‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ในเทศกาลกินเจ ตั้งจิตอธิษฐานถวาย‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ในเทศกาลกินเจ ตั้งจิตอธิษฐานถวาย‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ในเทศกาลกินเจ ตั้งจิตอธิษฐานถวาย‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.15 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ รวมพลังผู้มีจิตศรัทธา จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2568 ตั้งจิตอธิษฐานถวายเป็นพระราชกุศล แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย รวมทั้งขอพรให้ทั่วทั้งผืนแผ่นดินไทยผ่านพ้นโพยภัยพิบัติ ทุกแนวชายแดนไทยปลอดภัยจากการรุกราน ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

27 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00 น. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ คณะกรรมการ ผู้ช่วยกรรมการ และผู้บริหารมูลนิธิฯ ร่วมในพิธี “เวียนธูปศักดิ์สิทธิ์” เนื่องในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2568 ตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรจากเทพเจ้า เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยเชื่อว่าเมื่อรับพรจากเทพเจ้าแล้ว จะทำให้จิตใจเบิกบาน ผ่องแผ้ว มีแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง โดยมี เจ้าหน้าที่ และ อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมทั้งศิษยานุศิษย์ และสาธุชน ร่วมพิธีกันอย่างเนืองแน่น ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

“พิธีเวียนธูป ในเทศกาลกินเจ” เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ เป็นการสรรเสริญและรับพรจากเทพเจ้า 9 พระองค์ อันเป็นภาคหนึ่งของพระพุทธเจ้า 7 พระองค์ และพระโพธิสัตว์ 2 พระองค์ โดยเชื่อว่าเมื่อรับพรจากเทพเจ้าแล้ว จะทำให้จิตใจเบิกบานผ่องแผ้ว มีแต่ความสุข ความเจริญ โดยในแต่ละปี ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จะมีศิษยานุศิษย์และสาธุชน นุ่งขาว ห่มขาว ถือศีล กินเจ มาร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์กันอย่างเนืองแน่น ขบวนแห่เวียนธูปของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดซุ้มประตูมังกร เพื่อให้ขบวนต่างๆ ผ่านด้านหน้าศาลเจ้าไต้ฮงกง แต่ละขบวนตกแต่งสวยงาม นำด้วยกองธงชาติ ธงธรรมจักร และธงมูลนิธิฯ ตามด้วยขบวนป้ายผ้าเทศกาลกินเจ ชุดตั่วล่อโก้ว (ชุดขบวนกลองใหญ่) ชุดกระถางธูป และขบวนพระผู้ประกอบพิธี ตามด้วยผู้แสวงบุญหลายพันคนตามขบวน

ในปีนี้ มูลนิธิฯ และ ผู้ร่วมขบวนแห่เวียนธูป 3 รอบ จะตั้งจิตอธิษฐานต่อเทพยดาฟ้าดิน ขออำนาจฟ้าดินเป็นที่พึ่ง ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลวงปู่ไต้ฮง ดังนี้

รอบที่ 1 ตั้งจิตอธิษฐาน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย

 รอบที่ 2 ตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรให้ ทั่วทั้งผืนแผ่นดินไทยผ่านพ้นโพยภัยพิบัติ ทุกแนวชายแดนไทยปลอดภัยจากการรุกราน

 รอบที่ 3 ตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรให้ตนเอง บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ ผู้มีพระคุณ และครอบครัว มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป และอุทิศส่วนกุศลให้ทุกดวงวิญญาณและสรรพสัตว์ผู้ล่วงลับ ให้สู่สุคติ

เทศกาลกินเจ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ถือเป็นงานเทศกาลหลักซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจะมีพิธีสำคัญต่างๆ ได้แก่ พิธีอัญเชิญ “กิ้วอ๊วงฮุกโจ้ว” หรือเทพเจ้า 9 พระองค์ พิธีสวดพระพุทธมนต์ ชัยมงคลคาถา พิธีเวียนธูปภายในศาลเจ้าพิธีเบิกเนตรองค์ยมทูต พิธีลอยกระทง โปรยทาน และพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์รอบนอกศาลเจ้า เพื่อความเป็นสิริมงคล รวมทั้งจัดให้มีบริการอาหารเจฟรีแก่ประชาชนตลอดช่วงเทศกาล พร้อมจัดการแสดงอุปรากรจีน (งิ้ว) ณ บริเวณลานสำนักงานมูลนิธิฯ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป ติดต่อสอบถาม ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ http://www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

‘รมว.นฤมล’เรียกถกผู้บริหารศธ. ยึด 3 กรอบปฏิบัติ เคลียร์ดราม่าคำสั่งโรงเรียนงดจัดงาน 1 ปี

‘รมว.นฤมล’เรียกถกผู้บริหารศธ. ยึด 3 กรอบปฏิบัติ เคลียร์ดราม่าคำสั่งโรงเรียนงดจัดงาน 1 ปี

‘รมว.นฤมล’เรียกถกผู้บริหารศธ. ยึด 3 กรอบปฏิบัติ เคลียร์ดราม่าคำสั่งโรงเรียนงดจัดงาน 1 ปี

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.06 น.

‘รมว.นฤมล’เรียกถกผู้บริหาร ศธ. กำหนดแนวทางแสดงความอาลัย‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ย้ำจัดกิจกรรมของเด็ก-งานศาสนา-ประเพณี จัดได้ แต่ขอให้ปรับรูปแบบงานรื่นเริงให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 27 ตุลาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เรียกประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2568 เพื่อพิจารณาแนวทางการปฏิบัติแสดงความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีผู้บริหารกระทรวงฯ เข้าร่วม อาทิ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) , นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

จากนั้นนางนฤมล แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันว่ากิจกรรมที่ประชาชนมีความห่วงใยและหวังดีกับเด็กนักเรียนนั้น สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการอยู่แล้ว โดยกิจกรรมที่อยู่ในหลักสูตร รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการของเด็ก หรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่เป็นประโยชน์ต่อตัวนักเรียน กระทรวงไม่ได้มีคำสั่งห้ามจัดหรือให้งดอย่างแน่นอน

