‘นฤมล’เล็งใช้ผลการสอบวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4

'นฤมล'เล็งใช้ผลการสอบวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4

‘นฤมล’เล็งใช้ผลการสอบวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.52 น.

‘นฤมล’ เล็งใช้ผลการสอบวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4  ด้าน ‘ธรรมนัส’ คุยไม่มีใครกล้าตัดงบศธ.

18 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมและติดตามนโยบายสำคัญด้านการศึกษาและการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาแก่หน่วยงานในสังกัด ศธ. พร้อมประชุมรับฟังผลกระทบจากเหตุพายุโซนร้อน “วิภา” และรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากผู้บริหารและครู โดยมี นายบุญสิงห์ วรินร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. ,ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา, นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้, และคณะผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.จากส่วนกลาง และมีศึกษาธิการภาค  ศึกษาธิการจังหวัด ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู จาก 17 จังหวัดภาคเหนือ เข้าร่วมประชุม กว่า 500 คน ที่หอประชุม 80 ปี โรงเรียนพะเยาพิทยาคม จังหวัดพะเยา โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา กล่าวต้อนรับ โอกาสนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พะเยา เขต 1 เดินทางมาร่วมรับฟังและทักทายผู้เข้าร่วมประชุมด้วย

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า วันนี้ตนไม่ได้มามอบนโยบายเพราะเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศ.ดร.นฤมล ) แต่ตนอยากจะมาทักทายกับผู้บริหารศธ.ซึ่งถือว่าเป็นกระทรวงหลัก ตนกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่ปี 2562 ในฐานะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ และทำงานคู่กับ ศ.ดร.นฤมล มาตลอด และพอมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ จริงๆแล้ว ศ.ดร.นฤมล กำลังจะไปจัดห้องทำงานที่กระทรวง อว. โชคดีได้มาเป็น รมว.ศึกษาธิการ ซึ่ง ศ.ดร.นฤมล คุยกับตนว่ากระทรวงศึกษาฯ น่าจะเป็นกระทรวงที่เราสามารถช่วยเหลือคนไทยให้ได้รับสิ่งดีๆ โดยเฉพาะลูกหลานเรา ก็เป็นความโชคดีที่พรรคกล้าธรรมได้รับโคต้ารัฐมนตรีว่ากระกระทรวงเกษตรและสกหรณ์ กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

”ผมก็จะไม่ไปยุ่งกับการบริหารของกระทรวงศึกษาธิการ ถึงแม้ว่าผมจะเป็นเจ้าของพรรคกล้าธรรม ผมไม่ได้เอาตนเองและครอบครัวเป็นหลัก ผมคุยกับ อ.แหม่ม ว่า คนในครอบครัวต้องมาทีหลัง ต้องเอาคนที่มีประสบการณ์ ผมกับ อ.แหม่ม มีชีวิตที่คล้ายๆ กัน มาจากครอบครัวที่ปากกัดตีนถีบ อ.แหม่มได้รับทุนมาตลอด ได้เข้าศึกษาจนจบจุฬาฯ และไปศึกษาต่อเมืองนอกจนเป็นศาสตราจารย์ก็ไม่ทำธรรมดา ก็เหมาะสมกับกระทรวงศึกษาธิการ”

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ตนได้ฟังผู้อำนวยการสำนักเขตพื้นที่การศึกษา เสนอถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ตนในฐานะ สส. 3 วัน 3 คืนในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี 2569 ที่ผ่านมา ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเพราะต้องการให้โหวตงบประจำปี 2569 ผ่านสภาฯ ถ้าไม่ผ่าน ถึงแม้จะใช้ได้แต่แผ่นดินเดินต่อไม่ได้ ดังนั้น ตนและ อ.แหม่มมาจากการเมือง  หนีกันไม่พ้น ระบบบริหารราชการแผ่นดิน นโยบายก็มาจากพวกตนที่กำหนดลงไปในพื้นที่ และนำเสนอรัฐบาล ให้กำหนดนโยบายสำคัญๆ ไม่ว่าจะนโยบายเรื่องการศึกษา เรื่องการเกษตร หรือนโยบายอื่นๆล้วนแล้วมาจากนโยบายพรรคการเมือง เมื่อกำหนดนโยบายออกมาแล้วก็ให้พี่น้องข้าราชการนำไปปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน  มีนักวิชาการหลายคนบอกว่า ไม่อยากให้นักการเมืองมาปกครองบ้านเมือง ต้องการให้ระบบเผด็จการมาปกครองบ้านเมือง แต่ตนมองว่าจะทำให้บ้านเมืองเดินไปไม่ได้ ตนอยู่มาสองรัฐบาล ที่มาจากการรัฐประหาร และเป็นผู้จัดการรัฐบาลในตอนนั้น มันเดินไปไม่ได้ เราต้องเข้าสู่ความเป็นจริงในสังคมไทยและระบอบประชาธิปไตย  และมีสส.ที่มาจากประชาชนเลือกตั้ง แยกกันไม่ได้ ถ้าใครบอกว่าแยกกันได้นั่นคือโกหก  พูดจะเอาสวยเอาหล่อเข้าไว้ แต่สำหรับพวกผมเป็นนักการเมืองตลาดล่าง มองว่าไม่ใช่อย่างนั้น  เรามี อ.แหม่ม ดูแลกระทรวงศึกษาธิการ  มีปลัดศธ. มีเลขาธิการ 4 ท่าน บริหารงานได้

“งบประมาณของกระทรวงศึกษาผฯจะเห็นว่าสภาฯ ไม่มีใครแตะ เพราะผมประสานเพื่อนสส.ทุกคนว่าอย่าไปเตะกระทรวงเกษตรฯเลย อยากไปแตะกระทรวงศึกษาฯเลย ครูก็ลำบากอยู่แล้ว ชีวิตครูไม่มีใครเข้าใจทุกวันนี้ ถ้าไปถามพี่น้องเกษตรกรใครเป็นหนี้ ยกมือกัน 100%  ถามพี่น้องครู ก็ยกมือ 99% ว่าเป็นหนี้ ซึ่งชีวิตจริงเป็นแบบนั้น ชีวิตครูกับชีวิตเกษตรกร น่าเห็นใจ ผมจึงบอกกับ สส.ว่าอย่าตัดงบเขาเลย เขาเสนอมาน้อย กระทรวงศึกษาธิการเสนอไป 355,000 ล้านบาท แต่กลับดูแลลูกหลานคนทั้งประเทศ ดูแลข้าราชการของกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมดประมาณ 1,000,000 คน โชคดีที่มี สส. รุ่นน้องของ อ. แหม่ม ช่วยประคองอภิปรายมา แต่กระทรวงศึกษาฯ ก็ถูกตัดงบไป ประมาณ 94 ล้านบาท ซึ่งในวันอภิปรายงบฯ กระทรวงศึกษาถูกอภิปรายเป็นกระทรวงแรก ผมพยามให้สส.อภิปราวดึงเกมจนถึง 9โมงเช้า จนเสียงโหวตครบ งบฯผ่านสภาได้ ผมกำชับสส.ว่าถ้าอภิปรายงบของกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงศึกษาฯห้ามขาดเด็ดขาด ดังนั้นก็อยากจะมาเล่าสู่กันฟัง และหากพี่น้องครูบาอาจารย์มีปัญหาได้รับผลกระทบจากพายุทั้งสองลูกที่ผ่านมา พวกเราต้องช่วยกัน ยืนยันว่าอะไรที่สภาหรือรัฐบาลขับเคลื่อนได้ ผมก็จะประสานเพื่อของบฉุกเฉินมาช่วยเหลือ“ ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

ด้าน ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า มีหลายประเด็นที่ผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองฝากมาอยากให้ขับเคลื่อนดำเนินการในกระทรวงศึกษาธิการ แต่ส่วนตัวไม่เคยเป็นครูสอนในโรงเรียน ไม่เคยเป็นผู้บริหารโรงเรียน ไม่เคยทำงานในกระทรวงศึกษาธิการมาก่อน แล้วเราเป็นเทวดามาจากไหนที่จะเดินมาบอกว่า นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ต้องเป็นอย่างนี้ ชี้นิ้วอย่างนี้ เราไม่น่าจะมีความรู้ที่ครอบคลุมขนาดนั้น ถึงแม้จะมีตำแหน่งทางวิชาการก็ตาม แต่ก็เป็นแค่เฉพาะทาง ไม่ได้รู้ทุกด้าน ดังนั้น จึงได้รับฟังเสียงจากทุกแท่งก่อนกำหนดเป็นนโยบาย โดยตั้งใจอยากให้การศึกษาไทยเปลี่ยน  โดยเฉพาะ เรื่องแรก คือ วิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ที่ผู้ใหญ่ฝากมา ซึ่งจะมีการปรับตำราเรียน

“ได้มอบให้เลขาธิการ สพฐ. ไปปรับปรุงเนื้อหาในตำราการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง นอกจากนั้นอยากจะให้เพิ่มสัดส่วนในการสอบ ซึ่งนอกเหนือจากสอบจบในโรงเรียนแล้ว ก็อยากจะให้ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสอบเข้าศึกษาต่อด้วย ประเทศอื่นๆก็ใช้วิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาเอกอีกหนึ่งที่ ให้ความสำคัญ ของไทยเราก็อยากจะนำกลับมาใช้ตรงนี้เพิ่มเติม เพื่อที่จะให้ทั้งคู่และนักเรียนหันมาให้ความสำคัญกับวิชาประวัติศาสตร์ให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นเราก็จะติวกันแต่วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมศาตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย จึงอยากจะให้การสอบวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสอบเข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4 ด้วย เพราะเด็กต้องเข้าใจมากขึ้นในหน้าที่ของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนจะเริ่มใช้ได้เมื่อใดนั้น ต้องหารือถึงความพร้อมของแต่ละโรงเรียนที่จะนำมาใช้ก่อน แต่ก็อยากให้นำมาใช้ให้เร็วที่สุด“ รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า เรื่องที่ 2 การลดภาระครู  ตนรับทราบมาตั้งแต่วันแรกที่เดินเข้ากระทรวงศึกษาธิการ ก็เห็นติดที่หน้าประตูกระทรวงว่า เรียนดี มีความสุข แสดงว่าเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่เน้นการพัฒนาตัวเด็ก แต่ตนก็เป็นห่วงว่าจะลืมชีวิตความเป็นอยู่ของครู ก็อยากให้เพิ่ม นอกจากเรียนดีมีความสุข คือ ครูสอนดี ชีวิตครูมีความสุขด้วย เพราะฉะนั้น ก็ต้องฝากเรื่องลดภาระครูด้วย ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีมติให้ตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 621 ตำแหน่ง มากำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค(2) ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 18 แห่ง เพื่อแก้ปัญหา ขาดแคลนอัตรากำลังบุคลากรสายสนับสนุนของโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยไปแล้ว และในปลายเดือน ส.ค.นี้ ก็จะได้มาอีก 1,800 ตำแหน่ง ส่วนจะไปลงที่ไหนนั้น จะมีการหารือร่วมกับองค์กรหลักเพื่อจัดสรรบุคลากรสายสนับสนุนให้โรงเรียนต่อไป อย่างกรณีผลกระทบจากพายุวิภา ที่ผ่านมาทำให้ครูต้องมาช่วยทำความสะอาดโรงเรียน ซึ่งเป็นภาระที่หนัก ดังนั้นถ้าเป็นไปได้เวลาพิจารณางบฯต่อไปก็อยากจะเชิญกรรมาธิการงบฯ กรรมาธิการการศึกษา สำนักงบประมาณ หรือ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินลงมาดูพื้นที่จริงด้วย เพื่อจะได้เข้าใจปัญหาในพื้นที่ จะได้ไม่ตัดงบเรา 

เรื่องที่ 3 แก้ปัญหาหนี้สินครู ซึ่งหนักอยู่ ทั้งครูที่ยังประจำการอยู่และครูเกษียณ โดยมียอดหนี้รวมกันมากถึง 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งยอดหนี้ครัวเรือนทั่วประเทศไทยครูน่าจะแบกนี้เยอะกว่าเกษตรกร โดยเกษตรกรยังมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แต่ครูไทยเกษียณมามีแต่เงินบำนาญ เงินวิทยฐานะก็ไม่มี ได้เงินเกษียณมาก็ไปจ่ายหนี้หมด ทำให้เราต้องมี “สหกรณ์กลาง สกสค.” ขึ้นมา ซึ่ง ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ก็กำลังดำเนินการอยู่ เพื่อรับโอนหนี้สินครูจากสหกรณ์อื่นมา ไว้ที่สหกรณ์กลาง แต่ต้องมีข้อตกลงร่วมกันไม่ให้ครูไปก่อหนี้อื่นอีก ขณะเดียวกันเราต้องช่วยให้ครูมีรายได้เสริม แต่ไม่อยากให้ครูมีชีพเสริมอย่างอื่น อาชีพครูต้องมีรายได้ที่เพียงพอ ซึ่งที่ทำได้ก็คือ เรื่องวิทยฐานะ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของ ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ที่จะทำอย่างไรให้ครู ผู้อำนวยการ ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ทุกตำแหน่งมีวิทยฐานะ แยกแต่ละแท่งได้ และการได้วิทยฐานะก็มีความเป็นธรรมกับของแต่ละแท่ง แต่ละสาขา รวมถึงให้พิจารณานำผลงานเชิงประจักษ์มาใช้ในการพิจารณาวิทยฐานะได้ด้วย ซึ่งยอมรับว่าอาจจะมีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่ก็ขอให้พิจารณาทบทวนแก้ไขข้อเสียเพื่อที่ครูจะได้ไม่ต้องไปมุ่งทำวิจัย แต่จะได้ไปโฟกัสพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ก็จะมีกำลังใจในการทำวิทยฐานะมากขึ้น ทั้งนี้ จะมีการประชุมร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกคนในวันที่  20 สิงหาคมนี้ เพราะตนไม่อยากให้ออกมาแบบเป็นคำสั่งให้ทำ แต่ต้องการให้เป็นการแก้ปัญหาร่วมกันมากกว่า 

หลังจากนั้น รมว.ศึกษาธิการ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมประชุมนำเสนอปัญหาในพื้นที่เพิ่มเติม โดยมีผู้แทนโรงเรียนเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุวิภา ได้แจ้งให้ทราบว่า ที่ผ่านมาโรงเรียนเอกชนที่ได้รับผลกระทบได้รับความเสียหายไม่ต่างจากโรงเรียนของรัฐบาล แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาเลย จึงขอเรียกร้องขอกู้เงินกองทุนสงเคราะห์อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำไปฟื้นฟูโรงเรียนได้เหมือนตอนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด 19 ซึ่ง รมว.ศธ. ได้มอบให้เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ไปดูระเบียบกฎหมาย เพื่อเปิดทางให้โรงเรียนเอกชนสามารถกู้เงินอัตราดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนสงเคราะห์ได้ ทั้งนี้ รวมถึงให้ดูแลการแก้ไขกฏหมายเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนนอกระบบด้วย

สมาคมสตรีไทยฯ มอบรางวัล ‘มหาราชินีพระพันปีหลวง’ เชิดชูคุณค่าสถาบันครอบครัว

สมาคมสตรีไทยฯ มอบรางวัล ‘มหาราชินีพระพันปีหลวง’ เชิดชูคุณค่าสถาบันครอบครัว

สมาคมสตรีไทยฯ มอบรางวัล ‘มหาราชินีพระพันปีหลวง’ เชิดชูคุณค่าสถาบันครอบครัว

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

สมาคมสตรีไทยสากลจัดงาน ‘มหาราชินีพระพันปีหลวงขัตติยะนารีวีรสตรีไทย’ มอบรางวัลเกียรติคุณแก่แม่ดีเด่น ลูกกตัญญู และครอบครัวหัวใจสีขาว พร้อมแฟชั่นโชว์ผ้าไทยสุดตระการตา โดยมีบุคคลสำคัญและเหล่าศิลปินดาราเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ เจ้าเจือจันทร์ ณ เชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลงาน ‘มหาราชินีพระพันปีหลวงขัตติยะนารีวีรสตรีไทย’ ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 โดย คุณสมจิตร ศรีสังข์สุข ประธานสมาคมสตรีไทยสากลจังหวัดปทุมธานี และ ดร.ซัน ณรามิล วิชณุซัน คุ้มรักษ์ เลขาธิการสภาศิลปินทำความดีเพื่อศาสนาและประธานจัดงานร่วมให้การต้อนรับ

กิจกรรมในช่วงเช้ามีการแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไทยสุดอลังการจากคณะกรรมการสมาคมฯ เพื่อเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงแฟชั่นโชว์ชุดแม่ลูกในธีมสีฟ้า ซึ่งสร้างบรรยากาศอบอุ่นภายในงาน

จากนั้นในช่วงบ่าย เป็นพิธีมอบรางวัลเกียรติคุณในสาขาต่างๆทั้ง ครอบครัวหัวใจสีขาว, แม่ดีเด่น และลูกกตัญญูดีเด่น ให้แก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม โดยมีศิลปิน ดารา และบุคคลผู้มีชื่อเสียงเข้าร่วมงานและได้รับรางวัลมากมาย อาทิ คุณนุสบา ปุณณกัณฑ์, คุณภัทราวดี มีชูธน ศิลปินแห่งชาติ, คุณจิ๊บ วสุ แสงสิงแก้ว, คุณดี้ ปัทมา ปานทอง และ ตุ๊กกี้ ชิงร้อยชิงล้าน

นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลให้แก่สื่อมวลชนที่สร้างสรรค์ผลงานและเป็นประโยชน์ต่อสังคม ได้แก่ คุณนิลาวัลย์ พานิชรุ่งเรือง ผู้ประกาศข่าวช่อง 7, คุณสุภาพชาย บุตรจันทร์ ผู้ประกาศข่าวช่อง Workpoint 23 และ คุณสร้อยฟ้า โอสุคนธ์ทิพย์ พิธีกรรายการจากช่องอมรินทร์ทีวี ซึ่งได้รับรางวัลในสาขาคุณแม่ดีเด่น และคุณเกียรติยศ ศรีสกุล คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า,ผู้อำนวยการข่าว ท็อปนิวส์ทั่วไทย ภาคกลาง,ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาขานักปกครองผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมดีเด่น

การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสมาคมสตรีไทยสากลในการส่งเสริมคุณค่าของสถาบันครอบครัวและเชิดชูผู้ที่ทำความดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคมให้ยั่งยืน ///-026

‘รมช.ศธ.’แจงสว. โรงเรียนแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดการสอน-ปิดศูนย์พักพิงแล้ว

‘รมช.ศธ.’แจงสว. โรงเรียนแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดการสอน-ปิดศูนย์พักพิงแล้ว

‘รมช.ศธ.’แจงสว. โรงเรียนแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดการสอน-ปิดศูนย์พักพิงแล้ว

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.39 น.

‘รมช.ศึกษาธิการ’แจงสว.‘โรงเรียนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา’เปิดการสอน-ปิดศูนย์พักพิงแล้ว ยันพร้อมรับมือสถานการณ์ไม่คาดฝันทุกมิติ เปิดคอร์สเรียนเสริม-ปรับระบบการเรียนให้ตอบสนองผู้เรียน เยียวยาจิตใจครู-นักเรียน

18 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามของนายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ  สมาชิกวุฒิสภา(สว.) สอบถามรมว.ศึกษาธิการเรื่อง แนวทางการจัดการศึกษาให้กับนักเรียนในพื้นที่อพยพจากปัญหาภัยการสู้รบไทย – กัมพูชา  และนโยบายในอนาคต หากเกิดเหตุการณ์วิกฤตที่ผู้เรียนไม่สามารถเข้าเรียนได้ปกติรวมถึงแผนดูแลนักเรียนหลังจากการสู้รบจบลง

น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์  รมช.ศึกษาธิการ ชี้แจงกระทู้แทน รมว.ศึกษาธิการว่า สถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 7 จังหวัด มี 4 จังหวัดที่สถานการณ์มีความเข้มข้น แต่ได้เข้าสู่สถานการณ์ปกติแล้ว ทำให้วันนี้มีการเปิดการเรียนการสอนทุกแห่ง รวมถึงปิดศูนย์พักพิงในทุกพื้นที่ แต่ก็เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันในทุกมิติสำหรับแผนแนวทางการปฏิบัตินั้น เรายืนยันว่ามีรองรับอยู่แล้ว ทั้งในกรณีภัยสงคราม และภัยพิบัติ จะมีการปรับปรุงรายวิชาหลัก และรายวิชาบูรณาการ มุ่งไปที่การพัฒนาทักษะชีวิต กำหนดการบ้านที่จำเป็น เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการเทียบผลคะแนน และยืดหยุ่นการเรียนการสอน ให้ความสำคัญในรูปแบบอื่น ๆ เข้ามาจัดการเรียนการสอน เพราะเคยผ่านสถานการณ์โควิด-19 มาแล้ว ทั้งการเรียนออนไลน์ การเรียนในห้องเรียน และการเรียนตามความต้องการของตนเอง รวมถึงการชดเชยเวลาเรียนด้วยในกรณีที่มีความจำเป็นด้วย

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ในส่วนข้อกังวลสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่เตรียมเลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัยนั้น ได้จัดการส่งเสริมการเรียนการสอนหลายรูปแบบ และยังได้ยื่น Portfolio กิจกรรมที่เด็กได้เข้าไปมีส่วนในศูนย์พักพิงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ทั้งการเป็นจิตอาสา และการช่วยเหลือบุคคลอื่น อย่างไรก็ตามถึงแม้สถานการณ์ชายแดนจะเริ่มสงบลง มีโรงเรียนเปิดตามปกติ แต่กระทรวงศึกษาธิการได้เตรียมมาตรการเยียวยาจิตใจครู ฟื้นฟูใจเด็กจากเหตุปะทะในครั้งนี้ โดยร่วมกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะเข้าไปในพื้นที่ ดูแล และสำรวจจิตใจ เพื่อฟื้นฟูจิตใจให้นักเรียนกลับมาสู่สภาวะปกติมากขึ้น เพื่อป้องกันสภาวะสุ่มเสี่ยงความซึมเศร้าในอนาคต

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า ส่วนข้อกังวลเด็กจะหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการ กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ยอมรับว่า มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมาก แต่หลังจากนั้นมีการติดตาม จนล่าสุดเหลือยอดผู้หลุดออกจากระบบการศึกษาราว 900,000 ราย

‘กรมทะเล’ชู’Green Event’ลดขยะ-งดโฟม-ลดพลาสติก ภายใต้แนวคิด’รักษ์พะยูนคืนถิ่นเลตรัง’

'กรมทะเล'ชู'Green Event'ลดขยะ-งดโฟม-ลดพลาสติก ภายใต้แนวคิด'รักษ์พะยูนคืนถิ่นเลตรัง'

‘กรมทะเล’ชู’Green Event’ลดขยะ-งดโฟม-ลดพลาสติก ภายใต้แนวคิด’รักษ์พะยูนคืนถิ่นเลตรัง’

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.36 น.

‘กรมทะเล’ชู’Green Event’ลดขยะ งดโฟม และลดบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งจำพวกพลาสติก ภายใต้แนวคิด’รักษ์พะยูนคืนถิ่นเลตรัง’ รวมพลังทุกภาคส่วนฟื้นฟูหญ้าทะเล ต้อนรับพะยูนกลับบ้าน

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2568 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงาน “วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “รักษ์พะยูนคืนถิ่นเลตรัง” เป็นการต้อนรับพะยูนกลับบ้านอย่างอบอุ่น หลังจากที่พะยูนได้อพยพออกจากจังหวัดตรังซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยสำคัญ เพราะแหล่งหญ้าทะเลเสื่อมโทรมลงอย่างรุนแรงจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ในการสำรวจครั้งล่าสุดพบแหล่งหญ้าทะเลกลับมาฟื้นฟู ทำให้เหล่าพะยูนเริ่มกลับมายังจังหวัดตรังอีกครั้ง ซึ่งเป็นผลมาจากการขับเคลื่อนงานด้านอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเลในพื้นที่ต่างๆ อย่างเป็นระบบ และบูรณาการร่วมกันของหน่วยงาน องค์กร ชุมชน และประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

โดยการจัดงานในครั้งนี้ เน้นรูปแบบ “Green Event” ลดขยะ งดโฟม และลดบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งจำพวกพลาสติกให้ได้มากที่สุด มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ภายใต้โครงการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยในพระดำริ รวมถึงเสริมสร้างจิตสำนึกและความเข้าใจในการอนุรักษ์หญ้าทะเลและพะยูนแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและบุคคลทั่วไป พร้อมผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมและร่วมกันรับผิดชอบในการอนุรักษ์พะยูนและระบบนิเวศหญ้าทะเล ในการนี้มี พันจ่าโท อนันต์ บุญสำราญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นประธานเปิดงาน และมีนายอุกกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักเรียน และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมงาน ณ หอประชุมจังหวัดตรัง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง โดยภายในงานมีกิจกรรมเดินขบวนรณรงค์วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ การประกวดวาดภาพระบายสี ในหัวข้อ “HUG you Dugong” การเสวนาวิชาการ อีกทั้งยังมีการจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาอีกด้วย
 
ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า วันที่ 17 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ เนื่องจากตรงกับวันที่พะยูน “มาเรียม” เสียชีวิต เพื่อเป็นการระลึกถึงและให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของพะยูนที่มีต่อระบบนิเวศชายฝั่งทะเล เกิดกระแสตื่นตัวต่อการอนุรักษ์พะยูนและสัตว์ทะเลหายากในประเทศไทย และร่วมกันดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยพะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล และเป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 จากข้อมูลสถานภาพพะยูนในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 พบพะยูนประมาณ 129 ตัว โดยเป็นประชากรพะยูนในพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน 114 ตัว และอยู่ในจังหวัดตรังถึง 52 ตัว เพราะมีพื้นที่แหล่งหญ้าทะเลที่เป็นอาหารและแหล่งอาศัยใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ปัจจุบันพะยูนมีแนวโน้มที่จะลดลง และจากการประเมินของสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN) พบว่าพะยูนถูกจัดให้อยู่ในสภาวะเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ ดังนั้น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงได้พยายามยกระดับและเร่งรัดผลักดันงานด้านการอนุรักษ์พะยูนให้เพิ่มจำนวนและคงอยู่อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยกำหนดมาตรการเชิงรุกเร่งด่วน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ฟื้นฟูและคุ้มครองแหล่งหญ้าทะเลอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะในพื้นที่ที่พบพะยูนชุกชุมและมีปัญหาความเสื่อมโทรม 2.ควบคุมกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การกำหนดเขตจำกัดความเร็วเรือในแหล่งหญ้าทะเล และลดความเสี่ยงจากเครื่องมือประมง 3.ยกระดับระบบเฝ้าระวังและการช่วยเหลือพะยูนเกยตื้นให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 4.เฝ้าระวังโรคและปัจจัยด้านสุขภาพของพะยูน โดยสนับสนุนการตรวจวินิจฉัยโรค สารพิษ และมลภาวะในแหล่งอาศัย รวมถึงพัฒนาอาหารทดแทนสำหรับพะยูนในภาวะขาดแคลนอาหาร

“ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา หน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ ได้สนับสนุนและร่วมมือกันทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์พะยูนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น โดยการมีส่วนร่วมจากชุมชน เครือข่ายอนุรักษ์ อาสาสมัคร และภาคส่วนต่าง ๆ มีการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการสร้างจิตสำนึกกับกลุ่มเป้าหมายรวมถึงเยาวชน และโรงเรียนในพื้นที่ที่อยู่ติดชายทะเลให้เห็นความสำคัญ ทำให้มีแนวทางบริหารจัดการอนุรักษ์พะยูนและถิ่นอาศัยอย่างชัดเจน และมีความก้าวหน้าเป็นรูปธรรม เพราะการอนุรักษ์และดูแลพะยูน ไม่ใช่เพียงเรื่องของภาครัฐหรือจังหวัดตรังเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกัน ไม่กระทำการที่ส่งผลกระทบต่อพะยูนไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม การที่พะยูนกลับคืนถิ่น คือสัญญาณว่าธรรมชาติกำลังตอบรับความพยายามของมนุษย์ หากเรายังร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง วันหนึ่งลูกหลานของเราจะไม่ต้องมองหาพะยูนในหนังสือเรียน แต่จะได้เห็นพะยูนในธรรมชาติด้วยสายตาของตัวเอง” ดร.ปิ่นสักก์ กล่าว

บพท.ระดมชุดความรู้ ส่งมอบ ‘เรือกู้ภัยอัจฉริยะ’ ให้แก่ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

บพท.ระดมชุดความรู้ ส่งมอบ ‘เรือกู้ภัยอัจฉริยะ’ ให้แก่ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

บพท.ระดมชุดความรู้ ส่งมอบ ‘เรือกู้ภัยอัจฉริยะ’ ให้แก่ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณาจารย์นักวิจัยจากหลายมหาวิทยาลัย ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เปิดเวที ในงานอว.แฟร์ แลกเปลี่ยนชุดความรู้ ประสบการณ์ในการบริหารจัดการภัยพิบัติ และภัยการสู้รบ พร้อมส่งมอบเรือกู้ภัยอัจฉริยะ นวัตกรรมจากภูมิปัญญานักวิจัยไทย 6 ลำ ให้ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) จัดสรรใช้ประโยชน์ในการกู้ภัยใน 6 พื้นที่ 6 จังหวัด

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวว่า คณาจารย์ นักวิจัย และสถาบันวิชาการคือกลไกแสวงหาชุดความรู้ สำหรับเป็นเข็มทิศนำทางในการบริหารจัดการภัยพิบัติทุกรูปแบบได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยบูรณาการเชื่อมโยงความร่วมมือในการปฏิบัติงานกับภาคีทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีที่สุด ในการจัดการกับภัยพิบัติ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยจากหลายมหาวิทยาลัยในหลายพื้นที่ กับ บพทได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการค้นคว้าวิจัยชุดความรู้ และพัฒนาชุดเครื่องมือในการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาคราชการ ภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาสังคมอย่างได้ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยพิบัติจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในจังหวัดนราธิวาส สุโขทัย และล่าสุดที่จังหวัดน่าน รวมทั้งภัยจากสถานการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา ที่จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ” ดร.กิตติ กล่าว

ดร.กิตติ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ชุดความรู้ ชุดประสบการณ์การบริหารจัดการภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ประสบภัยจริงที่คณาจารย์และนักวิจัยหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รศ.ดร.วสันต์ พลาศัย มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี รศ.ดร.วันไชย คำเสน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ผศ.ดร.กิตติ เมืองตุ้ม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ผศ.อารยา ฟลอเรนซ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผศ.ดร.นิศานาถ แก้ววินัด มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เป็นเครื่องยืนยันผลลัพธ์ ผลสัมฤทธิ์ที่ได้รับความยอมรับ และชื่นชมอย่างกว้างขวางจากผู้ประสบภัยในหลายพื้นที่

สำหรับเรือวายฟายกู้ภัย หรือ “เรือกู้ภัยอัจฉริยะ” เป็นผลงานนวัตกรรมจากภูมิปัญญาคณาจารย์มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ที่ประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งถูกใช้งานจริงเป็นครั้งแรกในการกู้ภัยช่วยเหลือประชาชนจากภัยน้ำท่วมใหญ่เมืองนราธิวาส เมื่อปี 2566 และใช้ต่อเนื่องในการกู้ภัยอีกหลายเหตุการณ์ในหลายพื้นที่ โดยเรือดังกล่าวทำจากวัสดุอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ไม่จมน้ำ มีขนาดความยาว 2.90 เมตร กว้าง 1.10 เมตร รองรับน้ำหนักบรรทุกได้สูงสุด 290 กิโลกรัม ภายในเรือติดตั้งอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกในการกู้ภัยครบครัน ประกอบด้วยแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ สำหรับเก็บประจุไฟฟ้าเพื่อจ่ายไฟฟ้าป้อนแก่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งในเรือได้ต่อเนื่องกัน 7.5 ชั่วโมง วายฟายเราเตอร์ 4 จี รองรับอินเทอร์เน็ตทุกเครือข่าย กล้องความละเอียดสูง พร้อมไฟแอลอีดีสำหรับบันทึกภาพในที่มืด สปอร์ตไลท์แอลอีดี ขนาด 120 วัตต์ จำนวน 4 ดวง

จากจุดเริ่มต้นของการใช้งานเรือกู้ภัยวายฟายลำแรก เมื่อปี 2566 ได้มีการสร้างเพิ่มเติมอีก 10 ลำ และส่งมอบไปใช้งานในจังหวัดปัตตานี ยะลา พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พิษณุโลก สุโขทัย ชัยภูมิ สกลนคร” ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวและว่า ในงาน อว.แฟร์ ปีนี้ จะมีการส่งมอบเรือจำนวน 6 ลำ ให้แก่ ศูนย์จัดการภัยพิบัติ “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” หรือ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย สำหรับจัดสรรไปใช้งานใน 6 พื้นที่ ได้แก่ ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.ท้ายสำเภา อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช, ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ลุ่มน้ำทะเลสาปสงขลาตอนบน ต.บ้านขาว อ.ระโนด จ.สงขลา, ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม, ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย, ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.น้ำกุ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก และศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.เจดีย์ชัย อ.ปัว จ.น่าน

มธ. – สสส. เดินหน้าขยายผล ‘TU Future Wellness Fit Journey’ ต้นแบบการสร้างเสริมสุขภาวะในสถานศึกษา

มธ. – สสส. เดินหน้าขยายผล ‘TU Future Wellness Fit Journey’ ต้นแบบการสร้างเสริมสุขภาวะในสถานศึกษา

มธ. – สสส. เดินหน้าขยายผล ‘TU Future Wellness Fit Journey’ ต้นแบบการสร้างเสริมสุขภาวะในสถานศึกษา

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานแถลงข่าวภาพความสำเร็จกิจกรรม TU Future Wellness Fit Journey : เส้นทางสายฟิต พิชิตสุขภาพดี  ภายใต้  โครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต ดึงพลังนักศึกษาและบุคลากรในสถาบันการศึกษาหันมาดูแลสุขภาพเชิงรุก ช่วยลดพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และปัญหาสุขภาพจิตจากความเครียด ด้วยการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาวะและการออกกำลังกาย โดยมี รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์สุขศาสตร์ ประธานกรรมการอำนวยการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต พร้อมด้วย ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรม หัวหน้าโครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต เข้าร่วมงาน

รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์สุขศาสตร์ ประธานกรรมการอำนวยการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต กล่าวว่า จากการสำรวจที่ผ่านมาพบว่า สุขภาวะของนักศึกษาและบุคลากรใน มธ.มีแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรมเนือยนิ่ง การใช้ชีวิตแบบนั่งติดหน้าจอ การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอและการบริโภคที่ไม่เหมาะสมซึ่งสะท้อนออกมาในข้อมูลสุขภาพของกลุ่มเป้าหมาย โดยผลสำรวจของโครงการเมื่อปีที่ผ่านมาพบว่า กว่าร้อยละ 60 ของนักศึกษาและบุคลากรมีระดับกิจกรรมทางกายต่ำกว่าค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ขณะที่อีกกว่าร้อยละ 40 มีความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และน้ำหนักเกิน ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนของระบบสุขภาพในรั้วมหาวิทยาลัยที่ต้องการการดูแลแก้ไขอย่างเป็นระบบ

“มธ.มุ่งมั่นพัฒนาให้มหาวิทยาลัยเป็นมากกว่าสถานที่ผลิตความรู้ ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อพัฒนาคนอย่างสมดุลรอบด้าน เป็นที่มาของโครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต มีการวางระบบสนับสนุนสุขภาวะที่ยั่งยืนผ่านกิจกรรมหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือกิจกรรม Fit Journey โดยมีนักวิทยาศาสตร์การกีฬา จากคณะสหเวชศาสตร์ มธ.เข้ามาช่วยออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นรายบุคคล และมีนักโภชนาการของ Well Being Center กองกิจการนักศึกษามาให้ความรู้เรื่องการวางแผนโภชนาการ โดยมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เห็นพัฒนาการของตนเองและได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องตามหลักวิชาการอย่างเป็นระบบ  เชื่อมั่นว่าการส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคลากรมีสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมได้อย่างมีคุณภาพตามแนวทางที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ยึดมั่นเสมอมา

ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรม หัวหน้าโครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต กล่าวว่า กิจกรรม Fit Journey เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีปัญหาสุขภาวะทางกายได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งด้านการออกกำลังกาย โภชนาการ และพฤติกรรมสุขภาพ ขณะเดียวกันผู้ที่ไม่มีปัญหาสุขภาพก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้เพื่อเรียนรู้วิธีดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับตนเอง และต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่บุคคลอื่นในครอบครัวหรือในหน่วยงานที่สังกัด ถือเป็นการสร้าง เครือข่ายผู้นำสุขภาวะ ในระดับมหาวิทยาลัย โดยเฟสแรกมีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 120 คน  และเต็มภายใน 1 วัน  ซึ่งสะท้อนว่าผู้คนกำลังมองหาพื้นที่และโอกาสในการดูแลสุขภาพของตนเองอย่างจริงจัง ยิ่งไปกว่านั้นผู้เข้าร่วมทั้ง 120 คน ได้ให้ความร่วมมือทำกิจกรรมตั้งแต่ต้นจนจบในระยะเวลา 3 เดือน และเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายสม่ำเสมอ การเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หรือแม้แต่การจัดสรรเวลาพักผ่อนและลดพฤติกรรมเสี่ยง ผ่านกิจกรรมจับกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมกับผู้ดูแลสุขภาพ โดยมีการติดตามผลการปฏิบัติตามแผนสุขภาพอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ผ่านระบบออนไลน์ มีการบันทึกและประเมินข้อมูลสุขภาพเพื่อปรับแนวทางการดูแลสุขภาพรายบุคคลอย่างเหมาะสม

จากการติดตามประเมินผลกิจกรรมระหว่างวันที่ 16 พ.ค. ถึง 2 ส.ค.68 พบว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 120 คน มีน้ำหนักเฉลี่ยก่อนเข้าร่วมกิจกรรม 75.02 กิโลกรัม และมีน้ำหนักเฉลี่ยหลังเข้าร่วมกิจกรรม 73.87 กิโลกรัม คิดเป็นน้ำหนักเฉลี่ยลดลง 1.15 กิโลกรัม (ลดลงร้อยละ 1.50 โดยเฉลี่ย) โดยสรุปภาพรวมหลังจบกิจกรรม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถลดน้ำหนักเฉลี่ยได้ในระดับปลอดภัยภายในระยะเวลา 11 สัปดาห์ หลายคนแม้น้ำหนักเปลี่ยนแปลงไม่มากแต่มีแนวโน้มพัฒนาอย่างต่อเนื่องคาดว่าอาจเกิดจากกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น ผลการประเมินยังระบุชัดว่ากิจกรรมนี้สามารถสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ จากการช่วยเหลือของเทรนเนอร์ที่คอยแนะนำและติดตามผลอย่างใกล้ชิดเป็นรายสัปดาห์  

..ศศิร์อร เจือจันทร์ นักศึกษาคณะศิลปะศาสตร์ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการเข้าร่วมโครงการนี้เพราะมีปัญหาน้ำหนักตัวเกินค่ามาตรฐาน และมีโรคประจำตัวคือภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ทำให้เหนื่อยง่าย กังวลว่าออกกำลังกายหนักแล้วจะไม่ปลอดภัย แต่การเข้าร่วมโครงการทำให้ได้เรียนรู้วิธีการออกกำลังกายที่ถูกต้องโดยคำนึงถึงข้อจำกัดด้านสุขภาพร่างกายและได้เข้าใจวิธีเลือกรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการนำไปปรับใช้ได้จริงไม่ยุ่งยาก ที่ผ่านมาสามารถลดน้ำหนักได้ในระยะเวลา 1 เดือน และคาดหวังว่าจะนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างต่อเนื่อง

..นฤภร ผลฉัตร นักประชาสัมพันธ์  โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ  ผู้เข้าร่วมโครงการอีกท่านได้กล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะรู้สึกว่าสมรรถภาพร่างกายเริ่มถดถอยลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น ที่ผ่านมาพยายามออกกำลังกายด้วยตัวเองแต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีภาระงานและภารกิจส่วนตัวที่มากเป็นข้อจำกัด แต่การได้เข้าร่วมโครงการโดยมีเทรนเนอร์คอยให้คำแนะนำช่วยให้จัดสรรเวลาทำงานและการมีกิจกรรมทางกายได้อย่างเหมาะสม เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่แค่ต้องการลดน้ำหนักแต่มุ่งหวังให้มีสุขภาพโดยรวมที่แข็งแรงมากขึ้นสามารถดูแลตัวเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดไป ทั้งนี้มองว่าโครงการนี้ทำให้ทุกคนได้เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพ ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อการมีสุขภาพดีเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ โดยเริ่มจากการปรับที่ใจของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก

กิจกรรม TU Future Wellness Fit Journey : เส้นทางสายฟิต พิชิตสุขภาพดี ภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต  เกิดขึ้นจากการสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีพันธกิจหลักในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เป็นสังคมสุขภาวะ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการศึกษาที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้การดูแลตนเองอย่างถูกต้อง การได้เข้ามาร่วมสนับสนุนโครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคตของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการส่งเสริมสุขภาวะในมหาวิทยาลัยให้เป็นองค์กรสุขภาวะที่มีคุณภาพได้อย่างแท้จริง และคาดหวังว่ากิจกรรมนี้จะขยายผลออกไปเป็นต้นแบบของการสร้างเสริมสุขภาวะในสถาบันการศึกษาอื่นๆและต่อยอดไปยังสังคมในวงกว้างได้ต่อไป

‘เสมา 1’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟื้นฟูทำความสะอาดโรงเรียนน้ำท่วม จ.พะเยา

'เสมา 1'ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟื้นฟูทำความสะอาดโรงเรียนน้ำท่วม จ.พะเยา

‘เสมา 1’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟื้นฟูทำความสะอาดโรงเรียนน้ำท่วม จ.พะเยา

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.25 น.

“เสมา 1″ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการฟื้นฟูทำความสะอาดโรงเรียนน้ำท่วม จ.พะเยา เตรียมจับมือ”กรมชลฯ-ก.เกษตร”แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายบุญสิงห์ วริทรรักษ์ ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ., ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนวิภา และติดตามการดำเนินงานตามนโยบายค้านการศึกษา จังหวัดพะเยา

โดย ศ.ดร.นฤมล พร้อมคณะผู้บริหาร ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครองที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 46 (ดอกคำใต้) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) พะเยา เขต 1 และโรงเรียนดอกคำใต้วิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) พะเยา อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา เพื่อตรวจเยี่ยมการฟื้นฟูทำความสะอาดโรงเรียน พร้อมมอบเงินช่วยเหลือและถุงยังชีพให้กับครูและนักเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วมพร้อมทั้งรับฟังเสียงสะท้อนของนักเรียนและครู

จากนั้น รมว.ศธ.พร้อมคณะผู้บริหาร เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านทุ่งหลวง ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้มาตั้งศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (FIX IT CENTER) พร้อมระดมอาจารย์และนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคพะเยา, วิทยาลัยเทคนิคดอกคำใต้, วิทยาลัยเทคนิคเชียงคำ มาช่วยซ่อมรถมอร์เตอร์ไซต์ เครื่องตัดหญ้า อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่เสียหายจากการถูกน้ำท่วม พร้อมแจกต้นกล้าพันธุ์ไม้และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรให้ชาวบ้านนำไปปลูกด้วย

ศ.ดร.นฤมล กล่าวถึงการเดินทางมาตรวจเยี่ยมโรงเรียน ว่า จ.พะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ทางน้ำผ่าน และเป็นพื้นที่แอ่งกระทะ เวลาฝนตกจึงเป็นพื้นที่รับน้ำมาโดยตลอดทำให้โรงเรียนหลายแห่งถูกน้ำท่วม แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ปีนี้น้ำจะท่วมน้อยกว่าปีที่แล้ว แต่ตนก็ไม่อยากให้น้ำท่วมโรงเรียนนอีกในปีถัดๆ ไป จึงจะร่วมกันวางแผนในระยะยาว อาจจะต้องสร้างครรภ์กันน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ในช่วงที่มีพายุเข้าหรือช่วงที่มีน้ำขึ้นสูง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมโรงเรียนได้ในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ ตนได้มอบหมายให้เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ช่วยสร้างนวัตกรรมป้องกันน้ำท่วมว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง และตนจะประสานกับกรมชลประทาน และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากมีเครื่องมือต่างๆ โดยจะมาวางแผนร่วมกันในการป้องกันน้ำท่วม

ศ.ดร.นฤมล ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้านโยบายการขับเคลื่อนด้านการศึกษา 4 ข้อ ของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า การแยกวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือน ตอนนี้ สพฐ.กำลังปรับปรุงเนื้อหาการเรียนการสอนในหนังสือเรียน ควบคู่ไปกับการวัดและประเมินผล ซึ่งองมนตรีก็ได้ติดตามในเรื่องนี้อยู่ อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้ครูและนักเรียนให้ความสำคัญกับวิชาประวัติศาสตร์ ว่าไม่ได้อยู่แค่ในหลักสูตรในตำราเรียนเท่านั้น แต่อยู่ในจิตสำนึกของทุกคน ส่วนเรื่องการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ สำนักงานคณะกรรมการข้าราขการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ จะมีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ซึ่งตนอยากให้ทุกคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น ไม่อยากให้เป็นนโยบายจากรัฐมนตรีลงไปเพียงฝ่ายเดียว ส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ตนพึ่งได้หารือกับอธิบดีและว่าที่อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์แล้ว ว่าจะมาแก้ไขปัญหานี้ร่วมกันกับ ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการ สกสค. ที่จะนำหนี้สหกรณ์มารวมกัน และตั้งเป็นสหกรณ์กลาง สกสค.ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้วภายใน 3 เดือนนี้ครูก็จะลงทะเบียนแก้หนี้ได้ และเรื่องการลดภาระครู ก็มีความคืบหน้าไปมากเช่นกัน

รมว.ศธ.กล่าวถึงโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime จะสามารถดำเนินการได้ทันภายในเดือนกันยายนนี้หรือไม่นั้น ขณะนี้ สพฐ.กำลังดำเนินการให้เขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 118 เขต ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างอยู่

ด้าน ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวว่า ถ้าโครงการ Anywhere Anytime ถ้าทำไม่ทันจริงๆ สพฐ.ก็จะกันงบแบบไม่มีหนี้ ไว้เบิกเหลื่อมปี ในระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS)

ขณะที่ ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กล่าวว่า ตามที่ที่ประชุม ก.ค.ศ.เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบในหลักการตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 621 ตำแหน่งมากำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค(2) ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 18 แห่ง เพื่อแก้ปัญหา ขาดแคลนอัตรากำลังบุคลากรสายสนับสนุนของโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยนั้น ถือเป็นความสำเร็จแรกในการดำเนินการแก้ปัญหาขาดแคลนอัตรากำลังบุคลากรสายสนับสนุน และในปลายเดือนสิงหาคมนี้ จะได้อีกประมาณเกือบ 2,000 ตำแหน่งที่จะนำมากำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค(2) ในโรงเรียนที่ขาดแคลนต่อไป โดยจะนำเข้าที่ประชุม ก.ค.ศ.ในรอบการประชุมถัดไป ส่วนปีงบประมาณหน้า เมื่อได้อัตราเกษียณคืนมาและเป็นอัตราที่เกินเกณฑ์ก็จะดำเนินการในรูปแบบเดียวกันไปเรื่อยๆ

– 006

‘ปลัดศธ.’เผยหลังสภาฯ โหวตผ่านร่างงบฯ 69 ‘ก.ศึกษาธิการ’ถูกปรับลด 94.3301 ล้าน

'ปลัดศธ.'เผยหลังสภาฯ โหวตผ่านร่างงบฯ 69 'ก.ศึกษาธิการ'ถูกปรับลด 94.3301 ล้าน

‘ปลัดศธ.’เผยหลังสภาฯ โหวตผ่านร่างงบฯ 69 ‘ก.ศึกษาธิการ’ถูกปรับลด 94.3301 ล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.12 น.

‘ปลัดศธ.’เผยงบ’ศธ.’ขอไป 355,108.4775 ล้านบาท ถูกปรับลด 94.3301 ล้านบาท ได้รับ 355,014.1474 ล้านบาท หลังสภาฯ ลงมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.งบ 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2568 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่สภาผู้แทนราษฎร ลงมติเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ขอไป 355,108.4775 ล้านบาท ถูกปรับลด 94.3301 ล้านบาท ได้รับ 355,014.1474 ล้านบาท แยกเป็น     

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ขอไป 41,247.0931 ล้านบาท ถูกปรับลด 6 ล้านบาท ได้รับ 41,241.0931 ล้านบาท, กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ขอไป 12,009.9307 ล้านบาท ถูกปรับลด 5 ล้านบาท ได้รับ 12,004.9307 ล้านบาท, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอไป 27,261.7238 ล้านบาท ถูกปรับลด 50 ล้านบาท ได้รับ 27,211.7238 ล้านบาท 

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ขอไป 28,004.2189 ล้านบาท ถูกปรับลด 31 ล้านบาท ได้รับ 27,973.2189ล้านบาท, สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ขอไป 200.6140 ล้านบาท ไม่มีการปรับลด, สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) ขอไป 2,168.4286 ล้านบาท ไม่มีการปรับลด, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) ขอไป 158.2113 ล้านบาท ไม่มีการปรับลด, สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ขอไป 174.0032 ล้านบาท ถูกปรับลด 2.3301 ล้านบาท ได้รับ 171.6731 ล้านบาท, โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ขอไป 352.5986 ล้านบาท ไม่มีการปรับลด, สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) ขอไป 430.4627 ล้านบาท ไม่มีการปรับลด, สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) ขอไป 101.1926 ล้านบาท ไม่มีการปรับลด

‘รมว.นฤมล’ ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ เหยื่อชายแดนไทย–กัมพูชา

‘รมว.นฤมล’ ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ เหยื่อชายแดนไทย–กัมพูชา

‘รมว.นฤมล’ ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ เหยื่อชายแดนไทย–กัมพูชา

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.18 น.

“รมว.นฤมล”ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ เหยื่อชายแดนไทย–กัมพูชา เผย เร่งสร้างบ้านใหม่มอบ ‘ยายสะทน’ ฟื้นกำลังใจและความหวังให้ผู้ประสบภัย

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเพลิงศพ นายบัณฑิต อุ่นจิตร และเด็กชายฐิติวัฒน์ บุญแต่ง ผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งเสียชีวิตจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา ณ ศาลาบำเพ็ญกุศล วัดประทุมเมฆ จ.สุรินทร์ 

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธี พร้อมด้วย น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และญาติผู้วายชนม์ เข้าร่วมพิธี 

โดย ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย โดยระบุว่า กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมยืนเคียงข้างครอบครัว เราจะช่วยกันประคับประคอง และเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวก้าวข้ามความสูญเสียครั้งนี้ไปให้ได้ โดยได้มอบเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่ง และเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการเยียวยา ให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิต

ภายหลังพิธี ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยว่า เด็กชายฐิติวัฒน์ บุญแต่ง หรือ น้องน้ำโขง เสียชีวิตจากเหตุการณ์ระเบิด BM-21 ตกที่บ้านโจรก ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง เป็นหลานชายของนายสุธีร์ และนางสะทน กันภัย โดยครอบครัวได้รับความสูญเสียอย่างหนัก ทั้งการจากไปของหลานชาย และการบาดเจ็บสาหัสของสมาชิกในครอบครัว รวมถึงบ้านพักและอุปกรณ์ประกอบอาชีพที่ถูกทำลายทั้งหมด

“ดิฉันและมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล ได้ร่วมกันก่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้คุณยายสะทน กันภัย และครอบครัวที่ยังบอบช้ำจากเหตุการณ์ โดยมูลนิธิฯ กำลังติดตามงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด พร้อมจัดหาสิ่งของจำเป็นและอุปกรณ์ทำกินให้ครบถ้วน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า การช่วยเหลือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างบ้าน แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ เพื่อให้ครอบครัวที่สูญเสียกลับมามีความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิตอีกครั้ง
 

ม.เกษตรฯ เชิญร่วมฟังเสวนา’เรื่องจริงจากชายแดน’ ฟังจากปาก’แม่ทัพภาคที่ 2′

ม.เกษตรฯ เชิญร่วมฟังเสวนา'เรื่องจริงจากชายแดน' ฟังจากปาก'แม่ทัพภาคที่ 2'

ม.เกษตรฯ เชิญร่วมฟังเสวนา’เรื่องจริงจากชายแดน’ ฟังจากปาก’แม่ทัพภาคที่ 2′

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.58 น.

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอเชิญบุคลากรและนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมส่งกำลังใจและรับฟังการสนทนาพิเศษ “เรื่องจริงจากชายแดน” โดยได้รับเกียรติจาก พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นวิทยากร ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล ชั้น 1 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  วันที่  25 สิงหาคม 2568 เวลา 13.00 – 14.30 น.