ ให้ความสำคัญและสั่งการให้ ศธ. ต้องดำเนินการแก้หนี้เพื่อครู ให้ได้รับดอกเบี้ยอัตราพิเศษ ซึ่งขณะนี้ได้หารือและทำงานร่วมกับเลขาธิการ สกสค. เพื่อจัดตั้งสหกรณ์กลาง เสนอต่อคณะรัฐมนตรีวงเงิน 1 แสนล้านบาท เพื่อรวมหนี้ไว้ที่เดียวและครูจะต้องย้ายหนี้จากสหกรณ์ต่าง ๆ เข้าสู่สหกรณ์กลาง เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และจะช่วยเหลือด้านดอกเบี้ยให้ครูที่เข้าร่วมโครงการ โดยปีแรกดอกเบี้ย 0% ปีที่สอง 1% ปีที่สาม 2% ปีที่สี่ 3% และปีต่อไปไม่เกิน 4% มีเรื่องจะขอเพียงอย่างเดียวคือ ขอให้ครูอย่าก่อหนี้เพิ่มอีก

รวมทั้งเรื่องของการลดภาระงานของครู โดยนำอัตราครูเกินเกณฑ์มาเป็นบุคลากรทางการศึกษา 38ค นั้น ขณะนี้ดำเนินการไปแล้วกว่า 2,000 อัตรา ซึ่งแน่นอนว่า อาจจะยังไม่เพียงพอ แต่เราก็พยายามที่จะบริหารจัดการ ใน 2 ส่วน คือ ส่วนแรกจัดให้โรงเรียนในพื้นที่ยุ่งยากก่อน จากนั้นจะจัดส่งอัตราไปยังเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อช่วยเหลือในลักษณะของกลุ่มโรงเรียน ทั้งนี้ จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ในแต่ละปีต่อไป

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล และคณะได้เยี่ยมชมนิทรรศการและผลงานนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ พัทลุง ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดพัทลุง โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 65 จังหวัดพัทลุง โรงเรียนบ้านหารเทาฯ การฝึกวิชาชีพระยะสั้นของกรมส่งเสริมการเรียนรู้พัทลุง ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ของวิทยาลัยการอาชีพควนขนุน วิทยาลัยสารพัดช่างพัทลุง และวิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดพัทลุง

ทัังนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ศ.ดร.นฤมล ได้ลงพื้นที่ ลานคนเดินสนามกีฬามหาราช เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เพื่อพบปะผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดนราธิวาส พร้อมได้เยี่ยมชมนิทรรศการและผลงานนักเรียนโรงเรียนในพื้นที่ด้วย

– 006

‘นายกฯ’ตรวจเยี่ยมการให้บริการปชช. ในการเข้าถวายสักการะพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'นายกฯ'ตรวจเยี่ยมการให้บริการปชช. ในการเข้าถวายสักการะพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘นายกฯ’ตรวจเยี่ยมการให้บริการปชช. ในการเข้าถวายสักการะพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.34 น.

“นายกฯ”ตรวจเยี่ยมการให้บริการปชช. ในการเข้าถวายสักการะพระบรมศพ”สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”วันแรก ชื่นชมทุกหน่วยงาน จิตอาสา ให้บริการปชช.อย่างเป็นระเบียบ และสมพระเกียรติ

เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ณ ท้องสนามหลวง (ทางออกสนามหลวงฝั่งธรรมศาสตร์ ทางซ้ายมือ) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจเยี่ยมการให้การบริการประชาชนในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นวันแรก โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมตรวจเยี่ยม

เมื่อนายกฯ เดินทางมาถึง ได้เดินตรวจเยี่ยมการจัดเตรียมพื้นที่บริเวณสนามหลวง โดยเริ่มจากเต็นท์จุดคัดกรอง ซึ่งมีจุดพักคอยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน อาทิ หน่วยบริการทางการแพทย์จากศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร จุดบริการอาหารพระราชทาน จากนั้น นายกฯ ได้เดินต่อไปยังอุโมงค์หน้าพระลาน ซึ่งเป็นจุดตรวจค้นกระเป๋าสัมภาระ และผ่านเครื่องสแกน

โดยนายกฯ กล่าวถึงความพร้อมในการให้บริการประชาชน ว่า ได้มีการเตรียมการอย่างรอบด้าน ทั้งบริการอาหาร เครื่องดื่ม และเต็นท์พักคอย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาร่วมถวายสักการะ โดยวันนี้เป็นวันแรก จึงได้มาตรวจดูความเรียบร้อย และติดตามการบริหารจัดการให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว สวยงาม มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และสมพระเกียรติ โดยมีการจัดลำดับขั้นตอนการให้บริการอย่างดี และมีบริการอาหารพระราชทาน รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้นำอาหาร เครื่องดื่ม และของหวานมามอบให้แก่ประชาชน

“ขอชื่นชมกรุงเทพมหานคร จิตอาสา รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มีการเตรียมพร้อมและบริหารจัดการที่ดีมาก ทุกคนทำงานด้วยใจ ผลลัพธ์ของงานเป็นไปได้ด้วยดี และมีประสิทธิภาพ” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้มีประชาชนตั้งใจเดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพจากทั่วประเทศ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณามาตรการอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนในการเดินทางมาร่วมถวายสักการะฯ จากจังหวัดห่างไกล และหากประสบปัญหา ขอให้แจ้งความจำนงต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอ โดยจะให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยกำชับและประสานการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ รัฐบาลจะอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนทุกคน เพื่อให้ทุกคนสามารถมาร่วมแสดงความจงรักภักดีได้

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง โดยจะเปิดให้เข้ากราบถวายบังคมทุกวัน เวลา 08.00 – 21.00 น.โดยแบ่งเป็น 4 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงที่ 1 เวลา 08.00 – 10.45 น. ช่วงที่ 2 เวลา 12.00 – 16.45 น. ช่วงที่ 3 เวลา 17.45 – 18.30 น. และช่วงที่ 4 เวลา 19.45 – 21.00 น.

‘องคมนตรี’เป็นประธานบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'องคมนตรี'เป็นประธานบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘องคมนตรี’เป็นประธานบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.22 น.

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16.55 น. นายเกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

‘อัศวินแห่งออสเตรีย’นำพระราชสาส์นจาก’เจ้าชายซานดอร์’ แสดงความเสียพระราชหฤทัย’พระพันปีหลวง’

'อัศวินแห่งออสเตรีย'นำพระราชสาส์นจาก'เจ้าชายซานดอร์' แสดงความเสียพระราชหฤทัย'พระพันปีหลวง'

‘อัศวินแห่งออสเตรีย’นำพระราชสาส์นจาก’เจ้าชายซานดอร์’ แสดงความเสียพระราชหฤทัย’พระพันปีหลวง’

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.43 น.

อัศวินผู้ใหญ่แห่งออสเตรีย นำพระราชสาส์นจากเจ้าชายซานดอร์ ฮับส์บวร์ก-โลธริงเงน แสดงความเสียพระราชหฤทัย”พระพันปีหลวง”สวรรคต พร้อมนำคณะเฝ้าฯถวายบังคมพระบรมศพถวายความอาลัย พระราชกรณียกิจเป็นที่ประจักษ์ทั่วโลก

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 คณะผู้แทนจากสาธารณรัฐออสเตรีย นายทหารชั้นผู้ใหญ่จากกองทัพออสเตรีย จากนานาประเทศ  และชาวไทย ดร.โสภิตา ชาญวิชัย ทูตผู้แทนเครื่องอิสริยาภรณ์เซนต์สตานิสลาส ประจำประเทศไทย และในฐานะนายกสมาคมเพื่อนไทยในออสเตรีย รวม 40 คน เดินทางมาเฝ้าฯ ถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง นำโดย นายบารอน อเล็กซานเดอร์ กราฟ เดอ แพงโซวา อัศวินผู้ใหญ่แห่งออสเตรีย และมหาเสนาบดีแห่งภาคี

บารอน อเล็กซานเดอร์ กราฟ เดอ แพงโซวา กล่าวว่า ตนและคณะฯ เดินทางมาไทยเพื่อร่วมพิธีถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ และพิธีสถาปนาอัศวินอันทรงเกียรติแห่งภาคีอัศวินนักบุญสตานิสลาส ที่พระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2568 ที่ผ่านมา ตามกำหนดการเดิมในวันนี้ ตนและคณะจะเข้าศึกษาดูงาน ณ พระบรมมหาราชวัง และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จึงได้เพิ่มเติมการพาคณะเข้าเฝ้าฯกราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ทั้งนี้ ก่อนการเดินทางมาประเทศไทย ตนได้รับพระราชสาสน์แสดงความเสียพระราชหฤทัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต จากเจ้าชายซานดอร์ ฮับส์บวร์ก-โลธริงเงน ผู้สืบเชื้อสายแห่งราชวงศ์ฮับส์บวร์ก เหลนในสมเด็จจักรพรรดิฟรันซ์ โยเซฟ แห่งออสเตรีย วันนี้ จึงได้นำพระราชสาสน์ฉบับดังกล่าวมามอบให้สำนักพระราชวัง เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้ามากราบพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ไทยและออสเตรียมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แน่นแฟ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ประพาสออสเตรเลีย 2 ครั้ง ทรงมีไมตรีกับกษัตริย์ฟรันซ์ โยเซฟ อีกทั้งในหลวง รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง เสด็จฯ ออสเตรเลีย 2 ครั้ง ตนและชาวออสเตรเลียมีโอกาสเฝ้าฯ รับเสด็จ และให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ยังเป็นภาพในความทรงจำ หลังสวรรคตรู้สึกเสียใจ พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวง เป็นที่รับรู้ทั่วโลก ทรงงานหนักเพื่อพัฒนาประเทศชาติ และช่วยเหลือชาวไทยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตนมาเป็นตัวแทนชาวออสเตรีย เพื่อแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้” บารอน อเล็กซานเดอร์ กราฟ เดอ แพงโซวา กล่าว

ปชช.เข้าถวายบังคมพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’บนพระที่นั่งดุสิตฯวันแรก

ปชช.เข้าถวายบังคมพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’บนพระที่นั่งดุสิตฯวันแรก

ปชช.เข้าถวายบังคมพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’บนพระที่นั่งดุสิตฯวันแรก

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.49 น.

ประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’บนพระที่นั่งดุสิตฯวันแรก ซาบซึ้งได้รับเป็นคนไข้ในพระราชูปถัมภ์จนรอดชีวิตถึงวันนี้

9 พ.ย.2568 สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าเข้าถวายบังคมพระบรมศพ หน้าพระบรมโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง  เป็นวันแรก โดยกำหนดให้ประชาชนสามารถเข้าถวายบังคมพระบรมศพ ได้ใน 4 ช่วงเวลา ดังนี้  ช่วงที่ 1  เวลา 08.00 น.-10.45 น. ช่วงที่ 2 เวลา 12.00 น.-16.45 น. ช่วงที่ 3 เวลา 17.45 น.-18.30 น. และช่วงที่ 4 เวลา 19.45น.-21.00 น.  

โดยมีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด จำนวนมากแต่งกายสุภาพด้วยชุดสีดำไว้ทุกข์ ผ่านจุดคัดกรองแรกที่ท้องสนามหลวง แล้วเดินทางมาเข้ายังประตูมณีนพรัตน์  แล้วเดินไปตามพระระเบียง ออกประตูศรีรัตน์ เลี้ยวขวาแล้วเดินตรงเข้าประตูพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โดยเช้าวันนี้ ภายหลังเสร็จพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รับพระราชทานภัตตาหารเช้าเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ได้เปิดให้ประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมศพ หน้าพระบรมโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ก่อนเวลา เริ่มตั้งแต่ 08.00 น. เพื่อเข้าถวายสักการะด้วยความอาลัยและเทิดทูนยิ่งประดุจดังแม่ของแผ่นดิน โดยมีเจ้าหน้าที่และจิตอาสาฯคอยดูแลตลอดเส้นทาง

ด้านนางประวิง ศรพิชัย อายุ 86 ปี ชาว ต.ห้วยปริก อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช กล่าวภายหลังเข้าถวายบังคมพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ว่า เมื่อปี 2524 ตนเดินทางมารับเสด็จฯในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง ที่วังสวนจิตรฯ พระองค์ทราบว่าตนป่วยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก จึงรับไว้เป็นคนไข้ในพระราชูปถัมภ์ แล้วส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

“รู้สึกภูมิใจมากที่พระองค์รับเป็นคนไข้ในพระราชานุเคราะห์ ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ได้รับการรักษาจนมะเร็งปากมดมูกระยะที่ 2 ขณะนี้มะเร็งหายดีมา 40 กว่าปีแล้ว โดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเลย พระองค์ท่านดูแลเป็นอย่างดีมากๆและพระราชทานเงินให้ใช้จ่ายด้วย ถ้าพระองค์ท่านไม่ช่วยเหลือยายก็คงตายไปแล้ว สำหรับความรู้สึกหลังจากที่ทราบว่าพระองค์สวรรคตก็รู้สึกเสียใจมาก ขอให้พระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย วันนี้ภูมิใจมากที่ได้เดินทางมากราบลาพระองค์ท่าน ซึ่งยายจะสวดมนต์ทุกวันมาเป็น 10 ปีแล้วและนุ่งขาวห่มขาวเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพันปีหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงให้ความเมตรตาช่วยเหลือจนรอดตาย“ คุณยายประวิง กล่าวด้วยความซาบซึ้ง

ส่วนนางสาววรรณี ศรีอรัญ อายุ 52 ปี ชาว จ.นราธิวาส กล่าวภายหลังเข้าถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ว่า ตนป่วยเป็นเนื้องอกไขสันหลังทับเส้น ตั้งแต่อายุ 11 ปี ตนเดินทางไปรับเสด็จ ในหลวงรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระพันปีหลวง และกรมสมเด็จพระเทพฯ ที่เสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎร์ ในจังหวังหวัดนราธิวาส ทรงรับตนไว้เป็นคนไขในพระบรมราชานุเคราะห์ และสมเด็จพระพันปีหลวง คอยดูแลส่งตัวตนมารักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ กทม.

“รู้สึกซาบซึ้งใจมากตอนไปรับเสด็จฯในหลวง ร.9 ท่านเดินมาจับที่แขนแล้วถามอาการว่าเป็นอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะส่งตัวมารักษา หมอส่วนใหญ่บอกว่าตนไม่รอด ก็ดีใจมากที่รอดชีวิตมาได้ 41 ปีแล้ว หลังได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ตอนที่ในหลวง ร.9 เสด็จสวรรคตตนก็บวชชีปฏิบัติธรรม ถวายเป็นพระราชกุศล และวันนี้ภูมิใจมากที่ได้เดินทางมาถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง ก็จะขอตอบแทนพระองค์ด้วยการคิดดี ทำความดีถวายสมเด็จพระพันปีหลวงเพื่อตอบแทนพระองค์ท่าน“ นางสาววรรณี เล่าทั้งน้ำตาแห่งความอาลัย

‘รมว.นฤมล’ลุยยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู

‘รมว.นฤมล’ลุยยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู

‘รมว.นฤมล’ลุยยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.45 น.

