มจพ. จับมือ อว. พัฒนาต่อยอดหุ่นยนต์กวาดล้างทุ่นระเบิดอัจฉริยะ เสริมภารกิจความมั่นคงชาติ

มจพ. จับมือ อว. พัฒนาต่อยอดหุ่นยนต์กวาดล้างทุ่นระเบิดอัจฉริยะ เสริมภารกิจความมั่นคงชาติ

มจพ. จับมือ อว. พัฒนาต่อยอดหุ่นยนต์กวาดล้างทุ่นระเบิดอัจฉริยะ เสริมภารกิจความมั่นคงชาติ

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.09 น.

มจพ. จับมือ อว. พัฒนาต่อยอดหุ่นยนต์กวาดล้างทุ่นระเบิดอัจฉริยะ โดยใช้เทคโนโลยีเรดาร์ เสริมภารกิจความมั่นคงชาติ

15 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมประชุมหารือกับผู้บริหารและนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ประกอบด้วย ศ.ดร.สมฤกษ์ จันทรอัมพร รองอธิการฝ่ายวิจัย รศ.ดร.กิตติชัย ธนทรัพย์สิน คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อป้องกันประเทศ ผศ.ดร.สราวุฒิ สืบแย้ม ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการคลังและกิจการทั่วไป ศ.ดร.ฐิติพงษ์  เลิศวิริยะประภา รองผู้อำนวยการด้านยุทธศาสตร์นวัตกรรมสำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการเทคโนโลยีเรดาร์อุทยานเทคโนโลยี รศ.ดร.เอกรัฐ บุญภูงา ผู้เชี่ยวชาญระบบเรดาร์ศูนย์ปฏิบัติการเทคโนโลยีเรดาร์อุทยานเทคโนโลยี ผศ.นพดล พัดชื่น รองหัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อป้องกันประเทศ ภาควิชาวิศวกรรมการผลิตและหุ่นยนต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และอาจารย์ ดร.พงศธร  สายสุจริต รักษาการแทนผู้อำนวยการ สถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ มจพ. เพื่อต่อยอดการพัฒนาหุ่นยนต์กวาดล้างทุ่นระเบิดอัจฉริยะโดยใช้เทคโนโลยีเรดาร์ขั้นสูง“ สำหรับการตรวจจับ เก็บกู้ และทำลายทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงภัยชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของกองทัพบกในอนาคต

ที่ผ่านมา ทีม iRAP Robot ของ มจพ. ซึ่งคว้าแชมป์โลกมาแล้วกว่า 10 สมัย ได้รับการยอมรับในฐานะทีมวิจัยและนวัตกรรมหุ่นยนต์แถวหน้าของประเทศ ผลงานที่เคยสร้างชื่อ เช่น หุ่นยนต์ช่วยเหลือทางการแพทย์ช่วงวิกฤตโควิด-19 และหุ่นยนต์ที่ใช้ในเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม ล้วนสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาสำคัญของชาติ สำหรับ หุ่นยนต์กวาดล้างทุ่นระเบิดอัจฉริยะ ได้ออกแบบให้มีโครงสร้างแข็งแรง สามารถกวาดล้างและจุดชนวนทำลายทุ่นระเบิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังมีต้นทุนการผลิตไม่สูง จึงเหมาะสมต่อการนำไปใช้งานจริงในภาคสนามเพื่อสนับสนุนการทำงานของทหาร

ระบบสื่อสารของหุ่นยนต์ถูกพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะจากฐานความรู้ด้านหุ่นยนต์กู้ภัย โดยไม่พึ่งพาอุปกรณ์เชิงพาณิชย์ทั่วไป ทำให้มีความเสถียรสูง ลดความเสี่ยงจากการถูกรบกวนหรือถูกดักสัญญาณจาก “แจมเมอร์” ของฝ่ายตรงข้าม ผู้ควบคุมสามารถสั่งการแบบไร้สายได้ในระยะไกลกว่า 200 เมตร เพิ่มความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา มจพ. ได้ส่งมอบหุ่นยนต์ฯ นี้ ให้กับกองกำลังสุรนารี กองทัพบก เพื่อนำไปใช้ในภารกิจจริงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยทำหน้าที่เคลื่อนที่นำหน้าเพื่อกวาดล้างพื้นที่แนวรบ ก่อนที่กำลังทหารจะเข้าไปสำรวจพื้นที่จริง ถือเป็นการเสริมเกราะป้องกันชีวิตและความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ในภาคสนาม

ในอนาคต มจพ. มีแผนผลักดันการจัดตั้ง ศูนย์เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการป้องกันประเทศ (Intelligent Center of National Defense Technology: INDT) ร่วมกับกองทัพบก เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพด้านการวิจัยและนวัตกรรมของ มจพ. แต่ยังเป็นหลักฐานชัดเจนถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยไทยที่สามารถสร้างเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของชาติได้ด้วยฝีมือคนไทยเอง และสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวง อว. ในการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศอย่างเป็นระบบ

พุทธสมาคม 14 จังหวัด จับมือขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาฟื้นฟูศีลธรรมสู่สังคมไทย

พุทธสมาคม 14 จังหวัด จับมือขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาฟื้นฟูศีลธรรมสู่สังคมไทย

พุทธสมาคม 14 จังหวัด จับมือขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาฟื้นฟูศีลธรรมสู่สังคมไทย

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 22.02 น.

ในห้วงเวลาที่พระพุทธศาสนาต้องเผชิญกับกระแสข่าวฉาวในวงการสงฆ์ สั่นสะเทือนศรัทธาของพุทธศาสนิกชน และถูกตั้งคำถามต่อบทบาทของสถาบันศาสนาในสังคมไทย การรวมตัวของเครือข่ายพุทธสมาคมภาคกลางและภาคตะวันออกกว่า 14 จังหวัด ณ วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 จึงมิใช่เพียงการประชุมประจำปี หากแต่เป็น “บทพิสูจน์ศรัทธา” และ “พลังแห่งความร่วมมือ” ที่พร้อมจะขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาให้ยืนหยัดอย่างมั่นคง

พุทธสมาคมปทุมธานี เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเครือข่ายพุทธสมาคมภาคกลางและภาคตะวันออก ประจำปี 2568 “รวมพลังพุทธสมาคม ส่งเสริม สนับสนุน การปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา เพื่อสู่สังคมแห่งการเปลี่ยนแปลง” โดยมี พระธรรมรัตนาภรณ์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 1 เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต พระอารามหลวง ประธานคณะกรรมการบริหารกลางขับเคลื่อนโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม เป็นประธานสงฆ์ นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานในพิธีเปิดฯ โดยมีพระราชวัชรธรรมภาณี เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง, พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และคณะสงฆ์ พร้อมด้วย นางสาวอภิสรา เกษอินทร์ นายอำเภอคลองหลวง, พล.ต.ต.ธงชัย ขำสุวรรณ อุปนายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, ศ.ดร.ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ เลขาธิการพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, นางนิภาวรรณ กอพัฒนชีรวุฒิ นายกพุทธสมาคมปทุมธานี และคณะกรรมการเครือข่ายพุทธสมาคมภาคกลางและภาคตะวันออก 14 จังหวัด เข้าร่วมการประชุมฯ โดยพร้อมเพรียงกัน

ในการประชุมฯ ได้รับความเมตตาจากพระธรรมรัตนาภรณ์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 1 เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต พระอารามหลวง ประธานคณะกรรมการบริหารกลางขับเคลื่อนโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม ให้โอวาท, พระราชวัชรธรรมภาณี เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง บรรยายธรรม,  พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย บรรยายธรรมและนำปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนาถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนา “รวมพลังพุทธสมาคม ส่งเสริม สนับสนุน การปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา เพื่อสู่สังคมแห่งการเปลี่ยนแปลง” โดยคณะวิทยากรจากผู้แทนเครือข่ายพุทธสมาคม ภาคกลางและภาคตะวันออก 5 จังหวัด ประกอบด้วย นายพลากร เทศนำ นายกพุทธสมาคมจังหวัดสมุทราปราการ, นางสาววิภาวดี ทองสีไพล นายกยุวพุทธิกสมาคมจังหวัดเพชรบุรี, นายมานพ จังหวัดกลาง นายกพุทธสมาคม อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา, พลเรือตรีกฤษณ์ บุญเอี่ยม อุปนายกพุทธสมาคม อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี และมีนายองอาจ ณฐ ธรรมนิทา เลขานุการพุทธสมาคมปทุมธานี ผู้ดำเนินรายการเสวนา ในภาคบ่ายมีการแบ่งกลุ่มประชุมและนำเสนอผลการประชุม “รวมพลังสามัคคีเพื่ออนาคตของพระพุทธศาสนา” ดำเนินการประชุมกลุ่ม โดย อาจารย์ลัดดา อิ่มอกใจ อุปนายกพุทธสมาคมปทุมธานี และคณะ ต่อด้วยการสรุปผลการประชุมฯ โดย ดร.ขวัญชัย พานิชการ อุปนายกพุทธสมาคมปทุมธานี ปิดท้ายด้วยการส่งมอบธงเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมเสวนาพุทธสมาคมภาคกลางและภาคตะวันออกครั้งต่อไปให้แก่คณะกรรมการ พุทธสมาคม อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

นายองอาจ ณฐ ธรรมนิทา เลขานุการพุทธสมาคมปทุมธานี กล่าวว่า “การจัดประชุมพุทธสมาคมภาคกลางและภาคตะวันออก ในวันนี้ ด้วยคณะทำงานตระหนักว่า ปัจจุบันพระพุทธศาสนากำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและศรัทธาของพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดทั้งโอกาสและปัญหาในเวลาเดียวกัน การทำงานด้านพระพุทธศาสนา จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ ความเข้มแข็ง และแนวทางที่สอดคล้องกับสถานการณ์ การประชุมพุทธสมาคมภาคกลางและภาคตะวันออกในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้แทนพุทธสมาคมจากหลายจังหวัด ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ และแนวทางการทำงาน เพื่อร่วมกันหามาตรการและแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในการธำรงรักษา เผยแผ่ และพัฒนาพระพุทธศาสนาให้มั่นคงยั่งยืน ตลอดจนปลูกฝังศีลธรรมคุณธรรมแก่ประชาชน และเยาวชนรุ่นใหม่ เชื่อมั่นว่าการประชุมครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างดียิ่ง ทั้งในด้านความรู้ ความเข้าใจ การสร้างความเข้มแข็งให้แก่พุทธสมาคม เพื่อเป็นพลังสำคัญในการธำรงรักษาพระศาสนาให้อยู่คู่สังคมไทยและโลกต่อไปอย่างสง่างาม นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่ชาวพุทธได้รวมตัวกัน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่และเจริญก้าวหน้าอย่างมีพลังในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง มิใช่เพียงแต่ต้องการการรักษาไว้ หากแต่ต้องการการมีชีวิตอยู่และแสดงผลเป็นรูปธรรม ผ่านพฤติกรรมและการดำเนินชีวิตของพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะเครือข่ายพุทธสมาคมในแต่ละจังหวัดที่มีบทบาทเสมือนฐานปฏิบัติการเชิงศีลธรรม ที่จะช่วยปลุกกระแสความดีงามให้เกิดขึ้นในชุมชนและประเทศชาติสืบไป ขอกราบขอบพระคุณวัดพระธรรมกาย ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์สนับสนุนด้านอาคารสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ พร้อมทั้งให้บริการเครื่องดื่มและอาหารว่างแก่ผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ขอขอบพระคุณองค์กรภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ได้ให้การสนับสนุน การจัดประชุมเสวนาฯ ในครั้งนี้ สำเร็จลุล่วงด้วยความเรียบร้อยดีงาม ขอชื่นชมการดำเนินงานของเครือข่ายพุทธสมาคมภาคกลางและภาคตะวันออกรวมถึงทั่วประเทศ ที่ได้หล่อหลอมเป็นพลังของบวรอย่างแท้จริง โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ การฟื้นฟูพระพุทธศาสนา และจรรโลงศีลธรรมให้กลับคืนสู่สังคมไทยดั่งเช่นสมัยโบราณกาล รวมพลังศรัทธาสามัคคีเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ วางแนวทางการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างแรงบันดาลใจใหม่ให้กับการเผยแผ่พระธรรม เพื่อให้พระพุทธศาสนาได้เข้าถึงใจของประชาชนอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน”

– 006

สุดประทับใจ! แห่ชมละครเพลง’คีตอัศจรรย์ สุพรรณบุรีปาฏิหาริย์แห่งรัก’ นำแสดงโดย’กัน นภัทร-เปาวลี’

สุดประทับใจ! แห่ชมละครเพลง'คีตอัศจรรย์ สุพรรณบุรีปาฏิหาริย์แห่งรัก' นำแสดงโดย'กัน นภัทร-เปาวลี'

สุดประทับใจ! แห่ชมละครเพลง’คีตอัศจรรย์ สุพรรณบุรีปาฏิหาริย์แห่งรัก’ นำแสดงโดย’กัน นภัทร-เปาวลี’

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.58 น.

สุดประทับใจ! แห่ชมละครเพลง ‘คีตอัศจรรย์ สุพรรณบุรีปาฏิหาริย์แห่งรัก’ นำแสดงโดย ‘กัน นภัทร-เปาวลี-ติ๊ต๊ะ ชญานิศ-เบลวริศรา’ 12-14 ก.ย.นี้ ณ โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก จ.สุพรรณบุรี ถ่ายทอดความเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรีโลก

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2568 จังหวัดสุพรรณบุรี โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกันจัดกิจกรรม“เทศกาลดนตรีสุพรรณบุรีวิถีใหม่ (Suphanburi World Music)” นำเสนอละครเพลง “คีตอัศจรรย์ สุพรรณบุรีปาฏิหาริย์แห่งรัก THE MUSICAL” ใช้ดนตรีขับเคลื่อน สร้างประสบการณ์รับรู้ ถึงการเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี ในรูปแบบใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนา และส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ ๆ ให้ตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยว และเพื่อยกระดับการพัฒนาจังหวัดสุพรรณบุรี สู่การเป็น “ศูนย์กลางด้านดนตรีของประเทศไทย” (Music City) และให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล โดยใช้อัตลักษณ์ และวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวแห่เข้าชมอย่างล้นหลาม

นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า “จังหวัดสุพรรณบุรีมีประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ภาษาสำเนียงท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์อันพิเศษที่มีความผสมกลมกลืนกับวิถีชีวิต โดยเฉพาะมรดกทางด้านดนตรีที่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกในวิถีของผู้คน ทั้งบทเพลงไทยเดิมเพลงพื้นบ้าน เพลงลูกทุ่ง เพลงเพื่อชีวิต ตลอดจนดนตรีร่วมสมัยที่ก้าวทันโลก สิ่งเหล่านี้ได้หลอมรวมเป็นสายธารดนตรี “เบญจภาคีดนตรีสุพรรณบุรี” อันทรงคุณค่า จังหวัดสุพรรณบุรี มีทั้งศิลปินแห่งชาติด้านศิลปะการแสดง คีตกวีที่มีความรู้ความสามารถด้านดุริยางคศาสตร์ พ่อเพลง – แม่เพลงพื้นบ้าน ราชา – ราชินีเพลงลูกทุ่ง ศิลปินเพลงเพื่อชีวิต ศิลปินเพลงสมัยใหม่ทั้ง ป๊อป ร็อค เพลงแร๊ป หลากหลายแนวเพลง โดยต้นทุนทางวัฒนธรรมเหล่านี้นำไปสู่การดำเนินงานในการขับเคลื่อนเมืองดนตรีของจังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก คือ การได้รับเกียรติจาก องค์การยูเนสโกยกย่องให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี เมืองแรกและเมืองเดียวของประเทศไทย” 

สำหรับละครเวที “คีตอัศจรรย์ สุพรรณบุรีปาฏิหาริย์แห่งรัก THE MUSICAL” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 กันยายน 2568 ณ โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี นำแสดงโดย กัน นภัทร , เปาวลี พรพิมล , เบล วริศรา เจ้าของเพลงฮิตเอาปากกามาวง , ติ๊ต๊ะ ชญานิศ จ่ายเจริญ นางเอกดาวรุ่งช่อง 3 , น็อตทอย แร็พเปอร์เลือดสุพรรณ , สมหญิง ศรีประจันต์ ทายาทแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ , มอสส์ วัฒนา เพชรสุพรรณ ทายาทไวพจน์ เพชรสุพรรณ , โบนัส ฑิฆัมพร ทุ่งทะเล นางสาวไทยสมุทรปราการ ปี 2567 , กี๋ AF 5 ฐษชัย ชนะอรรถกาล และนักแสดงชาวสุพรรณกว่า 200 ชีวิต กำกับการแสดงโดย “ศุภักษร” นายศุภวัฒน์ จงศิริ ผู้กำกับการแสดงชื่อดัง อำนวยการผลิตโดย บริษัท คอม อาร์ต โปรดักชั่น จำกัด โดยมีนายนราธิป ปานแร่ เป็น Music Director และประพันธ์บทเพลงใหม่โดยนายแสงธรรม ชุนชฎาธาร เปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าชมฟรี! รวมทั้งสิ้น 6 รอบการแสดง และมีการ Live สดการแสดงผ่านระบบ Zoom และ Facebook 
 
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง http://www.facebook.com/suphanburicityofmusic/และ http://www.facebook.com/Commartsproduction

‘พระพรหมดิลก’เป็นประธานพิธีถวายสังฆทาน 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนใต้ ปีที่21 ครั้งที่ 181

‘พระพรหมดิลก’เป็นประธานพิธีถวายสังฆทาน 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนใต้ ปีที่21 ครั้งที่ 181

‘พระพรหมดิลก’เป็นประธานพิธีถวายสังฆทาน 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนใต้ ปีที่21 ครั้งที่ 181

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.07 น.

‘พระพรหมดิลก’เป็นประธานพิธีถวายสังฆทาน 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนใต้ ปีที่21 ครั้งที่ 181

พระเดชพระคุณพระพรหมดิลก  กรรมการมหาเถรสมาคม รองแม่กองธรรมสนามหลวง ประจำหนกลาง  เจ้าอาวาสวัดสามพระยา วรวิหาร เป็นประธานสงฆ์ พิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด พิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้วายชนม์จากเหตุการณ์ความไม่สงบ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา) ปีที่ 21 ครั้งที่ 181 และพิธีมอบกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้ ปีที่ 18 ครั้งที่ 144 จำนวน 73 กองทุน โดยได้รับเกียรติจาก คุณวรรณา ไกรดิษฐ์ ปลัดอาวุโสอำเภอบางกล่ำ  เป็นประธานฝ่ายฆราวาส  ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมภาคใต้ อ.บางกล่ำ จ.สงขลา โดยมีพุทธศาสนิกชนทั้งในและต่างประเทศร่วมกิจกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ทาง http://www.zoom.com ,www.gbnus.com

ภาคเช้าเป็นพิธีตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่คณะสงฆ์ ภาคสายเป็นพิธีมอบกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้ ปีที่ 18 ครั้งที่ 144 พิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้วายชนม์อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบ พิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีที่ 21 ครั้งที่ 181 จากนั้นพระภาวนาธรรมวิเทศ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายและผู้แทนกัลยาณมิตรทั่วทั้งโลกกล่าวความในใจ เปิดวีดีโอประมวลภาพทบทวนงานฟื้นฟูศีลธรรมโลก และมอบเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ทหาร ตำรวจ

พระเดชพระคุณพระพรหมดิลก  กรรมการมหาเถรสมาคม รองแม่กองธรรมสนามหลวง ประจำหนกลาง  เจ้าอาวาสวัดสามพระยา วรวิหาร ได้กล่าวสัมโมทนียกถาตอนหนึ่งว่า “การมารวมตัวของทุกท่านในวันนี้ แสดงถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และความกตัญญูต่อบรรพบุรุษผู้รักษาแผ่นดินและพระพุทธศาสนาไว้ให้ลูกหลาน หากเรายังร่วมแรงร่วมใจ ก็จะเป็นพลังสำคัญในการธำรงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน ทานบารมีเป็นคุณธรรมสำคัญ พระพุทธองค์ทรงสอนว่า การให้ทานนำมาซึ่งผล 3 ประการ ได้แก่ มนุษย์สมบัติ คือความสมบูรณ์ในภพมนุษย์  สวรรค์สมบัติ คือความสุขในสวรรค์  นิพพานสมบัติ คือความหลุดพ้นสูงสุด ขออนุโมทนากับทุกท่านที่มีส่วนร่วมในงานบุญใหญ่ครั้งนี้”

ทั้งนี้พิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดขึ้นโดยวัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย ร่วมกับพุทธบริษัท วัตถุประสงค์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา รักษาแสงธรรมไม่ให้ดับสูญไปจากดินแดนภาคใต้ พร้อมกับสร้างขวัญและกำลังใจแก่พุทธศาสนิกชนในพื้นที่ให้เข้มแข็งขึ้น จัดครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ณ วัดมุจลินทวาปีวิหาร จังหวัดปัตตานี ปัจจุบันจัดติดต่อกันเป็นปีที่ 21 ครั้งที่ 181 และจัดอย่างต่อเนื่องจนกว่าเหตุการณ์จะสงบ ส่วนกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้ มอบแล้ว 41,383 กองทุน ข้าวสารอาหารแห้งมอบช่วยเหลือพระสงฆ์เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ครู และประชาชน ในพื้นที่เสี่ยงภัยกว่า 6,000 ตัน

สกู๊ปพิเศษ : ‘ลดอันตราย – พิทักษ์กำลังพล’ รถขุดตักทำลายทุ่นระเบิด PMN-2 เครื่องมือลาดตระเวนพื้นที่เสี่ยงชายแดน

สกู๊ปพิเศษ : ‘ลดอันตราย – พิทักษ์กำลังพล’ รถขุดตักทำลายทุ่นระเบิด PMN-2 เครื่องมือลาดตระเวนพื้นที่เสี่ยงชายแดน

สกู๊ปพิเศษ : ‘ลดอันตราย – พิทักษ์กำลังพล’ รถขุดตักทำลายทุ่นระเบิด PMN-2 เครื่องมือลาดตระเวนพื้นที่เสี่ยงชายแดน

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.30 น.

คณะนักศึกษา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 67 หรือ วปอ.67 ได้กระทำพิธีส่งมอบ “รถขุดตักดัดแปลงทำลายทุ่นระเบิด PMN-2 สำหรับภูมิประเทศซับซ้อนสูงในพื้นที่ชายแดน” ให้แก่ พล.ท.สิรภพ ศุภวานิช เจ้ากรมการทหารช่าง กองทัพบก เพื่อนำไปใช้ในภารกิจการป้องกันประเทศ

พลตรี เสด็จ อาคะจักร ประธานนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 67 กล่าวว่า ในห้วงที่ผ่านมา ในสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ทหารไทยมีหน้าที่ปกป้อง ดูแลประเทศชาติในพื้นที่ชายแดน ต้องประสบเหตุการณ์เหยียบกับระเบิด PMN-2 ที่ฝ่ายกัมพูชา ลักลอบนำมาวางไว้ตามภูมิประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางที่ทหารไทยใช้ในการลาดตระเวน ทำให้พี่น้องทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ ต้องบาดเจ็บ และสูญเสียอวัยวะไปจำนวนหลายนาย

นักศึกษา วปอ.67 จึงระดมความคิดโดยใช้ศักยภาพและเครือข่ายของนักศึกษา หารือร่วมกับ กรมการทหารช่าง (แผนกสงครามทุ่นระเบิด) เพื่อหาแนวทางที่จะรักษาและพิทักษ์กำลังรบของไทยต่อปัญหาดังกล่าว โดยได้ร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการออกแบบจัดทำรถขุดตักดัดแปลงทำลายทุ่นระเบิด PMN-2 เพื่อให้เป็นรถต้นแบบ ที่สามารถเข้าไปในภูมิประเทศ หรือเส้นทางขนาดเล็ก และสามารถกดทำลายวัตถุระเบิดชนิด PMN-2 ได้ เพื่อเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะให้หน่วยทหารลาดตระเวนขนาดเล็กสามารถนำเข้าไปใช้งานในพื้นที่ต้องสงสัยหรือพื้นที่เสี่ยงภัยต่อทุ่นระเบิด PMN-2 อันจะทำให้ลดอันตรายที่จะเกิดขึ้น และเป็นการพิทักษ์ประชาชนและกำลังพลของกองทัพไทย

“คณะนักศึกษา วปอ.67และ สวทช. ขอมอบรถต้นแบบดังกล่าวให้กับกรมการทหารช่าง เพื่อนำไปใช้งานในพื้นที่ต่อไป สำหรับ Blue Print หรือแบบพิมพ์เขียวในการจัดทำ สวทช. ยินดีให้การสนับสนุนหากต้องการนำไปผลิตและพัฒนาเพิ่มเติมต่อไป”

ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และในฐานะนักศึกษา วปอ.67 กล่าวเสริมว่า สวทช. โดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ภายใต้การสนับสนุนจากนักศึกษา วปอ. 67 ได้พัฒนาต้นแบบเครื่องมือทำลายทุ่นระเบิดฯ โดยมี ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ (RMT) เป็นหัวหน้าทีมในการออกแบบกระบวนการทางวิศวกรรมขั้นสูงและเทคโนโลยีวัสดุ สำหรับใช้ในการทำลายทุ่นระเบิด PMN-2

การพัฒนานวัตกรรมเริ่มต้นจากแนวคิดการประยุกต์ใช้รถขุดดินขนาดเล็ก (ขนาดประมาณ 3.5 ตัน) ที่มีความคล่องตัวในการเคลื่อนในภูมิประเทศลาดชันและทุรกันดาร ใช้ทักษะในการขับขี่พื้นฐาน และมีความแข็งแรงทนทานเพียงพอ มาติดตั้งอุปกรณ์ทำลายทุ่นระเบิด พร้อมติดตั้งชุดเกราะเสริมความปลอดภัยให้ห้องคนขับ จึงทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ปฏิบัติงานควบคุมไม่ได้รับอันตราย

การออกแบบทางวิศวกรรมขั้นสูงที่ผนวกรวมการออกแบบ 3 มิติ (3D Design) และการจำลองบนคอมพิวเตอร์ (Computer Simulation) ถูกใช้ในขั้นตอนการออกแบบชิ้นส่วนทางวิศวกรรม เพื่อให้มั่นใจถึงความแม่นยำในขนาดมิติในการผลิตและใช้งาน แข็งแรงเพียงพอจากแรงดันระเบิด

นอกจากนี้ ได้มีการเรียนรู้ถึงพฤติกรรมแรงดันจากการระเบิดที่อาจก่อให้เกิดอันตรายกับมนุษย์ ด้วยการจำลองทางคอมพิวเตอร์ การเลือกใช้วัสดุความแข็งแรง การพัฒนาชุดเกราะเสริมความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงานควบคุม จึงได้เลือกเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงที่มีค่าความเค้น ณ จุดคราก ไม่ต่ำกว่า 700 MPa (S700 Structural Steel) ความหนา 12 มม. ชุดหัวกดทำลายทุ่นระเบิด (Landmine Punching Destroyer) ได้ออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขและสภาวการณ์ในการทำลายทุ่นระเบิด

โดย “ก้านกด” ถูกติดตั้งให้มีระยะความสูงห่างจากพื้นดินที่เหมาะสม เพื่อช่วยการระบายของแรงดันจากการระเบิดอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะลดโอกาสการเกิดความเสียหายของชิ้นส่วน วัสดุของก้านกดเป็นเหล็กกล้าปานกลางผ่านกระบวนการอบชุบทางความร้อนเพื่อให้มีความแข็งแรงเพียงพอ (Yield Strength 720 MPa) ทำเป็นแท่งเกลียว (Stud Bolt) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 28.5 มม. ทำให้สะดวกต่อการถอดเปลี่ยนหรือปรับปรุงแก้ไขหากเกิดการชำรุดในระหว่างปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน การพัฒนาต้นแบบฯ ได้แล้วเสร็จในระยะเวลาอันสั้นเพียง 1 เดือน และพร้อมที่จะส่งมอบให้กับกรมการทหารช่าง กองทัพบก เพื่อนำไปทดสอบและประเมินผลในสถานการณ์จริง การนำไปใช้จริงนี้จะช่วยให้ทีมวิจัยสามารถรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งาน เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาในรุ่นต่อไป

นวัตกรรมนี้แสดงให้เห็นว่า สวทช. ไม่ได้ทำงานอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่ยังนำงานวิจัยมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมของประเทศ การพัฒนาเครื่องมือที่ผลิตโดยคนไทยเพื่อความมั่นคงของชาตินับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง และเป็นการคืนความปลอดภัยให้กับชีวิตและผืนดินของประชาชนตามแนวชายแดน

วิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง เดินหน้าสร้างองค์กรโปร่งใส ปลูกฝังคนรุ่นใหม่ต้านทุจริต

วิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง เดินหน้าสร้างองค์กรโปร่งใส ปลูกฝังคนรุ่นใหม่ต้านทุจริต

วิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง เดินหน้าสร้างองค์กรโปร่งใส ปลูกฝังคนรุ่นใหม่ต้านทุจริต

วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.42 น.

วิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง เดินหน้าสร้างองค์กรโปร่งใส ปลูกฝังคนรุ่นใหม่ต้านทุจริต

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 นายอรรถพันธ์ นามกูล ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง มอบหมายให้ นางเบ็ญจวรรณ์ บุญเสวตร รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง เป็นประธานเปิดการอบรม โครงการสนับสนุนการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันการทุจริตและการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสถานศึกษาอาชีวศึกษา (Integrity and Transparency Assessment : ITA)ประจำปีงบประมาณ 2568 ณ ห้องประชุมท่าทรายทอง 3 อาคารอำนวยการ

การจัดโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจแก่คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินงานอย่างโปร่งใส ปราศจากการทุจริต พร้อมทั้งยกระดับคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ ส่งเสริมบรรยากาศการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้เรียน ผู้ปกครอง และชุมชน

นางเบ็ญจวรรณ์ บุญเสวตร รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง กล่าวในพิธีเปิด ว่า “การป้องกันการทุจริตและการเสริมสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน ถือเป็นภารกิจสำคัญของสถานศึกษาอาชีวะในยุคปัจจุบัน ซึ่งนอกจากจะสร้างความน่าเชื่อถือแก่สถาบันการศึกษาแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการปลูกฝังให้นักเรียน นักศึกษา ตระหนักถึงการเป็นพลเมืองที่ดี มีความสุจริต โปร่งใส และมีจิตสำนึกที่ถูกต้องต่อสังคม”

ภายในโครงการมีการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับ มาตรการป้องกันการทุจริตเชิงรุก การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ขั้นตอนและแนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากหน่วยงานต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการด้านความโปร่งใส ทั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้คณะครูและบุคลากรได้ร่วมแสดงความคิดเห็น และเสนอแนวทางพัฒนากระบวนการทำงานที่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล

การดำเนินงานด้านการป้องกันการทุจริตและเสริมสร้างความโปร่งใสในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของวิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้องในการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาให้มีมาตรฐานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สถานศึกษาในจังหวัดสุพรรณบุรีและภูมิภาคต่อไป
 

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’นำทีมขับเคลื่อนจัด‘โอลิมปิกหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทย 2568’

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’นำทีมขับเคลื่อนจัด‘โอลิมปิกหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทย 2568’

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’นำทีมขับเคลื่อนจัด‘โอลิมปิกหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทย 2568’

วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.13 น.

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’ผนึกพลัง‘บริษัท แกมมาโก้’นำทีมขับเคลื่อนจัด‘โอลิมปิกหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทย 2568’ เวทีปั้นนักคิดรุ่นเยาว์สู่ระดับโลก

การแข่งขันโอลิมปิกหุ่นยนต์ระดับชิงแชมป์ประเทศไทย ประจำปี 2568 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ใน ระหว่างวันที่ 12-14 ก.ย.68 ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (BTU) โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เป็นเจ้าภาพร่วมกับ บริษัท แกมมาโก้ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อเปิดเวทีให้เยาวชนไทย ได้แสดงศักยภาพด้านการออกแบบและเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์ ภายใต้หัวข้อการแข่งขัน “The Future of Robots” ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีสมัยใหม่

ดร.นวลวรรณ ชะอุ่ม ประธานโครงการฯ เปิดเผยว่า การแข่งขันรอบภูมิภาคใต้มีผู้เข้าร่วมมากถึง 276 ทีม หรือกว่า 2,500 คน แบ่งเป็น 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี จำนวน 104 ทีม, รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี จำนวน 86 ทีม, รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี จำนวน 86 ทีม การแข่งขันในครั้งนี้เปิดโอกาสให้เยาวชนจากทั่วประเทศได้แสดงฝีมือในการเขียนโปรแกรมและพัฒนาหุ่นยนต์ เพื่อทำภารกิจตามโจทย์ที่กำหนด โดยทีมที่ชนะเลิศ จะได้รับสิทธิเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปแข่งขันระดับนานาชาติ ที่ประเทศรัฐสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 26-28 พ.ย.68

สำหรับโครงการ World Robot Olympiad 2025 (WRO 2025) ครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ, สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้, บริษัท อิชิตันกรุ๊ป จำกัด พร้อมการสนับสนุนสถานที่จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยการแข่งขันครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแข่งขันด้านวิทยาการหุ่นยนต์เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจ ปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทย เพื่อพัฒนาศักยภาพตามแนวทางของ ประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการวิจัย ให้ก้าวไกลไปทั่วโลกอีกด้วย

‘มหาดไทย’เปิดประชุมพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ครั้งที่ 1

‘มหาดไทย’เปิดประชุมพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ครั้งที่ 1

‘มหาดไทย’เปิดประชุมพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ครั้งที่ 1

วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.54 น.

‘กระทรวงมหาดไทย’เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ‘การยกระระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ครั้งที่ 1

กระทรวงมหาดไทย จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “การยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย” ตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เมื่อวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็คเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมี นายขจร ศรีชวโนทัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน

นายขจร ศรีชวโนทัย กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะในการสนองงานและแบ่งเบาพระราชภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเฉพาะการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนางานหัตถกรรมไทยให้คงอยู่และก้าวไกลอย่างยั่งยืน

นายขจร ศรีชวโนทัย  ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงมีแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งเป็นการผสมผสานความงดงามของผ้าไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นเข้ากับมุมมองด้านแฟชั่นร่วมสมัย ทำให้ผ้าไทยเป็นที่นิยมในทุกเพศทุกวัย สร้างรายได้และความเข้มแข็งแก่ชุมชน  อีกทั้งพระองค์ยังได้พระราชทานลายผ้าหลากหลายลาย เช่น ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา ผ้าลายดอกรักราชกัญญา ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ รวมถึงทรงพระราชทานเครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน “Sustainable Fashion แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” แก่ช่างฝีมือที่ผลิตงานหัตถกรรมโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม อันสะท้อนถึงสายพระเนตรอันยาวไกลและพระประสงค์ที่จะให้ผ้าไทยและหัตถกรรมไทยก้าวสู่สากลอย่างมั่นคง

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านผ้าและหัตถศิลป์ไทยเข้าร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางปฏิบัติให้แก่ผู้เข้าร่วม เพื่อร่วมกันสืบสาน รักษา และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทยในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านการออกแบบ การผลิต และการต่อยอดเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้สอดคล้องกับความต้องการในยุคสมัย และสามารถยืนหยัดในระดับนานาชาติ

การจัดประชุมในครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนถึงพระอัจฉริยภาพและพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ อันเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกภาคส่วน ร่วมกันสืบสาน รักษา และพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย ให้คงอยู่คู่ชาติและก้าวไกลสู่สากลอย่างยั่งยืน

‘อาชีวะ’โชว์พลังซอฟต์พาวเวอร์ ดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

'อาชีวะ'โชว์พลังซอฟต์พาวเวอร์ ดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

‘อาชีวะ’โชว์พลังซอฟต์พาวเวอร์ ดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 22.00 น.

12 กันยายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เป็นประธานเปิดการประชุมนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมซอฟต์พาวเวอร์อาชีวศึกษา “OVEC Excellence in Creative Research & Soft Power” โดยมีนายภูวดล มิ่งขวัญ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา กล่าวรายงานการดำเนินงาน นางสาวมนฑิณี ยงวิกุล ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารสถานศึกษา คณะนักวิจัย ตลอดจนผู้สนใจจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เข้าร่วม ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพฯ 

นายยศพล กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Creative Skillup by OVEC x CEA” ที่ดำเนินการร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ที่เป็นการเปิดโอกาสให้ทีมวิจัยที่ประกอบด้วยครูและนักเรียนอาชีวศึกษา ได้พัฒนาผลงานที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ท้องถิ่นและซอฟต์พาวเวอร์ของชุมชน  ซึ่งมีผลงานนำเสนอจากทีมนักวิจัย ทั้ง 24 ทีม ที่ได้รับทุนสนับสนุนรวมทั้งสิ้น 24 โครงการ จากทีม ครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มศิลปะและบริการสร้างสรรค์ (5 โครงการ) กลุ่มแฟชั่นและสิ่งทอ (9 โครงการ) กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร (10 โครงการ)

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากการนำเสนอผลงานแล้ว ยังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงถอดบทเรียนที่สำคัญ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์อาชีวะ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) พร้อมให้การสนับสนุนเวทีที่แสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านซอฟต์พาวเวอร์ของนักเรียน นักศึกษาและครูอาชีวะจากทั่วประเทศ ตามนโยบาย ด้านซอฟต์พาวเวอร์ ของรัฐบาลและการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการ สู่การถ่ายทอดผลงงานในวันนี้ ฝากทุกท่านนำนวัตกรรมผ่านการเรียนการสอน อย่างเช่น Fix it Center ก็คือซอฟต์พาวเวอร์ของอาชีวะ ในการสะท้อนบอกความเป็นอาชีะอาสา ในการให้ความช่วยเหลือต่างๆ ให้ทุกท่านช่วยกันสะท้อนมุมมอง พลักดันนวัตกรรมต่างๆ ให้เป็นที่ยอมรับ ที่จะนำไปสู่อัตลักษณ์ของสถานศึกษา ชุมชน เพื่อยกระดับความสามารถของประเทศด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมอย่างยั่งยืนต่อไป.

012

‘บุ๋ม ปนัดดา-กัน จอมพลัง’ได้ด้วย! มอบเข็มพระดุลยาธิปัตย์ฯ ผู้ทำคุณงามความดีช่วยชายแดนไทย-กัมพูชา

'บุ๋ม ปนัดดา-กัน จอมพลัง'ได้ด้วย! มอบเข็มพระดุลยาธิปัตย์ฯ ผู้ทำคุณงามความดีช่วยชายแดนไทย-กัมพูชา

‘บุ๋ม ปนัดดา-กัน จอมพลัง’ได้ด้วย! มอบเข็มพระดุลยาธิปัตย์ฯ ผู้ทำคุณงามความดีช่วยชายแดนไทย-กัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.48 น.

วันที่ 12 กันยายน 2568 พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ รองปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้แทนปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีจัดงานวันคล้ายวันสถาปนา กรมพระธรรมนูญ ครบ 119 ปี ที่กรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) โดยมี พลเอก พิสิษฐ์ นพเมือง เจ้ากรมพระธรรมนูญ หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และหน่วยงานราชการอื่น เข้าร่วมพิธี โดยพร้อมเพรียงกัน

นอกจากนี้ กรมพระธรรมนูญได้จัดพิธีมอบเข็มพระดุลยาธิปัตย์ กิตติมศักดิ์ พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ ให้กับผู้ทรงคุณวุฒิและได้ประกอบคุณงามความดีแก่กรมพระธรรมนูญ และกระทรวงกลาโหม

โดยมี พล.อ.พิสิษฐ์ นพเมือง เจ้ากรมพระธรรมนูญ เป็นผู้มอบเข็มพระดุลยาธิปัตย์ กิตติมศักดิ์ ให้แก่ 6 คน

1.ดร.ธงทอง นิพัทธรุจิ
2.นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์
3.ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี
4.นายกริชทอง อ้นจันทร์
5.นายนภนันทน์ จันทราชโลธร
6.นายชูชาติ แก้วเก่า

ด้าน นางสาวปนัดดา กล่าวว่า ลงพื้นที่มาตลอดก่อนเหตุปะทะได้พูดคุยทหารคนในพื้นที่ได้เห็นความตึงเครียดในพื้นที่เกิดขึ้นขนาดไหน ตนได้เอาที่ดินไปจำนอง เพื่อเอาเงินไปทำบังเกอร์ถือเป็นความบ้าส่วนตัวที่ไม่ควรเอาอย่าง สิ่งที่ทำไปในวันนั้นทหารบอกว่ารอดมาได้เพราะบังเกอร์ เราก็ใจฟูกับสิ่งที่ทำ ตอนนี้ทำได้ทุกอย่างยกเว้นการจับปืน

ตนอยู่ชายแดนตลอด กัมพูชามีการเคลื่อนกำลัง ตนมองว่าการเปิดด่านอีกนาน ขอให้สบายใจได้ ทั้งนี้อยากให้กำลังใจทหารและขอบคุณทหารและตนจะทำหน้าที่ต่อไป

ด้าน กัน จอมพลัง กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติได้รับเลือก อยู่ชายแดนมา3เดือนกว่าไปมาทุกพื้นที่ลำบาก แม้แต่เยียวยาทหารเสียชีวิตในสมรภูมิรบ สิ่งที่เกิดขึ้นนักการเมืองรุมด่า ติเตียน วันนี้ได้รับเกียรติจากพี่ๆทหารที่เห็นสิ่งที่ทำได้รับเข็มพระดุลยาธิปัตย์กิตติมศักดิ์ มีคุณค่าทางใจ วันนี้ได้อยากทำต่อไปให้ดีที่สุดและขอบคุณที่ได้เห็นผลงาน

สำหรับประวัติกรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริและพระราชประสงค์ ให้มีแอดโวเคต เยเนอราล (Advocate General) สำหรับเป็นผู้รักษาแบบแผนทั้งหลาย เช่นเดียวกับนานาอารยประเทศ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้กรมยุทธนาธิการ ตั้งกรมพระธรรมนูญทหารบก ตามคำสั่งกรมยุทธนาธิการ ที่ 212/8706 ลงวันที่ 12 กันยายน ร.ศ. 125 หรือ พ.ศ.2449 หลังจากนั้นอีก 2 ปีต่อมา ได้มีการตั้ง กรมพระธรรมนูญทหารเรือ ขึ้นตรงต่อกรมบัญชาการกลาง กรมทหารเรือ จนกระทั่งปี พ.ศ.2474 ได้มีคำสั่งให้รวมกรมพระธรรมนูญทหารบกและกรมพระธรรมนูญทหารเรือเป็นกรมเดียวกัน เรียกชื่อว่า กรมพระธรรมนูญทหาร

ต่อมาในปี พ.ศ.2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระทรวงกลาโหมใหม่ ให้กรมพระธรรมนูญทหาร ไปขึ้นต่อปลัดทูลฉลอง เรียกชื่อใหม่เป็น “กรมพระธรรมนูญ” จึงถือเอาวันที่ 12 ก.ย. ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนา นับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน กรมพระธรรมนูญได้ดำเนินงานด้านกฎหมายของกระทรวงกลาโหม ในการให้คำปรึกษา เสนอแนะ และให้ความเห็นทางกฎหมายแก่ผู้บังคับบัญชา และดำเนินงานด้านกระบวนการยุติธรรมทหาร ได้แก่ งานด้านศาลทหาร อัยการทหาร และทนายทหาร รวมถึงงานคุ้มครองพยานในคดีอาญา โดยมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพในทุก ๆ ด้าน ทั้งในด้านกระบวนการดำเนินงาน และด้านบุคลากร ให้สอดคล้องเหมาะสม กับสภาพกาลในปัจจุบัน เพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ทหาร ประชาชน และประเทศชา