ส่วนกิจกรรมที่เป็นไปตามประเพณีวัฒนธรรมของชนชาติ หรือศาสนาใด ก็ยังสามารถดำเนินกิจกรรมได้ตามปกติ จากนี้ผู้บริหารสูงสุดของแต่ละหน่วยราชการในสังกัด รวมถึงองค์กรในกำกับ จะไปทำความเข้าใจกับผู้บริหารในระดับถัดไปให้ตรงกัน ส่วนกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงนอกเหนือจากหลักสูตร ขอความร่วมมือให้งดหรือปรับรูปแบบการดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ข้อถกเถียงในสังคมเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ และวันอาทิตย์ก็มีพระราชพิธี จึงยังไม่ได้มีการประชุมภายในกระทรวง วันนี้จึงได้เรียกประชุมเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันทุกฝ่าย โดย ศธ.จะออกประกาศแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและรายละเอียดต่างๆ ไปยังแต่ละหน่วยราชการและองค์กรในกำกับ โดยยึดกรอบแนวทางปฏิบัติ 3 เรื่องหลัก คือ

1. กิจกรรมภายในหลักสูตร และกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่มีผลดีต่อพัฒนาการของเด็ก สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ไม่ห้ามและไม่งด

2. กิจกรรมที่เป็นไปตามประเพณีและวัฒนธรรม ของชนชาติหรือศาสนาใดก็ตาม สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ไม่ห้ามและไม่งด

3. กิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริง ที่อยู่นอกเหนือข้อ 1 และ 2 ให้แต่ละหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาว่าจะปรับรูปแบบอย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์

“ดิฉันขอให้ทุกท่านคลายความกังวล และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความห่วงใยต่อพัฒนาการของเยาวชน ในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ดิฉันให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาการเด็กเป็นอย่างมาก ซึ่งการดำเนินการของกระทรวงศึกษาธิการจะสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทยที่ได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ แล้ว” นางนฤมล กล่าว

ขณะที่ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าวเพิ่มเติมว่า ตามที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดไว้ว่าให้หน่วยงานราชการไว้ทุกข์เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งในส่วนกิจกรรมของสถานศึกษาที่ถือเป็นหน่วยงานราชการ จึงต้องถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เป็นระยะเวลา 1 ปี แต่ด้วยรูปแบบกิจกรรมรื่นเริงที่สอบถามกันมา สามารถจัดกิจกรรมนอกสถานศึกษาได้ แต่ด้วยสถานศึกษาซึ่งเป็นพื้นที่ของส่วนราชการ จึงจำเป็นต้องยึดตามแนวทางของราชการ ดังนั้น หากผู้ปกครอง หรือศิษย์เก่า ที่ต้องการจัดกิจกรรม ก็สามารถจัดในสถานศึกษาได้ แต่ต้องปรับรูปแบบให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์

จุฬาฯ คิดค้นนวัตกรรมเพิ่มคุณภาพอากาศให้คนเมือง ‘MICROCAP’ เครื่องผลิตออกซิเจนด้วยพลังจุลสาหร่าย

จุฬาฯ คิดค้นนวัตกรรมเพิ่มคุณภาพอากาศให้คนเมือง ‘MICROCAP’ เครื่องผลิตออกซิเจนด้วยพลังจุลสาหร่าย

จุฬาฯ คิดค้นนวัตกรรมเพิ่มคุณภาพอากาศให้คนเมือง ‘MICROCAP’ เครื่องผลิตออกซิเจนด้วยพลังจุลสาหร่าย

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาจารย์ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ คิดค้นเครื่องเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ MICROCAP ใช้กระบวนการสังเคราะห์แสงจากจุลสาหร่าย ดูดคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในเครื่องและผลิตออกซิเจนได้สูงกว่าต้นไม้ถึง 20 เท่า

ต้นไม้เป็นแหล่งผลิตออกซิเจนและฟอกอากาศ แต่น่าเศร้าที่ปัจจุบัน พื้นที่ป่าและจำนวนต้นไม้น้อยลงอย่างมาก ซ้ำวิถีชีวิตของคนเมืองและโลกอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ก็เป็นตัวการก่อมลพิษทางอากาศ ไม่ว่าจะเป็นควันจากท่อไอเสียเครื่องยนต์ ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม เตาเผาต่าง ๆ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทุกชีวิตบนโลกใบนี้ 

การเพิ่มและฟื้นฟูพื้นที่ป่า และส่งเสริมการปลูกต้นไม้จึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ในบริบทเมือง อาจมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ผศ.ดร.พิชญา อินนา อาจารย์ประจำภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายธนกฤต คมขำ นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงพยายามแก้โจทย์นี้ด้วยการคิดค้นเครื่อง “MICROCAP” นวัตกรรมที่ใช้พลังจุลสาหร่ายให้สังเคราะห์แสงและผลิตออกซิเจน

“สังคมเริ่มสนใจเรื่อง Carbon Neutrality1 และการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็เป็นหนึ่งในปัญหาระดับโลก อาจารย์เลยอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ แต่ก็อยากใช้เทคโนโลยีที่แหวกแนวสักหน่อยและควรเป็นวิธีเลียนแบบธรรมชาติที่ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม นั่นก็คือเทคโนโลยีจุลสาหร่าย” ผศ. ดร.พิชญากล่าว และอธิบายเสริมว่าจุลสาหร่ายในเครื่อง MICROCAP จะทำหน้าที่เสมือนเป็นต้นไม้ภายในบ้านและอาคาร ช่วยดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเปลี่ยนเป็นก๊าซออกซิเจนมากกว่าต้นจามจุรีได้ถึง 20 เท่า!

“หลายคนกังวลเรื่องฝุ่น PM 2.5 แต่ก็อย่ามองข้ามก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพราะอันตรายพอกัน เวลาเราหายใจออกก็หายใจเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถ้าอากาศภายในอาคารไม่ถ่ายเทก็จะทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมเยอะ ส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นระบบสมองที่เกี่ยวกับการตัดสินใจ ถ้าสูดไปนานๆ อย่างในห้องเรียนจะทำให้ง่วงนอน สมาธิสั้นลง ปวดหัว ถ้าสูดนานต่อเนื่องก็จะทำให้เป็นมะเร็งปอดด้วยซ้ำ”

ผศ.ดร.พิชญา อธิบายว่าจุลสาหร่ายเป็นเซลล์จุลินทรีย์ที่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงคล้ายพืช แต่ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มพืช สามารถมีโครงสร้างคล้ายแบคทีเรีย จึงอยู่ก้ำกึ่งระหว่างอาณาจักรของพืช (Plant Kingdom) และอาณาจักรโพรทิสตา (Protista Kingdom)2

“จุลสาหร่ายพบได้ในแหล่งน้ำหลากหลาย สาหร่ายที่เรามองเห็นได้ ไม่ใช่จุลสาหร่าย จุลสาหร่ายจะต้องเป็นสาหร่ายที่ต้องส่องกล้องดูเพื่อที่จะเห็นตัวเซลล์” ผศ. ดร.พิชญากล่าวและยกตัวอย่างจุลสาหร่ายที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ – สาหร่ายสไปรูลิน่าหรือสาหร่ายเกลียวทอง3

“จุลสาหร่ายมีประสิทธิภาพในการสังเคราะห์ด้วยแสงดีกว่าพืชถึง 10 – 50 เท่า หรือ 100 เท่าในบางสายพันธุ์ คุณสมบัตินี้เป็นความรู้ทั่วไป แต่มีนักวิจัยจำนวนน้อยที่นำมาใช้แก้ปัญหาการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในอาคารและเปลี่ยนเป็นอากาศบริสุทธิ์” 

ด้วยความสนใจในคุณสมบัติพิเศษของจุลสาหร่ายตั้งแต่สมัยเริ่มเรียนปริญญาเอกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผศ. ดร.พิชญาพยายามค้นคว้าหาแนวทางที่จะใช้เทคโนโลยีจุลสาหร่ายให้เกิดประโยชน์ จนในที่สุด ก็ประสบความสำเร็จในการผลิตเครื่อง MICROCAP (ย่อมาจากคำว่า Micro Algae หรือจุลสาหร่าย ส่วน CAP ย่อมาจาก Capture ที่แปลว่าดักจับ) 

ผศ.ดร.พิชญา อธิบายกระบวนการทำงานของ MICROCAP หรือเครื่องเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ว่า “เครื่องจะดูดอากาศที่อยู่ภายในอาคารเข้าไปในตัวเครื่องที่บรรจุจุลสาหร่าย เซลล์จุลสาหร่ายในเครื่องก็จะสังเคราะห์ด้วยแสงด้วยการดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป และปล่อยออกมาเป็นออกซิเจน”

จุลสาหร่ายที่ถูกนำมาใส่ในเครื่อง MICROCAP จะต้องผ่านสิ่งที่ ผศ.ดร.พิชญา เรียกว่า “กระบวนการทรมาน” ด้วยศาสตร์ทางเคมีวิศวกรรมเสียก่อน โดยการใช้สารเคมีหรือการปรับเปลี่ยนสูตรอาหารเพื่อให้จุลสาหร่ายมีฟังก์ชันที่ต้องการ

“จุลสาหร่ายจะถูกปลูกในห้องแล็บประมาณ 1-2 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะนำจุลสาหร่ายรวมทั้งสูตรอาหารที่ค้นคว้ามาใส่ในเครื่อง MICROCAP เพื่อให้จุลสาหร่ายอยู่ในช่วงที่เจริญเติบโตมากที่สุดเพื่อดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากที่สุด”

ผศ.ดร.พิชญา กล่าวว่า MICROCAP เป็นเครื่องที่อาศัยการทำงานจากกระบวนการทางชีวภาพ ดังนั้น เมื่อติดตั้งเครื่องแล้ว ต้องรอให้จุลสาหร่ายทำงานและปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 1 วัน เครื่องก็พร้อมทำงาน และจะทำหน้าที่ผลิตออกซิเจนได้ราว 1 เดือนตามวงจรของจุลสาหร่าย ด้วยเหตุนี้ผลิตภัณฑ์ MICROCAP จึงให้บริการในระบบเช่ารายเดือน เนื่องจากจะต้องมีการเปลี่ยนถ่ายจุลสาหร่ายและล้างเครื่องเป็นประจำทุกเดือน

เครื่อง MICROCAP ต้นแบบมีขนาด 60x60x150 ซม. (ขนาด 100 ลิตร) ออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 400 ตรม. เช่น โรงเรียน ออฟฟิศ และห้างสรรพสินค้า ซึ่งในต้นปี 2568 ได้เปิดตัวเครื่อง MICROCAP ต้นแบบที่ห้องสมุดคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เนื่องในโอกาสสถาปนาคณะวิทยาศาสตร์ครบรอบ 108 ปี 

“หลังจากเปิดตัวเครื่อง MICROCAP ขนาด 100 ลิตร มีแต่คนถามว่าถึงเครื่องขนาดเล็ก เราจึงจัดทำเครื่อง MICROCAP ขนาด 50 ลิตร ครอบคลุมพื้นที่ปานกลาง และ MICROCAP Mini ขนาด 10 ลิตร ครอบคลุมพื้นที่ในห้องประชุมขนาดเล็ก”

ผศ.ดร.พิชญา กล่าวต่อไปว่า เบื้องต้นทีมงานจะไปประเมินพื้นที่ก่อนว่าจะติดกี่เครื่อง เพื่อที่จะควบคุมคาร์บอนไดออกไซด์ให้เข้ากับมาตรฐานตึกสีเขียว ราคาเครื่องจัดโปรโมชั่นเครื่องขนาด 10 ลิตร ราคาเริ่มต้น 1,500 บาทต่อเครื่องต่อเดือน เครื่องขนาด 50 ลิตร ราคาเริ่มต้น 5,000 บาทต่อเครื่องต่อเดือน

สำหรับแผนงานในอนาคต กำลังดูโอกาสในการทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมที่จะนำชีวมวลสาหร่ายไปต่อยอด และออกแบบแนวทางการทำงานซึ่งอาจเป็นไปได้ 2 ลักษณะคือลงทุนเป็นโครงการวิจัย และลงทุนในบริษัท Algae Deep Tech จำกัด ที่อาจารย์เป็นผู้ก่อตั้งร่วมกับทีมงานวิจัย

“การทำผลิตภัณฑ์ต้องมองหลายๆ มุม ไม่เพียงแค่งานวิจัย แต่ต้องดูมุมธุรกิจด้วย ตอนแรกอาจารย์ไม่มีความรู้เลย ต้องไปนั่งเรียน การออกแบบผลิตภัณฑ์ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องมีทีมที่ดีที่คอยให้การสนับสนุนหลายๆ ด้าน ไม่ว่าทีมวิจัยและทีมที่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ ต้องมี 2 ทีมนี้คู่กันไปเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ให้สำเร็จ”  ผศ.ดร.พิชญา กล่าวและว่า โปรเจกต์นี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายแหล่ง ได้แก่ ทุนจากศูนย์เทคโนโลยีและวิศวกรรมเพื่อเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ, หน่วยปฏิบัติการวิจัยการเพาะเลี้ยงจุลสาหร่ายและการใช้ประโยชน์จากจุลสาหร่ายอย่างยั่งยืน จาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ และกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (TED Fund) สำหรับการวิจัยเรื่องเทคโนโลยีจุลสาหร่าย

โดยในภาคการทำธุรกิจได้รับการสนับสนุนจาก CU Innovation Hub และสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้เรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงโครงการ Chula Spin-off จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ที่ช่วยเหลือในการก่อตั้งบริษัท Algae Deep Tech จำกัด – Start-up ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีจุลสาหร่ายมาแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

“อาจารย์ทำงานวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีจุลสาหร่ายเรื่องการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และพบว่าธรรมชาติให้คำตอบเราเยอะมาก เลยอยากนำเทคโนโลยีนี้มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติออกสู่ตลาดเพื่อช่วยสังคมในเรื่องคุณภาพอากาศ”

ผศ.ดร.พิชญา กล่าวย้อนถึงความฝันในวัยเด็ก “ส่วนตัวอยากเป็นนวัตกรตั้งแต่เด็กๆ และอยากจะผลิตอะไรเป็นของตัวเองและตอบโจทย์สังคมจริงๆ” วันนี้สามารถทำความฝันในวัยเด็กให้เป็นจริงได้และเครื่องเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ MICROCAP ยังช่วยตอบโจทย์ปัญหามลพิษในสังคมเมืองปัจจุบันได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ผู้ที่สนใจ MICROCAP สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ บริษัท Algae Deep Tech จำกัด บริษัทมีบริการเช่าในรูปแบบจ่ายรายเดือน (Subscription) และติดตั้งเครื่อง MICROCAP ในตัวอาคารพร้อมกับบริการดูแลรักษาเครื่องตลอดอายุการใช้งาน ติดต่อได้ที่โทร. 098-825-2390 หรือเว็บไซต์ http://www.algaedeeptech.com

‘กล้าใหม่…ใฝ่รู้’ ปีที่ 20 ดึงศักยภาพเยาวชน ‘สายวิทย์’ พัฒนาชุมชน – ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน

‘กล้าใหม่...ใฝ่รู้’ ปีที่ 20 ดึงศักยภาพเยาวชน ‘สายวิทย์’ พัฒนาชุมชน – ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน

‘กล้าใหม่…ใฝ่รู้’ ปีที่ 20 ดึงศักยภาพเยาวชน ‘สายวิทย์’ พัฒนาชุมชน – ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ โดยธนาคารไทยพาณิชย์จับมือ NECTEC และ VISTEC ดึงศักยภาพเยาวชนสายวิทย์ทำโครงงาน “นวัตกรรมสีเขียวสู่ความยั่งยืนในยุค AI” เพื่อพัฒนาชุมชนและผู้ประกอบการอย่างยั่งยืนในโครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” ปีที่ 20

กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ โดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการเตรียมความพร้อมและดึงศักยภาพให้เยาวชนสายวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา ในการจัดทำโครงงาน “นวัตกรรมสีเขียวสู่ความยั่งยืนในยุค AI” ภายใต้โครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” ปีที่ 20 เพื่อนำไปพัฒนาชุมชนหรือสถานประกอบการ โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยมี นายศักดิ์สิทธิ์ ปิติพงศ์สุนทร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์ ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศ.ดร.ปรเมษฐ์ มนูญพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) พร้อมทีมวิทยากรจาก SCB Academy นักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช. และ VISTEC ร่วมบ่มเพาะ ดึงศักยภาพของเยาวชน เปิดประสบการณ์ให้เยาวชนเห็นถึงผลงานนวัตกรรมที่หลากหลายของนักวิจัยจาก NECTEC และ VISTEC เช่น AI Robotics, IoT และ Kidbright พร้อมแนะนำแนวทางการพัฒนานวัตกรรม รวมถึงการทำโครงงานให้ประสบความสำเร็จ สามารถตอบโจทย์ชุมชนและสถานประกอบการได้อย่างยั่งยืน ณ ศูนย์ฝึกอบรมธนาคารไทยพาณิชย์ หาดตะวันรอน จ.ชลบุรี

ในปีนี้มีสถาบันการศึกษาระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาจากทั่วประเทศส่งโครงงานเข้าร่วมแข่งขัน จำนวนทั้งสิ้น 473 โครงงาน ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการ ฯ พร้อมรับทุนดำเนินโครงงาน จำนวน 20 โครงงาน (20 ทีม) จาก 18 สถาบัน ซึ่งเยาวชนจะได้รับการเสริมทักษะที่สำคัญสำหรับการนำไปดำเนินโครงงานในหัวข้อต่างๆ เช่น การจัดทำและพัฒนานวัตกรรม กระบวนการคิดเชิงออกแบบ ทักษะการนำเสนอโครงงานและการสื่อสาร การลดความสูญเปล่าและเพิ่มมูลค่าสูงสุด เป็นต้น พร้อมจัดกิจกรรมเสริมในการปลูกฝังวินัยทางการเงินที่ดี ให้รู้จักฝึกการตั้งเป้าหมายทางการเงิน และนำเสนอแนวทางในการสร้าง “ชีวิตสมดุล การเงินมั่นคง สิ่งแวดล้อมยั่งยืน” พร้อมเรียนรู้การสร้างความมั่งคั่งทางการเงินผ่านการเล่นการด์เกม “รู้หน้า ไม่รู้หนี้” ในโอกาสนี้ยังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากเยาวชนต้นแบบที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในปีที่ผ่านมา โครงงาน “แชทบอทวินิจฉัยโรคทุเรียน : Doo Durian” ซึ่งขณะนี้ได้มีการต่อยอดโดยร่วมกับ NECTEC พัฒนาผลงานเพื่อนำไปช่วยแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวสวนทุเรียน 