‘รมว.นฤมล’ลุยยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู เดินหน้าปรับระบบบริหารบุคลากรและงบประมาณการศึกษาให้เท่าเทียมทั่วประเทศ

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 8 พ.ย.68 โดยได้ยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนมอบทุนการศึกษาให้กับทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และทุนอุดหนุนการศึกษาแก่เด็กกำพร้า ปีงบประมาณ 2568 รวมจำนวน 9 ทุน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านบุคลากรและระบบบริหารงานของครูมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องความปลอดภัยในอาชีพ ภาระงานด้านเอกสาร และงานบริหารการเงินบัญชีของโรงเรียน โดยบอร์ด ก.ค.ศ. ก็ได้พิจารณานำอัตราครูเกินเกณฑ์ของ สพฐ. มาเป็นอัตราบุคลากรทางการศึกษา (38ค.) รอบแรกจำนวน 600 อัตรา และรอบที่สอง จำนวน 1,706 อัตรา เพื่อให้ สพฐ. จัดสรรอัตรากำลังเหล่านี้ไปยังโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อลดภาระและเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานของครู

นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงระบบวิทยฐานะของครู โดยเปิดทางเลือกใหม่ในการประเมินผลงานที่นอกจากงานวิจัย ยังสามารถใช้ผลงานนวัตกรรมเชิงการเรียนการสอน เครื่องมือการศึกษา หรือรางวัลระดับชาติที่ได้รับการยอมรับ เพื่อให้ครูและสถานศึกษาสามารถยื่นขอวิทยฐานะได้หลากหลายและเหมาะสมกับความถนัด

“ในเรื่องของการศึกษาเอกชนได้ผลักดันในหลาย ๆ เรื่องมีความก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะเรื่องอาหารกลางวัน เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางบอร์ด กช.ได้เห็นชอบแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในโรงเรียนเอกชน งบประมาณทั้งสิ้น 6,244 ล้านบาทเศษ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียนโรงเรียนเอกชน จำนวน 1,406,329 คน ใน 3,213 โรงเรียน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกคือนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในระดับก่อนประถมศึกษา – ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน และกลุ่มที่ 2 นักเรียนโรงเรียนเอกชนการกุศลระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 เพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านภาวะโภชนาการแก่เด็กไทย เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจาก ครม.ต่อไป รวมทั้งการปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาเอกชนฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบันมากขึ้น ก็อยู่ระหว่างเสนอ ครม.เช่นกัน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนได้มอบเลขาธิการ กช. รับข้อเสนอในวันนี้ ทั้งเรื่องของหลักสูตรอิสลามศึกษา การขยายเพดานค่ารักษาพยาบาล (จากเดิมเบิกได้ 150,000 บาท) ตลอดจนการอุดหนุนอาหารเช้าหรือกลางวันแก่นักเรียนตาดีกา ที่จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง เพื่อรับเรื่องไปดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎ ระเบียบและขั้นตอนของทางราชการต่อไป รวมทั้งประเด็นค่าน้ำค่าไฟของโรงเรียน ทั้งสังกัดอาชีวศึกษาและ สพฐ. ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย พร้อมกล่าวย้ำถึงความตั้งใจในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ว่า ต้องการรับฟังปัญหาอย่างตรงไปตรงมาและร่วมวางแผนปรับโครงสร้างอัตรากำลังและวิธีการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงให้สอดคล้องกับสภาพจริงในพื้นที่ด้วยตัวเอง

สกู๊ปพิเศษ : ‘สระบุรีกินได้’ โมเดลต้นแบบ ขยายผลพัฒนาคนสู่การมีอาชีพยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ‘สระบุรีกินได้’ โมเดลต้นแบบ ขยายผลพัฒนาคนสู่การมีอาชีพยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ‘สระบุรีกินได้’ โมเดลต้นแบบ ขยายผลพัฒนาคนสู่การมีอาชีพยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.15 น.

แนวคิด “Learn to Earn เรียนรู้เพื่ออยู่รอด” คือหัวใจสำคัญที่มูลนิธิเอสซีจีผลักดันมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีเพื่อเชื่อมโยง “การเรียนรู้” กับ “การมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง” ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่สามารถพึ่งพาตนเองได้จริง และเมื่อแนวคิดนี้ถูกนำมาขยายผลในระดับพื้นที่ผ่านโครงการ Learn to Earn Sandbox จังหวัดสระบุรี ซึ่งได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม

สระบุรีเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพโดดเด่น ทั้งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว ที่สำคัญยังมีภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ที่ต่างมีหัวใจเดียวกันในการพัฒนาคน มูลนิธิเอสซีจีจึงได้ร่วมมือกับจังหวัดสระบุรี ขับเคลื่อนโครงการ Learn to Earn Sandbox เพื่อสร้างต้นแบบ “สระบุรีกินได้” ที่สามารถต่อยอดและขยายผลได้จริง

ภายใต้โครงการนี้ มูลนิธิฯ ร่วมกับภาคีในจังหวัด สร้างอาชีพที่ตอบโจทย์ความต้องการแรงงานในพื้นที่ โดยเริ่มต้นจากการอบรม 5 อาชีพ “Quick Win” ได้แก่ พยาบาล พนักงานขับรถบรรทุก พนักงานขับรถโฟล์คลิฟท์ ช่างล้างแอร์ ช่างท่อประปา และไกด์ป่าชุมชน อาชีพเหล่านี้ล้วนเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ได้ทันทีและตรงกับศักยภาพของคนในพื้นที่ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 100 คน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างคนให้มีกิน มีใช้ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการนี้ว่า สระบุรีไม่ใช่เพียงพื้นที่ต้นแบบ แต่คือพื้นที่ที่ทุกภาคส่วนร่วมลงมือทำจริง โครงการ Learn to Earn Sandbox แสดงให้เห็นว่าการพัฒนา ‘คน’ ต้องอาศัยพลังแห่งความร่วมมือที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ภาครัฐที่สนับสนุนเชิงนโยบายและจัดตั้งคณะทำงาน ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่ร่วมผลิตคนและเปิดโอกาสการจ้างงาน ตลอดจนภาคการศึกษา ที่ช่วยขยายแนวคิดสู่เยาวชน เพื่อให้ผู้เรียนไม่เพียงมีงานทำ แต่ยังสามารถพัฒนาทักษะและต่อยอดอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง เราภาคภูมิใจที่ได้เห็นชาวสระบุรี โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถยืนบนลำแข้งของตนเองได้ ที่สำคัญนี่คือโมเดลที่เราจะต่อยอดให้คนสระบุรี ‘มีกินได้’ อย่างยั่งยืน และขยายผลสู่พื้นที่อื่นต่อไป

หลังจากดำเนินงานตลอดหนึ่งปี มูลนิธิเอสซีจีและคณะทำงานจังหวัดได้ร่วมกันถอดบทเรียนโครงการ โดยใช้กรอบคิด “2P2S” เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จ และหาแนวทางต่อยอดให้การขับเคลื่อนเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว

หัวใจสำคัญของการถอดบทเรียนนี้ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.ความร่วมมือของภาคีเครือข่าย , 2.การพัฒนาอาชีพที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานจริง , 3.ระบบข้อมูลการจ้างงานที่เชื่อมโยงและติดตามผลได้ต่อเนื่อง และ 4.มีหน่วยงานที่ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อความยั่งยืน

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ความสำเร็จของการพัฒนาคนไม่ได้เกิดจากการฝึกอาชีพระยะสั้นเท่านั้น แต่ต้องอาศัยระบบที่บูรณาการทุกมิติ ทั้ง คน กระบวนการ ระบบ และโครงสร้าง เพื่อให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง

นายยุทธนา เจียมตระการ กรรมการบริหารมูลนิธิเอสซีจี กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในสระบุรีไม่ใช่เพียงการฝึกอาชีพ แต่คือการสร้างต้นแบบการพัฒนาคนอย่างเป็นระบบ ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน มูลนิธิฯ มีความตั้งใจจะส่งมอบโมเดลนี้ให้จังหวัดนำไปขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ เพื่อให้ Learn to Earn กลายเป็นแนวคิดที่จับต้องได้ และสร้างผลลัพธ์จริงต่อสังคมไทยอย่างยั่งยืน

