​กมว.ใช้ข้อบังคับจรรยาบรรณฉบับใหม่ พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

​กมว.ใช้ข้อบังคับจรรยาบรรณฉบับใหม่ พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

​กมว.ใช้ข้อบังคับจรรยาบรรณฉบับใหม่ พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ครั้งที่ 8/2568 พร้อมด้วยคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และมี ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการการประชุม

โดยที่ประชุมได้ออกข้อบังคับเกี่ยวกับจรรยาบรรณฉบับใหม่ เป็นข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ….  โดยยกเลิกข้อบังคับเก่าทั้ง 3 ฉบับ มารวบเป็นฉบับใหม่ ซึ่งฉบับใหม่นี้ได้แก้ไขอันที่เป็นปัญหาเดิม มาเป็นกฏหมายหลักที่สำคัญในการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณ เพื่อทำให้การลงโทษผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณเกิดความสะดวกและรวดเร็วเป็นธรรมถูกต้องขึ้นกว่าเดิม เกิดความบริสุทธิยุติธรรมในเวลาที่สั้นลงกว่าเดิมและทันเหตุการณ์

“การมีผลบังคับใช้ข้อบังคับฉบับใหม่นี้ จะทำให้บวนการพิจารณาจรรยาบรรณได้ตั้งแต่ ทันที จนกระทั่งถึง 30 วัน แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องไปสอบสวนหาข้อเท็จจริงเพิ่มก็ไม่เกิน 3 เดือน ดังนั้น การที่ กมว.มีประกาศข้อบังคับฉบับใหม่นี้ออกมา จะทำให้คุรุสภาทำงานได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งข้อบังคับเกี่ยวกับจรรยบรรณฉบับใหม่นี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้ลงนามประกาศใช้แล้ว และลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 ก.ค.2568 เรียบร้อยแล้ว”

ประธาน กมว. กล่าวต่อว่า กมว.จะดำเนินการเชิงรุกในการสร้างความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติที่ถูกต้องให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานและจรรยาบรรณ โดยใช้ AI เข้ามาช่วย มีการสร้างเป็นเรื่อง มีคุณครู 2 คน ที่เป็นตัวแทนครูผู้ชาย ชื่อว่า “คุณครูบรรณ” และคุณครูผู้หญิง ชื่อ “ครูจรรยา” ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เราจะใส่คอนเทนต์ผ่านคุณครูทั้งสองคนนี้เผยแพร่จรรยาบรรณ

“กมว.และ คุรุสภายุกใหม่ ได้นำเทคโนโลยี AI มาช่วยในเรื่องของการส่งเสริมจรรยาบรรณ เพื่อทำให้คุณครูตระหนักและให้ความสำคัญ โดยยึดหลักกฎหมาย พ.ร.บ.ครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 อย่างโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล นอกจากนี้ คุรุสภา ยังมี E-book รวบรวมกฏหมาย และการพิจารณาคดีใหม่ๆไปให้มหาวิทยาลัยที่ผลิตครู เพื่อให้นักศึกษาและคุณครูได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ด้วย” รศ.ดร.ศิริเดช กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวว่า กมว.จะได้เร่งเคลียร์คดีเก่าที่ยังคั่งค้างอยู่ให้เสร็จโดยเร็ว จากคดีเก่าทั้งหมด 1,200 กว่าคดี เราทำลดลงเหลือเพียง 300 กว่าคดีแล้ว ซึ่ง กมว.กำลังเร่งล้างคดีเก่าโดยนำข้อบังคับใหม่มาใช้ในการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบรัดกุม และจะใช้เวลาพิจารณาสั้นลง ดังนั้น คดีที่สังคมสงสัยว่ามีความล่าช้า ปัญหานี้ก็จะหมดไป ความยุติธรรมและกาลเวลาในการพิจารณาที่สมควรก็จะเกิดขึ้น ซึ่งข้อบังคับใหม่นี้ถ้าไม่เกี่ยวกับคดีอาญาก็จะจบเร็วขึ้น หรือจบภายใน 3 เดือน

“กมว.ได้พิจารการประพฤติผิดจรรยาบรรณแยกเป็น ไม่มีมูล 2 ราย, ตักเตือน 2  ราย, ภาคทัณฑ์ 6 ราย, พักใช่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 1 ราย, เพิกถอนใบอนุญาตฯ 4 ราย(กรณีล่วงละเมิดทางเพศ,ทำร้ายร่างกาย, ปลอมแปลงเอกสารทั้งที่ไม่เคยเป็นครูมาก่อน กรณีนี้ทางต้นสังกัดจะรับไปดำเนินการทางกฏหมายต่อไปเพราะเป็นคดีอาญา)  นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งอนุกรรมการสอบสวน 3 ราย ผลการพิจารณาประพฤติผิดในวันนี้ เป็นคดีเก่าที่คั่งค้างอยู่ แต่คดีใหม่ที่มีหลักฐานเชิงประจักที่ออกสื่อต่างๆเผยแพร่ เราได้มีการตรวจสอบเชิงรุก คดีความใหม่จึงลดลง เหลือแต่ตดีเก่าที่จะเร่งเคลียร์ให้หมด ทั้งนี้ อยากให้ต้นสังกัดของผู้กระทำผิดช่วยด้วย เพื่อให้การพิจารณาของเราถูกต้องรวดเร็วยิ่งขึ้น” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่า

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้มีมติห็นชอบการอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา โดยเลขาธิการคุรุสภา จำนวน 24,986 ราย ให้แก่ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตและขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาตรวจสอบแล้ว มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้ 1.ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 10,167 ราย เป็นครู จำนวน 9,254 ราย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 666 ราย ผู้บริหารการศึกษา จำนวน 166 ราย ศึกษานิเทศก์ จำนวน 81 ราย , 2.ต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 14,819 ราย เป็นครู จำนวน 13,278 ราย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1,384 ราย ผู้บริหารการศึกษา จำนวน 72 ราย ศึกษานิเทศก์ จำนวน 85 ราย

นอกจากนี้ อนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้นให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพครู จำนวน 1 ราย โดยให้ใบอนุญาตมีอายุนับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ มีมติอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เป็นต้น      

​สอศ.ร่วมกองทัพ จัดกิจกรรม ‘จิตอาสาพระราชทาน’ เฉลิมพระชนมพรรษา พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม

​สอศ.ร่วมกองทัพ จัดกิจกรรม ‘จิตอาสาพระราชทาน’ เฉลิมพระชนมพรรษา พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม

​สอศ.ร่วมกองทัพ จัดกิจกรรม ‘จิตอาสาพระราชทาน’ เฉลิมพระชนมพรรษา พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้ผู้บริหารของ สอศ. เข้าร่วมในกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2568 โดย สอศ. ร่วมกับ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการกองทัพไทย กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ให้บริการซ่อมบำรุงรถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ตัดผม และฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. เปิดเผยว่า กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานครั้งนี้จัดขึ้นด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเป็นแม่ของแผ่นดินและแม่ของประชาชนชาวไทย ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ต่อพสกนิกรชาวไทยและเพื่อเฉลิมพระชนมพรรษาและวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงได้ร่วมมือกับกองทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคงของชาติ นำครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ออกมาให้บริการด้วยจิตอาสาและทักษะวิชาชีพ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและน้อมเกล้าถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน พร้อมทั้งปลูกฝังจิตสำนึกการให้ การเสียสละ และความรับผิดชอบต่อสังคมแก่เยาวชนอาชีวศึกษา

