CP ALL Influencer Trend 2025 ครั้งที่ 7 ‘อยากเป็นอินฟลูฯ แบบยั่งยืน ต้องสู้ด้วยคอนเทนต์เท่านั้น’

CP ALL Influencer Trend 2025 ครั้งที่ 7 'อยากเป็นอินฟลูฯ แบบยั่งยืน ต้องสู้ด้วยคอนเทนต์เท่านั้น'

CP ALL Influencer Trend 2025 ครั้งที่ 7 ‘อยากเป็นอินฟลูฯ แบบยั่งยืน ต้องสู้ด้วยคอนเทนต์เท่านั้น’

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.17 น.

CP ALL Influencer Trend 2025 ครั้งที่ 7 ‘อยากเป็นอินฟลูฯ แบบยั่งยืน ต้องสู้ด้วยคอนเทนต์เท่านั้น’ เวทีแห่งการเรียนรู้ แบ่งปัน และสร้างแรงบันดาลใจให้คอนเทนต์ครีเอเตอร์ยุคใหม่

ในยุคที่ “เนื้อหา” คือพลังขับเคลื่อนความคิด พฤติกรรม และการตลาด “CP ALL Influencer Trend 2025” ครั้งที่ 7 จึงถูกจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “อยากเป็นอินฟลูฯ แบบยั่งยืน ต้องสู้ด้วยคอนเทนต์เท่านั้น” โดย บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้สำหรับเหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้สนใจการสื่อสารยุคใหม่ ได้มาร่วมเติมพลังความรู้ แลกเปลี่ยนไอเดีย และก้าวสู่การเป็น “อินฟลูเอนเซอร์คุณภาพ” ที่ยั่งยืน

ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก นายทัพพ์เทพ จีระอดิศวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ.ซีพี ออลล์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของบทบาทอินฟลูเอนเซอร์ในโลกปัจจุบัน ว่าไม่ใช่เพียงแค่การมีผู้ติดตามจำนวนมาก แต่คือการเป็นผู้นำความคิด ถ่ายทอดเนื้อหาที่สร้างสรรค์ มีคุณค่า และมีผลเชิงบวกต่อสังคม

ทุกวันนี้ ‘Content’ เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญสำหรับการสื่อสาร ทั้งแบรนด์ องค์กร และตัวอินฟลูเอ็นเซอร์เองต่างต้องสร้างความน่าสนใจ สร้างความเป็นตัวตน เพื่อให้อยู่ในใจของผู้คน ท่ามกลางกระแสข้อมูลข่าวสารมหาศาลที่เกิดขึ้นทุกวินาที แต่สิ่งที่จะทำให้คอนเทนต์แตกต่าง ดึงดูดใจ และมีพลัง คือการเข้าใจเทรนด์ เข้าใจผู้คน และต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง

CP ALL Influencer Trend 2025 ครั้งที่ 7 “อยากเป็นอินฟลูฯ แบบยั่งยืน ต้องสู้ด้วยคอนเทนต์เท่านั้น” ยังคงจัดเต็มด้วยเนื้อหาและวิทยากรที่มาสร้างแรงบันดาลใจ ที่ได้มาแชร์ประสบการณ์ในการทำคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์คนดูในปัจจุบัน

คุณว่านไฉ – อคิร วงษ์เซ็ง จากช่อง “อาสาพาไปหลง” ที่เผยถึงเบื้องหลังการทำคอนเทนต์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ไม่ได้เน้นแค่ภาพสวย แต่สื่อสาร “มุมมองใหม่” ที่ผู้ชมไม่เคยเห็น

“อาชีพนี้ที่มักถูกมองว่า “สวยหรู” แต่แท้จริงแล้วมี “มุมลึก” ที่ต้องพิจารณา เช่น ต้นทุนและการผลิตเนื้อหา นักสร้างคอนเทนต์ควรให้ความสำคัญของการ “หาตัวตน” และ “กำหนดกลุ่มเป้าหมาย” ที่ชัดเจน แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงแค่การสร้างกระแสไวรัล นอกจากนี้ ยังอยากส่งกำลังใจให้กับผู้เริ่มต้นว่า อาชีพนี้ “ยากจริง ๆ” แต่หาก “ทำด้วยความชอบและความรัก” ก็จะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้”

คุณน้ำ – สุพัตรา บุญกมลสวัสดิ์ จากเพจ “ของกินในเซเว่น” ที่สร้างความโดดเด่นด้วยการเล่าเรื่องอาหารแบบเรียล ใช้ภาษาที่เรียบง่าย ตรงประเด็น และเป็นกันเอง ด้วยความรักและความชอบสิ่งใกล้ตัว จนเกิดกระแสไวรัลแบบต่อเนื่อง ฝากว่า นักครีเอเตอร์ต้องตอบโจทย์ความขี้สงสัยแบบไม่ต้องถามใคร และกลายเป็นเพื่อนผู้ช่วยตัดสินใจในการเลือกซื้อได้ทันที

คุณหงษ์ – หงษ์ชัย ภูบุตตะ จากเพจ “ผู้บริโภค” ที่ย้ำว่า คอนเทนต์ที่ดีไม่ใช่แค่บอกเล่า แต่ต้องมี “พลังในการเปลี่ยนแปลง” และสร้างการรับรู้เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค

คุณแอ๊ม – ศรัณย์ แบ่งกุศลจิต จากเพจ “การตลาดการเตลิด” ฝากว่า “คอนเทนต์ที่ดี” ไม่ใช่แค่สนุก แต่ต้องมีคุณค่า โดยเฉพาะในยุคที่คนเสพสื่อไวและเลือกเสพเฉพาะสิ่งที่สะท้อนตัวตน พร้อมเน้นว่า “ความจริงใจ ความรู้ และความคิดสร้างสรรค์” คือหัวใจของคอนเทนต์ พร้อมแนะให้เลี่ยงคอนเทนต์ที่หวือหวา เพราะแม้จะได้ยอดวิว แต่ไม่อาจสร้างความยั่งยืน พร้อมทั้งอัปเดตเทรนด์คอนเทนต์ในอนาคตที่เน้น “ความรู้” บวก “ความสนุก” บวก “ความรับผิดชอบต่อสังคม”

คุณแซม – พลสัน นกน่วม จากช่องเล่าเรื่องแบรนด์กับ แซม พลสัน ที่มาพูดในหัวข้อ “3 เสาหลัก สู่การทำให้ช่องเรายั่งยืน” เน้นเรื่องการทำให้คอนเทนต์ของช่องยั่งยืน สามารถเดินต่อไปได้ แม้เทรนด์จะเปลี่ยนไป

“3 เสาหลัก สำหรับการสร้างช่องให้ประสบความสำเร็จและยั่งยืน โดยเน้นย้ำที่ การสร้างแบรนด์ เพื่อให้เป็นที่จดจำและสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คนรู้จักและเชื่อมั่น เสาหลักที่สองคือ การสร้างสรรค์เนื้อหาที่มีเอกลักษณ์ ที่สามารถดึงดูดและผูกพันผู้ชมได้ และสุดท้ายคือ ความสามารถในการปรับตัวและเรียนรู้ เพื่อให้ช่องยังคงเข้ากับกระแสและไม่ถูกลืมเลือนไป นอกจากนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการ เข้าใจกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน และการผลิต เนื้อหาที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากอัลกอริทึมปัจจุบันให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้อย่างมาก การสร้างจุดเด่นเฉพาะตัวของช่องจะช่วยให้สามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมที่มีผู้สร้างจำนวนมากได้”

การอยู่รอดในโลกโซเชี่ยล ไม่ใช่แค่การสร้างกระแส แต่ใครที่จริงใจกับผู้ติดตามมากที่สุด และสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่าที่สุด คือคนที่จะยืนระยะได้ยาวที่สุดเช่นกัน

ซีพี ออลล์  ยังคงเดินหน้าจัดเต็มกับงานสัมมนาสร้าง Community Influencer เพื่อเติมเต็มความรู้

และ Connection ให้ทุกคนได้ไปต่อในแบบฉบับของตัวเอง

รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นสังคมแห่งการแบ่งปันที่มีคุณภาพต่อไป

ตามเป็นนโยบาย “สร้างคน” ของซีพี ออลล์

นายกสภาทนายความนําคณะวางพวงมาลา ถวายสักการะพระบิดาแห่งกฎหมายไทย เนื่องใน’วันรพี’

นายกสภาทนายความนําคณะวางพวงมาลา ถวายสักการะพระบิดาแห่งกฎหมายไทย เนื่องใน'วันรพี'

นายกสภาทนายความนําคณะวางพวงมาลา ถวายสักการะพระบิดาแห่งกฎหมายไทย เนื่องใน’วันรพี’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.03 น.

นายกสภาทนายความนําคณะวางพวงมาลา ถวายสักการะพระบิดาแห่งกฎหมายไทย เนื่องใน “วันรพี” ประจําปี 2568

เวลา 07.30 น. วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ณ บริเวณหน้าอาคารศาลยุติธรรม ถนนราชดำเนินใน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ นายสงคราม สกุลพราหมณ์ อุปนายกฝ่ายบริหาร นายวีรศักดิ์ โชติวานิช อุปนายกฝ่ายเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรรมการประชาสัมพันธ์และรองเลขาธิการ นายสุชาติ ชมกุล อุปนายกฝ่ายกิจการพิเศษ นายอุทัย ไสยสาลี ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สภาทนายความ  นางสาวณัฐสินี วันทมาตย์ กรรมการทดสอบ สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความฯ และเจ้าหน้าที่สภาทนายความ พร้อมด้วยตัวแทนคณะกรรมการทนายความ รุ่น 55,58,59,60,61,62 ร่วมวางพวงมาลาถวายสักการะพระรูปพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เนื่องในวันรพีประจำปี พ.ศ. 2568 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย”  .

โปรดเกล้าฯให้รองผู้ว่าฯสุรินทร์ เชิญดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล-ราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บ

โปรดเกล้าฯให้รองผู้ว่าฯสุรินทร์ เชิญดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล-ราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บ

โปรดเกล้าฯให้รองผู้ว่าฯสุรินทร์ เชิญดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล-ราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.25 น.

’ในหลวง-พระราชินี‘ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บ โปรดเกล้าฯให้รองผู้ว่าฯสุรินทร์เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์  เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว  พร้อมกับทรงรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย  

วันที่ 7 สิงหาคม 2568  เวลา  10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า  โปรดกระหม่อมให้ นายวสันต์ ชิงชนะ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน  ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่   สิบเอก ภูฤทธิ์  แสงสว่าง  และพลทหาร ภัทรกร  สมสา กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ  โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

ในการนี้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมด ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์   การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลอย่างหาที่สุดมิได้
 

ไทยพีบีเอส ผนึกกำลังภาคีฯจัด’FutureED Fest 2025’ขับเคลื่อนการศึกษาไทย สู่อนาคตด้วยพลัง AI

ไทยพีบีเอส ผนึกกำลังภาคีฯจัด'FutureED Fest 2025'ขับเคลื่อนการศึกษาไทย สู่อนาคตด้วยพลัง AI

ไทยพีบีเอส ผนึกกำลังภาคีฯจัด’FutureED Fest 2025’ขับเคลื่อนการศึกษาไทย สู่อนาคตด้วยพลัง AI

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.41 น.

ไทยพีบีเอส ผนึกกำลังภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา จัด “FutureED Fest 2025” ต่อเนื่องปีที่ 3 ต่อยอดการศึกษาแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI ลดความเหลื่อมล้ำเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568  องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ร่วมกับ Google for Education, Starfish Labz, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, กรุงเทพมหานคร, กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Pและภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา จัดงานแถลงข่าว “FutureED Fest 2025” ภายใต้ธีม The Future of Learning: AI-Driven, Human-Centered, and Equitable for All  เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์แนวทางใหม่ ๆ ด้านการศึกษาแห่งอนาคต พร้อมทั้งต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา ณ อาคารอำนวยการ ไทยพีบีเอส

นายสมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านสร้างสรรค์เนื้อหา กล่าวว่า ไทยพีบีเอส ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่เหมาะสม และสามารถใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีคุณภาพ จึงมุ่งมั่นพัฒนาเนื้อหาการเรียนรู้ให้เข้าถึงง่าย สนุก น่าติดตาม และเหมาะสำหรับทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน หรือครอบครัว ผ่าน “ALTV ช่อง 4 ทีวีเรียนสนุก” พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันสร้าง “พื้นที่การเรียนรู้สำหรับทุกคน”  และ FutureEd Fest 2025 นับเป็นเวทีสำคัญที่ผู้มีบทบาทในระบบการศึกษามาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ความคิด และแนวทางใหม่ ๆ เพื่อออกแบบอนาคตของการเรียนรู้  ซึ่งเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ร่วมกันออกแบบอนาคตของการเรียนรู้ให้มีความเท่าเทียม ยั่งยืน และสอดรับกับโลกยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ทางด้าน นายสมยศ เกียรติอร่ามกุล นักพัฒนาวิชาชีพสื่อ และที่ปรึกษาโครงการ FutureEd Fest กล่าวว่า ได้ติดตามพัฒนาการของโครงการมาอย่างต่อเนื่อง และรู้สึกยินดีที่ได้เห็นการขยายตัวของภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะปีนี้มีการหยิบยกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ “การเรียนรู้แห่งอนาคต” ที่เน้นการขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการการศึกษา

“ห้องเรียนที่มี AI ” ไม่ได้หมายถึงเพียงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อผลิตนักเรียนที่เก่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเรียนรู้ที่สามารถออกแบบและขับเคลื่อนด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) โดยมี AI เป็นเครื่องมือสนับสนุน สิ่งสำคัญคือ เราต้องส่งเสริมให้นักเรียนและผู้เกี่ยวข้องทางการศึกษาเข้าใจการใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน ใช้อย่างมีจริยธรรม และตระหนักถึงทั้งคุณและโทษของเทคโนโลยีดังกล่าว

ขณะเดียวกัน นายณัฐพงศ์ จันทนะศิริ นายกสมาคมนักวิชาการไทย ได้พูดถึงเรื่องของความเท่าเทียมทางการศึกษาว่า ทุกคนต่างก็เข้าใจว่ามีความสำคัญ แต่สิ่งที่เราควรให้ความหมายเพิ่มเติมคือ การสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ที่เต็มไปด้วยคุณค่า เป็นพื้นที่ที่รู้สึกพร้อมจะเรียนรู้อย่างอิสระและเต็มใจ พื้นที่การเรียนรู้ที่ดีจึงไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือบรรยากาศที่เอื้อต่อการเติบโต ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยี โดย AI ไม่ควรถูกมองว่าศัตรูของครู แต่ควรมองว่าเป็น “เครื่องมือ” ที่ช่วยเสริมพลังในการสอน หากใช้อย่างเข้าใจและมีกลยุทธ์ จะยิ่งทำให้การจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตัวแทนครูจากโรงเรียนดรุณสิกขาลัย นายคมปกร ไพอนนท์ กล่าวว่า การเตรียมการเรียนการสอน จำเป็นต้องเลือกใช้ Metrology ที่เหมาะสม เพื่อให้เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ตามกระบวนการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มต้นจากความสนใจของเด็กเป็นหลัก ครูทำหน้าที่ออกแบบทั้งสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์การเรียนรู้ให้เหมาะสมและสอดคล้องไปพร้อมกัน ในยุคปัจจุบันที่ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกภาคส่วนด้านการศึกษาต้องปรับตัวให้เท่าทันโลก ครูจึงไม่ได้มีบทบาทเพียงผู้ให้ความรู้เท่านั้น แต่ยังต้องเป็น “ผู้ออกแบบประสบการณ์” ที่คอยสนับสนุน ช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกให้นักเรียนตลอดเส้นทางการเรียนรู้ เสมือนเป็นเพื่อนร่วมทางที่คอยพาเด็ก ๆ ไปให้ถึงเป้าหมาย

ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร CEO Starfish Education กล่าวถึงจากความสำเร็จของงานในปีที่ผ่านมาและการต่อยอดนวัตกรรมด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ได้นำมาสู่การออกแบบกิจกรรมในปีนี้ภายใต้ 4 แกนหลัก (Key Pillars) ที่จะเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้แห่งอนาคต ได้แก่ 1.AI and Human Potential: Transforming Education 2.Innovation and Maker Education for Future-Ready Learners 3.Equity in Education: Local Solutions for Inclusive Learning 4.Shaping Future-Ready ขณะเดียวกัน Schools & Lifelong Learners  ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อมุ่งไปสู่อนาคตของการศึกษาไทยที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง โดยมี AI และนวัตกรรมเป็นเครื่องมือสําคัญ และมีครูผู้เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน

งาน FutureED Fest 2025 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 6 กันยายน 2568 ณ ไปรษณีย์กลาง กรุงเทพฯ โดยพบกับไฮไลต์สำคัญของงาน อาทิ Keynote Speech จาก ดร.วิทย์  สิทธิเวคิน  กับหัวข้อ “บทบาททีเปลียนแปลงของครูไทยในยุคที AI มีบทบาทในห้องเรียน” และวงเสวนา Panel Discussion หลายหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ อนาคตการเรียนรู้: การผสมผสานการเรียนรู้ระหว่าง AI และมนุษย์, จากห้องเรียนสู่ตลาดแรงงาน: ทักษะทีนักเรียนต้องมีในยุค AI, From Schooling to Learning: โรงเรียนต้องเปลี่ยนอย่างไรในโลกแห่งความไม่แน่นอน, AI Assistant สู่ AI Partner: เครืองมือ AI ช่วยลดภาระงานของครูได้จริงหรือ? และปัญญาประดิษฐ์เพื่อทุกคน: ทําอย่างไรให้ AI ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมด้วย Workshop จากวิทยากรชั้นนํา และองค์กรเครือข่าย เสริมความรู้จากนักนวัตกรรมการศึกษาถ่ายทอดเครืองมือ How to มากมาย ตลอดทั้งวัน

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ได้ที่: https://bit.ly/3TFt690 ดูรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์: http://www.futureedfest.com

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin
 

บริติชฯ เปิดศูนย์สอบวัดทักษะภาษาอังกฤษ ยกระดับทักษะภาษาสู่สากล

บริติชฯ เปิดศูนย์สอบวัดทักษะภาษาอังกฤษ ยกระดับทักษะภาษาสู่สากล

บริติชฯ เปิดศูนย์สอบวัดทักษะภาษาอังกฤษ ยกระดับทักษะภาษาสู่สากล

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในยุคโลกาภิวัตน์ที่ภาษาอังกฤษกลายเป็นทักษะจำเป็น ไม่ว่าจะเพื่อการศึกษา การทำงาน หรือการย้ายถิ่นฐาน การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษจึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในแบบทดสอบที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ได้แก่ IELTS ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่มีความน่าเชื่อถือและทันสมัยที่สุด สำหรับการเรียนต่อต่างประเทศและการย้ายถิ่นฐาน

นอกเหนือจากนั้น Aptis ซึ่งพัฒนาโดยบริติช เคานซิล เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่โดดเด่นในฐานะแบบทดสอบภาษาอังกฤษสมัยใหม่ที่เน้นการวัดทักษะการสื่อสารในชีวิตจริง ผู้สอบจะได้รับผลสอบภายใน 48 ชั่วโมง โดยผลคะแนนจะสอดคล้องกับการวัดระดับความสามารถทางภาษามาตรฐาน CEFR หรือ Common European Framework of Reference for Languages ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ยิ่งไปกว่านั้น Aptis ยังมีจุดแข็งในเรื่องความยืดหยุ่น องค์กรสามารถเลือกประเมินเฉพาะทักษะที่ต้องการเพื่อให้ตรงกับเป้าหมายขององค์กรมากที่สุด และยังสามารถจัดสอบเองภายในองค์กรได้ทันที โดยไม่ต้องรอรอบสอบหรือต้องเดินทางไปยังศูนย์สอบเฉพาะทาง

นับเป็นอีกก้าวสำคัญสำหรับการศึกษาภาษาอังกฤษในประเทศไทยเมื่อการสอบ Aptis ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจาก 3 หน่วยงานด้านการศึกษาของไทย ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ซึ่งการรับรองครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผลสอบ Aptis สามารถใช้ยื่นในระบบการศึกษาไทยได้อย่างเป็นทางการ ครอบคลุมทั้งกลุ่มนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา

ในส่วนของช่องทางการสอบ ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนสอบผ่านศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (HCEMC) ของโรงเรียนภายใต้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นพันธมิตรได้ และล่าสุดบริติช เคานซิล ได้จับมือกับวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (KKUIC) เพื่อเปิดศูนย์สอบ Aptis อย่างเป็นทางการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้สอบในภูมิภาค

แดนนี่ ไวท์เฮด ผู้อำนวยการบริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า บริติช เคานซิล รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ผู้คนทั่วประเทศไทยมีโอกาสในการใช้แบบทดสอบ Aptis เพื่อก้าวสู่เป้าหมายทั้งด้านอาชีพและชีวิตส่วนตัว อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำหรับองค์กรไทยในการยกระดับทักษะบุคลากรด้วยเครื่องมือประเมินความสามารถทางภาษาอังกฤษที่ยืดหยุ่นและน่าเชื่อถือที่สุด การที่ สพฐ. ให้การรับรอง Aptis อย่างเป็นทางการ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ Aptis ไม่ใช่แค่แบบทดสอบ แต่เป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อประเมินทักษะการสื่อสารในชีวิตจริงอย่างแม่นยำ และเสริมสร้างศักยภาพด้านภาษาสากลให้กับคนไทย เราภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาด้านการศึกษาและเศรษฐกิจของประเทศไทย และเป็นพันธมิตรที่มั่นคงในการสนับสนุนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษทั่วประเทศมาโดยตลอด สำหรับผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.britishcouncil.or.th/english-assessments-teachers

อพวช.จัด ‘มหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ’68’ เทิดพระเกียรติ ‘พระราชบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย’

อพวช.จัด ‘มหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ’68’ เทิดพระเกียรติ ‘พระราชบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย’

อพวช.จัด ‘มหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ’68’ เทิดพระเกียรติ ‘พระราชบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยถึงการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติในวันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฎวิทยมหาราช “พระราชบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” และเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงมีคุณูปการต่องานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

น.ส.สุดาวรรณ กล่าวว่า งานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ เป็นไปตามนโยบายและภารกิจสำคัญของ อว.ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนประเทศด้วยองค์ความรู้และกำลังคน ภายใต้นโยบาย “สร้างปัญญา เปิดโอกาส สร้างอนาคตไทย” ซึ่งครอบคลุมภารกิจหลัก 2 ด้าน ได้แก่ การพัฒนากำลังคน ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างคนให้มีทักษะที่สอดรับกับอนาคต เพื่อให้เยาวชนและแรงงานไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ ผ่านนวัตกรรมการศึกษา เศรษฐกิจฐานชีวภาพ และเทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เสริมสร้างระบบนิเวศที่พร้อมผลักดันผลงานวิจัยสู่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม มุ่งเน้นการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่ประเทศในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง

ด้าน นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ อพวช. ในฐานะผู้จัดงานหลัก เปิดเผยว่า งานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ ประจำปี 2568 จะจัดขึ้นทั่วประเทศ เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ให้เข้าถึงเยาวชนในทุกภูมิภาค  ส่วนกลางจัดงานระหว่างวันที่ 9 – 17 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ฮอลล์ 5-6 ชั้น LG โดยความร่วมมือจาก 8 ประเทศ 97 หน่วยงาน

ในส่วนภูมิภาคขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ 3 ภาคหลัก เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับอัตลักษณ์ท้องถิ่น งานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ ยังจะเดินทางไปจัดใน 3 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคใต้ วันที่ 6 – 8 สิงหาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จ.สงขลา , ภาคเหนือ วันที่ 14 – 16 สิงหาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 18 – 20 สิงหาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น

ทั้งนี้ อพวช.จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกคนเข้าร่วมงานฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ดูรายละเอียดงานเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.thailandnstfair.com และ Facebook: NSTFair Thailand

ม.เกษตร ต้อนรับนิสิตนานาชาติ ‘Proud to be i-KU 2025’

ม.เกษตร ต้อนรับนิสิตนานาชาติ 'Proud to be i-KU 2025'

ม.เกษตร ต้อนรับนิสิตนานาชาติ ‘Proud to be i-KU 2025’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ต้อนรับนิสิตใหม่ – ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดี มก. เป็นประธานในพิธีและกล่าวต้อนรับนิสิตใหม่ KU85 สำหรับนิสิตไทย และนิสิตต่างชาติ หลักสูตรนานาชาติ และหลักสูตรภาษาอังกฤษทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ในงานปฐมนิเทศและต้อนรับนิสิตใหม่  ก้าวแรกสู่ศาสตร์แห่งแผ่นดิน “Proud to be i-KU 2025” ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

​มวล.จัดอบรม ‘Grow Your Business’ อัปสกิลผู้ประกอบการสู่สากล

​มวล.จัดอบรม ‘Grow Your Business’ อัปสกิลผู้ประกอบการสู่สากล

​มวล.จัดอบรม ‘Grow Your Business’ อัปสกิลผู้ประกอบการสู่สากล

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) โดยอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราชและภาคีเครือข่าย จัดอบรมหลักสูตร “Grow Your Business” เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในพื้นที่ให้พร้อมสำหรับตลาดสากล โดยได้รับเกียรติจาก นางวจิราพร อมาตยกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานเปิดการอบรม ณ โรงแรมเมืองลิกอร์ จ.นครศรีธรรมราช

นางประไพ เพชรพงศ์พันธุ์ พาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า การอบรมในครั้งนี้สืบเนื่องจากนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศผ่านระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ใน 4 ภาค ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพทางการค้า การลงทุน และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในเชิงพื้นที่ โดยมีสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในฐานะผู้แทนของกระทรวงพาณิชย์ในพื้นที่ ทำหน้าที่บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน

“เป้าหมายสำคัญของการอบรมหลักสูตร “Grow Your Business” คือการเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชนเข้าใจทิศทางการพัฒนาของระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) พร้อมเปิดเวทีให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างเครือข่ายธุรกิจ เพื่อนำไปต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการของตนเอง พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในพื้นที่ให้พร้อมสำหรับตลาดสากล” นางประไพ กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.อนุรักษ์ ถุงทอง  ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มวล. กล่าวว่า อุทยานวิทย์ฯ พร้อมให้การสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างครบวงจร เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ โดยครอบคลุมทั้งด้านสถานที่, เทคโนโลยีการผลิต, งานวิจัย, การเชื่อมต่อนักวิจัย ไปจนถึงการช่วยจัดหาแหล่งเงินทุน

‘โรงเรียนวัดกู่คำฯ’ ต้นแบบโรงเรียนขยายโอกาส พัฒนาสถานศึกษาขนาดเล็ก

‘โรงเรียนวัดกู่คำฯ’ ต้นแบบโรงเรียนขยายโอกาส พัฒนาสถานศึกษาขนาดเล็ก

‘โรงเรียนวัดกู่คำฯ’ ต้นแบบโรงเรียนขยายโอกาส พัฒนาสถานศึกษาขนาดเล็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงพื้นที่เยี่ยมชมโรงเรียนวัดกู่คำ (เมธาวิสัยคณาทร) จ.เชียงใหม่ ชมตัวอย่างความสำเร็จ ต้นแบบโรงเรียนขยายโอกาส ในการยกระดับคุณภาพสถานศึกษาและนักเรียนจากการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกมาปรับใช้ สร้าง Learner Leader Innovator ด้วยผลประเมินคุณภาพภายนอกของ สมศ. พร้อมย้ำจุดเน้นการประกันคุณภาพเพื่อพัฒนาสถานศึกษาขนาดเล็ก และโรงเรียนขยายโอกาสสู่มาตรฐานใหม่

ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศธ. กล่าวว่า  การประเมินคุณภาพภายนอก นับเป็นกลไกที่สำคัญในการตรวจสอบและกระตุ้นให้หน่วยงานที่จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับชาติถึงหน่วยงานที่เล็กที่สุดคือสถานศึกษาและภายในห้องเรียน ต้องมีการประเมินตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาให้ยั่งยืน การประเมินนี้มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยผู้ประเมินจะลงพื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลในสถานศึกษาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อวิเคราะห์ “สิ่งที่สถานศึกษาทำได้ดี” และ “สิ่งที่สถานศึกษาสามารถเดินหน้าพัฒนาให้ดีมากยิ่งขึ้น” ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้กับผู้เรียน ผู้ปกครอง และสังคมว่าการศึกษาที่ได้รับ มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนดไว้

“บริบทของสถานศึกษาขนาดเล็กและโรงเรียนขยายโอกาสมีลักษณะคล้ายคลึงกันตรงที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือชุมชนที่ขาดแคลน เพื่อให้โอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนของชาติ สถานศึกษาเหล่านี้จึงมีภารกิจสำคัญในการจัดการศึกษาให้ทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม จึงจำเป็นต้องเร่งการประเมินคุณภาพการศึกษาในกลุ่มสถานศึกษาดังกล่าว ซึ่งการประเมินคุณภาพภายนอกจะทำให้สถานศึกษาทราบถึงจุดเด่น จุดที่ควรปรับปรุง ตลอดจนแนวทางในการพัฒนาสถานศึกษา เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้นได้” รมช.ศธ. กล่าว

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. กล่าวว่า จากการประเมินคุณภาพภายนอก สมศ. พบตัวอย่างโรงเรียนวัดกู่คำ (เมธาวิสัยคณาทร) จ.เชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาที่สามารถยกระดับคุณภาพผู้เรียนอย่างโดดเด่น จากการนำนวัตกรรมการเรียนรู้และผลการประเมินคุณภาพภายนอกของ สมศ. มาปรับใช้ เพื่อพัฒนานักเรียนให้เป็น “Learner, Leader และ Innovator” ได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้จะมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและศักยภาพก็ตาม โดยข้อค้นพบจากการประเมินคุณภาพภายนอก โรงเรียนวัดกู่คำฯพบว่า สถานศึกษามีการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกจากครั้งก่อน (ปี พ.ศ. 2564) มาปรับใช้ด้านการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ในการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ การเป็นผู้นำและการเป็นนวัตกร ผ่านแนวคิด ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้และโครงการทางวิชาการต่างๆ เป็นต้น

ด้าน ดร.ประคอง พิไรแสงจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดกู่คำ (เมธาวิสัยคณาทร) กล่าวว่า จากการเข้ารับการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ. ในปี พ.ศ. 2568 นี้ได้เปลี่ยนทัศนคติของครูและนักเรียนจากความกังวลสู่ความเข้าใจ และร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ผลการประเมินคุณภาพภายนอกที่ได้รับจาก สมศ. ยังช่วยให้สถานศึกษาเห็นความจำเป็นในการเผยแพร่นวัตกรรมและแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องรับรู้และร่วมพัฒนา พร้อมทั้งเน้นการพัฒนา Mindset ครูและนักเรียน ให้เห็นคุณค่าการเรียนรู้และดูแลตนเอง ซึ่งทั้งหมดนำไปสู่เป้าหมายในการสร้างผู้เรียนให้เป็น ผู้เรียนรู้ ผู้นำ และนวัตกร ผ่านวิธีการปฏิบัติจริง อาทิ การตั้งเป้าหมายรายบุคคล การประเมินกลุ่มเพื่อน การดูแลกันเองตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาที่ 1 ด้วยการจัดทำกระบวนการเรียนรู้แบบ 1 วิถี 4 กิจกรรม ได้แก่ 1.กิจกรรมกลุ่ม 2 มิติ – ฝึกการเรียนรู้อยู่ร่วมกันบนวิถีประชาธิปไตยและความเป็นผู้นำ 2.กิจกรรมเล่าเรื่องประเทืองปัญญา – ฝึกทักษะการเรียนรู้ ทักษะการคิดผ่านข่าวและเหตุการณ์รอบตัว 3.กิจกรรมจิตศึกษา – พัฒนาสติ ปัญญา อารมณ์และความเข้าใจตนเอง 4.กิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการสร้างสรรค์นวัตกรรม – ฝึกให้ผู้เรียนได้เรียนรู้สู่การสร้างนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรมจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวของผู้เรียน ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ที่ต่อยอดได้จริงในชีวิต

“แม้จะเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากรและบุคลากร แต่โรงเรียนวัดกู่คำฯ ยังสามารถสร้างผู้เรียนที่มีไอเดียโดดเด่นและพร้อมพัฒนาให้เท่าทันโลกอนาคต โดยเชื่อว่า 65% ของอาชีพในวันนี้จะหายไปในอนาคต จึงต้องเตรียมผู้เรียนให้มีทักษะเรียนรู้ตลอดชีวิตและความสามารถในการปรับตัว สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เราไม่ได้มองการประเมินเป็นการตัดสิน แต่เป็นกระจกสะท้อนที่ช่วยให้เราพัฒนาตัวเองและเด็กๆ อย่างแท้จริง” ผู้อำนวยการ รร.วัดกู่คำฯ กล่าว

สำหรับ โรงเรียนวัดกู่คำ (เมธาวิสัยคณาทร) จ.เชียงใหม่ เป็นโรงเรียนขยายโอกาส เปิดสอนระดับชั้น อนุบาลปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 3 มีจำนวนเด็กนักเรียนและผู้เรียน 239 คน มีนักเรียนระดับมัธยมศึกษา จำนวน 71 คน อัตราส่วนผู้เรียนในสถานศึกษาเป็นเด็กพื้นที่ร้อยละ 71 เด็กต่างชาติร้อยละ 25 และเด็กชาติพันธุ์ร้อยละ 4  

พร้อมรับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบจากหน่วยงานภายนอก ทั้งในด้านงบประมาณ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และทรัพยากรด้านนวัตกรรมการศึกษา เพื่อช่วยเสริมสร้างศักยภาพของครูและนักเรียน โดยเฉพาะในสถานศึกษาขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง แม้จะมีนักเรียนที่มีไอเดียและความสามารถโดดเด่น แต่ยังขาดกลไกสนับสนุนให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมกันนี้ โรงเรียนยังเห็นว่าการประเมินคุณภาพภายนอก จาก สมศ. ในทุก 5 ปี มีความสำคัญในการเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเชิงพัฒนา โดยมี สมศ. ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ประเมินและ “พี่เลี้ยงทางวิชาการ” ที่สามารถให้คำแนะนำ ต่อยอด และร่วมวางแผนการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

‘ในหลวง-พระราชินี’ทรงห่วงใย พระราชทานดอกไม้ตะกร้าสิ่งของ เยี่ยมทหาร-ราษฎรที่บาดเจ็บ

‘ในหลวง-พระราชินี’ทรงห่วงใย พระราชทานดอกไม้ตะกร้าสิ่งของ เยี่ยมทหาร-ราษฎรที่บาดเจ็บ

‘ในหลวง-พระราชินี’ทรงห่วงใย พระราชทานดอกไม้ตะกร้าสิ่งของ เยี่ยมทหาร-ราษฎรที่บาดเจ็บ

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.03 น.

‘ในหลวง-พระราชินี‘ ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯอุบลราชธานี  เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี  เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว  พร้อมกับทรงรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย  

วันที่ 6 สิงหาคม 2568  เวลา  15.00  น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์  น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ จ่าสิบเอก อำนาจ  วงษ์ศรีวอ  สิบเอก ปกรณ์เกียรติ  วันสืบ  พลทหาร สรัล  ยานประสงค์  และพลทหาร จารุเดช  ศิริทัศไนย  กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล  ณ  โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

ในการนี้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์  การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลอย่างหาที่สุดมิได้