ศธ.เปิดเวทีชิงถ้วยพระราชทาน ‘Suksapan Ed-Fest : Board Game 2025’

ศธ.เปิดเวทีชิงถ้วยพระราชทาน ‘Suksapan Ed-Fest : Board Game 2025’

ศธ.เปิดเวทีชิงถ้วยพระราชทาน ‘Suksapan Ed-Fest : Board Game 2025’

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการแข่งขันบอร์ดเกมเชิงวิชาการ รอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคและชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษธาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจําปี 2568 งาน “Suksapan Ed-Fest : Board Game 2025” โดยมี นายพีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค.นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ.(รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค.) รองศาสตราจารย์ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. นายภกร รงค์นพรัตน์ รองผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. นายอดุลย์ศักดิ์ บุญอเนก ผู้อำนวยการ สพม.กรุงเทพมหานคร เขต 1 และนายอำนาจ อัปษร รองผู้อำนวยการ สพม.กรุงเทพมหานคร เขต 2 พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษา  คณะครูและนักเรียนจากทั่วประเทศ เข้าร่วมงาน

ที่ปรึกษา รมว.ศธ. กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้เปิดมุมมองใหม่ของการเรียนรู้ ด้วยการใช้บอร์ดเกมถ่ายทอดเนื้อหาวิชาการ ที่ช่วยเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ วางแผน แก้ปัญหา โดยเฉพาะเรื่อง ระบบนิเวศน์และสายใยอาหาร” ที่มีผลกระทบถึงมนุษย์ สัตว์ และพืชได้มากยิ่งขึ้น ท้ายที่สุดทุกคนก็จะได้ตระหนักถึงสภาวะต่างๆ ที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตภายในระบบนิเวศน์ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่อไปในอนาคต

ด้าน นายภกร รงค์นพรัตน์  รองผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. กล่าวว่า เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างสร้างสรรค์พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์การวางแผนการทำงานร่วมกันและการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลผ่านกิจกรรมการเล่นบอร์ดเกมซึ่งเป็นเครื่องมือทางการศึกษาเชื่อมโยงไปถึงเนื้อหาในบทเรียนวิชาชีววิทยาและพัฒนาทักษะสมองที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในระดับสากล ดังนั้น องค์การค้าของสกสค ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกันจัดการแข่งขันขึ้นใน 4 ภูมิภาค เป็นรอบคัดเลือกคือจังหวัดพิษณุโลก ขอนแก่น ราชบุรี และสุราษฎร์ธานี โดยมีโรงเรียนเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 416 โรงเรียนมีผู้เข้าร่วมงาน 2,489 คนโดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสำนักการศึกษากรุงเทพมหานครและศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว

สำหรับ การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคและรอบชิงชนะเลิศระดับถ้วยรางวัลพระราชทานซึ่งผลการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานฯ ปี 2568 มีดังต่อไปนี้ รางวัลชนะเลิศ : รร.ภูเก็ตวิทยาลัย , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1: รร.กระสังพิทยาคม , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 : รร.คุรุราษฎร์รังสฤษฏ์ , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 : รร.หล่มสักวิทยาคม , รางวัลชมเชยอันดับ 1 : รร.วังทองพิทยาคม , รางวัลชมเชยอันดับ 2 : รร.เทศบาล 5 เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี และรางวัลชมเชยอันดับ 3 : รร.เบญจมราชานุสรณ์  

ไทยครองแชมป์ วัฒนธรรมเอเชีย ติดท็อป10ของโลก ผลักดันเศรษฐกิจ

ไทยครองแชมป์ วัฒนธรรมเอเชีย ติดท็อป10ของโลก ผลักดันเศรษฐกิจ

ไทยครองแชมป์ วัฒนธรรมเอเชีย ติดท็อป10ของโลก ผลักดันเศรษฐกิจ

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไทยครองแชมป์ วัฒนธรรมเอเชีย ติดท็อป10ของโลก ผลักดันเศรษฐกิจ

รัฐบาลสุดปลื้ม ไทยครองแชมป์วัฒนธรรมเอเชีย ปี 2568 พร้อมติด Top 10 ของโลก สะท้อนพลัง“ซอฟต์พาวเวอร์”ดันเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์และสืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรมและมรดกทางธรรมชาติของชาติ เพื่อถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และชื่นชม พร้อมต่อยอดสู่การสร้างรายได้ในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย

“ล่าสุด เว็บไซต์ U.S. News & World Report ประจำปี 2024 จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งทางมรดกวัฒนธรรม อันดับ 1 ของเอเชีย และ อันดับ 8 ของโลก จาก 89 ประเทศ โดยพิจารณาจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) การเข้าถึงวัฒนธรรม 2) ประวัติศาสตร์อันรุ่งเรือง 3) อาหาร 4) สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และ 5) ความน่าดึงดูดทางภูมิศาสตร์ ทั้งนี้ แม้รายได้จากการท่องเที่ยวจะอยู่ที่ราว 7% ของ GDP แต่ไทยยังติดอันดับประเทศที่นักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก”

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ผลการจัดอันดับนี้สะท้อนถึงพลังของการขับเคลื่อน “Soft Power ไทย” ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาสัมผัสเสน่ห์ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหารรสเลิศ โบราณสถาน วัดวาอาราม และการนวดแผนไทย สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการผลักดันอุตสาหกรรมวัฒนธรรมให้กลายเป็นพลังสร้างอิทธิพลบนเวทีโลก พร้อมเปลี่ยนเสน่ห์ไทยให้เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ที่สร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ

“รัฐบาลยืนยัน จะเดินหน้าส่งเสริมและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของชาติอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยคงความโดดเด่นบนเวทีโลก สร้างทั้งความภาคภูมิใจและความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนทุกคน” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

กรมประมง – มธ. พัฒนา ‘สาหร่ายพวงองุ่น’ ปั้นนวัตกรรม ‘Skincare’ คว้ารางวัล Silver Award ในเวทีโลก

กรมประมง – มธ. พัฒนา ‘สาหร่ายพวงองุ่น’ ปั้นนวัตกรรม ‘Skincare’ คว้ารางวัล Silver Award ในเวทีโลก

กรมประมง – มธ. พัฒนา ‘สาหร่ายพวงองุ่น’ ปั้นนวัตกรรม ‘Skincare’ คว้ารางวัล Silver Award ในเวทีโลก

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมประมงร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกระดับ “สาหร่ายพวงองุ่น” สู่นวัตกรรมเครื่องสำอาง คว้ารางวัล Silver Award ในงาน World Invention Creativity Olympic & Conference (WICO) ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี จากผลงานวิจัย “Greenscentia: Skin Barrier Serum for Anti PM2.5” ที่พัฒนาต่อยอดสาหร่ายพวงองุ่นเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรประมงอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

นางฐิติพร หลาวประเสิรฐ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยเฉพาะทรัพยากรชีวภาพทางชายฝั่งทะเลอย่าง สาหร่ายพวงองุ่น ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถสร้างอาชีพใหม่และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรชายฝั่ง จนปัจจุบันมีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีผลผลิตรวมกว่า 1,000 ตันต่อปี และสามารถจำหน่ายสาหร่ายเกรดบริโภคคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 40 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ สาหร่ายส่วนที่เหลือจากการคัดแยกประมาณ 50% ยังสามารถนำมาต่อยอดเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เพิ่มมูลค่าได้มากกว่า 10-15 เท่าของราคาจำหน่ายสาหร่ายสด สามารถเพิ่มมูลค่าและยกระดับผลผลิตทางการเกษตรให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

กรมประมง โดยกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จึงร่วมกับ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินโครงการ “Greenscentia: Skin Barrier Serum for Anti PM2.5” ในการวิจัยและพัฒนาต่อยอดสาหร่ายพวงองุ่นเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเชิงสุขภาพ หรือ เวชสำอาง ที่ผสมผสานคุณสมบัติในการดูแลและบำรุงผิวอย่างล้ำลึกเพื่อแก้ไขปัญหาผิวด้านต่างๆ โดยนำสาหร่ายมาสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ด้วยวิธีการสกัดที่เพิ่มประสิทธิภาพการดึงสารออกฤทธิ์สูงกว่าวิธีทั่วไป และนำมาเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตเครื่องสำอาง จนได้ ผลิตภัณฑ์ Greenscentia – เซรั่มสร้างเกราะป้องกันผิวจาก PM 2.5 ที่อุดมไปด้วย Polysaccharide ซึ่งทำหน้าที่เป็น Natural Moisturizing Factor รักษาความชุ่มชื้นและปกป้องผิวจากการสูญเสียน้ำ, Antioxidant สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดริ้วรอย, Apigenin ช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง รวมถึงกระตุ้นการสร้าง Collagen ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในผิวหนัง โดยผลิตภัณฑ์ Greenscentia มี Polysaccharide สูงถึง 2.74% ซึ่งมีส่วนช่วยในการต้านการอักเสบและการปกป้องผิวจากมลภาวะ และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 41.25%

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวต่อไปว่า จากผลการทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์หลังใช้ 15 นาที พบว่า สามารถเพิ่มระดับความชุ่มชื้นให้แก่ผิวอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่ทำให้ผิวมันเพิ่มขึ้น ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายและบอบบาง เนื่องจากมีส่วนผสมจากธรรมชาติและปราศจากการปนเปื้อนของสารเคมี และเมื่อเร็วๆนี้ ผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับรางวัล Silver Award จากงาน World Invention Creativity Olympic & Conference (WICO) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญระดับนานาชาติที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยจากทั่วโลกนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม รวมถึง แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ จัดขึ้นโดย Korea University Invention Association (KUIA) และ World Invention Intellectual Property Association (WIIPA) สาธารณรัฐเกาหลี

การได้รับรางวัลจากเวทีระดับนานาชาติในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นความภาคภูมิใจของนักวิจัยไทยแล้ว ยังเป็นโอกาสของการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและการประมงของไทยที่สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ และพร้อมขยายผลสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืนในอนาคต อีกทั้ง โครงการนี้ยังเป็นต้นแบบของ โมเดล BCG ที่เน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน สามารถเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรมและหมุนเวียนทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการนำนวัตกรรมด้านทรัพยากรทางทะเลมาสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจอย่างแท้จริง นางฐิติพร กล่าว

สพป.โคราชปลุกไฟการเรียนรู้แบบใหม่ ‘กล้าคิด กล้าเปลี่ยน กล้าลงมือทำ’

สพป.โคราชปลุกไฟการเรียนรู้แบบใหม่ ‘กล้าคิด กล้าเปลี่ยน กล้าลงมือทำ’

สพป.โคราชปลุกไฟการเรียนรู้แบบใหม่ ‘กล้าคิด กล้าเปลี่ยน กล้าลงมือทำ’

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.35 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ที่โรงเรียนเสนานุเคราะห์ ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา สพป.นครราชสีมาจุดประกายไอเดียล้ำ จัดสัมมนา 1 โรงเรียน 1 อำเภอ ปลุกไฟการเรียนรู้แบบใหม่สู่การสร้าง “นวัตกรตัวจิ๋ว”

ร้อนแรงกว่าแดดโคราช !  ไม่ใช่เพราะอากาศ…แต่เป็นเพราะความร้อนแรงของแนวคิดใหม่ในการจัดการเรียนรู้ที่ระเบิดออกกลางงานสัมมนา “1 โรงเรียน 1 อำเภอ-การจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัล”

นายดำเนิน เพียรค้า ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 เป็นประธานเปิดเวที พร้อมขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ใหม่ของการศึกษา ปลุกพลังครูทั่วภาคอีสานให้ “เลิกยืนสอนเฉย ๆ” แล้วหันมาออกแบบห้องเรียนให้เด็ก“กล้าคิด-กล้าทำ-กล้าสร้างสรรค์”

GPAS 5 Steps : หัวใจของการเปลี่ยนแปลงผู้เรียนสู่นวัตกร เวทีนี้ไม่ใช่เวทีธรรมดา แต่มันคือ “ฐานปฏิบัติการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ : Launch Pad” ที่เปลี่ยนครูจาก “ผู้สอน” เป็น “โค้ช” เปลี่ยนเด็กจาก“ผู้ฟัง” เป็น “นวัตกรตัวจิ๋ว” ที่รู้จักคิด วิเคราะห์ สร้าง และสะท้อนกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบGPAS 5 Steps ถูกยกมาเต็มสูตร : ผู้เรียนได้เรียนรู้แบบถักทอ หลอมรวมจิตใจ (เจตคติค่านิยม : Attitude & Value)กาย (ทักษะปฏิบัติ : Skill & Performance) และสติปัญญา (ความรู้ความเข้าใจ : Wisdom & Knowledge) ด้วยการค้นหา คัดเลือกข้อมูล (Gathering: G) มาวิเคราะห์ให้เกิดความหมาย สร้างความรู้และสรุปความเข้าใจได้ด้วยตนเอง (Processing: P) ประยุกต์ใช้ความรู้ผลิตผลงาน นวัตกรรม (Applying and Constructing the Knowledge: A1) นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Applying the Communication Skill: A2) ประเมินตนเอง ถอดบทเรียน พัฒนาต่อเนื่อง (Self-Regulating: S) ผสมผสานให้เข้ากับยุคสมัยของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital technology & AI) เพื่อสร้างคุณค่างานการดำรงชีวิต มีผลดีต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม GPAS 5 Steps จึงไม่ใช่เพียงแค่กระบวนการเรียนรู้ธรรมดา แต่คือเครื่องมือ “เปลี่ยนครูให้เก่งขึ้น และเปลี่ยนเด็กให้กล้าขึ้น” ในยุคที่เด็กต้องโตไปใช้ชีวิตท่ามกลางข้อมูลมหาศาล AI จึงกลายเป็นผู้ช่วยตัวจี๊ดของครู ที่ทำให้ห้องเรียนไม่หลับ แต่ “ลุกเป็นไฟ”

ครูต้นแบบสายจ๊าบ-จุดไฟไม่ให้ห้องเรียนมอด หนึ่งในไฮไลต์ของงาน ต้องยกให้  ดร.ปพนวัจน์ ลภัสภิญโญโชค วิทยากรสายลุย จาก มรภ.อุดรธานี ที่บอกว่า “ถ้าครูไม่เปลี่ยน เด็กจะไม่ไปไหน” เขายกตัวอย่างโรงเรียนคุณภาพหลายแห่งที่ดึง Soft Power มาสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ โดยเน้นให้ครู “ฟังเด็ก” มากกว่า “สอนเด็ก”

ด้านนางจารุณี แจ้งอิ่ม จาก รร.บ้านโคกสูง สพป.นครราชสีมา เขต 1 ก็ไม่น้อยหน้า เธอวางแผนการสอน ให้นักเรียนเรียนรู้แบบสร้างความรู้ ผลิตผลงานตามแนวคิดและวิธีการนี้แบบชาญฉลาด ออกแบบกิจกรรมที่ดึงดูดใจเด็กสุด ๆ แถมยังชวนครูต่างชาติมาสอนภาษาอังกฤษแบบเอาจริงเอาจัง ผลลัพธ์ คือ เด็ก ๆ กล้าพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น ชัดเจนขึ้น และมั่นใจสุด ๆ

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ฝากคำคมไว้ว่า : “เมื่อ Active Learning แบบ GPAS 5 Steps เข้ามาในกระบวนการเรียนรู้ เด็กจะไม่ใช่แค่ “ผู้เรียน” แต่เป็น “ผู้สร้าง” ผู้เรียนกลายเป็น นักคิด นักสร้าง นักเปลี่ยนแปลง” นั่นแหละคือหัวใจของการศึกษาไทยยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ให้ “รู้” แต่ต้อง “ลงมือทำ” และ “เชื่อมโยงกับชีวิตจริง” สอดคล้องกับแนวคิดสี่เสาหลักการศึกษาของ UNESCO  คือ การเรียนรู้เพื่อรู้ (Learning to Know) การเรียนรู้เพื่อปฏิบัติ (Learning to Do) การเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกัน (Learning to Live Together) และการเรียนรู้ความถนัด สันทัดเพื่อสร้างอนาคต (Learning to Be) กิจกรรมในขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps จะช่วยให้ครูวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้แบบเรียลไทม์ ช่วยครูพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ เพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนเข้าใจการเรียนรู้และเนื้อหาบทเรียนอย่างทะลุปรุโปร่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สพป.โคราช ตอกหมุดวิสัยทัศน์ใหม่ สร้าง “โรงเรียนสร้างนวัตกร” ทั่วภาคอีสาน ! การประชุมในครั้งนี้ เต็มไปด้วยพลังบวก รอยยิ้ม และความหวัง เมื่อครูเริ่ม “เข้าใจ เข้าถึง” เทคโนโลยีกระบวนการเรียนรู้แบบผู้เรียนสร้างความรู้ ใช้ความรู้ผลิตผลงานนวัตกรรมแบบ GPAS 5 Steps เด็กจะได้ “พัฒนา” การเรียนรู้ของตนด้วยตน เมื่อครูพร้อมจะเปลี่ยน ห้องเรียนจะพร้อมพัฒนา และนั่นแหละ…จุดเริ่มต้นของการสร้าง “นักเรียนคุณภาพ” ที่พร้อมรับมือกับโลกอนาคตจริง ๆ ไม่ใช่แค่ในตำรา  ท่านอยากเป็นครูแบบไหน? ครูที่ยืนสอนแบบเดิม ๆ หรือครูที่ลุกขึ้นมา “เปลี่ยนโลกของเด็ก” ให้กลายเป็น “นักคิด นักสร้าง และนักแก้ปัญหา” คำตอบอยู่ที่การลงมือทำในวันนี้ ไม่ใช่รอวันพรุ่งนี้

ไม่ใช่เพียงมรดกทางวัฒนธรรม! ‘ปราสาทสด๊กก๊อกธม’ เคยเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยนับแสนชีวิต

ไม่ใช่เพียงมรดกทางวัฒนธรรม! 'ปราสาทสด๊กก๊อกธม' เคยเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยนับแสนชีวิต

ไม่ใช่เพียงมรดกทางวัฒนธรรม! ‘ปราสาทสด๊กก๊อกธม’ เคยเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยนับแสนชีวิต

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.37 น.

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม สระแก้ว นำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับบทบาทของปราสาทสด๊กก๊อกธม ในช่วงสงครามและความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงพ.ศ.2518 

▪️ปราสาทสด๊กก๊อกธม  โบราณสถานสำคัญชายแดนตะวันออกของไทย ไม่ใช่เพียงแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าเท่านั้น แต่ในช่วงสงครามเขมรแดง พื้นที่แห่งนี้ยังกลายเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชานับแสนชีวิต ไปชมกันได้เลยค่ะ 

ปราสาทสด๊กก๊อกธม : โบราณสถานชายแดนตะวันออกของไทย สู่ที่พักพิงของผู้ลี้ภัยกัมพูชา 

ถ้าจะกล่าวถึงปราสาทสด๊กก๊อกธม หลายคนจะนึกถึงโบราณสถาน ที่ตั้งอยู่ติดชายแดน-ไทยกัมพูชา ที่มีความสำคัญทั้งในด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ในพ.ศ. 2478 กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทสด๊กก๊อกธมเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ในช่วงเวลานั้นพื้นที่ของปราสาทสด๊กก๊อกธม เต็มไปด้วยป่ารกทึบ และซากปรักหักพังของโบราณสถาน และยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายนัก ในระหว่างพ.ศ. 2518 – 2526  บริเวณพื้นที่ปราสาทสด๊กก๊อกธม ซึ่งอยู่ใกล้กับชายแดนไทย – กัมพูชา ถูกใช้เป็นศูนย์อพยพชั่วคราวในความดูแลขององค์การสหประชาชาติ หรือ UNHCR  เพื่อให้กองกำลังเสรีและประชาชนชาวกัมพูชาผู้ลี้ภัยจำนวนหลายแสนคน ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามเขมรแดง ภายในประเทศกัมพูชา มาพักพิงที่ปราสาทแห่งนี้ นอกจากปราสาทสด๊กก๊อกธมแล้วยังมีศูนย์อพยพอีกหลายแห่ง ได้แก่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี (ในขณะนั้น), ช่องจอม, กาบเชิง, จังหวัดศรีสะเกษ 

นอกจากการสู้รบภายในประเทศกัมพูชาแล้ว กองกำลังเขมรแดงยังตามไล่ล่าผู้อพยพเข้ามาฝั่งประเทศไทยและได้ฝังทุ่นระเบิดจำนวนมาก ไว้ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อป้องกันชาวกัมพูชาอพยพออกนอกประเทศ จากคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ภายหลังสงครามทำให้ทราบว่า ในช่วงเวลาสงคราม ตัวปราสาทสด๊กก๊อกธมได้รับผลกระทบ จากการงัดหินปราสาทบางส่วนไปทำบังเกอร์ ทำเตาก้อนเส้า มีการวางทุ่นระเบิดโดยรอบพื้นที่ ทำให้กลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย และเป็นสาแหตุหนึ่งที่ทำให้ปราสาทได้รับความเสียหาย

เมื่อสถานการณ์ความรุนแรงมากขึ้น ประชาชนกัมพูชาจำนวนมากถูกผลักดันให้อพยพออกนอกประเทศเพิ่มขึ้นประเทศไทยจึงได้ร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศจัดตั้งศูนย์ผู้ลี้ภัยเขาอีด่าง ซึ่งเป็นค่ายผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุด เพื่อรองรับผู้ลี้ภัยที่อพยพหนีความรุนแรงมาจากกัมพูชา ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของค่ายผู้ลี้ภัย ผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาจำนวนมากได้รับการจัดสรรให้เดินทางไปตั้งรกรากในประเทศที่สาม อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และฝรั่งเศส ขณะที่ผู้ลี้ภัยบางส่วนทยอยเดินทางกลับประเทศกัมพูชา หลังจากสงครามกัมพูชาสงบลง ค่ายผู้ลี้ภัยเขาอีด่างได้ทยอยปิดตัวลงในพ.ศ. 2536 

บทบาทของประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าวยังเป็นพื้นที่สะท้อนถึงความมีน้ำใจ  พอมีเมตตาและช่วยเหลือมนุษย์ในยามวิกฤตอย่างแท้จริง 

รู้หรือไม่ 

1.ในอดีตผู้ลี้ภัยกัมพูชาที่อพยพมาพักพิงที่ปราสาทสด๊กก๊อกธม ได้ขุดหาแหล่งน้ำดื่มข้างในบาราย จำนวนหลายร้อยหลุม เพื่อนำมาดื่มประทังชีวิต ทำให้เกิดการขุดตัดชั้นดินกักเก็บน้ำของบาราย ส่งผลให้บารายในปัจจุบันไม่สามารถกักเก็บน้ำได้

2.ศูนย์ปฏิบัติการกู้ทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ร่วมกับองค์กรพันธมิตรแห่งประเทศญี่ปุ่นเพื่อปฏิบัติการกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (JAHDS) และมูลนิธิ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ปราสาทสด๊กก๊อกธมแล้วเสร็จเมื่อ ค.ศ. 2004 (พ.ศ. 2547) โดยกรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณะปราสาทสด๊กก๊อกธมคู่ขนานไปกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

อว. มอบรางวัล Prime Ministers science Awards 2025 ในงานมหกรรมวิทย์ ปี’68 เชิดชูเกียรติเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์ไทย

อว. มอบรางวัล Prime Ministers science Awards 2025 ในงานมหกรรมวิทย์ ปี’68 เชิดชูเกียรติเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์ไทย

อว. มอบรางวัล Prime Ministers science Awards 2025 ในงานมหกรรมวิทย์ ปี’68 เชิดชูเกียรติเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์ไทย

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.52 น.

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีในการมอบรางวัล Prime Minister’s Science Award 2025 ซึ่งจัดโดย กระทรวง อว. ร่วมด้วยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเชิดชูเกียรติและเป็นกำลังใจให้แก่เยาวชนไทยและคุณครูที่สร้างสรรค์ผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ที่มีความโดดเด่น โดยมี นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมพิธีฯ ดังกล่าว ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

นายสุวรงค์ กล่าวว่า โครงการ Prime Minister’s Science Award ที่จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 9 นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการมอบรางวัลอันทรงเกียรติจากท่านนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยยกย่องเชิดชูเกียรติเยาวชนและครูที่ทุ่มเทในด้านวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เราขอชื่นชมและแสดงความยินดีกับเยาวชนทุกคนที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ หวังว่าความสำเร็จนี้จะเป็นแรงบันดาลใจและประสบการณ์อันมีค่าในการก้าวไปสู่เวทีที่สูงขึ้น ที่สำคัญต้องขอบคุณทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ร่วมกันสร้างพลังขับเคลื่อนและเป็นกำลังใจสำคัญในการสร้างเยาวชนนักวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพเพื่อประเทศต่อไป

รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ กล่าวว่า สมาคมวิทยาศาสตร์ฯ เป็นหนึ่งในองค์กรที่มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์แก่สังคมไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการบ่มเพาะเยาวชน เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ โดยเฉพาะการจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาทักษะและกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ให้แก่เยาวชนไทย รางวัล Prime Minister’s Science Award 2025 จึงเปรียบเสมือนเครื่องหมายแห่งความสำเร็จอันทรงคุณค่า ที่มอบแก่เยาวชนและครูผู้ทุ่มเทในการสร้างสรรค์ผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นทั้งแรงบันดาลใจและกำลังใจสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารางวัลนี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่ช่วยผลักดันศักยภาพของเยาวชนไทยและบุคลากรทางการศึกษาให้ก้าวสู่การสร้างความเข้มแข็งด้านวิทยาศาสตร์อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต

โครงการ Prime Minister’s Science Award 2025 ประกอบด้วยรางวัล Prime Minister’s Science Project Award 2025 มอบให้กับเยาวชนที่สร้างสรรค์ผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ที่มีความโดดเด่น และ รางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2025  มอบให้กับคุณครูที่เป็นตัวอย่างอันดีด้านวิทยาศาสตร์

รางวัล Prime Minister’s Science Project Award 2025 มีดังนี้

– ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ได้แก่ โครงงานการพัฒนานวัตกรรมฟองน้ำชีวภาพเพื่อลดพฤติกรรมการกินกันเองสำหรับการอนุรักษ์ปูม้าและระบบนิเวศชายฝั่งอย่างยั่งยืน จัดทำโดย นายพิสิษฐ์ อาศิระวิชัย จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพฯ ซึ่งมี นางสาววนิดา ภู่เอี่ยม เป็นครูที่ปรึกษา และนายชนันท์ เกียรติสิริสาสน์ เป็นที่ปรึกษาพิเศษ 

– ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ ได้แก่ โครงงานการสังเคราะห์โมเลกุลเซนเซอร์ฐานสารสีย้อมเคอร์คูมิน ที่สกัดจากขมิ้นชันสำหรับตรวจวัดแอลดีไฮด์สายยาวซึ่งเป็นสารบ่งชี้โรคมะเร็งปอด จัดทำโดย นายธนัช ไชยมงคล จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย จ.เชียงราย ซึ่งมี นายธีรพัฒน์ ขันใจ เป็นครูที่ปรึกษา และนางบุษยรัตน์ ธรรมพัฒนกิจ เป็นที่ปรึกษาพิเศษ

– ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ได้แก่ โครงงาน BeeShield : นวัตกรรมอุโมงค์ทางเข้าป้องกันไรผึ้งโดยใช้พฤติกรรมการเข้ารังของผึ้งและการตอบสนองของไรต่อกรดฟอร์มิก จัดทำโดย นายปัณณวิชญ์ ธีรนันท์พัฒธน, นายกฤตนน เมืองแก้ว และนางสาววิภารัศมิ์ ธะนะวงศ์ จากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย ซึ่งมีนายเกียรติศักดิ์ อินราษฎร เป็นครูที่ปรึกษา

– ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ได้แก่ โครงงาน Healaria : การพัฒนาอนุภาคนาโนจากสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการงอกใหม่ของพลานาเรียสายพันธุ์ Dugesia japonica สำหรับการรักษาบาดแผลเพื่อต่อยอดเป็นนวัตกรรมแผ่นปิดบาดแผล จัดทำโดย นายกฤตยชญ์ ไทยสุริยันต์, นายปราชญ์ อำพนธ์ และนางสาวปาณิศา สว่างสุรีย์ จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม ซึ่งมี นางสุภานันท์ สุจริต เป็นครูที่ปรึกษา

รางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2025 มีดังนี้

– ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  ได้แก่ นางสาววราภรณ์ สืบสุยะ จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียงใหม่

– ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้แก่ นางสาวอาจรีย์ ธิราช จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง

ผู้สนใจสามารถมาเยี่ยมชมโครงงานวิทยาศาสตร์ฯ ได้ที่งาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568” (NST Fair 2025) ตั้งแต่วันนี้-17 สิงหาคม นี้ ณ ฮอลล์ 5-6 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

‘ในหลวง-พระราชินี’ พระราชทานดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของ แก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ พร้อมรับคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

'ในหลวง-พระราชินี' พระราชทานดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของ แก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ พร้อมรับคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

‘ในหลวง-พระราชินี’ พระราชทานดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของ แก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ พร้อมรับคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.20 น.

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บพระราชทานดอกไม้และตะกร้าสิ่งของ พร้อมรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการษ์ดังกล่าว  พร้อมกับทรงรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย  

วันที่ 11 สิงหาคม 2568  เวลา  09.30 น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายภพ ภูสมปอง รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน  ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่   จ่าสิบเอก ธานี พาหา  พลทหาร ภาคภูมิ  ไชยสุระ  และพลทหาร ธนันชัย ไกยวงศ์  กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ  โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์  อำเภอวารินชำราบ  จังหวัดอุบลราชธานี  

ในการนี้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมด ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์   การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้

 

‘สช.’เร่งติดตามผลสอบ เด็ก ม.5 ทำร้ายครู เหตุเพราะไม่พอใจผลสอบ

'สช.'เร่งติดตามผลสอบ เด็ก ม.5 ทำร้ายครู เหตุเพราะไม่พอใจผลสอบ

‘สช.’เร่งติดตามผลสอบ เด็ก ม.5 ทำร้ายครู เหตุเพราะไม่พอใจผลสอบ

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.11 น.

‘สช.’เร่งติดตามผลสอบ เด็ก ม.5 ทำร้ายครู เหตุเพราะไม่พอใจผลสอบ

เมื่อวันที่ 11 ส.ค.2568 นายมณธล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) กล่าวถึงกรณีนักเรียนชาย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.อุทัยธานี ทำร้ายครูผู้สอนได้รับบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาล ว่า ตนก็ตกใจที่เห็นคลิปภาพได้โทรสอบถามทางโรงเรียน และได้รับรายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้น ว่า เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่านักเรียนไม่พอใจครูเรื่องคะแนนสอบ เด็กจึงเดินมาถามครูเกี่ยวกับคะแนนสอบที่ได้ 18 คะแนนเต็ม 20 เด็ก จึงได้ทำร้ายครูตามที่เห็นในภาพคลิป และทราบว่า หลังเกิดเหตุทางโรงเรียนให้นักเรียนคนดังกล่าวเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน เพื่อไม่ให้เพื่อนร่วมห้องเรียนและครูต้องกังวล ขณะนี้นักเรียนก็ยังไม่ได้ลาออก และทางโรงเรียนก็ยังไม่ได้ไล่เด็กออก เด็กยังมีสถานะเป็นนักเรียนอยู่  

นายมณฑล กล่าวต่อว่า ทางโรงเรียนก็คงตั้งคณะกรรมการสอบถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นว่าเป็นมาอย่างไร โดยเรื่องนี้อยู่ในความดูแลของศึกษาธิการจังหวัด  และทราบว่า วันที่ 13 ส.ค.นี้ ทางโรงเรียนจะเชิญผู้ปกครองของนักเรียนที่ก่อเหตุ และคุณครูที่ถูกทำร้ายมาพูดคุยกัน ก็จะทราบข้อมูลรายละเอียดว่าจะมีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไรต่อไป และจะให้ทางโรงเรียนรายงานผลมาที่ศธ.ตามขั้นตอนต่อไป และจะสอบถามทางโรงเรียนถีงการดูแลขวัญกำลังใจครูอย่างไร

เบื้องต้นทราบว่าครูพ้นขีดอันตรายแล้ว และเท่าที่เห็นจากข่าวคุณครูได้ไปแจ้งความแล้วก็เป็นสิทธิ์ของคุณครูว่าจะดำเนินการอย่างไร และดูอายุว่าเด็กอยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดและจะมีวิธีดำเนินการกับเด็กอย่างไร ก็เป็นหน้าที่ของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะพิจารณา

นายมณฑล กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องการป้องกันเหคุ ทางโรงเรียนก็ต้องมีมาตรการดูแล โรงเรียนก็ต้องตรวจสอบทางครอบครัวเรื่องของพฤติกรรมและสภาพจิตใจของเด็ก ซึ่งการทำร้ายกันก็มีทั้งครูทำร้ายนักเรียน และนักเรียนทำร้ายครูเกิดขึ้น ดังนั้น ทางโรงเรียนต้องมีการตรวจสอบให้ลึกถึงนักเรียนเป็นรายบุคคล ว่านักเรียนแต่ละคนมีสภาพจิตใจอย่างไร อ่อนไหวกับอะไร ก็เห็นใจคุณครูที่ไม่ได้มีเวลามากขนาดต้องไปติดตามเด็กทุกคน เพราะต้องเอาเวลามาสอน แต่ก็เป็นบทบาทของคุณครูที่ต้องดูแลเด็ก บางครั้งก็คาดไม่ถึงเพราะไม่รู้ว่าเด็กมีอาการอะไร สช.ก็มีการเน้นย้ำโรงเรียนในเรื่องจิตวิทยาที่ครูจะต้องมี แต่ก็ต้องยอมรับว่าครูทุกคนก็ไม่ได้มีความรู้หรือมีทักษะที่จะเป็นนักจิตวิทยาโดยตรง คุณครูอาจจะมีแค่จิตวิทยาในการสอนและดูแลเด็กเป็นรายบุคคลเท่าที่ครูจะดูแลได้  

​มศว ต้อนรับนิสิตใหม่ ชู ‘7 SWU Spirits’ ‘เด็กดี – เด็กเก่ง’ เด็ก มศว ..มีดี 7 อย่าง

​มศว ต้อนรับนิสิตใหม่ ชู ‘7 SWU Spirits’ ‘เด็กดี – เด็กเก่ง’ เด็ก มศว ..มีดี 7 อย่าง

​มศว ต้อนรับนิสิตใหม่ ชู ‘7 SWU Spirits’ ‘เด็กดี – เด็กเก่ง’ เด็ก มศว ..มีดี 7 อย่าง

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะ มศว เป็นมากกว่ามหาวิทยาลัยเพื่อสังคม กิจกรรมและวิชาการจึงเป็นของคู่กัน

ล่าสุด มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จัดกิจกรรมปฐมนิเทศ ต้อนรับนิสิตใหม่และกิจกรรมเสริมสร้างอัตลักษณ์นิสิต มศว ปีการศึกษา 2568 หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ค่ายอัตลักษณ์นิสิต มศว” โดย รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เปิดเผยว่า อยากให้นิสิตใหม่ มศว วันนี้ได้ชื่อว่าเป็นเด็ก มศว ที่มีของดีถึง 7 อย่าง แบบที่ผมเรียกว่า “7 SWU Spirits” เป็นความหวังของสังคมในวันข้างหน้าและมีความภูมิใจในความเป็นเด็ก มศว ได้แก่ 1.มีการสื่อสารที่ดี Good Communication 2.มีเป้าหมายชีวิตชัดเจนที่ดี Set Goals 3.มีส่วนร่วมที่ดีกับทุกคน Connect the Dots 4.คิดดี Positive Mindset มีทัศนคติเชิงบวก 5.มีความมั่นใจที่ดี Self-Confidence 6.มีความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ดี Humble Behaviors และ 7.สร้างความไว้วางใจที่ดี Trust

“นี่คือคุณสมบัติของเด็ก มศว พันธุ์ใหม่ที่จะจะช่วยให้เป็นคนดีคนเก่งมีคุณภาพแก่สังคมและปรับตัวให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีคุณค่าทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหรืออุปสรรคเล็กหรือใหญ่พวกเขาก็จะฟันฝ่าผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นๆ ไปได้ด้วยกรอบความคิดที่ผมบอกกับพวกเขาว่า เขาคือ  เด็กดีเด็กเก่ง เด็ก มศว  มีดี 7 อย่าง อธิการบดี มศว กล่าวทิ้งท้าย

เจาะลึก..ธุรกิจ-นวัตกรรม หลักสูตร ‘วทจ. X ชิงหวา’ เสริมทักษะผู้นำยุคดิจิทัล

เจาะลึก..ธุรกิจ-นวัตกรรม หลักสูตร ‘วทจ. X ชิงหวา’ เสริมทักษะผู้นำยุคดิจิทัล

เจาะลึก..ธุรกิจ-นวัตกรรม หลักสูตร ‘วทจ. X ชิงหวา’ เสริมทักษะผู้นำยุคดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน (วทจ.) มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยชิงหวา มหาวิทยาลัยชั้นนำอันดับ 1 ของจีน เปิดหลักสูตรพิเศษ วทจ. ชิงหวา ภายใต้แนวคิด “INNOVATION FOR THE FUTURE” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้นำยุคใหม่ เสริมศักยภาพด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และกลยุทธ์ธุรกิจให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลพร้อมสร้างเครือข่ายธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน

หลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เปิดโลกทัศน์กับคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยชิงหวา พร้อมเรียนรู้หัวข้อสำคัญ อาทิ ยุทธศาสตร์ นวัตกรรม ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมยุคดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียวกับกระแสหลัก เพื่อความยั่งยืนและความมั่นคง , ปรับตัวให้ทัน กับยุคอุตสาหกรรมโฉมใหม่ที่กำลังจะมาถึง  จับกระแสเม็ดเงินลงทุนของจีน ปัจจุบัน และอนาคต

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของหลักสูตร คือการศึกษาดูงานในสถานประกอบการชั้นนำของจีน อาทิ Tsinghua Science Park ศูนย์บ่มเพาะเพื่อความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมและวิทยาศาสตร์ของจีน  Lenovo บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติของจีนที่สั่นสะเทือนวงการอิเล็กทรอนิกส์ และ iFLYTEK เอไออัจฉริยะด้านภาษาที่จะเชื่อมโลกเป็นหนึ่งเดียว

หลักสูตร “วทจ. x ชิงหวา” มีพิธีเปิดและบรรยายพิเศษในวันที่ 22 พ.ย.68 ณ โรงแรม ยู สาทร กรุงเทพฯ และเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ กรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 30 พ.ย. – 5 ธ.ค.68 โดยผู้เข้าเรียนที่มีเวลาเรียนไม่น้อยกว่า 75% จะได้รับ Certificate of Participation จาก Tsinghua University

โดยจะเปิดรับสมัครทั้งบุคคลทั่วไปและศิษย์เก่า วทจ. วันนี้ถึง 30 ก.ย.68 โดยจะมีการสัมภาษณ์ในวันที่ 4 ต.ค.68 และประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกในวันที่ 7 ต.ค.68 พร้อมทั้งชำระค่าลงทะเบียนวันที่7 – 10 ต.ค.68 ผู้สนใจสามารถกรอกใบสมัครได้ที่ https://forms.gle/qpuLuvN6LYDbXvdx7 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 090-220-9838 หรือ Line: @tclhcu เว็บไซต์: http://www.tclhcu.com