“นอกจากการพัฒนาอาชีพ เรายังให้ความสำคัญกับการพัฒนา Soft Skills โดยเฉพาะ 3Cs ได้แก่ การสื่อสาร (Communication) การทำงานเป็นทีม (Collaboration) และความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ซึ่งมูลนิธิฯ ได้ร่วมทำกิจกรรมกับกลุ่มคุณครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ในโรงเรียนนำร่องได้แก่ โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม โรงเรียนแก่งคอย และวิทยาลัยเทคนิคสระบุรี เพื่อปลูกฝังให้เด็กรุ่นใหม่ตระหนักรู้ (Aware) และมี Mindset ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเรียนรู้ทักษะเหล่านี้ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานและการดำรงชีวิตในอนาคต”

จากสระบุรีกินได้วันนี้ กำลังเติบโตเป็น “สระบุรีโมเดล” ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าหัวใจการพัฒนาคนอยู่ที่ ความร่วมมือของทุกภาคส่วนเมื่อทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน พลังของ การเรียนรู้เพื่ออยู่รอด จะกลายเป็น การอยู่รอดด้วยการเรียนรู้ อย่างแท้จริง ต้นแบบที่พร้อมต่อยอดสู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ

รายงานพิเศษ : ‘อนุรักษ์ – เผยแพร่’วัฒนธรรมไทย มนพ.สืบสานประเพณีลอยกระทง ‘สมมานทีธาร’68’

รายงานพิเศษ : ‘อนุรักษ์ – เผยแพร่’วัฒนธรรมไทย มนพ.สืบสานประเพณีลอยกระทง ‘สมมานทีธาร’68’

รายงานพิเศษ : ‘อนุรักษ์ – เผยแพร่’วัฒนธรรมไทย มนพ.สืบสานประเพณีลอยกระทง ‘สมมานทีธาร’68’

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยนครพนมจัดกิจกรรมสืบสานประเพณีลอยกระทง ภายใต้หัวข้อ “ม.นครพนม สมมานทีธาร ประจำปี 2568” เพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่า โดยมี ศ.ดร.สุรสิทธิ์ วชิรขจร รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ ลานกิจกรรมด้านหน้าสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยนครพนม (เขตพื้นที่มรุกขนคร)

ก่อนเริ่มพิธีเปิดงาน ประธานในพิธีได้นำนักศึกษาและบุคลากร ร่วมกิจกรรมแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย และร่วมจุดเทียนแปลอักษรถวายความอาลัย ในความหมาย “สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

น.ส.ศุทธหทัย สาวิสิทธิ์ นายกองค์การนักศึกษา มนพ. เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นความร่วมมือขององค์การนักศึกษา สภานักศึกษา สโมสรนักศึกษาทุกคณะ/วิทยาลัย ร่วมกับแผนกกิจกรรมและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม กองพัฒนานักศึกษา เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่ตระหนักถึงคุณค่าของประเพณีไทย และเรียนรู้การสืบสานวัฒนธรรมผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ

ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย อาทิ การเรียนรู้การทำกระทงรักษ์โลก ร่วมกับชุมชนบ้านท่าค้อ การประกวดกระทงประเภทความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนบูธ “ชิม ช็อป แชะ เช็กอิน” จากนักศึกษาทุกคณะ/วิทยาลัย ท่ามกลางบรรยากาศความสวยงามของอุโมงค์โคมไฟ “แสงส่องหล้าสู่สายธารแห่งพระเมตตา” ที่ช่วยเติมเต็มความอบอุ่นและสีสันของค่ำคืนเทศกาลลอยกระทง

ซึ่งการจัดกิจกรรมฯเป็นการส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคลากรได้ร่วมกันอนุรักษ์และสืบสานประเพณีลอยกระทง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของชาติไทย อีกทั้งยังเป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยนครพนม ข้อที่ 7 “มีศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเลิศ (Excellence Culture Community)” และสอดคล้องกับพันธกิจด้านการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัย