วิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง เดินหน้าสร้างองค์กรโปร่งใส ปลูกฝังคนรุ่นใหม่ต้านทุจริต

วิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง เดินหน้าสร้างองค์กรโปร่งใส ปลูกฝังคนรุ่นใหม่ต้านทุจริต

วิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง เดินหน้าสร้างองค์กรโปร่งใส ปลูกฝังคนรุ่นใหม่ต้านทุจริต

วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.42 น.

วิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง เดินหน้าสร้างองค์กรโปร่งใส ปลูกฝังคนรุ่นใหม่ต้านทุจริต

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 นายอรรถพันธ์ นามกูล ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง มอบหมายให้ นางเบ็ญจวรรณ์ บุญเสวตร รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง เป็นประธานเปิดการอบรม โครงการสนับสนุนการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันการทุจริตและการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสถานศึกษาอาชีวศึกษา (Integrity and Transparency Assessment : ITA)ประจำปีงบประมาณ 2568 ณ ห้องประชุมท่าทรายทอง 3 อาคารอำนวยการ

การจัดโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจแก่คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินงานอย่างโปร่งใส ปราศจากการทุจริต พร้อมทั้งยกระดับคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ ส่งเสริมบรรยากาศการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้เรียน ผู้ปกครอง และชุมชน

นางเบ็ญจวรรณ์ บุญเสวตร รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง กล่าวในพิธีเปิด ว่า “การป้องกันการทุจริตและการเสริมสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน ถือเป็นภารกิจสำคัญของสถานศึกษาอาชีวะในยุคปัจจุบัน ซึ่งนอกจากจะสร้างความน่าเชื่อถือแก่สถาบันการศึกษาแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการปลูกฝังให้นักเรียน นักศึกษา ตระหนักถึงการเป็นพลเมืองที่ดี มีความสุจริต โปร่งใส และมีจิตสำนึกที่ถูกต้องต่อสังคม”

ภายในโครงการมีการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับ มาตรการป้องกันการทุจริตเชิงรุก การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ขั้นตอนและแนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากหน่วยงานต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการด้านความโปร่งใส ทั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้คณะครูและบุคลากรได้ร่วมแสดงความคิดเห็น และเสนอแนวทางพัฒนากระบวนการทำงานที่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล

การดำเนินงานด้านการป้องกันการทุจริตและเสริมสร้างความโปร่งใสในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของวิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้องในการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาให้มีมาตรฐานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สถานศึกษาในจังหวัดสุพรรณบุรีและภูมิภาคต่อไป
 

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’นำทีมขับเคลื่อนจัด‘โอลิมปิกหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทย 2568’

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’นำทีมขับเคลื่อนจัด‘โอลิมปิกหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทย 2568’

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’นำทีมขับเคลื่อนจัด‘โอลิมปิกหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทย 2568’

วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.13 น.

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’ผนึกพลัง‘บริษัท แกมมาโก้’นำทีมขับเคลื่อนจัด‘โอลิมปิกหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทย 2568’ เวทีปั้นนักคิดรุ่นเยาว์สู่ระดับโลก

การแข่งขันโอลิมปิกหุ่นยนต์ระดับชิงแชมป์ประเทศไทย ประจำปี 2568 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ใน ระหว่างวันที่ 12-14 ก.ย.68 ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (BTU) โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เป็นเจ้าภาพร่วมกับ บริษัท แกมมาโก้ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อเปิดเวทีให้เยาวชนไทย ได้แสดงศักยภาพด้านการออกแบบและเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์ ภายใต้หัวข้อการแข่งขัน “The Future of Robots” ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีสมัยใหม่

ดร.นวลวรรณ ชะอุ่ม ประธานโครงการฯ เปิดเผยว่า การแข่งขันรอบภูมิภาคใต้มีผู้เข้าร่วมมากถึง 276 ทีม หรือกว่า 2,500 คน แบ่งเป็น 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี จำนวน 104 ทีม, รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี จำนวน 86 ทีม, รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี จำนวน 86 ทีม การแข่งขันในครั้งนี้เปิดโอกาสให้เยาวชนจากทั่วประเทศได้แสดงฝีมือในการเขียนโปรแกรมและพัฒนาหุ่นยนต์ เพื่อทำภารกิจตามโจทย์ที่กำหนด โดยทีมที่ชนะเลิศ จะได้รับสิทธิเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปแข่งขันระดับนานาชาติ ที่ประเทศรัฐสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 26-28 พ.ย.68

สำหรับโครงการ World Robot Olympiad 2025 (WRO 2025) ครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ, สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้, บริษัท อิชิตันกรุ๊ป จำกัด พร้อมการสนับสนุนสถานที่จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยการแข่งขันครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแข่งขันด้านวิทยาการหุ่นยนต์เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจ ปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทย เพื่อพัฒนาศักยภาพตามแนวทางของ ประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการวิจัย ให้ก้าวไกลไปทั่วโลกอีกด้วย

‘มหาดไทย’เปิดประชุมพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ครั้งที่ 1

‘มหาดไทย’เปิดประชุมพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ครั้งที่ 1

‘มหาดไทย’เปิดประชุมพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ครั้งที่ 1

วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.54 น.

‘กระทรวงมหาดไทย’เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ‘การยกระระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ครั้งที่ 1

กระทรวงมหาดไทย จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “การยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย” ตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เมื่อวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็คเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมี นายขจร ศรีชวโนทัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน

นายขจร ศรีชวโนทัย กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะในการสนองงานและแบ่งเบาพระราชภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเฉพาะการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนางานหัตถกรรมไทยให้คงอยู่และก้าวไกลอย่างยั่งยืน

นายขจร ศรีชวโนทัย  ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงมีแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งเป็นการผสมผสานความงดงามของผ้าไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นเข้ากับมุมมองด้านแฟชั่นร่วมสมัย ทำให้ผ้าไทยเป็นที่นิยมในทุกเพศทุกวัย สร้างรายได้และความเข้มแข็งแก่ชุมชน  อีกทั้งพระองค์ยังได้พระราชทานลายผ้าหลากหลายลาย เช่น ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา ผ้าลายดอกรักราชกัญญา ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ รวมถึงทรงพระราชทานเครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน “Sustainable Fashion แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” แก่ช่างฝีมือที่ผลิตงานหัตถกรรมโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม อันสะท้อนถึงสายพระเนตรอันยาวไกลและพระประสงค์ที่จะให้ผ้าไทยและหัตถกรรมไทยก้าวสู่สากลอย่างมั่นคง

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านผ้าและหัตถศิลป์ไทยเข้าร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางปฏิบัติให้แก่ผู้เข้าร่วม เพื่อร่วมกันสืบสาน รักษา และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทยในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านการออกแบบ การผลิต และการต่อยอดเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้สอดคล้องกับความต้องการในยุคสมัย และสามารถยืนหยัดในระดับนานาชาติ

การจัดประชุมในครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนถึงพระอัจฉริยภาพและพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ อันเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกภาคส่วน ร่วมกันสืบสาน รักษา และพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย ให้คงอยู่คู่ชาติและก้าวไกลสู่สากลอย่างยั่งยืน

‘อาชีวะ’โชว์พลังซอฟต์พาวเวอร์ ดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

'อาชีวะ'โชว์พลังซอฟต์พาวเวอร์ ดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

‘อาชีวะ’โชว์พลังซอฟต์พาวเวอร์ ดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 22.00 น.

12 กันยายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เป็นประธานเปิดการประชุมนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมซอฟต์พาวเวอร์อาชีวศึกษา “OVEC Excellence in Creative Research & Soft Power” โดยมีนายภูวดล มิ่งขวัญ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา กล่าวรายงานการดำเนินงาน นางสาวมนฑิณี ยงวิกุล ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารสถานศึกษา คณะนักวิจัย ตลอดจนผู้สนใจจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เข้าร่วม ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพฯ 

นายยศพล กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Creative Skillup by OVEC x CEA” ที่ดำเนินการร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ที่เป็นการเปิดโอกาสให้ทีมวิจัยที่ประกอบด้วยครูและนักเรียนอาชีวศึกษา ได้พัฒนาผลงานที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ท้องถิ่นและซอฟต์พาวเวอร์ของชุมชน  ซึ่งมีผลงานนำเสนอจากทีมนักวิจัย ทั้ง 24 ทีม ที่ได้รับทุนสนับสนุนรวมทั้งสิ้น 24 โครงการ จากทีม ครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มศิลปะและบริการสร้างสรรค์ (5 โครงการ) กลุ่มแฟชั่นและสิ่งทอ (9 โครงการ) กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร (10 โครงการ)

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากการนำเสนอผลงานแล้ว ยังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงถอดบทเรียนที่สำคัญ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์อาชีวะ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) พร้อมให้การสนับสนุนเวทีที่แสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านซอฟต์พาวเวอร์ของนักเรียน นักศึกษาและครูอาชีวะจากทั่วประเทศ ตามนโยบาย ด้านซอฟต์พาวเวอร์ ของรัฐบาลและการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการ สู่การถ่ายทอดผลงงานในวันนี้ ฝากทุกท่านนำนวัตกรรมผ่านการเรียนการสอน อย่างเช่น Fix it Center ก็คือซอฟต์พาวเวอร์ของอาชีวะ ในการสะท้อนบอกความเป็นอาชีะอาสา ในการให้ความช่วยเหลือต่างๆ ให้ทุกท่านช่วยกันสะท้อนมุมมอง พลักดันนวัตกรรมต่างๆ ให้เป็นที่ยอมรับ ที่จะนำไปสู่อัตลักษณ์ของสถานศึกษา ชุมชน เพื่อยกระดับความสามารถของประเทศด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมอย่างยั่งยืนต่อไป.

012

‘บุ๋ม ปนัดดา-กัน จอมพลัง’ได้ด้วย! มอบเข็มพระดุลยาธิปัตย์ฯ ผู้ทำคุณงามความดีช่วยชายแดนไทย-กัมพูชา

'บุ๋ม ปนัดดา-กัน จอมพลัง'ได้ด้วย! มอบเข็มพระดุลยาธิปัตย์ฯ ผู้ทำคุณงามความดีช่วยชายแดนไทย-กัมพูชา

‘บุ๋ม ปนัดดา-กัน จอมพลัง’ได้ด้วย! มอบเข็มพระดุลยาธิปัตย์ฯ ผู้ทำคุณงามความดีช่วยชายแดนไทย-กัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.48 น.

วันที่ 12 กันยายน 2568 พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ รองปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้แทนปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีจัดงานวันคล้ายวันสถาปนา กรมพระธรรมนูญ ครบ 119 ปี ที่กรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) โดยมี พลเอก พิสิษฐ์ นพเมือง เจ้ากรมพระธรรมนูญ หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และหน่วยงานราชการอื่น เข้าร่วมพิธี โดยพร้อมเพรียงกัน

นอกจากนี้ กรมพระธรรมนูญได้จัดพิธีมอบเข็มพระดุลยาธิปัตย์ กิตติมศักดิ์ พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ ให้กับผู้ทรงคุณวุฒิและได้ประกอบคุณงามความดีแก่กรมพระธรรมนูญ และกระทรวงกลาโหม

โดยมี พล.อ.พิสิษฐ์ นพเมือง เจ้ากรมพระธรรมนูญ เป็นผู้มอบเข็มพระดุลยาธิปัตย์ กิตติมศักดิ์ ให้แก่ 6 คน

1.ดร.ธงทอง นิพัทธรุจิ
2.นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์
3.ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี
4.นายกริชทอง อ้นจันทร์
5.นายนภนันทน์ จันทราชโลธร
6.นายชูชาติ แก้วเก่า

ด้าน นางสาวปนัดดา กล่าวว่า ลงพื้นที่มาตลอดก่อนเหตุปะทะได้พูดคุยทหารคนในพื้นที่ได้เห็นความตึงเครียดในพื้นที่เกิดขึ้นขนาดไหน ตนได้เอาที่ดินไปจำนอง เพื่อเอาเงินไปทำบังเกอร์ถือเป็นความบ้าส่วนตัวที่ไม่ควรเอาอย่าง สิ่งที่ทำไปในวันนั้นทหารบอกว่ารอดมาได้เพราะบังเกอร์ เราก็ใจฟูกับสิ่งที่ทำ ตอนนี้ทำได้ทุกอย่างยกเว้นการจับปืน

ตนอยู่ชายแดนตลอด กัมพูชามีการเคลื่อนกำลัง ตนมองว่าการเปิดด่านอีกนาน ขอให้สบายใจได้ ทั้งนี้อยากให้กำลังใจทหารและขอบคุณทหารและตนจะทำหน้าที่ต่อไป

ด้าน กัน จอมพลัง กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติได้รับเลือก อยู่ชายแดนมา3เดือนกว่าไปมาทุกพื้นที่ลำบาก แม้แต่เยียวยาทหารเสียชีวิตในสมรภูมิรบ สิ่งที่เกิดขึ้นนักการเมืองรุมด่า ติเตียน วันนี้ได้รับเกียรติจากพี่ๆทหารที่เห็นสิ่งที่ทำได้รับเข็มพระดุลยาธิปัตย์กิตติมศักดิ์ มีคุณค่าทางใจ วันนี้ได้อยากทำต่อไปให้ดีที่สุดและขอบคุณที่ได้เห็นผลงาน

สำหรับประวัติกรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริและพระราชประสงค์ ให้มีแอดโวเคต เยเนอราล (Advocate General) สำหรับเป็นผู้รักษาแบบแผนทั้งหลาย เช่นเดียวกับนานาอารยประเทศ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้กรมยุทธนาธิการ ตั้งกรมพระธรรมนูญทหารบก ตามคำสั่งกรมยุทธนาธิการ ที่ 212/8706 ลงวันที่ 12 กันยายน ร.ศ. 125 หรือ พ.ศ.2449 หลังจากนั้นอีก 2 ปีต่อมา ได้มีการตั้ง กรมพระธรรมนูญทหารเรือ ขึ้นตรงต่อกรมบัญชาการกลาง กรมทหารเรือ จนกระทั่งปี พ.ศ.2474 ได้มีคำสั่งให้รวมกรมพระธรรมนูญทหารบกและกรมพระธรรมนูญทหารเรือเป็นกรมเดียวกัน เรียกชื่อว่า กรมพระธรรมนูญทหาร

ต่อมาในปี พ.ศ.2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระทรวงกลาโหมใหม่ ให้กรมพระธรรมนูญทหาร ไปขึ้นต่อปลัดทูลฉลอง เรียกชื่อใหม่เป็น “กรมพระธรรมนูญ” จึงถือเอาวันที่ 12 ก.ย. ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนา นับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน กรมพระธรรมนูญได้ดำเนินงานด้านกฎหมายของกระทรวงกลาโหม ในการให้คำปรึกษา เสนอแนะ และให้ความเห็นทางกฎหมายแก่ผู้บังคับบัญชา และดำเนินงานด้านกระบวนการยุติธรรมทหาร ได้แก่ งานด้านศาลทหาร อัยการทหาร และทนายทหาร รวมถึงงานคุ้มครองพยานในคดีอาญา โดยมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพในทุก ๆ ด้าน ทั้งในด้านกระบวนการดำเนินงาน และด้านบุคลากร ให้สอดคล้องเหมาะสม กับสภาพกาลในปัจจุบัน เพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ทหาร ประชาชน และประเทศชา

เช็กเลย!!! ผู้ประกันตน ม.33-ม.39 ตรวจสุขภาพฟรี 14 รายการ ที่ รพ.ตามสิทธิ

เช็กเลย!!! ผู้ประกันตน ม.33-ม.39 ตรวจสุขภาพฟรี 14 รายการ ที่ รพ.ตามสิทธิ

เช็กเลย!!! ผู้ประกันตน ม.33-ม.39 ตรวจสุขภาพฟรี 14 รายการ ที่ รพ.ตามสิทธิ

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.34 น.

ประกันสังคม ชวนผู้ประกันตนมาตรา 33 มาตรา 39 ใช้สิทธิตรวจสุขภาพประจำปี ฟรี 14 รายการ กับ รพ.ที่ร่วมโครงการตามสิทธิประกันสังคม เพื่อค้นหาความเสี่ยงป้องกันและรักษาโรคได้ทันท่วงที

“ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” สุภาษิตนี้จะได้ยินกันบ่อยๆ ในวงการแพทย์และสาธารณสุขที่มักจะใช้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอและยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของการมีสุขภาพที่ดีซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีชีวิตที่มีความสุข สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ เพราะความเจ็บป่วยไม่ได้ส่งผลแค่เพียงร่างกายแต่ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจและชีวิตความเป็นอยู่โดยรวมด้วย ประกอบกับโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปทำให้การดำรงชีวิตของคนต้องเปลี่ยนตามไปด้วย ทั้งเรื่องของอาหารการกิน สารเคมี และมลภาวะต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายได้

นางสาวบุปผา เรืองสุด เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการป้องกันและรักษาได้อย่างทันท่วงที สำนักงานประกันสังคมได้มอบสิทธิประโยชน์ในการตรวจสุขภาพประจำปีฟรี 14 รายการ สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 และ มาตรา 39 เพื่อให้ทราบถึงภาวะสุขภาพของตนเองและเป็นการค้นหาความเสี่ยงหรือความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม เพราะเพียงแค่การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงท่ามกลางมลภาวะรอบตัว อาจจะยังไม่ปลอดภัยจากโรคร้าย ที่อาจก่อตัวเงียบๆอยู่ในร่างกาย โดยที่ยังไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมา ซึ่งโดยทั่วไปจะทำการตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงหรืออายุมากขึ้นก็อาจจะต้องได้รับการตรวจถี่ขึ้นตามคำแนะนำของแพทย์

สำหรับสิทธิตรวจสุขภาพฟรี 14 รายการ ประกอบด้วย 1.การคัดกรองการได้ยิน Finger Rub Test 2.การตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข และสอนการตรวจเต้านมด้วยตนเอง 3.การตรวจสายตาโดยความดูแลของจักษุแพทย์ เพื่อคัดกรองความผิดปกติและค้นหาโรคทางสายตา พร้อมทั้งการตรวจ Snellen eye Chart และวัดความดันของเหลวภายในลูกตา 4.ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด CBC 5.ปัสสาวะ UA 6.น้ำตาลในเลือด FBS (Fasting Blood Sugar) 7.การทำงานของไต Cr และ eGFR 8.ไขมันในเส้นเลือดชนิด Total & HDL Cholesterol 9.เชื้อไวรัสตับอักเสบ HBsAG 10.มะเร็งปากมดลูก Pap Smear 11.มะเร็งปากมดลูกวิธี Via 12.มะเร็งปากมดลูก HPV DNA Test 13.ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง 14.การถ่ายภาพรังสีทรวงอก (Chest X-ray)

นางสาวบุปผา เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อไปว่า ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับบริการตรวจสุขภาพ 14 รายการ ในสถานพยาบาลตามที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด (โรงพยาบาลที่เข้าร่วมการตรวจสุขภาพกับสำนักงานประกันสังคม) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สามารถตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการได้ที่เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม http://www.sso.go.th หรือโทรสอบถามที่สายด่วน 1506 ขั้นตอนหลักๆ ในการใช้บริการ คือ การโทรศัพท์สอบถามสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อยืนยันสิทธิและนัดหมายวันเวลาเข้ารับบริการตรวจสุขภาพ เมื่อถึงวันนัดให้นำบัตรประจำตัวประชาชนไปติดต่อที่สถานพยาบาลแล้ว ให้แจ้งความจำนงค์ขอรับการตรวจสุขภาพตามสิทธิประกันสังคม โดยก่อนเข้ารับการตรวจควรพักผ่อนให้เพียงพอและต้องงดน้ำและอาหารตามที่สถานพยาบาลกำหนด (ประมาณ 8-10 ชั่วโมง) และผู้ประกันตนควรแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับโรคประจำตัวและอาการแพ้ยาแก่เจ้าหน้าที่หรือแพทย์ด้วย ทั้งนี้ หากพบความผิดปกติจะได้รับการแนะนำให้เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามสิทธิ ด้วยเหตุนี้ผู้ประกันตนจึงไม่ควรรอช้าและอย่าละเลยในการเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อให้สามารถป้องกันและจัดการปัญหาสุขภาพได้อย่างทันท่วงที

ขอให้ผู้ประกันตนได้ตระหนักถึงสุขภาพตนเอง จึงขอเชิญชวนให้มาใช้สิทธิในการตรวจสุขภาพสำหรับผู้ประกันตนที่ยังไม่ได้รับการตรวจสุขภาพในปี 2568 ท่านสามารถใช้สิทธิได้ภายในเดือนกันยายน 2568 ทั้งนี้ หากไม่สามารถรับบริการได้ภายในเดือนกันยายน ท่านสามารถใช้บริการได้ในปีงบประมาณถัดไป (ตุลาคม 2568) โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการตรวจสุขภาพได้ที่ http://www.sso.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขาทุกแห่งทั่วประเทศ และที่หมายเลขโทรศัพท์ 1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง)
 

ASU จับมือพันธมิตรไทย ขับเคลื่อนความร่วมมือด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์

ASU จับมือพันธมิตรไทย ขับเคลื่อนความร่วมมือด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์

ASU จับมือพันธมิตรไทย ขับเคลื่อนความร่วมมือด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.24 น.

ASU ให้การต้อนรับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (MHESI) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) ของประเทศไทย ในการเยือนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 8–9 กันยายน 2568

ศาสตร์ด้าน STEM และไมโครอิเล็กทรอนิกส์เป็นปัจจัยหลักในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและการมีบุคลากรทักษะสูงจึงเป็นหัวใจสำคัญ ภาครัฐและสถาบันอุดมศึกษามีบทบาทในการขับเคลื่อนและรับมือความท้าทายดังกล่าว

เมื่อวันที่ 8–9 กันยายน 2568 มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนา (Arizona State University – ASU) ให้การต้อนรับคณะผู้แทนระดับสูงจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (MHESI) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในประเทศไทยที่ “ขับเคลื่อนโดย ASU – Powered by ASU” โดยที่ประชุมได้ข้อสรุปสำคัญคือการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขยายความร่วมมือด้านวิชาการ งานวิจัย และการพัฒนากำลังคนในสาขาไมโครอิเล็กทรอนิกส์

คณะผู้แทนไทยนำโดย ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมด้วยนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ดร. สุริยา จินดาวงษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน และรองศาสตราจารย์ ดร. ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT)

ความร่วมมือครั้งนี้สานต่อภารกิจวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ในประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคม ภายใต้การนำของ Mr. Jeffrey Goss รองอธิการบดีฝ่ายโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ Ira A. Fulton แห่ง ASU ซึ่งได้จัดประชุมโต๊ะกลมร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย สมาคมการพิมพ์แผ่นวงจรไทย ศูนย์ไมโครอิเล็กทรอนิกส์แห่งประเทศไทย ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และผู้แทนภาคอุตสาหกรรม เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ของไทย

Mr. Jeffrey Goss กล่าวว่า การเยือนซึ่งกันและกัน และการทำให้ความร่วมมือเป็นทางการในครั้งนี้ ไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่คือการเปิดบทใหม่ของความร่วมมือ และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ก้าวเดินไปพร้อมกับ ศ.ดร. ศุภชัย และ รศ.ดร. ภานวีย์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทย โดยย้ำว่า ASU เป็นศูนย์กลางความพยายามด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯ และภาคภูมิใจที่ได้ขยายความเชี่ยวชาญสู่พันธมิตรนานาชาติ เพื่อเสริมสร้างนวัตกรรม การพัฒนากำลังคน และความเป็นเลิศทางวิชาการ

ซึ่งตลอดการเยือน 2 วัน คณะผู้แทนจากประเทศไทยได้พบปะและหารือกับผู้นำ คณาจารย์ และนักวิจัยของ ASU จากหลายหน่วยงาน อาทิ สถาบัน Biodesign, โรงเรียนการจัดการระดับโลก Thunderbird, MacroTechnology Works, ASU Health, Dreamscape Learn และสำนักงานวิจัย นวัตกรรม และผู้ประกอบการของ Fulton Schools โดยมุ่งเน้นความร่วมมือด้านการพัฒนาหลักสูตร การอบรมคณาจารย์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ วิศวกรรมชีวการแพทย์และนวัตกรรมสุขภาพ การผลิตขั้นสูง และเทคโนโลยีอวกาศ

ด้านศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ประเทศไทยมุ่งมั่นยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การสร้างความสามารถในการแข่งขันระดับชาติ และรู้สึกซาบซึ้งที่ได้มี ASU เป็นพันธมิตรสำคัญ

โดยหนึ่งในไฮไลท์คือการประชุมโต๊ะกลมภาคอุตสาหกรรม โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำ อาทิ Intel, Microchip, Siemens, Deca และ Benchmark ตลอดจนหน่วยงาน Arizona Commerce Authority และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจเมือง Chandler เข้าร่วม เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย

นอกจากนี้คณะผู้แทนยังได้เยี่ยมชมอาคาร Interdisciplinary Science and Technology Building 12 (ISTB12) ซึ่งเพิ่งเปิดใช้งาน และเป็นที่ตั้งของ School of Manufacturing Systems and Networks ในวิทยาเขตโพลีเทคนิค

รองศาสตราจารย์ ดร. ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) ระบุว่า การได้เยี่ยมชม ISTB12 และโรงเรียน Manufacturing Systems and Networks ของ ASU ถือเป็นแรงบันดาลใจอย่างแท้จริง งานวิจัยล้ำสมัยด้านการผลิตขั้นสูงและหุ่นยนต์เชื่อมโยงโดยตรงกับความต้องการของ MUT และของประเทศไทย อีกทั้งยังมอบข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ขอขอบคุณโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญนี้กับ ASU

กรอบความร่วมมือ ASU–MHESI–MUT ครอบคลุมหลายมิติ ได้แก่ โครงการวิจัยและการศึกษาแบบร่วมมือด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ สุขภาพ และการผลิต , การพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทวิภาคีด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ , โปรแกรมเส้นทางปริญญาร่วม ภายใต้เครือข่ายพันธมิตร ASU–Cintana และโปรแกรมพัฒนากำลังคนและวิชาชีพ เพื่อยกระดับทักษะแรงงาน

ด้านศาสตราจารย์ Michael Crow อธิการบดี ASU กล่าวถึงพันธกิจ “The New American University” ว่า ASU ก่อตั้งขึ้นบนแนวคิดที่ว่ามหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่จะถูกวัดจาก ‘ใครที่รวมอยู่ด้วย และพวกเขาประสบความสำเร็จอย่างไร’ ความร่วมมือนี้แสดงถึงพันธกิจดังกล่าว ด้วยการขยายความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมของ ASU ไปทำงานเคียงข้างผู้นำของประเทศไทยในภาครัฐ การศึกษา และเทคโนโลยี เวลาสำหรับความร่วมมือคือ ‘ตอนนี้’ และจะร่วมกันขยายโอกาสการเรียนรู้และเร่งรัดการค้นพบในสาขาเซมิคอนดักเตอร์ที่สำคัญนี้

-(016)

ไทยเดินหน้า 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-จีน สถาปนา 50 เมืองพี่น้อง

ไทยเดินหน้า 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-จีน สถาปนา 50 เมืองพี่น้อง

ไทยเดินหน้า 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-จีน สถาปนา 50 เมืองพี่น้อง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.04 น.

ไทยเดินหน้า 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย – จีน สถาปนา 50 เมืองพี่น้อง ขณะคนไทยให้ความสนใจ’ซินเจียงอุยกูร์’เพิ่มมากขึ้น  

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโอกาสที่ปี 2568 เป็นปีเฉลิมฉลองในใอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาชน ของไทยและจีน พร้อมใจกันจัดกิจกรรมฉลองความสัมพันธ์ ทั้งในไทย และในจีน ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและการเรียนรู้ร่วมกัน และเพิ่มความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ตลอดจนมีการเยือนในระดับสูงเพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างกัน และในส่วนของกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าร่วมกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง (Sister City)  หรือเมืองคู่มิตร ระหว่างจังหวัดขอหรือไทยกับมณฑล เมืองของจีนให้ครบ 50 คู่ เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

โดยเน้นความร่วมมือในมิติต่าง ๆ เพื่อจะนำไปสู่การเชื่อมโยงในระดับประชาชนถึงประชาชน (People-to-People Connectivity) เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ตามเป้าหมายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี  ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวมหาดไทย   

ทั้งนี้ปัจจุบัน ไทย และ จีน มีเมืองพี่เมืองน้องระหว่างกัน ประมาณ 40 คู่ อาทิ จ.ภูเก็ต กับ  เมืองเซี่ยเหมิน จ.นครราชศรีมา กับ  มณฑลเสฉวน จ.พะเยา กับ  เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา จ.ประจวบคีรีขันธ์ กับ  เมืองเล่อซาน และ จ.เชียงใหม่ กับ นครเฉิงตู    

ส่วนคู่ความสัมพันธ์ เมืองพี่น้องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ อาทิ จ.ร้อยเอ็ด กับ  เมืองกานซู จ.สงขลา กับ  นครฝูโจว จ.อุบลราชธานี  กับ  มณฑลเจียงซี และ  จ.พิษณุโลกกับ มณฑลยูนนาน  
การดำเนินความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องนอกจากเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันแล้ว ยังความเชื่อมโยงพัฒนาประเทศ ดึงดูดการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวจากต่างประเทศด้วย  
 
ขณะที่ “ซินเจียงอุยกูร์” เป็นอีกมณฑลที่จะมีแผนส่งเสริมความสัมพันธ์ต่อไปในอนาคต เพราะเป็นเขตปกครองตนเองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของจีน มีพื้นที่มากถึง 1.6 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 25.8 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนอุยกูร์ (44.96%) ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม มีภาษาและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเฉพาะตัว ซึ่งทางการจีนได้ส่งเสริมเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ชาวจีนอุยกูร์ อย่างเต็มที่ ทั้งด้านภาษาตามสถานที่สาธารณะ และสถานที่สำคัญทางศาสนา เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ด้วยการพัฒนาประเทศในยุคใหม่ของจีนภายใต้การนำของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน 

ข้อมูล สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน รายงานจำนวนการเดินทางเยือนซินเจียงในปี 2024 ที่ผ่านมาว่าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 300 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบปีต่อปี และรายได้จากการท่องเที่ยวสูงราว 3.55 แสนล้านหยวน (ราว 1.66 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 

ขณะที่หน่วยงานต่างๆ ของไทยให้ความสนใจเดินทางไปศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา  นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา นำคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้าเยี่ยมชม สภาประชาชนแห่งชาติเขตปกครองตนเองซินเจียง อุยกูร์  

โดย ประธานรัฐสภา กล่าวว่า ซินเจียงมีความเปลี่ยนแปลงไปมากในรอบ 27 ปี ไม่คาดคิดว่า จากเมืองเล็กๆที่เศรษฐกิจไม่ดี นักท่องเที่ยวน้อย แต่ปัจจุบันสนามบินใหญ่โต มี 3 เทอมินอล รองรับนักท่องเที่ยวได้ 50 ล้านคนต่อไป และมีนักท่องเที่ยว 20 กว่าล้านคนในปีที่ผ่านมา

‘กรมส่งเสริมวัฒนธรรม-สนง.นวัตกรรมแห่งชาติ’ลงนาม MOU ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านนวัตกรรมสร้างสรรค์

‘กรมส่งเสริมวัฒนธรรม-สนง.นวัตกรรมแห่งชาติ’ลงนาม MOU ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านนวัตกรรมสร้างสรรค์

‘กรมส่งเสริมวัฒนธรรม-สนง.นวัตกรรมแห่งชาติ’ลงนาม MOU ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านนวัตกรรมสร้างสรรค์

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.52 น.

‘กรมส่งเสริมวัฒนธรรม-สนง.นวัตกรรมแห่งชาติ’ลงนาม MOU ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านนวัตกรรมสร้างสรรค์

10 ก.ย.68 ที่สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม เขตคลองสาน กทม. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ภายใต้การสนับสนุนพื้นที่การจัดงานโดยไอคอนสยาม ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือในการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านนวัตกรรมสร้างสรรค์ นำซอฟต์พาวเวอร์มาใช้กับอุตสาหกรรมเกมไทย ซึ่งเป็นการผสมผสาน “วัฒนธรรม” กับ “นวัตกรรม” เข้ามาช่วยต่อยอดอุตสาหกรรม Soft Power ของประเทศอย่างเป็นระบบ พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมในอุตสาหกรรม ภายใต้กลไก 4G คือ Groom สนับสนุนองค์ความรู้, Grant สนับสนุนเงินทุน, Growth สนับสนุนการเพิ่มมูลค่า และ Global สนับสนุนเครือข่าย ซึ่งจะช่วยยกระดับให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

คุณยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า “กรมส่งเสริมวัฒนธรรมเป็นองค์กรหลักในการส่งเสริมงานด้านวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนทางสังคม โดยหนึ่งในพันธกิจที่สำคัญคือการสงวนรักษา พัฒนาต่อยอด และเผยแพร่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสู่ระดับนานา ชาติ การนำเอาซอฟต์พาวเวอร์มาใช้ในอุตสาหกรรมเกมไทย ถือว่าเป็นการนำเอาทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดพัฒนาสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าทางวัฒนธรรมไทย ที่เต็มไปด้วยอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญา ที่เราภาคภูมิใจ ซึ่งในการร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาตินั้น จะมีการนำเอานวัตกรรมมาช่วยออกแบบอย่างสร้างสรรค์ ผ่านกระบวนการคิดเชิงนวัตกรรมเข้ามาช่วยเติมเต็ม ทั้งด้านการออกแบบ การใช้เทคโนโลยี การทดสอบและปรับปรุง ไปจนถึงการขยายสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยยกระดับสินค้าและบริการของไทยได้”

ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า “ปัจจุบันอุตสาหกรรมเกมไทย เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพสูงในการต่อยอดทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อน Soft Power ของประเทศ ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้นั้นมีใจความสำคัญคือการผสมผสาน “วัฒนธรรม” กับ “นวัตกรรม” เข้ามาช่วยต่อยอดกับอุตสาหกรรม Soft Power ของประเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติในฐานะผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรมของประเทศ พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมในอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ ภายใต้กลไก 4G ที่ประกอบไปด้วย 1)Groom คือ สนับสนุนองค์ความรู้ พัฒนาทักษะผู้ประกอบการ เพื่อสร้างนวัตกร 2)Grant คือสนับสนุนเงินทุน เพื่อสร้างนวัตกรรม 3)Growth คือสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าการเติบโตของตลาดนวัตกรรม และนวัตกรรายใหม่ให้สามารถขายสินค้าและบริการหรือระดมทุนได้ และ 4)Global คือสนับสนุนเครือข่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการนำสินค้าออกสู่ตลาดโลก

โดยในปีงบประมาณ 2569 ที่จะถึงนี้ ทาง NIA ยังได้เตรียมเปิดโครงการพัฒนาผู้ประกอบการภายใต้ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศในอุตสาหกรรมบอร์ดเกมไว้ เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนผู้ประกอบ การ นักออกแบบเกม และนักสร้างสรรค์ทุกคน ให้สามารถพัฒนาไอเดียต่อยอด สู่การผลิตเชิงพาณิชย์ เชื่อมโยงกับตลาด และสร้างความเข้มแข็งให้แก่อุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ตลอด value chain ดังนั้นความร่วมมือในครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการสร้าง “อุตสาหกรรมเกมไทย” ที่มีเอกลักษณ์ แข็งแรง และยั่งยืน” 

สำหรับพิธีลงนามฯ ในครั้งนี้นั้น จัดขึ้นภายใต้งาน Thailand Game Festival 2025 ที่จัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับสมาคมบอร์ดเกมประเทศไทย (TBGA) และสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) ภายใต้การสนับสนุนของไอคอนสยาม โดยภายในงานมีกิจกรรมหลักเป็นการประกวดออกแบบซอฟต์แวร์เกม และบอร์ดเกม ภายใต้หัวข้อที่เกี่ยวกับซอฟต์พาวเวอร์ไทย ซึ่งมีผู้ส่งผลงานรวมกว่า 243 ทีม เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกมที่มีการเติบเติบโตอย่างรวดเร็วและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ 

‘ภูมิใจไทย’เปิดบ้านต้อนรับนักเรียน พาเยี่ยมชม’ห้องประชุมสส.’

'ภูมิใจไทย'เปิดบ้านต้อนรับนักเรียน พาเยี่ยมชม'ห้องประชุมสส.'

‘ภูมิใจไทย’เปิดบ้านต้อนรับนักเรียน พาเยี่ยมชม’ห้องประชุมสส.’

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.25 น.

ภูมิใจไทย เปิดบ้านต้อนรับนักเรียน รร.สตรีสิริเกศ พาเยี่ยมชม ห้องประชุม สส.-ห้องแถลงข่าว แชะห้องพักสื่ออมวลชน พร้อมเปิดห้องเรียน “นิติรัฐ” รวบรวมองค์ความรู้ รัฐศาสตร์-นิติศาสตร์ ด้านนายกฯ จัดบิ๊กเซอร์ไพรส์ถาม-ตอบใกล้ชิด อ้อนจะได้นำความรู้มาดูแลพวกลุง

10 กันยายน 2568 เมื่อเวลา 15.45 น. ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย มีนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สายวิชานิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ จากโรงเรียนสตรีสิริเกศ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ประมาณ 40 คนพร้อมกับคณะอาจารย์ เดินทางมาศึกษาดูงานนอกห้องเรียนพร้อมกับเข้าเรียนในห้องเรียน“นิติรัฐ”

โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้การต้อนรับและเป็นวิทยากรและอาจารย์พิเศษ โดยเปิดเผยว่า วันนี้ มีนักเรียนจำนวน 40 คน ที่เดินทางเพื่อเข้ามาศึกษาในห้องเรียนนิติรัฐเพราะมีความสนใจในเรื่องของนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ 

จากนั้นนายสิริพงศ์ ได้พาคณะนักเรียนเข้ามาเยี่ยมชมภายในที่ทำการพรรคภูมิใจไทยโดยเริ่มต้นที่บริเวณห้องแถลงข่าว และห้องพักสื่อมวลชน อยู่ที่บริเวณชั้น 2 ของที่ทำการพรรคภูมิใจไทย

ต่อด้วยพาเยี่ยมชมห้องประชุม สส.พรรค ที่บริเวณ 4 โดยห้องนี้ นายสิริพงศ์ได้กล่าวต้อนรับทุกคนเข้าสู่ห้องเรียนนิติรัฐ เริ่มต้นด้วยการเปิดสไลด์ประวัติความเป็นมาของพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่วันก่อตั้งที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่บรรยายตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงพรรคภูมิใจไทยมาจนถึงแนวทางการดำเนินงานตลอดระยะเวลา 16 ปี และกำลังก้าวสู่ปีที่ 17 ภายใต้บ้านสีน้ำเงินซึ่งเป็นสีประจำพรรคภูมิใจไทย

จากนั้นรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยยังได้บรรยายเกี่ยวกับแนวนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่จะเร่งดำเนินการในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่จะนำ“โครงการคนละครึ่ง”กลับมา 

จากนั้น เวลา 16.35 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เข้ามาร่วมพูดคุย-ตอบคำถาม โดยทันทีที่ นายกฯ มาถึงที่ห้องประชุม น้องๆ ได้ส่งเสียงกรี้ด และนายอนุทิน ได้ทักทายน้องๆ ว่า ฮัลโหล พร้อมถามว่า มีใครจะถามอะไรไหม รวมทั้งได้แนะนำตัว นายสันติ พร้อมพัฒน์ ด้วย

ตัวแทนนักเรียน ถามว่า ในระยะเวลา 4 เดือนที่เป็นฐบาล ได้นำนโยบายหรือแนวคิดอะไรที่พิเศษ ที่พัฒนาแล้วต่อยอดในช่วงที่เป็นรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า 4 เดือนไม่ใช่เวลาที่ยาวนาน สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้สำหรับประเทศไทยคือ ต้องเร่งแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้พวกเรา ให้ญาติเราชาวศรีสะเกษ สมัยก่อนเรายังข้ามเอาของไปขาย ไปหาเพื่อน หาญาติสะดวก ตอนนี้ทำไม่ได้ ต้องเร่งให้ประชาชนกลับมาสู่ความเป็นปกติให้เร็วที่สุด ส่วนเรื่องการทหาร การทูต การเจรจาความร่วมมือ หรือการสู้รบต่อสู้ ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของทหาร เราต้องหาวิธีที่ทำให้ประชาชนใช้ชีวิตเป็นปกติให้เร็วที่สุด

จากนั้น นายอนุทิน ได้ให้น้องๆ ได้ถ่ายรูปร่วมกัน สร้างเสียงฮือฮาเป็นอย่างมาก รวมถึงได้ร่วมอวยพรทุกคน ในเรื่องการเรียนและการดำเนินชีวิต ว่า เราจะได้นำความรู้ที่ได้มาพัฒนาบ้านเมือง รับใช้ชาติ มาดูแลพวกลุงนี่แหละ เพราะอีกหน่อยก็แก่แล้ว ฝากบ้านเมืองไว้กับลูกหลาน ขอให้โชคดีทุกคน.