มมส เตรียมจัดแข่งขันกอล์ฟการกุศล ‘MSU Alumni Charity Golf Tournament’ ตั้งกองทุน ‘พี่ช่วยน้อง’ เพื่อการศึกษา

มมส เตรียมจัดแข่งขันกอล์ฟการกุศล ‘MSU Alumni Charity Golf Tournament’ ตั้งกองทุน ‘พี่ช่วยน้อง’ เพื่อการศึกษา

มมส เตรียมจัดแข่งขันกอล์ฟการกุศล ‘MSU Alumni Charity Golf Tournament’ ตั้งกองทุน ‘พี่ช่วยน้อง’ เพื่อการศึกษา

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมาคมศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) นำโดย นางสุมาลี สุวรรณกร นายกสมาคมศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมด้วย นายทม เกตุวงศา อุปนายกสมาคมศิษย์เก่าฯ นายวัฒนพงษ์ คงสืบเสาะ อุปนายกสมาคมฯ นายศิริเดช ทัศนะบรรจง ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการสนามกอล์ฟสิงห์ปาร์คขอนแก่น และ รศ.ดร.นิตยา วรรณกิตร์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและภาพลักษณ์องค์กร ร่วมกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมจัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศล “MSU Alumni Charity Golf Tournament” เพื่อระดมทุนจัดตั้ง กองทุน “พี่ช่วยน้อง” โดยมีเป้าหมายหลักในการมอบทุนการศึกษาและสนับสนุนนิสิตปัจจุบันของมหาวิทยาลัยฯ ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ณ ห้องประชุม 1 อาคารบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

นางสุมาลี สุวรรณกร นายกสมาคมศิษย์เก่า มมส เปิดเผยว่า สมาคมฯ ได้หารือร่วมกับคณะกรรมการและผู้บริหารมหาวิทยาลัยฯ และเห็นพ้องที่จะจัดหาทุนการศึกษาเพื่อช่วยเหลือเหล่านิสิตที่กำลังศึกษาอยู่ โดยเชื่อว่าการศึกษาคือโอกาสที่ดีที่สุดของชีวิตที่จะช่วยสร้างความเท่าเทียมในสังคมและอาชีพการงาน ซึ่ง กองทุน “พี่ช่วยน้อง” จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงรุ่นพี่ศิษย์เก่าและผู้มีจิตศรัทธาให้ได้ร่วมทำบุญร่วมกัน โดยเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะนำไปใช้เพื่อการศึกษาของนิสิตโดยตรง เพื่อให้ทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน

ในการแข่งขันฯ เปิดรับสมัครประเภททีม ทีมละ 5 คน ค่าสมัครทีมละ 25,000 บาท ซึ่งแต่ละทีมจะได้รับรถกอล์ฟ แคดดี้ และเสื้อกอล์ฟ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักหรือบริจาคเงินสมทบทุนโดยตรง โดยผู้สนับสนุนจะได้รับป้ายโลโก้ประชาสัมพันธ์ติดบริเวณสนามตามยอดบริจาค ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2568

ในส่วนของรางวัลในการแข่งขัน มีถ้วยรางวัลรวมทั้งสิ้น 13 ถ้วย สำหรับประเภททีมและประเภทบุคคล ซึ่งการแข่งขันจะใช้กฎกอล์ฟของ R&A และกฎสนาม เพื่อความเป็นมาตรฐาน

ผู้สนใจสามารถติดต่อสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รองศาสตราจารย์ ดร.ภาคภูมิ หรรนภา (091-156-5441) และ อาจารย์ ดร.อัครครา มะเสนา (062-782-4594) หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทางเพจเฟซบุ๊ก “สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม”

ก้าวแรกสู่ฝัน..‘เด็กเชฟ’ ม.รังสิต คว้ารางวัลระดับชาติ ‘FHT 2025’

ก้าวแรกสู่ฝัน..‘เด็กเชฟ’ ม.รังสิต คว้ารางวัลระดับชาติ ‘FHT 2025’

ก้าวแรกสู่ฝัน..‘เด็กเชฟ’ ม.รังสิต คว้ารางวัลระดับชาติ ‘FHT 2025’

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้ นายรัฐติชน เถาวัลย์ นักศึกษาสาขา ศิลปะและเทคโนโลยีการประกอบอาหาร คณะศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับวงการอาหารไทย ด้วยการคว้ารางวัล เหรียญทองแดง (Bronze Medal) จากการแข่งขัน Modern Thai Cuisine by Chaitip, Panomrung Rice: Individual ในงาน Food & Hospitality Thailand 2025 (FHT 2025) เวทีเชฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ ภายใต้ ถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นอกจากเกียรติยศอันทรงคุณค่าแล้ว นักศึกษายังได้รับเงินรางวัลพร้อมเกียรติบัตรและเหรียญรางวัลอันทรงเกียรติ

โดยผลงานที่ทำให้กรรมการตื่นตาตื่นใจคือเมนู “Hom Song Si (Wrapped in Two Tones)” การผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างศิลปะการปรุงอาหารไทยแบบร่วมสมัยกับวัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพสูง “ข้าวพนมรุ้ง” ซึ่งเมนูชุดนี้ประกอบด้วย 4 รายการอาหารสุดสร้างสรรค์ ได้แก่ 1.Two Tone Coconut Rice – ข้าวมะพร้าวสองสีที่สวยงามดุจงานศิลป์ , 2.Squid Stuffed Salt Egg Yolk with Green Curry Sauce – หมึกยัดไส้ไข่เค็ม เสิร์ฟพร้อมซอสน้ำแกงเขียวหวาน , 3.Pomelo Salad with Crispy Fried Catfish – ยำส้มโอปลาดุกทอดกรอบ หอม รสชาติกลมกล่อม , 4.Minced Salted Fish with Pork Balls – ลูกชิ้นหมูหน้าปลาเค็มสับ รสเข้มข้นน่าประทับใจ

นอกจากความอร่อยและการจัดจานที่งดงาม เมนูนี้ยังสะท้อนถึงแนวคิด “Thai Cuisine with Innovation” ที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

ความสำเร็จครั้งนี้เป็นมากกว่ารางวัล แต่นับเป็นการขับเคลื่อน Soft Power อาหารไทย ภายใต้แนวคิด “Edible Culture” เพราะ “อาหารไทยไม่ใช่แค่ความอร่อย แต่คือวัฒนธรรมที่รับประทานได้” พร้อมต่อยอดสู่ธุรกิจการอาหาร อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในระดับสากล

ทั้งนี้ นอกจากนักศึกษาจะได้สานฝันการเป็นเชฟมืออาชีพแล้ว ยังได้สัมผัสโอกาสเข้าร่วมแข่งขันในเวทีระดับชาติและนานาชาติ อีกทั้งยังสร้างเครือข่ายในวงการอาหารทั้งไทยและต่างประเทศ พัฒนาทักษะเพื่อก้าวสู่การเป็นเชฟมืออาชีพและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้อย่างมั่นใจ ผู้สนใจสามารถสมัครเรียน โดยติดต่อได้ที่ เทคโนโลยีบัณฑิต (ศิลปะและเทคโนโลยีการประกอบอาหาร) ม.รังสิต หรือติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/rsuchef

“RSU ไม่ได้สอนแค่การทำอาหาร แต่สอนให้คุณสร้างศิลปะจากวัฒนธรรมไทย และส่องประกายบนเวทีโลก”

‘สพฐ.’มอบ 14 รางวัลสื่อสร้างสรรค์ปี 68

'สพฐ.'มอบ 14 รางวัลสื่อสร้างสรรค์ปี 68

‘สพฐ.’มอบ 14 รางวัลสื่อสร้างสรรค์ปี 68

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.55 น.

สพฐ. มอบรางวัลสื่อสร้างสรรค์ ปลื้มคนรุ่นใหม่โชว์ผลงานคลิป-ภาพถ่าย ต่อยอดแนวคิด เสมา 1 “ การศึกษาไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก”

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.)เป็นประธานในพิธีประกาศผลและมอบรางวัลแก่ผู้ชนะโครงการประกวดสื่อสร้างสรรค์ส่งเสริมภาพลักษณ์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 หัวข้อ “เรียนดี มีความสุข” โดยมี นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. นางนัยนา ตันเจริญ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สพฐ. พร้อมด้วยข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนในสังกัด ซึ่งเป็นผู้ชนะรางวัล จำนวน 14 รางวัล รวม 20 คน และบุคลากรของศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. เข้าร่วม ณ บริเวณหน้าห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน ที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลทั้ง 14 รางวัล ปัจจุบันสื่อ โซเชียลมีเดีย ที่เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์  โทรทัศน์ และอื่นๆมีส่วนสำคัญในการโน้มน้าว ชักจูง นำสังคมไปสู่ความคิด ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมาก เป็นเวทีให้นักเรียน ครู ผู้บริหาร ได้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ พันธกิจ และคุณค่าในการขับเคลื่อนงานการศึกษาขั้นพื้นฐานตามบริบทของพื้นที่ ผ่านสื่อในรูปแบบคลิปวิดีโอ และภาพถ่าย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการดึงศักยภาพของเด็กออกมา ที่สำคัญได้ส่งเสริมภาพลักษณ์ของ สพฐ. ซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีโรงเรียนกระจายอยู่ทุกแห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล ลงไปในชุมชน รวม 29,005 โรงเรียน แต่บางคนยังไม่รู้ว่า สพฐ. คืออะไร จึงเป็นโอกาสดีที่เรามาช่วยกันผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ สื่อสารสร้างการรับรู้ต่อสาธารณชนถึงคุณภาพของการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ประชาชนรับรู้ว่า สพฐ. ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาอย่างไร และเผยแพร่ผลงานความดีนั้นออกสู่สังคม ตนเชื่อว่าในอนาคตเราจะมีนักประชาสัมพันธ์ นักครีเอทีฟระดับชาติ และขอให้ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ช่วยกันพัฒนาต่อยอด เติมเต็มศักยภาพของเด็กไทย ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นไปตามแนวคิดของ ศ.ดร.นฤมล  ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้กล่าวไว้ว่า ‘การศึกษาไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก’

ทางด้าน นางนัยนา ตันเจริญ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สพฐ.กล่าวว่า สำนักอำนวยการ สพฐ.ได้เปิดโอกาสให้ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนในสังกัด สพฐ.  นำเสนอแนวความคิดและเรื่องราวที่สะท้อนถ่ายทอดอัตลักษณ์และบริบทขององค์กร เข้าร่วมประกวดในโครงการประกวดสื่อสร้างสรรค์ส่งเสริมภาพลักษณ์ สพฐ. หัวข้อ “เรียนดี มีความสุข” ซึ่งมีนักประชาสัมพันธ์หรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ของ สพท.ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดประเภทคลิปวิดีโอ จำนวน 79 ทีม และนักเรียนในสังกัด สพฐ.ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดประเภทภาพถ่าย จำนวน 340 ทีม รวมทั้งสิ้น 419 ผลงาน โดยได้รับเกียรติจากสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ข้าราชการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มีความรู้ ความสามารถเฉพาะด้าน ร่วมพิจารณาและคัดเลือกผลงานด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยผลการตัดสินได้คัดเลือก 11 ทีม เข้ารับ 14 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง รองชนะเลิศอันดับสอง ชมเชย 2 รางวัล และ ยอดผู้กดถูกใจสูงสุด (Top Likes) 2 รางวัล

สำหรับผลประกวด มีดังนี้ ประเภทคลิปวิดีโอ ได้รับรางวัล 5 ทีม จำนวน 7 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.)ตาก เรื่อง “เดอะคีเพลอะ” โดยนายชนาวุฒิ ทองเชื้อ และนายเทวัณ ดำดี รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 เรื่อง “แสงที่ซ่อนอยู่” โดยนางสาวทิพย์สุคนธ์ ทิพย์เนตร และนายกรัณฑา นามทิพย์ รางวัลรองชนะเลิศอับดับสอง สพป.นครพนม เขต 1 เรื่อง “หนังสั้น ปั้นฝัน” โดย นายธันวา ศรีสุภาพ และนายพงศ์ศักดิ์ แสนสุภา รางวัลชมเชย สพป.บุรีรัมย์ เขต 3 เรื่อง “ไชยา ไชโยขอแค่มีความสุข…”โดยนายสุทิน เสาแก้ว และนายไชยา พรมวงค์ สพม.เลย-หนองบัวลำภู เรื่อง “เพาะ (Grow)” โดยนายจิตติศักดิ์ นามวงษา และ นายสุวัฒน์ชัย จันทร์สว่าง ส่วนรางวัลยอดผู้ชมสูงสุด (Top View) ตกเป็นของ สพม.ตาก เรื่อง “เดอะคีเพลอะ” และ สพป.นครพนม เขต 1 เรื่อง “หนังสั้น ปั้นฝัน”

ประเภทภาพถ่าย ได้รับรางวัล 6 ทีม จำนวน 7 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ โรงเรียนบรบือ สพม.มหาสารคาม ชื่อภาพ “บ้านเฮา เท่ากับความสุข” โดยเด็กชายกลทีป์ ใจเก่งดี และนายเรวัตร อินมณเฑียร รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง โรงเรียนบ้านซำตาโตง สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 ชื่อภาพ “ห้องเรียนหลากมิติ” โดยเด็กชายธนธรณ์ ท่าหาญ และนายอภิวัฒน์ เวียงคำ รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง โรงเรียนโยธินบูรณะ เพชรบุรี สพม.เพชรบุรี ชื่อภาพ “ความสุข ที่เท่าเทียม” โดยเด็กชายศิริโชค นะสีห์โต และนายกฤษฎา พนันชัย รางวัลชมเชย โรงเรียนสอนดี (ประชารัฐอนุสรณ์) สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 2 ชื่อภาพ “เรียนจากดิน กินได้ มีสุข” โดย เด็กชายธนกฤต วุฒิเพ็ชร และนายชนาวิชญ์ กิจสมุทร โรงเรียนนครหลวง (พิบูลประเสริฐวิทย์) สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 ชื่อภาพ “เทคโนโลยีสร้างสุข ห้องเรียนสร้างอนาคต” โดยเด็กชายจิรพงศ์ แสงกฤช และนางสาวพิมพ์จันทร์ มีสมยุทธ์ ส่วนรางวัลยอดผู้กดถูกใจสูงสุด (Top Likes) คือ โรงเรียนตากพิทยาคม สพม.ตาก ชื่อภาพ “แสงแห่งความหวัง” โดยนายภูริณัฐ บุญเม่น และนายพีระพล อยู่รัศมี และ โรงเรียนบรบือ สพม.มหาสารคาม ชื่อภาพ “บ้านเฮา เท่ากับความสุข”

วัดพระธรรมกายฮ่องกง-จัดอบรม ‘ธรรมทูตคฤหัสถ์’ เสริมทัพแผ่ศาสนาต่างแดน

วัดพระธรรมกายฮ่องกง-จัดอบรม ‘ธรรมทูตคฤหัสถ์’ เสริมทัพแผ่ศาสนาต่างแดน

วัดพระธรรมกายฮ่องกง-จัดอบรม ‘ธรรมทูตคฤหัสถ์’ เสริมทัพแผ่ศาสนาต่างแดน

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.47 น.

วัดพระธรรมกายฮ่องกง-จัดอบรม ‘ธรรมทูตคฤหัสถ์’ เสริมทัพเผยแผ่พุทธศาสนาในต่างแดน

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย เปิดเผยว่า วัดพระธรรมกายฮ่องกง และ สมัชชาสงฆ์ไทยในฮ่องกง ได้ร่วมกันจัด โครงการอบรมธรรมทูตคฤหัสถ์ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง รุ่นที่ 1 เพื่อพัฒนาชาวพุทธให้เป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดน

การอบรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 24 สิงหาคม 2568 ณ The Cityview Hotel และ The HKFYG Leadership Institute โดยพิธีเปิดเมื่อวันที่ 22 ส.ค. มี พระสิทธิวัชรบัณฑิต, ผศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และ พระภาวนามังคลาจารย์ วิ., เจ้าอาวาสวัดพระวรราชาทินัตตามาตุ ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในฮ่องกง ร่วมเป็นประธานและกล่าวเปิดการอบรมอย่างเป็นทางการ

ตลอดระยะเวลา 3 วัน ผู้เข้ารับการอบรมได้ร่วมฟังการบรรยายพิเศษและเสวนาจากพระเถรานุเถระและนักวิชาการจากหลายประเทศ ในประเด็นสำคัญที่สอดคล้องกับยุคสมัย เช่น ‘ภาวะผู้นำเชิงพุทธ’, ‘พุทธศาสนากับความท้าทายในสังคมภาคพื้นภาษาจีน’ และ ‘โซเชียลมีเดีย: ยุคทองของธรรมทูตคฤหัสถ์ในพื้นที่สากล’ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเชิงปฏิบัติ เช่น การออกแบบโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และการฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

ในพิธีปิดเมื่อวันที่ 24 ส.ค. มีการมอบเกียรติบัตรให้กับผู้เข้าร่วมและผู้สนับสนุนโครงการ พระครูสมุห์สนิทวงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายธรรมทูตคฤหัสถ์ระดับนานาชาติ เพื่อให้ชาวพุทธในต่างแดนมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน และสอดคล้องกับวิถีชีวิตในสังคมปัจจุบัน ///-026

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’สุดเจ๋ง เปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมการดูแลช่องปากล้ำสมัย’BTU Dentistry’

'ม.กรุงเทพธนบุรี'สุดเจ๋ง เปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมการดูแลช่องปากล้ำสมัย'BTU Dentistry'

‘ม.กรุงเทพธนบุรี’สุดเจ๋ง เปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมการดูแลช่องปากล้ำสมัย’BTU Dentistry’

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.39 น.

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่อาคารศูนย์ปฏิบัติการโรงแรมและการท่องเที่ยว ชั้น 2 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.) โดย มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ร่วมกับมูลนิธิทันตนวัตกรรมในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ยาสีฟันนวัตกรรมใหม่ “BTU Dentistry” ภายใต้แนวคิด “เพิ่มความมั่นใจ สู่ความสำเร็จ” โดยมี ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, คุณวรวุฒิ กุลแก้ว กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิทันตนวัตกรรมในพระบรมราชูปถัมภ์ และ รศ.ทพ.ทองนารถ คำใจ คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ที่มาร่วมเสริมสร้างภาพลักษณ์ของการวิจัยและพัฒนาในแวดวงทันตกรรมไทย และคณะอาจารย์ แขกผู้มีเกียรติหลายท่าน

สำหรับกิจกรรม “BTU Dentistry” เป็นผลิตผลจากความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยระหว่างคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี กับมูลนิธิทันตนวัตกรรมในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมุ่งเน้นการนำผลงานวิจัยเชิงวิชาการมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพช่องปากของคนไทยในยุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ในงานยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “นวัตกรรมในการดูแลช่องปาก” โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงทันตกรรม อาทิ รศ.ทพ.ทองนารถ คำใจ และคุณวรวุฒิ กุลแก้ว ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และให้ความรู้เกี่ยวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในด้านการดูแลสุขภาพช่องปาก ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีแขกผู้มีเกียรติ ดารา เซเลบริตี้ และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังเข้าร่วมงานมากมาย อาทิ คุณบิ๋ง นันทมาลี ภิรมย์ภักดี, คุณโบว์ ชญาดา ลิ่วเฉลิมวงศ์, คุณแบงค์ กฤชพล เศวตนันท์, คุณแคท ธีรรัตน์ จงประเสริฐ, คุณโอ ศศิวรรณ เอี่ยมลำเนา, คุณแทม ญาดา ประเสริฐสม, คุณมีมี่ อนงนาฏ อำนวยผล, คุณยุ้ย ชมพุนุช ปูรานิธี, คุณโน้ต ณัฐกานต์ ประสพสายพรกุล, คุณเจี้ยบ ชลดา ธารีรัตนาวิบูลย์, คุณมาย ภรธิดา เข็มทอง, คุณหญิง ปรียามล ธนวิสุทธิ์, คุณปอ ศีกัญญา, คุณแมค – คุณอาท อังสนานนท์, คุณออย สิริลักษณ์ อรุณเนตรทอง, คุณตูน สุภัชชา ปิตินันท์, คุณแสตมป์ พรวศิน เรืองนุกูล และคุณนินิว อนุธิดา สารธนะ รวมถึง นักกีฬากรีฑาทีมชาติ “น้องบิว” นายภูริพล บุญสอน และ “น้องดรีม” น.ส.มิญชญา เลไธสง ร่วมงาน

นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลและถ่ายภาพร่วมกันเพื่อเป็นที่ระลึก สะท้อนถึงความสำเร็จของการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีในการต่อยอดองค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพช่องปากของคนไทย

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “BTU Dentistry” สามารถติดต่อได้ที่ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โทร 02-4315383 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างมีคุณภาพในยุคใหม่

– 006

​ม.นครพนม จัดงาน ‘สัปดาห์วิทย์ฯส่วนภูมิภาค’ ครั้งที่ 10 เทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

​ม.นครพนม จัดงาน ‘สัปดาห์วิทย์ฯส่วนภูมิภาค’ ครั้งที่ 10 เทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

​ม.นครพนม จัดงาน ‘สัปดาห์วิทย์ฯส่วนภูมิภาค’ ครั้งที่ 10 เทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม จัดงาน “สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 10 ประจำปี 2568” โดยมี ศ.เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และรศ.ดร.เชิดชัย โพธิ์ศรี คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ กล่าวรายงาน

การจัดงานครั้งนี้ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 20 สิงหาคม 2568 ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทยผู้ทรงพระปรีชาสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน “กษัตริย์นักบินของไทย”

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่และส่งเสริมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยกับสถานศึกษาในพื้นที่ และเป็นเวทีให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาชุมชนและประเทศชาติในอนาคต

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, นิทรรศการและกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากหลายหน่วยงาน, การประกวดโครงงานและสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, การแข่งขันตอบปัญหาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี, การแข่งขันจรวดขวดน้ำ, การแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show), การประกวดภาพวาดจินตนาการทางวิทยาศาสตร์, การประกวดการพูดด้านวิทยาศาสตร์ (Science Talk) รวมถึงการแข่งขันเกมอาชีพ Pop Pop Boat เป็นต้น

ปีนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมการประกวดและแข่งขันทุกประเภท กว่า 1,600 คน จากสถานศึกษาทั้งในจังหวัดนครพนมและพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมอย่างคึกคัก ถือเป็นการสะท้อนถึงความตื่นตัวและความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

มวล.โชว์ไอเดียสุดล้ำ คว้าแชมป์ – รองอันดับ 2 เวที ‘EDC Pitching Season 3’

มวล.โชว์ไอเดียสุดล้ำ คว้าแชมป์ - รองอันดับ 2 เวที ‘EDC Pitching Season 3’

มวล.โชว์ไอเดียสุดล้ำ คว้าแชมป์ – รองอันดับ 2 เวที ‘EDC Pitching Season 3’

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผศ.ดร.สิริวัจนา แก้วผนึก คณบดีสำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ (มวล.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 ส.ค.68 ที่ผ่านมา สำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ สาขาดิจิทัลคอนเทนต์และสื่อ ได้ส่งนักศึกษาชั้นปีที่ 2 เข้าร่วมแข่งขัน EDC Pitching Season 3” รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งเป็นเวทีต่อยอดและสร้างสรรค์ไอเดีย แคมเปญประชาสัมพันธ์ นวัตกรรม แนวทางใหม่ๆ ที่สามารถเชื่อมต่อพื้นที่แห่งการเรียนรู้ในโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย จัดโดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ณ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน กรุงเทพมหานคร

ผลปรากฏว่า ทีม “ลิลลี่ยูว์จะบังพี่ทำไม?” ประกอบด้วย นายภูธเนศ สีแสง น.ส.จิราวรรณ วิเชียรรัตน์ และ น.ส.มาริษา ชัยฤกษ์ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ รับโล่รางวัล เกียรติบัตร พร้อมทุนการศึกษา 50,000 บาท  ส่วนทีม “APB” สมาชิกทีม ได้แก่ น.ส.ชินานันท์ ศรีทัยแก้ว, น.ส.วิรัลพัชร ปรีชาโชติ และน.ส.ภัทรวดี ยิ่งบุรุษ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 พร้อมทุนการศึกษา 15,000 บาท

ผศ.ดร.สิริวัจนา แก้วผนึก กล่าวว่า “รางวัลจากการประกวดเวทีดังกล่าวถือเป็นการยืนยันประสิทธิภาพในด้านการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตร ว่าสามารถพัฒนาให้นักศึกษาริเริ่มแนวคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้”

ด้าน น.ส.มาริษา ชัยฤกษ์ ตัวแทนทีม “ลิลลี่ยูว์จะบังพี่ทำไม?” เปิดเผยว่า ไอเดียที่ทางกลุ่มได้คิดมานั้น มีไว้สำหรับผู้พิการทางด้านสายตาให้ได้รับการช่วยเหลือเพื่อความปลอดภัยในการใช้ชีวิตในโลกปัจจุบัน โดยเป้าหมายต่อไปทางทีมจะพัฒนาไอเดียให้กลายเป็นแอปพลิเคชั่น ที่สามารถใช้งานได้จริงๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือผู้พิการทางด้านสายตา

สำหรับกิจกรรม EDC Pitching Season 3 ในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Digital Space Connect: เชื่อมต่อพื้นที่การเรียนรู้สู่การพัฒนาพลเมืองดิจิทัล” เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาสร้างสรรค์ไอเดีย แคมเปญ และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยให้การเรียนรู้ในโลกออนไลน์เป็นไปอย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสร้างผลกระทบเชิงบวกสู่สังคม

โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญพวงมาลาหลวงไปวางหน้าหีบศพ พลทหาร’พิทยุตม์ โสดา’

โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญพวงมาลาหลวงไปวางหน้าหีบศพ พลทหาร'พิทยุตม์ โสดา'

โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญพวงมาลาหลวงไปวางหน้าหีบศพ พลทหาร’พิทยุตม์ โสดา’

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.39 น.

‘ในหลวง’ โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯบุรีรัมย์เชิญพวงมาลาหลวงไปวางหน้าหีบศพ พลทหาร พิทยุตม์  โสดา ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความไม่สงบพื้นที่ จ.ชายแดนไทย – กัมพูชา 

วันที่ 25 สิงหาคม 2568  เวลา 17.45 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญพวงมาลาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  พวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปวางที่หน้าหีบศพ พลทหาร พิทยุตม์  โสดา กำลังพลที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความไม่สงบพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา   โดยตั้งศพบำเพ็ญกุศล   ณ วัดหนองกง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ  เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทร กิติคุณ และเจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม และโปรดให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์  เชิญพวงมาลาพระราชทาน และพวงมาลาประทาน วางที่หน้าหีบศพด้วย 

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์  เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ญาติของพลทหาร พิทยุตม์  ฯ ที่เสียชีวิตจากสถานการณ์ดังกล่าวด้วย

ในการนี้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับศพผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์  และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมในการพระราชทานน้ำหลวง และพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษด้วย  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างหาที่สุดมิได้
 

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ต้อนรับ‘ผบ.ตร.’สักการะหลวงปู่ไต้ฮง-ทำบุญชุดข้าวสารในงานประเพณีทิ้งกระจาด

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ต้อนรับ‘ผบ.ตร.’สักการะหลวงปู่ไต้ฮง-ทำบุญชุดข้าวสารในงานประเพณีทิ้งกระจาด

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ต้อนรับ‘ผบ.ตร.’สักการะหลวงปู่ไต้ฮง-ทำบุญชุดข้าวสารในงานประเพณีทิ้งกระจาด

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.12 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ต้อนรับ‘ผบ.ตร.’สักการะหลวงปู่ไต้ฮง-ทำบุญชุดข้าวสารในงานประเพณีทิ้งกระจาด

25 สิงหาคม 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายณัฐวัตร ก้อนทอง หัวหน้าแผนกกฎหมายและคดี พร้อมด้วย นายอร่ามฤทธิ์ โกไศยกานนท์ เจ้าหน้าที่แผนกสื่อสารองค์กร (ไทย) / ผู้ประสานงานสื่อมวลชน มูลนิธิฯ ให้การต้อนรับ พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (พิทักษ์1) พร้อมด้วย  พลตำรวจตรี วสันต์ เตชะอัครเกษม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (น.2)  พลตำรวจตรี วิชัย แดงประดับ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. และ ช่วยราชการกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ที่ปรึกษามูลนิธิฯ) และ พันตำรวจเอก อภิเชษฐ์ ทรัพย์ส่งเสริม (ผู้กำกับการ สน.พลับพลาไชย 1) เข้าสักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) และทำบุญชุดข้าวสาร เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 โดยมี พนักงาน และอาสาสมัครมูลนิธิฯ ร่วมให้การต้อนรับ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

‘กสศ.’รุกนโยบายเยาวชนแรงงานต้องได้ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ

'กสศ.'รุกนโยบายเยาวชนแรงงานต้องได้ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ

‘กสศ.’รุกนโยบายเยาวชนแรงงานต้องได้ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.05 น.

“กสศ.” รุกปัญหาเยาวชนแรงงานได้รับการพัฒนาศักยภาพทักษะฝีมือแรงงานไปแล้ว แต่ติดกับดักค่าแรงขั้นต่ำ เตรียมจัดเวทีสาธารณะเขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง กระทุ้งกระทรวงแรงงานและนายจ้างต้องขยับจ่ายค่าแรงตามมาตรฐานฝีมือ พร้อมเปิดพื้นที่เรียนรู้อัพสกิลทักษะแรงงาน ดึงน้องๆ ในชุมชนรอบโรงงานให้หลุดพ้นวงจรยาเสพติด

โครงการส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่เยาวชนนอกระบบการศึกษา จ.ปราจีนบุรี กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสหภาพแรงงานซันโยแห่งประเทศไทย และผู้นำชุมชน อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ระดมความคิดเห็นร่วมกับ นายนเรศ สงเคราะห์สุข โครงการหนุนเสริมทางวิชาการ สังเคราะห์จัดการความรู้ของ “กสศ.” สกัดแนวทางแก้ปัญหาระดับพื้นที่และระดับนโยบายเยาวชนอกระบบการศึกษาในบริบทสังคมโรงงานให้หลุดพ้นกับดักค่าแรงขั้นต่ำให้ได้รับค่าจ้างตามศักยภาพทักษะฝีมือแรงงานและหลุดพ้นวงจรยาเสพติด

สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษาในบริบทสังคมโรงงาน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือ กลุ่มเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่เป็นแรงงานนอกระบบทำงานอยู่ในโรงงาน คิดเป็นสัดส่วน 60% ต้องการพัฒนาทักษะแรงงานจากแรงงานไร้ทักษะเป็นแรงงานมีทักษะให้ได้รับค่าจ้างตามศักยภาพทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อจะได้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นเพียงพอต่อการดำรงชีพและเลี้ยงดูครอบครัว

กลุ่มที่ 2 เยาวชนนอกระบบการศึกษาที่อยู่นอกโรงงานหรืออยู่ในชุมชน คิดเป็นสัดส่วน 40% ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่เรียนรู้สร้างสรรค์ จึงตกอยู่ในวงจรยาเสพติด เพราะน้องๆ มีปัญหามายาคติหรือทัศนคติที่ไม่ต้องการการพัฒนาการเรียนรู้ตนเอง รวมถึงครอบครัวพ่อแม่ไม่ส่งเสริมสนับสนุน เพราะมีปัญหาขาดแรงจูงใจที่จะให้บุตรเข้าสู่ระบบการศึกษาจากปัญหาภายในครอบครัวเอง

ทั้งนี้ ภาคี “กสศ.” เห็นว่า แนวทางการแก้ไขปัญหระดับพื้นที่จะดึงน้อง ๆ เหล่านี้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ทักษะแรงงานและทักษะชีวิต ตัวอย่างเช่น จัดฝึกอบรมพัฒนาทักษะขับรถโฟล์คลิฟท์ 30 ชั่วโมงและได้รับวุฒิบัตรจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 30 ปราจีนบุรี และพัฒนาทักษะอาชีพอิสระที่น้อง ๆ เหล่านี้สนใจ เบื้องต้นสิ่งที่ผู้นำชุมชนต้องการเห็น คือ ให้น้อง ๆ เหล่านี้มีพื้นที่ปลอดภัยจะได้หลุดพ้นวงจรยาเสพติด

แนวทางการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเยาวชนนอกระบบการศึกษาในบริบทสังคมโรงงาน ต้องขับเคลื่อนแบบคู่ขนาน ทั้งระดับพื้นที่ และ ระดับนโยบาย ในระดับพื้นที่สิ่งสำคัญ คือ ต้องนำเสนอรูปธรรมของความสำเร็จในการพัฒนาเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่ได้รับการพัฒนาทักษะแรงงานไปแล้ว ได้รับค่าจ้างงานตามศักยภาพฝีมือแรงงาน ทำให้ตัวเองมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดี จากเดิมเป็นแรงงานไร้ทักษะขยับขึ้นมาเป็นแรงงานมีทักษะนำเสนอให้สังคมได้รับรู้

ตัวอย่างเช่น การพัฒนาทักษะขับรถโฟล์คลิฟท์ หรือ ช่างเชื่อมโลหะ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ จากแรงงานนอกระบบที่เป็นพนักงานชั่วคราว หรือ ซับคอนแทรค ได้รับค่าจ้างอัตราค่าแรงขั้นต่ำ 357 บาทต่อวัน เจ้าของสถานประกอบการ บรรจุเป็นพนักงานประจำได้รับค่าจ้างและเลื่อนตำแหน่งงานตามทักษะฝีมือแรงงานตามที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานกำหนด 500-700 บาทต่อวันเป็นอย่างน้อย แต่ในข้อเท็จจริงเชิงพื้นที่ พบว่า น้อง ๆ แรงงานกลุ่มนี้ มีปัญหาเชิงโครงสร้าง กล่าวคือ เมื่อน้อง ๆ ได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานไปแล้วจนมีใบรับรองคุณวุฒิจากสถาบันการศึกษาที่ได้มาตรฐาน แต่ไม่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างตามศักยภาพทักษะฝีมือแรงงานที่แท้จริง ยังคงได้รับค่าจ้างในอัตราค่าแรงขึ้นต่ำ 357 บาทต่อวัน

สำหรับปัญหาเชิงโครงสร้าง มีด้วยกัน 2 ระดับ คือ 1.การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ขึ้นอยู่กับ “คณะกรรมการค่าจ้าง” ที่ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ กระทรวงแรงงานตัวแทนภาครัฐ จำนวน 5 คน , สถานประกอบการตัวแทนนายจ้าง จำนวน 5 คน และ ภาคแรงงานตัวแทนลูกจ้าง จำนวน 5 คน แต่ที่ผ่านมา ฝ่ายนายจ้างและภาครัฐ เป็นผู้กำหนดเพราะอำนาจการตัดสินใจลงคะแนนหรือโหวต 10ต่อ5 เสียง เพิ่มอัตราค่าจ้างฝ่ายภาครัฐและนายจ้างเป็นฝ่ายชนะมาโดยตลอด

และ 2.การกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ กำหนดโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน แต่พบว่าเมื่อน้อง ๆ ได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานไปแล้ว กลายเป็นสิทธิ์สถานประกอบการในฐานะนายจ้างยังคงจ่ายตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ 357 บาทต่อวัน แม้สถานประกอบกิจการแห่งนั้นจะมีศักยภาพทางการเงินสามารถจ่ายค่าแรงตามทักษะฝีมือแรงงานแก่น้อง ๆ เหล่านี้ได้ 500-700 บาทต่อวัน ขณะที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ไม่สามารถบังคับหรือขอความร่วมมือให้นายจ้างหรือสถานประกอบการ จ่ายค่าแรงแก่น้อง ๆ ตามอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ จึงทำให้น้อง ๆ เหล่านี้ แม้จะได้รับการอัพสกิลทักษะแรงงาน ยังคง “ติดกับดักค่าแรงขั้นต่ำ” มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ตัวอย่างน้องคนหนึ่ง ทำงานในโรงงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน ได้รับค่าจ้างเดือนละ 7,500 บาทต่อเดือน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อให้ได้รับค่าจ้างเฉลี่ยเดือนละ 12,000 บาทต่อเดือน

และโรงงานแห่งหนึ่งในเขตนิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี มีแรงงานไทยเกือบพันคน เฉพาะเยาวชนแรงงาน จำนวน 300 คน ที่ยังได้รับค่าจ้างเทียบเท่าค่าแรงขั้นต่ำ แม้จะมีทักษะฝีมือแรงงาน และ ได้รับการพัฒนาศักยภาพทักษะฝีมือแรงงานจากโครงการ “กสศ.” ไปแล้ว จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อัตราการลาออก เปลี่ยนงานบ่อยหรือจำใจต้องทนทำงานต่อไปเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว

แนวทางการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทาง “กสศ.” เตรียมจัดเวทีสาธารณะเดือนตุลาคมนี้ ระหว่างผู้นำแรงงาน และเยาวชนแรงงานมาร่วมกันส่งเสียงสะท้อนของปัญหาให้ฝ่ายต่าง ๆ ได้รับรู้ โดยจะดึงนักวิชาการแรงงานเข้ามาร่วมรับฟังเพื่อสกัดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย อาทิ รศ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น

– 006