​‘ชั่วโมงที่ 800 สืบ ศิลป์ สยาม’ นิทรรศการผลงานศิลปะไทยโบราณ สืบสาน – ส่งเสริมองค์ความรู้งานช่างศิลป์ไทย

​‘ชั่วโมงที่ 800 สืบ ศิลป์ สยาม’ นิทรรศการผลงานศิลปะไทยโบราณ สืบสาน - ส่งเสริมองค์ความรู้งานช่างศิลป์ไทย

​‘ชั่วโมงที่ 800 สืบ ศิลป์ สยาม’ นิทรรศการผลงานศิลปะไทยโบราณ สืบสาน – ส่งเสริมองค์ความรู้งานช่างศิลป์ไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานเปิดโครงการ “ชั่วโมงที่ 800 สืบ ศิลป์ สยาม” นิทรรศการแสดงผลงานศิลปะไทยโบราณช่างสิบหมู่ ประจำปี 2568 โดยมี นายอิทธิพงศ์ จักษ์ตรีมงคล ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล ศาลายา ผู้บริหารบริษัท ซินโปรเทค จำกัด ศูนย์การเรียนรู้ภูทองวิลเลจ จ.นครสวรรค์ และอาจารย์ นักศึกษา เข้าร่วม ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ศาลายา จ.นครปฐม

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร. กล่าวว่า โครงการ “ชั่วโมงที่ 800 สืบ ศิลป์ สยาม” จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานของผู้เรียน ซึ่งเกิดการฝึกฝนทักษะและสะสมประสบการณ์ตลอดระยะเวลา 8 เดือน และเป็นเวทีสร้างแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบให้กับผู้ที่สนใจในศิลปะไทยโบราณ อีกทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างช่างศิลป์และผู้รักในงานศิลป์ด้วยกัน

นางณัฐนันท์ ทวีโภค ประธานองค์กรนักศึกษาศิลปะไทยโบราณช่างสิบหมู่ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) กล่าวว่า ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) ได้ดำเนินการจัดการเรียนรู้และฝึกอบรมหลักสูตรศิลปะไทยโบราณช่างสิบหมู่หลักสูตร 800 ชั่วโมง อันมุ่งหมายเพื่อสืบสานอนุรักษ์ และส่งเสริมองค์ความรู้ด้านงานช่างศิลป์ไทย ซึ่งเป็นมรดกทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอันล้ำค่าโดยยึดแนวทางตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และสืบสานงานช่างศิลปกรรมไทยโบราณ ทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงการศึกษา ตอนสนองต่อแนวนโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิตของกรมส่งเสริมการเรียนรู้อย่างแท้จริง

สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) ได้ดำเนินการฝึกอบรมหลักสูตรศิลปะไทยโบราณช่างสิบหมู่ แบ่งเป็น 3 หมู่วิชา ได้แก่ 1.หมู่ช่างเขียน วิชาจิตรกรรมไทย 2.หมู่ช่างปั้น วิชาประติมากรรมไทย 3.หมู่ช่างหุ่น วิชาหุ่นหัวโขน รวมทั้งสิ้น 8 กลุ่มดำเนินการเรียนการสอนทั้งที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) และภาคีเครือข่าย ได้แก่ ศูนย์การเรียนรู้ภูทองวิลเลจ จ.นครสวรรค์ เรือนจำกรุงเทพมหานคร และเรือนจำยโสธร จ.ยโสธร มีผู้เรียนจำนวน 222 คน และสำเร็จจำนวน 186 คน คิดเป็นร้อยละ 83.79

​‘GEM Report 2025’ ยกระดับศักยภาพ MSMEs แข่งขันได้ในตลาดโลก

​‘GEM Report 2025’ ยกระดับศักยภาพ MSMEs แข่งขันได้ในตลาดโลก

​‘GEM Report 2025’ ยกระดับศักยภาพ MSMEs แข่งขันได้ในตลาดโลก

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดงานสัมมนา “สถานการณ์ความเป็นผู้ประกอบการไทยและโลก ประจำปี 2568 (GEM Report 2025)” ภายใต้โครงการสำรวจข้อมูลตามแนวทาง GEM (Global Entrepreneurship Monitor) ซึ่งเป็นเครือข่ายการศึกษาระดับนานาชาติที่ใช้ร่วมกันในหลายประเทศทั่วโลก การสัมมนาครั้งนี้ได้นำเสนอผลการวิจัยจากการประเมินสังคมผู้ประกอบการ โดยใช้ข้อมูลจาก GEM ครอบคลุมทั้งมิติทัศนคติของประชาชน ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม และระดับการมีส่วนร่วมของคนไทยในกิจกรรมเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการ ข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการกำหนดนโยบายและมาตรการ เพื่อยกระดับศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดย่อย (MSMEs) ให้แข็งแรง พร้อมก้าวสู่การแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ

ดร.วุฒนิพงษ์ วราไกรสวัสดิ์ คณบดีคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ ม.กรุงเทพ ว่า การยกระดับศักยภาพของ MSMEs ต้องเริ่มจากการสร้างสังคมผู้ประกอบการที่มั่นคง จำเป็นต้องอาศัยการวัดผลอย่างเป็นระบบ โดยใช้ดัชนี TEA เป็นเครื่องมือสะท้อนระดับกิจกรรมผู้ประกอบการและศักยภาพในมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยให้การกำหนดนโยบายและมาตรการสนับสนุนเป็นไปอย่างถูกต้องและยั่งยืน ในส่วนของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในฐานะมหาวิทยาลัย Practical University  ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง เราพร้อมเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนการสร้างสังคมผู้ประกอบการ ที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป”

ด้าน ลลนา เถกิงรัศมี ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงทั้งในประเทศและต่างประเทศ การสร้าง “สังคมผู้ประกอบการ” ที่เข้มแข็งจึงเป็นหัวใจสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ งานวิจัย GEM 2025 ที่จัดทำโดย สสว. และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ พบว่าคนไทยราว 70% มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมในระบบนิเวศผู้ประกอบการ และประมาณ 1 ใน 3 เข้ามามีบทบาทในฐานะเจ้าของธุรกิจ ขณะที่กว่า 15% อยู่ในขั้นเริ่มต้นการก่อตั้งธุรกิจใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติเชิงบวกต่อการเป็นผู้ประกอบการ การมองเห็นโอกาส และการได้รับแรงสนับสนุนจากสังคม วัฒนธรรม และภาครัฐ ข้อมูลเหล่านี้จึงถือเป็นรากฐานสำคัญต่อการกำหนดนโยบายและการเสริมสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนต่อไป”

การสร้างสังคมผู้ประกอบการที่เข้มแข็งและยั่งยืน ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการขับเคลื่อนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสังคมโดยรวม เพื่อร่วมกันวางรากฐานและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จึงถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ ที่จะทำให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานได้อย่างมีพลังและเห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และทีมวิจัย พร้อมเปิดกว้างและรับฟังทุกความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมสัมมนา เพราะเสียงของทุกท่าน คือ ส่วนสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มงานวิจัย และต่อยอดสู่แนวทางการพัฒนาที่สมบูรณ์ เพื่อสร้างประโยชน์ต่อระบบนิเวศผู้ประกอบการไทยในอนาคต

​รวมพลังภาคีผลิตกำลังคนอาชีวะสมรรถนะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรม เศรษฐกิจประเทศ

​รวมพลังภาคีผลิตกำลังคนอาชีวะสมรรถนะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรม เศรษฐกิจประเทศ

​รวมพลังภาคีผลิตกำลังคนอาชีวะสมรรถนะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรม เศรษฐกิจประเทศ

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานพิธีเปิดงาน “มหกรรมรวมพลังภาคีเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา” พร้อมลงนามความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและภาคเอกชน 44 แห่ง ณ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. เปิดเผยว่า การจัดงาน “มหกรรมรวมพลังภาคีเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา” เพื่อแสดงพลังความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชน 44 แห่ง ภายใต้คณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) 35 กลุ่ม ทั้งในและต่างประเทศ

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่าง สอศ. กับภาคีเครือข่าย โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อขยายความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนและการจัดการเรียนรู้ระบบทวิภาคีให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ความร่วมมือในวันนี้จะช่วยให้การผลิตกำลังคนเป็นไปอย่างมีทิศทาง ตอบสนองความต้องการของประเทศในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น เกษตรกรรม ธุรกิจและบริการ สุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ พาณิชยกรรม และการท่องเที่ยว รวมถึงการรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในกลุ่ม S-Curve และ New S-Curve

“สอศ. ไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาความร่วมมือร่วมภาคประกอบการ ส่งเสริมการพัฒนาครูให้ก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า พัฒนาหลักสูตรให้ตอบโจทย์และตรงกับความต้องการเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะที่พร้อมทำงานได้ทันที ซึ่งการขับเคลื่อนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี สอศ. ได้ดำเนินความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายแล้วกว่า 20,000 แห่ง อย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี โดยผู้เรียนอาชีวะจะได้รับทักษะที่ตรงกับความต้องการ มีรายได้ระหว่างเรียน ที่สำคัญคือจบแล้วมีงานทำ 100% แน่นอน โดย สอศ. พร้อมที่จะสนับสนุนและขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อส่งต่อกำลังคนอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพสู่ภาคประกอบการ และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

​สกสว.จัดเวทีแจงเป้าหมายหนุนงบประมาณกองทุน ววน. มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจสังคมไทยสู่ความสมดุลและยั่งยืน

​สกสว.จัดเวทีแจงเป้าหมายหนุนงบประมาณกองทุน ววน. มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจสังคมไทยสู่ความสมดุลและยั่งยืน

​สกสว.จัดเวทีแจงเป้าหมายหนุนงบประมาณกองทุน ววน. มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจสังคมไทยสู่ความสมดุลและยั่งยืน

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดการประชุมชี้แจงเป้าหมายการสนับสนุนงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และแนวทางการจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ณ โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก

น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า กระทรวง อว.มุ่งสร้างกลไกงบประมาณที่คล่องตัว ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ความท้าทายเร่งด่วนของประเทศ การลงทุนด้าน ววน. ต้องไม่ใช่เพียงการใช้งบประมาณ แต่ต้องสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง การยกระดับ คุณภาพชีวิต การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ และปัญหา PM2.5 นอกจากนี้การจัดทำคำของบประมาณต้องอิงข้อมูลเชิงประจักษ์ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

ด้าน ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธาน กสว. กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะเน้นการสนับสนุนผ่าน กองทุน ววน. ด้วยรูปแบบการสนับสนุนที่หลากหลาย อาทิ การจัดสรรแบบ Multi-year และ Block Grant ควบคู่กับการส่งเสริมบุคลากรวิจัยรุ่นใหม่ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้งานวิจัยนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ โดยงบประมาณที่กองทุน ววน. ได้รับจัดสรรประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี

ขณะที่ ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวเพิ่มเติมว่า เวทีชี้แจงครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้หน่วยงานในระบบ ววน. เข้าใจระบบการจัดทำงบประมาณและเตรียมความพร้อมในการยื่นคำของบประมาณปี 2570 โดยเน้นย้ำบทบาทสำคัญของ ววน. ในการตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศในมิติต่าง ๆ ทั้งในมิติที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศให้เกิดองค์ความรู้ใหม่เพื่อพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง และก้าวทันต่อการแข่งขันของเศรษฐกิจและสังคมโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างยั่งยืน รวมถึงด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ เช่น หนี้ครัวเรือน การจ้างงาน และการกระจายโอกาสทางสังคม

สกสว.มุ่งขับเคลื่อนแนวคิด “Efficiency Growth” เพื่อสร้างการเติบโตบนฐานผลิตภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในเวทีโลกด้วยแผนด้าน ววน. ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้มีความสามารถในการแข่งขันและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมสู่อนาคตโดยใช้ ววน. การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อมให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวััตกรรมระดับขั้นแนวหน้าที่ก้าวหน้าล้ำยุค และการพัฒนากำลังคนและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เป็นฐานการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแบบก้าวกระโดดและอย่างยั่งยืน รวมทั้งผ่านการจัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยรับงบประมาณอย่างเหมาะสมและมีธรรมาภิบาล ภายใต้วิสัยทัศน์ “SRI for All – Empowering all SRI organizations to achieve more and leap Thailand forward”

“สกสว. มุ่งหวังให้เวทีครั้งนี้เป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกัน และเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้ตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของสังคมไทย พร้อมทั้งยกระดับประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน” ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวสรุป

​เสริมพลังนักสร้างสรรค์คอนเทนต์รุ่นใหม่ ในการแข่งขัน ‘HUAWEI MatePad Creator Day’

​เสริมพลังนักสร้างสรรค์คอนเทนต์รุ่นใหม่ ในการแข่งขัน ‘HUAWEI MatePad Creator Day’

​เสริมพลังนักสร้างสรรค์คอนเทนต์รุ่นใหม่ ในการแข่งขัน ‘HUAWEI MatePad Creator Day’

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล ด้วยการผนึกกำลังกับ Hackathon Thailand แพลตฟอร์มแฮกกาธอนอันดับหนึ่งของประเทศไทย และ WE Tech Consulting จัดการแข่งขัน “HUAWEI MatePad Creator Day” มหกรรมเฟ้นหาและพัฒนาคอนเทนต์ครีเอเตอร์รุ่นใหม่จากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์จริงในการสร้างสรรค์คอนเทนต์รีวิวการใช้งาน HUAWEI MatePad 11.5” 2025 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 มาพร้อมฟีเจอร์และการใช้งานระดับพีซี ในราคาคุ้มค่า ยกระดับประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการเรียนและการทำงานไปอีกขั้น

HUAWEI MatePad Creator Day ได้เปิดรับสมัครและคัดเลือกนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ จำนวน 15 ทีม ทีมละ 5 คน มาร่วมแสดงความสามารถในการนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ทางการตลาดกับ HUAWEI MatePad 11.5” 2025 นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกคนยังได้รับโอกาสพัฒนาศักยภาพผ่านการอบรมเวิร์กช็อปโดยผู้เชี่ยวชาญ เกี่ยวกับการถ่ายทอดเนื้อหาดิจิทัลให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด เพื่อเสริมสร้างความรู้เชิงปฏิบัติสำหรับอาชีพในอนาคตด้านการตลาดดิจิทัลและคอนเทนต์ครีเอเตอร์

ตัวแทนจากทีม ไข่ตุ๋นPad” ซึ่งเป็นทีมที่ชนะเลิศ กล่าวว่า พวกเราดีใจมากค่ะที่ชนะจากการแข่งขัน HUAWEI MatePad Creator Day ต้องขอขอบคุณทางหัวเว่ย ที่ให้โอกาสเราได้นำเสนอผลงานด้านการตลาดโดยใช้ HUAWEI MatePad 11.5” 2025 ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะกับชีวิตประจำวันของพวกเราอย่างมาก เราสามารถจัดเก็บเอกสารการเรียนการสอน จดบันทึก สร้างสรรค์งานศิลปะ และหาข้อมูลพร้อมทำงานไปด้วยครบจบในเครื่องนี้เครื่องเดียว ขณะเดียวกันการที่มีโอกาสได้เข้าร่วมเวิร์คช็อปเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมว่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์และการตลาดสามารถทำงานด้วยกันได้ยังไง ก็เป็นโอกาสที่ดีของพวกเราอย่างมาก

ทั้งนี้ HUAWEI MatePad 11.5” 2025 ตอบโจทย์ความต้องการของนักเรียน นิสิตนักศึกษา และคนทำงานยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ด้วยโปรแกรม PC-Level WPS Office ที่ติดตั้งมาในเครื่อง จึงสามารถจัดการเอกสารได้อย่างเต็มรูปแบบ อีกทั้งยังมีฟังก์ชั่นเด่นมากมาย อาทิ Floating Multi-Window และ App Twin ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมถึงมีโปรแกรม HUAWEI Notes ที่ได้รับการอัปเกรดให้จดบันทึกได้สะดวกยิ่งขึ้น และโปรแกรมวาดภาพ GoPaint ที่มีแปรงและผืนผ้าใบดิจิทัลให้คุณปลดปล่อยจินตนาการได้อย่างอิสระ ที่สำคัญจอภาพยังเหนือกว่าด้วยเทคโนโลยี PaperMatte ที่ลดแสงรบกวนได้ 99% ช่วยลดความเมื่อยล้าของสายตา รวมถึงให้ผิวคล้ายกระดาษ จึงสามารถจดโน้ตและสร้างสรรค์ผลงานได้ดั่งใจ

ไทยพีบีเอส-กสทช.อบรมผู้ประกาศฯระดับต้นรุ่น 7 เสริมทักษะสื่อสารมวลชน สร้างบุคลากรคุณภาพสู่วงการ

ไทยพีบีเอส-กสทช.อบรมผู้ประกาศฯระดับต้นรุ่น 7 เสริมทักษะสื่อสารมวลชน สร้างบุคลากรคุณภาพสู่วงการ

ไทยพีบีเอส-กสทช.อบรมผู้ประกาศฯระดับต้นรุ่น 7 เสริมทักษะสื่อสารมวลชน สร้างบุคลากรคุณภาพสู่วงการ

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.17 น.

ไทยพีบีเอส จับมือ กสทช. จัดอบรมผู้ประกาศฯ รุ่นที่ 7 เสริมทักษะการใช้ภาษา – จริยธรรมสื่อ เตรียมพร้อมสู่การสอบบัตรผู้ประกาศมืออาชีพ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดยศูนย์สื่อสารและส่งเสริมการตลาดเพื่อสาธารณะ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) จัดอบรมหลักสูตรผู้ประกาศในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ระดับต้น รุ่นที่ 7 โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 42 คน จากหลากหลายสาขาอาชีพ อาทิ แพทย์ อาจารย์มหาวิทยาลัย ทนายความ ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และนักศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารอย่างมืออาชีพ เสริมสร้างความเข้าใจบทบาทของผู้ประกาศ และเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบขอรับบัตรผู้ประกาศจาก กสทช. ระหว่างวันที่ 29 – 31 สิงหาคม 2568 ณ ไทยพีบีเอส

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก คุณอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านเทคโนโลยี เป็นประธาน  กล่าวต้อนรับผู้เข้าอบรม พร้อมเน้นย้ำถึงบทบาทของไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย ที่นอกจากจะทำหน้าที่นำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะแล้ว ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และพัฒนาบุคลากรในแวดวงสื่อสารมวลชน โดยหลักสูตรผู้ประกาศที่ร่วมกับ กสทช. จัดขึ้นในครั้งนี้ จัดต่อเนื่องเป็นรุ่นที่ 7 แล้ว มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ครอบคลุมเนื้อหาที่จำเป็นต่อวิชาชีพสื่อ ทั้งด้านภาษา จริยธรรม กฎหมาย และทักษะการประกาศที่ถูกต้องตามมาตรฐาน

ตลอดระยะเวลา 3 วันของการอบรม ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา เริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าของวันแรก ที่ได้ฟังบรรยายจาก คุณมณีรัตน์ กำจรกิจการ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงาน กสทช. เกี่ยวกับภาพรวมของกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ตามด้วยการเรียนรู้เรื่องรูปแบบการกำกับดูแลสื่อโดย คุณพสุ ศรีหิรัญ ผู้อำนวยการสำนัก ประจำสำนักงาน กสทช. และเรื่องบทบาทสื่อกับความรับผิดชอบต่อสังคม โดย คุณชนม์ชยนันท์ พร้อมสมบัติ บรรณาธิการกลุ่มบริหารข่าวรายวัน ไทยพีบีเอส ก่อนจะจบวันแรกด้วยหัวข้อ “สิทธิของผู้บริโภค” ที่นำเสนอโดย คุณสถาพร อารักษ์วทนะ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์ สภาองค์กรของผู้บริโภค

ในวันที่สอง เนื้อหาการอบรมเน้นไปที่การพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติ ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้เทคนิคการจัดรายการในรูปแบบต่างๆ จาก คุณกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส ซึ่งได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จริง พร้อมคำแนะนำในการผลิตรายการสำหรับสื่อออนไลน์ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมได้ทดลองรายงานข่าวและจัดรายการในสตูดิโอไทยพีบีเอส ภายใต้การดูแลและสนับสนุนจากทีมสื่อดิจิทัลและสำนักโทรทัศน์ นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายมีการพูดคุยเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม และความน่าเชื่อถือของสื่อ โดย คุณคณิศ บุณยพานิช บรรณาธิการข่าวสืบสวนสอบสวน ไทยพีบีเอส ที่ได้นำกรณีศึกษาในการนำเสนอข่าวสารของสื่อที่ส่งผลกระทบในแง่มุมต่าง ๆ มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เข้าอบรม

เข้าสู่วันสุดท้ายของการอบรม เนื้อหามุ่งสู่ประเด็นด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพสื่อมวลชน โดย คุณบุญยศิษย์ บุญโพธิ์ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่สื่อควรตระหนัก อาทิ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560, ประมวลกฎหมายแพ่งและอาญา ในประเด็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หมิ่นประมาท พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ก่อนจะปิดท้ายด้วยเวิร์กช็อปพิเศษ ที่เน้นทักษะการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจากทีมผู้ประกาศข่าวมืออาชีพของไทยพีบีเอส ได้แก่ คุณจีรชาตา เอี่ยมรัศมี, คุณผึ้งนภา คล่องพยาบาล, คุณวรลักษณ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา, คุณชนาธิป ไพรพงษ์, คุณพิมพิมล ปัญญานะ และ คุณวันวิสาข์ ทินวัฒน์ ที่มาให้คำแนะนำแบบใกล้ชิด ทั้งในด้านการใช้เสียง การอ่านข่าว การควบคุมจังหวะการพูด และการสื่อสารให้เข้าถึงผู้ฟังอย่างมืออาชีพ

หลังจบการอบรมระดับต้น ผู้เข้าอบรมจะมีโอกาสพัฒนาต่อในระดับกลาง ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 28 กันยายน 2568 และระดับสูง ระหว่างวันที่ 17 – 19 ตุลาคม 2568 เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบขอรับ “บัตรผู้ประกาศ” จาก กสทช. ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/ThaiPBSAcademy 

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

​สกร.ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ ดัน ‘1 จังหวัด 1 หลักสูตร’ เรียนแล้วมีรายได้จริง

​สกร.ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ ดัน ‘1 จังหวัด 1 หลักสูตร’ เรียนแล้วมีรายได้จริง

​สกร.ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ ดัน ‘1 จังหวัด 1 หลักสูตร’ เรียนแล้วมีรายได้จริง

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลด้านการศึกษาและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานพิธีเปิดและมอบนโยบายในงานส่งเสริมอาชีพและนำเสนอหลักสูตร สกร. ที่สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ ภายใต้โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน “การยกระดับหลักสูตร สกร.ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ” โดยมี ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวรายงาน และมี นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมผู้บริหาร สกร. เข้าร่วมงาน ณ ศาลา 100 ปี กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการพัฒนากำลังคนด้วยมาตรฐานอาชีพ เป็นการเพิ่มโอกาสในการทำงานให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มทุกช่วงวัย เป็นช่องทางในการเพิ่มสมรรถนะและความสามารถในการทำงาน ช่วยให้แรงงานไทยมีทักษะที่ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล สามารถแข่งขันได้ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้กำลังแรงงานได้เข้าถึงการพัฒนาความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ อย่างเท่าเทียมและต่อเนื่อง การพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นด้านอาชีพของสกร. ตามมาตรฐานอาชีพของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) จึงไม่เพียงแต่เป็นการจัดการศึกษาเพื่อการเรียนรู้อาชีพ แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของการเรียนรู้ที่ยืนยันได้ว่า “เรียนรู้แล้วมีรายได้จริง” ผู้เรียนยังมั่นใจและสามารถใช้ความรู้และทักษะที่ได้รับไปต่อยอดการทำงาน เป็นช่องทางในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับศักยภาพของตนเองให้เป็นมืออาชีพ และสามารถสะสมหน่วยกิจใช้ทางการศึกษาได้ด้วย

หลักสูตร สกร.เป็นการยกระดับทักษาด้านอาชีพเพื่อสร้างรายได้และเป็นอาชีพที่ตรงกับความต้องการของตลาด และหลักสูตรระยะสั้นใช้เวลาเรียนไม่นานผู้เรียนสามารถเรียนได้ตรงกับความต้องการ ที่สำคัญ สกร.มีนโยบายพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นไปทุกจังหวัด เพื่อเป็นการสร้างอาชีพสร้างรายได้ ดังนั้น จึงเป็นโครงการที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทำให้บุคลากรมีทักษะ ต้องยอมรับว่าโลกปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญ ดังนั้น การสร้าง ดิจิทัลคอนเทนท์ ก็จะเกิดการสร้างอินฟลูเซอร์ใหม่ๆขึ้นมา อาชีพอินฟลูเซอร์ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้เรียน และยังเป็นอาชีพที่ไม่ต้องลงทุนมากเพราะเป็นหลักสูตรระยะสั้น จึงให้นโยบายกับ สกร.ไปเพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ รองรับเทรนของโลกเทรนของตลาด รวมถึงเรื่อง AI วันนี้ทุกคนยอมรับว่าเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ก็อาจจะนำมาเพิ่มเติมในหลักสูตรที่มีอยู่แล้ว” อธิบดี สกร. ระบุ     

สำหรับการคัดเลือกหลักสูตร 1 จังหวัด 1 หลักสูตร สกร.จะมีทำการประเมินหลักสูตรด้านอาชีพในภาพรวมทั้งหมดของสกร.ระดับตำบลมีกว่า 38,000 หลักสูตร ที่เน้นของดีของเด่นในแต่ละตำบลอยู่แล้ว 1,200 หลักสูตร จากนั้นนำมาแยกประเภทเป็นด้านอาหาร ด้านอาชีพ ทักษะด้านการตัดเย็บ การออกแบบ ฯลฯ เมื่อแยกเสร็จจะผลักดันให้แต่ละจังหวัดคัดเลือกเพื่อเฟ้นหา 1 หลักสูตรที่เหมาะสม เพื่อเข้าสู่มาตรฐานวิชาชีพ และผลักดันต่อจาก 14 หลักสูตรเดิมที่สกร.ดำเนินการอยู่ ให้ได้รับการรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ต่อจาก ต้นทาง 14 หลักสูตรที่ได้รับการอนุมัติการรับรองมาตรฐานวิชาชีพวันนี้เป็นครั้งแรกที่หลักสูตรการเรียนของ สกร.ได้รับมาตรฐานวิชาชีพ คาดว่าภายใน 6 เดือน 1 จังหวัด จะมี 1 หลักสูตรที่ได้การรับรองมาตรฐานวิชาชีพ ที่มีความโดดเด่นแตกต่างกันไป

มจพ.เปิดหลักสูตร ‘โรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน’ ปั้นบุคลากรคุณภาพ เสริมทัพแรงงานทักษะสูง

มจพ.เปิดหลักสูตร ‘โรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน’ ปั้นบุคลากรคุณภาพ เสริมทัพแรงงานทักษะสูง

มจพ.เปิดหลักสูตร ‘โรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน’ ปั้นบุคลากรคุณภาพ เสริมทัพแรงงานทักษะสูง

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เดินหน้าปฏิรูปการศึกษาเชิงบูรณาการ จัดประชุมเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดการเรียนการสอน หลักสูตรอนุปริญญาเตรียมนักเทคโนโลยีและนวัตกรรม (หลักสูตรโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน) ตามแบบโรงเรียนเทคนิคไทย-เยอรมัน โดยมี ศ.ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดี มจพ. เป็นประธาน ร่วมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง อาทิ ผศ.ปรีชา อ่องอารี รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนาองค์กร, ศ.ดร.เสาวณิต สุขภารังษี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และ ผศ.พีรศักดิ์ เสรีกุล รองอธิการบดี มจพ. ประจำวิทยาเขตปราจีนบุรี ตลอดจนผู้บริหารและคณาจารย์ที่เกี่ยวข้อง เข้าประชุมเพื่อร่วมขับเคลื่อนหลักสูตรใหม่ซึ่งจะเปิดรับผู้จบ ม.3 เข้าศึกษาต่อ โดยเริ่มภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ณ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี

โดยจุดเด่นของหลักสูตร มีดังต่อไปนี้ 1.เรียนรู้แบบโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน (ตามแบบโรงเรียนเทคนิคไทย-เยอรมัน)  ผสานการเรียนเชิงวิชาการกับการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ , 2.โครงสร้างการเรียน 5 ปี , 3.ปีที่ 1–3 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เน้นพื้นฐานคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี , 4.ปีที่ 4–5 ระดับอนุปริญญา เน้นการเรียนบูรณาการควบคู่การฝึกในโรงงานจริง , 5.พัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม , 6.ฝึกงาน–สหกิจศึกษาตลอดการเรียนรู้บูรณาการกับการทำงาน นักศึกษาชั้นปีที่ 4–5 ได้รับประสบการณ์ตรงในสถานประกอบการ พร้อมโอกาสรับทุนสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรม และต่อยอดสู่ปริญญาตรีภายใต้หลักสูตร Work Integrated Learning (WiL) และ 7.มาตรฐานสากล สอดคล้องเกณฑ์มาตรฐานอนุปริญญา พ.ศ. 2565 และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2560 รวม 143 หน่วยกิต

ทั้งนี้ โครงการได้รับการสนับสนุนและบูรณาการองค์ความรู้จาก 4 คณะหลักของ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี ได้แก่ คณะเทคโนโลยีและการจัดการอุตสาหกรรม, คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ, คณะอุตสาหกรรมเกษตรดิจิทัล และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ครอบคลุมทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม นวัตกรรม สังคมศาสตร์ ภาษา และสุขศึกษา

การเปิดตัวหลักสูตรนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ มจพ. ในการสร้างบุคลากรสายอาชีพระดับอนุปริญญาที่มีทั้งความรู้เชิงวิชาการ ทักษะและประสบการณ์จริง พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันทีหลังสำเร็จการศึกษา ตอบสนองความต้องการแรงงานทักษะสูงของประเทศ และยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมไทยสู่การแข่งขันอย่างยั่งยืน

โครงการนี้สะท้อนพันธกิจของ มจพ. ในการพัฒนาการศึกษาเชิงนวัตกรรม มุ่งสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพครบครัน พร้อมก้าวสู่อนาคตเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างมั่นคง

​สกร.ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ ดัน ‘1 จังหวัด 1 หลักสูตร’ เรียนแล้วมีรายได้จริง

​สกร.ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ ดัน ‘1 จังหวัด 1 หลักสูตร’ เรียนแล้วมีรายได้จริง

​สกร.ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ ดัน ‘1 จังหวัด 1 หลักสูตร’ เรียนแล้วมีรายได้จริง

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลด้านการศึกษาและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานพิธีเปิดและมอบนโยบายในงานส่งเสริมอาชีพและนำเสนอหลักสูตร สกร. ที่สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ ภายใต้โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน “การยกระดับหลักสูตร สกร.ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ” โดยมี ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวรายงาน และมี นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมผู้บริหาร สกร. เข้าร่วมงาน ณ ศาลา 100 ปี กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการพัฒนากำลังคนด้วยมาตรฐานอาชีพ เป็นการเพิ่มโอกาสในการทำงานให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มทุกช่วงวัย เป็นช่องทางในการเพิ่มสมรรถนะและความสามารถในการทำงาน ช่วยให้แรงงานไทยมีทักษะที่ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล สามารถแข่งขันได้ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้กำลังแรงงานได้เข้าถึงการพัฒนาความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ อย่างเท่าเทียมและต่อเนื่อง การพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นด้านอาชีพของสกร. ตามมาตรฐานอาชีพของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) จึงไม่เพียงแต่เป็นการจัดการศึกษาเพื่อการเรียนรู้อาชีพ แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของการเรียนรู้ที่ยืนยันได้ว่า “เรียนรู้แล้วมีรายได้จริง” ผู้เรียนยังมั่นใจและสามารถใช้ความรู้และทักษะที่ได้รับไปต่อยอดการทำงาน เป็นช่องทางในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับศักยภาพของตนเองให้เป็นมืออาชีพ และสามารถสะสมหน่วยกิจใช้ทางการศึกษาได้ด้วย

หลักสูตร สกร.เป็นการยกระดับทักษาด้านอาชีพเพื่อสร้างรายได้และเป็นอาชีพที่ตรงกับความต้องการของตลาด และหลักสูตรระยะสั้นใช้เวลาเรียนไม่นานผู้เรียนสามารถเรียนได้ตรงกับความต้องการ ที่สำคัญ สกร.มีนโยบายพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นไปทุกจังหวัด เพื่อเป็นการสร้างอาชีพสร้างรายได้ ดังนั้น จึงเป็นโครงการที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทำให้บุคลากรมีทักษะ ต้องยอมรับว่าโลกปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญ ดังนั้น การสร้าง ดิจิทัลคอนเทนท์ ก็จะเกิดการสร้างอินฟลูเซอร์ใหม่ๆขึ้นมา อาชีพอินฟลูเซอร์ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้เรียน และยังเป็นอาชีพที่ไม่ต้องลงทุนมากเพราะเป็นหลักสูตรระยะสั้น จึงให้นโยบายกับ สกร.ไปเพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ รองรับเทรนของโลกเทรนของตลาด รวมถึงเรื่อง AI วันนี้ทุกคนยอมรับว่าเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ก็อาจจะนำมาเพิ่มเติมในหลักสูตรที่มีอยู่แล้ว” อธิบดี สกร. ระบุ     

สำหรับการคัดเลือกหลักสูตร 1 จังหวัด 1 หลักสูตร สกร.จะมีทำการประเมินหลักสูตรด้านอาชีพในภาพรวมทั้งหมดของสกร.ระดับตำบลมีกว่า 38,000 หลักสูตร ที่เน้นของดีของเด่นในแต่ละตำบลอยู่แล้ว 1,200 หลักสูตร จากนั้นนำมาแยกประเภทเป็นด้านอาหาร ด้านอาชีพ ทักษะด้านการตัดเย็บ การออกแบบ ฯลฯ เมื่อแยกเสร็จจะผลักดันให้แต่ละจังหวัดคัดเลือกเพื่อเฟ้นหา 1 หลักสูตรที่เหมาะสม เพื่อเข้าสู่มาตรฐานวิชาชีพ และผลักดันต่อจาก 14 หลักสูตรเดิมที่สกร.ดำเนินการอยู่ ให้ได้รับการรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ต่อจาก ต้นทาง 14 หลักสูตรที่ได้รับการอนุมัติการรับรองมาตรฐานวิชาชีพวันนี้เป็นครั้งแรกที่หลักสูตรการเรียนของ สกร.ได้รับมาตรฐานวิชาชีพ คาดว่าภายใน 6 เดือน 1 จังหวัด จะมี 1 หลักสูตรที่ได้การรับรองมาตรฐานวิชาชีพ ที่มีความโดดเด่นแตกต่างกันไป

‘นฤมล’สั่งเร่งฟื้นฟู’รร.บ้านน้ำเพียงดิน’ หลังเจอพายุคาจิกิถล่ม-น้ำท่วมหนัก

'นฤมล'สั่งเร่งฟื้นฟู'รร.บ้านน้ำเพียงดิน' หลังเจอพายุคาจิกิถล่ม-น้ำท่วมหนัก

‘นฤมล’สั่งเร่งฟื้นฟู’รร.บ้านน้ำเพียงดิน’ หลังเจอพายุคาจิกิถล่ม-น้ำท่วมหนัก

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 20.24 น.

“รมว.นฤมล”สั่งเร่งฟื้นฟู”โรงเรียนบ้านน้ำเพียงดิน” จ.แม่ฮ่องสอน หลังเจอพายุคาจิกิถล่ม-น้ำท่วมหนัก ย้ำเด็กจะต้องได้กลับมาเรียนเร็วที่สุด

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยว่า ตนได้รับการประสานจาก นายปกรณ์ จีนาคำ สส.แม่ฮ่องสอน พรรคกล้าธรรม ถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุคาจิกิ ส่งผลให้โรงเรียนบ้านน้ำเพียงดิน ต.ผาบ่อง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ถูกน้ำท่วมฉับพลัน เส้นทางเข้าออกถูกตัดขาด ครู นักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ต่างประสบความลำบาก ขณะเดียวกันอุปกรณ์การเรียนการสอนภายในโรงเรียนก็ได้รับความเสียหายจำนวนมาก

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พร้อมจัดทีมจากศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) เข้าไปตรวจสอบระบบไฟฟ้า ซ่อมแซมอุปกรณ์การเรียน และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้โรงเรียนสามารถกลับมาใช้งานได้โดยเร็ว

“กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งฟื้นฟูโรงเรียนให้กลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็วที่สุด เพื่อให้เด็กๆ กลับมาเรียนหนังสือได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะเร่งสรุปและประเมินความเสียหายทั้งหมด เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณเยียวยาต่อไป” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

– 006