ไทยพีบีเอสชวนคนรักหนังสารคดี ร่วมงาน ‘VIPA FILM FEST 2025’ 8 พ.ย.นี้

ไทยพีบีเอสชวนคนรักหนังสารคดี ร่วมงาน 'VIPA FILM FEST 2025' 8 พ.ย.นี้

ไทยพีบีเอสชวนคนรักหนังสารคดี ร่วมงาน ‘VIPA FILM FEST 2025’ 8 พ.ย.นี้

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.06 น.

ไทยพีบีเอสชวนคนรักหนังสารคดี ร่วมงาน “VIPA FILM FEST 2025” 8 พ.ย.นี้ ลุ้นผลตัดสิน Pitching ฟังเสวนาคนหลังเลนส์ ชมสารคดีพรีเมียมฟรี !

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดย สำนักสื่อดิจิทัล จัดกิจกรรม “VIPA FILM FEST 2025” เทศกาลภาพยนตร์สารคดีที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อขับเคลื่อนวงการสารคดีไทย โดยปี 2568 นี้ เปิดพื้นที่ให้เยาวชนและนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ อายุระหว่าง 18 – 25 ปี ได้แสดงศักยภาพด้านการเล่าเรื่องผ่านสื่อภาพยนตร์สารคดีที่ผลิตขึ้นใหม่กับ VIPA Pitching Project 2025 ภายใต้แนวคิด A Day in a Life – The Power of Human หนึ่งวันคนธรรมดา…ที่ไม่ธรรมดา ชิงรางวัลรวมกว่า 140,000 บาท และคว้าโอกาสในการร่วมสร้างสรรค์ผลงานสารคดีกับไทยพีบีเอส และ VIPA แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงสื่อสาธารณะ โดย สำนักสื่อดิจิทัล ซึ่งผลงานสารคดีของเยาวชนทั้ง 10 ทีมผ่านการคัดสรร เวิร์กชอป และขับเคี่ยวไอเดียจากคณะกรรมการมาอย่างเข้มข้น พร้อมสู่สายตาผู้ชมในงาน VIPA FILM FEST 2025 เพื่อร่วมลุ้นผลงานใดจะคว้ารางวัลไปครอง

พบกัน เสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ตั้งแต่เวลา 12.00 – 19.00 น. ณ โรงภาพยนตร์เฮาส์ สามย่าน (House Samyan) ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ

ห้ามพลาด 3 ไฮไลต์ร่วมงานฟรี !

เปิดโลกสารคดีในมุมมองใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น ร่วมด้วย Keynote Speech โดย คุณอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. และไฮไลต์กิจกรรมที่ทุกคนต้องประทับใจ

1.Talk Session & Awards Ceremony : พบกับ 2 วงเวทีทอล์กที่จะมาเผยมุมมองที่มีต่อการแวดวงสารคดีไทย กับการก้าวไปอีกขั้นของแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมิงในไทย VIPA ที่ไม่หยุดยั้งในการพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่สายตาชาวโลก

VIPA 2026: Empowering Thai Stories for the World โดย คุณกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส

Panel Discussion: The Power of Human Through the Lens of Documentary คนหลังเลนส์ สู่พลังเปลี่ยนโลกผ่านสารคดี โดย คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, คุณชนินทร์ ชมะโชติ, คุณเอกพงษ์ สราญเศรษฐ์, คุณอรากร ฤกษ์เกษม 

2.ประกาศผลรางวัล VIPA Pitching Project 2025 : ร่วมลุ้นผลการตัดสิน ผลงานใดจากทั้ง 10 ทีมจะคว้าแชมป์และมีโอกาสได้โชว์ศักยภาพร่วมงานบนเส้นทางสายอาชีพคนผลิตสารคดี พร้อมชมรอบ Premiere ของ 3 ผลงานสารคดีสั้นจากทีมผู้ชนะในปีนี้

3.ชมฟรี ! ภาพยนตร์สารคดีต่างประเทศระดับนานาชาติสุด Exclusive จาก VIPA : รอบฉาย 16.00 น. เรื่อง Black Box Diaries และ รอบฉาย 18.00 น. เรื่อง Allihopa: The Dalkurd Story

ที่นั่งจำกัด ลงทะเบียนสำรองที่นั่งได้แล้ววันนี้ ทาง http://www.VIPA.me/FilmFest2025 หรือทาง http://www.thaipbs.or.th/EventTicket

ทุกยอดวิว คือหนึ่งเสียงที่ร่วมตัดสิน Popular Views

VIPA Pitching Project 2025 เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตามหาหนังสารคดีสั้นที่ “ใช่” ผ่านการชม “ตัวอย่างหนังสารคดีสั้น” จากผลงานของนักสร้างสรรค์หน้าใหม่ทั้ง 10 ทีม ที่จะพาทุกคนไปสัมผัสเรื่องราวหลากหลาย ทั้งป่า ธรรมชาติ ชีวิตคนรุ่นใหม่ ไปจนถึงความเชื่อและแรงบันดาลใจจากทั่วไทย ร่วมโหวตง่าย ๆ  เพียงแค่เข้าไปรับชมตัวอย่างหนังสารคดีสั้นที่ http://www.VIPA.me/PitchingProject2025 แล้วเลือกดูเรื่องที่คุณชอบ 1 ยอดวิว = 1 เสียงโหวต ทีมใดมียอดวิวสูงสุด รับไปเลย ! รางวัล Popular Views ซึ่งจะประกาศผลในงาน VIPA Film Fest 2025 (8 พ.ย. 68) ณ House Samyan ร่วมรับชมและโหวตได้ตั้งแต่ วันนี้ – 3 พ.ย. 68 ผู้ร่วมโหวตมีสิทธิ์ลุ้นรับเสื้อ VIPA สุดพิเศษ จำนวน 10 รางวัล ประกาศรายชื่อผู้โชคดี 4 พ.ย. 68 ทาง Facebook @VIPAdotMe

“VIPA FILM FEST 2025” ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญภายใต้พันธกิจของไทยพีบีเอส ในการเป็นพื้นที่สาธารณะของทุกคน (Public Service Platform) ที่มุ่งส่งเสริมการผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพ หลากหลาย และมีคุณค่าทางสังคม พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชมเห็นถึงพลังของ “เรื่องจริง” จากการถ่ายทอดมุมมอง ความคิด เรื่องราวจากสังคมรอบตัว ที่สามารถเปลี่ยนมุมมองชีวิตและขับเคลื่อนสังคมได้อย่างสร้างสรรค์ ติดตามความเคลื่อนไหวและผลงานจากทั้ง 10 ทีม ได้ทาง http://www.VIPA.me/PitchingProject2025 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมการร่วมงานได้ที่ โทร. 02-790-2389 (จันทร์ – ศุกร์ เวลา 10.00 – 17.00 น.)

VIPA ทุกความสุข… ดูฟรี ไม่มีโฆษณา

Website: http://www.VIPA.me

Mobile Application: ดาวน์โหลดฟรี  https://download.vipa.me

และ App. สำหรับ Android TV (ค้นหาคำว่า VIPA)

LINE @VIPAdotMe: https://lin.ee/hVUc5OJ

วุฒิสภาไทยโชว์วิสัยทัศน์ที่ลาว! นำเสนอ 4 กลไก ‘รัฐสภาเปิดเผยและรับผิดชอบ’

วุฒิสภาไทยโชว์วิสัยทัศน์ที่ลาว! นำเสนอ 4 กลไก ‘รัฐสภาเปิดเผยและรับผิดชอบ’

วุฒิสภาไทยโชว์วิสัยทัศน์ที่ลาว! นำเสนอ 4 กลไก ‘รัฐสภาเปิดเผยและรับผิดชอบ’

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.16 น.

วุฒิสภาไทยโชว์วิสัยทัศน์ที่ลาว! นำเสนอ 4 กลไก ‘รัฐสภาเปิดเผยและรับผิดชอบ’ พร้อมชูแอปฯ ‘จันทรา’ รับเรื่องร้องเรียน และ Hackathon AI รับใช้ประชาชน

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วุฒิสภาไทยได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาค เรื่อง ‘Open and Responsive Parliament: Parliamentary Experiences’ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติในการสร้างรัฐสภาที่โปร่งใสและเปิดรับการมีส่วนร่วมของประชาชน

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสภาแห่งชาติ สปป.ลาว, Assemblée Parlementaire de la Francophonie (APF) และศูนย์ฝึกอบรมรัฐสภาแห่งเอเชีย (PCAsia) โดยมี นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภาและรองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ และ นาย นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ เป็นตัวแทนจากวุฒิสภาไทย

นายชิบ จิตนิยม ได้นำเสนอแนวทางการดำเนินงานของวุฒิสภาไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่มุ่งเน้นการเป็น ‘รัฐสภาที่เปิดเผยและรับผิดชอบต่อสังคม’ ผ่านกลไกสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1.การประชุมเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยประชาชนสามารถเข้าฟังหรือรับชมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น YouTube, Facebook และวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา 2.การรับฟังความคิดเห็นก่อนการตรากฎหมายต้องเปิดรับฟังและวิเคราะห์ผลกระทบจากประชาชนทุกภาคส่วน 3.สิทธิการเสนอกฎหมายของประชาชน โดยกำหนดจำนวนผู้มีสิทธิเสนอร่างกฎหมาย (10,000 คน) และแก้ไขรัฐธรรมนูญ (50,000 คน) และ 4.ความโปร่งใสผ่านการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) โดยเผยแพร่ข้อมูลการประชุม ผลการดำเนินงาน และงบประมาณ รวมถึงมีแอปพลิเคชัน ‘จันทรา’ สำหรับรับเรื่องร้องเรียนและข้อเสนอแนะจากประชาชน

นายชิบ กล่าวเพิ่มเติมว่า วุฒิสภาไทยยังดำเนินโครงการเชิงรุกเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ สมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน, โครงการเสริมสร้างผู้นำนักประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และการจัด OPEN Parliament Hackathon 2024 ซึ่งเป็นการเปิดข้อมูลรัฐสภาให้ประชาชนและเยาวชนร่วมออกแบบระบบโปร่งใสด้วยเทคโนโลยี AI, Big Data และ Machine Learning

‘สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันของไทย มาจากการเลือกกันเองของ 20 กลุ่มอาชีพ ซึ่งสะท้อนหลักการการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง…วุฒิสภาไทยมุ่งมั่นทำงานด้วยความโปร่งใส เปิดเผย และตอบสนองต่อประชาชนในทุกมิติ เพื่อให้รัฐสภาเป็นสถาบันที่ประชาชนเชื่อมั่น’ นายชิบ กล่าวทิ้งท้าย

////-026

เปิดมุมมอง รมว.ศึกษาฯ‘ศ.ดร.นฤมล’เมื่อ ศธ. มีนโยบาย ภาคเอกชนมีนวัตกรรม ซีพีเดินหน้าร่วมพัฒนาการศึกษา ส่งเยาวชนไทยร่วมประชุม‘สุดยอดผู้นำเยาวชนโลก 2025’

เปิดมุมมอง รมว.ศึกษาฯ‘ศ.ดร.นฤมล’เมื่อ ศธ. มีนโยบาย ภาคเอกชนมีนวัตกรรม  ซีพีเดินหน้าร่วมพัฒนาการศึกษา ส่งเยาวชนไทยร่วมประชุม‘สุดยอดผู้นำเยาวชนโลก 2025’

เปิดมุมมอง รมว.ศึกษาฯ‘ศ.ดร.นฤมล’เมื่อ ศธ. มีนโยบาย ภาคเอกชนมีนวัตกรรม ซีพีเดินหน้าร่วมพัฒนาการศึกษา ส่งเยาวชนไทยร่วมประชุม‘สุดยอดผู้นำเยาวชนโลก 2025’

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ปัจจุบันถึงแม้ว่า “การศึกษาไทย” จะก้าวหน้าขึ้นมาก แต่ยังคงเผชิญปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องของ “คุณภาพการศึกษาต่ำ” และ “ความเหลื่อมล้ำ”ยิ่งไปกว่านั้นปัญหา “เด็กหลุดจากระบบ” เพิ่มขึ้นทุกปีเนื่องจากครอบครัวยากจน ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จัดทำนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งในยุครัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ส่งนักวิชาการ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ “อาจารย์แหม่ม” มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นับว่าเป็นความหวังของระบบการศึกษาไทยที่จะได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เผยมุมมอง “อนาคตการศึกษาของไทย” ว่าการศึกษาควรปราศจากการเมือง เพราะเรื่องของเด็กและเยาวชนถือเป็นเรื่องใหญ่ที่พวกเขาจะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ช่วยพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต และในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯจะต้องรับฟังปัญหาจากทุกฝ่าย เพื่อนำเสียงสะท้อนจากครู ผู้ปกครอง
มาสอดรับกับความเห็นของ ศธ. เพื่อแก้ไขไปด้วยกัน

“ครูเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สองของเด็กๆ ถ้าครูมีปัญหาแล้วจะดูแลนักเรียนเต็มที่ได้อย่างไร” ความห่วงใยจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ถึงคุณครูทั้งประเทศ ที่ต้องการผลักดัน “สวัสดิการครู”เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ครูทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาหนี้ครู, บ้านพักครู รวมถึงวิทยฐานะ เพราะเกี่ยวกับรายได้ของครูด้วย เพราะถ้าครูได้รับการดูแลที่ดี ก็จะมีความกังวลน้อยลงและดูแลเด็กๆ ได้เต็มที่

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบัน ศธ. ได้จัดหลักสูตรอบรมพัฒนาศักยภาพครู โดยครูต้องปรับการเรียนการสอนให้ทันต่อสถานการณ์ โดยบทบาทหน้าที่ครูไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการเท่านั้น แต่ต้องบ่มเพาะกล่อมเกลาจิตใจเด็กและใส่ใจเด็กในด้านอื่นๆ ด้วย เพราะเด็กๆ สามารถเรียนรู้และหาคำตอบได้เองจากสื่อออนไลน์ถ้าเทียบกับสมัยก่อนแล้วถือว่าพัฒนามาไกลมาก

แต่อย่างไรก็ตาม อนาคตการศึกษาจะเป็นอย่างไรนั้น ไม่ได้อยู่ที่ กระทรวงศึกษาธิการอย่างเดียว แต่อยู่ที่คนไทยทุกคน และทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ในการเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษาไปด้วยกัน โดยกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบาย ส่วนภาคเอกชนมีนวัตกรรม ถ้าร่วมมือกันก็จะพัฒนาการศึกษาไทยไปแบบก้าวกระโดด เพราะจะลดช่องว่างการเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้มาก อย่างเวที One Young World Summit 2025 ที่ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี) สนับสนุนคนรุ่นใหม่ ส่งตัวแทนไปเวทีนานาชาติ นั่นเป็นตัวชี้แล้วว่า “เด็กไทย..ไม่แพ้ชาติใดในโลก” เพียงแต่ขอแค่มีโอกาสให้เขาได้โชว์ฝีมือ และเวทีดังกล่าวเป็นเวทีระดับนานาชาติที่รวมสุดยอดผู้นำเยาวชนโลก มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง และหนึ่งในนั้นคือเรื่องของการศึกษาไทยคาดว่าเด็กรุ่นใหม่ที่ถูกคัดเลือกไปร่วมเวทีฯ เมื่อกลับมาแล้วจะสามารถพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าไปอีกระดับได้อย่างแน่นอน

“เด็กสมัยนี้เก่งกว่าเด็กสมัยก่อนเยอะ เพราะมีโอกาสมากกว่า โรงเรียนมีคุณภาพมากขึ้น แต่โรงเรียนขนาดเล็กที่ได้รับการจัดสรรแบบรายหัวทำให้ทรัพยากรน้อยจึงเกิดความเหลื่อมล้ำ เราจึงต้องแก้ไขเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ ดังนั้น อนาคตการศึกษาจะเป็นอย่างไรนั้น ไม่ได้อยู่ที่ ศธ. อย่างเดียว แต่อยู่ที่คนไทยทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา และเข้ามามีส่วนร่วม เช่น เรียนฟรีแล้วมันไม่ฟรีจริงเพราะอะไร ถ้าเข้ามาดูจริงๆ โรงเรียนก็ต้องลงทุน และใช้ช่องว่างที่มี เพื่อจะหารายได้ เพื่อที่จะนำมาบริหารให้คุณภาพการเรียนการสอนดีขึ้น เพราะเงินรายหัวที่โรงเรียนได้ไป ก็อาจจะทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น ไม่เช่นนั้นโรงเรียนก็ไม่ได้รับการพัฒนาคุณภาพ จึงนำไปสู่สิ่งที่โรงเรียนจำเป็น ถ้าผู้ปกครองมีศักยภาพ โรงเรียนก็อาจจะเก็บบางส่วนเพื่อช่วยเติมเต็มให้เกิดการพัฒนา” รมว.ศธ. ระบุ

และในเร็วๆ นี้ ที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนีจะมีการจัดประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนโลก “One Young World Summit 2025” โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และบริษัทในเครือ ได้ส่ง 20 พนักงานรุ่นใหม่ เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย ซึ่ง 1 ในตัวแทนคนรุ่นใหม่ได้มีการเตรียมนำเรื่อง “การศึกษาเพื่อความเสมอภาค (Education)” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและร่วมกันหาทางออกบนเวทีนานาชาติครั้งนี้อีกด้วย

แพรวา อัครภูษิต Senior Associate, True Next Gen เปิดเผยว่า ในฐานะตัวแทนเยาวชนจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่เข้าร่วม “One Young World Summit 2025” ได้เตรียมข้อมูลและมุมมองในหัวข้อ “การเข้าถึงการศึกษาและทักษะการเรียนรู้ของเยาวชนไทย” เพราะเชื่อว่าการเรียนรู้ที่เท่าเทียมไม่ใช่แค่เรื่องของโรงเรียน แต่คือ “สิทธิพื้นฐานในการมีอนาคต” โดยตนเองได้มีการศึกษาเรื่องราวจากพื้นที่จริง ทั้งในโรงเรียนชนบทที่ขาดสื่อการสอนทักษะที่จำเป็น ไปจนถึงชุมชนที่ต้องพึ่งการเรียนรู้จากอาสาสมัคร เพื่อเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างและความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา พร้อมรวบรวมแนวทางจากโครงการในเครือฯ ไม่ว่าจะเป็น True Digital Academy ทรูปลูกปัญญา และ CONNEXT ED ที่เป็นตัวอย่างของการสร้างระบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Hybrid Learning) ให้เยาวชนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเปิดโอกาส ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่มช่องว่าง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของเครือฯ ที่ได้ช่วยให้ประชาชนกว่า 33 ล้านคนเข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต และกำลังเดินหน้าสู่50 ล้านคน ภายในปี 2573

“ที่เลือกประเด็นการเข้าถึงการศึกษา เพราะมันไม่ใช่เพียงปัญหาด้านทรัพยากร แต่คือเรื่องของ ความหวังและโอกาสในการเปลี่ยนชีวิต เด็กไทยจำนวนมากไม่ได้ขาดศักยภาพ แต่ขาด “ทางเดิน” ที่จะเดินไปสู่โอกาสนั้น หากเราสามารถสร้างระบบการเรียนรู้ที่เปิดกว้างทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้กับทุกคนได้จริง ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในเมืองหรือในหมู่บ้านห่างไกล เราจะได้เห็นประเทศที่เต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ที่“มีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น” และพร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในอนาคต เพราะเชื่อว่า “การศึกษาที่ดีไม่ใช่สิ่งที่สอนให้เด็กจำเก่งขึ้น แต่สอนให้เขามีทางเลือกมากขึ้น” และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนที่สุดที่เราทำได้ในฐานะคนรุ่นใหม่” แพรวา กล่าว

สำหรับการได้เป็นตัวแทนประเทศไทยและเครือเจริญโภคภัณฑ์ในเวทีระดับโลก แพรวา กล่าวว่า คือเกียรติที่มาพร้อมความรับผิดชอบ ดังนั้น จึงตั้งใจจะนำแรงบันดาลใจและแนวทางจากการแลกเปลี่ยนครั้งนี้กลับมาต่อยอดในโครงการจริง และใช้โอกาสนี้สร้าง “สะพานความร่วมมือ” ระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐและเยาวชน เพื่อให้เกิดโครงการที่ต่อยอดได้จริง เช่นแนวคิด “Digital Learning Hub” ที่จะเป็นพื้นที่กลางสำหรับเยาวชนไทยในการเรียนรู้ทักษะดิจิทัลจากผู้เชี่ยวชาญจริง เชื่อมต่อกับ Mentor จากภาครัฐและเอกชน และเปิดโอกาสให้เข้าถึงการฝึกงานในเครือฯ หรือหน่วยงานพันธมิตร เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงานในอนาคต สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยพัฒนาเยาวชน แต่ยังเป็นการเชื่อมต่อระบบ “การเรียนรู้-การทำงาน-การเติบโต” เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม เพราะสิ่งที่ประเทศเราขาดไม่ใช่คนเก่ง แต่คือ “คนที่มีโอกาสได้เก่ง”

“ปัจจุบันถึงแม้ว่า “การศึกษาไทย” จะก้าวหน้าขึ้นมาก แต่ยังคงเผชิญปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องของ “คุณภาพการศึกษาต่ำ” และ “ความเหลื่อมล้ำ”ยิ่งไปกว่านั้นปัญหา “เด็กหลุดจากระบบ” เพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากครอบครัวยากจน ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จัดทำนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งในยุครัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ส่งนักวิชาการ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ “อาจารย์แหม่ม” มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นับว่าเป็นความหวังของระบบการศึกษาไทยที่จะได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด”

“จุดแข็งของเราคือการเชื่อมโยง “ความคิดเชิงกลยุทธ์” เข้ากับ “ความเข้าใจมนุษย์” จากประสบการณ์ทำงานในหลายบริบท ทั้งสายธุรกิจ การตลาดดิจิทัลและโครงการเพื่อสังคม แฟร์เวย์เคยฝึกงานในสตาร์ทอัพ EdTech ที่สิงคโปร์ และเป็นอาสาสมัครใน NGO ที่นำอาสาสมัครต่างชาติเข้าไปสอนเด็กในชนบท ซึ่งทำให้ได้เห็นทั้งมุมของเทคโนโลยีและความจริงของพื้นที่หน้างานทำให้เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเริ่มจาก “การฟัง”เข้าใจ และออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพราะความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากแนวคิดใหญ่ แต่เกิดจากการทำที่ถูกจุดและต่อเนื่อง “ไม่มองปัญหาแค่จากตัวเลข แต่มองจากชีวิตของคนที่อยู่ข้างในมัน” แพรวา อัครภูษิต กล่าว

ทั้งนี้ Senior Associate, True Next Gen ยังกล่าวอีกว่า ระบบการศึกษาไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ตนเองเห็นความพยายามของภาครัฐในการ ผลักดันนโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และการส่งเสริม ทักษะดิจิทัลในโรงเรียน ผ่านโครงการต่างๆ ที่ช่วยเปิดโลกการเรียนรู้ให้กว้างขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างคนรุ่นใหม่ที่พร้อมกับโลกอนาคต

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมีการร่วมมือระหว่างภาครัฐภาคเอกชน และภาคชุมชน เพราะแต่ละภาคส่วนต่างมีจุดแข็งเฉพาะที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ โดยที่ภาครัฐมีนโยบายและโครงสร้างระดับชาติ ภาคเอกชนมีนวัตกรรม เทคโนโลยี และระบบการจัดการที่คล่องตัวส่วนภาคชุมชนเข้าใจปัญหาและบริบทของพื้นที่จริง หากเราสามารถผสานพลังกันในแนวทาง “Education Partnership for the Future” จะทำให้ประเทศไทยสร้างระบบการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง เท่าเทียม และยั่งยืนได้จริง อีกทั้ง ระบบที่ไม่เพียงผลิต “คนเก่ง” แต่หล่อหลอม “คนดีที่เข้าใจบทบาทของตนเองต่อโลก” ตามแนวคิด Sustainable Intelligence (SI Model) ที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ยึดเป็นหลักในการพัฒนาคน

“เพราะการศึกษาไม่ควรเป็นภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทั้งประเทศ เพื่อสร้างอนาคตที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งเชื่อว่าพลังของคนรุ่นใหม่จะมีความหมายมากขึ้น เมื่อได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในการสร้างระบบการเรียนรู้ที่เท่าเทียมและยั่งยืน เพราะการศึกษาไม่ได้เปลี่ยนเพียงชีวิตของคนคนหนึ่ง แต่เปลี่ยนอนาคตของประเทศได้ และนี่คือเหตุผลที่ดิฉันอยากเป็นหนึ่งในพลังเล็กๆ ที่ช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง เท่าทันโลก และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” แพรวา อัครภูษิต Senior Associate, True Next Gen กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนโลก One Young World Summit 2025 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–20 พฤศจิกายน 2568 นี้ ณ เมืองมิวนิก เยอรมนี ร่วมกับเยาวชนกว่า 190 ประเทศ ภายใต้แนวคิด “Brave the Future, For a Better Tomorrow – กล้าก้าวสู่อนาคต เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและร่วมกันหาทางออก ทั้งนี้ ในที่ประชุมไม่ได้มีเพียงเรื่องการศึกษาเท่านั้น ยังมีวาระสำคัญอื่นๆ อีกด้วย อาทิ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy), การต่อต้านความเกลียดชังและการแบ่งแยก (Anti-Hate), การพัฒนาและใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Tech) และ สันติภาพและความมั่นคงของโลก (Peace & Security) เป็นต้น

​มวล. จับมือ 71 โรงเรียน สร้างครูคุณภาพสูง สู่มาตรฐานสากล

​มวล. จับมือ 71 โรงเรียน สร้างครูคุณภาพสูง สู่มาตรฐานสากล

​มวล. จับมือ 71 โรงเรียน สร้างครูคุณภาพสูง สู่มาตรฐานสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.)  และ ดร.สุภาพ เต็มรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช (สพม.นศ.) ดร.ภาวินทร์ ณ พัทลุง รองนายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่และผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 71 แห่งในสังกัดสพม.นศ. ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านการศึกษา เพื่อร่วมกันพัฒนาทางวิชาการ การวิจัย การจัดการเรียนการสอน และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมร่วมกัน ตลอดจนสนับสนุนนักศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี โทและเอก ในการฝึกปฏิบัติวิชาชีพและฝึกปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา และแขกผู้มีเกียรติร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมศรีธรรมราช อาคารปฏิบัติการสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. กล่าวว่า สำนักวิชาศึกษาศาสตร์ เป็นสำนักวิชาใหม่ล่าสุดของ มวล. ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและพัฒนานักศึกษาครุศาสตร์ที่มีความรู้ ความสามารถและทักษะระดับสากล สู่การเป็นบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพสูงให้แก่ประเทศ  โดยปัจจุบันเปิดการเรียนการสอน ใน 10 วิชาเอก ปัจจุบันมีนักศึกษาคุณภาพสนใจมาเรียนในหลักสูตรนี้เป็นจำนวนมากและมั่นใจว่าหลักสูตรดังกล่าวจะเป็นหลักสูตรที่มีคุณภาพตามมาตรฐานของมหาวิทยาลัย

“ขอให้มั่นใจว่า ม.วลัยลักษณ์ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกมิติ มีคนเก่งมาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษา มีคนเก่งมาสมัครเรียนกับเราในทุกสาขาวิชา และเราเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของประเทศ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยและครอบคลุมทั้งด้านการเรียนการสอนและการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย” ศ.ดร.สมบัติ กล่าว

ด้าน ศ.ดร.นรินทร์ สังข์รักษา คณบดีสำนักวิชาศึกษาศาสตร์ มวล. กล่าวว่า สำนักวิชาศึกษาศาสตร์ มวล. เปิดการเรียนการสอนมาแล้ว 3 ปี มี 10 วิชาเอก ได้แก่ วิชาเอกภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา พลศึกษา นาฏศิลป์ การศึกษาปฐมวัย คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ศึกษาและเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์-ชีววิทยา และวิทยาศาสตร์ทั่วไป โดยในปีการศึกษานี้จะเปิดหลักสูตรใหม่ ได้แก่ หลักสูตรปฐมวัย หลักสูตรการบริหารการศึกษาและหลักสูตรนวัตกรรมและการสอนอีกด้วย

อย่างไรก็ตามในปีที่ผ่านมา สำนักวิชาศึกษาศาสตร์ได้รับความสนใจจากนักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศมาสมัครเข้ามาเป็นจำนวนมาก และเป็นนักเรียนเรียนดี เกรดเฉลี่ยรวม 3.33 และการรับสมัคร TCAS1 ในปีนี้มีผู้สนใจเข้ามาสมัคร กว่า 4,000 คน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพของหลักสูตร

“การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ นอกจากการส่งนักศึกษาไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูกับโรงเรียนและหน่วยงานต่าง ๆ แล้ว สำนักวิชายังมีการส่งนักศึกษาไปต่างประเทศ เช่น ประเทศอินโดนีเซีย และมีโครงการผลิตครูพรีเมียม เน้นทักษะภาษาอังกฤษ และการเป็นครูที่ได้การรับรองความเป็นมืออาชีพตามกรอบมาตรฐานวิชาชีพด้านการเรียนการสอนของประเทศอังกฤษ (UKPSF) และทักษะในการสร้างนวัตกรรม เน้นคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณความเป็นครูอย่างแท้จริง” ศ.ดร. นรินทร์ กล่าว

​อว.เดินหน้าจัดตั้ง ‘KOSEN Education Center’ เสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมไทย-ญี่ปุ่น

​อว.เดินหน้าจัดตั้ง ‘KOSEN Education Center’ เสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมไทย-ญี่ปุ่น

​อว.เดินหน้าจัดตั้ง ‘KOSEN Education Center’ เสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมไทย-ญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย น.ส.พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. ให้การต้อนรับและหารือร่วมกับ Mr.TANAKA Akihiko ประธานองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency: JICA) โฮตากะ มาชาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และคณะ ในโอกาสเยือนประเทศไทย ณ ห้องประชุม 3B อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี)

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.อว. กล่าวว่า ประเทศไทยและญี่ปุ่นมีการดำเนินความร่วมมือทางวิชาการมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปี พ.ศ.2570 ที่จะครบรอบ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและญี่ปุ่นซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้กระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมรอบด้าน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่น JICA และสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นได้ส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือกับประเทศไทยมาโตยตลอด โดยเฉพาะความร่วมมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้โครงการจัดตั้งสถาบันโคเซ็นในประเทศไทย ทั้งสถาบันโคเซ็นแห่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และสถาบันโคเซ็นแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่มุ่งจัดการศึกษาเชิงปฏิบัติการเพื่อผลิตกำลังคนด้านวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งนักศึกษาโคเซ็นสองรุ่นที่สำเร็จการศึกษาไปแล้ว ได้เข้าทำงานในภาคอุตสาหกรรมและได้รับทุนศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าระบบการศึกษาแบบโคเซ็นได้ช่วยผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพให้แก่ประเทศไทย

โครงการนี้ควรจะขยายผลไปยังสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ และจัดตั้ง KOSEN Education Center (KEC) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในการขยายการศึกษาแบบโคเช็นออกไปอย่างกว้างขวาง รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรเพื่อผลิตกำลังคนสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (Semi-conductor & Advanced Electronics) อีกโครงการหนึ่งคือ AUN/SEED-Net ที่รัฐบาลญี่ปุ่นและ JICA ได้มุ่งมั่นให้การสนับสนุนโครงการอย่างต่อเนื่องมากว่า 20 ปี ซึ่งช่วยสร้างบุคลากรด้านวิศวกรรมศาสตร์ของไทยให้มีศักยภาพ และยังช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิศวกรรมศาสตร์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของไทยแลยและประเทศสมาชิกอาเซียน กับสถาบันอุดมศึกษาของญี่ปุ่นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมี โครงการสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation – EEC) ซึ่งน่ายินดีที่รัฐบาลญี่ปุ่นและ JICA จะช่วยสนับสนุนและให้ความร่วมมือในโครงการนี้เพื่อพัฒนาการวิจัย และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีขั้นสูงของไทย ขณะนี้ฝ่ายไทยอยู่ระหว่างเตรียมเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และทาง อว. จะได้แจ้งความคืบหน้าให้ทาง JICA และสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นทราบต่อไป

ด้าน น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า การจัดตั้ง KOSEN Education Center (KEC) ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายของโครงการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็น มีจุดประสงค์เพื่อให้สามารถผลิตกําลังคนที่มีปริมาณสอดคล้องกับความต้องการภาคอุตสาหกรรม และรักษาคุณภาพมาตรฐานในการผลิตกําลังคน โดยต่อยอดการจัดการศึกษาเฉพาะทางร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการในประเทศไทยและภูมิภาค ทั้งในรูปแบบของการเป็นศูนย์อบรมบุคลากรทางการศึกษา ศูนย์อบรมบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษา และศูนย์ที่รับผิดชอบการพัฒนาหลักสูตรและการจัดตั้งสถาบันการศึกษา/ห้องเรียนที่ใช้การศึกษาที่ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการสร้างเครือข่ายเพื่อเป็นช่องทางในการถ่ายทอด องค์ความรู้อย่างทั่วถึงในประเทศไทยและพัฒนาสู่ภูมิภาคอาเซียน โดยการจัดตั้ง KEC เป็นวัตถุประสงค์หลักในการดำเนินโครงการระยะที่ 2 ซึ่งในปัจจุบันนี้สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ได้เร่งประเมินผลการดําเนินงานโครงการระยะที่ 1 และศึกษาความเหมาะสมในการดําเนินงานและความสอดคล้องต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยจะนําเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อเห็นชอบการขยายโครงการและขอเสนอรับการสนับสนุนโครงการด้านความร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นต่อไป

จากเด็กว่ายน้ำไม่เป็น สู่ตัวแทนทีมชาติไทยบนเวทีโลก ‘นิธิกร เจียมพิริยะกุล’ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ ม.รังสิต

จากเด็กว่ายน้ำไม่เป็น สู่ตัวแทนทีมชาติไทยบนเวทีโลก ‘นิธิกร เจียมพิริยะกุล’ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ ม.รังสิต

จากเด็กว่ายน้ำไม่เป็น สู่ตัวแทนทีมชาติไทยบนเวทีโลก ‘นิธิกร เจียมพิริยะกุล’ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ ม.รังสิต

วันพฤหัสบดี ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จากก้าวเล็กๆ ของคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น วันนี้กลับกลายเป็นจุดเริ่มของเส้นทางที่นำพาไปสู่การเป็น “นักกีฬาทีมชาติไทย” ที่ได้ลงแข่งขันบนเวทีโลก เรื่องราวการฝึกฝน ความมุ่งมั่น และแรงบันดาลใจของเขา คือบทพิสูจน์ว่าความเพียรสามารถพาเราไปไกลกว่าที่คิดไว้ นายนิธิกร เจียมพิริยะกุล นักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทย ที่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคและพัฒนาตัวเอง จนได้รับโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาว่ายน้ำระดับนานาชาติ 20th World Aquatics Championships 2025” ณ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของชีวิตนักกีฬาคนรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติและมหาวิทยาลัย

นายนิธิกร เจียมพิริยะกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ในวัยเด็กผมว่ายน้ำไม่เป็นเลย การฝึกฝนก็ไม่ได้ง่าย เหนื่อยและยาก ต้องทุ่มเทและใช้เวลาเพื่อปั้นตัวเอง คงเป็นเพราะผมชอบและรักในกีฬานี้ จึงสามารถทำมันต่อเนื่องมาได้จนได้รับโอกาสดีๆ ให้ได้พิสูจน์ตัวเอง ต้องขอบคุณครอบครัวที่เป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ผมมุ่งมั่นเดินบนเส้นทางนักกีฬามาจนถึงวันนี้

“ก่อนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยรังสิต ผมเรียนที่โรงเรียนหอวัง (ลาดพร้าว) สายศิลป์ภาษา เอกภาษาญี่ปุ่น และเลือกศึกษาต่อในสาขาภาษาญี่ปุ่น วิทยาลัยศิลปศาสตร์ ด้วยเหตุผลที่ว่ามหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงในระดับประเทศ มีความน่าเชื่อถือ และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เลือกเรียนในหลากหลายสาขาตามความสนใจ ผมประทับใจความอบอุ่น ความเป็นกันเอง บรรยากาศของทั้งที่คณะ และในชีวิตประจำวันที่ผมได้เข้ามาเรียน ทุกอย่างเป็นกันเอง และผมก็มีความสุขในทุกๆ วัน ผมไม่เพียงเรียน และทำกิจกรรมบ้าง แต่ผมยังได้เป็นส่วนหนึ่งของชมรมว่ายน้ำด้วย และได้มีส่วนร่วมในการแข่งขันในนามมหาวิทยาลัย รวมทั้งได้รับโอกาสเป็นผู้ช่วยสอนในรายวิชาว่ายน้ำ ก็เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจ เป็นความท้าทายที่จะต้องบริหารเวลา บริหารการเรียน การฝึกซ้อม ให้สมดุลกัน”  นายนิธิกร กล่าวและว่า

ในฐานะนักกีฬา “ความมีวินัย” นั้นสำคัญที่สุด หากเราทำได้ทุกอย่างก็จะดำเนินไปควบคู่กันได้ทั้งหมด ตนเองฝึกซ้อม ควบคุมอาหาร และก็พักผ่อน ซึ่งปัจจัยสำคัญทั้งหมดนี้จะทำให้นักกีฬาทุกคนมีศักยภาพในทุกสนาม

สำหรับผมเอง “แมตซ์ระดับโลก” ที่สิงค์โปร์ เป็นประสบการณ์ที่จำไม่ลืม ถึงแม้จะไม่ได้รางวัล แต่ได้ประสบการณ์ และยังได้ของแถมมาเป็นแรงกระตุ้นเพื่อจะที่ต้องพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งมากขึ้น ผมเองก็ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองไว้ เพื่อที่จะได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในอนาคต และคว้าเหรียญทองมาให้ได้

นอกจากความฝันในเส้นทางกีฬาแล้ว ในนามนักศึกษาของ ม.รังสิต ตนเองได้เตรียมตัวที่จะเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนที่ประเทศญี่ปุ่น ในแบบที่นักกีฬาต้องอาศัยวินัยในการฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาฝีมือ นักภาษาก็ต้องอาศัยวินัยเช่นเดียวกันในการเรียนรู้และใช้ภาษาอย่างต่อเนื่อง ทุกคำที่ฝึก ทุกประโยคที่กล้าสื่อสาร ล้วนเป็นพลังเล็กๆ ที่ค่อยๆ พาเราเปิดโลกกว้าง เชื่อมโยงผู้คน และสร้างโอกาสใหม่ๆได้เสมอ เพราะการเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด และการสื่อสารก็เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราเติบโตในทุกก้าวของชีวิต รวมทั้งตั้งเป้าหมายคว้าเกียรตินิยมในระดับปริญญาตรี เพื่อสร้างความภาคภูมิใจทั้งแก่ตัวเองและครอบครัว

“สำหรับน้องๆ นักกีฬาที่มีความฝันนะครับ เพียงทุกคนพยายาม ฝึกฝน และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง อย่าท้อ และอย่าละทิ้งความฝัน เพราะความสำเร็จจะเป็นของผู้ที่ไม่ยอมแพ้ การได้อยู่ในจุดที่บริหารจัดการทุกเรื่องได้เองนั้น ผมก็อยากขอบคุณมหาวิทยาลัย วิทยาลัยศิลปศาสตร์ด้วยครับ ที่นี่ไม่ใช่เพียงแค่สถานศึกษา แต่เป็นเหมือนครอบครัวที่มีทั้งพี่ น้อง และอาจารย์ที่พร้อมให้คำแนะนำและการสนับสนุน หากยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรหรือถนัดด้านใด ลองเปิดใจเข้ามาพูดคุยกับอาจารย์และรุ่นพี่ในรั้วรังสิต เชื่อว่าทุกคนจะค้นพบเส้นทางที่ใช่สำหรับตัวเองเหมือนกัน นายนิธิกร เจียมพิริยะกุล กล่าวทิ้งท้าย

​เปิดศูนย์ถ่ายทอดเทคโนฯมันสำปะหลังไทย – จีน ผลักดันความร่วมมือวิทยาศาสตร์เพื่อขจัดความยากจน

​เปิดศูนย์ถ่ายทอดเทคโนฯมันสำปะหลังไทย - จีน ผลักดันความร่วมมือวิทยาศาสตร์เพื่อขจัดความยากจน

​เปิดศูนย์ถ่ายทอดเทคโนฯมันสำปะหลังไทย – จีน ผลักดันความร่วมมือวิทยาศาสตร์เพื่อขจัดความยากจน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดร.อโศก พลบำรุง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ผศ.ดร.พันทิพย์ ปิยะทัศนานนท์รักษาการแทนผู้อำนวยการเทคโนธานี ผศ.ดร.กำไร เบือนสันเทียะ หัวหน้าโครงการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจโคราช เทคโนธานี พร้อมด้วย นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มสมาคมผู้ผลิตและประกอบการมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วมและเกษตรกรในพื้นที่ ร่วมงานพิธีเปิด “ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีมันสำปะหลังไทย-จีน” หรือ Thailand–China Cassava Technology Transfer Center ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

ผศ.ดร.กำไร เบือนสันเทียะ หัวหน้าโครงการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจโคราช (Korat Economic Agency : KEA) เทคโนธานี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวว่า ศูนย์ฯเกิดจากความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ มทส. ได้ร่วมกับสถาบันวิจัย Chinese Academy of Tropical Agricultural Sciences (CATAS) และสถาบันต่างๆ ในประเทศจีน ที่มุ่งเน้นผลักดันเรื่องของการเป็น “ศูนย์กลางแห่งการแลกเปลี่ยนความรู้ วิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยีมันสำปะหลังครบวงจร” จนทำให้เกิด “ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีมันสำปะหลัง ไทย–จีน” เพื่อเป็นกลไกกลางเชื่อมงานวิจัย เทคโนโลยี ทุน และตลาด สู่การใช้จริงในพื้นที่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยโมเดล “4 เสา” ได้แก่ Cluster, SIE, Industry และ Korat Sandbox มุ่งพัฒนาโคราชเป็นต้นแบบเมืองนวัตกรรมเกษตรครบวงจร ถ่ายทอดเทคโนโลยีมันสำปะหลังตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างคลัสเตอร์เกษตรกร–ธุรกิจชุมชน เชื่อมอุตสาหกรรมชีวภาพและนวัตกรรมไทย–จีน สู่การขยายผลในลุ่มน้ำโขง ภายใต้แนวทาง BRI และเศรษฐกิจ BCG

นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ประธานในพิธีเปิดศูนย์ฯ กล่าวว่า ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการเกษตร ที่จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการแปรรูปมันสำปะหลังของไทยอย่างมาก และในโครงการ “สะพานนวัตกรรมไทย–จีน” ยังสามารถเชื่อมโยงเศรษฐกิจ BCG ประเทศไทย เข้ากับโครงการ Belt and Road Initiative นั้น ยิ่งทำให้ภาพของการพัฒนาจังหวัดนครราชสีมา ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเกษตรอัจฉริยะและอุตสาหกรรมชีวภาพของภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ที่ผ่านกลไกความร่วมมือดังกล่าว

ด้าน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวว่า ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีมันสำปะหลังไทย–จีน แห่งนี้ เป็นหนึ่งใน 5 ศูนย์วิจัย ภายใต้ 6 กรอบความร่วมมือไทย–จีน มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและยกระดับการแก้ไขปัญหาความยากจนผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมชนบทซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของทั้งสองประเทศ ที่มุ่งเน้นการพัฒนา ห่วงโซ่คุณค่าการผลิตมันสำปะหลัง ครอบคลุมตั้งแต่การปรับปรุงพันธุ์คุณภาพสูง การจัดการดินและน้ำ การใช้ปุ๋ยชีวภาพ การป้องกันโรคใบด่าง การแปรรูปผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากล ไปจนถึงการบริหารจัดการของเสียและการพัฒนาตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องในพื้นที่

โดยศูนย์ฯ แห่งนี้จะมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่หน่วยงานภาครัฐ สถาบันวิชาการ และเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในการยกระดับรายได้ขจัดความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนอย่างยั่งยืนพร้อมแสดงความมั่นใจว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็น “จุดเริ่มต้นของการขยายเครือข่ายวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม” ที่นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การสร้างคุณค่าใหม่ทางสังคม และการเสริมสร้างมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนในระยะยาว

ในโอกาสนี้ยังตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการต่อยอดความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นและยั่งยืนยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ศูนย์ฯ แห่งนี้จะเป็นต้นแบบของ “ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา (Cooperation for Development)” ที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างแท้จริง

วธ.พร้อมจัดงานใหญ่! ‘ลอยกระทง ไท ไทย ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่งชุดไทยไปลอยกระทง’

วธ.พร้อมจัดงานใหญ่! 'ลอยกระทง ไท ไทย ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่งชุดไทยไปลอยกระทง'

วธ.พร้อมจัดงานใหญ่! ‘ลอยกระทง ไท ไทย ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่งชุดไทยไปลอยกระทง’

วันพุธ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.13 น.

วธ.พร้อมจัดงานใหญ่! “ลอยกระทง ไท ไทย ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่งชุดไทยไปลอยกระทง” ปักหมุด 5 พ.ย.นี้ ชวนนุ่ง”ชุดไทยพระราชนิยม”ร่วมลอยกระทงทั่วไทย พร้อมผลักดันส่งมรดกโลก

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม แถลงข่าวเตรียมจัดงานประเพณีลอยกระทงปี 2568 โดยมุ่งเน้นการจัดงานครอบคลุม 4 มิติสำคัญ คือ มิติด้านวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

ปีนี้ กระทรวงวัฒนธรรมผสานการสืบสานประเพณีดั้งเดิมเข้ากับแนวคิด “วัฒนธรรมเพื่อความยั่งยืน” เพื่อผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยม” (สตรี 8 แบบ, บุรุษ 3 แบบ) และประเพณีลอยกระทง สู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมของมนุษยชาติต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กำหนดจัดงาน “ลอยกระทง ไท ไทย” ในวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร ร่วมกับกองทัพเรือ วัดอรุณฯ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) พร้อมขยายผลจัดงานใน 18 จังหวัดวิถีถิ่น และ 5 จังหวัดอัตลักษณ์ทั่วประเทศ

– 006

‘ทรูปลูกปัญญา’ส่งเยาวชนคว้า 2 รางวัลใหญ่ เวที STEM Racing Thailand National Finals 2025

‘ทรูปลูกปัญญา’ส่งเยาวชนคว้า 2 รางวัลใหญ่ เวที STEM Racing Thailand National Finals 2025

‘ทรูปลูกปัญญา’ส่งเยาวชนคว้า 2 รางวัลใหญ่ เวที STEM Racing Thailand National Finals 2025

วันพุธ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.16 น.

จุดสตาร์ทอนาคตไทย!เครือซีพี-ทรูโดย‘ทรูปลูกปัญญา’ส่งเยาวชนทั้งจากคอนเน็กซ์อีดี เจียรวนนท์อุทิศ มูลนิธิออทิสติกไทย คว้า 2 รางวัลใหญ่ เวที STEM Racing Thailand National Finals 2025 ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Formula 1

22 ตุลาคม2568 เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยโครงการ ทรูปลูกปัญญา ตอกย้ำพันธกิจ “การศึกษาเพื่อโอกาสที่เท่าเทียม” โดย นายประพาฬพงษ์ มากนวล  หัวหน้าฝ่าย ทรูปลูกปัญญา พร้อมด้วย มูลนิธิออทิสติกไทย โดย นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานมูลนิธิฯ ร่วมเปิดงานและให้กำลังใจเยาวชนจาก โรงเรียนในมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี, โรงเรียนเจียรวนนท์อุทิศ 2 และมูลนิธิออทิสติกไทย ในการแข่งขัน STEM Racing Thailand National Finals 2025 เวทีที่หลอมรวมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์ (STEM) เข้ากับความคิดสร้างสรรค์และการทำงานเป็นทีม ผ่านภารกิจออกแบบ ผลิต ทดสอบ “รถฟอร์มูล่าวันขนาดจิ๋ว” โดยเป็นรายการที่พัฒนาจาก F1 in Schools และได้รับการสนับสนุนจาก Formula 1 ทั้งนี้ มีเยาวชนเข้าร่วมรวม 25 ทีม จาก ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และประเทศไทย สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ข้ามพรมแดนอย่างคึกคัก ณ Grand Richmond Stylish Convention Hotel จ.นนทบุรี

ตลอดการแข่งขัน 3 วัน เด็ก ๆ ได้ลงสนามครบทั้งการแข่งรถ การนำเสนอผลงานเชิงเทคนิค และการประเมินแฟ้มสะสมงานออกแบบ (Design Portfolio) ต่อคณะกรรมการนานาชาติ สะท้อนการเรียนรู้แบบลงมือทำอย่างแท้จริง (hands-on STEM) ที่หลอมรวมทักษะเทคโนโลยีล้ำสมัย ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานเป็นทีมไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งผลการแข่งขันมีดังนี้

#ประเภท Design Portfolio Award

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Vector X จาก โรงเรียนเจียรวนนท์อุทิศ 2 จ.นครราชสีมา

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม BK Thunder จาก โรงเรียนบ้านคุ้ม จ.แพร่

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม Au Stars Racing จาก มูลนิธิออทิสติกไทย กรุงเทพฯ

#ประเภท Team Identity Award

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Au Stars Racing จาก มูลนิธิออทิสติกไทย กรุงเทพฯ

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม BK Thunder จาก โรงเรียนบ้านคุ้ม จ.แพร่

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม Vector X จาก โรงเรียนเจียรวนนท์อุทิศ 2 จ.นครราชสีมา

ความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำความเชื่อของทรูปลูกปัญญาและพันธมิตรในโครงการ CONNEXT ED ว่า “นวัตกรรม ความร่วมมือ และความมุ่งมั่น” คือพลังขับเคลื่อนสำคัญที่จะพาเยาวชนไทยก้าวสู่เวทีโลกอย่างมั่นใจ พร้อมเดินหน้าสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ยั่งยืน สนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และพัฒนาเด็กไทยให้เป็น “เด็กดีและเก่ง” อย่างสมบูรณ์ต่อไป

​ศธ.มอบนโยบาย สสวท. เน้นเรียนวิทย์สร้างอาชีพ-พัฒนาประเทศ

​ศธ.มอบนโยบาย สสวท. เน้นเรียนวิทย์สร้างอาชีพ-พัฒนาประเทศ

​ศธ.มอบนโยบาย สสวท. เน้นเรียนวิทย์สร้างอาชีพ-พัฒนาประเทศ

วันพุธ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) มอบนโยบายต่อคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ สสวท. ก่อนเริ่มการประชุมคณะกรรมการ สสวท. ครั้งที่ 6/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์

โดย นายองอาจ วงษ์ประยูร รมช.ศธ. กล่าวฝากแนวคิดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ว่า ประการแรก ขอให้ช่วยดูแลแก้ไขปัญหาจากผลการทดสอบ PISA ของเด็กไทยที่มีคะแนนลดลงในทุกทักษะ ตามรายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) รวมทั้งจะทำอย่างไรให้การเรียนวิทยาศาสตร์สามารถสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ ให้ตรงตามความต้องการและจำเป็นของตลาดแรงงานไทยในอนาคต เช่น ด้านสุขภาพ การช่วยเหลือทางการแพทย์ การสร้างเทคโนโลยีเพื่อป้องกันประเทศ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ ยังได้ประชุมหารือกับ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) หากเกิดการบูรณาการประสานความร่วมมือกันระหว่างสองหน่วยงานนี้ คาดว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่อง PISA ของเด็กไทยได้ พร้อมๆกับการปลูกฝังเด็กและเยาวชนเป็นคนดี มีวินัย มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ด้วยกระบวนการลูกเสือ เมื่อนั้นเด็กเยาวชน และครูของเรา ก็จะเป็นคนที่ “เก่ง ดี มีสุข”

“ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนนี้ จะสนับสนุนภารกิจงาน และช่วยเหลือทุกหน่วยงานที่กำกับดูแล เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ผลักดันให้การศึกษาไทยก้าวหน้าต่อไปมากขึ้น” รมช.ศธ. กล่าวทิ้งท้าย