นอกจากนี้ยังได้จัดหลักสูตรให้แก่คุณครูที่ปรึกษาที่มาร่วมกิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมเสริมทักษะการเป็น “Facilitator” และ Reflection” สะท้อนการเรียนรู้ “ครูแนะครู” สร้างแรงบันดาลใจให้กับคุณครูที่ปรึกษาโครงงาน ในการเป็นผู้ฟังที่ดี สามารถจุดประกาย สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ใหม่ๆ เป็นที่ปรึกษาให้กับเยาวชนในการทำโครงงาน และนำไปเผยแพร่ในโรงเรียนได้ต่อไป

ต่อจากนี้ แต่ละทีมจะต้องนำทักษะความรู้ที่ได้รับกลับไปพัฒนาและปรับปรุงโครงงานของตนเอง พร้อมลงพื้นที่ดำเนินการตามแผนโครงงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยสามารถขอคำแนะนำจากพี่เลี้ยงนักวิจัยได้ตลอดการทำโครงงาน และจะต้องกลับมานำเสนอต่อคณะกรรมการอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2568 เพื่อคัดเลือกหา 8 ทีมสุดท้ายเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศต่อไป

สามารถร่วมติดตามผลงานและเป็นกำลังใจให้เยาวชนในโครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” ปีที่ 20 ระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา ได้ทาง Facebook : SCB Challenge “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” 

ม.กรุงเทพ เปิดตัว ‘Alibaba Cloud Academy AI Lab’ ปั้นคนรุ่นใหม่สายเทคฯ ตอบโจทย์ตลาดงานยุคดิจิทัล

ม.กรุงเทพ เปิดตัว ‘Alibaba Cloud Academy AI Lab’ ปั้นคนรุ่นใหม่สายเทคฯ ตอบโจทย์ตลาดงานยุคดิจิทัล

ม.กรุงเทพ เปิดตัว ‘Alibaba Cloud Academy AI Lab’ ปั้นคนรุ่นใหม่สายเทคฯ ตอบโจทย์ตลาดงานยุคดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการศึกษา AI ด้วยการเปิดตัว “Alibaba Cloud Academy AI Lab” ห้องปฏิบัติการ AI แห่งแรกของประเทศไทย ที่เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพกับ Alibaba Cloud ในการผลิตนักศึกษาที่พร้อมรับมือกับโลกยุคดิจิทัล และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยี AI และ Cloud Computing จากผู้นำระดับโลก

งานพิธีเปิดตัวจัดขึ้นอย่างเป็นทางการโดยมี อาจารย์ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ Mr. Edward Liu, South Pacific Region ISV Business Development Director, Alibaba Cloud Intelligence Business Group ร่วมพิธีตัดริบบิ้น ณ ชั้น 5 อาคารหอสมุดสุรัตน์ฯ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พร้อมกันนี้ยังได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) โดย ผศ.ดร.สมยศ วัฒนากมลชัย รองอธิการบดีสายนานาชาติ และ Mr. Edward Liu เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการศึกษาและพัฒนาบุคลากรด้าน AI และ Cloud Computing อย่างต่อเนื่อง

Alibaba Cloud Academy AI Lab เป็นระบบ Cloud ครอบคลุมทั้ง Ecosystem ของ Alibaba Cloud ที่ทันสมัย จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งความรู้ด้าน Cloud Computing และ AI แก่นักศึกษา พร้อมห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ครบครันด้วยระบบ ECS (Elastic Compute Service) และคอร์สเรียนรู้มากมาย เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพได้เข้ารับการอบรมหลักสูตรโดยมีการอบรมแบบลำดับขั้นตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับสูง และเพิ่มโอกาสการได้งานด้วยใบรับรองจาก Alibaba Cloud

ระบบ ECS ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบ Cloud ที่ทำให้ทุกระบบใน Alibaba Cloud Academy AI Lab ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและทรงพลัง เปรียบเสมือนพลังขับเคลื่อนหลักของห้องปฏิบัติการที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้และทดลองใช้งานเทคโนโลยี Cloud Computing ได้อย่างสมจริง ขณะที่บริการประมวลผลรูปแบบ Cloud อัจฉริยะและปลอดภัยอย่าง MaxCompute, PAI และ Function Compute ทำหน้าที่เสมือนสมองและระบบประสาทของ Cloud ที่ทำให้ระบบการเรียนรู้มีความชาญฉลาด ยืดหยุ่น และพร้อมพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง

นอกจากนี้นักศึกษายังได้รับประสบการณ์การเรียนรู้แบบ Hands-on อาทิ การเข้าถึงข้อมูลบน Cloud ได้อย่างเต็มรูปแบบเพื่อการค้นคว้าวิจัย การฝึกปฏิบัติผ่านแพลตฟอร์ม Alibaba Cloud รวมถึงการพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องมือระดับมืออาชีพ

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ยกระดับมหาวิทยาลัยกรุงเทพสู่การเป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้ AI เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาเป็นบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI และเทคโนโลยี Cloud พร้อมตอบโจทย์ตลาดงานยุคดิจิทัล และร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

จุฬาราชมนตรี ประกาศแนวทาง ผู้นับถืออิสลาม ถวายอาลัยพระบรมศพ การแต่งกายไว้ทุกข์

จุฬาราชมนตรี ประกาศแนวทาง ผู้นับถืออิสลาม ถวายอาลัยพระบรมศพ การแต่งกายไว้ทุกข์

จุฬาราชมนตรี ประกาศแนวทาง ผู้นับถืออิสลาม ถวายอาลัยพระบรมศพ การแต่งกายไว้ทุกข์

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.02 น.

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 สำนักจุฬาราชมนตรี ได้ออกประกาศจุฬาราชมนตรี เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการถวายอาลัยและการแต่งกายไว้ทุกข์สำหรับผู้นับถือศาสนาอิสลามต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ลงนามโดย นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ความว่า

ตามที่ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต รัฐบาลจึงเห็นสมควรประกาศให้ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์ มีกำหนด 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไปนั้น

การสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชินีผู้ทรงงานหนักเพื่อปวงชนชาวไทย ผู้ทรงพระคุณอันใหญ่หลวงต่อศาสนาอิสลามและพสกนิกรมุสลิม ยังความโศกเศร้าโทมนัสอย่างยิ่งต่อพสกนิกรมุสลิม และเพื่อให้การถวายอาลัยเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

จุฬาราชมนตรี จึงขอแจ้งแนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชนชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามร่วมน้อมถวายอาลัย โดยให้อยู่ในอาการสำรวม และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรมุสลิม และการแต่งกายในช่วงไว้ทุกข์ ดังนี้

1. ข้าราชการทั้งชายและหญิง ให้แต่งเครื่องแบบปกติขาวหรือเครื่องแบบตามที่ราชการกำหนด เว้นแต่จะได้มีการยกเว้นหรือนุโลมเป็นอย่างอื่น

2. ประชาชนทั่วไป ให้แต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายโทนสีสุภาพไม่ฉูดฉาด

3. การเข้าถวายอาลัยพระบรมศพ ให้ผู้เข้าถวายอาลัยยืนตรงสงบนิ่ง หากจะก้มศีรษะคำนับ ก็สามารถกระทำได้ในกรอบลักษณะที่ไม่ถึงระดับรุกัวะ (การก้มศีรษะที่ลำตัวขนานกับพื้น) หรือในกรณีนั่ง ให้นั่งพับเพียบตัวตรงสงบนิ่ง

4. อ่านคำถวายอาลัยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อศาสนาอิสลาม และพสกนิกรมุสลิม ในเวลาก่อนละหมาดวันศุกร์

5. นำเสนอคุตบะห์วันศุกร์เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ด้านศาสนาอิสลาม

6. จัดกิจกรรม นิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ด้านศาสนาอิสลาม

7. เจริญรอยตามพระยุคลบาท สืบสานพระราชปณิธาน เพื่อให้นำมาซึ่งความสมบูรณ์พูนสุข และความเจริญรุ่งเรืองของราชอาณาจักรไทยสืบไป จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

ประกาศ ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2568

ศธ.ย้ำจัดได้อนุญาตเต็มที่’กิจกรรมเด็ก-วัฒนธรรม’ ขอความร่วมมือ’งด-ปรับ’งานรื่นเริง

ศธ.ย้ำจัดได้อนุญาตเต็มที่'กิจกรรมเด็ก-วัฒนธรรม' ขอความร่วมมือ'งด-ปรับ'งานรื่นเริง

ศธ.ย้ำจัดได้อนุญาตเต็มที่’กิจกรรมเด็ก-วัฒนธรรม’ ขอความร่วมมือ’งด-ปรับ’งานรื่นเริง

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.30 น.

เคลียร์ชัด! “รมว.นฤมล” เรียกถกผู้บริหาร ศธ. กำหนดแนวทางอาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง” ย้ำ จัดกิจกรรมของเด็ก งานศาสนา-ประเพณีได้ แต่ขอให้งดหรือปรับงานรื่นเริงให้เหมาะสมกับสถานการณ์

27 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2568 เพื่อพิจารณาแนวทางการปฏิบัติแสดงความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีผู้บริหารกระทรวงฯ เข้าร่วม อาทิ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ณ กระทรวงศึกษาธิการ

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล แถลงข่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันว่า กิจกรรมที่ประชาชนมีความห่วงใยและหวังดีกับเด็กนักเรียนนั้น สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการอยู่แล้ว โดยกิจกรรมที่อยู่ในหลักสูตร รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการของเด็ก หรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่เป็นประโยชน์ต่อตัวนักเรียน กระทรวงไม่ได้มีคำสั่งห้ามจัดหรือให้งดอย่างแน่นอน

ส่วนกิจกรรมที่เป็นไปตามประเพณีวัฒนธรรมของชนชาติ หรือศาสนาใด ก็ยังสามารถดำเนินกิจกรรมได้ตามปกติ จากนี้ผู้บริหารสูงสุดของแต่ละหน่วยราชการในสังกัด รวมถึงองค์กรในกำกับ จะไปทำความเข้าใจกับผู้บริหารในระดับถัดไปให้ตรงกัน ส่วนกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงนอกเหนือจากหลักสูตร ขอความร่วมมือให้งดหรือปรับรูปแบบการดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ข้อถกเถียงในสังคมเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ และวันอาทิตย์ก็มีพระราชพิธี จึงยังไม่ได้มีการประชุมภายในกระทรวง วันนี้จึงได้เรียกประชุมเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันทุกฝ่าย โดย ศธ.จะออกประกาศแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและรายละเอียดต่าง ๆ ไปยังแต่ละหน่วยราชการและองค์กรในกำกับ โดยยึดกรอบแนวทางปฏิบัติ 3 เรื่องหลัก คือ

1. กิจกรรมภายในหลักสูตร และกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่มีผลดีต่อพัฒนาการของเด็ก สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ไม่ห้ามและไม่งด

2. กิจกรรมที่เป็นไปตามประเพณีและวัฒนธรรม ของชนชาติหรือศาสนาใดก็ตาม สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ไม่ห้ามและไม่งด

3. กิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริง ที่อยู่นอกเหนือข้อ 1 และ 2 ให้แต่ละหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาว่าจะปรับรูปแบบอย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์

“ดิฉันขอให้ทุกท่านคลายความกังวล และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความห่วงใยต่อพัฒนาการของเยาวชน ในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ดิฉันให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาการเด็กเป็นอย่างมาก ซึ่งการดำเนินการของกระทรวงศึกษาธิการจะสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทยที่ได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ แล้ว” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

อาชีวะอยุธยาร่วมใจ! ยืนสงบนิ่งถวายอาลัย พร้อมเปิดทำริบบิ้นดำแจกฟรี

อาชีวะอยุธยาร่วมใจ! ยืนสงบนิ่งถวายอาลัย พร้อมเปิดทำริบบิ้นดำแจกฟรี

อาชีวะอยุธยาร่วมใจ! ยืนสงบนิ่งถวายอาลัย พร้อมเปิดทำริบบิ้นดำแจกฟรี

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.25 น.

อาชีวะอยุธยาร่วมใจ! นักศึกษา 1,000 คน ยืนสงบนิ่ง 93 วินาที ถวายอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ พร้อมเปิดทำริบบิ้นดำแจกฟรี

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 นางสาวมยุรี ศรีระบุตร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ได้นำคณะผู้บริหาร อาจารย์ และนักศึกษาจำนวน 1,000 คน ร่วมกิจกรรมเคารพธงชาติและถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ บริเวณลานหน้าเสาธงของวิทยาลัยฯ

ภายหลังการเคารพธงชาติ ผู้อำนวยการฯ ได้นำผู้ร่วมกิจกรรมยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 93 วินาที เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงตรากตรำพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

ในส่วนของการแสดงความอาลัยด้วยการปฏิบัติ วิทยาลัยสารพัดช่างพระนครศรีอยุธยา ได้ร่วมกับคณะกรรมการอาชีวศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และผู้บริหารของวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา จัดกิจกรรม อบรมการทำ “ริบบิ้นดำ” แสดงความไว้อาลัย เพื่อมอบให้กับประชาชนทั่วไปและหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการใช้แสดงความอาลัย

นายวีระพจน์ ปรีพูล ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา ได้เปิดห้องเรียนรวม เพื่อเป็นสถานที่จัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 27-31 ตุลาคม 2568 ในเวลา 09.00 น. – 15.00 น. และได้ เชิญชวนประชาชนผู้มีจิตอาสา ให้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อทำริบบิ้นสีดำแจกจ่ายให้กับประชาชน โดยสามารถติดต่อขอรับริบบิ้นดำได้ที่วิทยาลัยสารพัดช่างพระนครศรีอยุธยา

////-026

พสกนิกรทั่วสารทิศ เข้าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

พสกนิกรทั่วสารทิศ เข้าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย'สมเด็จพระพันปีหลวง'

พสกนิกรทั่วสารทิศ เข้าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.55 น.

พสกนิกรทั่วทุกสารทิศ-ทูตานุทูตถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์”สมเด็จพระพันปีหลวง”พร้อมลงนามถวายความอาลัย

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.00 น.ที่อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ศาลาสหทัยสมาคมฯ และเต็นท์สนามหญ้าข้างอาคารลูกขุนใน ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวัง ได้เปิดให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่าเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามถวายความอาลัย ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย โดยมี บุคคลสำคัญ คณะบุคคล คณะทูตต่างประเทศ ผู้นำศาสนา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยและด้วยความจงรักภักดี

อาทิ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ นางจิราภรณ์ ฉายแสง เอกอัคราชทูตโมร็อกโก ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูต คาซักสถาน ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตโอมาน ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตเม็กซิโก ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูต ชิลี ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตบรูไน ประจำประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ,คณะกรรมมาธิการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UNESCAP), คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตูนีเซีย, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฮอนดูรัส, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโอมาน, อุปทูตมาเลเซีย ประจำประเทศไทย, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโอมาน เป็นต้น

นางฐิติมา เกศเวช อายุ 60 ปี ชาวหนองแขม กรุงเทพฯ กล่าวว่า ตนเดินทางมาพร้อมน้องสาวและหลานๆ ตั้งใจมาถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยแด่พระองค์ท่าน เมื่อทราบข่าวว่าท่านสวรรคตก็รู้สึกเสียใจมาก น้ำตาไหล เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ท่านเป็นแม่ของแผ่นดิน เราเกิดมาก็เห็นท่านคู่กับในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้ว ท่านเสด็จฯไปทุกที่ถึงแม้จะเดินทางลำบาก ท่านนำความเจริญไปให้ พระองค์ท่านมีโครงการในพระราชดำริมากมาย ประทับใจทุกโครงการ ทั้งการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงหม่อนไหม โครงการเกี่ยวกับผ้าไหม ผ้าไทย ศูนย์ศิลปาชีพฯ โครงการปลูกป่า ท่านอยากให้ชาวบ้านมีอาชีพมีรายได้ ทุกวันนี้ก็สอนลูกหลานให้ศึกษาคำสอนและโครงการในพระราชดำริของพระองค์ท่าน เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

ด้าน นางละออศรี หุ่นจีน ณ ไพรี วัย 71 ปี กล่าวว่า เดินทางมาจากย่านทุ่งครุ ตั้งแต่เช้าตรู่ ซึ่งเมื่อวานนี้ (26 ต.ค.68) ได้เดินทางมาร่วมพิธีเชิญพระบรมศพที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยแล้ว จึงอยากมาร่วมลงนามถวายความอาลัยอีกครั้ง ถือเป็นความสูญเสียที่ไม่สามารถจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เพราะตลอดระยะเวลาหลายสิบปีพระองค์ทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิยหลากหลายด้านไว้อย่างมากมาย นับเป็นบุญของคนไทยที่ได้เกิดใต้ร่มพระบารมีของรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง รวมถึงรัชกาลที่ 10 ที่ทรงสืบสานพระราชปณิธาน ซึ่งตลอดชีวิตได้เห็นว่าพระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายทรงงานอย่างไม่หยุดพัก ถ้าไม่มีพระองค์ประชาชนก็จะไม่ได้อยู่ดีกินดีอย่างวันนี้ ได้มีความสุขบนผืนแผ่นดินไทย อยากบอกพระองค์ว่า ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป

ขณะที่ นางสาวศุภนิตย์ เพ็ชร์ช่วย กล่าวว่า ตนเองเป็นมัคคุเทศน์คอยนำเข้าการเข้าชมพระบรมมหาราชวัง และสถานที่สำคัญรอบเกาะรัตนโกสินทร์ จึงทราบประวัติศาสตร์ของชาติ ตลอดจนพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ตลอดจนพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเฉพาะการอนุรักษ์ผ้าไทย พระองค์พระราชทานอะไรมากมายให้คนไทย ทรงงานหนักมากกว่าคนธรรมดาทั่วไป เมื่อทราบข่าวสวรรคตได้แต่ร้องไห้ เหมือนขาดอะไรในชีวิต เราสูญเสียในหลวงรัชกาลที่ 9ไปแล้ว และยังมาเสียแม่ของแผ่นดินไปอีก แม้ตนเองจะอายุมากแล้ว แต่เมื่อเห็นพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านแย้มพระสรวลเปี่ยมด้วยพระเมตตา ท่านให้กำลังใจคนไทยเสมอ นับเป็นภาพที่ตราตรึงหัวใจชาวไทย ทำให้ย้อนถึงภาพความทรงจำ ณ ขณะพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ต่างๆของประเทศไทย จึงอยากมาแสดงความอาลัยด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้า พระฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคมฯ ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.00 น.พร้อมจัดสมุดหลวงลงนามถวายความอาลัยไว้ ณ ที่นั้นด้วย และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนได้เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน ทุกวัน เวลา 09.00 – 21.00 น.เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน 2568 และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ราชสกุล คณะองคมนตรี คณะรัฐบาล คณะบุคคล ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระระราชกุศลครบ 100 วัน

– 006

‘ศาลยุติธรรม’สานต่อ’โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน’เปิดรับสมัครรุ่นที่ 10

'ศาลยุติธรรม'สานต่อ'โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน'เปิดรับสมัครรุ่นที่ 10

‘ศาลยุติธรรม’สานต่อ’โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน’เปิดรับสมัครรุ่นที่ 10

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.23 น.

“ศาลยุติธรรม”สานต่อ”โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน”เปิดรับสมัครรุ่นที่ 10 มุ่งเสริม”วัคซีนทางปัญญา” สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เยาวชนชายแดนใต้ นำความรู้พัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า จังหวัดชายแดนใต้ เป็นพื้นที่ที่เผชิญกับปัญหาความขัดแย่งทางสังคมและเหตุความไม่สงบที่ยืดเยื้อ ผลักดันให้เด็กและเยาวชนจำนวนมากตกอยู่ในสถานะที่เปราะบาง อาจถูกดึงดูดเข้าสู่วงจรแห่งความรุนแรงหรือถูกชักจูงไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในพื้นที่ไม่เพียงแต่เป็นต้นตอของความขัดแย้งเท่านั้น แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิต การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการพึ่งพาแต่เพียงการใช้กำลังหรือมาตรการด้านความมั่นคง แต่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชนผ่านการให้ความรู้ เสริมสร้างรากฐานความเข้มแข็งทางสังคม เพื่อนำพาพื้นที่ชายแดนใต้ก้าวข้ามผ่านความขัดแย้ง

“นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา จึงได้มีดำริให้สานต่อ “โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน (Belia Thai Sejiwa Sehati) รุ่นที่ 10” โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกา “คุณธรรมนำทาง สร้างศรัทธา พัฒนาคุณภาพ” โครงการดังกล่าวฯ เป็นอีกหนึ่งในโครงการสำคัญของศาลยุติธรรม ที่มุ่งเน้นการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีงามให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุุ้มกันในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสริมสร้างจิตสำนึก คุณธรรม จริยธรรม ความรู้ด้านกฎหมาย สิทธิและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน รวมถึงกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีของศาลเบื้องต้น “การให้ความรู้เชิงป้องกันนี้มีเป้าหมายสำคัญคือ การช่วยป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนกระทำความผิดโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นการช่วยเหลือและแนะแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่เหมาะสม ให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เหล่านี้ สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีคุณภาพในสังคม นำความรู้ที่ได้กลับไปพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตน” นายธีรทัย กล่าว

สำนักงานศาลยุติธรรม โดยกองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ ขอเชิญชวนน้องๆ อายุระหว่าง 15 – 18 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ในสถาบันการศึกษา ซึ่งมีที่ตั้งในจังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ จ.ปัตตานี , จ.ยะลา , จ.นราธิวาส และ 4 อำเภอ ของ จ.สงขลา ได้แก่ อ.จะนะ , อ.นาทวี , อ.เทพา และ อ.สะบ้าย้อย หรือมีภูมิลำเนาในพื้นที่ดังกล่าว สมัครเข้าร่วมโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน รุ่นที่ 10 โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ กองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลยุติธรรม https://iprd.coj.go.th และเฟซบุ๊ก เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน https://www.facebook.com/BeliaThaiSejiwaSehati

ด้าน นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา และโฆษกศาลยุติธรรม ประธานคณะทำงานดำเนินการโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวฯ ได้เริ่มดำเนินการครั้งแรกรุ่นที่ 1 ในปี พ.ศ.2555 เว้นช่วงสถานการณ์โควิด-19 ปัจจุบันได้ก้าวสู่รุ่นที่ 10 แล้ว ซึ่งหลักสูตรเน้นทั้งวิชาการและกิจกรรมจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ครอบคลุมกฎหมายหลากหลายด้าน อาทิ ความรู้เกี่ยวกับศาลยุติธรรม หลักกฎหมายทั่วไป กฎหมายสำหรับเด็กและเยาวชน การไกล่เกลี่ย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กฎหมายอาญาและการคุุ้มครองสิทธิเสรีภาพ กฎหมายลิขสิทธิ์ กฎหมายแพ่ง และกฎหมายอิสลาม รวมถึงการแนะแนวทางอาชีพนักกฎหมาย นอกจากนี้ เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการยังได้มีโอกาสเดินทางไปทัศนศึกษา ณ สถานที่สำคัญ เช่น ศาลฎีกา ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ดีในชีวิตของพวกเขาอีกด้วย

“ประธานศาลฎีกาได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ของโครงการนี้ ที่เยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับโดยพิจารณาจากความสำเร็จของรุ่นที่ผ่านมา จึงดำริให้สานต่อโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน โดยมุ่งเสริมวัคซีนทางปัญญาให้แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ วัคซีนนี้มิใช่เพื่อป้องกันโรคทางกาย แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดและจิตใจที่แข็งแกร่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตเป็นผู้นำทางสังคมที่มีความพร้อมและสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ รวมถึงแรงบันดาลใจที่ได้รับ กลับไปสร้างเครือข่ายพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเอง” นายสุริยัณห์ กล่าว

ทั้งนี้ โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน ตั้งแต่รุ่นที่ 1 ถึงรุ่นที่ 9 มีเยาวชนผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 1,207 คน ขณะที่มีเยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้แสดงความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการมากกว่า 4,812 คน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จและการตอบรับที่ดี สำนักงานศาลยุติธรรมจึงหวังว่าการจัดโครงการในปีนี้จะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมเช่นที่ผ่านมา

– 006

นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา และโฆษกศาลยุติธรรม ประธานคณะทำงานดำเนินการโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา และโฆษกศาลยุติธรรม ประธานคณะทำงานดำเนินการโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน