สืบสานตำนาน! เพชรบูรณ์เปิดงานประเพณี ‘อุ้มพระดำน้ำ’ ประจำปี 2568

สืบสานตำนาน! เพชรบูรณ์เปิดงานประเพณี 'อุ้มพระดำน้ำ' ประจำปี 2568

สืบสานตำนาน! เพชรบูรณ์เปิดงานประเพณี ‘อุ้มพระดำน้ำ’ ประจำปี 2568

วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.56 น.

สืบสานตำนาน! เพชรบูรณ์เปิดงานประเพณี ‘อุ้มพระดำน้ำ’ ประจำปี 2568

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหน้าวัดไตรภูมิ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2568 โดยได้อัญเชิญองค์ พระพุทธมหาธรรมราชา พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวเพชรบูรณ์ขึ้นประดิษฐานบนรถบุษบก เพื่อแห่รอบเมืองอย่างยิ่งใหญ่และตระการตา

ในขบวนแห่มีการแสดงศิลปะวัฒนธรรมที่สะท้อนประวัติศาสตร์และความรุ่งเรืองของเมืองเพชรบูรณ์ สร้างความประทับใจและความคึกคักให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนที่มาร่วมชมอย่างเนืองแน่นตลอดสองฝั่งถนน

สำหรับงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำปีนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 26 กันยายน 2568 โดยมีกิจกรรมหลากหลาย ได้แก่ การแสดงแสงสีเสียง, งานอาหาร, การแสดงดนตรี, และการแข่งขันพายเรือทวนน้ำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานประเพณีที่มีมาอย่างยาวนาน

สำหรับพิธีสำคัญจะเกิดขึ้นในวันที่ 22 กันยายน 2568 เวลา 10.09 น. โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะนำคณะประกอบพิธี “อุ้มพระดำน้ำ” อันศักดิ์สิทธิ์ โดยอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาลงเรือทวนน้ำจากท่าน้ำวัดไตรภูมิไปยังท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร ซึ่งเป็นพิธีที่เชื่อว่าหากได้ประกอบพิธีนี้แล้วจะทำให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลและบ้านเมืองสงบสุข

ตำนานอุ้มพระดำน้ำ เป็นเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมาว่า เดิมทีชาวประมงได้พบพระพุทธรูปลอยขึ้นเหนือน้ำในแม่น้ำป่าสัก ก่อนจะอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดไตรภูมิ แต่ในวันสารทไทยของปีถัดมา พระพุทธรูปกลับหายไปและพบว่ากำลังดำผุดดำว่ายอยู่กลางแม่น้ำ ชาวบ้านจึงอัญเชิญกลับมาอีกครั้ง และตั้งนามว่า “พระพุทธมหาธรรมราชา” จากนั้นเป็นต้นมา ประเพณีการอัญเชิญองค์พระดำน้ำจึงได้ถูกสืบทอดมาจนกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์ในปัจจุบัน ///-026

​มวล.เจ้าภาพจัดเวทีวิชาการ ‘พฤษศาสตร์พื้นบ้าน’ ต่อยอดองค์ความรู้พืชสมุนไพร กระตุ้นเศรษฐกิจไทยสู่สากล

​มวล.เจ้าภาพจัดเวทีวิชาการ ‘พฤษศาสตร์พื้นบ้าน’ ต่อยอดองค์ความรู้พืชสมุนไพร กระตุ้นเศรษฐกิจไทยสู่สากล

​มวล.เจ้าภาพจัดเวทีวิชาการ ‘พฤษศาสตร์พื้นบ้าน’ ต่อยอดองค์ความรู้พืชสมุนไพร กระตุ้นเศรษฐกิจไทยสู่สากล

วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.06 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยอุทยานพฤกษศาสตร์ ร่วมกับองค์การสวนพฤกษศาสตร์  และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง  จัดโครงการประชุมวิชาการพฤกษศาสตร์พื้นบ้านแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “พฤกษศาสตร์พื้นบ้าน สืบสานภูมิปัญญา ต่อยอดคุณค่า พัฒนาเศรษฐกิจไทย ก้าวไกลสู่สากล” (The 3rd Ethnobotany Conference of Thailand) โดยในพิธีเปิด ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยมี รศ.ดร.ฉัตรชัย กัลยาณปพน รักษาการแทนผู้อำนวยการอุทยานพฤกษศาสตร์ นายอดุลวิทย์ ริยาพันธ์ หัวหน้างานจัดนิทรรศการและศิลปกรรม องค์การสวนพฤกษศาสตร์ อาจารย์ ดร.จันทรารักษ์ โตวรานนท์ หัวหน้าโครงการสวนพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาราชา ผู้บริหาร คณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ นักวิจัย นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ณ ห้องประชุมบุษราคัม อาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ กล่าวว่า การประชุมวิชาการในครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ผลงานวิจัย และประสบการณ์ด้านพฤกษศาสตร์พื้นบ้านของนักวิชาการ นักวิจัย ผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไป รวมถึงเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและวิชาชีพ ที่จะนำไปสู่การต่อยอดคุณค่าและการใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ทั้งในเชิงวิชาการและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์แห่งนี้ มีการจัดแสดงนิทรรศการตามแนวคิด “ตามรอยเจ้าฟ้าจากยอดเขาสู่ใต้ทะเล” เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยตัวอาคารตั้งอยู่ภายในอุทยานพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ รองรับการบริการวิชาการและเป็นแหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัยให้แก่นักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไปเข้ามาใช้บริการ รวมถึงการดำเนินการเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้กับจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ หอชมฟ้า Bota Sky Tower สถานเพาะพันธ์สัตว์ป่า เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสัตว์ป่า ให้นักท่องเที่ยวสามารถชมความน่ารักของสัตว์ต่าง ๆ เช่น คาปิบารา, เก้ง, เนื้อทราย, และกวางดาว โดมกระบองเพชร เรือนไม้เมืองหนาว สวนสมุนไพร และกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย

กิจกรรมภายในงานมีการบรรยายพิเศษ เรื่อง “พฤกษศาสตร์พื้นบ้านกับการพัฒนาชุมชน”โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศรี ไตรสนธิ ผู้นำการศึกษาพฤกษศาสตร์พื้นบ้านในประเทศไทย การบรรยายพิเศษ เรื่อง “อพ.สธ.กับงานพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน” โดย ดร.ปิยรัษฎ์ ปริญญาพงษ์ เจริญทรัพย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ อพ.สธ. และเลขานุการคณะกรรมการโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดาริฯ การเสวนา“พฤกษศำสตร์พื้นบ้าน สืบสานภูมิปัญญา ต่อยอดคุณค่า พัฒนาเศรษฐกิจไทย ก้าวไกลสู่สากล” โดย พระมหาขวัญชัย อัคคชโย รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศรี ไตรสนธิ อาจารย์ ดร.อุษา กลิ่นหอม และดร.ปิยรัษฎ์ ปริญญาพงษ์ เจริญทรัพย์ การนำเสนอบทความวิชาการ 19 บทความ แบ่งเป็น การนำเสนอภาคบรรยาย 10 บทความ และ การนำเสนอภาคโปสเตอร์ 9 บทความ

งานประชุมวิชาการพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน จัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2559  โดย องค์การสวนพฤกษศาสตร์เป็นเจ้าภาพ ภายใต้หัวข้อ “พฤกษศาสตร์พื้นบ้านไทยมองไกลสู่อนาคต และครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2561  โดย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ภายใต้หัวข้อ “พฤกษศาสตร์พื้นบ้าน รากฐานการพัฒนา สู่นวัตกรรมและความยั่งยืน”  และในครั้งที่ 3 นี้  มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพ โดยรูปแบบการจัดประชุม ประกอบด้วยการบรรยายพิเศษ การนำเสนอผลงานวิจัยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา นิสิต นักศึกษา คณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ตลอดจนความร่วมมือทางวิชาการ วิชาชีพ และการต่อยอดทางธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการศึกษาวิจัย พัฒนาใช้ประโยชน์ รวมถึงการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

​ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตร ‘Art Beyond Canvas’ สร้างผู้บริหารศิลปะมืออาชีพ

​ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตร ‘Art Beyond Canvas’ สร้างผู้บริหารศิลปะมืออาชีพ

​ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตร ‘Art Beyond Canvas’ สร้างผู้บริหารศิลปะมืออาชีพ

วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ดิบ บางกอก (Dib Bangkok) ร่วมมือกับ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดหลักสูตรอบรมพิเศษ Art Beyond Canvas: Management in Art Industry” หลักสูตรเข้มข้น 42 ชั่วโมง ที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อสร้างผู้บริหารจัดการงานศิลปะมืออาชีพรุ่นใหม่ หลักสูตรครอบคลุม 3 แกนหลักคือ ศิลปะร่วมสมัยและวัฒนธรรมทัศนภาพ (Contemporary Art & Visual Culture) พื้นฐานอุตสาหกรรมศิลปะ (Art Industry Foundation) การบริหารจัดการในอุตสาหกรรมศิลปะและการปฏิบัติ (Management in Art Industry & Practice) พร้อมฝึกงานเรียนรู้จากประสบการณ์จริง 120 ชั่วโมง

จุดเด่นของหลักสูตรคือการบูรณาการความรู้เชิงทฤษฎีกับการประยุกต์ใช้จริง โดยผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับแนวหน้าจากทั้งในและต่างประเทศเป็นประจำทุกสัปดาห์ อาทิ ดร. มิกะ โยชิตาเกะ ภัณฑารักษ์อิสระ จากลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา, ศาสตราจารย์ ดร. อภินันท์ โปษยานนท์ ประธานอำนวยการและผู้อำนวยการศิลป์ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่, ดร.กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการำหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน, ดร. เดวิด  เทห์ (David Teh) ภัณฑารักษ์ นักเขียน และนักวิชาการจากสิงค์โปร์ ผู้เชี่ยวชาญศิลปะร่วมสมัยในภูมิภาคอุษาคเนย์, ดร.วิภาช ภูริชานนท์ อาจารย์จากภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, คุณ อริญชย์ รุ่งแจ้ง ศิลปินและภัณฑารักษ์ ผู้อำนวยการศิลป์ ไทยแลนด์ เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2025, คุณ โรเบิร์ต จ้าว เหรินฮุย (Robert Zhao Renhui) ศิลปินร่วมสมัยชาวสิงคโปร์, คุณจิตติ เกษมกิจวัฒนา ศิลปิน และภัณฑารักษ์, คุณ ซารา เมา (Sara Mao) ผู้อำนวยการสถาบัน Christie’s Education, คุณ ไอดา เอิง (Ida Ng) CEO Artmove, Helu-trans Group, คุณจงสุวัฒน์ อังคสุวรรณศิริ ผู้ร่วมก่อตั้ง SAC GALLERY กรุงเทพฯ และ CEO ของ RSM (รวมสมัย) เชียงใหม่ และคุณนันท์นรี พานิชกุล ผู้จัดการด้านศิลปะร่วมสมัยจากกรุงเทพฯ

หลังจบภาคทฤษฎี ผู้เข้าร่วมจะได้รับประสบการณ์วิชาชีพ 120 ชั่วโมง ผ่านการฝึกงานจริงกับเครือข่ายองค์กรพันธมิตรชั้นนำ ดังนี้ Bangkok Art Biennale Foundation, หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC), สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม, หอศิลป์บ้านจิมทอมป์สัน, Bangkok CityCity Gallery, Gallery VER, SAC Gallery, Nova Contemporary, Bangkok Kunsthalle, ATTA Gallery และ Dib Bangkok

หลักสูตรนี้ถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาตนเองและก้าวสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการงานศิลปะในระดับมืออาชีพ การผสมผสานระหว่างความรู้เชิงทฤษฎีจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกและประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงกับองค์กรชั้นนำในแวดวงศิลปะ จะทำให้ผู้เข้าร่วมมีความพร้อมสำหรับการทำงานในอุตสาหกรรมศิลปะอย่างแท้จริง

สกู๊ปพิเศษ : บันทึก..นาทีประวัติศาสตร์! มก.ร่วมกับ NASA ส่ง ‘ผลึกเหลว’ สู่อวกาศ

สกู๊ปพิเศษ : บันทึก..นาทีประวัติศาสตร์! มก.ร่วมกับ NASA ส่ง ‘ผลึกเหลว’ สู่อวกาศ

สกู๊ปพิเศษ : บันทึก..นาทีประวัติศาสตร์! มก.ร่วมกับ NASA ส่ง ‘ผลึกเหลว’ สู่อวกาศ

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.30 น.

ประวัติศาสตร์ครั้งแรกของวงการอวกาศไทยและโลก ถูกบันทึกไว้เมื่อเพย์โหลด “TLC ” (Thailand Liquid Crystals in Space) ซึ่งเป็นการทดลองผลึกเหลว (Liquid Crystals) บนอวกาศ ที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทย ได้เดินทางขึ้นสู่อวกาศอย่างราบรื่น จากแหลมคะเนอเวอรัล มลรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 05.11 น. ตามเวลาในประเทศไทย

ภารกิจนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Commercial Resupply Service Mission (CRS) ขององค์การ NASA โดยเพย์โหลด TLC ถูกบรรจุไว้ในยานอวกาศ Cygnus เที่ยวบินที่ NG-23 ของบริษัท Northrop Grumman และถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด Falcon 9 ของบริษัท SpaceX ซึ่งมุ่งหน้าสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)

โดยมีคณะจากประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสักขีพยานและแสดงความยินดีกับความสำเร็จดังกล่าว นำโดย ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วย ผศ.ดร.กฤษณ์ วันอินทร์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและพันธกิจเพื่อสังคม ศ.ดร.ครศร ศรีกุลนาถ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและความเป็นสากล รศ.ดร.วันชัย ปลื้มภาณุภัทร คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จาก ม.เกษตร นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนงานวิจัย ได้แก่ ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร ผู้อำนวยการ บพค. ดร.ดำรงค์ฤทธิ์ เนียมหมวด รองผู้อำนวยการ GISTDA เข้าร่วมแสดงความยินดี โอกาสนี้ Dr. Robyn Gatens – NASA ISS Director และ Mr. Robert Hampton – Director of Payload Operations จาก U.S. ISS National Lab ได้แสดงความชื่นชมยินดีในความสำเร็จครั้งนี้ด้วย

รศ.ดร.ณัฐพร ฉัตรแถม ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตร หัวหน้าโครงการ TLC เปิดเผยว่า เพย์โหลด TLC จะทดลองในอวกาศเป็นเวลา 3 เดือน รวมจำนวนชั่วโมงทำการทดลอง 144 ชั่วโมง โดยภารกิจการทดลองจะดำเนินการโดยนักบินอวกาศ NASA ร่วมกับทีมนักวิจัยจากประเทศไทยและนิสิตจาก ม.เกษตรฯ ที่จะประจำการภาคพื้นดินที่ Payload Operation Control Center ของบริษัท Voyager Technologies ที่เมือง Houston มลรัฐเท็กซัส และที่ ISS Microscope Control Center ของบริษัท BioServe Space Technologies ที่เมือง Boulder มลรัฐโคโลราโด ซึ่งทั้งสองบริษัทเป็นบริษัทในความควบคุมดูแลของ NASA

เพย์โหลดของโครงการ Thailand Liquid Crystals in Space (TLC) สำหรับทำการทดลองผลึกเหลวในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงบนสถานีอวกาศนานาชาตินั้นประกอบไปด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆด้วยกัน คือ Control module และ Image module โดย Control module เป็นโมดูลสำหรับการควบคุมคือการจ่ายกระแสไฟฟ้า น้ำ และอากาศให้กับ Image module ซึ่ง control module นั้นมีน้ำหนักประมาณ 15.7 กิโลกรัม Control module นั้นมีรูปทรงลักษณะของกล่องสี่เหลี่ยมที่มีขนาดความกว้าง 330 มิลลิเมตร ความยาว 417 มิลลิเมตร และความสูง 190 มิลลิเมตร ซึ่งในขณะทำการทดลองจะถูกติดตั้งอยู่บนผนังประตูของกล้องจุลทรรศน์ KERMIT (Keyence Research Microscope Testbed) rack

ในส่วนของ Image module นั้นจะมีหน้าที่ในการจ่ายสารผลึกเหลว (liquid crystal) ให้กับเพลทที่ถูกเจาะรูสำหรับสร้างฟิล์มผลึกเหลว ทำหน้าที่สร้างฟิล์มของผลึกเหลวและลำเลียงไอน้ำและอากาศสำหรับการทำการทดลอง เพลทฐานของ Image Module ถูกออกแบบมาให้สามารถยึดติดกับฐานภายในกล้องจุลทรรศน์ KERMITใช้ตัวยึดโลหะ นอกจากนี้ ด้านฐานมีการติดตั้งฝาครอบโพลีคาร์บอเนตแบบใสไว้ภายนอกของเพลทฐานนี้ในระหว่างขนส่งเพื่อป้องกันความเสียหายแก่เพลทฐานของ Image module น้ำหนักของ Image Module จะอยู่ที่ประมาณ 4.0 กิโลกรัม และมีขนาดความกว้าง 165 มิลลิเมตร ความยาว 182.5 มิลลิเมตรและความสูง 48 มิลลิเมตร

ระบบเพย์โหลดทั้งสองชิ้นส่วนนั้นถูกออกแบบมาให้ใช้ระบบไฟฟ้าจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรงของสถานีอวกาศที่ความดันไฟฟ้า 28 โวลต์ โดยทั้งสองชิ้นส่วนได้รับการอนุญาตจาก NASA ให้ใช้กำลังไฟฟ้าจากสถานีอวกาศนานาชาติได้สูงสุด 120 Watts โดยมีจำนวนเซสชั่นของการทดลองอย่างน้อย 48 เซสชั่นซึ่งมีระยะเวลาการทดลอง 3 ชั่วโมงในแต่ละเซสชั่น รวมเป็น 144 ชั่วโมงสำหรับการทดลอง ในระหว่างทำการทดลองนั้นสามารถบันทึกผลการทดลองและออกคำสั่งต่างๆสำหรับทำการทดลองจากสถานีควบคุมภาคพื้นดินไปยังบนสถานีอวกาศนานาชาติผ่านระบบเครือข่าย uplink และติดตามผลการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติผ่านระบบ downlink ได้ตลอดเวลาการทำการทดลองในแต่ละเซสชั่น โดยข้อมูลผลการทดลองซึ่งเป็น high resolution video จะถูกส่งลงมากับHard Disk Drive SSD 6 TB

ทั้งนี้ เพย์โหลด TLC จะถูกส่งกลับมายังพื้นโลกโดยเที่ยวบิน SpaceX-33 ในเดือนมกราคม 2569 นี้ พร้อมกับข้อมูลการทดลองใน Hard Disk Drive SSD 6 TB และจะถูกนำส่งมายังประเทศไทยเพื่อให้ทีมวิจัยและนิสิตนักศึกษาได้วิเคราะห์ข้อมูลการทดลองต่อไป

รายงานพิเศษ : ​‘Chalit Industry Award 2025’ จุดประกายคนรุ่นใหม่ต่อยอดสู่การใช้งานได้จริง

รายงานพิเศษ : ​‘Chalit Industry Award 2025’ จุดประกายคนรุ่นใหม่ต่อยอดสู่การใช้งานได้จริง

รายงานพิเศษ : ​‘Chalit Industry Award 2025’ จุดประกายคนรุ่นใหม่ต่อยอดสู่การใช้งานได้จริง

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โครงงานวิจัยวิทยานิพนธ์ไม่ได้เป็นเพียงบทสรุปปลายทางของการเรียนมหาวิทยาลัย แต่คือเวทีแห่ง ความฝัน ความพยายาม และแรงบันดาลใจของนักศึกษาที่ตั้งใจเปลี่ยนองค์ความรู้ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง เบื้องหลังของแต่ละผลงานคือ ภาพสะท้อนของการคิดวิเคราะห์ การลงมือทำ และความกล้าที่จะท้าทายปัญหา เพื่อค้นหาคำตอบใหม่ๆ ที่จะสร้างคุณค่าให้กับสังคมและอุตสาหกรรม

เพื่อสานต่อพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ของน้องๆเยาวชน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรด้านการศึกษาที่มีความสามารถด้านงานวิจัย บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP” ร่วมกับ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้จัดโครงการ “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025 (Chalit Industry Award 2025)” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพื่อมอบทุนวิจัยและยกย่องโครงงานปริญญานิพนธ์ดีเด่นให้กับน้องๆคณะวิศวกรรมศาสตร์ ช่วยจุดประกายให้คนรุ่นใหม่ภาคภูมิใจกับผลงานวิจัย พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ โครงการ “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025” ได้จัดให้มีการนำเสนอผลงานและมอบทุนวิจัยโครงงานปริญญานิพนธ์ดีเด่น ประจำปี 2568 พร้อมใบประกาศเกียรติคุณฯ ให้กับน้องๆนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. โดยมี รศ.ดร. ทวิช พูลเงิน คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์  มจธ. เป็นประธาน และนายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด เป็นผู้มอบรางวัล ร่วมด้วย ดร.สมพร เพียรสุขมณี หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์, รศ.ดร. บวรโชค ผู้พัฒน์, ดร.ฐิตินันท์ มีทอง และ รศ.ดร.พร้อมพงษ์ ปานดี อาจารย์ประจำภาควิชา ตลอดจนคณาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ ร่วมแสดงความยินดี ณ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ มจธ.

ทุนวิจัยดีเด่น “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025” ในปีนี้คณะกรรมการการได้คัดเลือกผลงานโครงงานปริญญานิพนธ์ที่มีศักยภาพในการนําไปพัฒนาต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรมจริง ทั้งสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ และวิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์ จํานวน 4 โครงงาน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ด้านการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ 2 ผลงาน ได้แก่

1.การพัฒนาข้อกำหนดเฉพาะในการเชื่อมด้วยกระบวนการเชื่อมเลเซอร์เเบบฟัลส์บนวัสดุเหล็กหล่อ  โดยไม่ใช้กระบวนการทางความร้อนก่อนเเละหลังการเชื่อม (โดย นส.สาริน่า เฮาเทอคีต, นส.รังสิมา รัสเซล และนส. รัชชุวรรณ ตันติวงค์) ซึ่ง นส.สาริน่า และนส.รังสิมา เปิดเผยว่า “รู้สึกดีใจที่ได้รับรางวัล ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025 เหมือนสิ่งที่ตั้งใจทำได้รับการยอมรับ และสามารถนำไปพัฒนาต่อเพื่อเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งจากโครงการศึกษาครั้งนี้ ทำให้เข้าใจกระบวนการเชื่อมมากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมเลเซอร์แบบพัลส์ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย และยังได้ฝึกการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบด้วย”

2.การเพิ่มอัตราการเดินเครื่องจักรของกระบวนการขึ้นรูปเย็นของบริษัทกรณีศึกษา (โดย นส.กฤติยาพร ไกรสุดจิตร์ , นส. ฐิตาภรณ์ แสงงิ้ว และนส. นาตาชา วัชระอนันท์) เพื่อหาแนวทางปรับปรุง เช่น การแยกงานที่ไม่จำเป็นออกไปทำภายนอก และนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วย เพื่อช่วยลดเวลาสูญเสียในกระบวนการผลิต ทำให้บริษัทสามารถใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่ามากขึ้น ช่วยลดภาระของพนักงาน และลดต้นทุนในการผลิต ผลให้กระบวนการผลิตมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้านการผลิตและการพัฒนาในอุตสาหกรรมทั่วไป 2 ผลงาน ได้แก่ 1.การพัฒนากระบวนการตรวจสอบตำหนิในแนวเชื่อมด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงแบบเรียงเฟสด้วยเทคนิค Full Matrix Capture และ Total Focusing Method (โดย นส.จิดาภา ขวัญเมือง, นส.วาสนา จันทร์แก้ว, นส. หทัยทิพย์ สกุลวงษ์ และ นส.ประสิตา มณีสุข) มุ่งเน้นการศึกษาและพัฒนากระบวนการตรวจสอบความไม่ต่อเนื่องในแนวเชื่อมด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงแบบเรียงเฟสด้วยเทคนิค Full Matrix Capture และ Total Focusing Method เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเพิ่มกำลังการผลิตตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า (โดย นส. กัลยา ตันติวัชรีกุล, นส. ชลิดา หาญพิพัฒน์ภากรณ์, นส. ธัญชนก อมรเทวภัทร และ นส. นริศรา ปุราชะโก) มุ่งเน้นการเพิ่มกำลังการผลิตในกระบวนการผลิตตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า เนื่องจากกำลังการผลิตเดิมไม่สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ โดยได้นำแนวคิด Lean มาปรับใช้เพื่อลดความสูญเปล่าในกระบวนการให้มากที่สุด จากนั้นจึงออกแบบแนวทางการเพิ่มกำลังการผลิต โดยพิจารณาทั้งการเพิ่มพนักงาน เครื่องจักร และการจ้างแรงงานภายนอก ภายใต้ข้อจำกัดของกระบวนการและเป้าหมายการผลิต โดยได้นำเอาเทคนิคการจำลองสถานการณ์ (Simulation) เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์และประเมินศักยภาพกำลังการผลิตของแนวทางที่ออกแบบ พร้อมทั้งทำการวิเคราะห์ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของแนวทางที่ออกแบบ 

นักศึกษาที่ได้รับรางวัล “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025”  ต่างแสดงความภาคภูมิใจ ที่ได้รับรางวัลนี้ รู้สึกว่าความพยายามในการตั้งใจทำโครงงานได้สัมฤทธิ์ผล เป็นกำลังใจให้ได้อยากไขว่ขว้าและเรียนรู้เพิ่มขึ้น เพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และเห็นว่าการทำวิจัยเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาความรู้และทักษะจริง พร้อมต่อยอดสู่งานอุตสาหกรรมในอนาคต

ประสิตา มณีสุข หนึ่งในผู้ได้รับรางวัล “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025” บอกว่า “รู้สึกดีใจ และเป็นเกียรติมากค่ะ รางวัลนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เรามุ่งมั่นพัฒนาตัวเองต่อไป เป็นเหมือนการยืนยันว่าเส้นทางที่เลือกเดินนั้นมีคุณค่า และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้จริง”

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพร ‘ประธานกมธ.พัฒนาสังคมฯ’

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพร ‘ประธานกมธ.พัฒนาสังคมฯ’

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพร ‘ประธานกมธ.พัฒนาสังคมฯ’

วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.15 น.

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพร ‘ประธานกมธ.พัฒนาสังคมฯ’ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ประทานพรวันเกิดแก่ สว.ดร.วราภัสร์  ไพพรรณรัตน์  ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา เนื่องในวันคล้ายวันเกิด 17กันยายน ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหารในการนี้ได้นำสมาชิกครอบครัว“ไพพรรณรัตน์”และคณะสมาชิกวุฒิสภาเข้าร่วมรับพรเพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย

‘รมว.นฤมล’เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

'รมว.นฤมล'เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

‘รมว.นฤมล’เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.53 น.

“รมว.นฤมล” เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

วันที่ 20 กันยายน 2568 ที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพมหานคร ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระกุศลแด่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช เนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ และถวายผ้าป่าเพื่อการศึกษาพระภิกษุสามเณรวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม จำนวน 21 ทุน ได้แก่ พระเปรียญธรรม จำนวน 6 ทุน โรงเรียนมัยมวัดเบญจมบพิตร จำนวน 5 ทุน โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร จำนวน 5 ทุน และโรงเรียนพญาไท จำนวน 5 ทุน 

ม.รามฯ แถลงเหตุวุ่น งานสารทเดือนสิบ ยันกลุ่มก่อเหตุเป็นคนนอก พร้อมดำเนินคดีเด็ดขาด

ม.รามฯ แถลงเหตุวุ่น งานสารทเดือนสิบ ยันกลุ่มก่อเหตุเป็นคนนอก พร้อมดำเนินคดีเด็ดขาด

ม.รามฯ แถลงเหตุวุ่น งานสารทเดือนสิบ ยันกลุ่มก่อเหตุเป็นคนนอก พร้อมดำเนินคดีเด็ดขาด

วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.57 น.

มหาวิทยาลัยรามคำแหง แถลงการณ์ปมวัยรุ่นตีกันในงานบุญสารทเดือนสิบ ยืนยันไม่ใช่นักศึกษา เตรียมเอาผิดตามกฎหมาย

มหาวิทยาลัยรามคำแหง ชี้แจงกรณีเหตุการณ์ในงานสารทเดือนสิบ ระบุว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าว มีกลุ่มวัยรุ่นพกอาวุธร้ายแรงเข้าทำร้ายร่างกายผู้เข้าร่วมงานคอนเสิร์ตในเทศกาลสารทเดือนสิบที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายรายในคืนวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมานั้น

มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอชี้แจงว่า งานออกร้านสารทเดือนสิบ เป็นงานที่องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงได้จัดขึ้นเพื่อรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวปักษ์ใต้ ซึ่งได้มีการจัดเป็นประจำทุกปี โดยมหาวิทยาลัยได้เล็งเห็นความสำคัญของการปลูกฝังจิตสำนึกในประเพณีพื้นถิ่นอันดีงามของนักศึกษาและตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์รุนแรงใด ๆ และมหาวิทยาลัยได้ย้ำเสมอมาว่า นอกจากการปลูกฝังจิตสำนึกในประเพณีอันดีงามแล้ว ขอให้องค์การศึกษาย้ำกับผู้เข้าร่วมงานในการสร้างวัฒนธรรมที่ดีในการร่วมกิจกรรม ให้คำนึงถึงลักษณะของพื้นที่ที่เป็นสถาบันการศึกษา ซึ่งไม่อนุญาตให้นำสุราหรือเครื่องดื่มมึนเมาเข้ามาจำหน่ายหรือเสพในงานโดยเด็ดขาด ตลอดจนห้ามพกพาอาวุธหรือมีเหตุพิพาทใด ๆ หากฝ่าฝืนจะมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ในขณะนี้ มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้รับรายงานในเบื้องต้นว่า กลุ่มที่เข้ามาก่อเหตุไม่ใช่นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่เป็นกลุ่มบุคคลภายนอก ที่บางรายสังกัดสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ได้ถูกจับกุมและอยู่ในระหว่างการสอบสวนเพื่อขยายผลเพิ่มเติม โดยมหาวิทยาลัยรามคำแหงจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป และหากมีข้อมูลเพิ่มเติมใด ๆ จะได้แจ้งให้สาธารณชนได้ทราบต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง เดือด! โจ๋ยกพวกตีกันหน้าคอนเสิร์ต งานสารทเดือนสิบในมหาลัยดัง เจ็บระนาว

รมว.นฤมล ฝากทบทวนเกณฑ์ทุน ODOS ไม่ควรตีกรอบความยากจน ติดตามนักเรียนทุนกลับมามีงานรองรับพัฒนาประเทศ

รมว.นฤมล ฝากทบทวนเกณฑ์ทุน ODOS ไม่ควรตีกรอบความยากจน ติดตามนักเรียนทุนกลับมามีงานรองรับพัฒนาประเทศ

รมว.นฤมล ฝากทบทวนเกณฑ์ทุน ODOS ไม่ควรตีกรอบความยากจน ติดตามนักเรียนทุนกลับมามีงานรองรับพัฒนาประเทศ

วันศุกร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568, 21.45 น.

“รมว.นฤมล” ฝากทบทวนเกณฑ์ทุน ODOS ไม่ควรตีกรอบความยากจน ติดตามนักเรียนทุนกลับมามีงานรองรับพัฒนาประเทศ

วันที่ 19 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงสถานศึกษาในการรับสมัครนักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (ODOS) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 (ม.5) และ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปีที่ 2 (ปวช.2) (รุ่นที่ 2) โดยมี ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายภูธร จันทะหงษ์ปุณยจรัสธำรง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า โครงการทุน ODOS เป็นโครงการที่รัฐบาลทำมาต่อเนื่องเพื่อลดความเหลื่อมล้ำส่งเสริมให้เด็กที่มีศักยภาพได้เข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น จะได้ไม่ติดอยู่กับกับดักความยากจน ซึ่งรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 2 แล้ว วันนี้ตนไม่ได้อยากจะมอบนโยบายเรื่องใดเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว เพราะถือเป็นโครงการที่ดีที่สร้างโอกาสความเสมอภาคทางการศึกษา แต่อยากฝากการดำเนินโครงการทุน ODOS ในอนาคต อยากให้มีการทบทวนหลักเกณฑ์การให้ทุนที่ไม่ควรไปขีดเส้นความยากจนในรูปแบบเดียวกันทั้งประเทศ เพราะนักเรียนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แม้ครอบครัวมีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจน แต่เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายแล้วถือว่ามีค่าครองชีพที่สูงกว่าจังหวัดอื่น จึงถือว่ากลุ่มคนเหล่านี้ก็คือคนยากจนในเมืองเช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงอยากให้คำนึงถึงจุดนี้ เพื่อให้นักเรียนในเมืองได้เข้าถึงโอกาสทุนดังกล่าวเช่นเดียวกัน 

ศ.ดร. นฤมล  กล่าวต่อว่า  ในประเด็นที่ตนอยากฝากผู้บริหารกองทุนฯ ดูรูปแบบการให้ทุนในครั้งนี้  คือ กลุ่มสาขาที่คัดเลือกผู้เรียน ไม่อยากให้จำกัดแค่กลุ่มวิชาสเต็มศึกษาเพียงอย่างเดียว ไม่ควรเน้นเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น อยากให้กระจายครอบคลุมไปยังกลุ่มทักษะด้านอื่นๆด้วย เช่น ทักษะด้านศิลปะ ด้านภาษา ด้านดนตรี ด้านกีฬา จิตวิทยาทางสังคม ก็น่าจะได้รับโอกาสส่งเสริมพัฒนา เพราะจำเป็นต่อการพัฒนาอนาคตประเทศเช่นเดียวกัน 

“และอยากฝากให้ ติดตาม ช้างเผือก หรือผู้ที่รับทุนโครงการไปแล้วว่า เมื่อเขาสำเร็จการศึกษากลับมาแล้วได้ไปทำงานใช้ทุนที่ไหน และมีรายได้ มีอาชีพรองรับหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาสมัยที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ หรือแม้กระทั่ง รมช.กระทรวงแรงงาน มีโอกาสเดินทางไปดูงานและได้พบนักเรียนทุน ODOS ทำให้ทราบว่านักเรียนทุนหลายคนเลือกที่จะอยู่ต่อในต่างประเทศสมัครงานทำเป็นลูกจ้างกับสถานทูตไทย ซึ่งเราจะมีวิธีอย่างไรที่จะนำนักเรียนทุนที่มีความรู้ความสามารถเหล่านี้กลับมาทำงานต่อที่ประเทศไทยได้ จึงขอฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูงานที่จะรองรับและสอดคล้องกับสาขาวิชาที่เด็กไปเรียนมาด้วย เพื่อเด็กกลับมาแล้วมีงานทำตรงกับวัตถุประสงค์ของโครงการฯว่ากลับมาพัฒนาประเทศในมิติต่างๆได้อย่างแท้จริง“ รมว.ศธ. กล่าว 

รมว.ศธ. กล่าวว่า สำหรับโครงการทุน ODOS รุ่นที่ 2 มีผู้สมัครจำนวน 1,200 คน ได้ทุนเรียนต่อต่างประเทศ จำนวน 100 คน ส่วนที่เหลือเป็นทุนศึกษาต่อในประเทศ ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลเรื่องทักษะภาษาอังกฤษของเด็กไทยที่จะไปเรียนต่อนั้น ดิฉันได้รับรายงานว่า มีการอบรมทดสอบภาษาอังกฤษระดับนานาชาติ จากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ไม่ต่ำกว่า 5.5 คะแนนจากคะแนนเต็ม 9 คะแนน ซึ่งถือว่าเป็นการทดสอบภาษาที่เข้มข้น เพื่อปูพื้นฐานให้เด็กก่อนไปสนามจริงในต่างแดน 
 

‘ในหลวง’ทรงห่วงใย โปรดเกล้าฯ เชิญถุงพระราชทานครอบครัวมีเด็กเล็ก จังหวัดพิจิตร

'ในหลวง'ทรงห่วงใย โปรดเกล้าฯ เชิญถุงพระราชทานครอบครัวมีเด็กเล็ก จังหวัดพิจิตร

‘ในหลวง’ทรงห่วงใย โปรดเกล้าฯ เชิญถุงพระราชทานครอบครัวมีเด็กเล็ก จังหวัดพิจิตร

วันศุกร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.46 น.

‘ในหลวง‘ โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค กับถุงพระราชทานสำหรับเด็กไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบอุทกภัยโดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรี  ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค กับถุงพระราชทานสำหรับเด็ก ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตร

วันนี้ 19 กันยายน  2568  เวลา  10.36  น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายเกษม  วัฒนชัย องคมนตรี  ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์กับเชิญถุงพระราชทานสำหรับเด็ก จำนวน 100 ถุง ซึ่งทรงบรรจุสิ่งของเครื่องใช้สำหรับเด็กเป็นพิเศษ ภายในถุงพระราชทานประกอบไปด้วย ตุ๊กตาผ้าห่ม เป้อุ้มเด็ก นมผง อาหารเด็ก ผ้าอ้อมสำเร็จรูป สำลี ฟองน้ำเช็ดตัว ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และผลิตภัณฑ์ซักล้างสำหรับเด็ก รวมทั้งสิ่งของที่จำเป็นสำหรับเด็ก กับเชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 3,000 ถุง  ไปมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งเป็น ตัวแทนราษฎร เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตรต่อไป และมอบแก่ราษฎรตำบลโพทะเล อำเภอโพทะเล  ณ  อาคารหอประชุมอเนกประสงค์เทศบาลตำบลโพทะเล อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น และเป็นขวัญกำลังใจ

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบอุทกภัย และเจ้าหน้าที่ได้รับทราบ ในการนี้ องคมนตรี ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ตำบลโพทะเล อำเภอโพทะเล จำนวน 3 ครอบครัว  ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ และราษฎรกลุ่มเปาะปราง  ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณา ทั้งนี้ องคมนตรี ได้พูดคุยให้กำลังใจและขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ  และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจิตอาสาพระราชทาน ในการปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว