​‘เกศทิพย์’ มอบนโยบาย สกร. ขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

​‘เกศทิพย์’ มอบนโยบาย สกร. ขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

​‘เกศทิพย์’ มอบนโยบาย สกร. ขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติราชการแก่ข้าราชการครูและบุคลากรในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีนางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดในเขตภาคกลาง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และบุคลากรในสังกัดเข้าร่วมประชุม ทั้งนี้ นางรัชนุช สละโวหาร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยบุคลากรในสังกัดให้การต้อนรับ ณ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นางเกศทิพย์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคลากรในสังกัดได้รับทราบแนวทางการดำเนินงานและนำไปใช้เป็นกรอบในการขับเคลื่อนภารกิจของกรมฯ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ภายใต้แนวคิด “เสริมงานเดิม สร้างงานใหม่ ให้เท่าทันสังคมโลก By สกร.”

“อยากให้ทุกคนภาคภูมิใจในภารกิจของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เพราะหน้าที่หลักของ สกร. คือ ‘การสร้างชาติและสร้างคน บนฐานของความมั่นคงและยั่งยืนสำหรับทุกครัวเรือน’ เราไม่ได้เพียงถ่ายทอดความรู้เชิงวิชาการ แต่ต้องทำให้ประชาชนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในสังคม”

อธิบดี สกร. ยังได้กล่าวเน้นย้ำ ให้ทุกคนร่วมกันขับเคลื่อนให้ สกร. เป็น “ตัวจริง เสียงจริง” ของการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะการเสริมสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย การพัฒนาองค์ความรู้ให้เท่าทันโลก และการสร้าง “ฐานการเรียนรู้ในทุกครัวเรือน” เพื่อให้ประชาชนมีทักษะชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืน

​ไมโล สานต่อ ‘โครงการกล่องนมรักษ์โลก ปีที่ 5’ ปลูกฝังพฤติกรรมแยกขยะ-พับกล่องนม ในโรงเรียนสังกัด กทม.

​ไมโล สานต่อ ‘โครงการกล่องนมรักษ์โลก ปีที่ 5’ ปลูกฝังพฤติกรรมแยกขยะ-พับกล่องนม ในโรงเรียนสังกัด กทม.

​ไมโล สานต่อ ‘โครงการกล่องนมรักษ์โลก ปีที่ 5’ ปลูกฝังพฤติกรรมแยกขยะ-พับกล่องนม ในโรงเรียนสังกัด กทม.

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไมโล เครื่องดื่มช็อกโกแลตมอลต์ชั้นนำระดับโลก ต่อยอด โครงการกล่องนมรักษ์โลก เป็นปีที่ 5 เดินหน้าสร้างความตระหนักรู้ ยกระดับความเข้าใจด้านการจัดการขยะโดยเฉพาะกล่องยูเอชที และปลูกฝังพฤติกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมให้เด็กไทย พร้อมจัดกิจกรรม สุดยอดแชมป์พับกล่องนมรักษ์โลก ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. สร้างแรงบันดาลใจในการจัดการกล่องนม UHT เพื่อนำไปรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเปลี่ยนกล่องนม UHT เป็นรายได้แก่โรงเรียน จุดประกายพฤติกรรมรักษ์โลกให้เป็นเรื่องสนุกและทำได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันด้วยการพับกล่องนมก่อนทิ้ง เปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน

โครงการกล่องนมรักษ์โลกจากไมโลมีจำนวนโรงเรียนที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้นจาก 67 แห่งเป็น 445 แห่ง รวมสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร โครงการเข้าถึงนักเรียนมากกว่า 227,000 คน และในปีนี้รวบรวมกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วได้กว่า 89 ตัน  เมื่อเทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 240,000 กิโลกรัมคาร์บอนฯ เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้เกือบ 20,000 ต้นโดยโรงเรียนที่สะสมกล่องนมได้น้ำหนักมากที่สุด 4 โรงเรียนจะได้รับโต๊ะปิงปองอัพไซเคิลจากกล่องเครื่องดื่มใช้แล้ว นอกจากความสำเร็จด้านความยั่งยืน โครงการกล่องนมรักษ์โลกยังสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับโรงเรียนที่เข้าร่วมอีกด้วย โดยการรวบรวมกล่องนมใช้แล้วส่งต่อให้กับพันธมิตรอย่าง บริษัท เวสท์บาย เดลิเวอรี่ จำกัด ซึ่งเข้ามารับซื้อกล่องโดยตรงจากโรงเรียน เพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “โครงการกล่องนมรักษ์โลก” โดย ไมโล เป็นตัวอย่างที่ดี ของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ที่ช่วยปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเมื่อเด็กๆได้เรียนรู้ การคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิล ตั้งแต่ในโรงเรียน พวกเขาจะเติบโตขึ้น เป็นประชากรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกรุงเทพมหานคร ให้เป็นเมืองน่าอยู่และยั่งยืนต่อไปในอนาคต และรู้สึกยินดีที่ได้เห็นความสำเร็จของโครงการ ที่สามารถขยายผลจนครอบคลุมโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครได้ทั้งหมด ตามที่ได้ให้นโยบายไว้”

น.ส.นาริฐา วิบูลยเสข ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์นมและโภชนาการ บจก.เนสท์เล่ (ไทย) กล่าวว่า เราเชื่อมั่นว่าการปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งการพับและคัดแยกกล่องนมคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธีโดยที่ไม่ทิ้งกล่องนมรวมกับขยะอื่น และสามารถต่อยอดไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระยะยาว ในปีนี้โครงการจึงมีการจัดแข่งขันเพื่อเฟ้นหา สุดยอดแชมป์พับกล่องนมรักษ์โลก เป็นครั้งแรกในประเทศไทย มีโรงเรียนที่ให้ความสนใจและเข้ามาร่วมแข่งขันถึง 321 โรงเรียน ภายใต้แนวคิดการดูแลโลกของเราเป็นเรื่องสนุกและยั่งยืน กิจกรรมใหม่ “สุดยอดแชมป์พับกล่องนมรักษ์โลก (CARETON SPEEDY FOLD CHALLENGE) ทำให้เยาวชนได้ทั้งความสนุกในการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กเป็นพลังขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยโรงเรียนที่ชนะเลิศได้รับทุนการศึกษาและโต๊ะปิงปองที่ผลิตจากกล่องนมยูเอชที เพื่อให้เด็กๆ ได้เห็นว่าขยะในโรงเรียนอย่างกล่องยูเอชทีใช้แล้ว สามารถนำกลับมาทำเป็นอุปกรณ์กีฬาที่มีค่าและใช้งานได้จริง

ทั้งนี้ โครงการกล่องนมรักษ์โลก สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสิ่งแวดล้อมและสังคม ปลูกฝังพฤติกรรมการดูแลสิ่งแวดล้อมให้แก่เด็กไทยอย่างยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของเนสท์เล่ในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและดูแลโลกของเราเพื่อคนรุ่นต่อไป

รร.วัฒนาวิทยาลัย ชูแนวคิด ‘สมองไว จิตใจดี ไม่เร่งก็เก่งได้’ ปั้นเด็กสามภาษาสู่อนาคต

รร.วัฒนาวิทยาลัย ชูแนวคิด ‘สมองไว จิตใจดี ไม่เร่งก็เก่งได้’ ปั้นเด็กสามภาษาสู่อนาคต

รร.วัฒนาวิทยาลัย ชูแนวคิด ‘สมองไว จิตใจดี ไม่เร่งก็เก่งได้’ ปั้นเด็กสามภาษาสู่อนาคต

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โรงเรียนสตรีประจำและโรงเรียนอนุบาลแห่งแรกของประเทศไทย ยืนยันวิสัยทัศน์การพัฒนาเด็กเล็กสู่การเป็นพลเมืองสามภาษา (Trilingual) ที่มีคุณภาพ ด้วยแนวทางการเรียนรู้ที่เน้นความเข้าใจ ไม่เร่งรัด และสอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย

“สมองไว จิตใจดี ไม่เร่งก็เก่งได้” เป็นแนวทางที่โรงเรียนยึดมั่นมาโดยตลอด สอดคล้องกับหลักเศรษฐศาสตร์การศึกษาของ ศ. James J. Heckman เจ้าของรางวัลโนเบล ที่ย้ำว่าการลงทุนทางการศึกษาปฐมวัยให้ผลตอบแทนทางสังคมสูงสุด ทั้งด้านการเรียนรู้ สุขภาพ และการสร้างคนคุณภาพในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยทำในสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การปลูกฝัง ความเมตตาและบุคลิกภาพ ให้กับเด็กๆ พร้อมทั้งความสุขุมและใจเย็น และมีความเชื่อมั่นว่า เด็กเล็กสามารถเริ่มต้นแบบ Trilingual ได้ ด้วยการปลูกฝังทักษะภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ควบคู่กับภาษาไทยอย่างเป็นธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายให้เด็กๆ ที่ผ่านการดูแลตามแนวทางของโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยเป็นคนที่สมองไว จิตใจดี ไม่เร่งก็เก่งได้

วัฒนาวิทยาลัยมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นเหมือนบ้าน โดยคุณครูทำหน้าที่เสมือนพี่เลี้ยงหรือมารดาคนที่สอง ดูแลตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น การพาเข้าห้องน้ำ ไปจนถึงการโอบกอดปลอบเมื่อเด็กร้องไห้ เพื่อให้เด็กๆ รู้สึกปลอดภัย พร้อมเปิดใจเรียนรู้ในโลกสามภาษา

ที่นี่ เด็กจะได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรม Immersive Program ทั้งการร้องเพลง เกม และการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ ซึ่งทำให้เด็กจำนวนมากเติบโตเป็นเด็กสามภาษา ได้ตั้งแต่วัยอนุบาล

ในด้านวิชาการโรงเรียนฯได้รับการอนุมัติให้นำ หลักสูตร Cambridge Assessment International Education (CAIE) – Cambridge Primary มาใช้ในโครงการ English Program (EP) โดยให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนที่ได้มาตรฐานสากล มีครูผู้สอนชาวต่างชาติในแต่ละระดับชั้น ทำงานร่วมกับครูไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้นักเรียนได้รับการดูแลทั้งด้านภาษาและการเรียนรู้ในภาพรวมตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงมัธยมศึกษา นักเรียนจะได้ใช้ภาษาอังกฤษในทุกๆวัน ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น Phonics การเล่านิทาน การสนทนา รวมทั้งกิจกรรมเชิงบูรณาการ โดยมีครูไทยคอยสนับสนุนเพื่อให้นักเรียนเล็กๆปรับตัวได้ง่ายและเรียนรู้อย่างมั่นใจ

ดร.สุภลักษณ์ ไชยสถาน ผู้อำนวยการโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย กล่าวว่า โรงเรียนฯมีความใส่ใจในการคัดเลือกครูต่างชาติเป็นอย่างมาก เพราะเราต้องการครูที่เป็นเจ้าของภาษา มีวุฒิการศึกษาเหมาะสม และสามารถสอนวิชาเฉพาะได้ตามหลักสูตร เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือเทคโนโลยีส่วน English Program มีขั้นตอนการสัมภาษณ์และการสอบสอนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มั่นใจว่าครูทุกคนสามารถทำงานร่วมกับครูไทยได้ และสร้างคุณภาพการเรียนการสอนที่ดีที่สุดให้กับเด็กๆ

“เราให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อระหว่างบ้านและโรงเรียน โดยมีการรายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างต่อเนื่อง และเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองพบครูผู้สอนชาวต่างชาติภาคเรียนละ 1 ครั้ง รวมถึงการประชุมผู้ปกครองประจำปี นอกจากนี้ยังมีไลน์กลุ่มของห้องเรียนที่ช่วยให้ครูและผู้ปกครองติดต่อสื่อสารได้โดยตรง” ดร.สุภลักษณ์ กล่าวและว่า หลายครอบครัวกังวลว่าลูกจะไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ ที่นี่เราออกแบบกิจกรรมเพื่อช่วยเสริม เช่น English Camp, English Week และกิจกรรม Crosswords รวมถึงการสื่อสารกับครูต่างชาติในชีวิตประจำวัน ทำให้เด็กได้ซึมซับภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ และค่อยๆ กล้าใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น

อ.ลานทิพย์ ทวาทศิน ผู้จัดการโรงเรียน อธิบายเพิ่มเติมว่า ที่โรงเรียนฯอยากให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างสนุกและได้พัฒนาภาษาอังกฤษไปพร้อมๆกัน จึงสนับสนุนและจัดหาครูดนตรีที่มีความสามารถ เข้ามาสอนในระดับประถมศึกษา โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน เด็กๆ จะได้เรียนกิจกรรมเข้าจังหวะ รู้จักสัญลักษณ์ดนตรี ตัวโน้ต และการร้องเพลง เพราะเสียงดนตรีไม่เพียงทำให้ห้องเรียนเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุข แต่ยังช่วยให้นักเรียนได้ซึมซับภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย

ในด้านการติดตามพัฒนาการของเด็กๆในวิชาภาษาอังกฤษ เราจะมีการตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง เช่น การตรวจการบ้าน การเช็กผลงาน และที่สำคัญคือการรายงานกลับไปยังผู้ปกครอง โดยโรงเรียนมีระบบที่เรียกว่า Student Digital Management Application (SDMA) ซึ่งช่วยให้ครูสามารถรายงานตรงถึงผู้ปกครองได้โดยทันที อีกทั้งผู้บริหารโรงเรียนก็จะลงมาตรวจสอบการสอนและการเรียนเป็นระยะๆ รวมถึงยังมีการประชุมผู้ปกครอง อย่างต่อเนื่องเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็น

“ในแต่ละห้องเรียนจะมี ไลน์กลุ่มระหว่างครูประจำชั้นกับนักเรียน และในขณะเดียวกัน ผู้ปกครองก็สามารถติดต่อกับเราได้สะดวก ไม่ว่าจะสอบถาม พูดคุย หรือแม้กระทั่งส่งความคิดเห็นกลับมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะทำให้โรงเรียนและผู้ปกครองใกล้ชิดกัน”

โรงเรียนสอนนักเรียน 3 ภาษา คือไทย อังกฤษ จีน ในระดับอนุบาลและระดับประถมศึกษา (Trilingual) ส่วนระดับมัธยมสอนมากกว่า 3 ภาษา (Multi-language) ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โรงเรียนจัดหลักสูตรที่หลากหลาย เช่น English Program (EP), Premium English Course (PEC) หลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ตามแนวทาง สสวท. Science Technology and Mathematics Program (STAMP) และหลักสูตร Enrichment English Programme: (EEP) เพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างของผู้ปกครอง

English Program (EP) เน้นการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการเรียนวิชาหลัก คือ Math, Science,  English, Health & PE โดยครูชาวต่างชาติและมีกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่ส่งเสริมทักษะการคิดและการแก้ปัญหาในบริบทสังคมโลก (Global Citizen) ในระดับประถมศึกษา

Premium English Course (PEC) มุ่งพัฒนาภาษาอังกฤษครบทุกทักษะ และเพิ่ม Remedial Class กับครูต่างชาติสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อให้นักเรียนมั่นใจและใช้ภาษาได้จริง

หลักสูตร วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ตามแนวทาง สสวท. Science Technology and Mathematics Program (STAMP) เน้นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ตอบโจทย์การสร้างนักคิดและนวัตกรรุ่นใหม่ โดยยังคงเสริมภาษาอังกฤษควบคู่

ห้องเรียนพิเศษ Enrichment English Programme (EEP) ในระดับมัธยมศึกษาส่งเสริมทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษขั้นสูงมีเป้าหมายในการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารและการเรียนรู้ สอนโดยครู native speakers ในรายวิชาพื้นฐาน Math, Science, Health, Physical Education, Competing Science and Fundamental English วิชาเพิ่มเติมที่จัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ และรายวิชาภาษาต่างประเทศที่ 2

ดร.สุภลักษณ์ ทิ้งท้ายว่า “เป้าหมายสูงสุดของเราคือให้นักเรียนทุกคนสื่อสารภาษาอังกฤษได้ตามระดับความสามารถ และใช้ภาษาเป็น ‘Cutting Point’ หรือจุดเด่นที่ทำให้แตกต่างในอนาคต ไม่ว่าจะเรียนต่อหรือทำงาน เราอยากเห็นเด็กๆ เติบโตเป็นคนเก่ง คนดี และมีคุณภาพพร้อมเผชิญโลกกว้าง”

​จุฬาฯ – ก.แรงงาน ผนึกพัฒนาทักษะกำลังคนสู่แรงงานคุณภาพ

​จุฬาฯ – ก.แรงงาน ผนึกพัฒนาทักษะกำลังคนสู่แรงงานคุณภาพ

​จุฬาฯ – ก.แรงงาน ผนึกพัฒนาทักษะกำลังคนสู่แรงงานคุณภาพ

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับกระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อยกระดับศักยภาพกำลังคนของประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน เมื่อวันพุธที่ 8 ตุลาคม 2568 ณ ห้อง 202  อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีลงนามและกล่าวแสดงความยินดี

จากนั้น ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ และ นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงแรงงาน ลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยมี รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ รองอธิการบดีจุฬาฯ  และ นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการและการวิจัยของจุฬาฯ กับประสบการณ์ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อร่วมกันยกระดับสมรรถนะของกำลังแรงงานให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาทักษะอาชีพและการเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างแรงงานคุณภาพของประเทศ

“การพัฒนาประเทศต้องพัฒนาให้คนมีความรู้ความสามารถ แรงงานคือพลังและเป็นรากฐานระดับประเทศ ความรู้ไม่ได้อยู่ในห้องเรียนหรือยู่ในระดับปริญญา แต่เป็นความรู้จากทุกศาสตร์ และจุฬาฯ มีความรู้จากทุกศาสตร์ ซึ่งจะอยู่ติดตัว สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาตนเอง สร้างรายได้อย่างยั่งยืน และพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวมต่อไป” ศ.ดร.วิเลิศ กล่าว

ด้าน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า สาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจนี้ ครอบคลุมความร่วมมือด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมและการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ การส่งเสริมการเทียบโอนสมรรถนะจากการฝึกอบรมและประสบการณ์ทำงานเข้าสู่ระบบธนาคารหน่วยกิตของจุฬาฯ และการสนับสนุนให้นิสิตเข้าฝึกงานกับสถานประกอบการที่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน

นอกจากนี้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวย้ำว่า เป็นโอกาสดีที่จุฬาฯ ได้ร่วมกับกระทรวงแรงงานเพื่อช่วยให้แรงงานได้เพิ่มทักษะที่มีความจำเป็นต่อกลุ่มพี่น้องประชาชนรวมทั้งกลุ่มเปราะบาง ขณะนี้ภาคธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างธุรกิจก็เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เราต้องพัฒนาคนให้ตอบโจทย์ให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงต่อไปในอนาคต

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดฝึกซ้อมนักแสดงกับระบบเทคนิคพิเศษเตรียมความพร้อมสู่การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดฝึกซ้อมนักแสดงกับระบบเทคนิคพิเศษเตรียมความพร้อมสู่การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดฝึกซ้อมนักแสดงกับระบบเทคนิคพิเศษเตรียมความพร้อมสู่การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.34 น.

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดฝึกซ้อมนักแสดงกับระบบเทคนิคพิเศษเตรียมความพร้อมสู่การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน “สัตยาพาลี” 6 พ.ย. – 8 ธ.ค.นี้ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทำการฝึกซ้อมนักแสดงกับระบบเทคนิคพิเศษ ที่บริษัท บ้านริก จำกัด เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ประจำปี 2568 เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน สัตยาพาลี 

โดยมี รศ.ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) ผู้กำกับการเเสดง กล่าวถึง การแสดงในปี 2568 เน้นในเรื่องของความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ และความสามัคคี แสดงให้เห็นถึง หากไม่มีความกตัญญูรู้คุณจะก่อให้เกิดความหายนะตามมามากมาย ยกตัวอย่างถึง ทรพีซึ่งเป็นคนเก่งที่มีเทวดาประจำกายคุ้มครองดูแลอยู่ แต่ไม่สำนึกในบุญคุณ  จึงก่อให้เกิดผลเสียตามมา รวมถึงการเสียสัตย์ของพญาพาลีวานรผู้เป็นกษัตริย์แห่งเมืองขีดขิน เป็นที่มาของเรื่องราวมากมาย 

สำหรับตอน “สัตยาพาลี” มีการจัดแสดงจำนวนถึง 10 ฉาก ซึ่งการซ้อมในวันนี้อุ่นเครื่องให้สื่อมวลชนได้เก็บภาพบรรยากาศเบื้องหลังมาฝากผู้ชม ในฉากพาลีรบกับทศกัณฐ์ซึ่งแปลงเป็นปูยักษ์ เพื่อหวังสังหารองคตในพิธีลงสรงแต่ถูกพาลีจับได้ และทำการซ้อมฉากพาลีรบสุครีพ รวมถึงซ้อมการขึ้นรอกสลิงของหนุมาน ชมพูพาน นิลนนท์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเอกของเรื่อง ให้เกิดความพร้อมต่อการแสดงอย่างสมบูรณ์แบบ นักแสดงและทีมงานได้ฝึกซ้อมการแสดงกับระบบเทคนิคพิเศษ รวมถึงการขึ้นรอกสลิงจนเกิดความคุ้นชิน เพื่อสามารถถ่ายทอดการแสดงได้อย่างสมบูรณ์แบบ แสดงโดยนักแสดงเยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกและฝึกซ้อมจากครูผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์จนมีฝีมือการร่ายรำงดงามถูกต้องตามจารีต 

การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน “สัตยาพาลี” เป็นเรื่องราวของพญาพาลีวานรผู้เป็นกษัตริย์แห่ง  เมืองขีดขิน ซึ่งเสียคำสัตย์เพราะความหลงผิด แต่ภายหลังระลึกได้จึงสำนึกและยอมรับโทษ ชี้ให้เห็นคุณของความกตัญญูและโทษของความไม่รักษาสัตย์ และกล่าวถึงหน้าที่ของแต่ละบุคคลที่ต้องตั้งใจปฏิบัติงานด้วยความจงรักภักดีต่อแผ่นดินและผู้มีพระคุณ การต่อสู้ของทศกัณฐ์และพระราม (อวตารของพระนารายณ์) ย้ำให้มั่นใจว่าผู้มีจิตใจชั่วร้ายแม้จะมีอิทธิฤทธิ์มากมายปานใด ก็ไม่สามารถดำรงตนไปได้นาน ฝ่ายผู้ยึดมั่นในธรรมะ แม้จะเผชิญอุปสรรคใดๆ ก็จะชนะฝ่ายอธรรมเสมอ       

ส่วนเรื่องราวจะสนุกเข้มข้นอย่างไร ความพิเศษของฉากจะยิ่งใหญ่อลังการขนาดไหนนั้น ติดตามรับชมได้ในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” เปิดจำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์www.thaiticketmajor.com โทร. 0-2262-3456 บัตรราคา 2,000 บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท,   800 บาทและ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา200 บาท)  

สำหรับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ดำเนินการจัดการแสดงโขนขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และให้ประชาชนชาวไทยได้ชื่นชมความงดงามของศิลปะดั้งเดิมของไทยหลากหลายแขนงในการแสดงโขน โดยสิ่งที่เป็นขวัญกำลังใจในการดำเนินงาน คือพระราชดำรัสเกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปะแขนงนี้ว่า “ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน” นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ ความพิเศษของโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ คือการรวบรวมองค์ความรู้จากครูผู้เชี่ยวชาญทุกสาขา ทั้งโขน ละคร ดนตรี คีตศิลป์ ร่วมกันทำงานด้วยความวิริยะอุตสาหะ ทุกขั้นตอนทำด้วยความประณีต การแสดงจึงออกมางดงาม โดยนักแสดงซึ่งเป็นเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกและได้ฝึกฝนจนเกิดความชำนาญจากครูผู้เชี่ยวชาญ เป็นการส่งเสริมให้เยาวชนได้มีโอกาสฝึกฝีมือและได้มีโอกาสแสดงความสามารถตามที่ถนัด อีกทั้งเพื่อเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนเป็นผู้ร่วมรักษาและสืบสานศิลปะการแสดงโขน สมดังพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สืบไป 

ไทยพีบีเอสจัดเวที ‘รู้สู้ภัย รวมใจเตือนภัยพิบัติ’ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย

ไทยพีบีเอสจัดเวที 'รู้สู้ภัย รวมใจเตือนภัยพิบัติ' ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย

ไทยพีบีเอสจัดเวที ‘รู้สู้ภัย รวมใจเตือนภัยพิบัติ’ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.22 น.

ไทยพีบีเอส โดยสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ จัดเวที “รู้สู้ภัย รวมใจเตือนภัยพิบัติ” ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การเตือนภัย และการรับมือกับภัยพิบัติ ผ่านประสบการณ์จริงจากพื้นที่ 

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดยสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ภูมิภาคกรุงเทพฯ และปริมณฑล และภูมิภาคตะวันออก จัดกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย “รู้สู้ภัย รวมใจเตือนภัยพิบัติ” เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 ณ Convention Hall 2 ไทยพีบีเอส

ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. กล่าวเปิดกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย ในหัวข้อ “รู้สู้ภัย รวมใจเตือนภัยพิบัติ” โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของสื่อสาธารณะที่ให้ความสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้และการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในสังคมไทย ซึ่งในปีนี้ได้ดำเนินงานตามวาระหลักทั้งหมด 5 ประเด็น ได้แก่ 1.ภัยพิบัติ 2.สุขภาพจิตและสังคม 3.การส่งเสริมท้องถิ่นให้เข้มแข็ง 4.การตรวจสอบข้อมูลข่าวสารและป้องกันข่าวปลอม (Fake News) 5.ปัญหาคอร์รัปชัน

ในฐานะนักมานุษยวิทยา ดร. นพ.โกมาตร ได้ศึกษาเรื่องการปรับตัวของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ โดยเน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญเรื่อง “ความเสี่ยง” และ “ความเปราะบาง” ของชุมชน โดยชี้ว่าหากสามารถป้องกันภัยได้ ก็ควรดำเนินการทันที เช่น การบริหารจัดการระบบแก้มลิง หรือการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ไม่อาจป้องกันภัยได้ทั้งหมด แต่สามารถลดความรุนแรงและความเสียหายได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “การสร้างพลังและความร่วมมือในชุมชน” หากชุมชนที่มีระบบเตือนภัยและการรับมือที่เข้มแข็ง เช่นมีการเตรียมความพร้อมสำหรับรับมือกับน้ำท่วมและแผ่นดินไหว รวมถึงระบบการสื่อสารภายในชุมชนที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติได้

ไทยพีบีเอส โดยสำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะ ยังได้สนับสนุนบทบาทของนักข่าวภาคพลเมือง ผ่านการนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร รายงานผลกระทบเกี่ยวกับภัยพิบัติ รวมถึงการเปิดเวทีสื่อสารใน “สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ” เพื่อขยายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับมือภัยพิบัติอย่างเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

คุณนิตยา กีรติเสริมสิน ผู้ประกาศข่าว และนักสื่อสารด้านการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติจากไทยพีบีเอส ได้นำเสนอภาพรวมของสถานการณ์ภัยพิบัติในประเทศไทย โดยกล่าวว่า ปี 2023 ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติ อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปรากฏการณ์เอลนีโญที่ส่งผลกระทบอย่างชัดเจน และภายในปี 2100 โลกจะเผชิญกับภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

ย้อนกลับไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องสูญเสียชีวิตประชาชนจากภัยพิบัติกว่า 10,000 คน โดยเฉพาะเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 และภัยพิบัติที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในทุกปี “น้ำท่วม” เป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในประเทศไทย และเกิดขึ้นทุกปีตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีการสูญเสียในด้านเศรษฐกิจในระดับสูง ขณะที่งบประมาณของรัฐส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการจัดการผลกระทบภายหลังเกิดเหตุ แต่ยังคงมีข้อจำกัดในกระบวนการทำงานของภาครัฐ หากสามารถวางมาตรการป้องกันล่วงหน้าได้ จะถือเป็นโอกาสสำคัญในการลดความสูญเสีย

ภายในงานยังมีการเสวนาในหัวข้อ “การรับมือภัยพิบัติ” โดย คุณประเชิญ คนเทศ ผู้จัดการมูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีน จังหวัดนครปฐม ได้กล่าวถึงการบริหารจัดการภัยพิบัติในระดับพื้นที่ว่า หัวใจสำคัญของการทำงาน คือการมีแผนงานที่เป็นระบบและสามารถคาดการณ์ได้ ซึ่งได้ถูกพัฒนาผ่านประสบการณ์การทำงานต่อเนื่องมากว่า 25 ปี  ดำเนินงานโดยอาศัยกลไกภาคีเครือข่ายในพื้นที่ มีการสรุปฉากทัศน์ (scenario) กำหนดไทม์ไลน์ของสถานการณ์น้ำเองว่า น้ำจะมาทางไหน ช่วงเวลาใด ต้องมีการเฝ้าระวังล่วงหน้าอย่างไร พร้อมทั้งจัดให้มีการซ้อมแผนเผชิญเหตุจริงเป็นประจำ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เข้าร่วม เป็นการทำงานเชิงระบบในระดับจังหวัด ที่เกิดจากการบูรณาการระหว่างชุมชน ท้องถิ่น และหน่วยงานรัฐ เพื่อให้การรับมือกับภัยพิบัติในพื้นที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งนครปฐมถือเป็นจังหวัดนำร่องของภาคกลางในการจัดการภัยพิบัติด้านน้ำ 

คุณณัฏฐ์ฤพงศ์ ภูบัวเพชร ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดนครปฐม กล่าวถึงการสื่อสารและการแจ้งเตือนภัยพิบัติว่า การคาดการณ์และแจ้งเตือนภัย โดยเฉพาะในกรณีของพายุสามารถติดตามเส้นทางและแจ้งเตือนได้ล่วงหน้า พร้อมทั้งเน้นว่าการสื่อสารต้องไม่สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน และขณะนี้ประเทศไทยมีสถานีวัดปริมาณน้ำฝนมากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งข้อมูลที่ได้จากสถานีเหล่านี้ได้นำมาวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง โดยกรมอุตุนิยมวิทยาได้พัฒนาระบบให้สามารถคาดการณ์ได้ในระดับตำบล เพิ่มความแม่นยำของข้อมูล สามารถนำไปใช้งานจริงได้ในระดับพื้นที่ โดยข้อมูลที่วิเคราะห์แล้วจะถูกนำไปเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของกรมอุตุนิยมวิทยา และส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้วางแผนรับมือภัยพิบัติได้อย่างเหมาะสม

ในช่วงบ่าย มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในรูปแบบ Focus Group โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มตามหัวข้อสำคัญ ได้แก่ กลุ่มที่ 1 การสื่อสารแจ้งเตือนภัยพิบัติ กลุ่มที่ 2 การจัดการภัยพิบัติ กลุ่มที่ 3 การรับมือหลังเกิดเหตุภัยพิบัติ ภายหลังการอภิปราย ผู้แทนจากแต่ละกลุ่มได้นำเสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะร่วมกัน ก่อนจะเข้าสู่การสรุปและปิดกิจกรรมในช่วงท้าย

ทั้งนี้ ไทยพีบีเอส พร้อมทำหน้าที่ในการสื่อสารข้อมูลภัยพิบัติอย่างรอบด้าน และร่วมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ไทยพีบีเอส ได้ที่ http://www.thaipbs.or.th/Sapa 

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

พสกนิกรชาวไทยทั่วปท. น้อมรำลึกร.9 วันนวมินทรมหาราช

พสกนิกรชาวไทยทั่วปท. น้อมรำลึกร.9 วันนวมินทรมหาราช

พสกนิกรชาวไทยทั่วปท. น้อมรำลึกร.9 วันนวมินทรมหาราช

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พสกนิกรชาวไทยทั่วปท. น้อมรำลึกร.9 วันนวมินทรมหาราช พร้อมใจใส่เสื้อเหลือง ทำบุญตักบาตรถวาย นายกฯนำวางพวงมาลา

พสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ ร่วมใจกันใส่เสื้อเหลือง ทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องใน“วันนวมินทรมหาราช”ประจำปี 2568 วันคล้ายวันสวรรคต รัชกาลที่ 9 ขณะที่นายกฯ“อนุทิน”นำคณะรัฐมนตรีวางพวงมาลาเนื่องใน วันนวมินทรมหาราช ที่อุทยานเฉลิมพระเกียรติร.9

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 มีรายงานข่าวว่าเมื่อช่วงเช้า หลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ได้มีการจัดพิธีเนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ ภาคเอกชน ประชาชน รวมถึงหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมพิธี ดังนี้

โดยบริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติ ร.9 เวลา 08.45 น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีวางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568 ที่อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ถวายความเคารพพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ แล้ววางพวงมาลาจำนวน 2พวง ในนามนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ก่อนถ่ายภาพหมู่ร่วมกับคณะรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายในบริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติ ร.9 มีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ ภาคเอกชน รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ประชาชน นักเรียน นิสิตนักศึกษา และพรรคการเมือง ร่วมถวายพวงมาลา เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ขณะที่ในเวลา 17.00น. นายอนุทิน และคู่สมรส จะเฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลวันนวมินทรมหาราช พุทธศักราช 2568 ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง

ที่ จ.เชียงใหม่ ช่วงเช้า ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าฯเชียงใหม่ นำส่วนราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ และพสกนิกรชาวจังหวัดเชียงใหม่ทุกหมู่เหล่า ร่วมน้อมรำลึกถึงวันคล้ายวันสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี เนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” ประจำปี 2568

ในการนี้ นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าฯนำทุกภาคส่วนประกอบพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์ และทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล โดยมี พระเทพมังคลาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าอาวาสวัดท่าตอนฯ นำพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 89 รูป ออกรับบิณฑบาตจากประชาชน

จากนั้นได้นำส่วนราชการและหน่วยงานต่างๆ ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ พร้อมกล่าวถวายราชสดุดีและยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 89 วินาที เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยตลอดมา

จ.พิษณุโลก ช่วงเช้า ที่โดมอเนกประสงค์ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าฯพิษณุโลก รักษาราชการแทนผู้ว่าฯพิษณุโลก เป็นประธานพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล พระสงฆ์ 89 รูป และ พิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ประชาชนชาวจังหวัดพิษณุโลกพร้อมใจใส่เสื้อสีเหลือเข้าร่วมพิธี

ที่ จ.ชัยนาท นายนที มนตริวัต ผู้ว่าฯชัยนาท เป็นประธานพิธีสวดพระพุทธมนต์ และทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศล พระสงฆ์จำนวน 89 รูป เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568 โดยมีศาล อัยการ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท ตำรวจ ทหาร ส่วนราชการ และประชาชนชาวชัยนาท พร้อมใจใส่เสื้อสีเหลือง ร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย โดยมีพระราชวชิรกิจจาทร เจ้าคณะจังหวัดชัยนาท เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ที่บริเวณเขื่อนเรียงหิน หน้าศาลากลางจังหวัดชัยนาท

จ. นครราชสีมา ที่บริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าฯนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตร ข้าวสาร อาหารแห้ง แด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม 2568 โดยมีพระเทพสีมาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ประธานฝ่ายสงฆ์ นำพระภิกษุสามเณรจำนวน 89 รูป รับบิณฑบาตสิ่งของจากหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการพลเรือน ตุลาการ ทหาร ตำรวจ โดยพสกนิกรพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีเหลือง เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ ในโอกาสนี้ ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา นำผู้นำองค์กรปกครองท้องถิ่น หัวหน้าส่วนงานท้องถิ่น, เทศบาลนครนครราชสีมา พร้อมด้วยประชาชนที่ต่างสวมใส่เสื้อผ้าสีเหลือง สตรีชุดไทยเข้าร่วมกว่า 500 คน

จ.บึงกาฬ ที่วัดป่าโชติรสธรรมากร บึงสวรรค์ ต.บึงกาฬ อ.เมือง จ.บึงกาฬ นายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผู้ว่าฯบึงกาฬ รักษาราชการแทนผู้ว่าฯบึงกาฬ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในวันนวมินทรมหาราช วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคมโดยได้รับเมตตาจากพระวชิรศาสนคุณ (หลวงปู่พวน ชุตินฺธโร)เจ้าคณะจังหวัดบึงกาฬ ฝ่ายธรรมยุติ และเจ้าอาวาสวัดเนินแสงทอง อ.เซกา จ.บึงกาฬ เป็นประธานสงฆ์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์รวม 10 รูป มีรองผู้ว่าฯ, หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนพสกนิกรทุกหมู่เหล่าร่วมในพิธี

จ. อุทัยธานี ที่วัดมณีสถิตกปิฏฐาราม (วัดทุ่งแก้ว) พระอารามหลวง อ.เมือง จ.อุทัยธานี นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ผู้ว่าฯอุทัยธานี เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพิธีสวดพระพุทธมนต์ บำเพ็ญพระราชกุศลคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ “วันนวมินทรมหาราช” โดยมีพระราชอุทัยโสภณ เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีนายอลงกรต วรกรี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ข้าราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ พนักงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพสกนิกรทุกหมู่เหล่า พร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีเหลือง ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพียง

จากนั้น ผู้ว่าฯอุทัยธานี ได้นำพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมกันทำบุญใส่บาตรข้าวสารอาหารแห้ง แด่พระภิกษุสงฆ์จำนวน 89 รูป เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล จากนั้นที่บริเวณวงเวียนหอนาฬิกา ได้มีพิธีวางพวงมาลาเบื้องหน้า พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

จ.นครนายก ช่วงเช้า ณ ลานอเนกประสงค์เขื่อนขุนด่านปราการชล ต.หินตั้ง อ.เมือง จ.นครนายก โดยมีนายสุรัตน์ เข็มนาค นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวและบริการนครนายก เป็นประธานในพิธี“ใส่บาตรเพื่อพ่อ 2568 วันนวมินทรมหาราช” พร้อมด้วย นายจักราวุธ สุทธรวิภาต ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาขุนด่านปราการชล หน่วยงานราชการ ผู้นำชุมชน คณะกรรมการสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการจังหวัดนครนายกและประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

สำหรับกิจกรรมงานประเพณี “ใส่บาตรเพื่อพ่อ 2568 วันนวมินทรมหาราช”โดยมีพระภิกษุพร้อมบริเวณพิธี 109 รูป เริ่มพิธีสงฆ์ ถวายจตุปัจจัย รับศีล รับพร ก่อนจะเดินรับบิณฑบาตกับประชาชน ณ ลานอเนกประสงค์ เขื่อนขุนด่านปราการชล และที่บริเวณเวทีมีการแสดงดนตรี พร้อมอาหารอร่อยของดี (OTOP) นครนายก และร้านดังๆอีกมากมายกว่า 150 บูธ ให้ประชาชนได้มาเที่ยวและชิมอาหาร

​แน่นทั้ง 3 ฮอลล์! ‘มหกรรมหนังสือฯครั้งที่ 30’ปลุกพลังนักอ่านทั่วประเทศ

​แน่นทั้ง 3 ฮอลล์! 'มหกรรมหนังสือฯครั้งที่ 30'ปลุกพลังนักอ่านทั่วประเทศ

​แน่นทั้ง 3 ฮอลล์! ‘มหกรรมหนังสือฯครั้งที่ 30’ปลุกพลังนักอ่านทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.22 น.

แน่นทั้ง 3 ฮอลล์! “มหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ 30”ปลุกพลังนักอ่านทั่วประเทศ อินฟลู-ครีเอเตอร์-Tiktoker สายอ่าน คนแห่ร่วมงาน ที่ศูนย์ฯสิริกิติ์ จนกลายเป็นไวรัลแห่งปี!

5 วันแรกที่ไม่ธรรมดา! Book Expo Thailand 2025 คนแน่นทุกวันตั้งแต่เปิดงาน แถมยังกลายเป็นจุดนัดพบของเหล่า อินฟลูเอนเซอร์-ครีเอเตอร์-Tiktoker สายหนังสือ ที่มาร่วมแชร์พลัง “ป้ายยาหนังสือ” กันแบบข้ามเจนฯ จนโซเชียลสะเทือน ทำให้ “การอ่าน” กลับมา “เท่” ที่สุด! ในรอบปี

นายณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เผยว่า “ปีนี้ดีใจมากที่เห็นคนรุ่นใหม่อายุ 15 ปีขึ้นไปมาร่วมงานจำนวนมาก ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าคนรุ่นใหม่ยังอ่าน และยังเชื่อในพลังของหนังสือจริงๆ”

ภายในงานยังเต็มไปด้วยเทรนด์ใหม่แห่งยุค ทั้งโซน E-book และ E-Reader ที่ช่วยให้การอ่านสะดวกขึ้นแต่ยังคงเสน่ห์ของหนังสือเล่มจริงไว้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่กลิ่นกระดาษใหม่ เสียงพลิกหน้า ไปจนถึงการได้ลายเซ็นจากนักเขียนในดวงใจ

นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์ที่คนรักหนังสือห้ามพลาด! การกลับมาของหุ่นมือในตำนาน “เจ้าขุนทอง” เวที Author’s Salon ที่แน่นไปด้วยนักเขียนและคนดังสายอ่าน รวมถึงเหล่าอินฟลูสายหนังสือ-Tiktoker ที่แห่มาสร้างคอนเทนต์สุดครีเอทีฟจนกลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์

พร้อมเวทีการประกวดระดับประเทศ PUBAT Contest 3 รายการสุดยิ่งใหญ่ ได้แก่ การเล่านิทาน การแต่งเพลงส่งเสริมการอ่าน และการโต้วาทีระดับมัธยมศึกษา ซึ่งปีนี้ได้รับความสนใจจากเยาวชนทั่วประเทศเข้าร่วมอย่างล้นหลาม

เหลือเวลาอีกเพียง 6 วันสุดท้าย! ก่อนงานปิดงานในวันที่ 19 ตุลาคมนี้เท่านั้น!

อย่าพลาดมาสัมผัส “พลังแห่งตัวอักษรและเสียงดนตรี” ในงาน Book Expo Thailand 2025 – Melody of Books : อ่านหรือยัง ฟังหรือเปล่า

ตั้งแต่วันนี้ – 19 ตุลาคม 2568

ฮอลล์ 5 – 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เวลา 10.00 – 21.00 น.

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Thai Book Fair

#BookExpoThailand2025 #MelodyOfBooks #อ่านหรือยังฟังหรือเปล่า #PUBAT

……………

Footage: มหกรรมหนังสือฯ วันที่ห้า (13 ต.ค.68)

‘นายกสภาทนายความ’พร้อมคณะร่วมพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568

'นายกสภาทนายความ'พร้อมคณะร่วมพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568

‘นายกสภาทนายความ’พร้อมคณะร่วมพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.51 น.

นายกสภาทนายความ พร้อมคณะร่วมพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568 เพื่อน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

เมื่อเวลา 07.15 น.วันที่ 13 ตุลาคม 2568 ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ นายสมศักดิ์ อัจจิกุล เลขาธิการ นายวิชาญ ทองรัก อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ นายเจษฏา ปิยะสุวรรณวานิช อุปนายกฝ่ายต่างประเทศ นายชัยวัฒน์ ศรีคชา อุปนายกฝ่ายสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ นายจิระพันธ์ ยานะเรือง กรรมการวิจัยและพัฒนากฎหมาย นางนภัสสร พิมพ์พืช กรรมการบริหารสภาทนายความ ภาค 6 และเจ้าหน้าที่สภาทนายความ วางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” 13 ตุลาคม 2568 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

‘รมว.นฤมล’นำศธ.จัดพิธีทำบุญตักบาตร ‘วันนวมินทรมหาราช’น้อมรำลึกในหลวงร.9

'รมว.นฤมล'นำศธ.จัดพิธีทำบุญตักบาตร 'วันนวมินทรมหาราช'น้อมรำลึกในหลวงร.9

‘รมว.นฤมล’นำศธ.จัดพิธีทำบุญตักบาตร ‘วันนวมินทรมหาราช’น้อมรำลึกในหลวงร.9

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.49 น.

“รมว.นฤมล“นำ ศธ.จัดพิธีทำบุญตักบาตร วันนวมินทรมหาราช น้อมรำลึก เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ในหลวงรัชกาลที่ 9 

13 ตุลาคม 2568 เวลา 7.09 น. กระทรวงศึกษาธิการ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “วันนวมินทรมหาราช” โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการการเมือง ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมพิธีในเพื่อเป็นการถวายความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

โดย ศ.ดร.นฤมล ได้จุดเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จากนั้น นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ศธ. ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ฯ และทำบุญตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 89 รูป ตามลำดับ

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล และนายองอาจ เดินทางไปยังอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กรุงเทพฯ เพื่อร่วมคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ในพิธีวางพวงมาลาเนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568