OKMD เปิดดัชนีชี้ชัด ช่องว่างใหญ่ไม่ใช่ ‘คน’ แต่คือ ‘ระบบ’ พร้อมเร่งยกระดับ Learning Ecosystem สู่สังคมแห่งการเรียนรู้

OKMD เปิดดัชนีชี้ชัด ช่องว่างใหญ่ไม่ใช่ ‘คน’ แต่คือ ‘ระบบ’ พร้อมเร่งยกระดับ Learning Ecosystem สู่สังคมแห่งการเรียนรู้

OKMD เปิดดัชนีชี้ชัด ช่องว่างใหญ่ไม่ใช่ ‘คน’ แต่คือ ‘ระบบ’ พร้อมเร่งยกระดับ Learning Ecosystem สู่สังคมแห่งการเรียนรู้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.52 น.

คนไทยอยากเรียนรู้ แต่ประเทศยังไม่พร้อมให้เรียน’ OKMD เปิดดัชนีชี้ชัด ช่องว่างใหญ่ไม่ใช่ ‘คน’ แต่คือ ‘ระบบ’ พร้อมเร่งยกระดับ Learning Ecosystem สู่สังคมแห่งการเรียนรู้

9 เมษายน 2569  ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือOKMD เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจ ‘ดัชนีชี้วัดศักยภาพการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน (OKMD Lifelong Learning Index)’ พบว่าคะแนนภาพรวมของประเทศอยู่ที่ 0.77 โดยเฉพาะในมิติด้านทัศนคติ (Learning Mindsets) ที่อยู่ในระดับสูง สะท้อนว่าคนไทยมีความตั้งใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในมิตินิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) และการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตและแหล่งเรียนรู้คุณภาพ ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ

‘วันนี้โจทย์ของประเทศไม่ใช่การทำให้คนไทยอยากเรียนรู้ เพราะเรามีสิ่งนั้นอยู่แล้ว แต่คือการทำให้ทุกคน ‘เข้าถึง’ การเรียนรู้ได้จริงอย่างเท่าเทียม หากระบบยังไม่เปิดโอกาส ศักยภาพของคนก็จะไม่ถูกปลดล็อก’ ดร. ทวารัฐ กล่าว

ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ข้อมูลยังสะท้อนความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ โดยภาคกลางมีค่าดัชนีสูงสุด ขณะที่บางภูมิภาคยังอยู่ในระดับต่ำกว่า โดยเฉพาะด้านนิเวศการเรียนรู้ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและโอกาสทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ผลการจัดทำ ‘ดัชนีการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศไทย (Thailand Lifelong Learning Index: TLLI)’ โดย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา พบว่า ภาพรวมประเทศอยู่ในระดับ ‘พอใช้’ (23.96 จาก 36 คะแนน) และมีเพียง 7 จังหวัดที่อยู่ในระดับ ‘ดี’ สะท้อนภาพรวมของประเทศที่ยังต้องเร่งยกระดับอย่างเป็นระบบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่คือรากฐานของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ หากไม่เร่งแก้ ช่องว่างนี้จะยิ่งขยายและกระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ ดร.ทวารัฐ ย้ำว่า คือบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานของการเรียนรู้ และสร้างเส้นแบ่งใหม่ในสังคม ‘AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นทักษะของปัจจุบัน คนที่ใช้ AI เป็นจะเรียนรู้และพัฒนาได้เร็วกว่า ขณะที่คนที่เข้าไม่ถึง จะยิ่งถูกทิ้งห่าง

ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานด้านการพัฒนาองค์ความรู้ของประเทศ OKMD เดินหน้าขับเคลื่อน ‘นิเวศการเรียนรู้’ อย่างเป็นระบบ ผ่านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ เช่น TK Park และMuseum Siam การขยายเครือข่ายความร่วมมือในภูมิภาค และการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล OKMD Knowledge Portal เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ‘เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวนแหล่งเรียนรู้ แต่คือทำให้ ‘การเรียนรู้’ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเป็นต้นทุนสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ของคนไทย

“การขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ ‘สังคมแห่งการเรียนรู้’ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ประเทศที่แข่งขันได้ ไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่คือประเทศที่ประชาชนไม่หยุดเรียนรู้” ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวทิ้งท้าย

มจพ. ผนึกกำลัง ‘วรรณภพ’ ลงนาม MOA ยกระดับนวัตกรรมอุตสาหกรรมข้าวไทย สู่เวทีโลก

มจพ. ผนึกกำลัง ‘วรรณภพ’ ลงนาม MOA ยกระดับนวัตกรรมอุตสาหกรรมข้าวไทย สู่เวทีโลก

มจพ. ผนึกกำลัง ‘วรรณภพ’ ลงนาม MOA ยกระดับนวัตกรรมอุตสาหกรรมข้าวไทย สู่เวทีโลก

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.59 น.

8 เมษายน 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เดินหน้าสร้างความร่วมมือเชิงรุกจับมือ บริษัท วรรณภพ จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOA) มุ่งพัฒนาบุคลากรของทั้ง 2 องค์กร พัฒนางานวิจัย และนวัตกรรมเพื่อยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมข้าวไทยอย่างครบวงจร โดยมี ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัย มจพ. ให้เกียรติเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ธานินทร์  ศิลป์จารุ อธิการบดี มจพ. ศ.ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน ผู้อำนวยการอุทยานเทคโนโลยี มจพ. ศ.ดร.เสาวณิต สุขภารังษี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และ ผศ.ปรีชา อ่องอารี รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนาองค์กร และคณะผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง ขณะที่ฝ่ายภาคเอกชน นำโดย นายไพบูลย์ เวทย์วัฒนะ ประธานกรรมการ และคุณธัญวรรณ พัฒผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วรรณภพ จำกัด พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมลงนามและเป็นสักขีพยานในความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ ณ ห้องประชุมปฐพี ชั้น 4 อาคารอุทยานเทคโนโลยี มจพ.

ความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี โดยมุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิชาการและประสบการณ์จากภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างโอกาสการฝึกงานและสหกิจศึกษา ตลอดจนผลักดันการถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจ อย่างเป็นรูปธรรม สาระสำคัญของข้อตกลงครอบคลุมการพัฒนาคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยในกระบวนการผลิต การบรรจุ และการจัดจำหน่ายข้าวหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว ข้าวเหนียว ข้าวกล้อง และข้าวเสริมวิตามิน พร้อมทั้งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในอุตสาหกรรมข้าวครบวงจร โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ อาทิ ระบบอัตโนมัติ วิศวกรรมขั้นสูง และการบริหารจัดการข้อมูล เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายมีรากฐานต่อเนื่องมากกว่า 5 ปี ครอบคลุมการสนับสนุนทุนการศึกษา การพัฒนานวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์และงานวิจัย ตลอดจนการพัฒนาระบบบริหารจัดการองค์กรด้วย เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย ภายหลังพิธีลงนามคณะผู้บริหารจากบริษัท วรรณภพ จำกัด ได้เข้าเยี่ยมชมศักยภาพด้านเทคโนโลยีของ มจพ. ภายในอุทยานเทคโนโลยี อาทิ สถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติ ศูนย์นวัตกรรมระบบราง ศูนย์นวัตกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และศูนย์ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เพื่อสำรวจแนวทางการนำเทคโนโลยีขั้นสูงไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารในยุคดิจิทัล

ความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษาสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม ตอกย้ำบทบาทของ มจพ. ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมขับเคลื่อน “ข้าวไทย” ร่วมกับ บริษัท วรรณภพ จำกัด ให้ก้าวไกลและแข็งแกร่งในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

สพฐ.ถอดบทเรียน O-NET 68 ปลุกพลังเรียนรู้เด็กไทย เดินหน้าลดภาระครูทั่วประเทศ

สพฐ.ถอดบทเรียน O-NET 68 ปลุกพลังเรียนรู้เด็กไทย เดินหน้าลดภาระครูทั่วประเทศ

สพฐ.ถอดบทเรียน O-NET 68 ปลุกพลังเรียนรู้เด็กไทย เดินหน้าลดภาระครูทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 22.05 น.

สพฐ. ถอดบทเรียน O-NET 68 ปลุกพลังเรียนรู้เด็กไทย เดินหน้าลดภาระครูทั่วประเทศ พร้อมผนึกกำลังลดใช้พลังงานรับวิกฤตโลก

7 เมษายน 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 13/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี นายพิเชฐร์ วันทอง, นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยนางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์

การประชุมครั้งนี้ นอกจากหารือนโยบายสำคัญเพื่อเดินหน้ายกระดับการศึกษาแล้ว ที่ประชุมยังได้รายงานสรุปผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ปีการศึกษา 2568 ซึ่งมีการจัดสอบในระดับ ป.6 ม.3 และ ม.6 โดยมีผู้เข้าสอบคิดเป็นร้อยละ 78.04, 83.21 และ 54.40 ตามลำดับ สะท้อนการมีส่วนร่วมของผู้เรียนในระดับที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะ ม.6 ที่ยังมีอัตราเข้าสอบต่ำ ส่วนแนวทางยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จะเน้นการใช้ข้อสอบและตัวชี้วัดเป็นฐานพัฒนา ส่งเสริมการวางแผนการเรียนรู้ให้สอดคล้องมาตรฐานการศึกษา ขยายผลสถานศึกษาต้นแบบที่มีผล O-NET ดีขึ้นอย่างเป็นระบบ พัฒนาครูให้ใช้ผลประเมินในการออกแบบการสอนและดูแลผู้เรียนรายบุคคล พร้อมทั้งสนับสนุนสื่อและนวัตกรรม เช่น แบบฝึกทักษะ และ Gamification เพื่อเพิ่มแรงจูงใจอีกด้วย

ด้านนโยบายลดภาระงานครู ตามนโยบายระยะเร่งด่วน (Quick Win) ของ สพฐ. ปี 2569 ได้มีการประชุมชี้แจงแนวทางฯ เมื่อเร็วๆนี้ โดยมุ่งสร้างความเข้าใจร่วมกันทุกระดับ ตั้งแต่ส่วนกลางถึงเขตพื้นที่และสถานศึกษา เปิดเวทีรับฟังข้อคิดเห็น เพื่อสะท้อนปัญหาภาระงานซ้ำซ้อนที่ยังมีอยู่ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 30,000 คน ครอบคลุม 245 เขตพื้นที่การศึกษา เป็นการเน้นขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “ปรับ ลด ปลดล็อก” บูรณาการการทำงานระหว่าง สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน ใช้ระบบดิจิทัลและแพลตฟอร์มกลาง ลดความซ้ำซ้อนในการรายงานข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและคืนเวลาให้ครูสู่ห้องเรียน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนต่อไป

ขณะเดียวกัน สพฐ. ได้เดินหน้ามาตรการประหยัดพลังงาน เพื่อรับมือวิกฤตโลก ปี 2569 ซึ่งบุคลากรทั้งส่วนกลาง และเขตพื้นที่การศึกษา ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตั้งแต่การปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย (Work from Home) ปรับรูปแบบการประชุม อบรม สัมมนาหรือกิจกรรมต่าง ๆ เป็นแบบ online หรือผสมผสาน พร้อมรณรงค์ลดใช้พลังงาน อาทิ ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศาเซลเซียส เปิดใช้ไฟฟ้าเท่าที่จำเป็น กำหนดเวลาเปิด–ปิดไฟ ลดใช้กระดาษ แต่งกายสุภาพ ฯลฯ การเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ ให้เดินทางเฉพาะภารกิจจำเป็น และส่งเสริมการใช้รถร่วมกัน ทั้งนี้ ในปี 2569 ได้กำหนดเป้าหมายลดการใช้ไฟฟ้าลง 10% และลดการใช้น้ำมันลง 15% เพื่อมุ่งลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ และสร้างวินัยพลังงานในสถานศึกษาอย่างยั่งยืน

ม.รังสิต แจงครั้งสุดท้าย! จ่อฟ้อง อาจารย์โต้ง ถ้าไม่หยุดกล่าวหา

ม.รังสิต แจงครั้งสุดท้าย! จ่อฟ้อง อาจารย์โต้ง ถ้าไม่หยุดกล่าวหา

ม.รังสิต แจงครั้งสุดท้าย! จ่อฟ้อง อาจารย์โต้ง ถ้าไม่หยุดกล่าวหา

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.36 น.

7 เมษายน 2569 ฝ่ายสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยรังสิต ออกแถลงการณ์มหาวิทยาลัยรังสิต โดยมีรายละเอียดดังนี้ สืบเนื่องจากการแถลงข่าวของ รองศาสตราจารย์ พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ในวันนี้ (7 เม.ย.69) ซึ่งพบว่ายังคงมีการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือน และคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง มหาวิทยาลัยรังสิตขอวิงวอนไปยังสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อในการร่วมสร้างสถานการณ์ที่เพิ่มเติมข้อมูลเท็จ จากการกล่าวหาว่ามหาวิทยาลัยรังสิต ปกป้องผู้กระทำความผิด ในกรณีการทุจริตลักทรัพย์นายจ้าง

มหาวิทยาลัยรังสิต ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้

1.กรณีนี้ไม่ใช่คดีลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งผลสอบสวนชั้นต้น ที่มี รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล เป็นประธานกรรมการสอบเองนั้น สรุปว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีอาญาได้ รวมถึงผลสอบสวนในชั้นต่อมา โดยคณะกรรมการคุ้มครองการทำงาน ก็มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า นอกจากไม่มีความผิดทางอาญาแล้ว ไม่มีความผิดทางวินัยด้วย กรณีที่อดีตอธิการบดีให้แจ้งความ ตามข้อเสนอของ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล นั้น จากการสอบสวน ไม่ปรากฏพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอถึงการกระทำผิดอาญา อธิการบดีปัจจุบันจึงได้ทำการถอนฟ้องคดีดังกล่าว

2.การปรับพื้นที่เพื่อเตรียมไว้สำหรับเป็นบ้านพักคนงาน ในโครงการก่อสร้างอาคารเรียนใหม่ ไม่ได้มีความเสียหายเกิดขึ้นต่อมหาวิทยาลัย โดยพิจารณาจากเจตนาที่แท้จริงของการเคลียร์พื้นที่ (Site Clearing) ตามคำนิยามในทางวิศวกรรม หมายถึง กระบวนการเตรียมพื้นที่ก่อนการก่อสร้าง โดยการถางป่า ขุดตอไม้ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิม ปรับระดับดินและขนย้ายเศษวัสดุออก เพื่อให้เป็นพื้นที่โล่งเตียน ปลอดภัย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในโครงการก่อสร้าง ซึ่งเป็นไปตามร่างขอบเขตการดำเนินงาน (TOR) ว่าจ้างผู้รับเหมา เมื่อทำการเคลียร์พื้นที่แล้ว ปรากฏภาพพื้นที่ราบเรียบ ไม่มีหลุมบ่อใดๆ แสดงให้เห็นว่า การขนขยะที่มีดินปนอยู่เป็นส่วนหนึ่งของเจตนาในการเคลียร์พื้นที่ หลักฐานสำคัญนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตในฐานะเจ้าของทรัพย์ เห็นว่าไม่ใช่การลักทรัพย์

3.ขอยืนยันว่า เหตุแห่งการเลิกจ้าง เป็นเพราะ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อมวลชน และสื่อสังคมออนไลน์หลายต่อหลายครั้ง ตลอดระยะเวลา 8 เดือน (ก.ค.68 – ก.พ. 69) ส่งผลให้มหาวิทยาลัยเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงเป็นที่มาของมติคณะกรรมการสอบสวน ว่าได้กระทำผิดวินัยร้ายแรง

มหาวิทยาลัยรังสิต ยึดถือความโปร่งใสและหลักธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ การดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ หลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด และจะขอเรียนชี้แจงเกี่ยวกับกรณีนี้เป็นครั้งสุดท้าย หากพบว่ายังมีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ มหาวิทยาลัยพร้อมที่จะนำพยาน หลักฐาน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

– 006

ประเสริฐ เรียกถกผู้บริหารศธ.หามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองรับเปิดเทอม

ประเสริฐ เรียกถกผู้บริหารศธ.หามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองรับเปิดเทอม

ประเสริฐ เรียกถกผู้บริหารศธ.หามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองรับเปิดเทอม

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.29 น.

ประเสริฐ-อัครนันท์ เรียกประชุมผู้บริหารศธ.เตรียมพร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯ 9-10 เม.ย.นี้ พร้อมหามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองรับเปิดเทอม 

เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2569 นายประเสริฐ จันทระรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) ประชุมหารือผู้บริหารองค์กรหลัก ของ ศธ. เพื่อเตรียมข้อมูลความพร้อมในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาฯ ในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ และได้หารือมาตรการประหยัดพลังงาน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ 

นายประเสริฐ กล่าวภายหลังการหารือ ว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตพลังงาน อันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลางยังไม่สิ้นสุด จึงต้องเตรียมยกระดับความเข้มเกี่ยวกับมาตรการณ์ในการรับมือกับสถานการณ์ และให้มีการใช้พลังงานในประเทศอย่างเหมาะสม โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา  ซึ่งในส่วนของศธ. ในเดือนพฤษภาคมนี้ จะเปิดเทอมแล้ว จึงได้ให้แนวทางกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หามาตรการในการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ครู และนักเรียน อาทิ การจัดธงฟ้า ลดราคาชุดนักเรียน  หรืออุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครอง หรือมีมาตรการส่งเสริมการประหยัดค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น อุปกรณ์การเรียนบางอย่างที่มีอยู่แล้วก็ให้ใช้ต่อได้ 

“แต่อย่างไรก็ตามถึงแม่จะมีวิกฤติ แต่เรื่องการศึกษาถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นที่จะต้องรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ เพราะเราแต่ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน และคุณภาพนักเรียนด้วย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงปิดเทอม จึงยังไม่มีนโยบายอะไรพิเศษ ยังคงเป็นไปตามที่รัฐบาลกำหนดไว้เบื้องต้น  แต่ถ้ารัฐบาลมีนโยบายอะไร ศธ.ก็พร้อมจะดำเนินการ แต่อย่างไรก็ตาม บริบทของกระทรวงศึกษาธิการ จะให้ความสำคัญในเรื่องการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ดังนั้น ตนจึงประชุมเพื่อตรียมรับมือ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาข้อสรุปมาตรการมา ”นายประเสริฐกล่าว 

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการการทำงานที่บ้าน WFH (Work From Home)  หรือ WFA (Work From Anywhere) ทำงานจากทุกที่ที่สะดวก นั้น ก็อาจจะปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล แต่ก็ต้องรอให้เป็นมติ ครม.ก่อน

ส่วนมาตรการเรียนออนไลน์นั้น ก็เป็นหนึ่งในแนวคิด แต่ยังไม่เน้น เพราะเราเน้นเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน รวมถึงดูเรื่องภาระของผู้ปกครอง อะไรที่ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองได้ แต่คุณภาพการเรียนการสอนต้องไม่เสียหาย อันนี้เป็นเรื่องสำคัญเรายังยึดหลักนี้อยู่

ส่วนมาตรการช่วยเหลือครูและบุคลากรทางหารศึกษา ให้แยกกันระหว่างงานออฟฟิส กับงานการเรียนการสอน โดยเฉพาะการเรียนอาชีวศึกษาที่มีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ถ้าไม่มีออนไซด์ การเรียนก็อาจจะไม่มีประสิทธิภาพ แม้แต่ระดับมัธยมศึกษาที่ต้องมีการทดลองปฏิบัติ ก็ต้องมีเรียนออนไซต์ในบางวิชาเช่นกัน  ส่วนการลดภาระหนี้สินครู ซึ่งปัญหานี้มีมานานแล้ว ตนจึงขอพิจารณาก่อน

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า วันศุกร์ที่ 10 เม.ย. ตนและ รมช.ศธ.จะเดินทางเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ และวันที่ 20 เม.ย.จะมอบนโยบายในการขับเคลื่อนภารกิจของ ศธ. ทั้งควิกวิน และนโยบายที่ต้องทำในปีต่อไปแก่ข้าราชการศธ. ส่วนจะมีอะไรให้ชื่นใจหรือไม่นั้นต้องรอฟัง
 

จัดเต็มธงฟ้า! ศธ.เตรียมมาตรการลดค่าชุดนักเรียน หวังช่วยผู้ปกครองสู้ภัยเศรษฐกิจ

จัดเต็มธงฟ้า! ศธ.เตรียมมาตรการลดค่าชุดนักเรียน หวังช่วยผู้ปกครองสู้ภัยเศรษฐกิจ

จัดเต็มธงฟ้า! ศธ.เตรียมมาตรการลดค่าชุดนักเรียน หวังช่วยผู้ปกครองสู้ภัยเศรษฐกิจ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.32 น.

“ประเสริฐ-อัครนันท์“ เรียกประชุมผู้บริหารศธ.เตรียมพร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯ 9-10 เม.ย.นี้ พร้อมหามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองรับเปิดเทอม 

7 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทระรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) ประชุมหารือผู้บริหารองค์กรหลัก ของ ศธ. เพื่อเตรียมข้อมูลความพร้อมในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาฯ ในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ และได้หารือมาตรการประหยัดพลังงาน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ 

นายประเสริฐ กล่าวภายหลังการหารือ ว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตพลังงาน อันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลางยังไม่สิ้นสุด จึงต้องเตรียมยกระดับความเข้มเกี่ยวกับมาตรการณ์ในการรับมือกับสถานการณ์ และให้มีการใช้พลังงานในประเทศอย่างเหมาะสม โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา  ซึ่งในส่วนของศธ. ในเดือนพฤษภาคมนี้ จะเปิดเทอมแล้ว จึงได้ให้แนวทางกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หามาตรการในการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ครู และนักเรียน อาทิ การจัดธงฟ้า ลดราคาชุดนักเรียน  หรืออุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครอง หรือมีมาตรการส่งเสริมการประหยัดค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น อุปกรณ์การเรียนบางอย่างที่มีอยู่แล้วก็ให้ใช้ต่อได้ 

“แต่อย่างไรก็ตามถึงแม่จะมีวิกฤติ แต่เรื่องการศึกษาถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นที่จะต้องรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ เพราะเราแต่ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน และคุณภาพนักเรียนด้วย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงปิดเทอม จึงยังไม่มีนโยบายอะไรพิเศษ ยังคงเป็นไปตามที่รัฐบาลกำหนดไว้เบื้องต้น  แต่ถ้ารัฐบาลมีนโยบายอะไร ศธ.ก็พร้อมจะดำเนินการ แต่อย่างไรก็ตาม บริบทของกระทรวงศึกษาธิการ จะให้ความสำคัญในเรื่องการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ดังนั้น ตนจึงประชุมเพื่อตรียมรับมือ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาข้อสรุปมาตรการมา ”นายประเสริฐกล่าว 

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการการทำงานที่บ้าน WFH (Work From Home)  หรือ WFA (Work From Anywhere) ทำงานจากทุกที่ที่สะดวก นั้น ก็อาจจะปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล แต่ก็ต้องรอให้เป็นมติ ครม.ก่อน

ส่วนมาตรการเรียนออนไลน์นั้น ก็เป็นหนึ่งในแนวคิด แต่ยังไม่เน้น เพราะเราเน้นเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน รวมถึงดูเรื่องภาระของผู้ปกครอง อะไรที่ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองได้
แต่คุณภาพการเรียนการสอนต้องไม่เสียหาย อันนี้เป็นเรื่องสำคัญเรายังยึดหลักนี้อยู่

ส่วนมาตรการช่วยเหลือครูและบุคลากรทางหารศึกษา ให้แยกกันระหว่างงานออฟฟิส กับงานการเรียนการสอน โดยเฉพาะการเรียนอาชีวศึกษาที่มีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ถ้าไม่มีออนไซด์ การเรียนก็อาจจะไม่มีประสิทธิภาพ แม้แต่ระดับมัธยมศึกษาที่ต้องมีการทดลองปฏิบัติ ก็ต้องมีเรียนออนไซต์ ในบางวิชาเช่นกัน  ส่วนการลดภาระหนี้สินครู ซึ่งปัญหานี้มีมานานแล้ว ตนจึงขอพิจารณาก่อน

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า วันศุกร์ที่ 10 เม.ย. ตนและ รมช.ศธ.จะเดินทางเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ และวันที่ 20 เม.ย.จะมอบนโยบายในการขับเคลื่อนภารกิจของ ศธ. ทั้งควิกวิน และนโยบายที่ต้องทำในปีต่อไปแก่ข้าราชการศธ. ส่วนจะมีอะไรให้ชื่นใจหรือไม่นั้นต้องรอฟัง

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาท่าเตียน

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาท่าเตียน

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาท่าเตียน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.55 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานพิธีเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาท่าเตียน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

7 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธานในพิธีเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาท่าเตียน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

โดยมี นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการ บริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการ และผู้บริหาร ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมในพิธีฯร้านโกลเด้น เพลซ เป็นร้านค้าที่บริหารงานโดยบริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ จากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 ที่ทรงมีพระราชประสงค์จะสร้างต้นแบบร้านค้าปลีกของคนไทย เพื่อจำหน่ายสินค้าจากโครงการส่วนพระองค์ โครงการหลวง ตลอดจนผลิตผลทางการเกษตรจากกลุ่มเกษตรกรไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสานพระราชปณิธาน และทรงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาร้านค้า โกลเด้น เพลซ ให้ทำหน้าที่เสมือน “ตู้เย็นของประชาชน” 

สกร. จัดงาน ‘วันรักการอ่าน’69’ น้อมนำพระราชปณิธาน ‘อ่านเปลี่ยนชีวิต’ สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

สกร. จัดงาน ‘วันรักการอ่าน’69’ น้อมนำพระราชปณิธาน ‘อ่านเปลี่ยนชีวิต’ สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

สกร. จัดงาน ‘วันรักการอ่าน’69’ น้อมนำพระราชปณิธาน ‘อ่านเปลี่ยนชีวิต’ สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จัดงาน “วันรักการอ่าน” ประจำปี พ.ศ. 2569 เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ โดยมี ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  เป็นประธาน ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษา นักศึกษา สกร. และผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. กล่าวว่า การอ่านไม่ใช่เพียงการรับรู้ข้อมูล แต่เป็นกระบวนการสร้างความคิด เปรียบเสมือน “รากแก้ว” ของการพัฒนาชีวิต ที่ช่วยต่อยอดสู่ทักษะและการปฏิบัติจริง การอ่านจึงเป็นทั้งประตูแห่งโอกาส แรงบันดาลใจ และพลังในการขับเคลื่อนอนาคตของแต่ละบุคคล โดย สกร. มุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ให้เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกช่วงวัย ผ่านทั้งห้องสมุด พื้นที่เรียนรู้เสมือน และการนำความรู้ไปสู่ชุมชน โดยได้ Kick Off “รถส่งเสริมการอ่าน” จำนวน 10 แห่ง เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และนำหนังสือสู่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างทั่วถึง

สำหรับการจัดงาน “วันรักการอ่าน” ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเทิดพระเกียรติ หากยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปลุกพลังการอ่านให้เป็นกลไกหลักในการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็ง เท่าเทียม และยั่งยืน

​สมัครเลย! ไม่ต้องรอเข้ามหา’ลัย มก. เปิดเรียนล่วงหน้า รุ่น 21/2 ค้นหาสิ่งที่ใช่ – ความถนัดของตนเอง

​สมัครเลย! ไม่ต้องรอเข้ามหา’ลัย มก. เปิดเรียนล่วงหน้า รุ่น 21/2 ค้นหาสิ่งที่ใช่ – ความถนัดของตนเอง

​สมัครเลย! ไม่ต้องรอเข้ามหา’ลัย มก. เปิดเรียนล่วงหน้า รุ่น 21/2 ค้นหาสิ่งที่ใช่ – ความถนัดของตนเอง

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดรับสมัครโครงการเรียนล่วงหน้า มก. (KU Advance Placement Program) รุ่นที่ 21/2 อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ตลอดจนผู้ที่ต้องการเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ได้เรียนรายวิชาระดับอุดมศึกษาล่วงหน้า ผ่านระบบออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ การรับสมัครแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 วันที่ 30 มีนาคม 2569 – 6 เมษายน 2569 (รอบพิเศษพร้อมส่วนลดค่าลงทะเบียน) และ ช่วงที่ 2 วันที่ 7 เมษายน 2569 – 1 พฤษภาคม 2569 (รอบราคาปกติ) โดยผู้สนใจสามารถสมัครออนไลน์ได้ที่ registrar.ku.ac.th/adv หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน Line Official: @kulearn (มี @) และ Facebook: เรียนล่วงหน้า KU

สำหรับโครงการเรียนล่วงหน้าฯ เป็นหนึ่งในโครงการที่ ม.เกษตรฯ พัฒนาขึ้น เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 รวมถึงผู้ที่ต้องการเตรียมตัวเข้าศึกษาต่อ ได้สัมผัสการเรียนรู้ในระดับมหาวิทยาลัยก่อนใคร ผ่านรายวิชาพื้นฐานสำคัญ อาทิ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา

จุดเด่นของโครงการ คือ การเรียนออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์ ผ่านระบบ KU Learn สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมเลือกรูปแบบการเรียนได้ทั้งแบบ Audit เพื่อเสริมความรู้ และแบบ สะสมเครดิตเพื่อใช้ยื่น Portfolio หรือเทียบโอนหน่วยกิตในอนาคต

นอกจากนี้ ผลการเรียนจากโครงการยังสามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ตามหลักเกณฑ์ของคณะและสาขาวิชาที่กำหนด รวมถึงสามารถใช้เทียบโอนรายวิชาเมื่อเข้าศึกษาเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้

พร้อมกันนี้ เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่นิสิตที่มาจากโครงการเรียนล่วงหน้า มก. ยังมอบทุนการศึกษาแก่ผู้มีผลการเรียนดีเด่น GPAX 3.50 ขึ้นไป จำนวน 60 ทุน ทุนละ 10,000 บาท เป็นประจำทุกปี จนกว่าจะสำเร็จการศึกษา นับเป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาและต่อยอดศักยภาพทางวิชาการของเยาวชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนที่ต้องการค้นหาความถนัดของตนเอง เตรียมความพร้อมก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย และก้าวสู่เส้นทางการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างมั่นใจ

เสกกล่องพัสดุเป็นงานศิลป์ มทร.ธัญบุรี โชว์ ‘ปุ๋ยปั้นรูปสัตว์’ ประดับพานรับน้ำรักษ์โลกรับสงกรานต์

เสกกล่องพัสดุเป็นงานศิลป์ มทร.ธัญบุรี โชว์ ‘ปุ๋ยปั้นรูปสัตว์’ ประดับพานรับน้ำรักษ์โลกรับสงกรานต์

เสกกล่องพัสดุเป็นงานศิลป์ มทร.ธัญบุรี โชว์ ‘ปุ๋ยปั้นรูปสัตว์’ ประดับพานรับน้ำรักษ์โลกรับสงกรานต์

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผลงานสร้างสรรค์ “ปุ๋ยสวยงามกับพานรับน้ำลดโลกร้อน” ของ ผศ.วินัย ตาระเวช ประธานหลักสูตรนวัตกรรมศิลปประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ที่นำขยะเหลือทิ้งจากกล่องพัสดุมาแปรรูปเป็นงานประติมากรรมจิ๋วที่ใช้เป็นปุ๋ยได้จริง มุ่งเน้นการสร้างโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนและส่งเสริมวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นำองค์ความรู้จากห้องเรียนมาตอบโจทย์ปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก โดยการเปลี่ยนวัสดุไร้ค่าให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหมายทั้งในเชิงวัฒนธรรมและการอนุรักษ์ธรรมชาติ สอดคล้องกับนโยบายของมหาวิทยาลัยที่มุ่งสร้างบุคลากรและนวัตกรรม

ผศ.วินัย ตาระเวช เผยว่า ในปัจจุบันปัญหาขยะจากกล่องกระดาษพัสดุมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของการขนส่งสินค้าออนไลน์ ทางหลักสูตรฯ จึงมีแนวคิดที่จะนำวัสดุเหล่านี้กลับมาสร้างมูลค่าใหม่ (Value Added) ผ่านกระบวนการทางศิลปะและเทคโนโลยีทางคหกรรมศาสตร์ จนเกิดเป็น “ปุ๋ยสวยงาม” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเศษกระดาษปั่นละเอียดและปุ๋ยอินทรีย์ ปั้นขึ้นรูปเป็นรูปแมลง สัตว์ตัวเล็ก และดอกไม้ เพื่อนำมาประดับตกแต่งใน “พานรับน้ำ” สำหรับเทศกาลสงกรานต์

กระบวนการผลิตเริ่มจากการนำกล่องกระดาษมาปั่นรวมกับปุ๋ยอินทรีย์จนมีเนื้อสัมผัสที่ละเอียด จากนั้นผสมด้วยกาวและครีมทาผิวเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและการยึดเกาะ ทำให้สามารถปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ ที่มีความอ่อนช้อยและประณีตได้ตามต้องการ เมื่อทิ้งไว้จนแห้ง ปุ๋ยเหล่านี้จะกลายเป็นของตกแต่งที่มีความทนทาน แต่ยังคงคุณสมบัติทางชีวภาพในการเป็นสารอาหารให้แก่พืชได้เมื่อสัมผัสกับน้ำ ซึ่งถือเป็นการยกระดับปุ๋ยอินทรีย์ธรรมดาให้กลายเป็นงานศิลปะที่สวยงามและมีระดับ

สำหรับการจัดทำ “พานรับน้ำลดโลกร้อน” ได้เลือกใช้พรรณไม้ตามความเหมาะสมของภาชนะ จัดวางระดับสูงต่ำด้วยดิน มอส เปลือกไม้ และก้อนหิน เพื่อจำลองทัศนียภาพทางธรรมชาติ แล้วจึงนำ “ปุ๋ยสวยงาม” ที่ปั้นไว้มาจัดวางเป็นองค์ประกอบสุดท้าย พานรับน้ำนี้ไม่เพียงแต่มีความงดงามสำหรับใช้ในพิธีรดน้ำดำหัวตามประเพณีไทย แต่ยังถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ทันทีหลังจบเทศกาล

จุดเด่นสำคัญของนวัตกรรมชิ้นนี้คือ ความสามารถในการย่อยสลายที่เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในเทศกาลสงกรานต์ ผู้ใช้สามารถนำพานรับน้ำนี้ไปตั้งประดับตกแต่งภายในบ้านหรือสวนได้ต่อ และเมื่อมีการรดน้ำต้นไม้ตามปกติ ตัวปุ๋ยสวยงามที่เป็นรูปสัตว์หรือดอกไม้จะค่อย ๆ ละลายซึมลงสู่ชั้นดิน เป็นการส่งต่อธาตุอาหารไปยังต้นไม้โดยตรง ไม่เกิดขยะทิ้งล่วงหลังเทศกาล และเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม