‘รมว.นฤมล’ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส มอบทุนเด็กชายแดนใต้ รับฟังปัญหาครู

'รมว.นฤมล'ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส มอบทุนเด็กชายแดนใต้ รับฟังปัญหาครู

‘รมว.นฤมล’ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส มอบทุนเด็กชายแดนใต้ รับฟังปัญหาครู

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.26 น.

“รมว.นฤมล” ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส มอบทุนเด็กชายแดนใต้ รับฟังปัญหาครู พร้อมดันการศึกษา Learn to Earn สร้างรายได้ระหว่างเรียน

7 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายชูสิน วรเดช ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ นายศุภชัย จันทร์ปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ตลอดจนผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ จากส่วนกลาง และในพื้นที่นราธิวาส เข้าร่วมกว่า 600 คน ณ ห้องประชุมจำลอง ศรีเลขา โรงเรียนนราธิวาส อ.เมือง จ.นราธิวาส

โดย ศ.ดร.นฤมล ได้นำคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนนักศึกษา ยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้น ได้เป็นประธานมอบทุนการศึกษาให้กับทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 11 ทุน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมผู้บริหารองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับ เพื่อมารับฟังปัญหาการทำงานในพื้นที่ด้วยตนเอง เพราะผู้ปฏิบัติย่อมรู้ถึงการทำงานในบริบทของตนเองเป็นอย่างดี และให้ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการได้มารับฟังปัญหา พร้อมทั้งให้เกิดการแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ และทรัพยากรการศึกษาของแต่ละหน่วยงานในพื้นที่ เมื่อนั้นก็จะเกิดการสนับสนุนช่วยเหลือการทำงานการศึกษาของพื้นที่ให้ได้มากที่สุด

“กิจกรรมหลัก ๆ ในการลงพื้นที่วันนี้ก็เพื่อมามอบทุนให้กับน้อง ๆ นักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเข้าใจดีกับการจัดการศึกษาแบบพหุวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะของครู ผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้บริหารในเขตพื้นที่การศึกษา ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มอัตรากำลังครูวิชาเอกให้ครบในทุกโรงเรียน เรื่องของวิทยฐานะ ซึ่งได้เพิ่มช่องทางการขอวิทยฐานะใน 3 ทางเลือก คือ 1.งานวิจัย 2.นวัตกรรมเชิงประจักษ์ ที่สามารถใช้งานได้จริงในสถานศึกษา ก่อเกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอน เช่น แอปพลิเคชันของโรงเรียนการศึกษาพิเศษ และ 3.รางวัลระดับชาติ ซึ่งต้องได้รับการรับรองจากสำนักงาน ก.ค.ศ.” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

นอกจากนี้ ศ.ดร.นฤมล ยังได้กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยกระทรวงศึกษาธิการ ขับเคลื่อนการจัดตั้งสหกรณ์กลางเพื่อรวมหนี้ครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ที่จะทำให้ครูได้ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ทั้งนี้ ยังหวังให้เกิดแรงกระเพื่อมของสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ ที่จะลดดอกเบี้ยเพื่อรักษาสมาชิกของแต่ละแห่งไว้ด้วย  และท้ายสุด เรื่องของระบบย้ายครู (TRS) ถือว่าระบบเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการย้าย คือมีความโปร่งใส ไม่มีการแทรกแซง แต่เมื่อเราใช้ระบบแล้วพบข้อติดขัด ก็จำเป็นจะต้องปรับปรุงให้สามารถใช้งานและก่อเกิดประโยชน์ต่อครูทุกคนมากยิ่งขึ้น

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้เยี่ยมชมกิจกรรมและนิทรรศการ ผลงาน นักเรียน ได้แก่ ทักษะอาชีพผลิตผ้าคลุมผม ผ้าลีลาลาย โรงเรียนบ้านโคกสุมุ สพป.นราธิวาส เขต 1, ทักษะอาชีพการสานเสื่อกระจูด โรงเรียนบ้านโคกพะยอม, โครงการทักษะอาชีพ กลุ่มสาระการงานอาชีพ การจัดการธุรกิจการอาหาร (Food business management : FBM) และการจัดการธุรกิจการเกษตร (Agribusiness management: AM) โรงเรียนนราธิวาสม, นวัตกรรมหลักสูตรที่เป็นอัตลักษณ์ของโรงเรียนและตอบสนองความต้องการของบริบทพื้นที่ โรงเรียนดารุสสาลาม ตลอดจนศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน Fix it Center งานโครงการพิเศษและบริการชุมชน วิทยาลัยเทคนิคบางนรา

“จากการชมนิทรรศการ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สามารถจัดกิจกรรมการศึกษาได้ตรงกับความต้องการของนักเรียนในพื้นที่อยู่แล้ว โดยเฉพาะหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อสร้างอาชีพ หรือ Learn to Earn ที่นอกจากจะสอนอาชีพแล้ว ยังสร้างรายได้ให้กับนักเรียนในระหว่างเรียนด้วย ถือเป็นกิจกรรมที่ดีและตอบโจทย์การเรียนการสอนของพื้นที่และโลกยุคปัจจุบัน” ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้าย

คณะทูตานุทูต 85 ประเทศ ร่วมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระบรมศพ’พระพันปีหลวง’

คณะทูตานุทูต 85 ประเทศ ร่วมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระบรมศพ'พระพันปีหลวง'

คณะทูตานุทูต 85 ประเทศ ร่วมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระบรมศพ’พระพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.17 น.

7 พฤศจิกายน 2568 คณะทูตและกงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย และองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย รวม 86 คน จาก 85 ประเทศ 1 องค์กร 7 องค์การระหว่างประเทศ เข้าร่วมในพระราชพิธีปัณรสมวาร (15วัน) ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

โดยมีเอกอัครราชทูต 39 ประเทศ อาทิ รัสเซีย, ฟิลิปปินส์, สหราชอาณาจักร, นิวซีแลนด์, ออสเตรีย, เปรู, เช็ก, นอร์เวย์, สหรัฐอเมริกา, อิตาลี, ญี่ปุ่น, จีน, เกาหลี, เยอรมนี, เป็นต้น

โอกาสนี้ คณะผู้แทนได้เข้าวางพวงมาลา ถวายความอาลัยพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วย

กองทัพเรือ จัดเรือบริการรับ-ส่งประชาชนเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ

กองทัพเรือ จัดเรือบริการรับ-ส่งประชาชนเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ

กองทัพเรือ จัดเรือบริการรับ-ส่งประชาชนเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.13 น.

7 พฤศจิกายน 2568 ตามที่สำนักพระราชวัง ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ประชาชนได้เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตั้งแต่ 9 พ.ย. 68 เป็นต้นไป

กรมการขนส่งทหารเรือ ได้จัดเรือโดยสาร เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการเดินทางเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ตามเส้นทางดังนี้
เส้นทางที่ 1 ไป – กลับ ระหว่าง ท่าเรือนนทบุรี ( พิบูลสงคราม 3) – ท่าเรือเกียกกาย(วัดแก้วฟ้าฯ) – ท่าเรือเทเวศร์ – ท่าเรือท่าช้าง

เส้นทางที่ 2 ไป – กลับ ระหว่าง ท่าเรือสาทร (สะพานตากสิน) – ท่าเรือกรมเจ้าท่า – ท่าเรือราชวงศ์ – ท่าเรือราชินี – ท่าเรือท่าช้างไอคอน

โดยทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ระหว่างเวลา 09.00 น. – 22.00 น. เริ่มตั้งแต่ 9 พ.ย.68 เป็นต้นไป

หน่วยงานรัฐ ขานรับ ‘เกษียณสร้างสุข ปี 2568’ งดเลี้ยงสุรา กว่า 2,000 แห่ง

หน่วยงานรัฐ ขานรับ 'เกษียณสร้างสุข ปี 2568' งดเลี้ยงสุรา กว่า 2,000 แห่ง

หน่วยงานรัฐ ขานรับ ‘เกษียณสร้างสุข ปี 2568’ งดเลี้ยงสุรา กว่า 2,000 แห่ง

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.04 น.

ส่งเสริมวัฒนธรรม สร้างค่านิยมใหม่ เน้นมุทิตาจิต ด้วยความเรียบง่าย อบอุ่น และปลอดภัย

ตามที่เครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอน สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมรณรงค์ในโครงการเกษียณสร้างสุข โดยความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทย(มท.)และกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ซึ่งได้ออกหนังสือขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานสังกัดในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ที่ผ่านมา

นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เปิดเผยว่า เครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอนได้รวบรวมหน่วยงานที่แจ้งเข้าร่วมโครงการปีนี้ กว่า 2,010 แห่งจากทุกจังหวัด อาทิ ที่ทำการปกครองจังหวัดร้อยเอ็ด, องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย, ที่ทำการปกครองอำเภอร่องคำ จ.กาฬสินธุ์, องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สา อ.แม่ริม   จ.เชียงใหม่ เทศบาลตำบลระโนด อ.ระโนด จ.สงขลา, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม, สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์, สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.หนองคาย, โรงพยาบาลน้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี, สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่จังหวัดระนอง, สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลำปาง, สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครราชสีมา, สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, สำนักงานประมงจังหวัดน่าน, สำนักงานสถิติจังหวัดนนทบุรี, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2, และโรงเรียนจำนวน 1572 แห่ง เป็นต้น โดยทุกหน่วยงานได้ร่วมแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันว่า “งานเกษียณราชการ ไม่จำเป็นต้องมีเหล้า เพื่อแสดงความยินดีแก่ผู้ครบอายุราชการ”

จากข้อมูลของหน่วยงานที่ร่วมรณรงค์ พบ 6 เหตุผลหลัก ได้แก่ (1) ลดความเสี่ยงและสร้างความปลอดภัยในงาน 70% (2) สร้างภาพลักษณ์องค์กรคุณธรรมและต้นแบบที่ดี 55% (3) ส่งเสริมสุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ 45% (4) ประหยัดงบประมาณและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า 40% (5) สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐและวัฒนธรรมไทย 35% (6) เสริมความสามัคคีและบรรยากาศอบอุ่นในองค์กร (30%)

ทั้งนี้ จากการสำรวจค่าใช้จ่ายถ้ามีการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาเลี้ยงในงาน ซึ่งจะต้องไปจัดนอกสถานที่เพราะกฎหมายห้ามไม่ให้ดื่มในสถานที่ราชการทำให้ต้องจ่ายค่าสถานที่เพิ่ม ส่วนค่าเหล้าที่ต้องออกเงินซื้อกันเอง พบว่า สัดส่วนโดยเฉลี่ยงานขนาดเล็ก (30–50 คน) ใช้งบประมาณ 3,000–8,000 บาท งานขนาดกลาง ใช้งบ 10,000–20,000 บาท และงานขนาดใหญ่ (มากกว่า 200 คน) ใช้งบ 30,000–60,000 บาทต่อครั้ง ทำให้คนมาร่วมประหยัดงบได้เฉลี่ย 10,000–30,000 บาท หรือกรณีที่บางงานใช้วิธีรวบรวมงบกันเองมาจัดงาน สามารถประหยัดเงินกองกลางได้กว่า 20% ทีเดียว

นายธีระ กล่าวต่อว่า แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า “งานเกษียณปลอดเหล้า” ไม่เพียงเป็นการดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐ แต่ยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ของสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัย ความเรียบง่าย ความสามัคคี และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน หลายหน่วยงานแสดงเจตนารมณ์ที่จะสานต่อแนวทางนี้ เพื่อให้ “งานปลอดเหล้า” กลายเป็นแบบอย่างของ องค์กรคุณธรรม ที่แท้จริงในอนาคต ทั้งในด้านการลดอุบัติเหตุและเหตุไม่พึงประสงค์ การสร้างภาพลักษณ์องค์กรคุณธรรม การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การส่งเสริมความสามัคคี และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม โดยมุ่งหวังให้ “งานเลี้ยงเกษียณสร้างสุข” กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของการแสดงความเคารพและมุทิตาจิตที่งดงามในหน่วยงานราชการไทย

ผบช.ภ.1 นำตำรวจภาค 1 จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ผบช.ภ.1 นำตำรวจภาค 1 จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ผบช.ภ.1 นำตำรวจภาค 1 จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.16 น.

‘พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน’ผบช.ภ.1 นำข้าราชการตำรวจจัดพิธีบำเพ็ญกุศล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

7 พ.ย.68 เวลา 07.45 น. พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ประธานพิธีฯ , พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต.อภิรักษ์ เวชกาญจนา รอง ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต.ภาณุเดช สุขวงศ์ รอง ผบช.สง.ก.ตร. ช่วยราชการ ภ.1 , พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 และ พล.ต.ต.ฤทธินันท์ ปุ้ยพันธวงศ์ ผบก.กค.ภ.1 ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีข้าราชการตำรวจในสังกัด บก.สส.ภ.1, บก.กค.ภ.1 และ บก.อก.ภ.1 เข้าร่วมพิธีฯ ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ อาคารอเนกประสงค์

พล.ต.ท.วัฒนา กล่าวว่า การจัดพิธีนี้เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของท่านและพระราชวงศ์ที่เป็นมิ่งขวัญและที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพสกนิกรชาวไทยมาเป็นเวลายาวนาน

อว.มอบอุปกรณ์การแพทย์ภาคสนามให้แก่ ทภ.2 เพื่อลดการเสียชีวิตของกำลังพลบริเวณชายแดน

อว.มอบอุปกรณ์การแพทย์ภาคสนามให้แก่ ทภ.2 เพื่อลดการเสียชีวิตของกำลังพลบริเวณชายแดน

อว.มอบอุปกรณ์การแพทย์ภาคสนามให้แก่ ทภ.2 เพื่อลดการเสียชีวิตของกำลังพลบริเวณชายแดน

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.57 น.

กระทรวง อว. มอบอุปกรณ์การแพทย์ภาคสนาม “สายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุน –  เฝือกอ่อน” ให้แก่กองทัพภาคที่ 2 ผลงานการพัฒนาโดยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน – รพ.ค่ายสุรนารี ประสิทธิภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล “สุรศักดิ์” เผยข่าวดีสภานโยบาย อววน. เตรียมปลดล็อกให้กระทรวงกลาโหมทำเรื่องของบวิจัยพัฒนายุทโธปกรณ์และนวัตกรรมความมั่นคงได้โดยตรง

7 พฤศจิกายน 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีส่งมอบอุปกรณ์การแพทย์ภาคสนามที่พัฒนาโดยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) (สซ.) ให้แก่กองทัพภาคที่ 2 ประกอบด้วย สายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุน (Tourniquet) จำนวน 1,000 ชุด และ เฝือกอ่อน (Splint) จำนวน 500 ชุด รวม 1,500 ชุด เพื่อใช้ในราชการสนาม ลดการเสียชีวิตของกำลังพลบริเวณชายแดนจากภาวะเลือดออกรุนแรงและกระดูกหัก โดยมี พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้รับมอบ และมี น.ส.พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการ รมว.กระทรวง อว. น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผอ.สซ. ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สวทช. และพลตรี ณรงค์ ภักดีศุภผล ผอ.โรงพยาบาลค่ายสุรนารี เข้าร่วม ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพฯ

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า อุปกรณ์การแพทย์ภาคสนามเป็นผลงานจากความร่วมมือระหว่าง สซ. และโรงพยาบาลค่ายสุรนารี โดยนำนวัตกรรมทางวัสดุศาสตร์ของซินโครตรอนมาประยุกต์ใช้ให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล แต่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการนำเข้ากว่าครึ่ง ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดงานวิจัยไทยสู่การใช้งานจริง เพื่อประโยชน์ของประเทศ โดยสายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุน (Combat Application Tourniquet: CAT) ออกแบบมาเพื่อควบคุมภาวะเลือดออกรุนแรงบริเวณแขนหรือขา ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในสนามรบ ผลการทดสอบพบว่าสามารถสร้างแรงกดได้คงที่และต่อเนื่องนาน 5–6 ชั่วโมงโดยไม่คลายตัว ส่วนเฝือกอ่อน (Splint) ผลิตจากวัสดุอะลูมิเนียมอัลลอยด์ผ่านกระบวนการอบอ่อน (Annealing) ด้วยเทคโนโลยีซินโครตรอน ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง ดัดเข้ากับสรีระได้อย่างมั่นคง อีกทั้งยังเป็นวัสดุโปร่งแสงรังสี (Radiolucent) ช่วยให้สามารถเอกซเรย์ผู้บาดเจ็บได้โดยไม่ต้องถอดเฝือก

“ถ้าประเทศเราไม่มีงานวิจัยที่ทำขึ้นเอง ยามวิกฤตต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็หาซื้อไม่ได้ งานวิจัยที่เราผลิตขึ้นเองจะทำให้ประเทศมีความมั่นคงยิ่งขึ้น โดยเป้าหมายต่อไป กระทรวง อว. จะสนับสนุนให้ทหารมีอุปกรณ์เหล่านี้ใช้ครบทุกคน เพื่อให้เป็นอุปกรณ์ประจำกายที่ทหารทุกคนจะต้องมีใช้” นายสุรศักดิ์ กล่าวและว่า

นอกจากการมอบสิ่งของสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 แล้ว ตนและแม่ทัพภาคที่ 2 ยังมีการพูดคุยถึงการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการสนับสนุนของกระทรวง อว. ที่มีต่อกองทัพ เพราะภัยความมั่นคงเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้แถลงต่อรัฐสภา และเป็นนโยบายที่ตนในฐานะ รมว.อว. ได้นำมาขับเคลื่อน โดยระดมองคาพยพของกระทรวง อว. ที่มีทั้งนักวิชาการ งานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาสนับสนุนการทำงานของกองทัพ เพื่อป้องกันภัยความมั่นคงให้กับประเทศ ที่สำคัญในเรื่องที่กองทัพภาคที่ 2 ขอรับการสนับสนุนงบประมาณโครงการวิจัยเพื่อพัฒนายุทโธปกรณ์และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงจากกองทุน ววน. ซึ่งกระทรวง อว. ได้นำเรื่องนี้เข้าหารือในสภานโยบาย อววน. ซึ่งต้องมีการปลดล็อก แก้ไขกฎระเบียบ เพราะเดิมการขอทุนวิจัยต้องเป็นการใช้กับภาคประชาชนเป็นหลัก ยังไม่ได้เปิดช่องให้กองทัพเข้ามาขอได้โดยตรง และล่าสุดสภานโยบายฯ ได้มีมติให้กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานหนึ่งที่จะสามารถทำเรื่องของบวิจัยได้โดยตรง ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการออกประกาศ นั่นหมายความว่ากองทัพต่าง ๆ ของกระะทรวงกลาโหมจะสามารถขอเงินทุนวิจัยเพื่อพัฒนายุทโธปกรณ์และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงโดยตรงได้ง่ายขึ้นและตรงด้วย ซึ่งหลังจากนี้จะมีการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างสองกระทรวง เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมและพัฒนาการวิจัยด้านยุทโธปกรณ์ต่อไป

สำหรับภายในงานยังมีการมอบผลิตภัณฑ์จาก วว. ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ข้าวเม่าคลุกกึ่งสำเร็จรูปพร้อมบริโภค ซึ่งเก็บได้นานถึง 6 เดือน เพียงเติมน้ำร้อน 2 นาที หรือใช้น้ำธรรมดา 7 นาที ก็รับประทานได้ทันที และเจลลูกประคบสมุนไพรที่สกัดจากไพล ขมิ้นชัน มะกรูด และตะไคร้ ที่พัฒนาให้ใช้งานสะดวกในรูปแบบเจล แต่ยังคงคุณสมบัติการบรรเทาอาการปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก และฟกช้ำ เช่นเดียวกับลูกประคบสมุนไพรดั้งเดิม ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้เหล่าทหารในระหว่างปฏิบัติภารกิจ พร้อมกันนี้ ยังนำ “ต้นแบบรถขุดตักดัดแปลงทำลายทุ่นระเบิด PMN-2 สำหรับภูมิประเทศซับซ้อนสูงในพื้นที่ชายแดน” ที่พัฒนาโดย สวทช. มาจัดแสดง โดยรถขุดตักฯ ดังกล่าวเพิ่งจะส่งมอบให้กองทัพบกนำไปใช้ในภารกิจการป้องกันประเทศเมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา

-(016)

‘บวรศักดิ์’ประชุมคกก.ฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ ให้ดำเนินการด้วยความเรียบร้อย สมพระเกียรติ

'บวรศักดิ์'ประชุมคกก.ฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ ให้ดำเนินการด้วยความเรียบร้อย สมพระเกียรติ

‘บวรศักดิ์’ประชุมคกก.ฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ ให้ดำเนินการด้วยความเรียบร้อย สมพระเกียรติ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.34 น.

‘บวรศักดิ์’ประชุมคกก.ฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ ให้ดำเนินการด้วยความเรียบร้อย สมพระเกียรติ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 พ.ย.2568 ที่ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ และพระยานมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งที่ 1/2568 พร้อมด้วย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะรองประธานกรรมการฯ และนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการฯ เข้าร่วมการประชุมด้วย 

โดยที่ประชุมพิจารณาแผนการดำเนินงานการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และแผนการดำเนินงานการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศ และเครื่องประกอบงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้การดำเนินงานการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติทุกประการ

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’รับรางวัล QS Stars 5 ดาว ตอกย้ำความเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนระดับสากล

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’รับรางวัล QS Stars 5 ดาว ตอกย้ำความเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนระดับสากล

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’รับรางวัล QS Stars 5 ดาว ตอกย้ำความเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนระดับสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.05 น.

‘ศ.ดร.บังอร’นำ‘ม.กรุงเทพธนบุรี’ก้าวสู่เวทีโลกอีกครั้ง รับรางวัล QS Stars 5 ดาว ตอกย้ำความเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนระดับสากล

6 พฤศจิกายน 2568 ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (BTU) เข้าร่วมพิธีรับรางวัล QS Stars Ratings อย่างเป็นทางการ ในงาน QS Higher Ed Summit: Asia Pacific 2025 จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยเกาหลี (Korea University) กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

การได้รับรางวัลในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (BTU) ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาสู่ระดับสากล โดยเฉพาะในด้านการเรียนการสอน (Teaching) ที่มหาวิทยาลัยได้รับการประเมินในระดับ 5 ดาว จากสถาบันจัดอันดับคุณภาพการศึกษาโลก QS (Quacquarelli Symonds)

ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรมการสอน และการเรียนรู้แบบบูรณาการ เพื่อสร้าง ‘ผู้เรียนแห่งอนาคต’ ที่มีความพร้อมทั้งด้านวิชาการ กีฬา และทักษะชีวิต”

การได้รับรางวัล QS Stars ในครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่ามหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี BTU ไม่เพียงเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนชั้นนำของประเทศไทย แต่ยังสามารถก้าวสู่เวทีโลกอย่างภาคภูมิ พร้อมเดินหน้าพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้พร้อมเผชิญความท้าทายในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง

‘บิ๊กป้อม’ ผู้บริหาร สมาชิกพรรค เข้าถวายสักการะพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

'บิ๊กป้อม' ผู้บริหาร สมาชิกพรรค เข้าถวายสักการะพระบรมศพ 'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘บิ๊กป้อม’ ผู้บริหาร สมาชิกพรรค เข้าถวายสักการะพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.43 น.

‘บิ๊กป้อม‘ ผู้บริหาร สมาชิกพรรค ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะพระบรมศพและลงนามถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ด้วยความอาลัย

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568  ณ ศาลาสหทัยสมาคมฯ และเต็นท์สนามหญ้าข้างอาคารลูกขุนใน พระบรมมหาราชวัง มีคณะบุคคล และประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและจังหวัดต่างๆแต่งกายด้วยชุดสีดำไว้ทุกข์ตั้งใจเดินทางมาเข้าถวายสักการะพระบรมศพพร้อมลงนามถวายความอาลัยในสมุดหลวง เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานับประการเพื่อให้พสกนิกรชาวไทยมีอาชีพและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 
โดยที่เต้นท์พักคอยหน้าศาลาสหทัยสมาคมฯ เจ้าหน้าที่ได้เปิดวีดิทัศน์สารคดีเฉลิมพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง“ เสด็จฯไปทรงงานตามสถานที่ต่างๆให้ได้ชม เพื่อน้องรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

อาทิ ราชสกุลนวรัตน์, คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม, คณะครู นักเรียน โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ, คณะผู้บริหาร ครู นักเรียน โรงเรียนจิตรลดา, คณะครู นักเรียน โรงเรียนราชวินิต, คณะครู นักเรียน โรงเรียนวัดบางพูน จ.ปทุมธานี, คณะผู้บริหาร บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร,คณะผู้บริหาร บริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด นำโดย นางสาวกฤษณา อัมพุช รองประธานกรรมการบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด, พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตะเวนชายแดน, 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และประธานกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พร้อมผู้บริหารและสมาชิกพรรคฯ เป็นต้น

ด้านนางปทุม ทุสาวุฒิ อายุ 81 ปี กล่าวว่าตนเดินทางมาจากบ้านพักย่านสะพานใหม่ กทม. เดินทางมาคนเดียวโดยรถไฟฟ้า มาลงที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แล้วต่อด้วยรถชัตเตอร์บัสที่ให้บริการฟรีมาที่สนามหลวง เพื่อเดินทางมาเข้าถวายสักการะพระบรมศพและลงนามถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ถึงแม่ตนจะประสบอุบัติเหตุถูกรถชนขาหักสองท่อนเวลาเดินต้องใช้ไม้เท้า แต่ก็ตั้งใจจะมาเข้ากราบสักการะพระองค์ท่าน และหลังวันที่ 9 พ.ย.นี้ ก็จะเดินทางมาเข้าไปกราบบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตนนั่งพื้นไม่ได้แต่เจ้าหน้าที่บอกว่ามีเก้าอี้ให้นั่งถวายสักการะพระบรมศพได้ก็ดีใจและจะเดินทางมา

“เคยรับเสด็จในหลวง ร.9 และสมเด็จพระพันปีหลวง และเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ที่รพ.ศิริราช นานมากแล้วตั้งแต่ตนอายุ 20 ปี ก็ประมาณ 60 ปีที่แล้ว สมเด็จพระพันปีหลวง ท่านสวยมาก ภาพความประทับใจที่มีต่อพระองค์ท่านคือ เสด็จฯไปยังที่ต่างๆดู่กับในหลวง ร.9 ท่านทำงานหนักคอยช่วยเหลือประชาชนไม่ว่าชนชาติไหน เพื่อให้มีอาชีพทำกินมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเช่น ชาวเขาจากที่เคยปลูกฝิ่น ก็มีอาชีพปลูกพืชฤดูหนาวให้มีรายได้ ตนชอบดูข่าวพระราชสำนักเห็นทั้งสองพระองค์เสด็จไปช่วยเหลือประชาชนก็รู้สึกภูมิใจ และท่านทรงมีพระราชดำรัส ว่า ”ในหลวงเป็นน้ำ พระราชินีเป็นป่า“ เพราะน้ำกับป่าต้องอยู่เคียงคู่กัน ซึ่งในวันที่ทราบว่า สมเด็จพระพันปีหลวงสวรรคต ก็รู้สึกอึ้งและเสียใจมาก ไม่คิดว่าพระองค์ท่านจะสวรรคตเร็วเช่นนี้“ นางปทุม กล่าวด้วยความอาลัย

อบจ.พิษณุโลก เปิดโครงการ ‘ห้องสมุดดิจิทัล’ e-Library by SE-ED ขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ทุกกลุ่มวัย

อบจ.พิษณุโลก เปิดโครงการ ‘ห้องสมุดดิจิทัล’ e-Library by SE-ED ขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ทุกกลุ่มวัย

อบจ.พิษณุโลก เปิดโครงการ ‘ห้องสมุดดิจิทัล’ e-Library by SE-ED ขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ทุกกลุ่มวัย

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก (อบจ.พิษณุโลก) เดินหน้าส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับประชาชนทุกกลุ่มวัย ผ่านโครงการ “ห้องสมุดดิจิทัล e-Library by SE-ED” เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งความรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยเลือกใช้แพลตฟอร์ม e-Library ของบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นระบบหลักในการให้บริการประชาชนในพื้นที่ ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รวบรวมหนังสืออิเล็กทรอนิกส์หลากหลายหมวดหมู่ ทั้งด้านวิชาการ การพัฒนาตนเอง และความรู้ทั่วไป พร้อมรองรับทุกระบบปฏิบัติการ ทั้ง Windows, iOS และ Android เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ได้สะดวกและทั่วถึง

เมื่อเร็วๆนี้ อบจ.พิษณุโลก ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “การใช้งานระบบ e-Library by SE-ED” แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ณ ห้องประชุมสุพรรณกัลยา เพื่อเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการเรียนการสอน และต่อยอดสู่การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่

นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายก อบจ.พิษณุโลก กล่าวว่า การมีห้องสมุดดิจิทัลในรูปแบบแอปพลิเคชันจะช่วยให้ประชาชนและเยาวชนเข้าถึงแหล่งความรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา สอดคล้องกับนโยบายจังหวัดในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา

นางภาสพรรณี มหายศ ผู้อำนวยการธุรกิจดิจิทัล บมจ.ซีเอ็ดยูเคชั่น กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยขยายโอกาสทางการศึกษาให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และส่งเสริมให้ประชาชนเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ด้วยตนเอง

โครงการห้องสมุดดิจิทัล e-Library by SE-ED นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้ และสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างยั่งยืนให้กับคนพิษณุโลก