เช็กเลย!!! ผู้ประกันตน ม.33-ม.39 ตรวจสุขภาพฟรี 14 รายการ ที่ รพ.ตามสิทธิ

เช็กเลย!!! ผู้ประกันตน ม.33-ม.39 ตรวจสุขภาพฟรี 14 รายการ ที่ รพ.ตามสิทธิ

เช็กเลย!!! ผู้ประกันตน ม.33-ม.39 ตรวจสุขภาพฟรี 14 รายการ ที่ รพ.ตามสิทธิ

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.34 น.

ประกันสังคม ชวนผู้ประกันตนมาตรา 33 มาตรา 39 ใช้สิทธิตรวจสุขภาพประจำปี ฟรี 14 รายการ กับ รพ.ที่ร่วมโครงการตามสิทธิประกันสังคม เพื่อค้นหาความเสี่ยงป้องกันและรักษาโรคได้ทันท่วงที

“ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” สุภาษิตนี้จะได้ยินกันบ่อยๆ ในวงการแพทย์และสาธารณสุขที่มักจะใช้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอและยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของการมีสุขภาพที่ดีซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีชีวิตที่มีความสุข สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ เพราะความเจ็บป่วยไม่ได้ส่งผลแค่เพียงร่างกายแต่ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจและชีวิตความเป็นอยู่โดยรวมด้วย ประกอบกับโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปทำให้การดำรงชีวิตของคนต้องเปลี่ยนตามไปด้วย ทั้งเรื่องของอาหารการกิน สารเคมี และมลภาวะต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายได้

นางสาวบุปผา เรืองสุด เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการป้องกันและรักษาได้อย่างทันท่วงที สำนักงานประกันสังคมได้มอบสิทธิประโยชน์ในการตรวจสุขภาพประจำปีฟรี 14 รายการ สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 และ มาตรา 39 เพื่อให้ทราบถึงภาวะสุขภาพของตนเองและเป็นการค้นหาความเสี่ยงหรือความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม เพราะเพียงแค่การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงท่ามกลางมลภาวะรอบตัว อาจจะยังไม่ปลอดภัยจากโรคร้าย ที่อาจก่อตัวเงียบๆอยู่ในร่างกาย โดยที่ยังไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมา ซึ่งโดยทั่วไปจะทำการตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงหรืออายุมากขึ้นก็อาจจะต้องได้รับการตรวจถี่ขึ้นตามคำแนะนำของแพทย์

สำหรับสิทธิตรวจสุขภาพฟรี 14 รายการ ประกอบด้วย 1.การคัดกรองการได้ยิน Finger Rub Test 2.การตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข และสอนการตรวจเต้านมด้วยตนเอง 3.การตรวจสายตาโดยความดูแลของจักษุแพทย์ เพื่อคัดกรองความผิดปกติและค้นหาโรคทางสายตา พร้อมทั้งการตรวจ Snellen eye Chart และวัดความดันของเหลวภายในลูกตา 4.ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด CBC 5.ปัสสาวะ UA 6.น้ำตาลในเลือด FBS (Fasting Blood Sugar) 7.การทำงานของไต Cr และ eGFR 8.ไขมันในเส้นเลือดชนิด Total & HDL Cholesterol 9.เชื้อไวรัสตับอักเสบ HBsAG 10.มะเร็งปากมดลูก Pap Smear 11.มะเร็งปากมดลูกวิธี Via 12.มะเร็งปากมดลูก HPV DNA Test 13.ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง 14.การถ่ายภาพรังสีทรวงอก (Chest X-ray)

นางสาวบุปผา เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อไปว่า ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับบริการตรวจสุขภาพ 14 รายการ ในสถานพยาบาลตามที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด (โรงพยาบาลที่เข้าร่วมการตรวจสุขภาพกับสำนักงานประกันสังคม) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สามารถตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการได้ที่เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม http://www.sso.go.th หรือโทรสอบถามที่สายด่วน 1506 ขั้นตอนหลักๆ ในการใช้บริการ คือ การโทรศัพท์สอบถามสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อยืนยันสิทธิและนัดหมายวันเวลาเข้ารับบริการตรวจสุขภาพ เมื่อถึงวันนัดให้นำบัตรประจำตัวประชาชนไปติดต่อที่สถานพยาบาลแล้ว ให้แจ้งความจำนงค์ขอรับการตรวจสุขภาพตามสิทธิประกันสังคม โดยก่อนเข้ารับการตรวจควรพักผ่อนให้เพียงพอและต้องงดน้ำและอาหารตามที่สถานพยาบาลกำหนด (ประมาณ 8-10 ชั่วโมง) และผู้ประกันตนควรแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับโรคประจำตัวและอาการแพ้ยาแก่เจ้าหน้าที่หรือแพทย์ด้วย ทั้งนี้ หากพบความผิดปกติจะได้รับการแนะนำให้เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามสิทธิ ด้วยเหตุนี้ผู้ประกันตนจึงไม่ควรรอช้าและอย่าละเลยในการเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อให้สามารถป้องกันและจัดการปัญหาสุขภาพได้อย่างทันท่วงที

ขอให้ผู้ประกันตนได้ตระหนักถึงสุขภาพตนเอง จึงขอเชิญชวนให้มาใช้สิทธิในการตรวจสุขภาพสำหรับผู้ประกันตนที่ยังไม่ได้รับการตรวจสุขภาพในปี 2568 ท่านสามารถใช้สิทธิได้ภายในเดือนกันยายน 2568 ทั้งนี้ หากไม่สามารถรับบริการได้ภายในเดือนกันยายน ท่านสามารถใช้บริการได้ในปีงบประมาณถัดไป (ตุลาคม 2568) โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการตรวจสุขภาพได้ที่ http://www.sso.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขาทุกแห่งทั่วประเทศ และที่หมายเลขโทรศัพท์ 1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง)
 

ASU จับมือพันธมิตรไทย ขับเคลื่อนความร่วมมือด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์

ASU จับมือพันธมิตรไทย ขับเคลื่อนความร่วมมือด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์

ASU จับมือพันธมิตรไทย ขับเคลื่อนความร่วมมือด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.24 น.

