‘ผู้ว่าฯโคราช’เชิญแจกันตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบทหารบาดเจ็บ 5 นาย

'ผู้ว่าฯโคราช'เชิญแจกันตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบทหารบาดเจ็บ 5 นาย

‘ผู้ว่าฯโคราช’เชิญแจกันตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบทหารบาดเจ็บ 5 นาย

วันอังคาร ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.48 น.

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เชิญแจกันดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบให้แก่ทหารที่ได้รับบาดเจ็บ 5 นาย จากเหตุการณ์ปะทะกันในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อบำรุงขวัญกำลังใจ

29 กรกฎาคม 2568 เวลา 11.30 น. ที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เชิญแจกันดอกไม้ และตระกร้าสิ่งของพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ไปมอบให้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ 

โดยทหารที่ได้รับบาดเจ็บประกอบด้วย ร้อยโท พัฒนพงษ์ ปาระมี , จ่าสิบเอก สุรชาติ ชยานนท์, พลทหาร ทักษิณ เชิมชัยภูมิ, พลทหาร สถิตย์พงศ์ เพ็งอารีย์ และพลทหาร กิตติธัช คนยืน รวมจำนวน 5 นาย ยังความปลาบปลื้ม และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้.

012

สพฐ.เผยนักเรียนเสียชีวิต 5 ราย จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา จัดพระราชทานเพลิงศพ 31 ก.ค.

สพฐ.เผยนักเรียนเสียชีวิต 5 ราย จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา จัดพระราชทานเพลิงศพ 31 ก.ค.

สพฐ.เผยนักเรียนเสียชีวิต 5 ราย จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา จัดพระราชทานเพลิงศพ 31 ก.ค.

วันอังคาร ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.31 น.

สพฐ.ระดมผู้บริหารลงพื้นที่ช่วยเหลือ นักเรียน ครู บุคลากร 7 จ.พื้นที่สู้รบ และพื้นที่น้ำท่วมภาคเหนือ 

วันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงกรณีเกิดเหตุปะทะกันในที่พื้นที่ 7 จังหวัดติดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้มอบหมายภารกิจให้ รองเลขาธิการ กพฐ., ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ., ที่ปรึกษา เลขาธิการ กพฐ. , และผอ.สำนัก รับผิดชอบเป็นรายจังหวัด ที่ได้รับความเดือดร้อน และในวันพรุ่งนี้(30 ก.ค.) ผู้บริหาร สพฐ จะเดินทางไปพื้นที่ 2 ส่วน โดยส่วนแรกไปพื้นที่สู้รบ 7 จังหวัด  อีกส่วนหนึ่งไปพื้นที่น้ำท่วมภาคเหนือ ที่ประสบอุทกภัยพายุ “วิภา” เพื่อเข้าไปดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครู และพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน 

“ขณะนี้เรามีภัย 2 อย่างคือ ภัยสงคราม กับ ภันจากอุทกภัย  สพฐ. จึงแบ่งกำลังผู้บริหารลงพื้นที่ไปเยี่ยมให้กำลังใจครู บุคลากร นักเรียน และประชาชน และขอขอบคุณขอชื่นชม น้องคิม  นักเรียนชั้น ม.2 ของโรงเรียนกันธรารักษ์วิทยา จังหวัดศรีสะเกษ ในวันที่มีกระสุนปืนใหญ่ตก ที่ร้านสะดวกซื้อ น้องคิมได้เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ จึงสมควรได้รับการชื่นชม สพฐ.จึงจะมอบเกียรติบัตรให้ว่าเป็นผู้ที่เสียสระช่วยเหลือผู้อื่นในเวลายากลำบาก 

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า สพฐ.ได้รายงานความเสียหายที่เกิดขึ้น ให้นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการศธ.ทั้ง 2  ท่านรับทราบเรียบร้อยแล้ว ส่วนบางเรื่องสพฐ.ไม่ขอเปิดเผย เพราะเป็นเรื่องของความมั่นคง

“ก็ขอแสดงความเสียใจกับนักเรียนที่เสียชีวิต จำนวน 5 คน ซึ่งในเบื้องต้น จะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 31 ก.ค. 2568 ทราบว่า นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ.จะไปร่วมในพิธีพระราชทานเพลิงศพด้วย ส่วนนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ 3 คน ขณะนี้อาการดีขึ้นแล้ว สิ่งที่ สพฐ.จะดูแลช่วยเหลือตอนนี้คือ ทำอย่างไรให้ครู นักเรียนมีขวัญกำลังใจและมีความปลอดภัยสูงสุด จะยังไม่สั่งให้ครูเข้าไปดูแลโรงเรียน สพฐ.ต้องประสานกับทหารและฝ่ายความมั่นคงอย่างใกล้ชิด เพื่อดูและความปลอดภัยของครู บุคลากร นักเรียนเป็นหลัก

 ขณะนี้มีโรงเรียนปิดการเรียนการสอน จำนวน 914 โรงเรียน ใน 7 จังหวัด จะเปิดเรียนได้ก็ต่อเมื่อ ฝ่ายทหารบอกว่าสถานการณ์ปลอดภัยแล้ว และขณะนี้ ในรัศมีการสู้รบระยะ 30 กิโลเมตร ได้อพยพครู ยุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และประชาชนไปอยู่ในศูนย์พักพิงหมดแล้ว  โดยในวันพรุ่งนี้ สพฐ.จะส่งทีมผู้บริหารไปเยี่ยมให้กำลังใจทุกศูนย์ พร้อมนำสิ่งของ เช่น ที่นอน หมอน มุ้ง อาหาร เครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ไปมอบให้ตามที่ครูนักเรียนและพี่น้องประชาชนต้องการ ตามที่สพฐ.ได้สำรวจมาทุกศูนย์แล้ว“

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า ส่วนการจัดการเรียนการสอบหากเหตุการสู้รบยืดเยื้อ สพฐ. กำลังออกแบบการเรียนการสอนอยู่ และเป็นที่หน้าปลื้มปิติยินดีที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงหวงใยเรื่องการเรียนการสอนของนักเรียน ซึ่งสพฐ.ก็รับกระแสรับสั่งท่านและกำลังออกแบบการเรียนอยู่ ซึ่งแบบการเรียนที่มี 5 รูปแบบก็จะนำมาใช้ตามบริบทของพื้นที่และตามความเหมาะสม

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวด้วยว่า สพฐ.เตรียมแผนจะเลื่อนสอบครูผู้ช่วย และการสอบต่างๆของนักเรียนในพื้นที่ที่มีการสู้รบ ใน 7 จังหวัดออกไปก่อน จะจัดสอบจนกว่าเหตุการณ์จะสงบ แล้วจะออกข้อสอบการสอบครูผู้ช่วยให้ใหม่ จะไม่ใช้ข้อสอบชุดเดิม ดังนั้น นักเรียนและผู้ที่จะสอบครูผู้ช่วยไม่ต้องกังวล เพราะ รมว.ศธ.ก็มีความห่วงใยและมีการสอบถามตลอดเวลา ส่วนจังหวัดอื่น ๆที่เหตุการปกติ จะจัดสอบตามปกติจะไม่เลื่อนสอบ 

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อว่า สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอุทกภัยพายุ “วิภา” ในภาคเหนือ ซึ่งขณะนี้มีสถานศึกษาได้รับผลกระทบ จำนวน  115 โรงเรียน ใน 17 เขตพื้นที่การศึกษา  มีนักเรียนประสบเหตุ จำนวน 2,401 คน (ได้รับเยียวยาจาก สพท.แล้วจำนวน 483 คน) มีครูและบุคลากรประสบเหตุ จำนวน 305 คน (ได้รับเยียวยาจาก สพท. จำนวน 89 คน)  และสถานศึกษาปิดการเรียนการสอน จำนวน 14 แห่ง ได้แก่ สพป.น่าน เขต 2 จำนวน 11 แห่ง และ สพป.สุโขทัย เขต 1 จำนวน 3 แห่ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้น้ำเริ่มลดลงแล้ว ภายในสัปดาห์นี้ถ้าฝนไม่ตกเพิ่ม น้ำก็จะลดลง ทั้งนี้  ในวันที่ 30 ก.ค.นี้  สพฐ. จะส่งทีมบริหารลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และนำส่งความช่วยเหลือในพื้นที่น้ำท่วมภาคเหนือ  ที่ สพฐ.ยังไม่ลงพื้นที่น้ำท่วมภาคเหนือ ไม่ใช่เราไม่ห่วงใย เราห่วงใยครู บุคลากร นักเรียน และประชาชนทุกคน แต่ในภาวะน้ำท่วมถ้าทุกคนลงไปก็จะเป็นภาระให้พื้นที่ เมื่อน้ำลดแล้ว สพฐ.ก็จะลงไปสำรวจฟื้นฟูและปรับปรุงซ่อมแซมให้กลับมาใช้ได้ตามปกติ
 

‘เปรมศักดิ์’จี้รมว.อว.ขันน็อตมหาวิทยาลัย เช็คบิลบุคลากรนอกแถวเอี่ยวค้ายา

'เปรมศักดิ์'จี้รมว.อว.ขันน็อตมหาวิทยาลัย เช็คบิลบุคลากรนอกแถวเอี่ยวค้ายา

‘เปรมศักดิ์’จี้รมว.อว.ขันน็อตมหาวิทยาลัย เช็คบิลบุคลากรนอกแถวเอี่ยวค้ายา

วันอังคาร ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.45 น.

“สว.เปรมศักดิ์”จี้ รมว.การอุดมศึกษาฯขันน็อตอาจารย์มหาวิทยาลัยในสังกัดทั่วประเทศเดินนอกแถวขายยาเสพติดขายให้นักศึกษา แฉจับได้ค้ายาไอซ์ในภาคอีสานแต่คดียังเงียบจี้จัดการอย่างเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่รัฐสภา นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ได้หารือระหว่างการประชุมวุฒสพาเกี่ยวกับ ปัญหายาเสพติด และการพนันออนไลน์ที่ยัวระบาดอย่างหนักว่า ปัจจุบันมีคำว่าอายุน้อยร้อยล้าน เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวอยากมีอนาคต พยายามไขว่คว้าทำงานหนัก มีวิธีการทางการตลาดที่ได้รับผลตอบแทนจนเป็นเศรษฐีใหม่ แต่ถ้าทำถูกกฎหมายก็ไม่เป็นไร เช่น ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว จากคนธรรมดาจากภาคอีสานกลายเป็นเศรษฐีใหม่ที่ทำอาชีพอย่างสุจริตแต่ระยะหลังอายุน้อยร้อยล้าน กลายเป็นคนที่มุ่งไปยังคนอายุน้อยทำธุรกิจสีเทา เช่น ทำเว็บพนันออนไลน์ มีวิธีการสารพัดรูปแบบเชิญชวนให้คนเข้ามาเล่นการพนัน แต่เป็นเรื่องผิดกฎหมายทั้งสิ้น

นายแพทย์เปรมศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากเรื่องการพนันออนไลน์แล้วยังมีเรื่องยาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้อง ในหมู่นักศึกษาจะไม่ใช้ยาบ้าแต่เป็นไอซ์ ล่าสุดมีการจับกุมอาจารย์มหาวิทยาลัยดังแห่งหนึ่งมียาไอซ์อยู่ในครอบครอง ตำรวจขอนแก่นได้เข้าจับกุมแต่เป็นข่าวอยู่เพียงวันสองวันก็เงียบหายไป น่าสนใจมากทำไมเรื่องดังกล่าว ถึงไม่ได้รับความสนใจจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย หรือผู้บริหารกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.)ออกมาแสดงความชัดเจนว่า จะมีการลงโทษทางวินัยอาจารย์ที่ทำผิดอย่างไร

ทั้งนี้ ขอเรียกร้องไปยัง น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การอุดมศึกษาฯ ให้ขันน็อตมหาวิทยาลัยทุกแห่งในสังกัด เพราะนักศึกษาไม่ได้หาเงินเอง แต่ล้วงเอาจากกระเป๋าผู้ปกครอง แต่ใครจะรู้เอามาใช้ในธุรกิจสีเทาทั้งเว็บพนันออนไลน์ หรือยาเสพติด ขอเรียกร้องให้ รมว.การอุดมศึกษาฯ ประสานไปยังอธิการบดีทุกมหาวิทยาลัยในสังกัดเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ เพราะการทำลายประเทศ ที่สำคัญคือทำลายปัญญาชนและทำลายประชาชนที่อยู่ในประเทศ ถ้าเราไม่ป้องกันแนวร่วมในประเทศที่จะต้องเติบโตมารักษาประเทศประเทศ เราจะถูกทำลายง่ายยิ่งกว่าภัยจากต่างประเทศที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเสียอีก

“ผมขอเรียกร้องให้ รมว.การอุดมศึกษาฯ เอาจริงเอาจังกับบุคลากรของมหาวิทยาลัยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะคนจับตามองอยู่ว่า เรื่องที่ตกเป็นข่าวทางสื่อมวลชน แต่ละคดีไปถึงไหนแล้ว โดยเฉพาะจับอาจารย์มหาวิทยาลัยดังมียาไอซ์ในครอบครองจำนวนมาก เพื่อให้เป็นตัวอย่าง ไม่ให้ใครเอาแบบอย่างในทางที่ผิด จะเป็นอายุน้อยร้อยล้าน ถ้าทำถูกกฎหมายผมขอชื่นชม แต่ถ้าได้เงินมาจากสิ่งที่ผิดกฎหมาย ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด”นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

เปิดเวทีสัมมนาผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบัน ‘Ai : THE NEXT GROWTH ENGINE FOR SUSTAINABILITY’

เปิดเวทีสัมมนาผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบัน ‘Ai : THE NEXT GROWTH ENGINE FOR SUSTAINABILITY’

เปิดเวทีสัมมนาผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบัน ‘Ai : THE NEXT GROWTH ENGINE FOR SUSTAINABILITY’

วันอังคาร ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันวิทยาการการค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดงานสัมมนาวิชาการหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบัน ครั้งที่ 14 ภายใต้หัวข้อ “Ai: THE NEXT GROWTH ENGINE FOR SUSTAINABILITY” ในวันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม 2568 ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยมีผู้แทนจากแต่ละหลักสูตรร่วมนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (Ai) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืนของประเทศ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนา Ai อย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษภายในงานว่า “วันนี้ประเทศไทยเผชิญความท้าทายพร้อมกันถึง 3 ด้านหลัก หนึ่งคือแรงกดดันจากมาตรการภาษีและกีดกันทางการค้าจากประเทศคู่ค้า สองคือการแข่งขันรุนแรงจากสินค้าจีน ทั้งเรื่องราคาและการลงทุนแบบสวมสิทธิ์ และสามคือความเปราะบางภายในประเทศ ทั้งจากหนี้ครัวเรือนที่สูงและกำลังซื้อที่หดตัว เพื่อฝ่าฟันความท้าทายเหล่านี้ หอการค้าไทยขอเสนอแนวทาง Unlocking New Growth” ปลดล็อกการเติบโตใหม่ของประเทศไทย ผ่าน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ มิติที่ 1 คือ Build Business Confidence & Strengthen Trade & Global Supply Chains มิติที่ 2 คือ Business Transformation: Innovation, Digital, Ai, Robot, IoT & ESG Integration เร่งการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจ และเศรษฐกิจยั่งยืน มิติที่ 3 Talent Development ยกระดับศักยภาพคนไทย และใช้เครือข่ายให้มีประสิทธิภาพ และมิติที่ 4 คือ Empowering SMEs & Strengthening Public-Private Partnerships ส่งเสริมสมาชิกเครือข่าย, SMEs และเสริมสร้างความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนโดยเฉพาะเครือข่ายนานาชาติ การปลดล็อกศักยภาพใหม่ของประเทศ จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา “ร่วมมือกันอย่างแท้จริง” และผู้นำจาก 6 สถาบันที่รวมตัวกันในวันนี้ก็คือ “พลังขับเคลื่อนสำคัญ” ที่จะร่วมกันกำหนดทิศทางการเติบโตใหม่ของประเทศไทย”

รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ในฐานะหลักสูตร TEPCoT มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นเจ้าภาพในการจัดงานสัมมนาวิชาการระดับสูง 6 สถาบันครั้งนี้ เราได้ร่วมกันกำหนดธีมงาน เพื่อหาทางออกให้กับประเทศในเวลานี้ เรามองที่อนาคตของประเทศไทยที่ต้องนำด้วยเทคโนโลยี Ai โดย 6 สถาบันได้นำเสนอหัวข้อที่น่าสนใจดังนี้ หัวข้อ “Shift the Mindset, Shape the Future with Ai” โดย หลักสูตร วตท. หัวข้อ“Thailand Ai Readiness” โดยหลักสูตร วปอ. หัวข้อ “Ai : นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาพลเมืองและประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน” โดยหลักสูตร ปปร. หัวข้อ “Ai and Election” โดยหลักสูตร พตส. หัวข้อ “Risk and Governance in Ai Era” โดย บยส. และปิดท้ายด้วยหลักสูตร TEPCoT กับหัวข้อ The “NEXT” Possibilities”  เนื้อหาสำคัญมีดังนี้

อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด ผู้แทนนักศึกษาจากหลักสูตร วตท. รุ่นที่ 36 กล่าวว่า “เรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของมนุษยชาติ เมื่อ Ai ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยี แต่เป็นแรงขับเคลื่อนที่จะหลอมรวมกับทุกมิติของชีวิต ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และจริยธรรม ในโลกที่เปลี่ยนเร็วเช่นนี้ สิ่งสำคัญไม่ไช่แค่ ‘รู้ทัน’ เทคโนโลยี แต่คือการพัฒนา Mindset ที่กล้าคิด กล้าสร้าง และกล้ารับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการนำ Ai ไปใช้เพื่อแก้ปัญหาสังคม ตั้งแต่การเข้าถึงการศึกษา สุขภาพ ไปจนถึงความเป็นธรรมและความยั่งยืน เราจึงต้องเรียนรู้ใหม่ ไม่ใช่เพื่อแข่งขันกับ Ai แต่เพื่อร่วมออกแบบอนาคตที่ดีกว่าร่วมกัน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ดร.เสรี นนทสูติ กรรมการสหประชาชาติด้านว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ผู้แทนนักศึกษาจากหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 67 กล่าวว่า “Ai ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางยุทธศาสตร์ที่จะกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ และเราจะพร้อมด้านยุทธศาสตร์ Ai ต่อเมื่อเราเป็นคนสร้าง คนขับ และคนบำรุงรักษาเครื่องยนต์ Ai เองโดยไม่ต้องขออนุญาตใช้จากประเทศอื่น”

ดร.ปริญญา หอมอเนก ประธานกรรมการบริหารบริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด ผู้แทนนักศึกษาจากหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 28 กล่าวว่า “ในปัจจุบัน Generative Ai เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วย เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล มีส่วนร่วม ตรวจสอบได้ และเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมประชาธิปไตยที่โปร่งใสและยั่งยืนอื่น แต่การใช้งาน Generative Ai ต้องอยู่ภายใต้หลักจริยธรรมความโปร่งใส ความเท่าเทียม และการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเมืองที่มีคุณภาพ มีวิจารณญาณและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมอย่างสร้างสรรค์”

รศ.ดร.ธนศักดิ์ สายจำปา รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผู้แทนนักศึกษาจากหลักสูตร พตส. รุ่นที่ 14 กล่าวว่า “เราสามารถสร้าง Ai ที่มีความรู้เกี่ยวกับระเบียบกฎหมายและรายละเอียดทุกด้านเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ด้วยการป้อนข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ จนกลายเป็น Ai ที่สามารถใช้เป็นกลไกสำคัญให้กับประชาชน ทั้งในด้านการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมถึงการให้รายละเอียดสำคัญเพื่อการตัดสินใจทางการเมืองกับประชาชน นี่จะเป็นพลังขับเคลื่อนใหม่ที่ส่งผลให้การเลือกตั้งในประเทศไทยมีความเสรีและยุติธรรมมากขึ้น”

พิพิธ อเนกนิธิ ผู้จัดการใหญ่บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้แทนนักศึกษาจากหลักสูตร บ.ย.ส. รุ่นที่ 29 กล่าวว่า “โลกกำลังเข้าสู่การปฏิวัติทางเทคโนโลยีอีกครั้ง ความสามารถของ Ai ช่วยสร้างประโยชน์ในหลายมิติแต่ก็เป็นภัยอย่างใหญ่หลวง”

ปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท Accenture (Thailand) ผู้แทนนักศึกษาจากหลักสูตร TEPCoT รุ่นที่ 17 กล่าวว่า “การปลดล็อกความเป็นไปได้ของ Ai ต้องทำให้ไปได้ไกลมากกว่าแค่การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน  แต่ต้องยกระดับศักยภาพของมนุษย์ให้ให้ดีขึ้นด้วย ผู้นำยุคใหม่ไม่ใช่แค่เข้าใจเทคโนโลยี แต่ต้องกล้านำด้วยหัวใจ ขับเคลื่อนด้วยจริยธรรม และยืนหยัดบนเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะอนาคตที่ยั่งยืน คือวันที่มนุษย์และ Ai เดินไปด้วยกัน ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ และสร้างกรอบสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

รัตนพล วงศ์นภาจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจก.สยาม เอไอ คอร์ปอเรชั่น ผู้แทนนักศึกษาจากหลักสูตร วปอ. วบ. รุ่นที่ 2 ได้กล่าวถึง “การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบนิเวศทางด้านปัญญาประดิษฐ์ รวมถึง 4 หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนการสร้างอธิปไตยเอไอระดับชาติให้เกิดขึ้นได้จริง และประเด็นสำคัญที่คนไทยส่วนใหญ่มักมองข้าม”

พล.ต.ธีรวุฒิ วิทยากรณ์  รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ผู้แทนนักศึกษาจากหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 28 กล่าวว่า “ปัญญาประดิษฐ์ (Ai) กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ทั้งในด้านวิถีชีวิตของประชาชน รูปแบบการดำเนินงานขององค์กร และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมผ่านแอปพลิเคชันหลากหลายรูปแบบ โดย Ai จะมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การพัฒนา Ai จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในด้านทรัพยากรมนุษย์ การวิจัยและพัฒนา และการสร้างนวัตกรรม Ai Application ซึ่งเป็นจุดที่ประเทศไทยยังมีคะแนนต่ำในหลายตัวชี้วัดระหว่างประเทศ และควรได้รับการเร่งพัฒนาอย่างเร่งด่วน”

พ.ต.ต.กฤติ ม่วงศิริ อาจารย์ (สบ2) คณะสังคมศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผู้แทนนักศึกษาจากหลักสูตร พตส. (พนต. รุ่นที่ 1) กล่าวว่า “โลกแห่งอนาคตควรสร้างพื้นที่เปิดกว้างและยอมรับความแตกต่างของทุกคน สร้างการมีส่วนร่วมและสะท้อนความต้องการจากทุกภาคส่วน (Inclusive Society) ซึ่งมีเทคโนโลยีเป็นบันไดก้าวข้ามข้อจำกัดและความท้าทาย โดย สำนักงาน กกต. กำลังริเริ่มการต่อยอด Application (Smart Vote) ให้เป็น Single Window Platform นำนวัตกรรมเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต การลงทะเบียนเลือกตั้งด้วยระบบ Facial Registration การตรวจสอบสิทธิและหน่วยเลือกตั้ง การนับคะแนนและประมวลผลแบบต่อเนื่อง เพื่อลดข้อผิดพลาดจาก Human Error การสะท้อนปัญหาและข้อร้องเรียน และการเปิดพื้นที่ ‘Pitching Ideas’ เชื่อมโยงแนวคิดเพื่อขับเคลื่อนการเมืองสร้างสรรค์และการเลือกตั้งที่สะท้อนเสียงจากทุกภาคส่วนของสังคม”

ศ.ดร.คณพล จันทน์หอม รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้แทนนักศึกษาจากหลักสูตร บ.ย.ส. รุ่นที่ 29 กล่าวว่า “การนำ Ai เข้ามาใช้ในการเรียนการสอนกฎหมาย การใช้และการตีความกฎหมาย จะช่วยให้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

จับมือ MOU ร่วมผลิตผู้ช่วยพยาบาล ลดเหลื่อมล้ำ-ดูแลสุขภาพประชาชนภาคใต้

จับมือ MOU ร่วมผลิตผู้ช่วยพยาบาล ลดเหลื่อมล้ำ-ดูแลสุขภาพประชาชนภาคใต้

จับมือ MOU ร่วมผลิตผู้ช่วยพยาบาล ลดเหลื่อมล้ำ-ดูแลสุขภาพประชาชนภาคใต้

วันอังคาร ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ลงนามความร่วมมือเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาและการผลิตและพัฒนาบุคลากรสายสาธารณสุข ร่วมผลิตผู้ช่วยพยาบาลสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงรุกแก่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้

ผศ.ดร.อรเพ็ญ สุขะวัลลิ คณบดีสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มวล. นายไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ น.ส.วาริน ชิณวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช (อบจ.) ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาและการผลิตและพัฒนาบุคลากรสายสาธารณสุข จังหวัดนครศรีธรรมราช” โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของทั้ง 3 หน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม อบจ.นครศรีฯ

ผศ.ดร.อรเพ็ญ สุขะวัลลิ คณบดีสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ กล่าวว่า มวล.มุ่งมั่นในการทำหน้าที่เป็น “สะพานแห่งโอกาส” ที่เชื่อมเยาวชนจากครอบครัวที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรืออยู่ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีศักยภาพสูงในการพัฒนา แต่ยังเผชิญกับความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ

โดยพันธกิจของมหาวิทยาลัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ครอบคลุมถึงการลงพื้นที่ การทำงานร่วมกับภาคีในท้องถิ่น และการวางระบบพัฒนาคนที่มีความยั่งยืน ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข และเศรษฐกิจของชุมชน โดยเฉพาะในด้านการผลิตและพัฒนาบุคลากรสายสาธารณสุข ที่สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ ได้ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ กสศ. ในการออกแบบหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ พร้อมทั้งเปิดเส้นทางสู่อาชีพให้กับนักศึกษา เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับไปทำงานและเป็นกำลังหลักในการดูแลสุขภาพคนในชุมชนของตนเอง สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มวล. มีความเชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในการ “ออกแบบอนาคตของพื้นที่ โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาคนในพื้นที่” เราจะสามารถสร้างโอกาสทางการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนได้

ทั้งนี้ สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มวล. เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพผู้ช่วยพยาบาลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบันมีนักศึกษาสำเร็จการศึกษาแล้ว จำนวน 9 รุ่น รวม 352 คน โดยเป็นผู้ได้รับทุนการศึกษาจาก กสศ.จำนวน 24 คน ในปีการศึกษา 2567 โดยจะเปิดรับสมัครช่วงเดือน พย.-กพ.ของทุกปี ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดการรับสมัครได้ที่ https://nurse.wu.ac.th/

‘กองทัพบก’น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ’ในหลวง’ ทรงช่วยเหลือปชช.-ทหารปฏิบัติหน้าที่แนวชายแดน

'กองทัพบก'น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ'ในหลวง' ทรงช่วยเหลือปชช.-ทหารปฏิบัติหน้าที่แนวชายแดน

‘กองทัพบก’น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ’ในหลวง’ ทรงช่วยเหลือปชช.-ทหารปฏิบัติหน้าที่แนวชายแดน

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 21.40 น.

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพบก Royal Thai Army” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า กองทัพบกน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ในพระเมตตาและพระราชหฤทัยห่วงใยพสกนิกร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระกรุณาพระราชทานความช่วยเหลือแก่ประชาชนและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระเมตตาและพระราชหฤทัยห่วงใยพสกนิกรมาโดยตลอด โดยเฉพาะในยามที่ประเทศชาติเผชิญสถานการณ์ด้านความมั่นคงบริเวณชายแดนในห้วงเวลานี้ พระองค์ทรงติดตามและทรงห่วงใยต่อทุกข์สุขของประชาชนและกำลังพลอย่างใกล้ชิด และทรงพระกรุณาพระราชทานความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งในส่วนของประชาชนและทหารกล้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนในขณะนี้

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับ ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ทุกราย พร้อมทั้ง ทรงรับ ผู้เสียชีวิตไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์ เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างสมเกียรติ และเป็นเกียรติยศอันสูงสุดแก่ผู้เสียสละ

ทั้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ประสบเหตุ พร้อมทั้ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เชิญพวงมาลาพระราชทานไปวางหน้าหีบศพของผู้เสียชีวิต อันเป็นการเชิดชูเกียรติแก่ผู้กล้าที่อุทิศชีวิตเพื่อแผ่นดิน

อีกทั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานโรงครัวพระราชทาน เพื่อสนับสนุนการประกอบอาหาร ดูแลชาวบ้านและผู้อพยพในพื้นที่ชายแดน โดยจัดปรุงอาหารพระราชทานปรุงสดแจกจ่ายให้กับประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ประชาชนที่เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยงอันตรายบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการดูแลประชาชนและผู้อพยพ ณ พื้นที่พักพิงชั่วคราว

พระเมตตาธรรมอันยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปรียบดั่งสายพระราชหฤทัยที่โอบอุ้มและหล่อเลี้ยงหัวใจของปวงชนชาวไทย และกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ ณ แนวหน้า ให้เกิดพลังในการต่อสู้ ฟันฝ่าอุปสรรค เพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาเกียรติภูมิของชาติไทย

ในนามของกองทัพบก ข้าราชการและลูกจ้างทุกคน ต่างน้อมสำนึก ในพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดหาที่สุดมิได้ และขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า จะมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ในความรับผิดชอบ ด้วยความจงรักภักดี วิริยะ อุตสาหะ และเสียสละ เพื่อถวายความจงรักภักดี และตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณนี้ตลอดไป

– 006

‘สุริยะ’นำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

'สุริยะ'นำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'

‘สุริยะ’นำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 20.52 น.

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี มอบหมาย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะและพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ณ บริเวณท้องสนามหลวง

– 006

‘ผบช.ภ.1’นำข้าราชการตำรวจในสังกัด ร่วมลงนามถวายพระพร’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

'ผบช.ภ.1'นำข้าราชการตำรวจในสังกัด ร่วมลงนามถวายพระพร'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'

‘ผบช.ภ.1’นำข้าราชการตำรวจในสังกัด ร่วมลงนามถวายพระพร’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.16 น.

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 พร้อมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. ช่วยราชการ ภ.1 คณะ รอง ผบช.ภ.1 คณะ ผบก.ในสังกัด ภ.1 ผู้ทรงคุณวุฒิ ตร. ช่วยราชการ ภ.1 ร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ลงนามถวายพระพรชัยมงคล’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

'มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง'ลงนามถวายพระพรชัยมงคล'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ลงนามถวายพระพรชัยมงคล’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.13 น.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ  นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ กรรมการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ นำคณะผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และหน่วยงานในเครือ นำแจกันดอกไม้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

สพฐ.ห่วงใยครูในพื้นที่ ยืนยันไม่บังคับปฏิบัติงานหากกระทบความปลอดภัย-เกินกำลัง

สพฐ.ห่วงใยครูในพื้นที่ ยืนยันไม่บังคับปฏิบัติงานหากกระทบความปลอดภัย-เกินกำลัง

สพฐ.ห่วงใยครูในพื้นที่ ยืนยันไม่บังคับปฏิบัติงานหากกระทบความปลอดภัย-เกินกำลัง

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.33 น.

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวสารทางสื่อสังคมออนไลน์ กรณีการจัดครูและบุคลากรไปสนับสนุนการดูแลนักเรียนในศูนย์พักพิงชั่วคราวในบางพื้นที่ ซึ่งมีข้อห่วงใยเกี่ยวกับภาระงานและสถานะของครูที่ต้องอพยพเช่นเดียวกัน นั้น

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ขอยืนยันว่า สพฐ.ให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกคน และไม่มีนโยบายให้ครูไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ที่อาจไม่ปลอดภัยหรืออยู่นอกเหนือความพร้อมของตนเอง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนเช่นนี้

ทั้งนี้ สพฐ.ได้เน้นย้ำไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ให้ใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบ และยึดหลัก “ความสมัครใจและความปลอดภัย” หากมีการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลนักเรียนในศูนย์พักพิง เพื่อไม่ให้เกิดภาระเกินสมควรต่อครูและบุคลากรในช่วงเวลานี้

พร้อมทั้งกำชับตามข้อสั่งการของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาในพื้นที่เสี่ยง สามารถใช้ดุลยพินิจในการปิดการเรียนการสอนได้ทันที โดยประเมินจากสถานการณ์ในพื้นที่ และไม่กระทำการใดที่ให้ครูและบุคลากรฯเกิดความเสียหายหรือไม่ปลอดภัย

“ในห้วงเวลาเช่นนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การร่วมกันประคับประคองเด็กๆ ให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ตามกำลังและความพร้อมที่แต่ละฝ่ายมี และต้องไม่กระทบกับความปลอดภัยของครูและบุคลากรฯด้วย โดย สพฐ.พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อให้การดูแลนักเรียนในสถานการณ์เช่นนี้ เป็นไปอย่างเหมาะสม เพื่อให้เราทุกคนก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว