บอร์ด ก.ค.ศ. เคาะเกณฑ์‘ครูขอย้าย’ใหม่ จาก 4 เหลือ 2 ปีขอย้ายได้ ยื่นได้ 2 ครั้งต่อปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669434

บอร์ด ก.ค.ศ. เคาะเกณฑ์‘ครูขอย้าย’ใหม่ จาก 4 เหลือ 2 ปีขอย้ายได้ ยื่นได้ 2 ครั้งต่อปี

วันพุธ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 12.55 น.

บอร์ด ก.ค.ศ. เคาะเกณฑ์‘ครูขอย้าย’ใหม่ จาก 4 เหลือ 2 ปีขอย้ายได้ ยื่นได้ 2 ครั้งต่อปี

27 กรกฎาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายเป็นประธานประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 7/2565 ว่า ที่ประชุม เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัด ศธ. โดยสรุปสาระสำคัญ คือ กำหนดให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ ไปใช้ย้ายครูกับทุกส่วนราชการในสังกัด ศธ. กำหนดการย้ายเป็น 3 กรณี ได้แก่ การย้ายกรณีปกติ การย้ายกรณีพิเศษ และการย้ายเพื่อประโยชน์ของทางราชการ  

+ สำหรับการย้ายกรณีปกติ คุณสมบัติของผู้ขอย้าย โดยผู้ที่ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วย เมื่อพ้นการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มและได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งครูแล้ว สามารถยื่นคำร้องขอย้ายได้เลย โดยไม่ต้องรอถึง 4 ปี เพราะได้ปฏิบัติงานในหน้าที่ความรับผิดชอบในการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาปัจจุบันติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 24 เดือน นับถึงวันสุดท้ายที่กำหนดให้ยื่นคำร้องขอย้าย โดยสามารถนำระยะเวลาที่เตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มในสถานศึกษานั้น ไม่น้อยกว่า 24 เดือนมาใช้ได้

ทั้งนี้ ให้ยื่นคำร้องได้ 2 ครั้ง  คือ ครั้งที่ 1 ยื่นคำร้องในเดือนมกราคม  ให้ใช้พิจารณาย้ายระหว่างวันที่  15 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน และครั้งที่ 2 ยื่นคำร้องเดือนกรกฎาคม ให้ใช้พิจารณาย้ายระหว่างวันที่ 1 กันยายน – 31 ตุลาคม  โดย องค์ประกอบการพิจารณาย้าย ปรับให้สอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งฯ ว 3/2564

+ การย้ายกรณีพิเศษ เพิ่มเติมรายละเอียดเหตุของการย้ายให้ชัดเจนขึ้น และกำหนดให้ผู้ขอย้ายระบุอำเภอในจังหวัดที่ประสงค์จะขอย้ายไปดำรงตำแหน่ง  เพื่อให้ผู้ขอย้ายได้รับการช่วยเหลือโดยเร็ว โดยให้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่รับย้าย เป็นผู้พิจารณาสถานศึกษาให้ไปดำรงตำแหน่ง  และต้องดำเนินการนำเสนอ คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) พิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ภายใน 45 วัน 

+ กรณีการย้ายกรณีเพื่อประโยชน์ของทางราชการ กำหนดเหมือนเดิม เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการฯเดิมได้กระจายอำนาจให้ สพท. หรือส่วนราชการอื่นเป็นผู้พิจารณาย้ายได้ตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการ ในกรณีการย้ายเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา การย้ายเพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการในสถานศึกษา และการย้ายเพื่อเกลี่ยอัตรากำลังของสถานศึกษา

ทั้งนี้ ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.3/ว 8 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 ที่ ศธ 0206.4/ว 24 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2559 และที่ ศธ 0206.4/ว 32 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 ด้วย

“การปรับหลักเกณฑ์การขอย้ายครั้งนี้ เพราะต้องการให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน รวมถึงองค์ประกอบเพื่อใช้พิจารณาการย้ายกรณีปกติ ยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งที่กำหนดขึ้นใหม่ตาม ว 3/2564  ซึ่งเดิมหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ กำหนดให้ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วย 2 ปี และดำรงตำแหน่งครูอีก 2 ปี รวมเวลา 4 ปี ถึงจะยื่นคำร้องขอย้ายได้  ทำให้ข้าราชการครูฯที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งในสถานศึกษาที่อยู่ห่างไกลภูมิลำเนาต้องรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น และขาดขวัญกำลังใจในการทำงาน  ดังนั้น การปรับเกณฑ์การขอย้ายครั้งนี้ ทำให้ครูได้ย้ายกลับมาอยู่ภูมิลำเนาเดิม ได้กลับมาอยู่กับครอบครัว เชื่อว่าจะทำให้ครูมีขวัญกำลังใจในการทำงานมากขึ้น และเพื่อให้การพัฒนาการศึกษามีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น” น.ส.ตรีนุช กล่าว

สปน.เร่งทยอยจัดเข็มที่ระลึกวันแม่ 90 พรรษา หลังปชช.สั่งจองกว่า 6.2 หมื่นเข็ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669422

สปน.เร่งทยอยจัดเข็มที่ระลึกวันแม่ 90 พรรษา หลังปชช.สั่งจองกว่า 6.2 หมื่นเข็ม

วันพุธ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 11.47 น.

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้เห็นชอบให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ดำเนินการจัดทำเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 เพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปสำหรับใช้ประดับในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา และในโอกาสสำคัญตามวาระอันสมควร โดยเปิดให้สั่งจองผ่านระบบร้านค้าออนไลน์ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมานั้น ปัจจุบันประชาชนมีความต้องการและสั่งจองทางไปรษณีย์เป็นจำนวนมาก โดยยอดการสั่งจอง ณ วันที่ 18 กรกฎาคม 2565 มีจำนวนมากกว่า 62,006 เข็ม จึงทำให้การจัดส่งล่าช้าเกินกำหนด

นายธีรภัทร กล่าวต่อว่า สำนักงานปลัดสำนักจึงได้มีการเร่งติดตามการผลิตและจะทยอยนำส่งเข็มที่ระลึกฯ ตามลำดับการสั่งจองโดยเร็วที่สุด จึงขออภัยอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้และขอขอบคุณ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ที่ให้ความอนุเคราะห์ในการรับจองผ่านระบบออนไลน์ และดำเนินการจัดส่งเข็มที่ระลึกฯ ในครั้งนี้

ไปรษณีย์ไทยจัดทำแสตมป์เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา’พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669419

ไปรษณีย์ไทยจัดทำแสตมป์เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา'พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว'

วันพุธ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 11.43 น.

ไปรษณีย์ไทยจัดทำแสตมป์เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เริ่มจำหน่ายพร้อมกัน  28 กรกฎาคมนี้ ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จัดทำแสตมป์เฉลิมพระเกียรติชุด “วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ที่ฉายคู่กับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี มาพิมพ์บนดวงแสตมป์พร้อมเทคนิคพิมพ์ฟอยล์ทอง ออกจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 28 กรกฎาคม 2565 นี้

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 70 พรรษา ไปรษณีย์ไทยจึงได้จัดทำแสตมป์ที่ระลึกชุด “วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” โดยอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ที่ฉายคู่กับสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และตราสัญลักษณ์พระปรมาภิไธยย่อ ว.ป.ร. มาจัดพิมพ์บนดวงแสตมป์ ด้วยเทคนิคพิมพ์ฟอยล์ทองบริเวณตัวเลขราคา เพื่อเพิ่มความงดงาม จำหน่ายราคาดวงละ 10 บาท (เต็มแผ่น 10 ดวง) สำหรับซองวันแรกจำหน่ายเป็นภาพดอกรวงผึ้ง ดอกไม้ประจำรัชกาลที่ 10 ที่นักออกแบบนำมาประยุกต์เป็นลายไทย พร้อมพิมพ์ฟอยล์ทอง ราคาซองละ 20 บาท ออกจำหน่าย 28 กรกฎาคมนี้ ที่ไปรษณีย์ทั่วประเทศ และทางออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ www.thailandpostmart.com” สอบถามเพิ่มเติมที่ฝ่ายบริหารลูกค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์บริการไปรษณีย์  โทร 0 2573 5480, 0 2573 5463

– 006

ศธ.ทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา’ในหลวง ร.10′

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669399

ศธ.ทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา'ในหลวง ร.10'

วันพุธ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 09.52 น.

“ตรีนุช”พร้อม รมช.ศธ. ผู้บริหาร ข้าราชการ บุคลากร ทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา”ในหลวง ร.10”

เมื่อเวลา 07.25 น.วันที่ 27 กรกฎาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2565 ณ บริเวณสนามหญ้ากระทรวงศึกษาธิการ โดยมี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศธ.พร้อมคณะผู้บริหาร ข้าราชการ บุคลากร เข้าร่วมในพิธี

ประธานพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และเปิดกรวยกระทงดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระสงฆ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ประธานพิธีถวายผ้าไตร รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ คณะผู้บริหาร ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ 10 รูป ที่เจริญพระพุทธมนต์ จากนั้น ประธานพิธี พร้อมด้วย รมช.ศธ. คณะผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา ร่วมตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 71 รูป เสร็จสินพิธี

ต่อจากนั้น น.ส.ตรีนุช พร้อมด้วย คุณหญิงกัลยา นางกนกวรรณ และคณะผู้บริหาร ข้าราชการ บุคลากร ร่วมถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและเป็นพลังของแผ่นดิน พร้อมลงนามถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2565 ณ เวทีสนามหญ้ากระทรวงศึกษาธิการ

และในเวลา 08.45 น.ส.ตรีนุช เป็นประธานพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามของลูกเสือ เนตรนารี สมาชิกยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ และผู้บังคับบัญชา เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2565 บริเวณสนามหญ้าหน้าอาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

– 006

‘อนุชา’ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ ถวายในหลวง’ร.10’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669397

'อนุชา'ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ ถวายในหลวง'ร.10'

วันพุธ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 09.44 น.

