ชวนเยาวชนถอดรหัส ‘Triple R’ กับนิทรรศการ ​‘Mission for Change’ ฐานบัญชาการลับแห่งอนาคต

ชวนเยาวชนถอดรหัส ‘Triple R’ กับนิทรรศการ ​‘Mission for Change’ ฐานบัญชาการลับแห่งอนาคต

ชวนเยาวชนถอดรหัส ‘Triple R’ กับนิทรรศการ ​‘Mission for Change’ ฐานบัญชาการลับแห่งอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เปิดนิทรรศการ นวัตกรรมวิทย์ พลิกโลก ตอน EGCO Base : Mission for Change ฐานบัญชาการลับแห่งอนาคต” ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 โดยมี นายสมเกียรติ สุทธิวานิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบัญชีและการเงิน EGCO Group พร้อมด้วย นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) รักษาการแทนผู้อำนวยการ และ ดร.พีรนุช กัณหดิลก ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์แห่งชาติ อพวช. เป็นประธานเปิดนิทรรศการฯ 

นายสมเกียรติ สุทธิวานิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบัญชีและการเงิน EGCO Group กล่าวว่า EGCO Group จะใช้นิทรรศการฯ นี้เป็นเสมือน ฐานบัญชาการลับแห่งอนาคต” ที่ช่วยจุดประกายแรงบันดาลใจและส่งเสริมศักยภาพของเยาวชนให้เติบโตไปเป็นพลเมืองโลก ที่สามารถพัฒนานวัตกรรมและใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ช่วยยับยั้งและแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“EGCO Group ขอเชิญชวนเยาวชนและผู้สนใจมาบุกฐานลับในบูธนิทรรศการฯ ของ EGCO Group ภายในมหกรรมวิทย์ฯ แห่งชาติ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2568 แล้วสนุกไปกับกิจกรรมการเรียนรู้และจุดประกายแรงบันดาลใจด้านนวัตกรรมและวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด “Triple R” ได้แก่ Refuse ปฏิเสธหรือยุติการทำลายความสมบูรณ์ทางธรรมชาติตั้งแต่ต้นทาง Refill ฟื้นฟูและเติมความสมบูรณ์ทางธรรมชาติให้ฟื้นคืนโดยเร็ว และ Reverse สร้างผลกระทบในเชิงย้อนทางจากลบสู่บวก โดยหวังผลเชิงบวกให้โลกฟื้นคืนสมดุลสู่ความสมบูรณ์ เพื่อร่วมกันเป็น “Re-Gen Hero” ที่ช่วยพลิกฟื้น คืนสมดุลโลก (Regenerative) ให้ดีขึ้นกว่าเดิมนายสมเกียรติ กล่าว

ด้าน ..พินทุ์สุดา เปี่ยมปิติ ผู้จัดการส่วนกิจกรรมองค์กรและสังคม ฝ่ายสื่อสารองค์กร EGCO Group กล่าวว่า นิทรรศการดังกล่าว แบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก ดังนี้ โซนที่ 1 EGCO Base Mission ฐานลับเปลี่ยนโลก : เข้าสู่ฐานบัญชาการลับและเดินทางข้ามมิติเวลาไปถอดรหัส “Triple R” ผ่านภาพยนตร์ 4 มิติ โซนที่ 2 EGCO Regenerative ภารกิจค้นหานวัตกรรม : ออกตามหานวัตกรรมที่ช่วยพลิกฟื้นโลกแบบ Regenerative จากประเทศไทยและทั่วโลก และ โซนที่ 3 EGCO Act Now or Never ! เปลี่ยนโลกด้วยตัวเรา : แปลงร่างเป็นนวัตกรน้อย “Re-GenHero” ด้วยเทคโนโลยี AI พร้อมร่วมแชร์ไอเดียและนวัตกรรมเปลี่ยนโลก โดย EGCO Group จะรวบรวมความคิดและไอเดียสร้างสรรค์ของผู้เยี่ยมชมนิทรรศการฯ ส่งต่อไปที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะผู้กำหนดนโยบายในอนาคตด้วย

ทั้งนี้ หลังจบมหกรรมวิทย์ฯ’68 EGCO Group จะนำนิทรรศการ “นวัตกรรมวิทย์ พลิกโลก ตอน EGCO Base : Mission for Change ฐานบัญชาการลับแห่งอนาคต” ไปจัดแสดงต่อที่ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2568 ต่อเนื่องถึงวันเด็กแห่งชาติ ปี 2569 (10 มกราคม 2569) เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจและเสริมสร้างศักยภาพด้านนวัตกรรมและการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกให้เยาวชนในพื้นที่ภาคใต้ต่อไป โดยผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Khanom Learning Center(www.facebook.com/khanomlearningcenter)

ม.นครพนม จัดกิจกรรม ‘รับขวัญน้องใหม่’ สานสัมพันธ์รุ่นพี่-รุ่นน้อง

ม.นครพนม จัดกิจกรรม ‘รับขวัญน้องใหม่’ สานสัมพันธ์รุ่นพี่-รุ่นน้อง

ม.นครพนม จัดกิจกรรม ‘รับขวัญน้องใหม่’ สานสัมพันธ์รุ่นพี่-รุ่นน้อง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สาขาวิชาประมง คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม จัดกิจกรรมรับขวัญนักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา 2568 อย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยมีนักศึกษารุ่นพี่ และคณาจารย์ร่วมกันต้อนรับน้องใหม่ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักศึกษารุ่นพี่กับรุ่นน้อง รวมถึงเสริมสร้างความรัก ความผูกพันต่อสถาบันและความสามัคคีในหมู่คณะ โดยมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การทำกิจกรรมฐานสร้างความสัมพันธ์ การแนะนำมหาวิทยาลัย แนะนำคณาจารย์ บุคลากร และการให้ความรู้เรื่องการปฏิบัติตนในสถานศึกษา ตลอดจนการปลูกฝังจิตสำนึกรักและหวงแหนสถาบัน

และหนึ่งในไฮไลต์ คือ กิจกรรม รุ่นพี่พารุ่นน้องจับปลา” ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงหน้าฝน เพราะมีน้ำท่วมขังบริเวณใกล้แปลงเกษตร โดยอาศัยสภาพพื้นที่ดังกล่าวทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้นักศึกษาใหม่ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง พร้อมสร้างความสนุกสนาน และประสบการณ์ร่วมกันระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง

นอกจากนี้ยังมีพิธี ผูกแขนบายศรี รับขวัญน้องใหม่ในอ้อมกอดของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความซาบซึ้งที่รุ่นพี่ คณาจารย์ และรุ่นน้องได้ร่วมแสดงความยินดีและความอบอุ่นใจ พร้อมร่วมรับประทานอาหารร่วมกันในบรรยากาศที่เป็นกันเอง

อาจารย์จิราวรรณ คำธร อาจารย์ประจำสาขาวิชาประมง เปิดเผยว่า กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในวิธีสร้างความเข้มแข็งของชุมชนการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา ทั้งยังช่วยให้นักศึกษาเกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวสาขาวิชาประมง และของมหาวิทยาลัยนครพนมโดยรวม

นักศึกษาที่จบการศึกษาจากสาขาวิชาประมง ส่วนใหญ่มีงานรองรับอย่างต่อเนื่อง ทั้งในหน่วยงานราชการ เช่น กรมประมง บริษัทเอกชนในเครือ CP ตลอดจนการประกอบอาชีพอิสระ รวมถึงเป็นครูในสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา อาจารย์จิราวรรณ กล่าว

กิจกรรมรับน้องในครั้งนี้ ไม่เพียงสร้างความประทับใจให้แก่นักศึกษาใหม่ แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของคณะในการดูแล ส่งเสริม และพัฒนานักศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านวิชาการและด้านจิตใจ พร้อมสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่คงอยู่ยาวนานในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้อีกด้วย

รัฐมนตรีสุชาติเอาจริง! ส่งมหานิยม ผู้ช่วยรัฐมนตรี หนุนวัดใหม่ยายแป้นนำร่องอบรมบัญชีวัด

รัฐมนตรีสุชาติเอาจริง! ส่งมหานิยม ผู้ช่วยรัฐมนตรี หนุนวัดใหม่ยายแป้นนำร่องอบรมบัญชีวัด

รัฐมนตรีสุชาติเอาจริง! ส่งมหานิยม ผู้ช่วยรัฐมนตรี หนุนวัดใหม่ยายแป้นนำร่องอบรมบัญชีวัด

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.14 น.

เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีในระบบการบริหารจัดการการเงินวัดที่กำลังเป็นประเด็นร้อน นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญและเน้นย้ำให้ทำให้เร็ว ส่ง ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หนุนเสริมการอบรมวัดทำบัญชีอย่างเป็นระบบนำร่องวัดในเขตบางกอกน้อย โดยวัดใหม่ยายแป้นเป็นแม่งานหลัก

ดร.นิยม เวชกามา “ดร.มหานิยม”ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรวุฒิบัตร การจัดการบัญชีวัดอย่างมีมาตรฐาน กล่าวว่า “เป็นที่น่ายินดีที่ได้เห็นวัดใหม่ยายแป้น โดยการนำของท่านพระเมธีวัชรบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดใหม่ยายแป้น คิดริเริ่มและลงมือทำอย่างรวดเร็ว ตอบสนองนโยบายท่านรัฐมนตรีสุชาติ ตันเจริญ ที่ต้องการเสริมองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการบัญชีที่ถูกต้องให้กับวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ความรู้ไม่ใช่แค่พระ แต่ต้องรวมถึงญาติโยมที่มาช่วยงานวัดเช่นไวยาวัจกร เพราะพระหลายๆ วัด เจ้าอาวาสท่านอาวุโส อาจไม่ถนัดงานบริหารจัดการการเงิน ซึ่งต้องมีไวยาวัจกรหรือพระหนุ่มๆ มาช่วยกันดูแลงานด้านการเงินให้กับวัด โดยเรามุ่งเน้นการแก้ปัญหา ดูแลและพัฒนาให้ความรู้ควบคู่กันไป ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายงานพระพุทธศาสนา คือทำให้ไว ทำให้ครอบคลุม อย่าเพิ่งมองว่าพระเป็นปัญหา แต่ต้องมองว่าอะไรคือต้นเหตุแห่งปัญหา แล้วมาแสวงหาแนวทางแก้ไข ปรับปรุง แต่ทุกอย่างท่านรัฐมนตรีเน้นย้ำเสมอว่าให้ทำให้ไว ให้เร็ว การที่ท่านพระเมธีวัชรบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดใหม่ยายแป้น จัดกิจกรรมการอบรมการทำบัญชีให้กับวัดในครั้งนี้จึงนับว่าท่านเร็ว ท่านตอบสนองานส่งเสริมพระพุทธศาสนา ต้องชื่นชมท่านและเป็นกำลังใจให้พระดีดี ซึ่งเรามีพระดีดีมากมายต้องมาช่วยกันส่งเสริมพระดีดีกันครับ”

พระเมธีวัชรบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดใหม่ยายแป้น กล่าวว่า “การฝึกอบรมหลักสูตรวุฒิบัตร การจัดการบัญชีวัดอย่างมีมาตรฐานตามมติมหาเถรสมาคม ให้กับ พระสังฆาธิการ พระภิกษุ ไวยาวัจกร ในเขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร โดยคณะสงฆ์เขตบางกอกน้อย ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยพระพิมลภาวนาพิธาน เจ้าคณะเขตบางกอกน้อย จะเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และท่านมหานิยม ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ตันเจริญ) ให้เกียรติมาเป็นประธานฝ่ายฆารวาสด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเองให้ความสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน รวมถึงทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ให้ความสนับสนุนร่วมมือย่างดี มีท่านบุญเชิด กิตติธรางกูร รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มาร่วมบรรยาย พร้อมด้วยคุณจุไรลักษณ์ จันทสีหราช ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพย์สินและการบัญชีของวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มาร่วมเป็นวิทยากร อาตมาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การอบรมการจัดการบัญชีวัดอย่างมีมาตรฐานตามมติมหาเถรสมาคมในครั้งนี้ จะทำให้พระภิกษุสงฆ์ ไวยาวัจกร รู้จักทำบัญชีวัดให้ถูกต้อง รู้จักวิธีการจัดทะเบียนทรัพย์สินของวัด รวมทั้งรู้จักวิธีการควบคุมภายในการจัดการตู้บริจาค และทั้งหวังว่า หลักสูตรนี้จะนำมาซึ่งความโปร่งใส เลื่อมใส และใส่ใจพระพุทธศาสนาหลักสูตร อย่างยั่งยืนในหมู่ชาวพุทธในประเทศไทย โดยอาตมามีแผนในการจัดอบรมอย่างนี้ใน 4 ภูมิภาคให้ครอบคลุมวัดทั่วประเทศต่อไป”

หลักสูตรวุฒิบัตร การจัดการบัญชีวัดอย่างมีมาตรฐานตามมติมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อให้รู้จักการทำบัญชีวัดอย่างถูกต้อง รู้จักวิธีการจัดทำทะเบียนทรัพย์สินของวัด รู้จักวิธีการควบคุมภายในการจัดการตู้บริจาค

โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมการอบรมในครั้งนี้ยังมี คุณนิภาภรณ์ เวชกามา เลขานุการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , คุณรัชพล สุวรรณโชติ คณะทำงานผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และพระภิกษุจากวัดต่างๆ กว่า 125 รูป/คน เช่น วัดปากน้ำภาษีเจริญ วัดระฆังโฆษิตาราม วัดสุวรรณาราม วัดสุนทรธรรมทาน วัดภาณุรังสี กรุงเทพฯ วัดอริยวงศาราม ราชบุรี วัดปู่เจ้า สุพรรณบุรี วัดป่าลานโพธิ์ สุรินทร์ วัดปัญญานันทาราม ปทุมธานี วัดวิเวกภูนางำ ขอนแก่น  เป็นต้น

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’ปั้นบัณฑิตคุณภาพสู่เวทีโลก ‘นทพ.ชัยกวี’คว้าอันดับ 1 เวทีทันตกรรมเอเชียแปซิฟิก

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’ปั้นบัณฑิตคุณภาพสู่เวทีโลก ‘นทพ.ชัยกวี’คว้าอันดับ 1 เวทีทันตกรรมเอเชียแปซิฟิก

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’ปั้นบัณฑิตคุณภาพสู่เวทีโลก ‘นทพ.ชัยกวี’คว้าอันดับ 1 เวทีทันตกรรมเอเชียแปซิฟิก

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.13 น.

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’ปั้นบัณฑิตคุณภาพสู่เวทีโลก ‘นทพ.ชัยกวี’คว้าอันดับ 1 เวทีทันตกรรมเอเชียแปซิฟิก

มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (BTU) สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติอีกครั้ง ด้วยความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจของ นทพ. ชัยกวี อำทะวงษ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 6 คณะทันตแพทยศาสตร์ ที่สามารถคว้ารางวัล ชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขัน Clinical Skill Competition: Wire Bending ในงานประชุมวิชาการ Asia Pacific Dental Students Association (APDSA) Annual Congress 2025 ครั้งที่ 51 ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม

การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 500 คน จาก 15 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นับเป็นเวทีที่ท้าทายและสะท้อนถึงศักยภาพทางวิชาการและทักษะปฏิบัติของนักศึกษาทันตแพทย์ในระดับสากล ซึ่ง นทพ.ชัยกวี ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถอันโดดเด่น และความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง จนสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแชมป์ได้สำเร็จ

เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ คือการสนับสนุนจาก มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยท่านศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีผู้บริหารที่มุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ได้ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีให้เป็นผู้นำด้านการผลิตบัณฑิตคุณภาพสูง ด้วยแนวทางการศึกษาแบบบูรณาการ ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ จนสามารถผลักดันนักศึกษาให้ไปถึงเวทีระดับนานาชาติได้อย่างภาคภูมิใจ

ท่าน ศ.ดร.บังอร กล่าว “ความสำเร็จของนักศึกษาทันตกรรมในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจส่วนตัว และยังสะท้อนถึงความมาตรฐานในระบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้อย่างแท้จริง”

มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี รศ.ทพ.ทองนารถ คำใจ คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์, ผศ.ดร.ธิติยา มีชัย รองคณบดีและผู้บริหาร คณาจารย์ ชื่นชมลูกศิษย์และขอแสดงความยินดีอย่างยิ่ง และชื่นชมในความตั้งใจของ นทพ.ชัยกวี ที่ได้จุดประกายแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนนักศึกษาในมหาลัยและทั่วประเทศ พร้อมย้ำถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของ BTU ในการพัฒนาเยาวชนไทยให้ “ก้าวไกลสู่เวทีโลก” อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

อพวช. เปิดตัวหนังสือ ‘วิวิทย์ วิวัฒน์’ ในงานมหกรรมวิทย์ ปี’68

อพวช. เปิดตัวหนังสือ ‘วิวิทย์ วิวัฒน์’ ในงานมหกรรมวิทย์ ปี’68

อพวช. เปิดตัวหนังสือ ‘วิวิทย์ วิวัฒน์’ ในงานมหกรรมวิทย์ ปี’68

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.39 น.

อพวช. เปิดพื้นที่ให้สายวิทย์ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง สะท้อน “วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องแข็งกร้าวและไกลตัว” พร้อมเปิดตัวหนังสือ “วิวิทย์ วิวัฒน์” ในมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2568 ณ เวทีกลาง ชั้น LG ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ กรุงเทพฯ

เมื่อเร็วๆ นี้ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) จัดเสวนา “กล้าถาม กล้าสงสัย จุดเริ่มต้นวิทยาศาสตร์” โดยมี ผศ.ดร.ป๋วย อุ่นใจ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ และผศ.ดร.ภาคภูมิ ทรัพย์สมบูรณ์ ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์การเดินทางในโลกแห่งวิทยาศาสตร์อย่างเข้มข้นและน่าสนใจ พร้อมเปิดตัวหนังสือประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ “วิวิทย์ วิวัฒน์” ที่สร้างสรรค์เนื้อหาจากนักวิชาการ NSM เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนหันมาสนใจประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ และสร้างแรงบันดาลใจในการศึกษาหาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น ถือเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สู่สาธารณชน สะท้อนเรื่องวิทยาศาสตร์ใกล้ตัวกว่าที่คิด! ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2568 ณ เวทีกลาง ชั้น LG ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ กรุงเทพฯ

ผศ.ดร.ป๋วย อุ่นใจ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มาร่วมพูดคุยและเผยมุมมองว่า ความรู้ด้านประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ หากใครได้ศึกษาหรือหามาอ่าน จะรู้ว่าสนุกมาก เพราะเป็นชีวิตจริงของมนุษย์

เช่นเดียวกับ นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ที่เห็นว่า ประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์เติมความเป็นมนุษย์ ซึ่งการมองประวัติศาสตร์ที่ระยะเวลาอันกว้างขึ้นนั้น ทำให้เราเห็นภาพที่ใหญ่ขึ้น เช่น หากวันนี้เรามองเรื่องของพลาสติกไม่ดี น้ำมันไม่ดี ถ้าได้ศึกษาประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์อย่างเข้าใจด้วยแล้ว มุมมองเหล่านี้จะเปลี่ยนไป สิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาอะไรให้มนุษย์มาแล้วบ้าง

ด้าน ผศ.ดร.ภาคภูมิ ทรัพย์สมบูรณ์ ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ยกตัวอย่างประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ที่เปลี่ยนมุมมองของคน ทั้งเรื่องของปลวกกินไม้ กับความเชื่อเรื่องจุลินทรีย์ไม่ดีหรือแม้แต่เรื่องของพลาสติกปัจจุบัน ที่สารตั้งต้นมาจากปิโตรเลียม กลุ่มน้ำมัน แม้ต่อมาจะสร้างปัญหาเรื่องโลกร้อนก็ตาม แต่จริง ๆ ประวัติศาสตร์น้ำมันที่ค้นขุดขึ้นมานั้น มีวัตถุประสงค์แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะก่อนหน้านั้นการจุดตะเกียงให้แสงสว่างต้องใช้น้ำมันจากไขปลาวาฬ แต่เมื่อมีการขุดน้ำมันขึ้นมาใช้ การล่าปลาวาฬลดลงอย่างเห็นได้ชัด

นางสาวปวิตา ลิขิตเดชาโรจน์ นักวิชาการ NSM หนึ่งในผู้ร่วมเขียนหนังสือ วิวิทย์ วิวัฒน์ ได้เผยถึงเบื้องหลังการจัดทำหนังสือเล่มนี้ว่า เป็นการรวบรวมบทความจำนวน 20 เรื่องจากคอลัมน์ยอดนิยม “Science Timeline” ซึ่งตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องในนิตยสาร NSM Science Magazine ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้นำเสนอเรื่องราวพัฒนาการของวิทยาศาสตร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัว เข้าใจง่าย และกระชับ เหมาะสำหรับผู้อ่านทุกวัย โดยเนื้อหาถูกออกแบบให้สอดคล้องกับยุคสมัย ด้วยการใช้ “อินโฟกราฟิก” และ “เส้นเวลา” เพื่อช่วยให้ผู้อ่านสามารถติดตามเรื่องราวได้อย่างสนุกสนาน โดยเนื้อหาถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ วิทยาศาสตร์พื้นฐาน วิทยาศาสตร์กับชีวิต อากาศและอวกาศ และวัสดุเปลี่ยนแปลงโลก นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวน่าสนใจที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์กับสังคม เช่น “วันส้วมโลก” ที่สะท้อนความสำคัญของสุขอนามัยในระดับโลก และการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อรับมือกับความท้าทายของมนุษยชาติอีกด้วย

สำหรับผู้สนใจสามารถหาซื้อหนังสือ วิวิทย์ วิวัฒน์ ได้ที่งาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568” (NST Fair 2025) ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม เป็นต้นไป ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

เปิดภาพ! ‘กองทัพรัฐฉาน’ จุดเทียนถวายพระพร’พระพันปีหลวง’ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา

เปิดภาพ! 'กองทัพรัฐฉาน' จุดเทียนถวายพระพร'พระพันปีหลวง' เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา

เปิดภาพ! ‘กองทัพรัฐฉาน’ จุดเทียนถวายพระพร’พระพันปีหลวง’ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.06 น.

กองทัพรัฐฉาน ร่วมจุดเทียนถวายพระพร สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๙๓ พรรษา 

เมื่อวานนี้ 12 สิงหาคม 2568 เวลา 19.00 น. พล.ต. เครือเงิน ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (SSA -S) สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS) และ พ.อ. คำกอนจื้น รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพรัฐฉาน (SSA -S) สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS) และผู้บัญชาการ กองบัญชาการควบคุมส่วนหน้า ที่ 1 (ผบ.บก.คค.สน.ที่ 1) ดอยก่อวัน รัฐฉาน

ร่วมพิธีวางพานพุ่ม และจุดเทียนถวายพระพร  เนื่องในวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ ๙๓ พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ. อาคารโรงเรียนดอยก่อวัน กิ่ง อ.เมืองตูม จ.เมืองสาด รัฐฉาน โดยมีกำลังพล, ประชาชนในพื้นที่, ผู้นำชุมชน, กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา  เข้าร่วมพิธี

ขอบคุณ : โบราณนานมา

ไทยพีบีเอส ปั้นเยาวชนนักคิดพิชิตข่าวลวง เมล็ดพันธุ์ Fact-Checker ‘รณรงค์รู้เท่าทันข้อมูลเท็จ’

ไทยพีบีเอส ปั้นเยาวชนนักคิดพิชิตข่าวลวง เมล็ดพันธุ์ Fact-Checker 'รณรงค์รู้เท่าทันข้อมูลเท็จ'

ไทยพีบีเอส ปั้นเยาวชนนักคิดพิชิตข่าวลวง เมล็ดพันธุ์ Fact-Checker ‘รณรงค์รู้เท่าทันข้อมูลเท็จ’

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.16 น.

Thai PBS Verify Youth Camp: ปั้นนักคิดพิชิตข่าวลวง Gen 1 บ่มเพาะ 15 ทีมเยาวชนเมล็ดพันธุ์ Fact-Checker อัปสกิลนักล่าความจริง สร้างคอนเทนต์อย่างปลอดภัย ร่วมลุ้นผลประกวดคลิปสั้น “รณรงค์รู้เท่าทันข้อมูลเท็จ” 4 ก.ย.นี้ ชิงทุนการศึกษามูลค่า 30,000 บาท

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส โดย สำนักสื่อดิจิทัล ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร, โคแฟค (ประเทศไทย) และ TikTok จัดค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการ “Thai PBS Verify Youth Camp: ปั้นนักคิดพิชิตข่าวลวง Gen 1” ระหว่างวันที่ 8 – 10 ส.ค. 2568 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี เพื่อพัฒนานักตรวจสอบข้อเท็จจริงรุ่นเยาว์ หรือ Fact-checker ฝึกทักษะ Fact-checking (การตรวจสอบข้อเท็จจริง) รวมถึงทักษะด้านการตัดต่อคลิปฝึกกระบวนการคิดออกไอเดียสุดสร้างสรรค์ให้กับทีมเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 15 ทีม ที่ผ่านการคัดเลือกจาก 86 ทีม จาก 55 โรงเรียน ซึ่งตลอดทั้ง 3 วัน ได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น จากวิทยากรจากหลากหลายวงการ อาทิ คณิศ บุณยพานิช บรรณาธิการบริหารด้านข่าวสืบสวน Thai PBS, กุลพัฒน์ จันทร์ไกรลาส โปรดิวเซอร์ Thai PBS World, รักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กทม. เขต 28 พรรคประชาชน, ศิลา พีรวัฑฒึก Content Creator เจ้าของช่อง “พ่อมดติ๊กต๊อก” และ TikTok Expert ฯลฯ

ศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ถ่ายทอดความรู้เรียนรู้ภาคทฤษฎีวิธีแยกแยะข่าวปลอมประเภทต่าง ๆ ด้วยเวิร์กชอป Fake Hunter: นักล่าข่าวปลอม โดยแบ่งข่าวปลอมประเภทต่าง ๆ ดังนี้ 1. ข่าวปลอมโดยไม่ตั้งใจ (Misinformation) เป็นข้อมูลเท็จที่เผยแพร่ออกไปโดยไม่มีเจตนาก่ออันตราย 2.ข่าวปลอมแบบตั้งใจ (Disinformation) ข้อมูลเท็จที่เผยแพร่ออกไป โดยมีเจตนาก่ออันตราย เกิดความสับสนในสังคม 3. ข่าวปลอมแบบทำให้เกิดความเสียหายต่อตัวบุคคล (Malinformation) ข้อมูลที่เป็นข้อมูลเท็จผสมข้อมูลจริง ซึ่งเผยแพร่โดยมุ่งให้เกิดความเสียหายส่วนบุคคล

พรสุรีย์ เฑียรบุญเลิศรัตน์ TikTok Content Operations – SEA Publisher Partnership ถ่ายทอดการสร้างเนื้อหาใน TikTok อย่างไรให้สร้างสรรค์และปลอดภัย กับหัวข้อ “รู้ทัน รับมือ ปิดกั้น เพื่อให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนใช้ฟีด” พร้อมเทคนิคการสร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจโดยไม่ตกเป็นเหยื่อข่าวปลอม หรือกระแสที่บิดเบือน เช่น การคัดกรองข้อมูลก่อนสร้างคอนเทนต์, การใช้ฟีเจอร์ของ TikTok เพื่อเล่าเรื่องอย่างรับผิดชอบ, วิธีรักษาความน่าเชื่อถือของผู้สร้างสื่อ และตัวอย่างคอนเทนต์ที่กระตุ้นให้เกิดการรับรู้เชิงบวกในสังคม

ธนภณ เรามานะชัย Media Consultant ถ่ายทอดวิธีการตรวจสอบข่าวด้วยเครื่องมือต่าง ๆ เช่น การค้นหาภาพด้วย Google Lens การหาสถานที่ด้วย Google Map รวมถึงการใช้คำสั่งการค้นหาชั้นสูงของ Google หรือเรียกว่า Search Operators ที่จะช่วยให้การใช้ Google Search ได้รับผลลัพธ์ที่ตรงตามความต้องการ เพื่อให้เยาวชนทุกคนได้มีประสบการณ์จริงในตรวจสอบข้อมูลด้วยเครื่องมือต่าง ๆ เพิ่มทักษะ Fact-Checker แบบมืออาชีพด้วยตนเอง

กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล Thai PBS กล่าวว่า “งาน Thai PBS Verify Youth Camp Gen 1 ทำให้เห็นการมีส่วนร่วมของเด็กรุ่นใหม่ไฟแรง ที่พร้อมจะเปิดรับความรู้และทักษะต่าง ๆ ด้วยเวลาที่จำกัด ผลงานที่ออกมาอาจยังไม่ได้สมบูรณ์แบบมาก แต่ทุกชิ้นงานได้ใช้ความรู้ที่อยู่ในการอบรมตลอด 3 วัน ถือว่าน้อง ๆ ทำได้ดีมาก ๆ วัตถุประสงค์ของค่ายนี้ไม่ใช่การประกวด แต่เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการมากกว่า ชิ้นงานที่ทำในการอบรม เหมือนเป็นการทดลอง ซึ่งจะนำมาพัฒนาต่อยอดสู่ โครงการประกวดคลิปสั้น “ปั้นผลงาน Fact-Checker Gen 1” ผลิตเป็นคลิปสั้นเล่าเนื้อหาในหัวข้อ รณรงค์รู้เท่าทันข้อมูลเท็จ ซึ่งผลงานแต่ละทีมจะแสดงถึงศักยภาพของเยาวชน ความมุ่งมั่นที่จะเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ถูกบ่มเพาะเป็น “นักตรวจสอบข้อเท็จจริง” ไม่ว่าจะในบทบาทใด หรืออายุเท่าไรก็ตาม สอดคล้องกับภารกิจของ Thai PBS Verify ที่รับบทบาทเป็นช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจสอบข่าวปลอม คัดกรองข่าว ให้ประชาชนตื่นรู้ ไม่หลงเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ นอกจากนี้กิจกรรมเข้าค่ายในครั้งนี้ยังทำให้เห็น Energy ของเด็ก ความใกล้ชิดและมิตรภาพภายในค่ายอีกด้วย  สิ่งเหล่านี้เรียกว่าเป็นประสบการณ์ในการเรียนรู้จากค่ายที่หาไม่ได้ในห้องเรียน”

ทั้งนี้ เยาวชนที่ร่วมเข้าค่ายอบรมฯ จะต้องนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดและสื่อสารเผยแพร่สู่สาธารณะได้อย่างสร้างสรรค์ ผ่านการผลิตคลิปสั้น (แนวตั้ง) ในหัวข้อ “รณรงค์รู้เท่าทันข้อมูลเท็จ” ในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและกระชับ สอดรับกับพฤติกรรมการเสพสื่อของคนรุ่นใหม่ โดยจะมีการแข่งขันและประกาศผลรางวัลในวันที่ 4 ก.ย. 68 ณ ไทยพีบีเอส ชิงทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 30,000 บาท พร้อมรับประกาศนียบัตรและโล่รางวัล ติดตามรายละเอียดโครงการทั้งหมดได้ทาง http://www.thaipbs.or.th/VerifyYouthCamp2025

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : http://www.thaipbs.or.th  

▪ Application : Thai PBS

▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

‘เธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์’เข้ารับพระราชทานรางวัล’แม่ดีเด่นแห่งชาติ’

'เธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์'เข้ารับพระราชทานรางวัล'แม่ดีเด่นแห่งชาติ'

‘เธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์’เข้ารับพระราชทานรางวัล’แม่ดีเด่นแห่งชาติ’

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.02 น.

นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เข้ารับพระราชทานรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติ สาขาแม่ผู้ทำประโยชน์ต่อสังคม ประจำปี 2568 ซึ่งจัดโดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

‘กันตพร-พรลักษณ์’รับพระราชทานรางวัลลูกกตัญญู ประจำปี 2568 จาก’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

'กันตพร-พรลักษณ์'รับพระราชทานรางวัลลูกกตัญญู ประจำปี 2568 จาก'กรมสมเด็จพระเทพฯ'

‘กันตพร-พรลักษณ์’รับพระราชทานรางวัลลูกกตัญญู ประจำปี 2568 จาก’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.26 น.

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 สมาคมสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดพิธีมอบรางวัล “ลูกกตัญญู” ประจำปี 2568 เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ โดยมี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปทรงเปิดงานวันแม่แห่งชาติ และพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ได้รับรางวัล ประจำปี 2568 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

ในงานนี้ นายกันตพร หาญพาณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด และ พญ.พรลักษณ์ หาญพาณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) ได้รับพระราชทานโล่เกียรติคุณรางวัล “ลูกกตัญญู” เพื่อยกย่องความกตัญญูกตเวทีและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม

โดยรางวัลดังกล่าวนับเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัวและองค์กร ที่สะท้อนถึงความกตัญญู ความเสียสละ และการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคมไทย

– 006

เปิดตัวหนังสือ Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026

เปิดตัวหนังสือ Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026

เปิดตัวหนังสือ Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.43 น.

เปิดตัวหนังสือ Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026 ตามแนวพระดำริใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ชู “อนาคตแฟชั่นที่ยั่งยืน” จากมหัศจรรย์เส้นใยไทย

สานต่อความสำเร็จอย่างงดงามสู่ผลงานลำดับที่ 6 กับหนังสือ Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026 โดย กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรับหน้าที่บรรณาธิการบริหารอีกครั้ง พระนิพนธ์เล่มล่าสุดนี้จะทำหน้าที่เป็นคู่มือและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้สร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอของไทย ภายใต้แนวคิดหลัก “อนาคตแห่งแฟชั่น: สรรค์สร้างนวัตกรรมเพื่อโลกที่ยั่งยืน” (Future Fashion: Creative Innovation for Sustainability) “มหัศจรรย์แห่งเส้นใย” โดย หนังสือการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2568 (Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026) มุ่งเน้นการค้นหานวัตกรรมจากงานหัตถกรรมในอดีต โดยเฉพาะความมหัศจรรย์ของเส้นใยธรรมชาติในท้องถิ่น เพื่อยกระดับผ้าไทยและงานหัตถศิลป์สู่สากล ตามแนวพระดำริในโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”

ทั้งนี้ การจัดทำหนังสือเล่มดังกล่าวนับเป็นการสานต่อพระปณิธานและสะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ไทยให้มีคุณภาพทัดเทียมนานาชาติในราคาที่เข้าถึงได้ ดังพระดำรัสที่ได้พระราชทานไว้ในการประชุมวิชาการ Symposium เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 ความตอนหนึ่งว่า “อีกอย่างหนึ่งคือที่ท่านหญิงรู้สึกมองอนาคตไว้ว่า อีกหน่อยสินค้าฝรั่งมันจะแพงขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เนม การ์เมนต์ หรืออะไรก็ตาม แล้วเรารู้ว่าคนกลุ่มใหญ่ในเมืองไทย ยังนิยมของเหล่านั้นอยู่ และคนในระดับชั้นกลาง หรือที่รองลงมา เขาจะอยู่กันยังไง เราก็เลยคิดว่า อยากให้ทุกท่านได้หันมามองว่า สินค้าไทยหลาย ๆ ชิ้น ผ้า การ์เมนต์ พอร์ซเลน หรืออื่น ๆ เรายังมีของที่เทียบเท่าฝรั่ง แล้วเรายังจับต้องได้” พระดำรัสดังกล่าวจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนโครงการ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ และการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ไทยสู่สากลในครั้งนี้

โดยในวันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม 2568 ได้มีการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัว หนังสือการพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2568 (Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026) ณ EMSKYE ชั้น 14 เอ็ม ทาวเวอร์ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย, นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และ นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน ร่วมด้วยที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ได้แก่ นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี, นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ และ นายพลพัฒน์ อัศวะประภา ร่วมพูดคุยถึงรายละเอียดอันน่าสนใจของเทรนด์บุ๊กฉบับฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2025 – 2026 นี้

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า “จากแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’  ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สู่พันธกิจของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย                         ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพและยกระดับผ้าไทย และงานหัตถกรรมไทย สู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ โดยตลอดระยะเวลาการดำเนินงานกว่า 5 ปี ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงงานและทรงอนุรักษ์และพัฒนาผ้าทอพื้นเมืองและงานหัตถกรรมพื้นบ้าน โดยนำภูมิปัญญาและอัตลักษณ์พื้นถิ่น มาผสมผสานกับเทรนด์แฟชั่นล่าสุด เกิดเป็นผืนผ้าและผลิตภัณฑ์ที่มีความร่วมสมัย เพื่อยกระดับผ้าไทยสู่สากล พระองค์ทรงสร้างแรงบันดาลใจ แบ่งปันองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ส่วนพระองค์ พระราชทานแนวพระดำริในการพัฒนาผืนผ้าและงานหัตถกรรม ให้มีความร่วมสมัยและเป็นสากล ให้แก่ช่างทอผ้า ช่างหัตถศิลป์ และช่างหัตถกรรม รวมถึงทรงพัฒนาออกแบบลายผ้าพระราชทาน และพระราชทานลายผ้านี้ให้แก่ศิลปิน ช่างทอผ้า และงานหัตถกรรม ในทุกภูมิภาค เพื่อนำไปสร้างสรรค์ผืนผ้าและงานหัตถกรรม ตามอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นถิ่น ก่อให้เกิดการจุดพลังการขับเคลื่อนงานหัตถกรรมในทุกมิติ ทั้งรูปแบบ ลวดลาย สีสัน ทำให้ผ้าไทยมีความทันสมัย คนนิยมใส่ผ้าไทยมากขึ้น จนสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างครบวงจร

“กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้น้อมนำแนวพระดำริมาพัฒนาสร้างสรรค์ต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยให้ทันสมัย ก้าวทันอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอของไทย โดยปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรมผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ ดอนกอยโมเดล นาหว้าโมเดล บาติกโมเดล Young OTOP รวมถึงการพัฒนาโครงการหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) และพระองค์ทรงพระราชทาน เครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน ‘Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน’ แก่ช่างทอผ้า ช่างหัตถกรรม ผู้ผลิต และผู้ประกอบการที่สร้างสรรค์ผืนผ้าและหัตถกรรมด้วยขั้นตอนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติ และเป็นที่น่าปิติยินดีสำหรับประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิต ผู้ประกอบการผ้าไทย และช่างหัตถกรรม หัตถศิลป์ที่องค์การยูเนสโกประกาศเชิดชูพระเกียรติ และถวายเหรียญสดุดีพระกรณียกิจ ด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรม และการส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ รวมทั้งการขับเคลื่อนวัฒนธรรม ตลอดจน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในประเทศไทย แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ณ สำนักงานใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นพระทัยของพระองค์ในการยกระดับผ้าไทยให้ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และเป็นการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทย ให้เป็นที่รู้จักในระดับโลกอย่างแท้จริง”

นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กล่าวถึงพัฒนาการของผ้าไทยที่เห็นได้ชัดเจนว่า “ผ้าไทยมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเพิ่มมากขึ้นทุกปี จะเห็นได้ชัดเจนเวลาไปงาน OTOP ว่าผ้าไทยสวยขึ้นมากจนคนรอบข้างต่างชื่นชมและตื่นตาตื่นใจ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลจากองค์ความรู้ในเทรนด์บุ๊ก ที่ผู้ประกอบการนำไปใช้จริง ตั้งแต่การทำ Mood Board การย้อมสีธรรมชาติ ไปจนถึงการจับคู่สี ทำให้ผ้าไทยมีคุณค่าและมูลค่าสูงขึ้น สร้างรายได้ที่มั่นคง และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวช่างทอผ้าได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ๆ เกิดขึ้นมาอีกมากมาย และขอเชิญชวนให้ทุกท่านได้สัมผัสกับตาตัวเองถึงความทันสมัยของผ้าไทยที่งานศิลปาชีพประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจ ด้วยพระบารมี 2568” 9 – 17 ส.ค. 68 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1–3  อิมแพคเมืองทองธานี และร่วมกันถ่ายทอดประชาสัมพันธ์สิ่งเหล่านี้ไปยังคนรู้จักและเพื่อน ๆ ของพวกเราไปด้วยกัน”

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดทำโครงการฯ ว่า “วัตถุประสงค์ในการจัดทำโครงการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2568 โครงการดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เผยแพร่และแบ่งปันองค์ความรู้ในเรื่องของสีสันโทนไทย (Thai Tone) สีธรรมชาติ บนผืนผ้าและเครื่องแต่งกายและสิ่งทอ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้แก่ผู้ที่อยู่ในวงการผ้าไทยในระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และระดับชาติ ต่อยอดองค์ความรู้สู่การปฏิบัติได้จริง นำแนวคิดที่เป็นสากลมาพัฒนาวงการผ้าไทย สร้างความตระหนักและกระตุ้นให้เกิดภาพลักษณ์ที่มีความทันสมัยให้แก่วงการผ้าไทย สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ประชาชน และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานศิลปหัตถกรรมของไทยให้แก่ประเทศได้อย่างยั่งยืน

“สำหรับหนังสือ Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025 – 2026 นั้นเกิดขึ้นตามแนวพระดำริในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ เพื่อปลุกกระแสในเชิงความคิดสร้างสรรค์ให้ผสานเข้ากับงานศิลปหัตถกรรม งานฝีมือของไทย ให้ยกระดับเตรียมพร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอได้ในระดับสากล การจัดทำหนังสือฉบับนี้ ได้ผ่านการระดมความคิด หารือ ตลอดจนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย ผ้าพื้นเมือง ผ้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น การออกแบบแฟชั่น การทอ และการย้อมสีธรรมชาติ รวมไปถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างสรรค์โทนสี ตลอดจนแนวโน้มและทิศทางและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย

“ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน เชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าเครื่องแต่งกาย ผู้ประกอบการผ้าไทย เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการผ้าไทย ในการนำองค์ความรู้อันล้ำค่าจากหนังสือเทรนด์บุ๊กฉบับฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2025 – 2026  นี้ ไปสร้างสรรค์โทนสีบนผืนผ้าและงานหัตถกรรมที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้ทรงคุณค่าอันประณีตงดงามและเต็มไปด้วยแนวคิดสร้างสรรค์ พร้อมด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องตามหลักแฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion) ซึ่งจะส่งผลให้ภาพลักษณ์ของผ้าไทยมีความทันสมัยสู่สากล และสร้างรายได้ให้กับทุกฝ่ายเพิ่มมากขึ้น นำไปสู่ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง”

นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน กล่าวเสริมว่า“เทรนด์บุ๊กนี้เปรียบเสมือน ‘สารตั้งต้น’ ที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยมีเทรนด์บุ๊กเป็นของเราเอง ทำให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวทันเทรนด์โลกได้ พวกเขาสามารถทราบล่วงหน้าว่าเทรนด์สีของโลกในปีหน้าคืออะไร และสามารถนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาสร้างสรรค์งานที่เป็นเอกลักษณ์ได้ สอดคล้องกับชื่อหนังสือ ‘อนาคตแห่งแฟชั่น สรรค์สร้างนวัตกรรมเพื่อโลกที่ยั่งยืน’ ที่สะท้อนเทรนด์โลกด้านความยั่งยืนได้อย่างชัดเจน ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การใช้สีจากธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมเส้นใยใหม่ๆ ที่น่าทึ่งขึ้นมาทดแทนเส้นใยแบบเดิมๆ ซึ่งเป็นไปได้ด้วยพระบารมีของพระองค์ท่านที่ทรงเห็นว่าประเทศไทยของเรามีศักยภาพในการสร้างเส้นใยที่ยั่งยืนได้ ทั้งต่อโลกและต่อมนุษย์เราเอง”

ภายในงานแถลงข่าว ยังได้รับเกียรติจากที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุกทั้ง 3 ท่าน ร่วมพูดคุยถึงรายละเอียดของหนังสือ “Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026” ซึ่งนับเป็นเล่มที่ 6 ในหนังสือพระนิพนธ์ ที่ถ่ายทอดแนวคิด “อนาคตแห่งแฟชั่น: สรรค์สร้างนวัตกรรมเพื่อโลกที่ยั่งยืน” ผ่าน 4 เทรนด์หลักที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานแนวพระดำริไว้ ได้แก่ The Grounded Naturalist (พินิจ – ชีวิต), The Free Spirit Adventurer (อิสรชน – ผจญภัย), The Enigmatic Wanderer (รอนแรม – ลึกลับ) และ The Dynamic Trailblazer (กรุยทาง – สร้างฝัน)

นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี ได้เน้นย้ำถึงพระอัจฉริยภาพและบทบาทขององค์ “ครู” ว่า“พระองค์ท่านทรงเป็นผู้ที่ ‘รู้ถึงอนาคต’ ของวงการแฟชั่น ทรงคาดการณ์ได้ว่าสินค้าแบรนด์เนมจะราคาสูงขึ้น และคนไทยควรหันกลับมาใช้ของในประเทศ ที่สำคัญที่สุด พระองค์ท่านทรงเป็น ‘ครู’ ของผู้ประกอบการกว่า 2,000 คน ทุกครั้งที่เสด็จฯ ไปต่างประเทศ ทรงไม่ได้ไปเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ทรงมองหาสิ่งใหม่ๆ เพื่อนำกลับมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทย Trend Book ทุกเล่มจึงเป็นเหมือน ‘หนังสือที่ต้องมาสอน’ เป็น ‘คัมภีร์นำทาง’ ให้ผู้ประกอบการได้พลิกแพลงการใช้สี จนเกิดเป็น Combination สีที่สวยงามอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ทำให้คำว่า ‘ผ้าไทย’ กับ ‘ทันสมัย’ มาอยู่ในประโยคเดียวกันได้ และทำให้โครงการ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ประสบความสำเร็จ ทำให้ผ้าไทยสามารถใส่ได้ทุกวันจริงๆ”

นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ กล่าวถึงเบื้องหลังการจัดทำหนังสือเทรนด์บุ๊ก และความมหัศจรรย์แห่งเส้นใย ว่า “หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือน ‘คัมภีร์นำทาง’ ที่เป็นผลลัพธ์จากการตกตะกอนความคิดของ 8 มหาวิทยาลัยราชภัฏ และทุกมหาลัยรัฐ เอกชน นักวิชาการอิสระจากทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิดหลัก ‘อนาคตแห่งแฟชั่น: สรรค์สร้างนวัตกรรมเพื่อโลกที่ยั่งยืน’ โดยมี Subtitle คือ ‘มหัศจรรย์แห่งเส้นใย’ ซึ่งมีที่มาจากพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงเล็งเห็นถึงศักยภาพและข้อจำกัดของเส้นใยธรรมชาติไทยระหว่างการเสด็จเยี่ยมราษฎร พระองค์ทรงเป็นห่วงผู้ประกอบการ OTOP ที่ทรงเรียกว่า ‘ทีมงาน’ และ ‘ลูกศิษย์’ ของพระองค์ท่าน จึงมีพระประสงค์ให้หนังสือเล่มนี้เป็น ‘สารตั้งต้น’ ในการพัฒนาอย่างแท้จริง เราได้ค้นพบศักยภาพอันน่าทึ่งของเส้นใยหลากหลายชนิด นอกเหนือจากฝ้าย ปอ หรือหรือใยกัญชง เช่น ‘ใยว่าน’ ที่สามารถอมสีธรรมชาติ โดยเฉพาะสีที่ติดยากอย่างสีม่วง  หรือ ‘ใยสับปะรด’ และ ‘ใยกล้วย’ ที่มีความขาวนวลสวยงามในตัวเองจนแทบไม่ต้องย้อมสี เมื่อนำมาผสมผสานกับความขาวของเส้นใยฝ้ายแล้ว  และนำมาทอเป็นลายขิดแบบอีสาน ก็จะดูโมเดิร์น สามารถนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านได้ทันที แม้ในช่วงแรกจะมีความท้าทายเรื่องการตีเกลียวเส้นใยธรรมชาติด้วยมือ ซึ่งทำให้ผสมกับฝ้ายได้เพียง 20-30% แต่หลังจากการลงพื้นที่โค้ชชิ่งและมีการนำอุปกรณ์เข้ามาช่วย เราก็สามารถพัฒนาจนผสมเส้นใยธรรมชาติกับฝ้ายได้สูงสุดถึง 50% ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการพัฒนาศักยภาพของวัตถุดิบท้องถิ่น และยกระดับผลิตภัณฑ์สู่สากลได้อย่างเป็นรูปธรรม”

นายพลพัฒน์ อัศวะประภา กล่าวถึงพระวิสัยทัศน์ที่ทรงเป็นดั่ง Soft Power ของประเทศว่า “พระองค์ท่านทรงมีพระวิสัยทัศน์ที่มองเห็นอนาคตของวงการแฟชั่นว่าจะต้อง ‘กลับมาที่รากเหง้า’ ซึ่งเป็นที่มาของการให้ความสำคัญกับเส้นใยและสีย้อมจากธรรมชาติ และยังทรงมีพระประสงค์ให้จัดตั้งสมาคมนักออกแบบ FTFD (Federation of Thai Fashion Designers) ขึ้น เพื่อนำความรู้ระดับโลกมาต่อยอดให้กับงานของคนไทย โดยทรงเน้นย้ำเสมอว่าหน้าที่สำคัญของสมาชิกทุกคนคือการทำงาน ‘จิตอาสา’ ลงพื้นที่ช่วยพัฒนาผลงานของชาวบ้านให้มีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากจะพูดถึงเรื่อง Soft Power แล้ว พระองค์ท่านทรงเป็น Soft Power ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยอย่างแท้จริง”

นอกจากนี้ หนังสือเล่มล่าสุดยังเจาะลึกถึงเรื่องราว “มหัศจรรย์แห่งเส้นใย” (Fascinating Fibers) นำเสนอคุณค่าและความเป็นไปได้ของเส้นใยจากธรรมชาติ 12 ชนิด อาทิ ไหม, ไหมอีรี่, ตะไคร้, กัญชง, ฝ้าย, ใยบัวหลวง, ใยข่า, ใยกล้วย, ใยสับปะรด, ใย่ไผ่, ใยผักตบชวา ไปจนถึงใยดาหลา พร้อมนำเสนอเทคนิคที่น่าจับตามองสำหรับฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็น ผ้าทอเดนิมจากใยกัญชง, การถักโครเชต์ ไปจนถึงการนำเส้นใยเหลือใช้กลับมาสร้างสรรค์เป็นผลงานใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของงานหัตถศิลป์และความยั่งยืนที่สามารถเดินเคียงคู่กันไปในโลกแฟชั่นแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง

ขอเชิญผู้ที่สนใจในเสน่ห์ของผ้าไทยและแฟชั่นที่ยั่งยืน เข้าชมนิทรรศการ “Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026” ณ EMSKYE ชั้น 14 เอ็ม ทาวเวอร์ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ระหว่างวันที่ 11 – 14 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 – 18.00 น.

สำหรับนักเรียน นักศึกษา หรือบุคคลทั่วไปผู้สนใจหนังสือ Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026 สามารถดาวน์โหลดในรูปแบบดิจิทัลได้ทาง https://online.fliphtml5.com/rnqjs/dbjs/#p=1