โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบราษฎรเดือดร้อนน้ำท่วม

โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบราษฎรเดือดร้อนน้ำท่วม

โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบราษฎรเดือดร้อนน้ำท่วม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.36 น.

‘ในหลวง‘ โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค กับถุงพระราชทานสำหรับเด็ก  ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดชัยนาท-จังหวัดสิงห์บุรี 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบอุทกภัยโดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรี  ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค 
และถุงพระราชทานสำหรับเด็ก ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดชัยนาท

วันที่ 16 ตุลาคม 2568  เวลา 08.56 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ไพบูลย์  คุ้มฉายา  องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 1,925 ถุง และเชิญถุงพระราชทานสำหรับเด็ก จำนวน 71 ถุง ซึ่งถุงพระราชทานสำหรับเด็กจะแตกต่างจากถุงพระราชทานทั่วไป โดยบรรจุสิ่งของเครื่องใช้สำหรับเด็กเป็นพิเศษ ประกอบด้วย ตุ๊กตาผ้าห่ม  เป้อุ้มเด็ก  นมผง  อาหารเด็ก  ผ้าอ้อมสำเร็จรูป  สำลี  ฟองน้ำเช็ดตัว  ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และผลิตภัณฑ์ซักล้างสำหรับเด็ก รวมทั้งสิ่งของจำเป็นสำหรับเด็ก ไปมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งเป็นตัวแทนราษฎร เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดชัยนาทต่อไป และมอบแก่ราษฎรอำเภอสรรพยา ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นและเป็นขวัญกำลังใจ

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบอุทกภัย และเจ้าหน้าที่ได้รับทราบ ในการนี้ องคมนตรี  ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ตำบลโพนางดำออก อำเภอสรรพยา  จำนวน 2 ครอบครัว  ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ  ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณา ทั้งนี้ องคมนตรี ได้พูดคุยให้กำลังใจและขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ   และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจิตอาสาพระราชทานในการปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว 

วันเดียวกัน  เวลา 11.12 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ไพบูลย์  คุ้มฉายา  องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 1,256 ถุง และเชิญถุงพระราชทานสำหรับเด็ก จำนวน 36 ถุง ซึ่งถุงพระราชทานสำหรับเด็กจะแตกต่างจากถุงพระราชทานทั่วไป โดยบรรจุสิ่งของเครื่องใช้สำหรับเด็กเป็นพิเศษ ประกอบด้วย ตุ๊กตาผ้าห่ม  เป้อุ้มเด็ก  นมผง  อาหารเด็ก  ผ้าอ้อมสำเร็จรูป  สำลี  ฟองน้ำเช็ดตัว  ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และผลิตภัณฑ์ซักล้างสำหรับเด็ก รวมทั้งสิ่งของที่จำเป็นสำหรับเด็ก ไปมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งเป็นตัวแทนราษฎร เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรีต่อไป และมอบแก่ราษฎรอำเภออินทร์บุรี ณ หอประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นและเป็นขวัญกำลังใจ

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบอุทกภัย และเจ้าหน้าที่ได้รับทราบ ในการนี้ องคมนตรี  ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี  จำนวน 2 ครอบครัว  ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ  ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณา ทั้งนี้ องคมนตรี ได้พูดคุยให้กำลังใจและขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ   และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจิตอาสาพระราชทานในการปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว 
 

แสงแห่งเสียง! Read For The Blind ส่งต่อ‘ผู้พิการทางสายตา’เห็นโลกผ่านเสียงใน‘มหกรรมหนังสือฯ’

แสงแห่งเสียง! Read For The Blind ส่งต่อ‘ผู้พิการทางสายตา’เห็นโลกผ่านเสียงใน‘มหกรรมหนังสือฯ’

แสงแห่งเสียง! Read For The Blind ส่งต่อ‘ผู้พิการทางสายตา’เห็นโลกผ่านเสียงใน‘มหกรรมหนังสือฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.15 น.

เสียงที่เปลี่ยนโลก! Read For The Blind อ่านด้วยใจ ส่งต่อด้วยรัก ให้‘ผู้พิการทางสายตา’เห็นโลกผ่านเสียงใน‘มหกรรมหนังสือฯ’ที่ศูนย์ฯสิริกิติ์

เหลือเวลาอีกเพียง 4 วันเท่านั้น! ขอเชิญร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “อ่านด้วยใจ ส่งต่อด้วยรัก” กับแอปพลิเคชัน Read For The Blind โครงการสร้างอาสาสมัครนักอ่าน เพื่อร่วมกัน “เปิดโลกแห่งตัวอักษรให้ผู้ที่มองไม่เห็น” ผ่านการอ่านบันทึกเสียง ส่งต่อความรู้ ความสุข และโอกาสอย่างเท่าเทียมในโลกหนังสือ

กิจกรรมนี้จัดขึ้นภายใต้การสนับสนุนของ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) โดยทางสมาคมฯ ได้ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านหนังสือ และคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ เพื่อผลักดันการอ่านให้เข้าถึงทุกมิติของสังคม

ในงาน มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025) Read For The Blind และ มูลนิธิคนตาบอดไทย ได้ร่วมออกบูทพิเศษ เชิญชวนผู้ที่รักการอ่านมาร่วมเป็นอาสาสมัครทดลองบันทึกเสียงจริง พร้อมเปิดรับบริจาคหนังสือและทุนสนับสนุน เพื่อจัดทำหนังสือเสียงมอบให้ผู้พิการทางสายตาทั่วประเทศ กิจกรรมจัดต่อเนื่องถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2568 ณ Booth A31 Hall 5 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

แอปพลิเคชัน Read For The Blind ถือกำเนิดขึ้นจากความร่วมมือของภาคีเครือข่ายผู้สร้างสรรค์เทคโนโลยีไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าถึงข้อมูลของคนตาบอด ด้วยแนวคิด “ให้เสียงกลายเป็นแสงแห่งการนำทาง” มอบเสียงอ่านจากใจของคนหนึ่งไปยังหัวใจของอีกคนหนึ่งอย่างเท่าเทียม

นายธีรภัทร เจริญสุข เลขาธิการสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความตั้งใจของโครงการว่า การอ่านไม่ใช่เพียงการมองเห็นด้วยตา แต่คือการเข้าถึงด้วยใจ เรื่องราวที่นักเขียนและนักสร้างสรรค์ ถ่ายทอดออกมา ต้องเข้าถึงได้ทุกคน คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหนังสือจึงร่วมมือกับสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ และมูลนิธิคนตาบอดไทย เปิดพื้นที่ในงานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ 30 เพื่อให้นักอ่านได้เรียนรู้ถึงคุณค่าของการอ่านให้แก่ผู้ที่มองไม่เห็น และร่วมสร้างความเท่าเทียมทางโอกาสในโลกหนังสือ”

ขณะเดียวกัน นางสาวชลทิพย์ ยิ้มย่อง เจ้าหน้าที่ดูแลระบบบริการข้อมูลข่าวสารเพื่อคนตาบอด มูลนิธิคนตาบอดไทย กล่าวว่า ขอเชิญชวนอาสาสมัครผู้มีหัวใจแห่งการแบ่งปัน มาร่วมลงทะเบียนผ่าน QR Code เพื่อเข้าร่วมโครงการอ่านบันทึกเสียง โดยผู้บริจาคยังสามารถนำหนังสือที่ต้องการมอบให้คนตาบอดมาส่งได้ที่บูท ซึ่งมีรายชื่อหนังสือที่ผู้พิการต้องการระบุไว้บนบอร์ดอย่างชัดเจน สำหรับผู้ร่วมบริจาคจะได้รับกระเป๋าผ้าที่ระลึกจากมูลนิธิฯ ผลตอบรับในงานมหกรรมครั้งนี้อบอุ่นเกินคาด มีอาสาสมัครจำนวนมากมาลงทะเบียน ดาวน์โหลดแอป และส่งหนังสือบริจาคอย่างต่อเนื่อง”

ร่วมสร้าง “แสงแห่งเสียง” ไปพร้อมกันได้ในงาน มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (BOOK EXPO THAILAND 2025) ระหว่างวันที่ 9 – 19 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ฮอลล์ 5 – 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Thai Book Fair

#BookExpoThailand2025 #MelodyOfBooks #อ่านหรือยังฟังหรือเปล่า #PUBAT

‘ศาลปกครองสูงสุด’ระงับประกาศ‘อธิบดีกรมศิลปากร’ กำหนดเขตโบราณสถาน‘เมืองพิมาย’

‘ศาลปกครองสูงสุด’ระงับประกาศ‘อธิบดีกรมศิลปากร’ กำหนดเขตโบราณสถาน‘เมืองพิมาย’

‘ศาลปกครองสูงสุด’ระงับประกาศ‘อธิบดีกรมศิลปากร’ กำหนดเขตโบราณสถาน‘เมืองพิมาย’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.06 น.

‘ศาลปกครองสูงสุด’สั่งระงับประกาศของ‘อธิบดีกรมศิลปากร’ที่กำหนดเขตของโบราณสถาน‘เมืองพิมาย’ เหตุเป็นการออกประกาศกำหนดพื้นที่ที่‘ขาดการศึกษา-ผลสำรวจ’ที่มีข้อมูลหลักฐานทางวิชาการสนับสนุน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ต.ค.68 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้อธิบดีกรมศิลปากรระงับการกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานเมืองพิมาย ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา บางส่วน ซึ่งแจ้งตามหนังสือ ที่ วธ 0402/3315 ลงวันที่ 16 ต.ค.2560 เฉพาะส่วนที่อยู่บริเวณนอกเขตเมืองพิมาย พื้นที่ประมาณ 2,287 ไร่ 2 งาน 77.5 ตารางวา ในคดีที่ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองที่ดินในพื้นที่ที่จะประกาศกำหนดเขตที่ดินเป็นเขตของโบราณสถานเมืองพิมาย จำนวน 427 ราย ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองนครราชสีมา เพื่อขอให้ระงับประกาศของอธิบดีกรมศิลปากรที่กำหนดให้ที่ดินเป็นเขตของโบราณสถานเมืองพิมาย พื้นที่ประมาณ 2,658 ไร่ 25 ตารางวา

ศาลให้เหตุผลว่า การที่อธิบดีกรมศิลปากรมีประกาศกำหนดเมืองพิมายเป็นโบราณสถาน ถึงแม้จะมิได้กำหนดเขตพื้นที่ว่ามีพื้นที่ของโบราณสถานจำนวนเท่าใด แต่ก็มีโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว และอยู่ภายในเขตกำแพงและประตูทั้งสี่ทิศด้วย และต่อมาได้มีการประกาศกำหนดขอบเขตโบราณท่านางสระผม ลงวันที่ 28 เม.ย.2524 และประกาศกำหนดขอบเขตโบราณกุฎิฤาษีน้อย ลงวันที่ 15 มี.ค.2526 ตามลำดับ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมและจำเป็นแล้ว อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมศิลปากรยังมิได้กำหนดแนวทางที่ชัดเจนและความจำเป็นที่ต้องกำหนดเขตของโบราณสถาน เพื่อการดูแลรักษาและควบคุมกลุ่มโบราณสถานที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนและพื้นที่ที่อยู่นอกเขตประตูเมืองพิมาย เช่น เช่น ถนนโบราณ แนวคันดิน/ถนนโบราณ และสระช่องแมว รวมทั้งส่วนบริเวณที่ไม่มีโบราณสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมในระดับรองลงมาจากพื้นที่ในเขตประตูเมืองพิมาย และพื้นที่ที่อยู่ห่างออกไป เช่น บารายใหญ่ด้านทิศใต้ (สระน้ำใหญ่ด้านทิศใต้) และแนวคันดินโบราณบ้านส่วย – ลำน้ำเค็ม คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 2,287 ไร่ 2 งาน 77.5 ตารางวา

นอกจากนี้ ยังไม่ปรากฏรายงานการศึกษาและผลการสำรวจที่มีข้อมูลหลักฐานทางวิชาการสนับสนุนว่า พื้นที่ดังกล่าวมีหลักฐานความเป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าสำคัญที่เป็นข้อสนับสนุนที่รับฟังได้สมเหตุสมผล และมีความจำเป็นหรือความเร่งด่วนที่เป็นฐานในการใช้ดุลพินิจในการกำหนดเขตที่ดินเป็นเขตของโบราณสถาน เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาและการควบคุมโบราณสถาน

ดังนั้น การที่อธิบดีกรมศิลปากรจะกำหนดเขตที่ดินดังกล่าวเป็นเขตของโบราณสถานเมืองพิมายที่อยู่บริเวณนอกเขตเมืองพิมายเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สมควรระงับการกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานเมืองพิมาย ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา บางส่วน ซึ่งแจ้งตามหนังสือ ที่ วธ 0402/3315 ลงวันที่ 16 ต.ค.2560 เฉพาะส่วนที่อยู่บริเวณนอกเขตเมืองพิมาย พื้นที่ประมาณ 2,287 ไร่ 2 งาน 77.5 ตารางวา

​‘Sahapat Admission’ ปลุกพลัง #DEK69 สู่มหาวิทยาลัยในฝัน

​‘Sahapat Admission’ ปลุกพลัง #DEK69  สู่มหาวิทยาลัยในฝัน

​‘Sahapat Admission’ ปลุกพลัง #DEK69 สู่มหาวิทยาลัยในฝัน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผ่านไปแล้วกับมหกรรมติวฟรี #SahapatAdmission “ติวสด 5 วันติด” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน – 3 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ที่ได้รวมติวเตอร์กว่า 20 ท่าน มาร่วมติวเข้มพร้อมเผยเทคนิคทำข้อสอบ ครอบคลุมวิชาหลัก ทั้ง TGAT และ A-Level รวมถึง 11 วิชา โดยมีการถ่ายทอดสดจาก บมจ.สหพัฒนพิบูลหรือ SPC อาคารบางกอกทาวเวอร์ ห้อง Auditorium ให้ #DEK69 #วัยรุ่นTESTดี รับชมพร้อมกันทั่วประเทศผ่านทางเว็บไซต์ http://www.sahapatadmission.com

โดย SPC ร่วมกับผลิตภัณฑ์มาม่า บิสชิน มองต์เฟลอ ริชเชส และมูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา จัดโครงการ “Sahapat Admission” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 28 เพื่อส่งมอบโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและไม่มีค่าใช้จ่ายให้กับ #DEK69 ทั่วประเทศ เป็นการติวที่เน้นทั้ง “วิชาการ” และ “ความสนุกสนาน” ที่ช่วยเติมเต็มความรู้และเพิ่มความมั่นใจในการก้าวสู่มหาวิทยาลัยในฝัน

น.ส.กัลย์สุดา เปอะปิน โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ซึ่งตั้งใจสอบเข้าแพทยศาสตร์ เล่าว่า ตนเองมีความมั่นใจในขณะนี้ประมาณ 60% และตัดสินใจมาร่วมติวกับ Sahapat Admission เพราะเป็นโครงการที่น่าสนใจ ไม่มีค่าใช้จ่าย และมีติวเตอร์ชื่อดังระดับประเทศทุกคน โดยหวังจะได้เทคนิคการทำข้อสอบให้เร็วขึ้น พร้อมทั้งขอบคุณทางสหพัฒน์ฯที่จัดทำโครงการดีๆแบบนี้ขึ้นมา และยังฝากบอกน้องๆรุ่นต่อไปว่าให้เริ่มเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ตื่นเต้นเมื่อใกล้ถึงเวลาสอบจริง

น.ส.ณฐญาณ์ ดนัยพิริยะ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ มาร่วมติวเพื่อมาหาแนวทางสำหรับการเตรียมตัวสอบที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า จะได้วางแผนการอ่านหนังสือได้อย่างถูกต้อง และอยากได้มุมมองเรื่องระยะเวลาการเตรียมตัวและแนวข้อสอบ ซึ่งส่วนตัวเองนั้นขณะนี้เน้นเก็บเนื้อหาในห้องเรียนและเน้นทำเกรดให้ดีๆ พร้อมกันนี้ได้แสดงความชื่นชมโครงการนี้ว่าเป็นโครงการที่รวมติวเตอร์ชื่อดังให้มาอยู่ด้วยกัน ซึ่งหาได้ยากมาก และมั่นใจว่าการมาร่วมติวจะได้เทคนิคดีๆ กลับไปอย่างแน่นอน

นายภควิณทร์ พฤกษมหาศาล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการนนทบุรี สนใจเรียนต่อด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บอกว่า ยังไม่ค่อยมั่นใจนักแม้ว่าได้เริ่มเตรียมตัวมาตั้งแต่ช่วง ม. 5 เทอม 2 จึงสมัครมาร่วมโครงการนี้ เพราะมีการติว TGAT ด้วย และเป็นการติวฟรี โดยติวเตอร์ชื่อดังหลายคน ซึ่งตนเองคาดหวังว่าจะได้แนวข้อสอบมาทำเพิ่มเยอะ ๆ เพราะการได้ฝึกทำแนวข้อสอบจะช่วยพัฒนาตัวเองขึ้นไปได้อีกมาก 

น.ส.จิดาภา บัวใหญ่ โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สนใจเรียนต่อด้านทันตแพทย์ เล่าว่าขณะนี้มีความมั่นใจในความพร้อมประมาณ 60% เพราะได้จัดตารางติวและอ่านหนังสือมาอย่างต่อเนื่อง การมาร่วมติวในโครงการ Sahapat Admission นี้เพราะติวฟรี และมั่นใจว่าจะได้รู้แนวข้อสอบมากขึ้น รวมถึงได้เทคนิคการทำข้อสอบจากติวเตอร์ด้วย และยังฝากบอกเพื่อนๆ ว่า หากยังทำคะแนนทดสอบได้ไม่ดี ให้พยายามต่อไป เพราะเมื่อเรารู้จุดผิดพลาดที่เกิดขึ้น เมื่อถึงตอนสอบจริงก็จะแก้ไขและผ่านไปได้อย่างแน่นอน

น.ส.การเกศ เคียงอมร โรงเรียนสมุทรปราการ เปลี่ยนความสนใจจากสาขานิเทศศาสตร์มาเป็นสาขาพยาบาลหลังจากที่ได้ไป Open House มา การมาร่วมติวครั้งนี้เพราะอยากได้ความรู้เพิ่มเติมและเทคนิคการทำข้อสอบ ซึ่งการมาติวครั้งนี้  ได้สร้าง passion ให้กับตนเองอย่างมาก เพราะได้พบเพื่อนต่างโรงเรียน ได้ติวกับติวเตอร์ชั้นนำอย่างใกล้ชิด และที่สำคัญคือ เป็นการติวฟรี

และตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป โครงการ Sahapat Admission ยังเปิดให้ #DEK69 ได้ติวย้อนหลังฟรีผ่าน ทางเว็บไซต์ http://www.sahapatadmission.com  และยังมี  Exclusive Clips สุดพิเศษอีก 2 วิชา 3 คลิป (A-Level) ที่พลาดไม่ได้ และเพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ #DEK69 “วัยรุ่น TEST ดี ติวฟรีทุก TEST”  บรรลุความฝันในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยและเข้าคณะหรือสาขาที่ต้องการ ทางโครงการฯ จึงจัดกิจกรรม “ติวเข้มโค้งสุดท้าย TPAT” หรือความถนัดทางวิชาชีพ TPAT1 ความถนัดแพทย์ Part เชาวน์ปัญญา โดยพี่แท็ป (อ.ภาคภูมิ อร่ามวารีกุล) Part เชื่อมโยง โดย พี่แมน (อ.ชัยรัตน์ กันบุญมา) และ Part จริยธรรมแพทย์ โดยพี่วิเวียน (อ.นพ.วีรวัช อเนกจำนงค์พร TPAT3 ความถนัดด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ โดยพี่ฟาร์ม (อ.ปิยะวัฒน์ วิรัชวัฒนกุล) และ TPAT5 ความถนัดครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ โดยครูไตเติ้ล (อ.จุฑาเทพ จิตวิสัย) และครูคริส (อ.อนุสรณ์ มั่นสัณฐิติ)  กำหนดจัดติวในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ระหว่างเวลา 08.00 – 17.00 น. ณ บมจ.สหพัฒนพิบูล อาคารบางกอกทาวเวอร์ ห้อง Auditorium พร้อมถ่ายทอดสัญญาณให้ #DEK69 รับชมพร้อมกันทั่วประเทศทาง Facebook Live: Sahapat Admission สำหรับ #DEK69 #วัยรุ่นTESTดี ที่ต้องการเข้าติวแบบ Onsite ต้องรีบลงชื่อด่วนที่ ติวเข้มโค้งสุดท้าย TPAT หรือสแกน QR Code เพราะที่นั่งมีจำนวนจำกัด

​4 วันสุดท้าย! ‘มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30’แรงทะลุแผง นักอ่านแห่ล่า Rare Item-นิยายวาย พุ่งติด Top 3 ขายดี

​4 วันสุดท้าย! 'มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30'แรงทะลุแผง นักอ่านแห่ล่า Rare Item-นิยายวาย พุ่งติด Top 3 ขายดี

​4 วันสุดท้าย! ‘มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30’แรงทะลุแผง นักอ่านแห่ล่า Rare Item-นิยายวาย พุ่งติด Top 3 ขายดี

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.19 น.

4 วันสุดท้าย! “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30” แรงทะลุแผง นักอ่านแห่ล่า Rare Item – นิยายวาย พุ่งติด Top 3 ขายดี พลาดไม่ได้ ตั้งแต่วันนี้ – 19 ต.ค. ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

อีกเพียง 4 วันเท่านั้น! ก่อนจะปิดฉากลงกับงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (BOOK EXPO THAILAND 2025) ที่ปีนี้ร้อนแรงเกินคาด นักอ่านทั่วประเทศหลั่งไหลแน่นฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่วันแรกที่เปิดงาน กระแส “Rare Item” หนังสือหายากและนิยายวาย พุ่งทะยานติด Top 3 ยอดขายในงานนี้

ป้ายยา หนังสือ “Rare Item” ล้ำค่าที่นักอ่านต้องมี เริ่มที่ Booth G41 รุ่งวัฒนา ส่งเสริมรักการอ่าน โดย คุณธัญพร รุ่งวัฒนไพบูลย์ และ คุณสุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์ ชูของสะสมสุดคลาสสิก อย่างชุดนิทาน “Walt Disney Original 12 เล่ม” และ “ขายหัวเราะ เล่มใหญ่” ที่พานักอ่านย้อนวันวานกลับไปยุคทองของการ์ตูนบนแผงหนังสือ ยอดขายพุ่งแรง โดยเฉพาะช่วงวันหยุดต่อเนื่อง นักสะสมต่อคิวแน่นบูททุกวัน

ขยับมาที่ Booth G21 ร้านวุฒิชัยบุ๊คส์ โดย คุณวุฒิชัย แตงเล็ก ขอแนะนำ “เจ้าชายน้อย ฉบับครบรอบ 70 ปี” และ “ตำนานเทพเจ้ากรีก” หนังสือภาพสวยสะดุดตา สื่อถึง 17 เทพเจ้าในตำนาน พร้อมของสะสมหายากในราคาย่อมเยา เริ่มต้นเพียง 10 บาท หนังสือตรงใจของคุณวุฒิชัย คือ “ขอหมอนใบนั้นที่เธอฝันยามหนุน” ผลงานของ ประภัสสร เสวิกุล ที่สะท้อนความเรียบง่าย อ่อนน้อม และใฝ่รู้ ซึ่งเจ้าตัวย้ำว่า งานปีนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี และอยากชวนคนรักหนังสือมาสัมผัส Rare Item ด้วยตนเอง

เทรนด์เวปตูน นักเขียนรุ่นใหม่มาแรง

สายเวปตูนต้องไม่พลาด Booth O36 Anitime โดย คุณชลากร สถิวัสส์ กับหนังสือขายดีอย่าง “อาลัว กับสงครามขนมหวาน” และ “ฟา องค์รักษ์หญิงจำเป็น” จากนักเขียน Lonely Cat ที่ขายดีจนต้องเติมสต็อกทุกวัน พร้อมผลงานตรงใจของเจ้าของบูท คือ “sayCUTE พูดสิว่า ฉันน่ารัก” โดย nockexe

คุณชลากร เผยว่า “งานมหกรรมหนังสือปีนี้ สะท้อนว่าหนังสือไทยกำลังสร้างดาวดวงใหม่ ทั้งนักเขียน นักวาด และเวปตูน เรามีชุมชนคนรักการอ่านที่แข็งแรงขึ้นมาก งานนี้คือพื้นที่ยกระดับนักเขียนรุ่นใหม่ และเป็นแรงขับเคลื่อน Soft Power ของไทยในวงการสื่อสิ่งพิมพ์อย่างแท้จริง”

เปิดโลก “จักรวาลโอเมก้าเวิร์ส” กระแสแรงแห่งยุคนิยายวาย กลายเป็นคำที่จุดกระแสสนั่นงาน ด้วยโครงสร้างตัวละครที่ลึกและหลากมิติ แบ่งเป็น อัลฟ่า – พระเอกผู้มีกลิ่นกายเฉพาะตัวดึงดูดคู่ชะตา, โอเมก้า – นายเอกที่มีกลิ่นหอมชวนหลงใหล และ เบต้า – มนุษย์ทั่วไปที่เป็นส่วนหนึ่งของโลกแฟนตาซีนี้ ความละเอียดอ่อนของเนื้อหา สะท้อนอารมณ์และความสัมพันธ์ ทำให้ผู้อ่านอินจนกลายเป็นฐานแฟนเหนียวแน่น

นิยายวายยุคใหม่นี้ยังถูกต่อยอดเป็นซีรีส์ชื่อดัง กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ สำนักพิมพ์ต่างพร้อมใจกันเปิดตัวผลงานใหม่แนวนี้มากที่สุดในรอบหลายปี ส่งผลให้ยอดขายพุ่งสูงตั้งแต่วันแรกของงาน โดยเฉพาะแนว แฟนตาซี และ พระเอกคลั่งรัก ซึ่งมีกลุ่มผู้อ่านหลักเป็นผู้หญิงวัย 20 ปีขึ้นไป ขณะเดียวกัน นักอ่านผู้ชายและหน้าใหม่ก็เพิ่มจำนวนอย่างเห็นได้ชัด

อย่ารอช้า เหลือเวลาอีกเพียง 4 วันเท่านั้น ร่วมออกตามหาหนังสือที่ใช่ เรื่องที่ชอบ และนักเขียนในดวงใจได้ที่

“งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025)”

วันนี้ – 19 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ฮอลล์ 5 – 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Thai Book Fair

#BookExpoThailand2025 #MelodyOfBooks #อ่านหรือยังฟังหรือเปล่า #PUBAT

​‘เกศทิพย์’ มอบนโยบาย สกร. ขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

​‘เกศทิพย์’ มอบนโยบาย สกร. ขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

​‘เกศทิพย์’ มอบนโยบาย สกร. ขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติราชการแก่ข้าราชการครูและบุคลากรในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีนางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดในเขตภาคกลาง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และบุคลากรในสังกัดเข้าร่วมประชุม ทั้งนี้ นางรัชนุช สละโวหาร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยบุคลากรในสังกัดให้การต้อนรับ ณ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นางเกศทิพย์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคลากรในสังกัดได้รับทราบแนวทางการดำเนินงานและนำไปใช้เป็นกรอบในการขับเคลื่อนภารกิจของกรมฯ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ภายใต้แนวคิด “เสริมงานเดิม สร้างงานใหม่ ให้เท่าทันสังคมโลก By สกร.”

“อยากให้ทุกคนภาคภูมิใจในภารกิจของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เพราะหน้าที่หลักของ สกร. คือ ‘การสร้างชาติและสร้างคน บนฐานของความมั่นคงและยั่งยืนสำหรับทุกครัวเรือน’ เราไม่ได้เพียงถ่ายทอดความรู้เชิงวิชาการ แต่ต้องทำให้ประชาชนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในสังคม”

อธิบดี สกร. ยังได้กล่าวเน้นย้ำ ให้ทุกคนร่วมกันขับเคลื่อนให้ สกร. เป็น “ตัวจริง เสียงจริง” ของการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะการเสริมสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย การพัฒนาองค์ความรู้ให้เท่าทันโลก และการสร้าง “ฐานการเรียนรู้ในทุกครัวเรือน” เพื่อให้ประชาชนมีทักษะชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืน

​ไมโล สานต่อ ‘โครงการกล่องนมรักษ์โลก ปีที่ 5’ ปลูกฝังพฤติกรรมแยกขยะ-พับกล่องนม ในโรงเรียนสังกัด กทม.

​ไมโล สานต่อ ‘โครงการกล่องนมรักษ์โลก ปีที่ 5’ ปลูกฝังพฤติกรรมแยกขยะ-พับกล่องนม ในโรงเรียนสังกัด กทม.

​ไมโล สานต่อ ‘โครงการกล่องนมรักษ์โลก ปีที่ 5’ ปลูกฝังพฤติกรรมแยกขยะ-พับกล่องนม ในโรงเรียนสังกัด กทม.

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไมโล เครื่องดื่มช็อกโกแลตมอลต์ชั้นนำระดับโลก ต่อยอด โครงการกล่องนมรักษ์โลก เป็นปีที่ 5 เดินหน้าสร้างความตระหนักรู้ ยกระดับความเข้าใจด้านการจัดการขยะโดยเฉพาะกล่องยูเอชที และปลูกฝังพฤติกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมให้เด็กไทย พร้อมจัดกิจกรรม สุดยอดแชมป์พับกล่องนมรักษ์โลก ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. สร้างแรงบันดาลใจในการจัดการกล่องนม UHT เพื่อนำไปรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเปลี่ยนกล่องนม UHT เป็นรายได้แก่โรงเรียน จุดประกายพฤติกรรมรักษ์โลกให้เป็นเรื่องสนุกและทำได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันด้วยการพับกล่องนมก่อนทิ้ง เปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน

โครงการกล่องนมรักษ์โลกจากไมโลมีจำนวนโรงเรียนที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้นจาก 67 แห่งเป็น 445 แห่ง รวมสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร โครงการเข้าถึงนักเรียนมากกว่า 227,000 คน และในปีนี้รวบรวมกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วได้กว่า 89 ตัน  เมื่อเทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 240,000 กิโลกรัมคาร์บอนฯ เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้เกือบ 20,000 ต้นโดยโรงเรียนที่สะสมกล่องนมได้น้ำหนักมากที่สุด 4 โรงเรียนจะได้รับโต๊ะปิงปองอัพไซเคิลจากกล่องเครื่องดื่มใช้แล้ว นอกจากความสำเร็จด้านความยั่งยืน โครงการกล่องนมรักษ์โลกยังสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับโรงเรียนที่เข้าร่วมอีกด้วย โดยการรวบรวมกล่องนมใช้แล้วส่งต่อให้กับพันธมิตรอย่าง บริษัท เวสท์บาย เดลิเวอรี่ จำกัด ซึ่งเข้ามารับซื้อกล่องโดยตรงจากโรงเรียน เพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “โครงการกล่องนมรักษ์โลก” โดย ไมโล เป็นตัวอย่างที่ดี ของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ที่ช่วยปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเมื่อเด็กๆได้เรียนรู้ การคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิล ตั้งแต่ในโรงเรียน พวกเขาจะเติบโตขึ้น เป็นประชากรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกรุงเทพมหานคร ให้เป็นเมืองน่าอยู่และยั่งยืนต่อไปในอนาคต และรู้สึกยินดีที่ได้เห็นความสำเร็จของโครงการ ที่สามารถขยายผลจนครอบคลุมโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครได้ทั้งหมด ตามที่ได้ให้นโยบายไว้”

น.ส.นาริฐา วิบูลยเสข ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์นมและโภชนาการ บจก.เนสท์เล่ (ไทย) กล่าวว่า เราเชื่อมั่นว่าการปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งการพับและคัดแยกกล่องนมคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธีโดยที่ไม่ทิ้งกล่องนมรวมกับขยะอื่น และสามารถต่อยอดไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระยะยาว ในปีนี้โครงการจึงมีการจัดแข่งขันเพื่อเฟ้นหา สุดยอดแชมป์พับกล่องนมรักษ์โลก เป็นครั้งแรกในประเทศไทย มีโรงเรียนที่ให้ความสนใจและเข้ามาร่วมแข่งขันถึง 321 โรงเรียน ภายใต้แนวคิดการดูแลโลกของเราเป็นเรื่องสนุกและยั่งยืน กิจกรรมใหม่ “สุดยอดแชมป์พับกล่องนมรักษ์โลก (CARETON SPEEDY FOLD CHALLENGE) ทำให้เยาวชนได้ทั้งความสนุกในการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กเป็นพลังขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยโรงเรียนที่ชนะเลิศได้รับทุนการศึกษาและโต๊ะปิงปองที่ผลิตจากกล่องนมยูเอชที เพื่อให้เด็กๆ ได้เห็นว่าขยะในโรงเรียนอย่างกล่องยูเอชทีใช้แล้ว สามารถนำกลับมาทำเป็นอุปกรณ์กีฬาที่มีค่าและใช้งานได้จริง

ทั้งนี้ โครงการกล่องนมรักษ์โลก สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสิ่งแวดล้อมและสังคม ปลูกฝังพฤติกรรมการดูแลสิ่งแวดล้อมให้แก่เด็กไทยอย่างยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของเนสท์เล่ในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและดูแลโลกของเราเพื่อคนรุ่นต่อไป

รร.วัฒนาวิทยาลัย ชูแนวคิด ‘สมองไว จิตใจดี ไม่เร่งก็เก่งได้’ ปั้นเด็กสามภาษาสู่อนาคต

รร.วัฒนาวิทยาลัย ชูแนวคิด ‘สมองไว จิตใจดี ไม่เร่งก็เก่งได้’ ปั้นเด็กสามภาษาสู่อนาคต

รร.วัฒนาวิทยาลัย ชูแนวคิด ‘สมองไว จิตใจดี ไม่เร่งก็เก่งได้’ ปั้นเด็กสามภาษาสู่อนาคต

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โรงเรียนสตรีประจำและโรงเรียนอนุบาลแห่งแรกของประเทศไทย ยืนยันวิสัยทัศน์การพัฒนาเด็กเล็กสู่การเป็นพลเมืองสามภาษา (Trilingual) ที่มีคุณภาพ ด้วยแนวทางการเรียนรู้ที่เน้นความเข้าใจ ไม่เร่งรัด และสอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย

“สมองไว จิตใจดี ไม่เร่งก็เก่งได้” เป็นแนวทางที่โรงเรียนยึดมั่นมาโดยตลอด สอดคล้องกับหลักเศรษฐศาสตร์การศึกษาของ ศ. James J. Heckman เจ้าของรางวัลโนเบล ที่ย้ำว่าการลงทุนทางการศึกษาปฐมวัยให้ผลตอบแทนทางสังคมสูงสุด ทั้งด้านการเรียนรู้ สุขภาพ และการสร้างคนคุณภาพในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยทำในสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การปลูกฝัง ความเมตตาและบุคลิกภาพ ให้กับเด็กๆ พร้อมทั้งความสุขุมและใจเย็น และมีความเชื่อมั่นว่า เด็กเล็กสามารถเริ่มต้นแบบ Trilingual ได้ ด้วยการปลูกฝังทักษะภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ควบคู่กับภาษาไทยอย่างเป็นธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายให้เด็กๆ ที่ผ่านการดูแลตามแนวทางของโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยเป็นคนที่สมองไว จิตใจดี ไม่เร่งก็เก่งได้

วัฒนาวิทยาลัยมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นเหมือนบ้าน โดยคุณครูทำหน้าที่เสมือนพี่เลี้ยงหรือมารดาคนที่สอง ดูแลตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น การพาเข้าห้องน้ำ ไปจนถึงการโอบกอดปลอบเมื่อเด็กร้องไห้ เพื่อให้เด็กๆ รู้สึกปลอดภัย พร้อมเปิดใจเรียนรู้ในโลกสามภาษา

ที่นี่ เด็กจะได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรม Immersive Program ทั้งการร้องเพลง เกม และการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ ซึ่งทำให้เด็กจำนวนมากเติบโตเป็นเด็กสามภาษา ได้ตั้งแต่วัยอนุบาล

ในด้านวิชาการโรงเรียนฯได้รับการอนุมัติให้นำ หลักสูตร Cambridge Assessment International Education (CAIE) – Cambridge Primary มาใช้ในโครงการ English Program (EP) โดยให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนที่ได้มาตรฐานสากล มีครูผู้สอนชาวต่างชาติในแต่ละระดับชั้น ทำงานร่วมกับครูไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้นักเรียนได้รับการดูแลทั้งด้านภาษาและการเรียนรู้ในภาพรวมตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงมัธยมศึกษา นักเรียนจะได้ใช้ภาษาอังกฤษในทุกๆวัน ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น Phonics การเล่านิทาน การสนทนา รวมทั้งกิจกรรมเชิงบูรณาการ โดยมีครูไทยคอยสนับสนุนเพื่อให้นักเรียนเล็กๆปรับตัวได้ง่ายและเรียนรู้อย่างมั่นใจ

ดร.สุภลักษณ์ ไชยสถาน ผู้อำนวยการโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย กล่าวว่า โรงเรียนฯมีความใส่ใจในการคัดเลือกครูต่างชาติเป็นอย่างมาก เพราะเราต้องการครูที่เป็นเจ้าของภาษา มีวุฒิการศึกษาเหมาะสม และสามารถสอนวิชาเฉพาะได้ตามหลักสูตร เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือเทคโนโลยีส่วน English Program มีขั้นตอนการสัมภาษณ์และการสอบสอนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มั่นใจว่าครูทุกคนสามารถทำงานร่วมกับครูไทยได้ และสร้างคุณภาพการเรียนการสอนที่ดีที่สุดให้กับเด็กๆ

“เราให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อระหว่างบ้านและโรงเรียน โดยมีการรายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างต่อเนื่อง และเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองพบครูผู้สอนชาวต่างชาติภาคเรียนละ 1 ครั้ง รวมถึงการประชุมผู้ปกครองประจำปี นอกจากนี้ยังมีไลน์กลุ่มของห้องเรียนที่ช่วยให้ครูและผู้ปกครองติดต่อสื่อสารได้โดยตรง” ดร.สุภลักษณ์ กล่าวและว่า หลายครอบครัวกังวลว่าลูกจะไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ ที่นี่เราออกแบบกิจกรรมเพื่อช่วยเสริม เช่น English Camp, English Week และกิจกรรม Crosswords รวมถึงการสื่อสารกับครูต่างชาติในชีวิตประจำวัน ทำให้เด็กได้ซึมซับภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ และค่อยๆ กล้าใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น

อ.ลานทิพย์ ทวาทศิน ผู้จัดการโรงเรียน อธิบายเพิ่มเติมว่า ที่โรงเรียนฯอยากให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างสนุกและได้พัฒนาภาษาอังกฤษไปพร้อมๆกัน จึงสนับสนุนและจัดหาครูดนตรีที่มีความสามารถ เข้ามาสอนในระดับประถมศึกษา โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน เด็กๆ จะได้เรียนกิจกรรมเข้าจังหวะ รู้จักสัญลักษณ์ดนตรี ตัวโน้ต และการร้องเพลง เพราะเสียงดนตรีไม่เพียงทำให้ห้องเรียนเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุข แต่ยังช่วยให้นักเรียนได้ซึมซับภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย

ในด้านการติดตามพัฒนาการของเด็กๆในวิชาภาษาอังกฤษ เราจะมีการตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง เช่น การตรวจการบ้าน การเช็กผลงาน และที่สำคัญคือการรายงานกลับไปยังผู้ปกครอง โดยโรงเรียนมีระบบที่เรียกว่า Student Digital Management Application (SDMA) ซึ่งช่วยให้ครูสามารถรายงานตรงถึงผู้ปกครองได้โดยทันที อีกทั้งผู้บริหารโรงเรียนก็จะลงมาตรวจสอบการสอนและการเรียนเป็นระยะๆ รวมถึงยังมีการประชุมผู้ปกครอง อย่างต่อเนื่องเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็น

“ในแต่ละห้องเรียนจะมี ไลน์กลุ่มระหว่างครูประจำชั้นกับนักเรียน และในขณะเดียวกัน ผู้ปกครองก็สามารถติดต่อกับเราได้สะดวก ไม่ว่าจะสอบถาม พูดคุย หรือแม้กระทั่งส่งความคิดเห็นกลับมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะทำให้โรงเรียนและผู้ปกครองใกล้ชิดกัน”

โรงเรียนสอนนักเรียน 3 ภาษา คือไทย อังกฤษ จีน ในระดับอนุบาลและระดับประถมศึกษา (Trilingual) ส่วนระดับมัธยมสอนมากกว่า 3 ภาษา (Multi-language) ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โรงเรียนจัดหลักสูตรที่หลากหลาย เช่น English Program (EP), Premium English Course (PEC) หลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ตามแนวทาง สสวท. Science Technology and Mathematics Program (STAMP) และหลักสูตร Enrichment English Programme: (EEP) เพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างของผู้ปกครอง

English Program (EP) เน้นการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการเรียนวิชาหลัก คือ Math, Science,  English, Health & PE โดยครูชาวต่างชาติและมีกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่ส่งเสริมทักษะการคิดและการแก้ปัญหาในบริบทสังคมโลก (Global Citizen) ในระดับประถมศึกษา

Premium English Course (PEC) มุ่งพัฒนาภาษาอังกฤษครบทุกทักษะ และเพิ่ม Remedial Class กับครูต่างชาติสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อให้นักเรียนมั่นใจและใช้ภาษาได้จริง

หลักสูตร วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ตามแนวทาง สสวท. Science Technology and Mathematics Program (STAMP) เน้นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ตอบโจทย์การสร้างนักคิดและนวัตกรรุ่นใหม่ โดยยังคงเสริมภาษาอังกฤษควบคู่

ห้องเรียนพิเศษ Enrichment English Programme (EEP) ในระดับมัธยมศึกษาส่งเสริมทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษขั้นสูงมีเป้าหมายในการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารและการเรียนรู้ สอนโดยครู native speakers ในรายวิชาพื้นฐาน Math, Science, Health, Physical Education, Competing Science and Fundamental English วิชาเพิ่มเติมที่จัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ และรายวิชาภาษาต่างประเทศที่ 2

ดร.สุภลักษณ์ ทิ้งท้ายว่า “เป้าหมายสูงสุดของเราคือให้นักเรียนทุกคนสื่อสารภาษาอังกฤษได้ตามระดับความสามารถ และใช้ภาษาเป็น ‘Cutting Point’ หรือจุดเด่นที่ทำให้แตกต่างในอนาคต ไม่ว่าจะเรียนต่อหรือทำงาน เราอยากเห็นเด็กๆ เติบโตเป็นคนเก่ง คนดี และมีคุณภาพพร้อมเผชิญโลกกว้าง”

​จุฬาฯ – ก.แรงงาน ผนึกพัฒนาทักษะกำลังคนสู่แรงงานคุณภาพ

​จุฬาฯ – ก.แรงงาน ผนึกพัฒนาทักษะกำลังคนสู่แรงงานคุณภาพ

​จุฬาฯ – ก.แรงงาน ผนึกพัฒนาทักษะกำลังคนสู่แรงงานคุณภาพ

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับกระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อยกระดับศักยภาพกำลังคนของประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน เมื่อวันพุธที่ 8 ตุลาคม 2568 ณ ห้อง 202  อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีลงนามและกล่าวแสดงความยินดี

จากนั้น ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ และ นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงแรงงาน ลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยมี รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ รองอธิการบดีจุฬาฯ  และ นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการและการวิจัยของจุฬาฯ กับประสบการณ์ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อร่วมกันยกระดับสมรรถนะของกำลังแรงงานให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาทักษะอาชีพและการเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างแรงงานคุณภาพของประเทศ

“การพัฒนาประเทศต้องพัฒนาให้คนมีความรู้ความสามารถ แรงงานคือพลังและเป็นรากฐานระดับประเทศ ความรู้ไม่ได้อยู่ในห้องเรียนหรือยู่ในระดับปริญญา แต่เป็นความรู้จากทุกศาสตร์ และจุฬาฯ มีความรู้จากทุกศาสตร์ ซึ่งจะอยู่ติดตัว สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาตนเอง สร้างรายได้อย่างยั่งยืน และพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวมต่อไป” ศ.ดร.วิเลิศ กล่าว

ด้าน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า สาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจนี้ ครอบคลุมความร่วมมือด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมและการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ การส่งเสริมการเทียบโอนสมรรถนะจากการฝึกอบรมและประสบการณ์ทำงานเข้าสู่ระบบธนาคารหน่วยกิตของจุฬาฯ และการสนับสนุนให้นิสิตเข้าฝึกงานกับสถานประกอบการที่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน

นอกจากนี้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวย้ำว่า เป็นโอกาสดีที่จุฬาฯ ได้ร่วมกับกระทรวงแรงงานเพื่อช่วยให้แรงงานได้เพิ่มทักษะที่มีความจำเป็นต่อกลุ่มพี่น้องประชาชนรวมทั้งกลุ่มเปราะบาง ขณะนี้ภาคธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างธุรกิจก็เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เราต้องพัฒนาคนให้ตอบโจทย์ให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงต่อไปในอนาคต

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดฝึกซ้อมนักแสดงกับระบบเทคนิคพิเศษเตรียมความพร้อมสู่การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดฝึกซ้อมนักแสดงกับระบบเทคนิคพิเศษเตรียมความพร้อมสู่การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดฝึกซ้อมนักแสดงกับระบบเทคนิคพิเศษเตรียมความพร้อมสู่การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.34 น.

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดฝึกซ้อมนักแสดงกับระบบเทคนิคพิเศษเตรียมความพร้อมสู่การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน “สัตยาพาลี” 6 พ.ย. – 8 ธ.ค.นี้ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทำการฝึกซ้อมนักแสดงกับระบบเทคนิคพิเศษ ที่บริษัท บ้านริก จำกัด เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ประจำปี 2568 เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน สัตยาพาลี 

โดยมี รศ.ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) ผู้กำกับการเเสดง กล่าวถึง การแสดงในปี 2568 เน้นในเรื่องของความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ และความสามัคคี แสดงให้เห็นถึง หากไม่มีความกตัญญูรู้คุณจะก่อให้เกิดความหายนะตามมามากมาย ยกตัวอย่างถึง ทรพีซึ่งเป็นคนเก่งที่มีเทวดาประจำกายคุ้มครองดูแลอยู่ แต่ไม่สำนึกในบุญคุณ  จึงก่อให้เกิดผลเสียตามมา รวมถึงการเสียสัตย์ของพญาพาลีวานรผู้เป็นกษัตริย์แห่งเมืองขีดขิน เป็นที่มาของเรื่องราวมากมาย 

สำหรับตอน “สัตยาพาลี” มีการจัดแสดงจำนวนถึง 10 ฉาก ซึ่งการซ้อมในวันนี้อุ่นเครื่องให้สื่อมวลชนได้เก็บภาพบรรยากาศเบื้องหลังมาฝากผู้ชม ในฉากพาลีรบกับทศกัณฐ์ซึ่งแปลงเป็นปูยักษ์ เพื่อหวังสังหารองคตในพิธีลงสรงแต่ถูกพาลีจับได้ และทำการซ้อมฉากพาลีรบสุครีพ รวมถึงซ้อมการขึ้นรอกสลิงของหนุมาน ชมพูพาน นิลนนท์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเอกของเรื่อง ให้เกิดความพร้อมต่อการแสดงอย่างสมบูรณ์แบบ นักแสดงและทีมงานได้ฝึกซ้อมการแสดงกับระบบเทคนิคพิเศษ รวมถึงการขึ้นรอกสลิงจนเกิดความคุ้นชิน เพื่อสามารถถ่ายทอดการแสดงได้อย่างสมบูรณ์แบบ แสดงโดยนักแสดงเยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกและฝึกซ้อมจากครูผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์จนมีฝีมือการร่ายรำงดงามถูกต้องตามจารีต 

การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน “สัตยาพาลี” เป็นเรื่องราวของพญาพาลีวานรผู้เป็นกษัตริย์แห่ง  เมืองขีดขิน ซึ่งเสียคำสัตย์เพราะความหลงผิด แต่ภายหลังระลึกได้จึงสำนึกและยอมรับโทษ ชี้ให้เห็นคุณของความกตัญญูและโทษของความไม่รักษาสัตย์ และกล่าวถึงหน้าที่ของแต่ละบุคคลที่ต้องตั้งใจปฏิบัติงานด้วยความจงรักภักดีต่อแผ่นดินและผู้มีพระคุณ การต่อสู้ของทศกัณฐ์และพระราม (อวตารของพระนารายณ์) ย้ำให้มั่นใจว่าผู้มีจิตใจชั่วร้ายแม้จะมีอิทธิฤทธิ์มากมายปานใด ก็ไม่สามารถดำรงตนไปได้นาน ฝ่ายผู้ยึดมั่นในธรรมะ แม้จะเผชิญอุปสรรคใดๆ ก็จะชนะฝ่ายอธรรมเสมอ       

ส่วนเรื่องราวจะสนุกเข้มข้นอย่างไร ความพิเศษของฉากจะยิ่งใหญ่อลังการขนาดไหนนั้น ติดตามรับชมได้ในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” เปิดจำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์www.thaiticketmajor.com โทร. 0-2262-3456 บัตรราคา 2,000 บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท,   800 บาทและ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา200 บาท)  

สำหรับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ดำเนินการจัดการแสดงโขนขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และให้ประชาชนชาวไทยได้ชื่นชมความงดงามของศิลปะดั้งเดิมของไทยหลากหลายแขนงในการแสดงโขน โดยสิ่งที่เป็นขวัญกำลังใจในการดำเนินงาน คือพระราชดำรัสเกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปะแขนงนี้ว่า “ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน” นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ ความพิเศษของโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ คือการรวบรวมองค์ความรู้จากครูผู้เชี่ยวชาญทุกสาขา ทั้งโขน ละคร ดนตรี คีตศิลป์ ร่วมกันทำงานด้วยความวิริยะอุตสาหะ ทุกขั้นตอนทำด้วยความประณีต การแสดงจึงออกมางดงาม โดยนักแสดงซึ่งเป็นเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกและได้ฝึกฝนจนเกิดความชำนาญจากครูผู้เชี่ยวชาญ เป็นการส่งเสริมให้เยาวชนได้มีโอกาสฝึกฝีมือและได้มีโอกาสแสดงความสามารถตามที่ถนัด อีกทั้งเพื่อเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนเป็นผู้ร่วมรักษาและสืบสานศิลปะการแสดงโขน สมดังพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สืบไป