“อนุชา”ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ ถวายในหลวง”ร.10” ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ชวนประชาชนร่วมทำความดี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

วานนี้ (26 กรกฎาคม 2565) เวลา 17.00 น. ณ พระอุโบสถ วัดสระเกศ ราชวรวิหาร เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์หนกลาง นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานฝ่ายฆราวาส นำคณะประกอบด้วย นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นายชนะศักดิ์ อัตถาวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประชาชนทุกภาคส่วน ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ ถวายพระพรชัยมงคล แด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 70 พรรษา 28 กรกฎาคม 2565

นวัคคหายุสมธัมม์ (อ่านว่า นะ-วัก-คะ-หา-ยุ-สะ-มะ-ทำ) แปลว่า ธรรมที่เสมอด้วยอายุแห่งการกำหนดด้วยองค์เก้าหรือธรรมเป็นเครื่องเสมออายุด้วยนพเคราะห์ เป็นพระนิพนธ์ของเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทว) สมเด็จพระสังฆราช ที่รวบรวมพระธรรมต่างๆ ในหลายพระสูตร อันมีข้อธรรมเท่าจำนวนเกณฑ์กำลังเทวดานพเคราะห์ตามหลักโหราศาสตร์ไทย ใช้เจริญพระพุทธมนต์ในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา มุ่งให้นำธรรมะอันเป็นเนื้อหาในบทสวดมนต์เป็นข้อประพฤติปฏิบัติเพื่อกำจัดเคราะห์และเสริมมงคล ด้วยการประพฤติปฏิบัติ

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2565 ซึ่งเป็นวันสำคัญที่ปวงชนชาวไทยได้มีโอกาสร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ในนามของพุทธศาสนิกชน การได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมต์นวัคคหายุสมธัมม์ ถือเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมถวายพระพรชัยมงคล ให้พระองค์ท่านทรงเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย พระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ ทรงพระเกษมสำราญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงสถิตเป็นมิ่งขวัญแก่พสกนิกรชาวไทยสืบไป โอกาสนี้ จึงขอเชิญชวนประชาชนชาวไทย ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน โดยร่วมทำความดีและปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือ นอกจากเป็นการถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่านแล้ว ยังเป็นแบบอย่างที่ดีแด่ชนรุ่นหลัง ให้มีความกตัญญูและเคารพรักสถาบันหลักของชาติ คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยมาช้านาน

‘สังคมครัวเรือนไร้บุตรหลาน’ เรื่องน่ากังวล‘โครงสร้างประชากรไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669263

‘สังคมครัวเรือนไร้บุตรหลาน’  เรื่องน่ากังวล‘โครงสร้างประชากรไทย’

วันพุธ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.15 น.

หมายเหตุ : รายงานฉบับนี้เป็นการสรุปย่อจากบทความ “อนาคตประชากรไทย : ในวันที่การตายมากกว่า การเกิด” เพื่อให้พอดีกับพื้นที่ของหนังสือพิมพ์ ซึ่งบทความดังกล่าวเขียนโดย ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน นักวิชาการอิสระอดีตอาจารย์วิทยาลัยประชากรศาสตร์จุฬาฯและสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ฯ,ผศ.ดร.ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการเงิน สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ฯ และ ศ.ดร.พัชราวลัย วงศ์บุญสิน นักวิชาการอิสระ อดีตอาจารย์วิทยาลัยประชากรศาสตร์จุฬาฯ เผยแพร่โดย สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin)

สำหรับประเทศไทย หลายภาคส่วนได้เริ่มตระหนักและเห็นความสำคัญของการก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงอายุ” เนื่องจากเกรงว่า “อัตราภาวะเจริญพันธุ์ (Total Fertility Rate: TFR) ของไทยที่กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว จะไม่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ” โดยในปี 2564 ประเทศไทยมีการตายมากกว่าการเกิดเป็นครั้งแรก อ้างอิงสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง นับจากเดือน ม.ค.-ธ.ค. 2564 มีการตายมากกว่าการเกิด 19,080 คน ในขณะที่ปี 2563 ยังมีการเกิดมากกว่าการตายอยู่ถึง 85,930 คน

“หากมองย้อนไปในอดีตในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 (ปี 2504-2509) และแผนฯ 2 ปี 2510-2514) พบว่าอัตราภาวะเจริญพันธุ์ของประเทศไทยเคยอยู่ที่ร้อยละ 6” หรือแต่ละครอบครัวเคยมีบุตรประมาณ 6 คนโดยเฉลี่ย “โดยในขณะนั้นมีการมองว่า อัตราภาวะเจริญพันธุ์ในระดับสูง เป็นการถ่วงโอกาสการพัฒนาของประเทศ” รัฐบาลจึงได้เริ่มกำหนดนโยบายลดอัตราการเพิ่มประชากรไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 (ปี 2515-2519) โดยมุ่งดำเนินการลดอัตราการเพิ่มประชากรอย่างต่อเนื่องจนถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 (ปี 2535-2539)

นอกจากนี้ “ปัจจัยทางสังคมและทางเศรษฐกิจอื่นๆ อาทิ การเพิ่มขึ้นของอัตราการมีส่วนร่วมในกําลังแรงงานของสตรี (female labor force participation) มีส่วนสำคัญที่ทำให้อัตราภาวะเจริญพันธุ์ลดลงอย่างต่อเนื่อง” ประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงนโยบายทางประชากรในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 (ปี 2545-2549) โดยกำหนดนโยบายที่เน้นการกระจายตัวประชากรและการตั้งถิ่นฐานชุมชนเมือง-ชนบทที่เติบโตอย่างเหมาะสม

“และในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 (ปี 2550-2554) มุ่งรักษาระดับของอัตราภาวะเจริญพันธุ์ไม่ให้ต่ำกว่า 1.8” โดยในแผนพัฒนาฯ ฉบับต่อๆ ไปก็ยังคงมุ่งเน้นรักษาระดับอัตราภาวะเจริญพันธุ์ไม่ให้อยู่ในระดับต่ำ “อย่างไรก็ดี การรักษาระดับอัตราภาวะเจริญพันธุ์ไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้โดยง่าย โดยในปี 2553 อัตราภาวะเจริญพันธุ์ของประเทศลดลงเหลือ 1.6 ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทน (Replacement Level)” และยังคงลดลงเรื่อยมา

โดยตัวเลขจากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย ปี 2562 ที่ดำเนินการโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ร่วมมือกับองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ประเทศไทย พบอัตราภาวะเจริญพันธุ์ลดลงเหลือ 1.44 ในขณะที่สถิติสาธารณสุข ปี 2562 พบอัตราภาวะเจริญพันธุ์อยู่ที่ระดับ 1.29 การลดลงของภาวะเจริญพันธุ์อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง และ “การก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุ เป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในระดับประเทศ” โดยประเด็นเหล่านี้ได้ถูกบรรจุให้เป็น “วาระแห่งชาติ”โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในหลายๆประเด็น

อย่างไรก็ดี ความท้าทายอีกมุมหนึ่งของการก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุที่จะมีความสำคัญอย่างมากในอนาคต แต่ยังไม่ได้รับความสนใจและยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้องจากประชาชนและภาคส่วนต่างๆ คือการก้าวเข้าสู่ “สังคมไร้บุตรหลาน” จากข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานฃองประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2549-2561 พบว่า โครงสร้างของครัวเรือนที่ “ไร้บุตรหลาน” มีสัดส่วนที่สูงขึ้น โดยในปี 2561 นั้นมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 37.4 ของครัวเรือนทั้งหมด (เพิ่มจากร้อยละ 26.1 ในปี 2549) ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโต (growth rate) ที่สูงถึงร้อยละ 43.3

โครงสร้างของครัวเรือนที่ไร้บุตรหลาน ประกอบด้วยครอบครัว DINK (Double Income No Kids) หรือ ครอบครัวที่สามีและภรรยาไม่มีบุตร และครอบครัว SINK (Single Income No Kids) หรือ ครอบครัวที่ผู้ชายหรือผู้หญิงอยู่คนเดียวและไม่มีบุตร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง ครอบครัว DINK กับ ครอบครัว SINK พบว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่าน ครอบครัว SINK มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นมากกว่าอย่างชัดเจน และหากคิดเป็นจำนวนจะพบว่า “ประชากรไทยในปัจจุบันกว่า 21 ล้านครัวเรือน เป็นครัวเรือนไร้บุตรหลาน” และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

สาเหตุหลักของการเกิดสังคมไร้บุตรหลานนั้นเกิดจากการที่สังคมไทยมีแนวโน้มการมีบุตรในจำนวนที่ลดลงเป็นอย่างมาก ซึ่งสามารถเห็นได้จากการลดลงของอัตราภาวะเจริญพันธุ์ หรือจำนวนบุตรเฉลี่ยต่อสตรีหนึ่งคนตามที่กล่าวแล้วข้างต้น สาเหตุหลักของการลดลงของอัตราภาวะเจริญพันธุ์นั้นมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและค่านิยมทางสังคม อาทิ การมีงานทำของสตรีที่มีจำนวนและอัตราที่สูงขึ้น อายุแรกสมรสของคู่สมรสที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การที่สตรีไทยมีบุตรคนแรกในวัยที่สูงกว่าในอดีต แนวโน้มของการเป็นโสดที่เพิ่มมากขึ้น

และ แนวโน้มการหย่าร้างที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่ง “แนวโน้มเหล่านี้เป็นผลจากค่านิยมและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป”โดยผู้คนในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการมีความพร้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของตนเองเป็นลำดับต้นในการบรรลุ
เป้าหมายของชีวิต ซี่งจะเห็นได้จากแบบแผนการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคมที่เน้นเลือกที่จะทำงานสร้างรายได้ก่อนที่จะแต่งงาน และเลือกที่จะมีบ้าน มีรถ เครื่องอำนวยความสะดวกภายในบ้านก่อนที่จะมีบุตร หรือเลือกที่จะเป็นโสดมากขึ้นเพื่อบรรลุเป้าหมายของชีวิตด้วยตนเองและไม่ต้องมีภาระที่จะต้องรับผิดชอบอีกชีวิตหนึ่ง

“หากอ้างอิงข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2549-2561 พบว่าจำนวนครัวเรือนผู้สูงอายุที่ไร้บุตรหลานมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก โดยในปี 2561 จำนวนครัวเรือน DINK และครัวเรือน SINK ที่เป็นผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) มีจำนวนมากกว่า 4 ล้านครัวเรือน” ซึ่งเมื่อดูผลการศึกษาในต่างประเทศ จะพบความแตกต่างระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา กล่าวคือ