ASU ให้การต้อนรับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (MHESI) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) ของประเทศไทย ในการเยือนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 8–9 กันยายน 2568

ศาสตร์ด้าน STEM และไมโครอิเล็กทรอนิกส์เป็นปัจจัยหลักในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและการมีบุคลากรทักษะสูงจึงเป็นหัวใจสำคัญ ภาครัฐและสถาบันอุดมศึกษามีบทบาทในการขับเคลื่อนและรับมือความท้าทายดังกล่าว

เมื่อวันที่ 8–9 กันยายน 2568 มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนา (Arizona State University – ASU) ให้การต้อนรับคณะผู้แทนระดับสูงจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (MHESI) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในประเทศไทยที่ “ขับเคลื่อนโดย ASU – Powered by ASU” โดยที่ประชุมได้ข้อสรุปสำคัญคือการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขยายความร่วมมือด้านวิชาการ งานวิจัย และการพัฒนากำลังคนในสาขาไมโครอิเล็กทรอนิกส์

คณะผู้แทนไทยนำโดย ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมด้วยนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ดร. สุริยา จินดาวงษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน และรองศาสตราจารย์ ดร. ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT)

ความร่วมมือครั้งนี้สานต่อภารกิจวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ในประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคม ภายใต้การนำของ Mr. Jeffrey Goss รองอธิการบดีฝ่ายโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ Ira A. Fulton แห่ง ASU ซึ่งได้จัดประชุมโต๊ะกลมร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย สมาคมการพิมพ์แผ่นวงจรไทย ศูนย์ไมโครอิเล็กทรอนิกส์แห่งประเทศไทย ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และผู้แทนภาคอุตสาหกรรม เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ของไทย

Mr. Jeffrey Goss กล่าวว่า การเยือนซึ่งกันและกัน และการทำให้ความร่วมมือเป็นทางการในครั้งนี้ ไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่คือการเปิดบทใหม่ของความร่วมมือ และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ก้าวเดินไปพร้อมกับ ศ.ดร. ศุภชัย และ รศ.ดร. ภานวีย์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทย โดยย้ำว่า ASU เป็นศูนย์กลางความพยายามด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯ และภาคภูมิใจที่ได้ขยายความเชี่ยวชาญสู่พันธมิตรนานาชาติ เพื่อเสริมสร้างนวัตกรรม การพัฒนากำลังคน และความเป็นเลิศทางวิชาการ

ซึ่งตลอดการเยือน 2 วัน คณะผู้แทนจากประเทศไทยได้พบปะและหารือกับผู้นำ คณาจารย์ และนักวิจัยของ ASU จากหลายหน่วยงาน อาทิ สถาบัน Biodesign, โรงเรียนการจัดการระดับโลก Thunderbird, MacroTechnology Works, ASU Health, Dreamscape Learn และสำนักงานวิจัย นวัตกรรม และผู้ประกอบการของ Fulton Schools โดยมุ่งเน้นความร่วมมือด้านการพัฒนาหลักสูตร การอบรมคณาจารย์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ วิศวกรรมชีวการแพทย์และนวัตกรรมสุขภาพ การผลิตขั้นสูง และเทคโนโลยีอวกาศ

ด้านศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ประเทศไทยมุ่งมั่นยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การสร้างความสามารถในการแข่งขันระดับชาติ และรู้สึกซาบซึ้งที่ได้มี ASU เป็นพันธมิตรสำคัญ

โดยหนึ่งในไฮไลท์คือการประชุมโต๊ะกลมภาคอุตสาหกรรม โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำ อาทิ Intel, Microchip, Siemens, Deca และ Benchmark ตลอดจนหน่วยงาน Arizona Commerce Authority และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจเมือง Chandler เข้าร่วม เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย

นอกจากนี้คณะผู้แทนยังได้เยี่ยมชมอาคาร Interdisciplinary Science and Technology Building 12 (ISTB12) ซึ่งเพิ่งเปิดใช้งาน และเป็นที่ตั้งของ School of Manufacturing Systems and Networks ในวิทยาเขตโพลีเทคนิค

รองศาสตราจารย์ ดร. ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) ระบุว่า การได้เยี่ยมชม ISTB12 และโรงเรียน Manufacturing Systems and Networks ของ ASU ถือเป็นแรงบันดาลใจอย่างแท้จริง งานวิจัยล้ำสมัยด้านการผลิตขั้นสูงและหุ่นยนต์เชื่อมโยงโดยตรงกับความต้องการของ MUT และของประเทศไทย อีกทั้งยังมอบข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ขอขอบคุณโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญนี้กับ ASU

กรอบความร่วมมือ ASU–MHESI–MUT ครอบคลุมหลายมิติ ได้แก่ โครงการวิจัยและการศึกษาแบบร่วมมือด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ สุขภาพ และการผลิต , การพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทวิภาคีด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ , โปรแกรมเส้นทางปริญญาร่วม ภายใต้เครือข่ายพันธมิตร ASU–Cintana และโปรแกรมพัฒนากำลังคนและวิชาชีพ เพื่อยกระดับทักษะแรงงาน

ด้านศาสตราจารย์ Michael Crow อธิการบดี ASU กล่าวถึงพันธกิจ “The New American University” ว่า ASU ก่อตั้งขึ้นบนแนวคิดที่ว่ามหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่จะถูกวัดจาก ‘ใครที่รวมอยู่ด้วย และพวกเขาประสบความสำเร็จอย่างไร’ ความร่วมมือนี้แสดงถึงพันธกิจดังกล่าว ด้วยการขยายความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมของ ASU ไปทำงานเคียงข้างผู้นำของประเทศไทยในภาครัฐ การศึกษา และเทคโนโลยี เวลาสำหรับความร่วมมือคือ ‘ตอนนี้’ และจะร่วมกันขยายโอกาสการเรียนรู้และเร่งรัดการค้นพบในสาขาเซมิคอนดักเตอร์ที่สำคัญนี้

-(016)

ไทยเดินหน้า 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-จีน สถาปนา 50 เมืองพี่น้อง

ไทยเดินหน้า 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-จีน สถาปนา 50 เมืองพี่น้อง

ไทยเดินหน้า 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-จีน สถาปนา 50 เมืองพี่น้อง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.04 น.

ไทยเดินหน้า 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย – จีน สถาปนา 50 เมืองพี่น้อง ขณะคนไทยให้ความสนใจ’ซินเจียงอุยกูร์’เพิ่มมากขึ้น  

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโอกาสที่ปี 2568 เป็นปีเฉลิมฉลองในใอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาชน ของไทยและจีน พร้อมใจกันจัดกิจกรรมฉลองความสัมพันธ์ ทั้งในไทย และในจีน ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและการเรียนรู้ร่วมกัน และเพิ่มความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ตลอดจนมีการเยือนในระดับสูงเพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างกัน และในส่วนของกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าร่วมกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง (Sister City)  หรือเมืองคู่มิตร ระหว่างจังหวัดขอหรือไทยกับมณฑล เมืองของจีนให้ครบ 50 คู่ เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

โดยเน้นความร่วมมือในมิติต่าง ๆ เพื่อจะนำไปสู่การเชื่อมโยงในระดับประชาชนถึงประชาชน (People-to-People Connectivity) เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ตามเป้าหมายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี  ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวมหาดไทย   

ทั้งนี้ปัจจุบัน ไทย และ จีน มีเมืองพี่เมืองน้องระหว่างกัน ประมาณ 40 คู่ อาทิ จ.ภูเก็ต กับ  เมืองเซี่ยเหมิน จ.นครราชศรีมา กับ  มณฑลเสฉวน จ.พะเยา กับ  เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา จ.ประจวบคีรีขันธ์ กับ  เมืองเล่อซาน และ จ.เชียงใหม่ กับ นครเฉิงตู    

ส่วนคู่ความสัมพันธ์ เมืองพี่น้องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ อาทิ จ.ร้อยเอ็ด กับ  เมืองกานซู จ.สงขลา กับ  นครฝูโจว จ.อุบลราชธานี  กับ  มณฑลเจียงซี และ  จ.พิษณุโลกกับ มณฑลยูนนาน  
การดำเนินความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องนอกจากเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันแล้ว ยังความเชื่อมโยงพัฒนาประเทศ ดึงดูดการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวจากต่างประเทศด้วย  
 
ขณะที่ “ซินเจียงอุยกูร์” เป็นอีกมณฑลที่จะมีแผนส่งเสริมความสัมพันธ์ต่อไปในอนาคต เพราะเป็นเขตปกครองตนเองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของจีน มีพื้นที่มากถึง 1.6 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 25.8 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนอุยกูร์ (44.96%) ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม มีภาษาและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเฉพาะตัว ซึ่งทางการจีนได้ส่งเสริมเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ชาวจีนอุยกูร์ อย่างเต็มที่ ทั้งด้านภาษาตามสถานที่สาธารณะ และสถานที่สำคัญทางศาสนา เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ด้วยการพัฒนาประเทศในยุคใหม่ของจีนภายใต้การนำของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน 

ข้อมูล สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน รายงานจำนวนการเดินทางเยือนซินเจียงในปี 2024 ที่ผ่านมาว่าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 300 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบปีต่อปี และรายได้จากการท่องเที่ยวสูงราว 3.55 แสนล้านหยวน (ราว 1.66 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 

ขณะที่หน่วยงานต่างๆ ของไทยให้ความสนใจเดินทางไปศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา  นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา นำคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้าเยี่ยมชม สภาประชาชนแห่งชาติเขตปกครองตนเองซินเจียง อุยกูร์  

โดย ประธานรัฐสภา กล่าวว่า ซินเจียงมีความเปลี่ยนแปลงไปมากในรอบ 27 ปี ไม่คาดคิดว่า จากเมืองเล็กๆที่เศรษฐกิจไม่ดี นักท่องเที่ยวน้อย แต่ปัจจุบันสนามบินใหญ่โต มี 3 เทอมินอล รองรับนักท่องเที่ยวได้ 50 ล้านคนต่อไป และมีนักท่องเที่ยว 20 กว่าล้านคนในปีที่ผ่านมา

‘กรมส่งเสริมวัฒนธรรม-สนง.นวัตกรรมแห่งชาติ’ลงนาม MOU ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านนวัตกรรมสร้างสรรค์

‘กรมส่งเสริมวัฒนธรรม-สนง.นวัตกรรมแห่งชาติ’ลงนาม MOU ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านนวัตกรรมสร้างสรรค์

‘กรมส่งเสริมวัฒนธรรม-สนง.นวัตกรรมแห่งชาติ’ลงนาม MOU ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านนวัตกรรมสร้างสรรค์

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.52 น.

‘กรมส่งเสริมวัฒนธรรม-สนง.นวัตกรรมแห่งชาติ’ลงนาม MOU ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านนวัตกรรมสร้างสรรค์

10 ก.ย.68 ที่สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม เขตคลองสาน กทม. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ภายใต้การสนับสนุนพื้นที่การจัดงานโดยไอคอนสยาม ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือในการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านนวัตกรรมสร้างสรรค์ นำซอฟต์พาวเวอร์มาใช้กับอุตสาหกรรมเกมไทย ซึ่งเป็นการผสมผสาน “วัฒนธรรม” กับ “นวัตกรรม” เข้ามาช่วยต่อยอดอุตสาหกรรม Soft Power ของประเทศอย่างเป็นระบบ พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมในอุตสาหกรรม ภายใต้กลไก 4G คือ Groom สนับสนุนองค์ความรู้, Grant สนับสนุนเงินทุน, Growth สนับสนุนการเพิ่มมูลค่า และ Global สนับสนุนเครือข่าย ซึ่งจะช่วยยกระดับให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

คุณยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า “กรมส่งเสริมวัฒนธรรมเป็นองค์กรหลักในการส่งเสริมงานด้านวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนทางสังคม โดยหนึ่งในพันธกิจที่สำคัญคือการสงวนรักษา พัฒนาต่อยอด และเผยแพร่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสู่ระดับนานา ชาติ การนำเอาซอฟต์พาวเวอร์มาใช้ในอุตสาหกรรมเกมไทย ถือว่าเป็นการนำเอาทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดพัฒนาสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าทางวัฒนธรรมไทย ที่เต็มไปด้วยอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญา ที่เราภาคภูมิใจ ซึ่งในการร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาตินั้น จะมีการนำเอานวัตกรรมมาช่วยออกแบบอย่างสร้างสรรค์ ผ่านกระบวนการคิดเชิงนวัตกรรมเข้ามาช่วยเติมเต็ม ทั้งด้านการออกแบบ การใช้เทคโนโลยี การทดสอบและปรับปรุง ไปจนถึงการขยายสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยยกระดับสินค้าและบริการของไทยได้”

ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า “ปัจจุบันอุตสาหกรรมเกมไทย เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพสูงในการต่อยอดทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อน Soft Power ของประเทศ ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้นั้นมีใจความสำคัญคือการผสมผสาน “วัฒนธรรม” กับ “นวัตกรรม” เข้ามาช่วยต่อยอดกับอุตสาหกรรม Soft Power ของประเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติในฐานะผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรมของประเทศ พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมในอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ ภายใต้กลไก 4G ที่ประกอบไปด้วย 1)Groom คือ สนับสนุนองค์ความรู้ พัฒนาทักษะผู้ประกอบการ เพื่อสร้างนวัตกร 2)Grant คือสนับสนุนเงินทุน เพื่อสร้างนวัตกรรม 3)Growth คือสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าการเติบโตของตลาดนวัตกรรม และนวัตกรรายใหม่ให้สามารถขายสินค้าและบริการหรือระดมทุนได้ และ 4)Global คือสนับสนุนเครือข่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการนำสินค้าออกสู่ตลาดโลก

โดยในปีงบประมาณ 2569 ที่จะถึงนี้ ทาง NIA ยังได้เตรียมเปิดโครงการพัฒนาผู้ประกอบการภายใต้ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศในอุตสาหกรรมบอร์ดเกมไว้ เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนผู้ประกอบ การ นักออกแบบเกม และนักสร้างสรรค์ทุกคน ให้สามารถพัฒนาไอเดียต่อยอด สู่การผลิตเชิงพาณิชย์ เชื่อมโยงกับตลาด และสร้างความเข้มแข็งให้แก่อุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ตลอด value chain ดังนั้นความร่วมมือในครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการสร้าง “อุตสาหกรรมเกมไทย” ที่มีเอกลักษณ์ แข็งแรง และยั่งยืน” 

สำหรับพิธีลงนามฯ ในครั้งนี้นั้น จัดขึ้นภายใต้งาน Thailand Game Festival 2025 ที่จัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับสมาคมบอร์ดเกมประเทศไทย (TBGA) และสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) ภายใต้การสนับสนุนของไอคอนสยาม โดยภายในงานมีกิจกรรมหลักเป็นการประกวดออกแบบซอฟต์แวร์เกม และบอร์ดเกม ภายใต้หัวข้อที่เกี่ยวกับซอฟต์พาวเวอร์ไทย ซึ่งมีผู้ส่งผลงานรวมกว่า 243 ทีม เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกมที่มีการเติบเติบโตอย่างรวดเร็วและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ 

‘ภูมิใจไทย’เปิดบ้านต้อนรับนักเรียน พาเยี่ยมชม’ห้องประชุมสส.’

'ภูมิใจไทย'เปิดบ้านต้อนรับนักเรียน พาเยี่ยมชม'ห้องประชุมสส.'

‘ภูมิใจไทย’เปิดบ้านต้อนรับนักเรียน พาเยี่ยมชม’ห้องประชุมสส.’

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.25 น.

ภูมิใจไทย เปิดบ้านต้อนรับนักเรียน รร.สตรีสิริเกศ พาเยี่ยมชม ห้องประชุม สส.-ห้องแถลงข่าว แชะห้องพักสื่ออมวลชน พร้อมเปิดห้องเรียน “นิติรัฐ” รวบรวมองค์ความรู้ รัฐศาสตร์-นิติศาสตร์ ด้านนายกฯ จัดบิ๊กเซอร์ไพรส์ถาม-ตอบใกล้ชิด อ้อนจะได้นำความรู้มาดูแลพวกลุง

10 กันยายน 2568 เมื่อเวลา 15.45 น. ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย มีนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สายวิชานิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ จากโรงเรียนสตรีสิริเกศ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ประมาณ 40 คนพร้อมกับคณะอาจารย์ เดินทางมาศึกษาดูงานนอกห้องเรียนพร้อมกับเข้าเรียนในห้องเรียน“นิติรัฐ”

โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้การต้อนรับและเป็นวิทยากรและอาจารย์พิเศษ โดยเปิดเผยว่า วันนี้ มีนักเรียนจำนวน 40 คน ที่เดินทางเพื่อเข้ามาศึกษาในห้องเรียนนิติรัฐเพราะมีความสนใจในเรื่องของนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ 

จากนั้นนายสิริพงศ์ ได้พาคณะนักเรียนเข้ามาเยี่ยมชมภายในที่ทำการพรรคภูมิใจไทยโดยเริ่มต้นที่บริเวณห้องแถลงข่าว และห้องพักสื่อมวลชน อยู่ที่บริเวณชั้น 2 ของที่ทำการพรรคภูมิใจไทย

ต่อด้วยพาเยี่ยมชมห้องประชุม สส.พรรค ที่บริเวณ 4 โดยห้องนี้ นายสิริพงศ์ได้กล่าวต้อนรับทุกคนเข้าสู่ห้องเรียนนิติรัฐ เริ่มต้นด้วยการเปิดสไลด์ประวัติความเป็นมาของพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่วันก่อตั้งที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่บรรยายตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงพรรคภูมิใจไทยมาจนถึงแนวทางการดำเนินงานตลอดระยะเวลา 16 ปี และกำลังก้าวสู่ปีที่ 17 ภายใต้บ้านสีน้ำเงินซึ่งเป็นสีประจำพรรคภูมิใจไทย

จากนั้นรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยยังได้บรรยายเกี่ยวกับแนวนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่จะเร่งดำเนินการในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่จะนำ“โครงการคนละครึ่ง”กลับมา 

จากนั้น เวลา 16.35 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เข้ามาร่วมพูดคุย-ตอบคำถาม โดยทันทีที่ นายกฯ มาถึงที่ห้องประชุม น้องๆ ได้ส่งเสียงกรี้ด และนายอนุทิน ได้ทักทายน้องๆ ว่า ฮัลโหล พร้อมถามว่า มีใครจะถามอะไรไหม รวมทั้งได้แนะนำตัว นายสันติ พร้อมพัฒน์ ด้วย

ตัวแทนนักเรียน ถามว่า ในระยะเวลา 4 เดือนที่เป็นฐบาล ได้นำนโยบายหรือแนวคิดอะไรที่พิเศษ ที่พัฒนาแล้วต่อยอดในช่วงที่เป็นรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า 4 เดือนไม่ใช่เวลาที่ยาวนาน สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้สำหรับประเทศไทยคือ ต้องเร่งแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้พวกเรา ให้ญาติเราชาวศรีสะเกษ สมัยก่อนเรายังข้ามเอาของไปขาย ไปหาเพื่อน หาญาติสะดวก ตอนนี้ทำไม่ได้ ต้องเร่งให้ประชาชนกลับมาสู่ความเป็นปกติให้เร็วที่สุด ส่วนเรื่องการทหาร การทูต การเจรจาความร่วมมือ หรือการสู้รบต่อสู้ ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของทหาร เราต้องหาวิธีที่ทำให้ประชาชนใช้ชีวิตเป็นปกติให้เร็วที่สุด

จากนั้น นายอนุทิน ได้ให้น้องๆ ได้ถ่ายรูปร่วมกัน สร้างเสียงฮือฮาเป็นอย่างมาก รวมถึงได้ร่วมอวยพรทุกคน ในเรื่องการเรียนและการดำเนินชีวิต ว่า เราจะได้นำความรู้ที่ได้มาพัฒนาบ้านเมือง รับใช้ชาติ มาดูแลพวกลุงนี่แหละ เพราะอีกหน่อยก็แก่แล้ว ฝากบ้านเมืองไว้กับลูกหลาน ขอให้โชคดีทุกคน.

เยาวชนสตูลโชว์ไอเดียสร้างสรรค์ ‘บิงโก–ขนมผูกรัก’ สืบสานอัตลักษณ์สู่อนาคต

เยาวชนสตูลโชว์ไอเดียสร้างสรรค์ ‘บิงโก–ขนมผูกรัก’ สืบสานอัตลักษณ์สู่อนาคต

เยาวชนสตูลโชว์ไอเดียสร้างสรรค์ ‘บิงโก–ขนมผูกรัก’ สืบสานอัตลักษณ์สู่อนาคต

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.23 น.

ปลุกพลังเยาวชน! เด็กๆชาวสตูลกว่า 50 คน รวมตัวกันในโครงการ ‘เด็กสตูลสร้างเมือง’ เพื่อนำเสนอไอเดียสุดเจ๋งที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับรากเหง้าท้องถิ่น หวังเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาบ้านเกิดอย่างยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เยาวชนรุ่นใหม่กว่า 50 คนจาก 7 อำเภอในจังหวัดสตูล ได้ร่วมกันนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ภายใต้โครงการ ‘เด็กสตูลสร้างเมือง’ ที่อุทยานการเรียนรู้ TK Park เทศบาลเมืองสตูล โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาบ้านเกิดและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่

ภายในงานมีผลงานของเยาวชนจาก 10 ทีมที่หยิบยกประเด็นสำคัญในท้องถิ่นมาสร้างสรรค์ในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ท้องถิ่น อาทิ โครงการรักษ์ทะเลเริ่มที่เรา, โครงการป่าฟื้นคน คนฟื้นใจ, โครงการยกระดับผลิตภัณฑ์สู่ตลาด Premium, และ โครงการสตูลสายอาร์ต เมืองนี้ใครก็โชว์ได้

หนึ่งในผลงานที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ ‘โครงการหลงกลิ่นเมืองเก่า’ ซึ่งใช้ เกมบิงโก มาเป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์และสถานที่สำคัญของสตูล โดย น้องไอเดีย หรือนางสาวอนันชญา สาลีสุข ตัวแทนกลุ่มจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย สตูล เล่าว่า การใช้เกมจะช่วยดึงดูดความสนใจของเด็ก ๆ ได้ดีกว่าการบอกเล่าตรง ๆ และยังทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก

นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่โดดเด่นอย่าง ‘Sweet Journey เดินทางกับหนมตูล’ ที่นำเสนอ ‘ขนมผูกรัก’ ซึ่งเป็นขนมพื้นเมืองที่กำลังจะเลือนหายไป ตัวแทนกลุ่มเผยว่า ต้องการฟื้นฟูขนมดังของสตูลให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อยกระดับให้เข้าถึงตลาดใหม่ ๆ

นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ นายกสมาคมการกีฬาแห่งจังหวัดสตูล ได้กล่าวชื่นชมในความสามารถของเด็ก ๆ ว่า ‘ดีใจที่ TK Park เปิดพื้นที่ให้น้อง ๆ ได้แสดงศักยภาพ ซึ่งคนรุ่นใหม่เก่งขึ้นมาก แต่การพัฒนาเมืองต้องอาศัยทั้งความคิดที่ทันสมัยของคนรุ่นใหม่และประสบการณ์ของคนรุ่นเก่า เชื่อว่าถ้าเดินไปด้วยกัน สตูลจะมีอนาคตที่แข็งแรงแน่นอน’

โครงการ ‘เด็กสตูลสร้างเมือง’ จึงเป็นมากกว่าการนำเสนอผลงาน แต่เป็นการจุดประกายให้เยาวชนสตูลลุกขึ้นมามีบทบาทสำคัญในการออกแบบอนาคตของบ้านเกิดของตัวเอง ด้วยเครื่องมือที่เข้ากับยุคสมัยอย่างเกม, ขนม, และเรื่องเล่าจากรากเหง้าทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว ///-026

ตร.จราจรนครนายกแปลงร่างเป็น’ชินจัง’โบกรถขวัญใจ นร.หวังกระตุ้นเด็กอยากมาโรงเรียนแต่เช้า

ตร.จราจรนครนายกแปลงร่างเป็น'ชินจัง'โบกรถขวัญใจ นร.หวังกระตุ้นเด็กอยากมาโรงเรียนแต่เช้า

ตร.จราจรนครนายกแปลงร่างเป็น’ชินจัง’โบกรถขวัญใจ นร.หวังกระตุ้นเด็กอยากมาโรงเรียนแต่เช้า

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.21 น.

สร้างความประทับใจและรอยยิ้มให้กับเด็กนักเรียนและผู้ปกครองที่จังหวัดนครนายก เมื่อตำรวจจราจรใจดีสวมหน้ากากตัวการ์ตูนยอดฮิตอย่าง “ชินจัง” ออกมาปฏิบัติหน้าที่โบกรถยามเช้า หวังเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นให้เด็กๆ รู้สึกสนุกและอยากมาโรงเรียนเร็วขึ้น

วันที่ 10 ก.ย.68 ที่บริเวณสี่แยกโรงเรียนอนุบาลนครนายก ตำบลนครนายก อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนในยามเช้า เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรนายหนึ่งที่มักจะสวมหน้ากากตัวการ์ตูนต่างๆ จนเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ ได้ปรากฏตัวในชุดใหม่ที่มาตามคำเรียกร้อง นั่นคือ หน้ากากชินจัง

ด.ต.ธนิต บุษบงค์ ผบ.หมู่ตำรวจจราจรนครนายก เผยว่า ปกติจะสวมหน้ากากหลายแบบ เช่น หมี หรือมิกกี้เมาส์ และยังได้รับชุดไดโนเสาร์จากผู้ปกครองนักเรียนอีกด้วย การแต่งกายในรูปแบบนี้ทำให้เด็กๆ รู้สึกตื่นเต้นและอยากมาโรงเรียนแต่เช้า เพื่อจะได้โบกมือทักทายหรือขอจับมือกับตำรวจจราจรที่เป็นขวัญใจของพวกเขา

จากที่ผู้ปกครองหลายคนเรียกร้องให้กลับมาสวมหน้ากากชินจังอีกครั้ง ทำให้ ด.ต.ธนิต เลือกสวมชุดนี้เพื่อสร้างสีสันและบรรยากาศที่เป็นมิตรในช่วงเช้า ซึ่งเป็นผลดีต่อการจราจรและยังช่วยให้เด็กๆ มีความสุขในการมาโรงเรียนมากขึ้น

คณะศิลปศาสตร์ DPU จัดพิธีบายศรีสู่ขวัญ ผูกสายสัมพันธ์ สร้างครอบครัวอบอุ่นให้นักศึกษาใหม่

คณะศิลปศาสตร์ DPU จัดพิธีบายศรีสู่ขวัญ ผูกสายสัมพันธ์ สร้างครอบครัวอบอุ่นให้นักศึกษาใหม่

คณะศิลปศาสตร์ DPU จัดพิธีบายศรีสู่ขวัญ ผูกสายสัมพันธ์ สร้างครอบครัวอบอุ่นให้นักศึกษาใหม่

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.33 น.

คณะศิลปศาสตร์ DPU จัดกิจกรรมบายศรีสู่ขวัญสานสายสัมพันธ์ สืบสานวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมร่วมสมัย สร้างพื้นที่ปลอดภัยและครอบครัวอบอุ่นให้นักศึกษาใหม่

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดกิจกรรม “บายศรีสู่ขวัญสานสายสัมพันธ์คณะศิลปศาสตร์” ประจำปีการศึกษา 2568 ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และอบอุ่น ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์  เพื่อรับขวัญและสร้างกำลังใจแก่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สู่ครอบครัวศิลปศาสตร์อย่างอบอุ่น โดยมีอาจารย์ ดร. วริศ ลิ้มลาวัลย์ คณบดี คณะผู้บริหาร คณาจารย์จากทุกหลักสูตร ตลอดจนนักศึกษารุ่นพี่ที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมไทย แต่ยังตอกย้ำความเป็นหนึ่งเดียวของทุกคนในคณะ ที่พร้อมเดินเคียงข้างกันทั้งในเส้นทางการเรียนและการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย

โดยหนึ่งในไฮไลต์ของพิธีบายศรีสู่ขวัญ ที่สร้างสีสันให้แก่งานคือการเปิดตัวคณบดีและรองคณบดีด้วยคลิปวิดีโอที่ทำมาในรูปแบบของมังงะ สร้างความน่าตื่นเต้นและสนุกสนานให้แก่ผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นคณาจารย์ก็ได้เดินเข้าสู่ห้องพิธี ในชุดคอสเพลย์และชุดนานาชาติ นำทีมโดยท่านคณบดี คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่ สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของแต่ละภาษาที่เปิดสอนในคณะศิลปศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น หรือภาษาเกาหลีเรียกเสียงปรบมือและเสียงกรี๊ดจากนักศึกษาที่เข้าร่วมงานได้อย่างล้นหลาม ทำลายกำแพงแห่งความแตกต่างมาสู่ความอบอุ่นและเป็นกันเองเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน  

งานบายศรีสู่ขวัญในครั้งนี้มีความโดดเด่นที่การผสานศิลปะและวัฒนธรรมไทยเข้ากับวัฒนธรรมแบบร่วมสมัยซึ่งแสดงให้เห็นความเป็นตัวแทนของยุคสมัยปัจจุบันในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งรากเหง้าของความเป็นไทย การแสดงภายในงานจึงมีความผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทย อาทิ ขบวนแห่บายศรีและเชิญพานพวงมาลัย กับการแสดงโชว์ที่เป็นการส่งต่อความภาคภูมิใจในการเป็นนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง ได้แก่ การแสดงโชว์หลีดมือของนักศึกษาปีที่ 1 ในบทเพลง “นพรัตน์” ที่เต็มไปด้วยพลังสดใส ความเข้มแข็ง และความภูมิใจในดวงตรานพรัตน์ของสถาบัน การแสดงโชว์หลีดมือของรุ่นพี่ในบทเพลง “มาร์ช มธบ.” อันทรงพลัง และ การแสดงคัฟเวอร์แดนซ์ (Cover Dance) จากพี่ชยุตพงศ์ โพธิ์คำ และพี่อดัม บินโมฮะหมัด รุ่นพี่ปี 4 ผู้เป็นตำนานของการแสดงโชว์ Cover Dance ใน DPU เพราะกวาดรางวัลการเต้นระดับชาติมาแล้ว  แสดงให้เห็นถึงพลังของคนรุ่นใหม่ที่พยายามสืบทอดประเพณีไทยโดยประยุกต์เข้ากับความเป็นเจเนอร์เรชันของตนเอง และยังถือเป็นการแสดงออกถึงการเรียนการสอนที่เปิดกว้างก้าวสู่ความเป็นสากล แต่ยังคงรักษาความงดงามของวัฒนธรรมไทยไว้อย่างลงตัว

ช่วงเวลาสำคัญของงานในวันนี้อีกช่วงหนึ่งคือ พิธีผูกข้อมือรับขวัญนักศึกษา ซึ่งเป็นช่วงเวลาอันแสนอบอุ่นและซาบซึ้งใจ เปรียบเสมือนการส่งต่อคำอวยพรและกำลังใจให้ลูกศิษย์ได้ก้าวสู่เส้นทางใหม่อย่างมั่นคงและอบอุ่น รอยยิ้มและแววตาของอาจารย์และรุ่นพี่ที่ผูกข้อมือนักศึกษาใหม่นั้นให้เต็มไปด้วยความห่วงใยอาทร สะท้อนถึงความรักและความผูกพันที่ก่อเกิดขึ้นในครอบครัวศิลปศาสตร์

บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความใกล้ชิดและความอบอุ่น ทั้งจากการพบปะพูดคุยระหว่างนักศึกษาต่างรุ่นและการมีส่วนร่วมอย่างจริงใจของคณาจารย์ ไม่เพียงสร้างขวัญและกำลังใจ แต่ยังทำให้ความกังวลต่าง ๆ และระยะห่างระหว่างอาจารย์กับนักศึกษาหายไปอีกด้วย เพราะทุกคนสัมผัสได้ว่าคณะศิลปศาสตร์ DPU คือพื้นที่ปลอดภัยที่พร้อมเปิดรับทุกคนด้วยความรักและความเข้าใจ

กิจกรรม “บายศรีสู่ขวัญสานสายสัมพันธ์คณะศิลปศาสตร์” ครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นพิธีต้อนรับนักศึกษาใหม่ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการรวมใจเป็นหนึ่งเดียว และเป็นคำมั่นจากคณาจารย์และรุ่นพี่ว่าจะร่วมกันพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้นักศึกษาก้าวสู่ความสำเร็จด้วยความมั่นใจในบ้านศิลปศาสตร์ DPU แห่งนี้

เลขาธิการ กพฐ.เปิดอบรมเสริมสร้างสมรรถนะครูผู้ช่วยสู่การเป็นครูมืออาชีพ

เลขาธิการ กพฐ.เปิดอบรมเสริมสร้างสมรรถนะครูผู้ช่วยสู่การเป็นครูมืออาชีพ

เลขาธิการ กพฐ.เปิดอบรมเสริมสร้างสมรรถนะครูผู้ช่วยสู่การเป็นครูมืออาชีพ

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 20.27 น.

เลขาธิการ กพฐ.เปิดอบรมเสริมสร้างสมรรถนะครูผู้ช่วยสู่การเป็นครูมืออาชีพ สังกัด สพม.ปทุมธานี ติวครูบรรจุใหม่รู้บทบาทหน้าที่ พัฒนาคุณภาพการศึกษามีประสิทธิภาพสูงขึ้น

วันที่ 9 กันยายน 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานเปิดการอบรมเสริมสร้างสมรรถนะครูผู้ช่วยสู่การเป็นครูมืออาชีพ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ปทุมธานี โดยมี นางสาวหฤทัย บุญประดับ ผอ.สพม.ปทุมธานี ครูผู้ช่วยที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งใหม่ จำนวน 189 คน พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตฯ และผู้อำนวยการสถานศึกษา เข้าร่วม ณ จงกลพรหมพิจิตร แกรนด์ฮอลล์ โรงเรียนปทุมวิไล จ.ปทุมธานี

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า สถานศึกษาเป็นหน่วยงานการศึกษาที่มีอำนาจหน้าที่ หรือ มีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ และตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ การอบรมเสริมสร้างสมรรถนะครูผู้ช่วยสู่การเป็นครูมืออาชีพ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพของครูผู้ช่วยในการไปปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ซึ่งข้าราชการครูเป็นผู้ที่ประกอบวิชาชีพทำหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอน และส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพเหมาะสมตามช่วงวัย

“นับว่าเป็นสิ่งที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคน ที่มีโอกาสเข้ารับการอบรมจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ มาบรรยายให้ความรู้ ระหว่างวันที่ 9 – 10 กันยายนนี้ เพื่อให้ครูผู้ช่วยได้มีความรู้ ความเข้าใจ ในบทบาทหน้าที่ การเป็นข้าราชการครูที่ดี มีวินัยต่อตนเอง ต่อเพื่อนร่วมงาน ต่อสังคมและประเทศชาติ สามารถนำความรู้ที่ได้รับในครั้งนี้ ไปพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ ด้วยความเป็นครูมืออาชีพ และหวังว่าในการอบรมครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อครูผู้ช่วย ที่ไปปฏิบัติหน้าที่ตามสถานศึกษาต่างๆ อันส่งผลให้การพัฒนาคุณภาพการศึกษามีประสิทธิภาพสูงขึ้น” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

‘กมธ.การศึกษา’จับมือ’ม.กรุงเทพธนบุรี’จัดสัมมนายกระดับบทบาท’การศึกษา–การทูต’

'กมธ.การศึกษา'จับมือ'ม.กรุงเทพธนบุรี'จัดสัมมนายกระดับบทบาท'การศึกษา–การทูต'

‘กมธ.การศึกษา’จับมือ’ม.กรุงเทพธนบุรี’จัดสัมมนายกระดับบทบาท’การศึกษา–การทูต’

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 20.04 น.

‘กมธ.การศึกษา’จับมือ’ม.กรุงเทพธนบุรี’จัดสัมมนายกระดับบทบาท’การศึกษา–การทูต’รับมือความท้าทายโลกยุคใหม่

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2568 ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดการสัมมนาในหัวข้อ “การศึกษากับการพัฒนาทางการฑูตในสถานการณ์ปัจจุบัน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของการศึกษาในการเสริมสร้างศักยภาพทางการฑูตของประเทศ ภายใต้บริบทของสถานการณ์โลกในปัจจุบัน

โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานกรรมาธิการการศึกษา ให้เกียรติกล่าวต้อนรับและเปิดงาน พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการความรู้ทางวิชาการกับภารกิจทางการทูตเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนมั่นคง

ในการสัมมนาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก พันเอก พรมพจน์ สุขทัศน์ รองผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการ ศูนย์ต่อสู้ป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก (อดีตอาจารย์โรงเรียนเสนาธิการทหารบก) เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “การศึกษากับพัฒนาทางการฑูตในสถานการณ์ปัจจุบัน” โดยเน้นถึงบทบาทของการศึกษาในการสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพในการวิเคราะห์สถานการณ์ระหว่างประเทศ และการกำหนดนโยบายความมั่นคงที่เหมาะสมกับบริบทโลกยุคใหม่

จากนั้น เป็นการบรรยายในหัวข้อ “อาชีพนักการทูตสำคัญอย่างไรต่อประเทศ” โดย คุณมนรดา แย้มกสิกร นักการทูตชำนาญการ ซึ่งได้แบ่งปันประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศ และเน้นถึงคุณสมบัติของนักการทูตที่ควรได้รับการปลูกฝังผ่านระบบการศึกษา

ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก พล.ต.ต.ดร.ทีป ราญสระน้อย คณบดีคณะนิติศาสตร์, รศ.ดร.กมลพร กัลยาณมิตร คณบดีคณะรัฐศาสตร์ (มกธ.) พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาอาทิรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ฯ เข้าร่วมรับฟังพร้อมถามคำถามที่อยากรู้จากวิทยากร บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นพร้อมนักศึกษาได้รับประสบการณ์และความรู้ความเข้าใจ

ในช่วงท้ายของการสัมมนา รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ได้กล่าวสรุปสาระสำคัญ พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณต่อวิทยากรและผู้ร่วมงานทุกท่านที่มีส่วนสนับสนุนให้การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง