‘ASSUMPTION EXPO 2025’ อัสสัมชัญจัดมหกรรมโชว์วิสัยทัศน์การศึกษาเพื่ออนาคตยั่งยืน

'ASSUMPTION EXPO 2025' อัสสัมชัญจัดมหกรรมโชว์วิสัยทัศน์การศึกษาเพื่ออนาคตยั่งยืน

‘ASSUMPTION EXPO 2025’ อัสสัมชัญจัดมหกรรมโชว์วิสัยทัศน์การศึกษาเพื่ออนาคตยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.13 น.

โรงเรียนอัสสัมชัญ จัดงาน ASSUMPTION EXPO 2025 : Education for Sustainable Futures มหกรรมการศึกษาอัสสัมชัญ 2025 “สร้างอนาคตยั่งยืนด้วยการเรียนรู้”

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ภราดา ดร.มณฑล  ประทุมราช รักษาการประธานมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน “ASSUMPTION EXPO 2025 : Education for Sustainable Futures” มหกรรมการศึกษาอัสสัมชัญ 2025 สร้างอนาคตยั่งยืนด้วยการเรียนรู้ โดยมี ภราดา ดร.เดชาชัย  ศรีพิจารณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ, ภราดาพัชรปกรณ์  ลังบุบผา รองผู้อำนวยการโรงเรียน/ประธานจัดงาน, ภราดามานิต สกนธวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด คุณสมกมล  จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด คุณพิณรัตน์ กิติเวชกุล ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมงาน ณ ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลเวิร์ด (Central World) ถ.เพลินจิต เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

ภายหลังพิธีเปิด เป็นการเสวนาในวันแรกที่สนใจ คือ การเสวนา หัวข้อ “Sustain Your Dream : ฝันให้ไกล…และทำให้ยั่งยืน” โดย ดร. กฤษณะ วจีไกรลาศ รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย/กรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (อัสสัมชนิก รุ่น 97) คุณฐาปน  สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (อัสสัมชนิก รุ่น 107) คุณไพรัช  เอื้อผดุงเลิศ (อัสสัมชนิก รุ่น 112) CO-FOUNDER, EXECUTIVE CREATIVE DIRECTOR บริษัท ชูใจ กะ กัลยาณมิตร, คุณศิริชัย จิระพงษ์พันธ์  Manager, PTTGC/Commercial Department Manager, Envicco (อัสสัมชนิก รุ่น 113), คุณชัย เทอดผดุงชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพย์อิทฟอร์เวิร์ด จำกัด  (อัสสัมชนิก รุ่น 109) ร่วมเสวนา 

สำหรับงาน ASSUMPTION EXPO 2025 : Education for Sustainable Futures มหกรรมการศึกษาอัสสัมชัญ 2025 “สร้างอนาคตยั่งยืนด้วยการเรียนรู้” จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอแนวคิดการศึกษาเพื่อความยั่งยืน (Education for Sustainable Futures) การศึกษาที่ดีไม่ใช่แค่การสร้าง “เด็กเก่ง” แต่ต้องสร้าง “คนเก่งที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและโลก” กาารแสดงศักยภาพของนักเรียนและหลักสูตรโรงเรียนอัสสัมชัญ ที่หลักสูตรไม่ได้สอนเพียงวิชาการ แต่ยังบ่มเพาะ Soft Skills และ Future Skills, สร้างพื้นที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing) จุดประกายแรงบันดาลใจสู่อนาคต 

ภายในงาน ASSUMPTION EXPO 2025 : Education for Sustainable Futures มหกรรมการศึกษาอัสสัมชัญ 2025 แบ่งออกเป็น

โซน 1 เป็นโซนการเรียนรู้ที่ผสมผสานความรู้และคุณธรรม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน (Introduction & Sustainable Education Zone) 

โซน 2 เป็นโซนพลังความคิดสร้างสรรค์ (Impact Invest Zone) จากผลงานจริงของนักเรียน Dream Maker Space, Education Beyond Tomorrow การแสดงนวัตกรรม และ บริษัทจำลอง

โซน 3 เป็นโซนเวิร์กช็อปและการแบ่งปันที่จะปลุก Future Skills ให้เด็ก ๆ และผู้ปกครองพร้อมรับอนาคต (Knowledge Sharing & Workshops) 
โซน Knowledge Sharing & Workshops ณ CraftStudio ชั้น 5

กิจกรรมบนเวที ประกอบด้วย การเสวนา หัวข้อ “Sustain Your Dream: ฝันให้ไกล…และทำให้ยั่งยืน”, หัวข้อ “Global Citizenship & Youth Responsibility: จตุรมิตรสี่พี่น้องประครองรัก รักษ์โลกให้ยั่งยืน”, หัวข้อ “InnovationxSustainability”, หัวข้อ “InnovationxSustainability” การแสดงบนเวทีของนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 กันยายน 2568 ณ ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลเวิร์ด (Central World) ถ.เพลินจิต เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.facebook.com/AssumptionCollege1885

ม.นอร์ทกรุงเทพ จัดงานปาฐกถา ’50 ปีไทย-จีน’ ชี้ช่องทางร่วมทุนสื่อบันเทิงสู่ตลาดโลก

ม.นอร์ทกรุงเทพ จัดงานปาฐกถา '50 ปีไทย-จีน' ชี้ช่องทางร่วมทุนสื่อบันเทิงสู่ตลาดโลก

ม.นอร์ทกรุงเทพ จัดงานปาฐกถา ’50 ปีไทย-จีน’ ชี้ช่องทางร่วมทุนสื่อบันเทิงสู่ตลาดโลก

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.45 น.

มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ จับมือ China Movie Channel จัดงานปาฐกถา “50 ปี ไทย-จีน สัมพันธ์” พร้อมฉายภาพยนตร์สัปดาห์พิเศษ หวังเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมและสร้างโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมบันเทิง

วันที่ 8 กันยายน 2568 มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ร่วมกับ China Movie Channel และภาคีเครือข่าย จัดงานปาฐกถาในหัวข้อ “50 ปี ไทย-จีน สัมพันธ์: โอกาสและศักยภาพของสื่อบันเทิงบนความร่วมมือระหว่างประเทศ” พร้อมกิจกรรม Chinese Film Week เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิทธิพร ประวัติรุ่งเรือง อธิการบดีมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของสื่อบันเทิงให้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เป็นสะพานเชื่อมผู้คนและสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น

ภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่าน ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ผู้เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์ ที่มาร่วมกันถ่ายทอดมุมมองและจุดประกายความคิดทางธุรกิจใหม่ๆ ในแวดวงสื่อบันเทิง

คุณถังเคอ รองประธานบริหาร China Movie Channel เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นวาระสำคัญทั้งการครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน, 130 ปีการกำเนิดภาพยนตร์โลก, 120 ปีภาพยนตร์จีน และ 30 ปี China Movie Channel โดยชี้ว่าความร่วมมือด้านภาพยนตร์ไทย-จีนปัจจุบันครอบคลุมทั้งการจัดเทศกาล การสัมมนา และการสร้างภาพยนตร์ร่วมกัน ซึ่งจีนมีจุดแข็งด้านตลาดและเงินทุน ส่วนไทยมีทำเลถ่ายทำที่สวยงามและทีมงานสร้างสรรค์ ซึ่งจุดแข็งที่เกื้อหนุนกันนี้จะเป็นแรงผลักดันความร่วมมือในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรม Chinese Film Week ฉายภาพยนตร์จีน 4 เรื่องตลอด 2 สัปดาห์ ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์เรื่อง “The Composer” ที่เป็นผลงานร่วมทุนสร้างระหว่างจีนและคาซัคสถาน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นกรณีศึกษาเพื่อสะท้อนแนวทางการสร้างผลงานภาพยนตร์ระดับนานาชาติที่ประสบความสำเร็จ และสามารถนำมาปรับใช้กับความร่วมมือระหว่างไทยและจีนในอนาคต

การจัดงานครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลอง แต่ยังเป็นเวทีสำคัญที่เปิดประตูสู่ความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงของทั้งสองประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับภาพยนตร์ไทย-จีนสู่เวทีโลก สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างงาน และส่งเสริมการทูตทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ///-026

มูลนิธิศรีเทพไทยฯ แสดงความยินดีประเทศไทยคว้า 3 เหรียญกีฬาคนหูหนวกซีเกมส์

มูลนิธิศรีเทพไทยฯ แสดงความยินดีประเทศไทยคว้า 3 เหรียญกีฬาคนหูหนวกซีเกมส์

มูลนิธิศรีเทพไทยฯ แสดงความยินดีประเทศไทยคว้า 3 เหรียญกีฬาคนหูหนวกซีเกมส์

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.43 น.

มูลนิธิศรีเทพไทยฯ แสดงความยินดีประเทศไทยคว้า 3 เหรียญกีฬาคนหูหนวกซีเกมส์

นายสรสินธุ ไตรจักรภพ ประธานกรรมการมูลนิธิศรีเทพไทย ร่วมแสดงความยินดีสมาคมกีฬาคนหูหนวกไทย เป็นตัวแทนประเทศไทยลงแข่งขันกีฬาคนหูหนวกซีเกมส์ครั้งที่ 2 ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 20-26 สิงหาคม 2568 ณ กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย โดยประเทศไทยสามารถทำผลงานจบอันดับที่ 4 คว้าเหรียญรางวัลทั้งหมด 3 เหรียญ ประกอบด้วย 1 เหรียญทอง จากกีฬาฟุตซอลหญิง และ 2 เหรียญทองแดง จากกีฬาฟุตซอลชาย และแบดมินตันชายคู่ โดยได้รับเกียรติจากนายบุญเลิศ ฆนาพรวรกาญจน์ นายกสมาคมกีฬาคนหูหนวกไทย และทีมงาน เข้าแสดงความขอบคุณและมอบเหรียญรางวัลที่ระลึกสำหรับการสนับสนุนจากมูลนิธิศรีเทพไทย ในวันที่ 4 ก.ย. 2568 ณ อาคารบางนาธานี กรุงเทพฯ

นายสรสินธุ ไตรจักรภพ ประธานกรรมการมูลนิธิศรีเทพไทย กล่าวว่า “ในนามมูลนิธิศรีเทพไทยขอแสดงความยินดีกับสมาคมกีฬาคนหูหนวกไทย ที่สามารถนำทัพนักกีฬาผู้พิการทางการได้ยินนำชัยชนะอันดับที่ 4 กลับมายังประเทศไทย อีกทั้งมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนเงินจำนวน 300,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนผู้พิการให้มีเวทีแสดงศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับทักษะความสามารถของนักกีฬา และเป็นการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ให้ผู้พิการสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและมีความสุข”

นายบุญเลิศ ฆนาพรวรกาญจน์ นายกสมาคมกีฬาคนหูหนวกไทย กล่าวผ่านล่ามภาษามือว่า “ทางสมาคมกีฬาคนหูหนวกไทยขอขอบคุณมูลนิธิศรีเทพไทยที่ให้การสนับสนุน และเห็นความสำคัญของนักกีฬาผู้พิการทางการได้ยิน ซึ่งการมาในครั้งนี้ทางเราได้นำเหรียญรางวัลที่ระลึกมามอบให้เพื่อแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจ โดยทางสมาคมฯพอใจผลงานของนักกีฬาผู้พิการทางการได้ยินในครั้งนี้ที่สามารถทำผลงานจบอันดับที่ 4 และคว้า 1 เหรียญทอง จากกีฬาฟุตซอลหญิง และ 2 เหรียญทองแดง จากกีฬาฟุตซอลชาย และแบดมินตันชายคู่ ซึ่งนักกีฬาสามารถทำผลงานได้ดีในกีฬาที่เป็นทีม แม้นักกีฬาเราพบอุปสรรคที่เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขัน เช่น การแพ้อาหาร แต่เราก็สามารถผ่านมาได้ และนักกีฬาทุกคนได้แข่งขันอย่างเต็มความสามารถ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย”

นางสาวสุชาดา เพียขันทา ผู้ช่วยกัปตันทีมฟุตซอลทีมหญิง กล่าวผ่านล่ามภาษามือว่า “รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่สามารถคว้าเหรียญทองในกีฬาฟุตซอลทีมหญิงกลับมาให้ประเทศไทย เป็นสมัยที่ 2 ซึ่งชัยชนะนี้เกิดจากความตั้งใจและความสามัคคีของคนในทีม แม้จะเหน็ดเหนื่อยและซ้อมอย่างหนัก แต่เราดีใจเป็นอย่างมากสำหรับผลงานที่คว้าเหรียญทอง ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย”

นายสุภาพ โสธรา  นักกีฬาแบดมินตันชายคู่  กล่าวผ่านล่ามภาษามือว่า “ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่สามารถคว้าเหรียญทองแดงในกีฬาแบดมินตันชายคู่ ซึ่งผมและเพื่อนร่วมทีมได้ทำอย่างเต็มที่ ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคจากระยะทางที่ผมมาจากเชียงใหม่ แต่เพื่อนร่วมทีมอยู่ที่กรุงเทพฯ ทำให้โอกาสการซ้อมร่วมกันน้อยเกินไป อีกทั้งความเสียเปรียบทางด้านอายุที่เรามีอายุมากกว่าคู่แข่งมาก ทำให้คู่แข่งมีแต้มต่อทางด้านพละกำลัง แต่ผมก็ดีใจและภาคภูมิใจที่สามารถคว้าเหรียญทองแดงนี้มาได้”

นายชาคริต นานุบี ผู้ฝึกสอนฟุตซอลทีมหญิง –ทีมชาย กล่าวว่า “ภูมิใจกับผลงานของนักกีฬาทีมฟุตซอลทั้งทีมหญิงชาย ซึ่งในปีนี้สามารถทำผลงานได้ดีเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยนักกีฬามีความมุ่งมั่นตั้งใจฝึกซ้อมเป็นอย่างมาก แม้จะพบอุปสรรคแต่ก็ยังสามารถคว้าชัยชนะได้ โดยนักกีฬาฟุตซอลทีมหญิงสามารถคว้าเหรียญทองเป็นสมัยที่ 2 และฟุตซอลทีมชายคว้าเหรียญทองแดง กลับมาให้ประเทศไทย ซึ่งเรามีความตั้งใจอย่างมากที่จะพัฒนาทักษะความสามารถทางการแข่งขันของนักกีฬาให้สามารถครองแชมป์และรักษาอันดับเหรียญทองได้ในปีถัดไป”

ศธ.ติดตามงานการศึกษาที่จ.ราชบุรี

ศธ.ติดตามงานการศึกษาที่จ.ราชบุรี

ศธ.ติดตามงานการศึกษาที่จ.ราชบุรี

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.21 น.

“พิเชฐ โพธิภักดี” รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการชื่นชม “รร.ดรุณาราชบุรี” ต้นแบบจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning GPAS 5 Steps “ทึ่ง” นวัตกรรมนักเรียนสุดว้าว เล็งเห็นก้าวต่อไป สพฐ.เน้นความร่วมมือกับภาคเอกชน

วันนี้ (8 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.พิเชฐ โพธิภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนดรุณาราชบุรี อ.เมือง จ.ราชบุรี เพื่อติดตามการพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ สู่การปฏิบัติจริงในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยมี พระสังฆราช ซิลวีโอ สิริพงษ์ จรัสศรี ประมุขสังฆมณฑลราชบุรี บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี ผู้บริหาร ครู นักเรียน โรงเรียนดรุณาราชบุรี ให้การต้อนรับ     

ดร.พิเชฐ เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมห้องเรียนระดับอนุบาล และเข้าชมนวัตกรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ว่า จากการเยี่ยมชมการเรียนการสอนระดับชั้นอนุบาล ทางโรงเรียนให้เด็กเรียนว่ายน้ำทุกคนตั้งแต่ชั้นอนุบาล โดยเป็นการจัดการเรียนการสอนแบบ Active  Learning ซึ่งเด็กจะได้เรียนรู้ทฤษฎี มีการฝึกปฏิบัติซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะที่ผ่านมาเด็กไม่น้อยต้องเสียชีวิตในช่วงปิดภาคเรียนเพราะไปเล่นน้ำโดยไม่มีทักษะว่ายน้ำ แต่โรงเรียนดรุณาราชบุรี ได้สอนให้เด็กทุกคนของโรงเรียนนี้ว่ายน้ำเป็นช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งต้องขอชื่นชมผู้บริหารโรงเรียนที่ได้จัดกิจกรรมเตรียมเด็กไทยให้มีทักษะชีวิตที่ดี

รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า จากนั้นได้เยี่ยมชมห้องเรียนมอนเตสเซอรี่ซึ่งเป็นการฝึกเด็กตั้งแต่ชั้นอนุบาลให้เข้าใจและฝึกปฏิบัติให้มีทักษะชีวิต ทั้งทักษะการฟัง ปฏิบัติ และร่วมกันประเมินผล โดยจะเห็นว่าครูมีการเอาใจใส่นักเรียนเป็นอย่างดี รวมถึงห้องเรียนภาษาอังกฤษที่มีครูต่างชาติมาสอนด้วย ทำให้เด็กกล้าพูดภาษาอังกฤษกล้าแสดงออก การสอนของโรงเรียนก็มีความชัดเจน มีแบบฝึกหัดให้เด็กฝึกการนำเสนอ ซึ่งทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของโรงเรียน

ดร.พิเชฐ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังได้ดูห้องเรียนของเด็ก ม. 6 ที่มีนวัตกรรมโครงงานที่เด็กได้คิดร่วมกัน โดยมีครูเป็นโค้ชช่วยจุดประกายความคิดให้กับเด็กแล้วให้เด็กรวมกลุ่มกันคิดวิเคราะห์ว่าควรจะทำโครงงานอะไรที่จะเป็นประโยชน์ ซึ่งหลายกลุ่มทำให้เรารู้สึกทึ่งในความคิด เช่น กลุ่มที่ทำเรื่องวิเคราะห์ความเครียด เด็กๆ สามารถทำให้เรารู้ลักษณะท่าทางว่า แบบไหนเป็นลักษณะของความเครียด ซึ่งจะสามารถบอกได้ว่าลักษณะนี้เครียดมากน้อยแค่ไหน แล้วก็มีวิธีแก้ปัญหาเพื่อลดความเครียดนั้นอย่างไร เช่นเครียดขนาดนี้ให้ไปออกกำลังกาย เครียดขนาดนี้ให้ไปอาบน้ำ หรือ ต้องไปปรึกษาครูหรืออาจต้องไปหาจิตแพทย์เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นวิธีการที่เกิดจากการระดมสมองของเด็กที่คิดเองโดยมีครูเป็นที่ปรึกษาจนเกิดเป็นภาพความสำเร็จออกมา และยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่คิดนวัตกรรมจากการที่ครูต้องเดินจากตึกไกล ๆ มาสอน ซึ่งครูก็มีโรคประจำตัว แต่เด็กได้คิดช่วยครูขนย้ายสิ่งของในการมาสอน ซึ่งเป็นความคิดที่น่าทึ่งมากเพราะเด็กเหล่านี้มีจิตวิญญาณที่ดีงาม มีคุณธรรมในใจเห็นคนอื่นเดือดร้อนก็หาวิธีแก้ปัญหาให้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ได้รับทราบว่าโรงเรียนได้ร่วมมือกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)โดย พว. ได้ส่งวิทยากรมาอบรมการสอน Active  Learning ให้ครู เพื่อให้ครูมีกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มีความรู้ความเข้าใจทั้งในระดับตนเอง ระดับห้องเรียนและระดับวิชาการ แล้วไหลลงมาสู่เด็ก ซึ่งเป้าหมายและหัวใจสำคัญของการเรียนรู้คือการให้เด็กเป็นคนดี เป็นคนเก่ง มีทักษะชีวิตและสามารถที่จะทำหน้าที่ตามที่ยูเนสโกกำหนด คือ เด็กก็มีความรู้  รู้แล้วปฏิบัติได้ มีอนาคตที่ตัวเองชอบ และ ต้องอยู่กับคนอื่นได้ อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งโรงเรียนดรุณาราชบุรีสามารถทำได้

“ผมเชื่อว่าโรงเรียนในกลุ่มดรุณาราชบุรีสามารถเป็นต้นแบบที่ดีได้ในเรื่องการใช้ ai เทคโนโลยีในการสร้างคนให้เรียนรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะให้เด็กเป็นศูนย์กลาง โดยโรงเรียนสามารถทำได้ชัดเจนว่า ให้ผู้เรียนมีความสำคัญแทบทุกเรื่อง เด็กสามารถคิดโครงงานเองทั้งหมดโดยมีครูเป็นที่ปรึกษา และมีหลายกิจกรรมที่สามารถไปขยายผลให้กับโรงเรียนอื่นๆได้ เพื่อทำให้เด็กคิดเป็นทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และ เท่าที่ทราบโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ส่วนหนึ่งก็ได้นำแนวคิด Active Learning ไปใช้อย่างเป็นระบบแล้ว และค่อนข้างจะมีความสำเร็จ ในฐานะที่จะเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ .)ในเดือนตุลาคม นี้ ก็ขอชื่นชมและขอบคุณผู้บริหารโรงเรียนที่นำไปสู่การปฏิบัติ” ดร.พิเชฐ กล่าว

ส่วนโรงเรียนอื่นๆ ที่อยากเรียนรู้ว่าโรงเรียนอื่นประสบความสำเร็จอย่างไร ก็สามารถมาดูต้นแบบได้ที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี หรือโรงเรียนอื่นๆ ในสังกัด สพฐ.ที่ทำได้ดี เป็นต้นแบบได้เพื่อจะได้ไปพัฒนาเด็กในโรงเรียนตามปณิธานของพวกเรา คือ เด็กต้องดีเก่งสุด โรงเรียนทุกโรงก็ยังต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยพัฒนาจากครูด้วยกันในชั้นเรียน ผู้บริหารโรงเรียนช่วยดูแล ศึกษานิเทศก็มีส่วนร่วมได้ รวมถึงภาคเอกชนที่จะร่วมมือกันเพื่อให้เรามีเด็กที่ดีและเก่งที่สุดต่อไป และที่สำคัญก้าวต่อไปของ สพฐ.จะเน้นการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ภาคเอกชน เพราะถ้าเราร่วมมือพัฒนาการศึกษาไปด้วยกันแล้ว เชื่อว่าเราจะสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ

015

มจพ.ร่วมกับซีพีออลล์เปิดโครงการวิจัยและพัฒนาตู้รับขวดพลาสติกติดตั้งตู้ ReBorn ตู้รับขวดรักษ์โลก

มจพ.ร่วมกับซีพีออลล์เปิดโครงการวิจัยและพัฒนาตู้รับขวดพลาสติกติดตั้งตู้ ReBorn ตู้รับขวดรักษ์โลก

มจพ.ร่วมกับซีพีออลล์เปิดโครงการวิจัยและพัฒนาตู้รับขวดพลาสติกติดตั้งตู้ ReBorn ตู้รับขวดรักษ์โลก

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.47 น.

มจพ.ร่วมกับซีพีออลล์เปิดโครงการวิจัยและพัฒนาตู้รับขวดพลาสติกติดตั้ง “ตู้ ReBorn” ตู้รับขวดรักษ์โลก เพื่อผลิตเป็นเสื้อนักเรียนมอบให้กับนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และ เซเว่น เดลิเวอรี่ ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมจัดกิจกรรมเปิด “โครงการวิจัยและพัฒนาตู้รับขวดพลาสติก”เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนและสังคมควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นางปรางรัตน์  เกียรติทรงศักดิ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ซีพี ออลล์  มีความรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมจัดกิจกรรมเปิด “โครงการวิจัยและพัฒนาตู้รับขวดพลาสติก” ในการติดตั้ง “ตู้ ReBorn” ตู้รับขวดรักษ์โลก ในครั้งนี้

ซีพี ออลล์ ดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะร่วมพัฒนาชุมชนและสังคมควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้นโยบาย “เซเว่น โก กรีน” (7 Go Green) เพื่อสิ่งแวดล้อม 24 ชั่วโมง  และ กลยุทธ์ 2 ลด ได้แก่ ลดพลาสติก และ ลดพลังงาน  ของซีพี ออลล์  โดยมีเจตนารมณ์เพื่อมุ่งสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชน สังคมและประเทศชาติ

ทั้งนี้ “โครงการวิจัยและพัฒนาตู้รับขวดพลาสติก” มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมเพื่อจัดการขยะอย่างยั่งยืน โดยทุกครั้งที่มีผู้นำขวดพลาสติกสะอาดมาใส่ที่ตู้รับขวด หรือ “ตู้ReBorn” จะได้รับการสะสมคะแนนเพื่อแลกเป็นของรางวัลที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ที่ร่วมโครงการตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าให้กับขวดพลาสติกหลังการบริโภคอีกด้วย ทั้งนี้ขวดพลาสติกที่ได้รับจากโครงการฯ ซีพี ออลล์ จะนำเข้าสู่กระบวนการ Upcycling นำไปผลิตเป็นเสื้อนักเรียนเพื่อมอบให้กับนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 7 แห่ง จำนวน 1,100 ตัว  โดย “ตู้ ReBorn” ตู้รับขวดรักษ์โลก นี้จะนำไปติดตั้งใน 5 พื้นที่ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ,  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต) , มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน , ธารา สแควร์ และ อาคารซีพี ทาวเวอร์ (สีลม)

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวถึงโครงการนี้ว่า  ในนามของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ขอชื่นชมและขอบคุณทีมวิจัยและพัฒนาทุกคน ที่ทุ่มเททำงาน อย่างหนักด้วยความมุ่งมั่นและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นได้จริง เพราะโครงการนี้ไม่ใช่แค่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่เป็นการ ตอบโจทย์ความท้าทายที่สำคัญของสังคม นั่นก็คือ “ปัญหาขยะพลาสติก”

“โลกของเรากำลังเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง และขยะพลาสติกคือหนึ่งในต้นตอสำคัญ โครงการนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่เราจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน “ตู้รับขวดพลาสติก” ที่พัฒนาขึ้นนี้ จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การแยกขยะเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคนและจะช่วยให้สามารถนำขวดพลาสติกกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยความเชื่อมั่นว่า “นวัตกรรม” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ แต่ต้องเป็นนวัตกรรมที่สามารถสร้างคุณค่าและส่งผลดีต่อสังคมได้อย่างแท้จริง โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ ที่มุ่งมั่นในการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผมหวังว่าโครงการนี้จะจุดประกายให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างสังคมที่ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษ์โลก และร่วมกันสร้างโลกที่น่าอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป”

“โครงการวิจัยและพัฒนาตู้รับขวดพลาสติก” ในการติดตั้ง “ตู้ ReBorn” ตู้รับขวดรักษ์โลก นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่มีคุณค่าและจะช่วยยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผ่านนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสังคม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของซีพี ออลล์ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจในโอกาสนี้ ผลักดันและสนับสนุนโครงการฯ เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศต่อไป

DPU จับมือ สสจ.สุพรรณบุรี ยกระดับ ‘นักศึกษาพยาบาล’ สู่บุคลากรคุณภาพ

DPU จับมือ สสจ.สุพรรณบุรี ยกระดับ 'นักศึกษาพยาบาล' สู่บุคลากรคุณภาพ

DPU จับมือ สสจ.สุพรรณบุรี ยกระดับ ‘นักศึกษาพยาบาล’ สู่บุคลากรคุณภาพ

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 09.54 น.

วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU จับมือ สสจ.สุพรรณบุรี ยกระดับการเรียน-วิจัย-ฝึกปฏิบัติ พัฒนาศักยภาพนักศึกษา สู่บุคลากรพยาบาลคุณภาพ รองรับความต้องการสาธารณสุขไทย

วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ดรุณี รุจกรกานต์ คณบดีวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ และ นายแพทย์รัฐพล เวทสรณสุธี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ วิจัย และการปฏิบัติการพยาบาล ระหว่างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568  ณ ห้องประชุมการบูร 1 ชั้น 2 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นสะท้อนถึงความตั้งใจร่วมกันในการพัฒนาบุคลากรพยาบาลให้มีคุณภาพ

รองศาสตราจารย์ ดร.ดรุณี เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการผลิตบุคลากรพยาบาลของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์การรับรองสถาบันการศึกษาวิชาพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2566 โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการเรียนการสอนเชิงวิชาการ การฝึกปฏิบัติจริงในสถานบริการสุขภาพ และการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ผ่านงานวิจัย นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงการให้อาจารย์จาก DPU ลงพื้นที่เพื่อให้ความเชี่ยวชาญร่วมให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรี

“บันทึกข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมโรงพยาบาลเครือข่ายในจังหวัดสุพรรณบุรี ได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 , โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช , โรงพยาบาลบางปลาม้า , โรงพยาบาลด่านช้าง , โรงพยาบาลอู่ทอง โรงพยาบาลดอนเจดีย์ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) โดยโรงพยาบาลเหล่านี้ล้วนเป็นสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน สามารถรองรับนักศึกษาพยาบาลในการฝึกปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม โดยนักศึกษาจะเริ่มดำเนินการฝึกจริงตั้งแต่ปีการศึกษา 2570 ขณะเดียวกันจะมีการเตรียมความพร้อมของพื้นที่ บุคลากร และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น เพื่อให้การฝึกเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ” คณบดีวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU กล่าว

ทั้งนี้หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตของ DPU ยังถูกออกแบบให้การเรียนการสอนผสานทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยนักศึกษาจะเริ่มฝึกตั้งแต่ชั้นปีที่ 2 เพื่อคุ้นเคยกับการทำงานจริงตั้งแต่ต้น ซึ่งจะครอบคลุมการพยาบาลทุกช่วงวัย ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ การพยาบาล จิตเวช การพยาบาลสตรีตั้งครรภ์ และการทำคลอด โดยในพื้นที่มีสถิติการคลอดเฉลี่ยเดือนละกว่า 30 รายจะทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริงอย่างต่อเนื่อง การฝึกปฏิบัติการพยาบาลจะทำให้นักศึกษาเข้าใจมิติสุขภาพทั้งในระดับบุคคลและครัวเรือน ครอบคลุมระบบบริการสุขภาพ ตั้งแต่ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ จนถึงตติยภูมิ

รองศาสตราจารย์ ดร.ดรุณี ย้ำด้วยว่า วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์มุ่งเน้นให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์จริงทั้งในชุมชนเมืองและชนบท เพื่อเปิดโอกาสให้ค้นพบศักยภาพและความถนัดของตนเอง ควบคู่กับการเสริมสร้างทักษะเฉพาะด้าน อาทิ การสื่อสาร การคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนานวัตกรรมด้านการพยาบาล เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปต่อยอด สร้างผลงานหรือวิธีการใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพของสังคมได้อย่างแท้จริง ความร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรีจึงไม่เพียงช่วยให้นักศึกษามีแหล่งฝึกปฏิบัติที่มั่นคงและมีคุณภาพ แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายบุคลากรทางการพยาบาล รองรับความต้องการที่ยังขาดแคลน และเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาได้กลับมาทำงานในโรงพยาบาลเครือข่ายต่อไป

อย่างไรก็ตามในอนาคตทั้งสองฝ่ายยังมีแผนที่จะพัฒนางานวิจัยร่วมกัน โดยใช้ปัญหาสุขภาพจริงของคนในชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นแกนกลาง เพื่อให้การวิจัยตอบโจทย์พื้นที่และสามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงการจัดบริการวิชาการแก่ชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การให้ความรู้ด้านสุขภาพ การจัดโครงการส่งเสริมสุขภาพเฉพาะกลุ่ม ตลอดจนการทำงานร่วมกันระหว่างพยาบาลวิชาชีพ อาจารย์ และบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ โดยจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานร่วมกันและประชุมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

คณบดีวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU ทิ้งท้ายว่า ขอบคุณสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรีที่ให้การสนับสนุนและร่วมลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ซึ่งไม่เพียงเป็นหลักประกันว่านักศึกษาจะได้ฝึกปฏิบัติในแหล่งที่มีคุณภาพและมาตรฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการต่อยอดสู่การทำวิจัยร่วมกัน การพัฒนานวัตกรรม และการให้บริการวิชาการที่ตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาและการดูแลสุขภาพประชาชนได้อย่างยั่งยืน

พกฉ.จับมือ ARDA จัดประกวด ‘นวัตกรรมเกษตรรุ่นใหม่’ ชิงเงินรางวัล 5.3 แสนบาท

พกฉ.จับมือ ARDA จัดประกวด ‘นวัตกรรมเกษตรรุ่นใหม่’ ชิงเงินรางวัล 5.3 แสนบาท

พกฉ.จับมือ ARDA จัดประกวด ‘นวัตกรรมเกษตรรุ่นใหม่’ ชิงเงินรางวัล 5.3 แสนบาท

วันเสาร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.12 น.

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ (พกฉ.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (ARDA) เปิดตัวโครงการ Young Agri Future 2025 เวทีสำหรับเยาวชนและคนรุ่นใหม่ที่มุ่งสร้างสรรค์ผลงานด้านนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ เพื่อยกระดับภาคการเกษตรไทยและร่วมชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 530,000 บาท พร้อมโอกาสต่อยอดสู่ทุนวิจัย

วันที่ 6 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุมศาสตร์พระราชา อาคารสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.ปทุมธานี สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หรือ พกฉ. ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ Young Agri Future 2025 เวทีสำคัญที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจและสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการเกษตร

นายสำราญ สาราบรรณ์ ประธานกรรมการ พกฉ. กล่าวว่า โครงการนี้เปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ได้นำแนวคิดสร้างสรรค์และองค์ความรู้มาต่อยอดสู่ผลงานที่เป็นรูปธรรม โดยแบ่งออกเป็น 2 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการประกวดภาพยนตร์สั้นตามรอยพระยุคลบาทด้านการเกษตรของในหลวงรัชกาลที่ 9 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 260,000 บาท และโครงการประกวดผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีภาคการเกษตร ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 530,000 บาท ซึ่งผู้ชนะยังมีโอกาสได้รับทุนวิจัยจาก ARDA รวมกว่า 20 ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาผลงานให้ใช้งานได้จริง

ด้าน พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการ พกฉ. กล่าวเสริมว่า โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เล็งเห็นว่าพลังของคนรุ่นใหม่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

ขณะที่ นางสาวศิริกร วิวรวงษ์ รองผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า ARDA มีภารกิจหลักในการส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการเกษตร การร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะผลักดันเยาวชนให้ก้าวสู่แวดวงวิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมประกวดได้ใน 2 ระดับ ได้แก่ ระดับพื้นฐาน (มัธยมศึกษา-ปวช.) และ ระดับอุดมศึกษา (ปวส.-อนุปริญญา-ปริญญาตรี) ภายใต้หัวข้อ ‘นวัตกรรมเกษตร: เพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าการผลิต เกษตรไทยยั่งยืน’ โดยสามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 25 กันยายน 2568 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ โทร. 0-2529-2212 และ 065-093-6979 ///-026

ทายาท ‘เชคยะมาลุดดีน กุบรอ’ รวมญาติครั้งใหญ่-สานสายใยสร้างความสัมพันธ์

ทายาท 'เชคยะมาลุดดีน กุบรอ' รวมญาติครั้งใหญ่-สานสายใยสร้างความสัมพันธ์

ทายาท ‘เชคยะมาลุดดีน กุบรอ’ รวมญาติครั้งใหญ่-สานสายใยสร้างความสัมพันธ์

วันเสาร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.20 น.

ลูกหลานและเครือญาติผู้สืบเชื้อสายจาก ‘เชคยะมาลุดดีน กุบรอ’ นักเผยแผ่ศาสนาอิสลามผู้ยิ่งใหญ่ในคาบสมุทรมาลายู รวมตัวกันจัดงานพบปะเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีงามและรื้อฟื้นประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของตระกูล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมดารุลยารอกะห์ ยายีสุไหงปาแน ตำบลยะรัง อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ทายาทและเครือญาติของ เชคยะมาลุดดีน กุบรอ ได้มารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงเพื่อร่วมงานและทำกิจกรรมเมาลิดนบี ซึ่งเป็นงานสำคัญที่ช่วยให้ญาติพี่น้องได้มีโอกาสพบปะ พูดคุย และสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ในงานครั้งนี้ ได้มีการแจกแผ่นพับเกี่ยวกับประวัติของ เชคยะมาลุดดีน กุบรอ แก่ผู้เข้าร่วมทุกคน เพื่อให้ลูกหลานได้เรียนรู้และเข้าใจถึงบทบาทอันสำคัญของบรรพบุรุษ ซึ่งท่านเป็นปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาอิสลาม และมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่ศาสนาในแหลมมาลายูและนูซันตารา นอกจากบทบาททางศาสนาแล้ว ท่านยังมีทายาทจำนวน 30 คน จากภรรยา 6 คน แบ่งเป็นชาย 24 คน และหญิง 6 คน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของตระกูลต่าง ๆ ในปัจจุบัน

การรวมญาติในครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการสืบสานประเพณีที่ดีงาม แต่ยังเป็นการสานสายใยแห่งความผูกพันให้คงอยู่สืบไปในหมู่ทายาทของ เชคยะมาลุดดีน กุบรอ ผู้เป็นต้นตระกูลสำคัญที่สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อสังคมมลายู ///-026

มช. จับมือ วิโนน่าฯ ผลักดันงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อสตรีวัย 45+ ที่พิสูจน์ผลลัพธ์ในมนุษย์แล้ว

มช. จับมือ วิโนน่าฯ ผลักดันงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อสตรีวัย 45+ ที่พิสูจน์ผลลัพธ์ในมนุษย์แล้ว

มช. จับมือ วิโนน่าฯ ผลักดันงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อสตรีวัย 45+ ที่พิสูจน์ผลลัพธ์ในมนุษย์แล้ว

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.56 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) จัดพิธีแถลงข่าวการอนุญาตใช้สิทธิเทคโนโลยี (Licensing) และลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับบริษัท วิโนน่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสุขภาพสู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคอุตสาหกรรมและสังคม โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับสตรีวัยทองและผู้สูงอายุ ณ อาคารอำนวยการ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่

ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มช. ให้ความสำคัญกับการเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม ตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐานไปจนถึงการถ่ายทอดสู่ภาคเอกชน เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ โดยความร่วมมือกับภาคธุรกิจจะช่วยให้โจทย์วิจัยมีความชัดเจนและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์สังคมได้จริง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักศึกษาได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกับอุตสาหกรรม

ด้านนายอิทธิพล ศรีอิทยาจิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิโนน่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ระบุว่า การร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำนวัตกรรมงานวิจัยของมหาวิทยาลัยออกสู่ตลาดจริง โดยเชื่อมั่นในความเข้มแข็งของงานวิจัยและการทดสอบทางคลินิกจากทีมแพทยศาสตร์และเภสัชศาสตร์ และยังเตรียมต่อยอดผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับความต้องการของผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มประชากรสำคัญในอนาคต

นายอิทธิพล กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ของวิโนน่าที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงไทยวัย 45+ ให้ก้าวข้ามข้อจำกัดทางฮอร์โมนมีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ห่างไกลการพึ่งพายา และยังเป็นการผลักดันนวัตกรรมไทยจากหิ้งสู่ห้าง เพื่อส่งมอบคุณค่าของงานวิจัยไทยให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างแท้จริง พร้อมวางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ วิโนโพลิส และ วินาพาร่า

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดีด้านนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มช. มีกลไกสนับสนุนงานวิจัยครบวงจร ตั้งแต่การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การอนุญาตใช้สิทธิ (Licensing) การจัดตั้งบริษัท Tech Spin-Off ผ่านบริษัท อ่างแก้วโฮลดิ้ง จำกัด รวมถึงการส่งเสริมให้ผลงานวิจัยถูกนำไปใช้จริงในตลาด ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้นักวิจัยพัฒาผลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง

รศ.ดร.นพ.ศุภนิมิต ทีฆะชุณเถียร หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากงานวิจัยได้ถูกนำออกไปทดสอบตลาดตั้งแต่ปี 2566 และพบว่าสามารถสร้างยอดขายจริง สะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มสตรีวัยทอง

ด้านคุณนพรัตน์ สุขสราญฤดี ผู้ก่อตั้งบริษัท วิโนน่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า จุดแข็งของผลิตภัณฑ์นี้คือผลการวิจัยที่ผ่านการสอบในมนุษย์แล้ว ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งวิโนน่ามีประสบการณ์ดูแลตลาดผู้หญิงอายุ 45+ มานานกว่า 10 ปี

และเข้าใจปัญหาของตลาดกลุ่มนี้อย่างลึกซึ้ง สินค้าในมือของเราจึงแตกต่างจากสินค้าในตลาดทั่วไป ด้วยความเป็นนวัตกรรมที่เลียนแบบยาก ไม่ว่าด้านผลิตภัณฑ์ องค์ความรู้ และเทคโนโลยี ซึ่งถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้หญิงวัย 45+

“เรามั่นใจว่าแบรนด์ใหม่นี้จะได้รับการตอบรับที่ดี เพราะเราเข้าใจปัญหาของผู้หญิง 45+ มาอย่างยาวนาน ผู้หญิงวัยนี้ไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องริ้วรอยหรือความเปลี่ยนแปลงภายนอก แต่รวมถึงภายในที่เรามองไม่เห็น และที่มักถูกมองข้ามคือสุขภาพของกระดูก ซึ่งเชื่อมโยงกับฮอร์โมนที่ลดลงของผู้หญิงวัย 45+  และนั่นคือสิ่งที่เราต้องการจะแก้ปัญหาในเรื่องนี้” คุณนพรัตน์ กล่าวยืนยัน

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นต้นแบบการผสานพลังระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน ในการพัฒนานวัตกรรมสุขภาพที่สร้างผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในอนาคต

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แถลงเปิดตัว การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน ‘สัตยาพาลี’

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แถลงเปิดตัว การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน 'สัตยาพาลี'

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แถลงเปิดตัว การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน ‘สัตยาพาลี’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 20.06 น.

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แถลงเปิดตัว การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี”

4 กันยายน 2568 เวลา 14.00 น. มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดแถลงข่าวเปิดตัว การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ประจำปี 2568  เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” ณ โรงละคร สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า เขตดุสิต โดยมีคณะกรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และผู้ให้การสนับสนุนการจัดงานร่วมแถลงข่าว 

ด้านนางนฤมล ล้อมทอง กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อ “โขน” นาฏกรรมคู่แผ่นดินไทย และความเป็นมาของการจัดแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ฯ ว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ต่อโขน อันเป็นนาฏยกรรมชั้นสูง ทรงทำให้โขนได้รับการยกย่องจากองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก (UNESCO) ในปีพ.ศ. 2561 ว่าเป็น ‘มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมวลมนุษยชาติ’ ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยรายการแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียน ซึ่งการแสดงโขนพระราชทานในครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 18 ซึ่งได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ที่ทรงสืบสานรักษาต่อยอด พระราชกรณียกิจ ในพระบรมชนกนาถ และพระบรมราชชนนี ด้วยทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ และทรงตั้งปฎิญาณไว้ว่าจะสืบสาน รักษาต่อยอด  ซึ่งการแสดงโขนฯครั้งนี้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา จากนั้นคณะกรรมการได้คัดเลือกตอนการแสดงเสร็จ และทุกครั้งที่มีการเลือกตอนแสดงจะมีการนำกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงทราบ ซึ่งครั้งนี้ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้ตอน “สัตยาพาลี”  

ขณะที่ นายประสพ  เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวถึง การสนับสนุนการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และความสำคัญของการเผยแพร่ศิลปะการแสดง “โขน” มรดกทางวัฒนธรรมของชาติและการสนับสนุนบุคลากรทางด้านการแสดง นักแสดง ครูฝึกสอน ตลอดจนครูผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ซึ่งความสำคัญ ของการเผยแพร่ศิลปะการแสดงโขนมรดกทางวัฒนธรรมของชาติว่า ทุกวันนี้โขนได้รับความนิยมจากผู้ชมทุก เพศทุกวัย ซึ่งในแต่ละปีมีนักแสดงโขนที่เป็นคนรุ่นใหม่สนใจเข้าร่วมคัดเลือกนักแสดง ตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์ ตัวลิง เป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี  ส่วนผู้ชมนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่พาเพื่อนและครอบครัวชมโขนกันมากขึ้น 

ส่วนนายประเมษฐ์ บุณยะชัย ศิลปินแห่งชาติ ผู้ประพันธ์บท กล่าวถึง การจัดทำบท และคำภาค เจรจา การแสดงโขนในปีนี้ ว่า ในแต่ละปีของการแสดงนั้น โดยเฉพาะบทประพันธ์คณะกรรมการทุกคนได้ร่วมกันคัดสรรอย่างเต็มที่เพื่อให้ผู้ชมทุกท่านได้รับชมอย่างอรรถรส แต่ไม่อยากให้ผู้ชมทุกคนชื่นชมเพียงเนื้อเรื่องอย่างเดียว คณะกรรมการทุกคนยังในส่วนอื่นด้วยความประณีต โดยเฉพาะบทเพลงประกอบการแสดงซึ่งเป็นเพลงโบราณที่ ประพันธ์ขึ้นมาตาม หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ส่วนบทนำการแสดงครั้งนี้ ได้นำมาจากบทราชสวัสดิ์ ที่ในหลวงทรงนำมาสอนข้าราชบริพารทุกคน ให้ยึดมั่นในการปฎิบัติหน้าที่ 

และรศ. ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ ศิลปินแห่งชาติ ในฐานะ ผู้กำกับการแสดง กล่าวถึงความพิเศษและภาพรวมของการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพตอน “สัตยาพาลี” ว่า  สิ่งแรกต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้มีการนำ ศิลปชั้นสูงมาผสมผสานให้คนดูได้คล้อยตามไปด้วย ซึ่งปีนี้ได้รับโจทย์การแสดงให้เน้นเรื่องความกตัญญู ความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดี ดังนั้น ปีนี้ผู้ชมจะได้เห็นความแตกต่างของการรบกันทั้งสองฝ่าย รอบนี้จะเห็นขบวนลงสรงที่มีลิงอย่างเดียว รวมไปถึงกระบวนท่ารบของพญาพาลีและปูยักษ์ ทศกัณฐ์ เป็นต้น 

นายสุดสาคร ชายเสม ศิลปินแห่งชาติ ผู้ออกแบบฉากและอุปกรณ์ประกอบฉาก ประกอบการแสดง กล่าวถึงความพิเศษของการแสดงในครั้งนี้ ว่า รูปแบบศิลปกรรมที่ใช้ในโขนหลวง จะนำศิลปกรรมชั้นสูงมาทำเครื่องประกอบฉาก โดยเฉพาะตอน “สัตยพาลี” เป็นตอนที่สนุกมาก น่าสนใจ เช่น วิมานของพระอิศวร ที่ประทับอยู่บนยอดเขาไกรลาศ ต่อเนื่องไปจนถึงการได้เห็นช้างทรง ของทศกัณฑ์ที่ทรงเครื่องได้อย่างสวยงาม ครั้งนี้ทศกัณฑ์ไม่ได้ทรงรถแต่ทรงช้าง และราชรถของพระลักษณ์พระราม ก็มีความงดงามและอลังการ ส่วรโรงพิธีที่นางมณฑาใช้ก็มีความยิ่งใหญ่ตามแบบศิลปกรรมประติมากรรมของกรุงศรีอยุธยากับกรุงรัตนโกสินทร์ ทุกขั้นตอน

ขณะที่ ผศ. ดร.สุรัตน์ จงดา อนุกรรมการด้านการแสดง กล่าวถึง การออกแบบการแต่งกาย ว่า  จุดเริ่มต้นของ โขนพระราชทานคือเรื่องการออกแบบเครื่องแต่งกาย ต้องพัฒนาเครื่องแต่งกายให้มีความปราณีตและงดงามมากขึ้นทุกปี  ซึ่งผล งานการตัดเย็บชุดนักแสดงล้วนเป็นฝีมือของสมาชิกศิลปชีพ ฯทั้งหมด  แต่ละปีต้องสร้างเครื่องแต่งกายใหม่ตามตัวละคร ตั้งแต่มีการแสดงโขนในช่วง20 ปีมานี้มีอาชีพที่เกี่ยวกับเครื่องแต่งกายโขน ช่างโบราณและช่างอื่นๆเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะการแสดงโขนพระราชทานประเทศไทยจึงไม่เคยสูญช่าง มีแต่เพิ่มพูนด้วยพระมหากรุณาธิคุณ

ทั้งนี้ ภายหลังการแถลงข่าวเสร็จสิ้น ได้มีแสดงตัวอย่างโขนพระราชทาน ตอน สัตยาพาลี จำนวน 2 ตอน คือ “องคตกุมารลงสรง” จับตอนจาก เมื่อพระกุมารองคตเจริญวัย พญาพาลีจึงจัดให้มีพิธีโสกันต์พระกุมาร ตามราชประเพณี ซึ่งการแสดงจะได้เห็นขบวนแห่องคตกุมารเพื่อลงสรง ก่อนจะเข้าปะรำพิธีโสกันต์ ในขบวนลงสรงนี้จะบรรยายความงดงามของขบวนเสด็จซึ่งประกอบด้วยไพร่พลวานรเชิญเครื่องสูงในขบวน การแสดงขบวนสรงชุดนี้ถือเป็นการแสดงครั้งแรก เนื่องจากยังไม่เคยประดิษฐ์ขึ้นมาก่อนในการแสดงโขนครั้งใด  และตอน “พาลีรบสุครีพ” จับตอนจาก หนุมานและสุครีพ ได้เข้าเฝ้าพระรามและได้กราบทูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งแรกพระรามเห็นว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของพี่น้องจึงไม่อยากเข้าแทรกแซงให้เกิดข้อครหา สุครีพ ได้ทูลพระรามว่าพาลีเคยให้สัตย์สาบานเมื่อครั้งที่ฝากนางดารามาพระราชทานแก่สุครีพ ว่าต้องให้ศรพระนารายณ์เมื่อขาดสัตย์ พระรามจึงให้สุครีพกลับเข้าเมืองขีดหินเพื่อรบกับพาลี พาลีเคารพกับสุครีพ พระรามดูเหตุการณ์อยู่แผลงศรไปสังหารพาลี และสำแดงมหาเทวฤทธิ์ปรากฏกายพระนารายณ์ พาลีเห็นเช่นนั้นเลยคิดได้ถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาและสำนึกผิดต่อความผิดของตนเอง

สำหรับปีนี้การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่ ตอน “สัตยาพาลี” เป็นเรื่องราวของพญาพาลีกษัตริย์วานรเมืองขีดขิน  ที่เสียสัจจะเพราะความหลงผิด แต่ภายหลังมีความสำนึกผิดในสัจจะ ผลของการเสียสัตย์ของพาลีนำพาเข้าสู่เรื่องราวมากมาย ที่จะให้ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้รับความบันเทิงครบทุกอรรถรส ได้ข้อคิดเรื่องของการรักษาสัจจะ รวมทั้งด้านคุณธรรม ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ รู้รักสามัคคี รู้จักหน้าที่ ที่ต้องพึงปฏิบัติ และจะเป็นการแสดงโขนที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ชม ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ความพิเศษของฉากจะยิ่งใหญ่อลังการขนาดไหนนั้น ติดตามรับชมได้ในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” 

ทั้งนี้ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีกำหนดจัดการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” ขึ้น ระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน –  8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเปิดจำหน่ายบัตรแล้วตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2568 เป็นต้นมา โดยมีบัตรราคา  2,000 บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท, 800 บาทและ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา 200 บาท) จำหน่ายบัตรที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา โทร. 0-2262-3456 http://www.thaiticketmajor.com