“หากเป็นงานวิจัยที่ทำขึ้นในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว มักจะพบว่าก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยที่ไร้บุตรหลานนั้นไม่มีผลกระทบเชิงลบต่อผู้สูงอายุทั้งในด้านการเงินและด้านสุขภาวะทางจิต” เช่น สหรัฐอเมริกา พบว่าผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกจะมีทรัพย์สินโดยเฉลี่ยมากกว่าผู้สูงอายุที่มีลูกด้วยซ้ำ นอกจากนี้แล้วผู้สูงอายุที่ไม่มีบุตร ไม่จำเป็นต้องเก็บเงินไว้สำหรับมรดกของบุตรหลานจึงสามารถใช้จ่ายเงินในวัยเกษียณได้มากกว่า อีกทั้งที่พบว่าการไม่มีลูกหลานไม่มีผลกระทบเชิงลบต่อผู้สูงอายุในด้านการเงิน ในด้านสุขภาวะทางจิต และ การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

“แต่งานวิจัยที่ทำขึ้นในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนานั้นกลับให้ผลน่าเป็นห่วง” เช่น ที่ประเทศจีน พบว่า ผู้สูงอายุที่ไม่มีบุตรจะมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าได้มากกว่า และรู้สึกไม่มีความสุขกับชีวิตในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่มีบุตรและรายได้น้อย สาเหตุหลักของความทุกข์เกิดมาจากการไม่ได้รับการดูแลทางการเงินจากบุตรที่ตนเองไม่มี การได้รับการดูแลทางการเงินจากบุตรเป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุชาวจีนคาดหวังตามแบบวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของพวกเขา เช่นเดียวกับประเทศไทยที่พบว่า ผู้สูงอายุที่ไม่มีบุตรจะมีสุขภาวะทางจิตที่แย่กว่าและมีโอกาสเกิดโรคซึมเศร้าได้สูง

“ผลกระทบจากการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยที่ไร้บุตรหลานนั้นอาจจะน่ากลัวกว่าที่เราคิดไว้ด้วยซ้ำ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่มีโอกาสส่งผลกระทบเชิงลบในวงกว้างและมีความรุนแรงมากกว่าสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา อย่างเช่น ประเทศไทย เหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะประเทศที่พัฒนาแล้วมีรายได้โดยเฉลี่ยที่สูงกว่า และมีสวัสดิการทางสังคมที่ค่อนข้างดีกว่ามาก อย่างที่เรามักจะกล่าวกันว่าประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นรวยก่อนสูงวัย แต่ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเราสูงวัยก่อนรวย”

สำหรับอนาคตประชากรไทยผู้เขียนได้คาดประมาณแนวโน้มประชากรไทยเป็นสามแนวโน้ม) ดังต่อไปนี้1.แปรผันปานกลาง (Medium Variant) แนวโน้มภาวะเจริญพันธุ์ช่วงปี 2553-2558 ถึงช่วงปี 2583-2588 ใช้ค่าจากการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย ปี 2553-2583 (ฉบับปรับปรุง) ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

2.แปรผันสูง (High Variant) ปรับแนวโน้มภาวะเจริญพันธุ์ให้ลดลงกว่าแนวโน้มภาวะเจริญพันธุ์สำหรับการแปรผันปานกลาง โดยในช่วงปี พ.ศ. 2558-2563 พบว่าค่าภาวะเจริญพันธุ์มีความใกล้เคียงกับข้อมูลจากสถิติสาธารณสุข ปี 2562 ที่พบอัตราเจริญพันธุ์อยู่ที่ 1.29 และ 3.แปรผันต่ำ (Low Variant) โดยภาวะเจริญพันธุ์ใน 4 ช่วงปีแรกถูกตั้งค่าเหมือนกลุ่มแปรผันปานกลาง อย่างไรก็ตามตั้งแต่ช่วงปี 2558-2563 จนถึงช่วงปี 2593-2598 ตั้งค่าภาวะเจริญพันธุ์อยู่ที่ 1.6 โดยเป็นระดับภาวะเจริญพันธุ์เดียวกับประเทศสวีเดน

จากสมมุติฐานข้างต้น พบว่าประชากรไทยจะเริ่มลดลงราวปี 2566 ปี 2573 และปี 2578 สำหรับสมมุติฐานการแปรผันสูง ปานกลาง และต่ำ โดยในกรณีแปรผันสูงซึ่งภาวะเจริญพันธุ์อยู่ในระดับที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ประชากรในประเทศไทยมีประมาณ 65.4 ล้านคนในปี 2568 โดยจะลดลงต่อไปเป็นประมาณ 62 ล้านคนในปี 2588 และเหลือเพียง 55.9 ล้านคนในปี 2598 ซึ่งเป็นการลดลงเกือบ 10 ล้านคน

“สำหรับประเด็นการลดลงของอัตราภาวะเจริญพันธุ์ของไทยที่ต่ำกว่าระดับทดแทนในปัจจุบันนั้น จากประสบการณ์ของประเทศที่มีอัตราเจริญพันธุ์ต่ำกว่าระดับทดแทนมาก่อนประเทศไทย พบว่ายังไม่มีประเทศใดสามารถทำให้อัตราภาวะเจริญพันธุ์เพิ่มสูงขึ้นได้ภายในระยะเวลา 10-20 ปีเนื่องจากความไม่สอดคล้องกันระหว่างบริบททางเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลต่อภาวะการมีบุตรในจำนวนที่ต่ำกว่าความปรารถนา

โดยประเด็นที่สำคัญที่ต้องแก้ไขคือการปรับทัศนคติว่าการมีบุตรไม่ใช่เรื่องของแต่ละครอบครัว แต่เป็นเรื่องของสังคมด้วย เนื่องจากบุตรของแต่ละครอบครัวจะเป็นทุนมนุษย์ที่สำคัญของสังคมต่อไปในอนาคต และทุนมนุษย์นี้จะกลายเป็นทุนทางสังคมและเป็นฐานพลังทางเศรษฐกิจที่จะรองรับสัดส่วนประชากรสูงวัยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว”

แต่ทว่า การปรับทัศนคติดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลามาก ดังเช่นประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย อาทิ ประเทศสวีเดน ซึ่งอัตราภาวะเจริญพันธุ์เพิ่มขึ้นจาก 1.52 ในปี 2542 มาเป็น 1.57 ในปี 2544 และ 1.67 ในปี 2548 โดยแต่ละครอบครัวเน้นที่จะมีบุตรให้สามารถทดแทนประชากรรุ่น (Generation) ก่อนหน้าตน เนื่องจากได้เล็งเห็นปัญหาของหลายประเทศที่ครอบครัวมีบุตรน้อยลงจนต้องพึ่งแรงงานย้ายถิ่นจากต่างแดน

ทำให้ประเทศที่พึ่งแรงงานย้ายถิ่นจากต่างแดนมักเป็นสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ (Heterogeneous Society) เกินกว่าความต้องการ นอกจากนี้ ประเทศสังคมผู้สูงอายุหลายประเทศ รวมถึงประเทศในแถบเอเชีย เช่น ประเทศสิงคโปร์ มีแนวโน้มในการให้ความสำคัญลดลงต่อการนำเข้าแรงงานย้ายถิ่น โดยให้ความสำคัญกับปริมาณและคุณภาพของคนในชาติ เป็นหลัก

โดยสรุปแล้ว “เป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และจำเป็นต้องยอมรับว่า สังคมไทยกำลังเปลี่ยนจากสังคมปู่ย่าตายาย หรือสังคมพ่อแม่ลูก ไปสู่สังคมไร้บุตรหลานอย่างรวดเร็ว” ดังนั้นทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และ ประชาชนคนไทยทุกคนจะต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยไร้บุตรหลานอย่างเร่งด่วน โดยผู้สูงวัยในอนาคตจะไม่สามารถอาศัยการดูแลของครอบครัว แต่ต้องอาศัยการวางแผนเพื่อดูแลตัวเอง ส่วนภาครัฐเองก็จำเป็นต้องเป็นที่พึ่ง(สุดท้าย) ที่สำคัญสำหรับผู้สูงอายุไทยในอนาคต

นอกจากนี้แล้ว การมีกลุ่มเพื่อนฝูงในวัยใกล้เคียงกันคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็น่าจะมีส่วนสำคัญในการลดปัญหาการเข้าสู่สังคมสูงวัยไร้บุตรหลานได้!!!

ครั้งแรกในรอบ10ปี!นักเรียนเฮ‘ครม.’ไฟเขียวเพิ่มเงินรายหัว งบผูกพัน 4 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669255

ครั้งแรกในรอบ10ปี!นักเรียนเฮ‘ครม.’ไฟเขียวเพิ่มเงินรายหัว งบผูกพัน 4 ปี

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 15.42 น.

ครม.เห็นชอบหลักการการปรับอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวสำหรับผู้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในลักษณะงบประมาณผูกพันต่อเนื่อง 4 ปี หลังไม่ได้ปรับมากกว่า 10 ปี

26 กรกฎาคม 2565 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหลักการการปรับอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวสำหรับผู้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในลักษณะงบประมาณผูกพันต่อเนื่อง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2566-2569 ครอบคลุมการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ของสถานศึกษารัฐและเอกชน การจัดการศึกษาโดยครอบครัวและสถานประกอบการ

สำหรับกรอบวงเงินงบประมาณในแต่ละปีมีรายละเอียดดังนี้ ในปีที่ 1 ปี 2566 งบประมาณ 48,741.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 2,259.22 ล้านบาท , ปีที่ 2 ปี 2567 งบประมาณ 50,399.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 จำนวน 1,657.50 ล้านบาท , ปีที่ 3 ปี 2568 งบประมาณ 52,612.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 จำนวน 2,213.16 ล้านบาท , ปีที่ 4 ปี 2569 งบประมาณ 54,548.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 1,936.58 ล้านบาท รวมเงินอุดหนุนระยะเวลา 4 ปี 206,301.88 ล้านบาท

น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณในลักษณะของเงินอุดหนุนตามจำนวนผู้เรียนผ่านสถานศึกษาเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี  สำหรับค่าใช้จ่ายพื้นฐาน 5 รายการหลัก ได้แก่ ค่าจัดการเรียนการสอน , ค่าหนังสือเรียน , ค่าอุปกรณ์การเรียน, ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

อย่างไรก็ตามจากผลการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า อัตราเงินอุดหนุนปัจจุบันต่ำกว่าค่าใช้จ่ายจริงและไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและสถานศึกษา ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่ได้มีการปรับมามากกว่า 10 ปี   โดยปรับครั้งสุดท้ายในปีการศึกษา 2553 ยกเว้นค่าหนังสือเรียนที่มีการปรับเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ราคาสินค้าบริการและค่าครองชีพปรับเพิ่มสูงขึ้นทุกปีตามสภาพเศรษฐกิจสังคม  ส่งผลให้สถานศึกษาจำเป็นต้องระดมเงินสนับสนุนจากแหล่งอื่น เช่น เงินค่าบำรุงการศึกษา เงินบริจาคเงินรายได้สถานศึกษา  โดยผู้เรียนและผู้ปกครองต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่เพิ่มขึ้น

สำหรับการปรับอัตราเงินอุดหนุนในครั้งนี้ เป็นการปรับอัตราให้สอดคล้องกับสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้เรียน ผู้ปกครอง และสถานศึกษาสามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น ผู้เรียนทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ลดอุปสรรคสำคัญในการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อของผู้เรียนโดยเฉพาะผู้เรียนยากจน

ทั้งนี้ ในการปรับปรุงอัตราเงินอุดหนุน กระทรวงศึกษาธิการได้ใช้ข้อมูลจำนวนนักเรียนและข้อมูลนักเรียนยากจน ณ ปี 2564  ซึ่งมีนักเรียนยากจนคิดเป็น ร้อยละ 18 ของนักเรียนทั้งหมด ในการนำมาประเมินแนวโน้มใน 4 ปีข้างหน้า พร้อมกับพิจารณาถึงอัตราการเปลี่ยนแปลงของจำนวนผู้เรียนการศึกษาในระบบและนอกระบบ ซึ่งในส่วนของการศึกษาในระบบปี 2560-2563 มีจำนวนผู้เรียนลดลงร้อยละ 0.8 ขณะที่การศึกษานอกระบบ ปี 2561-2565 ผู้เรียนลดลงประมาณร้อยละ 8.7 ต่อปี 

ปลัดศธ.หนุนชะลอ‘กัญชาเสรี’ สกัดเด็กปิดห้องเรียนปุ๊น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669234

ปลัดศธ.หนุนชะลอ‘กัญชาเสรี’ สกัดเด็กปิดห้องเรียนปุ๊น

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 14.15 น.

ปลัดศธ.หนุนชะลอ‘กัญชาเสรี’ สกัดเด็กปิดห้องเรียนปุ๊น

26 กรกฎาคม 2565 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับทางคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ออกมาเรียกร้องให้ปิดสภาวะกัญชาเสรีในสภาวะสุญญากาศ เพราะเห็นว่าการใช้กัญชามีผลกระทบต่อประชาชน ทั้งนี้ ในส่วนของ ศธ. ออกประกาศห้ามนำกัญชาเข้ามาในสถานศึกษาอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นอาหาร หรือน้ำดื่ม หรือเครื่องปรุงใด ๆ ทั้งสิ้น รวมถึงห้ามนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาใช้เสพกัญชาทั้งในโรงเรียนและที่บ้านอย่างเด็ดขาด

“ผมสนับสนุนแนวทางของทางคณะแพทย์ ที่ออกมาเรียกร้องเรื่องนี้ เพราะตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่ออกมา ยังไม่มีความชัดเจน ไม่มีการควบคุม เช่น ระเบียบข้อหนึ่งกำหนดว่า ห้ามเสพในที่สาธารณะ แต่ไม่ได้ห้ามเสพในพื้นที่ส่วนตัวหรือที่บ้าน ทำให้มีข่าวว่าเด็กปิดห้องเรียนเสพกัญชาที่โรงเรียน แต่ตำรวจไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ เพราะไปตีความประกาศดังกล่าวว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว ทั้งที่มีความผิดชัดเจน เพราะโรงเรียนเป็นที่สาธารณะ และอายุต่ำกว่า 20 ปีห้ามเสพกัญชา” นายสุภัทร กล่าว

นายสุภัทร ระบุว่า ที่สำคัญ ศธ. ยังห้ามนำกัญชาเข้ามาในโรงเรียน ดังนั้นเพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ตนจึงเห็นด้วยกับทางคณะแพทย์ที่ให้ชะลอเรื่องกัญชาเสรีไว้ก่อน และออกกฎหมายคุ้มครองให้ชัดเจน ก่อนประกาศอย่างเป็นทางการ รวมถึงต้องบอกให้ชัดเจนว่าใครใช้ได้ และใช้ไม่ได้เพราะอะไรบ้าง เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

‘อว.’หารือกลยุทธ์ไทย-สหราชอาณาจักร มุ่งพัฒนาบุคลากรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669177

‘อว.’หารือกลยุทธ์ไทย-สหราชอาณาจักร มุ่งพัฒนาบุคลากรไทย

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 09.27 น.

กระทวง อว. ประชุมหารือด้านกลยุทธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของไทยและสหราชอาณาจักร มุ่งหวังความก้าวหน้าระบบการเรียน การวิจัย ระบบบริหารมหาวิทยาลัยพร้อมพัฒนาบุคลากรไทย

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประชุมหารือและติดตามความก้าวหน้าการเตรียมการจัดตั้งศูนย์วิจัย CMU – UK Research Center for Aging and Chronic Conditions ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ London School of Hygine & Tropical Medicine ( LSHTM ) รวมทั้งแลกเปลี่ยน แนวทางการประเมินคุณภาพงานวิจัย ( Research Excellence Framework )  ของ LSHTM ภายใต้ โครงการ Thai – UK World Class University Consortium  โดยศูนย์วิจัยจะทำการมุ่งเน้น

1.งานวิจัยเพื่อวัดขนาดปัญหา รวมถึงศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดและการดำเนินโรค และศึกษาแนวทางแก้ไข หรือลดภาวะโรค

2.พัฒนาศักยภาพนักวิจัยในการใช้ฐานข้อมูล Electronic health Records and Digital health ในงานวิจัย เพื่อให้ส่งเสริมสุขภาพ ลดภาระโรค และลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ ในสังคมไทยที่จะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ

ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นายพันธ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี และรศ.ดร.รัฐชาติ มงคลนาวิน ได้เข้าร่วมประชุมหารือ และติดตามความก้าวหน้าโครงการ Thai-UK World-class University Consortium ที่ดำเนินการร่วมกัน ระหว่าง สป. อว. และ British Council ในการสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาไทยสามารถก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกและยกระดับการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล  โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมศักยภาพและการอำนวยความสะดวกมหาวิทยาลัยไทย ในการสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหราชอาณาจักร  เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยไทย และสหราชอาณาจักรและสนับสนุนความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก โดยมีวัตถุประสงค์ของโครงการ

1.เพื่อสร้างกลไกในการเพิ่มความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อจัดการกับลำดับความสำคัญของกลยุทธ์ร่วมกันระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของไทยและสหราชอาณาจักร

2.เพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าของระบบการเรียนการสอนการวิจัยและระบบบริหารมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพผ่านการพัฒนาบุคลากรด้วยความเชี่ยวชาญจากสหราชอาณาจักร

3.เพื่ออำนวยความสะดวกในการพัฒนาโครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของไทยและสหราชอาณาจักรและสนับสนุนให้เกิดกลไกการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในรูปแบบต่างๆ

ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวถึง ตลอดระยะเวลาในการประชุมหารือ ณ สหราชอาณาจักร ได้นำเสนอแนวทางด้านการพัฒนาอุดมศึกษาในประเทศไทย การผลักดันศักยภาพบุคลากรด้านอุดมศึกษาตลอดจนนักวิจัย และการพัฒนาโครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของไทยและสหราชอาณาจักร และแนวทางการผลักดันร่วมกับผู้บริหารและนักวิจัยของ QS Quacquarelli Symonds Ltd (QS) หน่วยงานจัดอันดับชั้นนำของโลก หารือแนวทางในการสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาของไทยเข้าสู่ระบบการประเมินคุณภาพผ่านระบบ QS Stars Rating   และนำข้อมูลการประเมินคุณภาพผ่านระบบ QS Stars Rating มาใช้ในการดำเนินการ ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมและยกระดับให้สถาบันอุดมศึกษาของไทยมีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากลต่อไป

“ประเด็นสำคัญในการประชุมครั้งนี้ กับการประชุมหารือความร่วมมือกับ Times Higher Education (THE) สถาบันการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ในการสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาของไทยเข้าสู่ระบบการจัดอันดับของ THE University Impact Rankings ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) พร้อมทั้ง การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาของไทยในการจะส่งข้อมูล (Data Submission) เพื่อการจัดอันดับ Impact Ranking ประจำปี 2023 มุ่งให้เกิดการจัดอันดับของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยในระบบการจัดอันดับของ THE University Impact Rankings สร้างความเชื่อมือมั่นในระดับนานาชาติอีกด้วย” ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล กล่าวทิ้งท้าย

-005

โลตัสสนับสนุนอาหารกลางวัน โรงเรียนบ้านหนองปรือ พิษณุโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669068

โลตัสสนับสนุนอาหารกลางวัน  โรงเรียนบ้านหนองปรือ พิษณุโลก

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.ษณอนงค์ ชูรา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองปรือ พร้อมด้วยตัวแทนครู นักเรียน เดินทางไปรับมอบเงินสนับสนุน เพื่อซื้ออาหารกลางวันในโครงการอาหารดี พี่ให้น้อง จากโลตัสพิษณุโลก สาขาท่าทอง เป็นจำนวนเงิน 51,213.50 บาท

โรงเรียนบ้านหนองปรือ ปัจจุบันกำลังก่อสร้างโรงอาหาร ขนาด 225 ตารางเมตร สำหรับนักเรียนระดับชั้นอนุบาล ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 183 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา 18 คน และได้รับความอนุเคราะห์จาก หน่วยงาน ผู้ใหญ่ใจดี บริจาคทรัพย์ วัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง โดยทำการยกมุงหลังคาเรียบร้อยแล้ว แต่ยังคงเหลือก่อผนัง เทพื้น ทาสี และวัสดุอุปกรณ์

หน่วยงาน ผู้ใหญ่ใจดี ที่มีจิตอันเป็นกุศลสนับสนุนการสร้างโรงอาหารดังกล่าว สามารถบริจาคทรัพย์ วัสดุอุปกรณ์ ได้ที่ ธนาคารกรุงไทย สาขาวังทอง ชื่อบัญชี กองทุนพัฒนาการศึกษา โรงเรียนบ้านหนองปรือ หมายเลขบัญชี 602-0-
54636-5 หรือติดต่อโดยตรงที่ น.ส.ษณอนงค์ ชูรา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองปรือ โทรศัพท์ 062-9542292