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า การจัดกิจกรรมจิตอาสาในครั้งนี้จัดขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. พื้นที่ชุมชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 7 จุดบริการ และพื้นที่ชุมชนในภูมิภาคต่างๆ ในเขตพระราชฐาน จำนวน 5 จุดบริการ ดังนี้ พื้นที่ชุมชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ 1.สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดยมีวิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี และ วิทยาลัยสารพัดช่างนครหลวง อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ตัดผม และสอนอาชีพ  2.วัดบางบัว เขตบางเขน ร่วมกับกองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีวิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี และวิทยาลัยสารพัดช่างนครปฐม อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม 3.วัดแก้วฟ้าจุฬามณี เขตดุสิต ร่วมกับกองทัพบก โดยมีวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ และวิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม 4.วัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ ร่วมกับกองทัพเรือ โดยมีวิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม และวิทยาลัยสารพัดช่างธนบุรี อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ตัดผม และฝึกอาชีพ 5.วัดโพสพผลเจริญ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ร่วมกับกองทัพอากาศ โดยมีวิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง และวิทยาลัยสารพัดช่างสี่พระยา อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม 6.วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เขตห้วยขวาง ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า 7.สวนสราญรมย์ เขตพระนคร ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยมีวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี และ วิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร อาสาให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม

สำหรับในภูมิภาคให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม ในพื้นที่ชุมชนเขตพระราชฐาน 5 แห่งดังนี้ 1.พระตำหนักสิริยาลัย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2.โรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ฝั่งประถม) อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 3.โรงเรียนบ้านนาตาลคาข่า อ.เต่างอย จ.สกลนคร ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสกลนคร 4.ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ 5.อาคารเฉลิมพระเกียรติสิริกาญจนทักษิณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดนราธิวาส

กิจกรรมจิตอาสาดังกล่าว เป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และยังเป็นโอกาสอันดีที่นักเรียน นักศึกษาอาชีวะจะได้นำความรู้และทักษะวิชาชีพมาประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือสังคม สร้างจิตสำนึกในการเป็นผู้ให้ และเป็นการพัฒนาทักษะการทำงานในสถานการณ์จริง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการผลิตกำลังคนอาชีวะที่มีทั้งความรู้ ทักษะ และจิตอาสาเพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระคติธรรม ‘คนชาติไทย จะรักษาความเป็นไทยอยู่ได้ด้วยมีสติ สำนึกอยู่ในความสามัคคี’

'สมเด็จพระสังฆราช'ประทานพระคติธรรม 'คนชาติไทย จะรักษาความเป็นไทยอยู่ได้ด้วยมีสติ สำนึกอยู่ในความสามัคคี'

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระคติธรรม ‘คนชาติไทย จะรักษาความเป็นไทยอยู่ได้ด้วยมีสติ สำนึกอยู่ในความสามัคคี’

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.11 น.

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เพื่อเป็นหลักการสำหรับพุทธบริษัทไทยทุกหมู่เหล่าในอันที่จะพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ความว่า

ในท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อคณะสงฆ์ยามนี้ ขอคณะสงฆ์จงมีสติระลึกรู้ในอันที่สำรวมระวัง ครองตนในพระปาฏิโมกข์ อันสมเด็จพระบรมศาสดาได้โปรดประทานไว้เป็นหลักประพฤติของเราทั้งหลายผู้เป็นสมณะอย่างเคร่งครัด เพื่อธรรมนั้นจักได้ปกป้องคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม ให้มีชัยเหนือปัญหา และก้าวข้ามพ้นอุปสรรคไปได้โดยสวัสดี ขอถวายกำลังใจให้สมณะที่ดี จงมีขันติธรรม พรหมวิหารธรรม และอิทธิบาทธรรม อย่างแกล้วกล้าเข้มแข็ง เพื่อรักษาพระบวรพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่คู่สังคมไทยตลอดกาลนาน ขอให้ทราบถึงความห่วงใยที่มหาเถรสมาคมมีต่อบรรพชิตทุกรูปผู้เป็นสหธรรมิก ซึ่งมุ่งมั่นครองตน และครองงานด้วยวิริยภาพอาจหาญ แม้ในยามที่กำลังใจของท่านอาจถูกบั่นทอนโดยเหตุปัจจัยนานาประการ

ขอพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน โปรดช่วยกันประคับประคองคณะสงฆ์ ถวายสรรพกำลังสนับสนุนและอารักขาคุ้มครองให้พระภิกษุสามเณร มีเรี่ยวแรงกำลังกาย กำลังใจ และกำลังความรู้ความสามารถ ในอันที่จะธำรงรักษาพระศาสนา ประพฤติปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัย ปกครองดูแลวัด ดำรงฐานะเป็นหลักใจของชุมชน เป็นศูนย์กลางแห่งความสมัครสมานสามัคคีของชาวบ้าน ชาววัด และหน่วยราชการ ซึ่งเป็นรากฐานสัมพันธภาพของสังคมไทย ขอจงใช้มุ่งสนองงานคณะสงฆ์ด้วยไมตรีจิต ตามขนบวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ จงละวางจริยาอันอาจก่อให้เกิดความบาดหมางคลางแคลงใจกัน จงเพิ่มพูนทัศนคติอันดี ด้วยกระบวนวิธีอย่างกัลยาณมิตร เฉกเช่นสาธุชนคนดีพึงปฏิบัติต่อสมณะในพระพุทธศาสนา ตามวิถีอันชอบด้วยพระธรรมวินัยและกฎหมายในที่ทุกสถานและในกาลทุกเมื่อ

“สติ” เป็นธรรมอันมีอุปการะมาก จึงขอให้พุทธบริษัทไทยทุกหมู่เหล่า จงมั่นในธรรมภาษิตที่ว่า “ทยฺยชาติยา สามคฺคิยํ สติสญฺชานเนน โภชิสิยํ รกฺขนฺติ” ความว่า “คนชาติไทย จะรักษาความเป็นไทยอยู่ได้ด้วยมีสติ สำนึกอยู่ในความสามัคคี”

– 006

นักวิชาการ มธ.เสนอทางออก หลังพบ‘ทุนมนุษย์ไทย’ตกต่ำหลายด้าน

นักวิชาการ มธ.เสนอทางออก หลังพบ‘ทุนมนุษย์ไทย’ตกต่ำหลายด้าน

นักวิชาการ มธ.เสนอทางออก หลังพบ‘ทุนมนุษย์ไทย’ตกต่ำหลายด้าน

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.11 น.

แนะรื้อใหญ่-แยกประเภท”มหา’ลัย”ให้ชัด “นักวิชาการ มธ.”เสนอทางออก หลังพบ”ทุนมนุษย์ไทย”ตกต่ำหลายด้าน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอแนวทางแก้ปัญหา หลัง “สศช.-TDRI-ยูนิเซฟ” ตีแผ่รายงานประเทศไทยสอบตกทุนมนุษย์หลายด้าน เสนอรัฐบาลปฏิรูปมหาวิทยาลัยครั้งใหญ่ แยกประเภทมหาวิทยาลัยให้ชัดระหว่าง “วิชาการ-วิจัย” เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญเชิงลึก กับ “วิทยาศาสตร์ประยุกต์” เพื่อผลิตกำลังคนป้อนตลาดแรงงาน ระบุ หากเศรษฐกิจแย่ก็แทบเป็นไปไม่ที่เด็กจะได้รับการสนับสนุนให้มีผลการเรียนที่ดี ชี้ชัดหากต้องการพัฒนาทรัพยากรบุคล ต้องคำนึงถึงสุขภาวะของครอบครัวและชุมชน

จากกรณีที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) องค์การยูนิเซฟ และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดทำรายงาน “การพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทย: การวิเคราะห์ช่องว่าง อุปสรรค และทางเลือกเชิงนโยบาย” โดยแสดงความกังวลต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทย อาทิ ภาวะทุพโภชนาการในเด็กเล็กอายุ 2-5 ปี ทักษะการอ่านและการคำนวณของนักเรียนที่ไม่เหมาะสมตามช่วงวัย มีคนอายุ 25-34 ปี เพียงร้อยละ 59 ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย มีวัยทำงานเพียง 3% เท่านั้น ที่ได้รับการฝึกอบรมหลังสำเร็จการศึกษา และพบว่าวุฒิการศึกษาไม่สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงาน มีแรงงานมากกว่าครึ่งทำงานไม่ตรงสาย ฯลฯ พร้อมทั้งเสนอให้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวและเน้นสร้างทักษะที่จำเป็นให้กับนักศึกษา

ผศ.ชล บุนนาค ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของรายงานฯ ที่ระบุถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยที่จะต้องมีการปรับตัว ยกเลิกหลักสูตรที่ไม่จำเป็น และหันมาเน้นการสร้างคนที่มีความพร้อมจะเรียนรู้และมีทักษะที่จำเป็น เช่น การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร หรือทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์ เพื่อให้บัณฑิตมีความยืดหยุ่นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันระบบอุดมศึกษาของไทยยังมีความสับสนในตัวเองอยู่ว่า ตกลงแล้วเราจะผลิตปัญญาชนเพื่อการพัฒนาประเทศ หรือจะผลิตแรงงานเพื่อเข้าสู่ตลาดกันแน่ ซึ่งในยุโรปจะมีการแยกสถาบันการศึกษาออกเป็น 2 ประเภทคือ 1. มหาวิทยาลัยทั่วไปที่เน้นวิชาการและวิจัย (University/Research University) เน้นการเรียนการสอนเชิงวิชาการและการวิจัยขั้นพื้นฐานเป็นหลัก เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่และผลักดันความก้าวหน้าทางวิชาการในระดับสากล 2. มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (University of Applied Sciences) หรือโพลีเทคนิค (Polytechnic) ที่มุ่งเน้นการศึกษาเฉพาะเจาะจงไปที่สาขาอาชีพเป็นสำคัญ เพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งการแยกประเภทมหาวิทยาลัยเช่นนี้จะเหมาะสมต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และทรัพยากรบุคคลและเป็นทางออกของประเทศไทยได้

ผศ.ชล กล่าวว่า หากรัฐบาลตัดสินใจปฏิรูปมหาวิทยาลัยครั้งใหญ่ ด้วยการดำเนินการตามแนวทางนี้ ก็จะช่วยให้มหาวิทยาลัยแต่ละประเภทสามารถทุ่มเททรัพยากรเพื่อตอบวัตถุประสงค์นั้นๆ ได้อย่างชัดเจน เช่น มหาวิทยาลัยวิจัยก็จะวิจัยเชิงลึกได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการสร้างความสัมพันธ์กับภาคอุตสาหกรรม หรือต้องแบ่งกำลังคนไปดูแลทั้งงานวิจัยและการสอนแบบประยุกต์ นักศึกษาเองก็จะเลือกได้อย่างชัดเจนว่าจะศึกษาแนวทางใด ขณะที่ตลาดแรงงานก็จะชัดเจน คือหากต้องการคนที่พร้อมทำงานได้ทันทีก็จะรับผู้จบจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ แต่หากต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ต้องการความรู้เชิงลึกก็จะรับผู้จบจากมหาวิทยาลัยวิจัย

“รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณสำหรับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์เพื่อให้คุณภาพและมาตรฐานที่สูง แต่หลังจากนั้นควรส่งเสริมให้แต่ละสถาบันแข่งขันกันเอง ทั้งในด้านการดึงดูดนักศึกษาและการร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนส่วนมหาวิทยาลัยวิจัย รัฐบาลต้องสนับสนุน งบประมาณวิจัยอย่างมียุทธศาสตร์ โดยไม่ใช้วิธีแบบเบี้ยหัวแตก หรือการให้งบประมาณจำนวนน้อยๆ กระจายไปหลายส่วนเหมือนที่ผ่านมา” ผศ.ชล กล่าว

นอกจากแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องระบบการศึกษา การฝึกอบรม รวมถึงระบบที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็กและเยาวชนที่นำเสนอเอาไว้ในตัวรายงานแล้ว นักวิชาการธรรมศาสตร์รายนี้ กล่าวว่า ปัญหารากฐานสำคัญต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และทรัพยากรบุคคลที่ค้องแก้ไขคือปัจจัยทางเศรษฐกิจ การมองเรื่องทรัพยากรมนุษย์จำเป็นต้องมองไปที่สุขภาวะของครอบครัวและชุมชนด้วย แยกกันไม่ได้ หากเด็กเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่พร้อมหรือได้รับการเลี้ยงดูโดยผู้สูงอายุอย่างตามมีตามเกิด ก็แทบจะเป็นไปไม่เลยที่เด็กจะได้รับการสนับสนุนให้มีผลการเรียนที่ดี สาเหตุที่ดึงพ่อแม่ออกจากบ้านก็คือปัจจัยทางเศรษฐกิจ

“ผมคิดว่ารายงานฉบับนี้ยังขาดการพูดถึงปัญหาที่เป็นรากฐานอย่างแท้จริง เช่น อัตราค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่เพียงพอจนเป็นเหตุให้พ่อแม่และผู้ปกครองส่วนใหญ่ต้องทำงานหนักล่วงเวลาจนไม่มีเวลาดูแลบุตรหลานได้อย่างเต็มที่ การขาดแคลนงานที่มีมูลค่าสูงในชนบทจนเป็นผลให้ทำให้คนต้องย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำงานในเมืองและทิ้งลูกหลานไว้กับผู้สูงอายุ ฯลฯ” ผศ.ชล กล่าว

ผศ.ชล กล่าวว่า ในส่วนของภาวะทุพโภชนาการในเด็กเล็กอายุ 2-5 ปี ซึ่งนอกจากความรู้ด้านโภชนาการที่ต้องส่งเสริมกันต่อไปแล้ว ปัญหานี้ยังสัมพันธ์กับปัจจัยทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบอาหารและเกษตรกรรมของประเทศอีกด้วย ปัจจุบันอาหารที่ดีมีราคาแพง คนจำนวนไม่น้อยจึงเข้าไม่ถึงอาหารที่ดี ซึ่งมีผลต่อการทำลายรากฐานการพัฒนามนุษย์อย่างแท้จริง รวมทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจและปัจจัยอื่นๆ ที่ผลักดันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา อาทิ อบายมุข สิ่งเสพติด การขาดแคลนพื้นที่สาธารณะหรือแหล่งเรียนรู้นอกโรงเรียน ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของสุขภาวะครอบครัวและชุมชนทั้งสิ้น

สำหรับประเด็นมีวัยแรงงานเพียง 3% ที่ผ่านการฝึกอบรมหลังสำเร็จการศึกษา ส่วนตัวมองว่าก็เป็นผลมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเช่นกัน กล่าวคือสภาพการทำงานที่บีบคั้นและนโยบายของบริษัท โดยเฉพาะในบริษัทขนาดเล็กที่ไม่มีทรัพยากรมากเพียงพอจึงไม่สามารถเปิดช่องให้พนักงานไปฝึกอบรมได้ ขณะที่พนักงานก็ต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อหารายได้ให้เพียงพอจนไม่มีเวลาในการพัฒนาตนเอง ฉะนั้นหากจะคาดหวังให้พนักงานไปพัฒนาตนเองเพียงอย่างเดียวโดยไม่มองถึงปัญหาเหล่านี้ แนวทางดังกล่าวก็คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง

‘วราวุธ-พม.-ชาวสุพรรณบุรี’ น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ’สมเด็จพระพันปี’

'วราวุธ-พม.-ชาวสุพรรณบุรี' น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ'สมเด็จพระพันปี'

‘วราวุธ-พม.-ชาวสุพรรณบุรี’ น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ’สมเด็จพระพันปี’

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.46 น.

“วราวุธ-พม.-ชาวสุพรรณบุรี“ น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชกรณียกิจ ส่งเสริมบทบาทสตรี-สถาบันครอบครัว-ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

10 สิงหาคม 2568 ที่หอประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(รมว.พม.) เป็นประธานเปิดงานขับเคลื่อนนโยบายการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชนระดับจังหวัด : กิจกรรมส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัวตามแนวพระราชดำริ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และส่งมอบกล่องของขวัญ Pink Box แก่ครอบครัวสตรีกลุ่มเปราะบาง จังหวัดสุพรรณบุรี

โดยมี ดร. สุวรรณา ศิลปอาชา รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ นายอุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ดร.สุจิตรา ทรงมัจฉา เลขานุการนายก อบจ. สุพรรณบุรี นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ผู้บริหารกระทรวง พม. ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี และพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสุพรรณบุรี เข้าร่วมงาน

นายวราวุธ กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระมหากรุณาธิคุณแก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานับประการเพื่อการอยู่ดีกินดีของประชาชน เสริมสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ ทรงเป็นแบบอย่างของ “แม่” ที่เปี่ยมด้วยความรัก ความเมตตา เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตที่ยึดมั่นในคุณงามความดี และทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ เนื่องในโอกาสเดือนสิงหาคมเป็นเดือนพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)

โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) จึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัว เพื่อเฉลิมพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดี เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 93 พรรษา 12 สิงหาคม 2568 และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในการส่งเสริมบทบาทสตรีและธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของสถาบันครอบครัว อีกทั้งทรงอุทิศพระองค์ในการช่วยเหลือครอบครัวและสตรีกลุ่มเปราะบาง ให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีในการใช้ชีวิตประจำวันและเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมได้อย่างมีความสุขและยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งนี้ กระทรวง พม. ได้มีการจัด 2 กิจกรรมสำคัญ ประกอบด้วย 

1.กิจกรรมส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัว ด้วยการขับเคลื่อนนโยบายการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชนระดับจังหวัด ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 10 ส.ค. 68 นี้ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชนระดับจังหวัดให้เกิดการพัฒนารูปแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมความรัก ความเข้าใจ และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นภายในครอบครัว พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการส่งเสริมและพัฒนากลไกการดำเนินงานด้านสถาบันครอบครัวในระดับพื้นที่ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ทั้งนี้ มีการจัด 3 กิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ กิจกรรม “สานสัมพันธ์ชุมชนล้อมรักให้ครอบครัว” โดยนำเสนอเรื่องราวครอบครัวเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างความอบอุ่นภายในครอบครัว , กิจกรรม“น้อมรำลึกพระคุณแม่” โดยถ่ายทอดความรู้สึกต่อแม่ผ่านตัวอักษร และกิจกรรม “เชื่อมใจ สายใยครอบครัว” โดยเรียนรู้แนวทางสร้างครอบครัวเข้มแข็งตามแนวพระราชดำริ

นอกจากนี้ มีการมอบกล่องของขวัญ Pink Box แก่ครอบครัวสตรีกลุ่มเปราะบางในจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 10 อำเภอๆ ละ 30 คน รวม 300 คน ซึ่งบรรจุสิ่งของที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เพื่อเสริมสร้างกำลังใจและบรรเทาความเดือดร้อน และให้ทุกภาคส่วนในสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยแก้ปัญหาและความต้องการของสตรีกลุ่มเปราะบางในการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ โอกาส เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

2. กิจกรรมฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support) และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติหรือเครื่อง AED (Automatic External Defibrillator) โดยจัดอบรมจำนวน 2 รุ่น ประกอบด้วย รุ่นที่ 1 วันที่ 26 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดศรีสะเกษ สำหรับผู้รับการฝึกอบรมอาชีพหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ บุคลากรของหน่วยงานทีม พม. หนึ่งเดียวจังหวัดศรีสะเกษ เครือข่ายอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) และเครือข่ายภาคประชาชน จำนวน 100 คน ส่วน รุ่นที่ 2 วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวง พม. สะพานขาว กทม. สำหรับบุคลากร กระทรวง พม.จำนวน 100 คน ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ประสานความร่วมมือ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสมพระเกียรติของพระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐและเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความจงรักภักดีจากรัฐบาล โดยผลสัมฤทธิ์ไปสู่ประชาชน “ครอบครัว สตรีกลุ่มเปราะบาง” ที่อยู่ภายใต้พระบารมีของพระองค์อย่างแท้จริง.

012

‘หลวงพ่อวิทยา’ฉุนคำสั่งรัฐบาล กวาดล้าง’เหวี่ยงแห’ ทำพระทั้งประเทศ กลายเป็นผู้ต้องสงสัยอาชญากร

'หลวงพ่อวิทยา'ฉุนคำสั่งรัฐบาล กวาดล้าง'เหวี่ยงแห' ทำพระทั้งประเทศ กลายเป็นผู้ต้องสงสัยอาชญากร

‘หลวงพ่อวิทยา’ฉุนคำสั่งรัฐบาล กวาดล้าง’เหวี่ยงแห’ ทำพระทั้งประเทศ กลายเป็นผู้ต้องสงสัยอาชญากร

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.17 น.

วันที่ 9 สิงหาคม 2568 พระวิทยา กิจฺจวิชฺโช หรือ พระครูนิรมิตวิทยากร เจ้าอาวาสวัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน อ. แม่อาย จ.เชียงใหม่ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า  ว่า นี่! พระสงฆ์กำลังกลายเป็นผู้ต้องสงสัยว่า จะเป็นอาชญากรกันทั้งประเทศแล้วหรือ?

จากคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๒๒๒/๒๕๖๘ ลงนามโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่กำลังสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายระส่ำระสายให้แก่คณะสงฆ์ไทยอย่างรุนแรง

แต่เดิมเราเข้าใจว่า จะมีการตรวจสอบวัดที่ตำรวจมีเบาะแสอยู่ในมือ มีพยานหลักฐานบ่งชี้ชัดว่า มีการกระทำที่ผิดกฎหมาย มีความเกี่ยวข้องกับการทำทุจริตฟอกเงิน หรือมีพระภิกษุที่เสพเมถุนแล้วไม่ยอมสึก หรือเป็นอาชญากรหลบหนีคดีมาบวช

ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็สมควรแท้ที่จะต้องถูกตรวจสอบ ถ้ามีพยานหลักฐานชี้ชัดว่า มีการกระทำผิดกฎหมายจริง ก็ให้จับสึกไปดำเนินคดีตามกฎหมายได้เลย อย่างนี้ถือเป็นการช่วยกันกำจัดมารศาสนา ก็ไม่ว่ากัน เราก็เห็นดีด้วยที่ผู้เช่นนั้นสมควรจะต้องถูกตรวจสอบ

แต่มาตอนนี้ การกลับกลายเป็นว่า ตำรวจมีหนังสือขอความร่วมมือไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแต่ละจังหวัด ให้แจ้งเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ โดยขอความร่วมมือในการตรวจสอบวัดทุกวัดในเขตปกครอง โดยขอข้อมูลของวัด และบุคคลในวัด ทุกวัดทั่วประเทศ ตามแบบฟอร์มในภาพ  โดยอ้างว่า เพื่อเป็นการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงในพระพุทธศาสนา

เราก็ไม่เข้าใจว่า การตรวจสอบแบบเหวี่ยงแหเช่นนี้ โดยไม่เลือกผิดเลือกถูก ไม่เลือกดีเลือกชั่ว นี้ มันจะเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงในพระพุทธศาสนา หรือว่าเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงในพระพุทธศาสนากันแน่ อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน

คิดว่า ตำรวจจะเล่นใหญ่เกินไปหรือเปล่า ตำรวจทำเกินกว่าเหตุไหม? ขอให้ชาวพุทธที่เป็นนักกฎหมายที่เป็นคนดี ออกมาวินิจฉัยให้ด้วย พระสงฆ์จะปกป้องสิทธิของตนเองได้อย่างไร ข้อมูลส่วนบุคคลตำรวจมาขอได้ด้วยหรือ? ไม่ผิดกฎหมาย PDPA หรอกหรือ?

พระในประเทศไทยมีประมาณ ๓-๔ แสนรูป วัดมีประมาณ ๔๐,๐๐๐ วัด และวัดที่เป็นข่าวถูกดำเนินคดีมีไม่ถึง ๒๐๐ วัด แต่ตำรวจเล่นเหวี่ยงแหตรวจสอบหมดทุกวัดทั่วประเทศ ตำรวจต้องการข้อมูลวัด ข้อมูลบุคคลในวัด ทำราวกับว่า วัดและบุคคลในวัดเป็นผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นอาชญากร อันนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลไหม ใครเป็นนักกฎหมายช่วยอธิบายให้ฟังที

ข้อมูลพื้นฐานของวัดก็มีส่งรายงานให้ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแต่ละจังหวัดตามปกติทุกปีอยู่แล้ว ทำไมไม่ไปขอที่นั่น และบางวัดเป็นครูบาอาจารย์ เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีลูกศิษย์ลูกหาเคารพนับถือมากมาย ตำรวจจะเข้าไปตรวจสอบวัดท่าน ตำรวจสงสัยว่าท่านเป็นอาชญากรหรือ?  ตำรวจมีความเคารพในพระสงฆ์บ้างหรือเปล่า? ทำไมตำรวจจึงทำร้ายจิตใจชาวพุทธที่เขาเคารพครูบาอาจารย์ อย่าทำให้คนไทยต้องเกลียดตำรวจไปมากกว่านี้เลย 

ขยะเน่าเหม็นที่ซุกอยู่ในกรมตำรวจ ไม่มีให้เก็บกวาดแล้วหรือ? ก่อนที่จะไปปัดกวาดลานวัดทั่วประเทศ เก็บปัดกวาดขยะภายในบ้านตัวเองให้สะอาดก่อนดีกว่าไหม?

พระท่านมีศีล ๒๒๗ แต่อาจมีบกพร่องบ้างตามวิสัยของปุถุชน พระก็มีดีมีชั่วเป็นเรื่องปกติธรรมดา ตำรวจก็ยังมีตำรวจดีตำรวจชั่วเช่นกัน แต่เงินทุกบาททุกสตางค์ ตลอดจนศาสนวัตถุต่าง ๆ ภายในวัด พระท่านก็ไม่ได้ของบจากรัฐบาลมาใช้มาสร้าง ล้วนเกิดจากศรัทธาของชาวพุทธช่วยกันบริจาคถวายด้วยความเคารพเลื่อมใสทั้งนั้น

แต่ตำรวจกินเงินเดือนจากภาษีอากรของประชาชน จะทำอะไรก็ควรนึกถึงจิตใจของประชาชนบ้าง

พระสังฆาธิการทุกรูป ไม่ว่าจะตำแหน่งใดล้วนเสียสละเพื่อสนองงานคณะสงฆ์ ทำงานกันเหนื่อยยากลำบาก เงินสนับสนุนก็มีเพียงนิตยภัต เดือนละ ๒,๐๐๐ บ้าง ๓,๐๐๐ บ้าง ๔,๐๐๐ บ้าง เราเป็นเจ้าคณะอำเภอชั้นโท มีนิตยภัตเดือนละ ๓,๑๐๐ บาท ไม่พอยาไส้ เพียงค่าน้ำมันรถเดินทางไปปฏิบัติงาน ก็ไม่พอแล้ว ก็ต้องอาศัยเงินส่วนตัวที่ญาติโยมถวายไว้นั่นแหละ จึงช่วยทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

พอมีพระบางรูปเป็นข่าวทำไม่ดีเกิดขึ้น สื่อก็ตีข่าวกันยกใหญ่ จนผู้คนที่ยังเข้าไม่ถึงธรรม ก็ด่าว่าพระ มองเห็นพระกลายเป็นพระไม่ดีไปเสียทั้งหมด เกิดกระแสต่อต้านไม่ศรัทธาพระ ไม่ทำบุญตักบาตร ไม่ถวายปัจจัย ก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นเรื่องของภูมิจิตภูมิธรรมที่อยู่ภายในใจของแต่ละคนมีสูงต่ำไม่เท่ากัน ถ้าใครไม่รู้จักแยกแยะดีชั่ว ก็ถือเป็นกรรมของผู้นั้น

ก็ยังมีชาวพุทธอีกเป็นจำนวนมากที่เขาเข้าใจ และรู้จักแยกแยะดีชั่วได้ ยังคงอุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔ อย่างเสมอต้นเสมอปลาย พระพุทธศาสนาจึงยังดำรงคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ถ้ามีแต่คนจำพวกศรัทธาคับแคบ หรือศรัทธาหัวเต่าผลุบ ๆ โผล่ ๆ ศาสนาพุทธคงหายสาบสูญไปนานแล้ว

ศาสนาพุทธจะดำรงคงอยู่ในโลกนี้ไปจนถึง พ.ศ.๕๐๐๐ พระศาสดาตรัสพยากรณ์ไว้แล้ว ไม่มีผิดพลาด ใครที่คิดร้ายทำลายพระพุทธศาสนา ผู้นั้นก็จะถึงความวิบัติฉิบหายไปเอง ชาวพุทธจงวางใจ ขอให้ช่วยกันทำดีในปัจจุบันให้ดีที่สุดก็แล้วกัน ทำดีอย่างไรได้ก็ทำไป เดี๋ยวผลดีมันเกิดตามมาเอง คนที่ทำชั่วก็จะได้รับผลชั่วเอง ไม่ต้องไปโกรธเขา

ดังนั้น ตำรวจจะทำอะไรกับพระสงฆ์ จงทำด้วยความเคารพยำเกรงในฐานะที่พระสงฆ์เป็นผู้ทรงศีลมากกว่า ถึงใจไม่เคารพก็ไม่เป็นไร แต่การแสดงออกมันต้องมีสัมมาคารวะ อย่าลืมว่า ตำรวจเป็นผู้บำบัดทุข์บำรุงสุขให้กับประชาชน นั่นคือ หน้าที่ของตำรวจ เว้นไว้แต่กับผู้ที่ทำผิดกฎหมาย ตำรวจก็ทำหน้าที่รักษากฎหมายให้ยุติธรรม  อย่าทำเกินหน้าที่

ตามคำสั่งสำนักนายรัฐมนตรี ข้อ ๒.๒ ให้คณะกรรมการจัดทำข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฏ ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการจัดระเบียบพระภิกษุสงฆ์ บุคคล นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องศาสนสถานทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย

ตำรวจมีดีอะไร จึงจะมาจัดระเบียบพระภิกษุสงฆ์ พระธรรมวินัยสมบูรณ์หมดทุกอย่างแล้ว อีกทั้งยังมีมหาเถรสมาคมคอยปกป้องพระธรรมวินัย ตำรวจสามารถขอความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมได้ อย่าคิดเองเออเองโดยพลการ

ตำรวจควรไปตรวจสอบบัญชีของนิติบุคคลอื่น ๆ ที่ทำธุรกิจด้วยว่า มีการทำบัญชีเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งบุคลากรในศาสนาอื่น ๆ ว่า จะมีผู้ต้องสงสัยเป็นอาชญากรหลบซ่อนอยู่หรือไม่ เพื่อความปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน อย่าเก่งแต่กระทำกับพระภิกษุที่ไม่มีทางสู้ เพราะพระสงฆ์ท่านมีพระธรรมวินัยเป็นบรรทัดฐาน จึงไม่สามารถโต้ตอบทำร้ายใครได้

นี่ กระมัง ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่มีใครมาทำลายพระพุทธศาสนาได้ นอกจากชาวพุทธทำลายกันเอง จึงขอฝากฝังพระพุทธศาสนาไว้กับชาวพุทธทุกคน อย่าให้บุคคลผู้ไม่หวังดีแอบแฝงเข้ามาทำลายพระพุทธศาสนาให้อันตรธานไปเสียก่อนเวลาอันควร

คำสั่งของสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ ถ้าไม่ปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติงานให้เหมาะสม อย่างมีสัมมาคารวะ และถูกกาละเทศะ คุณจะได้เห็นพระสังฆาธิการทยอยลาออกกันค่อนประเทศ แล้วรัฐบาลนี้ กับพวกตำรวจที่คุกคามข่มขู่พระสงฆ์ จะไม่ได้รับความร่วมมือใด ๆ จากพระสงฆ์อีกเลย และจะมีอันเป็นไปตามกรรมที่ทำไม่ดีกับพระสงฆ์

ขอให้พระสงฆ์ทั่วประเทศ จงพร้อมเพรียงกันด้วยสามัคคีธรรม ลุกขึ้นปกป้องพระธรรมวินัย ขอให้พระสัทธรรมจงตั้งอยู่ยั่งยืนนาน

‘ฮักชุมชน’ ลุยพื้นที่ไชยปราการ ค้นหา-หนุนเด็กนอกระบบการศึกษา

'ฮักชุมชน' ลุยพื้นที่ไชยปราการ ค้นหา-หนุนเด็กนอกระบบการศึกษา

‘ฮักชุมชน’ ลุยพื้นที่ไชยปราการ ค้นหา-หนุนเด็กนอกระบบการศึกษา

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.20 น.

“ฮักชุมชน” ลุยพื้นที่ไชยปราการ ค้นหา-หนุนเด็กนอกระบบการศึกษา สร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ปลอดภัยและยืดหยุ่น

สมาคมฮักชุมชน พร้อมคณะทำงานโครงการ “ขับเคลื่อนการเรียนรู้เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยและยืดหยุ่นสำหรับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา” ในตำบลศรีดงเย็น และตำบลแม่ทะลบ อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ลงพื้นที่ค้นหาและสร้างความเข้าใจเด็กและเยาวชนนอกระบบฯ เพื่อเชิญชวนเข้าร่วมกิจกรรมของโครงการ ณ ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านห้วยน้ำดิบ ตำบลศรีดงเย็น และอาศรมพระธรรมจาริกบ้านป่าหนา ตำบลแม่ทะลบ
โครงการมีเป้าหมายหลัก 4 ข้อ คือ 1.สร้างกลไกขับเคลื่อนงานในพื้นที่เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนนอกระบบฯ
2.พัฒนาพื้นที่ปลอดภัยและยืดหยุ่นต่อการเรียนรู้ 3.ออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพและบริบทชีวิต และ 4.สรุปและสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อขยายผลในอนาคต

นางสาวรักชนก จินดาคำ นายกสมาคมฮักชุมชน เผยว่า จากการลงพื้นที่พบว่า เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ห่างไกล หลายคนต้องออกจากโรงเรียนเพราะไม่มีค่ารถ ครอบครัวไม่สนับสนุน หรือไม่เห็นเป้าหมายของการเรียน บางคนต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ขณะเดียวกันก็มีเด็กที่แม้ไม่ได้เรียนในระบบ แต่ยังพยายามเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่ออ่านออก เขียนได้ และพัฒนาตนเองต่อไป

ข้อค้นพบเหล่านี้จะถูกนำมาพัฒนาเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เหมาะสมกับศักยภาพและวิถีชีวิตของแต่ละคน โดยมีเครือข่ายในพื้นที่ร่วมหนุน ทั้งอำเภอไชยปราการ พระสงฆ์ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ ผู้นำชุมชน กลุ่มฮักครอบครัวสันทราย/แม่ทะลบ อสม. และจิตอาสา เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้เข้าถึงการศึกษา เท่าทันสื่อ มีพื้นที่ปลอดภัย และโอกาสในอนาคต โครงการนี้ยึดหลักสำคัญว่า “วุฒิต้องได้ ไส้ต้องเต็ม เป็นเรื่องสื่อ ยึดถือพื้นที่ปลอดภัย” หมายถึง เด็กต้องได้วุฒิการศึกษา มีความเป็นอยู่ที่ดี รู้เท่าทันสื่อ และมีพื้นที่ที่มั่นคงปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้และเติบโต

‘สอวช.’ชวนคนไทยค้นหาตัวตน พัฒนาทักษะที่บูท สอวช.ใน‘งาน อว.แฟร์’ 9–17 ส.ค.

‘สอวช.’ชวนคนไทยค้นหาตัวตน พัฒนาทักษะที่บูท สอวช.ใน‘งาน อว.แฟร์’ 9–17 ส.ค.

‘สอวช.’ชวนคนไทยค้นหาตัวตน พัฒนาทักษะที่บูท สอวช.ใน‘งาน อว.แฟร์’ 9–17 ส.ค.

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.11 น.

‘สอวช.’ชวนคนไทยค้นหาตัวตน พัฒนาทักษะ ตอบโจทย์ความต้องการประเทศ ที่บูท สอวช.ใน‘งาน อว.แฟร์’ 9–17 ส.ค. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

9 สิงหาคม 2568 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดย ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เข้าร่วมพิธีเปิดงาน อว. แฟร์(SCI POWER FOR FUTURE THAILAND) งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติประจําปี 2568 National Science and Technology Fair 2025) และพิธีมอบรางวัล Prime Minister’s Science Award 2025 โดยมี นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)เป็นประธานเปิดงาน

ในปีนี้งาน อว.แฟร์ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Creators of Tomorrow” ที่สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของ “นักสร้างสรรค์แห่งอนาคต” โดยการเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และสร้างความร่วมมือในหลากหลายมิติ เพื่อพัฒนาประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน ซึ่ง สอวช. ได้หยิบยกประเด็นการพัฒนากำลังคนตอบโจทย์ประเทศ มาร่วมออกบูทในงานดังกล่าวด้วย

สำหรับบูทของ สอวช. ในปีนี้ เปิดพื้นที่ชวนคนรุ่นใหม่ ครู ผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษา และแรงงานยุคใหม่ มาร่วมค้นหาตัวตน ทักษะ แนวทางการพัฒนาตนเอง เพื่อไปสู่เส้นทางอาชีพที่เป็นที่ต้องการของประเทศที่มั่นคงและยั่งยืน กับบูทนิทรรศการสุดล้ำในชื่อ “The Nexploration Valley: ค้นหาตัวตน ค้นพบจุดหมาย” ที่ภายในบูทของ สอวช.ได้นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจและตัวอย่างผลการศึกษา กลไก และนโยบายสำคัญระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอให้เห็นถึงความท้าทายด้านการพัฒนากำลังคนของประเทศไทย ผลการสำรวจความต้องการกำลังคนทักษะสูง Thailand Talent Landscape ของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในช่วงปี พ.ศ. 2568–2572 ที่เป็นฐานข้อมูลเชิงลึกด้านกำลังคน เพื่อเตรียมความพร้อมแรงงานไทยรองรับการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ยุคดิจิทัล หุ่นยนต์ พลังงานสะอาด และการผลิตอัจฉริยะ รวมถึงนโยบายและกลไกเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรม ทั้ง Thailand Job Guarantee ประกาศทักษะที่พึงประสงค์เพื่อพัฒนากำลังคน และ STEMPlusPlatform แพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และผู้เรียนเข้าด้วยกัน รองรับการพัฒนาทักษะ อบรมงานจริง และสร้างความร่วมมือวิจัย (R&D) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของกำลังคนไทยสู่เวทีโลก

นอกจากเนื้อหาสาระที่เข้มข้นแล้ว สอวช. ยังสร้างสรรค์กิจกรรมแบบ Interactive ให้ผู้เข้าร่วมทุกคนได้ร่วมสนุก ฝึกทักษะ และค้นหาตัวตน ซึ่งประกอบด้วย กิจกรรม AI Photobooth ถ่ายภาพสวมบทบาทอาชีพตามคาแรกเตอร์ที่ชื่นชอบพร้อมรับภาพเก๋ ๆ และข้อมูลอาชีพจาก Thailand Talent Landscape กลับบ้านได้ฟรี กิจกรรม Soft Skill Exploration ค้นหาศักยภาพและทักษะในตัวคุณ ทั้งการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา ผ่านเกมและกิจกรรมสุดท้าทาย และกิจกรรม Job Journey Playground สนุกกับเกมบันไดงู พร้อมกับเรียนรู้อาชีพและทักษะ เปิดมุมมองใหม่ต่อสายอาชีพแห่งอนาคต

ดร.สุรชัย ได้กล่าวถึงความท้าทายในการพัฒนากำลังคนของไทยว่า ประเทศไทยต้องเร่งรับมือกับหลายปัจจัย อาทิ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด, การขยับขั้วเศรษฐกิจโลกที่เปิดโอกาสให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและพลังงาน, การเข้าสู่สังคมสูงวัย, ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา, การขาดแคลนแรงงานทักษะสูงในสาขา STEM และดิจิทัล

“เราจำเป็นต้องสร้างระบบพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่ยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์ตลาดแรงงาน จึงอยากเชิญชวนทุกท่านมาเยี่ยมชม และร่วมสนุกกับกิจกรรมในบูทของ สอวช. ในงาน อว.แฟร์ ที่ปีนี้เราตั้งใจจะสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับการค้นหาอาชีพ พัฒนาตนเอง พัฒนาทักษะ ให้กับผู้ที่มาเยี่ยมชมบูทสอวช. ซึ่งจะเป็นเสมือนพื้นที่ให้ทุกคนได้เห็นทางเลือกของตนเองในอนาคต และกล้าที่จะเริ่มต้นอย่างมั่นใจ” ดร.สุรชัย กล่าว

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน “อว.แฟร์ 2025” ได้ตั้งแต่วันที่ 9 – 17 สิงหาคม 2568 เวลา เวลา 09.00 – 20.00 น. (วันที่ 17 สิงหาคม 2568 เปิดจนถึงเวลา 18.00 น.) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Exhibition Hall 1-4 ชั้น G โดยบูทของ สอวช. คือบูท D3 ตั้งอยู่ในโซน D: The Valley of Growth นอกจากนี้ยังสามารถดูรายละเอียดของงานเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ http://www.mhesifair.com และเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/MHESIThailand

พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิเตรียมยื่นหนังสือ ‘รมต.สุชาติ-ดร.มหานิยม’ ขอทบทวนอำนาจตำรวจตรวจบัญชีวัด

พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิเตรียมยื่นหนังสือ 'รมต.สุชาติ-ดร.มหานิยม' ขอทบทวนอำนาจตำรวจตรวจบัญชีวัด

พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิเตรียมยื่นหนังสือ ‘รมต.สุชาติ-ดร.มหานิยม’ ขอทบทวนอำนาจตำรวจตรวจบัญชีวัด

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.13 น.

*กลุ่มพระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิเตรียมเข้าร้อง”รมต.สุชาติ-ดร.มหานิยม”ช่วยเคลียร์ปมให้อำนาจตำรวจเข้าตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินวัดสร้างความวิตกเกรงผิดไม่รู้ตัวถึงขั้นติดคุก*

“ดร.นิยม เวชกามา” หรือ “ดร.มหานิยม” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ตันเจริญ) กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า เร็วๆนี้จะมีกลุ่มพระสงฆ์ซึ่งเล่าเรียนมีคุณวุฒิระดับปริญญาตรีโทเอกและเปรียญธรรม 9 ประโยคหลายรูป ขอเข้าพบท่านรัฐมนตรีสุชาติ ตันเจริญ และตน เพื่อแสดงความห่วงใย กรณีที่ทางตำรวจจะเข้าตรวจสอบบัญชีเงินและทรัพย์สินต่างๆของวัด โดยเฉพาะเจ้าอาสวัดและไวยาวัจกรทั่วประเทศ (โปรดอ่านเอกสารประกอบ) จนกลายเป็นกระแสว่อนไปทั่วโลกโซเชี่ยล เช่น 

“สถานการณ์คณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑลในขณะนี้ อยู่ในสถานการณ์ที่อ่อนแอ และน่าจะอ่อนแอที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าจำความได้ มุมสะท้อนสภาพปัญหา มองให้เห็นดั่งความเป็นจริง ปัญหาเกิดขึ้นแก่พระสงฆ์บางกลุ่ม  แม้จำนวนจะไม่มากนัก ที่พลาดพลั้ง ทำความผิด แต่ผลกระทบทั่วทั้งสังฆมณฑล จนทำให้หลายคน หลายกลุ่ม จึงตีความเหมารวมทั้งคณะสงฆ์”

“คำถามคือ มันสมควรแล้วหรือ ตัวอย่างที่สำคัญเช่น สำนักงานตำราจแห่งชาติ ประกาศเป็นหมายมั่น ให้ตรวจสอบและเริ่มดำเนินการตรวจสอบบัญชีวัด บัญชีเจ้าอาวาส ไวยาวัจกร ทั่วทั้งประเทศ (ผิด/ไม่มีความผิดใดๆ)”

“ที่สำคัญคือ แทบจะยังไม่มีใคร คณะใด กลุ่มใดได้ออกมาทำหน้าที่ปกป้อง แสดงความเห็นใด ๆ เพื่อหาทางออกในประเด็นดังกล่าว เพื่อระงับเหตุที่กำลังจะเกิดขึ้นบ้างเลยหรือ ? หรือว่า ถ้าแสดงความเห็น คัดค้าน ไม่เห็นด้วยจะถูกมองว่า มีความผิดกินปูนร้อนท้อง จะถูกตรวจสอบก่อนก็เลยปล่อยไปตามยถากรรม อย่างนั้นหรือ (เอาตัวเองให้รอดก่อน)”

“ในทางกลับกัน อีกมุมที่น่าคิดสมมุติว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานอื่น ๆ กระทำผิดดังกล่าว คำถามคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องประจาน ประกาศให้สาธารณชนรับรู้และต้องตรวจสอบบัญชีทุกสถานีตำรววจทั้งประเทศและบัญชีของตำรวจทุกคนด้วยหรือไม่”

 “คำถามต่อที่น่าสนใจคือ มันสมควรหรือไม่ถึงกับทำกันอย่างวุ่นวายทั้ประเทศ

วัดทุกวัด/พระสงฆ์ทุกรูปต้องรับผลต่อเหตุการณ์ดังกล่าวที่ถูกที่ควรและยุติธรรมที่สุดควรจะเป็นอย่างไร”

“มหาเถรสมาคม สายปกครองสูงสุดมีความคิดเห็นอย่างไร คณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑลรู้สึกอย่างไร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีแนทางในการดำเนินการอย่างไร รัฐมนตรีที่รับผิดชอบสำนักงานพระพุทธศาสนามีความเห็นประการใด พี่น้องชาวพุทธที่รักแลหวงแหนพระพุทธศาสนาคิดเห็นอย่างไร”

ดร.มหานิยม กล่าวว่า ข้อความเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงความปริวิตกในวงการสงฆ์ไทย หลังเกิดคดีฉาวเรื่องพระเถระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปไปมีสัมพันธ์กับสีกาแบบชู้สาวหรือฉันสามีภรรยา และยังมีเรื่องบัญชีเงินๆทองๆจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้วงการสงฆ์มัวหมอง สร้างความสะเทือนใจในหมู่พุทธศาสนิกชน

“ผมในฐานะชาวพุทธและทำงานด้านพุทธศาสนาและวงการพระสงฆ์มานาน อยากจะเรียนให้ทราบว่า กรณีเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นดังกล่าว มันเป็นเพียงความผิดเฉพาะบุคคล เฉพาะวัดบางแห่ง เท่านั้น ชาวพุทธอย่าได้เหมารวม”

“พระสงฆ์ไทยหลายแสนรูปที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบยังมีอีกมากมาย รวมทั้งวัดอีกไม่น้อยเป็นหมื่นๆวัด ที่ยังเป็นสถานที่จรรโลงจิตใจให้กับพุทธศาสนิกชน จึงไม่ควรจะเหมารวมทั้งหมด”

 “ในขณะเดียวกัน ท่านรัฐมนตรีสุชาติ ตันเจริญ และผม ก็พร้อมที่จะเข้ามาประสานแก้ไขปัญหาวิกฤตครั้งนี้อย่างเร่งด่วน จึงขอให้ พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย โปรดใช้สติ พิจารณา อย่าถึงกับต้องเสื่อมศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา”

“และผมขอเป็นกำลังใจให้กับบรรดาพระสงฆ์ ทั้งประเทศที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่แล้ว อยู่เป็นมิ่งขวัญให้กับชาวพุทธต่อไปอย่าเพิ่งท้อแท้ เพราะรัฐบาลเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ ก็ต้องการที่จะช่วยเหลือจรรโลงวงการพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป”

 “ซึ่งที่ผ่านมาทุกท่านก็คงจะทราบดีอยู่แล้วถึงผลงานต่างๆที่ได้ทำมาและจะยังเดินหน้าต่อไปครับ” ดร.มหานิยมกล่าว

กมว.ใช้ข้อบังคับพิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณฉบับใหม่แล้ว พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

กมว.ใช้ข้อบังคับพิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณฉบับใหม่แล้ว พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

กมว.ใช้ข้อบังคับพิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณฉบับใหม่แล้ว พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.02 น.

กมว.ใช้ข้อบังคับพิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณฉบับใหม่แล้ว พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

วันที่ 8 ส.ค. 2568 รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ(กมว.) ครั้งที่ 8/2568 พร้อมด้วยคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และมี ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการการประชุม

โดยที่ประชุมได้ออกข้อบังคับเกี่ยวกับ     จรรยบรรณฉบับใหม่ เป็นข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ….  โดยยกเลิกข้อบังคับเก่าทั้ง 3 ฉบับ มารวบเป็นฉบับใหม่ ซึ่งฉบับใหม่นี้ได้แก้ไขอันที่เป็นปัญหาเดิม มาเป็นกฏหมายหลักที่สำคัญในการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณ เพื่อทำให้การลงโทษผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณเกิดความสะดวกและรวดเร็วเป็นธรรมถูกต้องขึ้นกว่าเดิม เกิดความบริสุทธิยุติธรรมในเวลาที่สั้นลงกว่าเดิมและทันเหตุการณ์ 

“การมีผลบังคับใช้ข้อบังคับฉบับใหม่นี้ จะทำให้บวนการพิจารณาจรรยาบรรณได้ตั้งแต่ ทันที จนกระทั่งถึง 30 วัน แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องไปสอบสวนหาข้อเท็จจริงเพิ่มก็ไม่เกิน 3 เดือน ดังนั้น การที่ กมว.มีประกาศข้อบังคับฉบับใหม่นี้ออกมา จะทำให้คุรุสภาทำงานได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งข้อบังคับเกี่ยวกับจรรยบรรณฉบับใหม่นี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้ลงนามประกาศใช้แล้ว และลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 ก.ค.2568 เรียบร้อยแล้ว” 

รศ.ดร.ศิริเดช กล่าวต่อว่า กมว.จะดำเนินการเชิงรุกในการสร้างความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติที่ถูกต้องให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานและจรรยาบรรณ โดยใช้ AI เข้ามาช่วย มีการสร้างเป็นเรื่อง มีคุณครู 2 คน ที่เป็นตัวแทน ครูผู้ชาย ชื่อว่าคุณครูบรรณ และคุณครูผู้หญิงชื่อครูจรรยา ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เราจะใส่คอนเทนต์ผ่านคุณครูทั้งสองคนนี้เผยแพร่จรรยาบรรณ

“กมว.และ คุรุสภายุกใหม่ ได้นำเทคโนโลยี AI มาช่วยในเรื่องของการส่งเสริมจรรยาบรรณ เพื่อทำให้คุณครูตระหนักและให้ความสำคัญ และเพื่อตอบสนองนโยบายของ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมช.ศึกษาธิการ ที่ต้องการให้พัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ โดยยึดหลักกฎหมาย พ.ร.บ.ครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 อย่างโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล นอกจากนี้ คุรุสภา ยังมี E-book รวบรวมกฏหมาย และการพิจารณาคดีใหม่ๆไปให้มหาวิทยาลัยที่ผลิตครู เพื่อให้นักศึกษาและคุณครูได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ด้วย”

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวว่า กมว.จะได้เร่งเคลียร์คดีเก่าที่ยังคั่งค้างอยู่ให้เสร็จโดยเร็ว จากคดีเก่าทั้งหมด 1,200 กว่าคดี เราทำลดลงเหลือเพียง 300 กว่าคดีแล้ว ซึ่ง กมว.กำลังเร่งล้างคดีเก่าโดยนำข้อบังคับใหม่มาใช้ในการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบรัดกุม และจะใช้เวลาพิจารณาสั้นลง ดังนั้น คดีที่สังคมสงสัยว่ามีความล่าช้า ปัญหานี้ก็จะหมดไป ความยุติธรรมและกาลเวลาในการพิจารณาที่สมควรก็จะเกิดขึ้น ซึ่งข้อบังคับใหม่นี้ถ้าไม่เกี่ยวกับคดีอาญาก็จะจบเร็วขึ้น หรือจบภายใน 3 เดือน

“วันนี้ กมว.ได้พิจารการประพฤติผิดจรรยาบรรณแยกเป็น ไม่มีมูล 2 ราย, ตักเตือน 2  ราย, ภาคทัณฑ์ 6 ราย, พักใช่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 1 ราย, เพิกถอนใบอนุญาตฯ 4 ราย(กรณีล่วงละเมิดทางเพศ,ทำร้ายร่างกาย, ปลอมแปลงเอกสารทั้งที่ไม่เคยเป็นครูมาก่อน กรณีนี้ทางต้นสังกัดจะรับไปดำเนินการทางกฏหมายต่อไปเพราะเป็นคดีอาญา)  นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งอนุกรรมการสอบสวน 3 ราย ผลการพิจารณาประพฤติผิดในวันนี้ เป็นคดีเก่าที่คั่งค้างอยู่ แต่คดีใหม่ที่มีหลักฐานเชิงประจักที่ออกสื่อต่างๆเผยแพร่ เราได้มีการตรวจสอบเชิงรุก คดีความใหม่จึงลดลง เหลือแต่ตดีเก่าที่จะเร่งเคลียร์ให้หมด ทั้งนี้ อยากให้ต้นสังกัดของผู้กระทำผิดช่วยด้วย เพื่อให้การพิจารณาของเราถูกต้องรวดเร็วยิ่งขึ้น” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่า

ผศ.ดร.อมลวรรณ  กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้มีมติห็นชอบการอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา โดยเลขาธิการคุรุสภา จำนวน 24,986 ราย ให้แก่ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตและขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่สำนักงาน

เลขาธิการคุรุสภาตรวจสอบแล้ว มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้ 

ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 10,167 ราย เป็นครู จำนวน 9,254 ราย, ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 666 ราย
, ผู้บริหารการศึกษา จำนวน 166 ราย, ศึกษานิเทศก์ จำนวน 81 ราย

ต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 14,819 ราย เป็นครู จำนวน 13,278 ราย, ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1,384 ราย, ผู้บริหารการศึกษา จำนวน 72 ราย, ศึกษานิเทศก์ จำนวน 85 ราย

นอกจากนี้ อนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้นให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพครู จำนวน 1 ราย โดยให้ใบอนุญาตมีอายุนับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ มีมติอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เป็นต้น