ความเป็นไปได้ต่ำ! ใช้กลไก UN หยุดสงคราม สหรัฐฯ – อิหร่าน

ความเป็นไปได้ต่ำ! ใช้กลไก UN หยุดสงคราม สหรัฐฯ - อิหร่าน

ความเป็นไปได้ต่ำ! ใช้กลไก UN หยุดสงคราม สหรัฐฯ – อิหร่าน

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.57 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ UN รวมถึงกลไกภายในสหรัฐฯ สภาคองเกรส-ศาลสูง มีบทบาทอำนาจจำกัด จึงมีความเป็นไปได้ต่ำที่จะยับยั้งสงคราม อเมริกา-อิหร่าน ขณะที่ ทรัมป์ ยังมีช่องให้ใช้ปฏิบัติการทางทหารได้ ทั้งการอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง-ป้องกันตัวเองและการไม่ประกาศสงครามผ่านสภาคองเกรส
 
เมื่อวันที่ 9 มี.ค.2569 ดร.ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ อาจารย์สาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันจะมีกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรักษาระเบียบโลกอย่างสหประชาชาติ (UN) หากแต่ในกรณีความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน กลไก UN มีบทบาทและอำนาจค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการตัดสินใจของ UN ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงระหว่างประเทศ เช่น การอนุญาตให้ใช้กองกำลังนานาชาติ การใช้มาตรการคว่ำบาตร หรือการกำหนดกลไกเพื่อผลักดันให้เกิดการเจรจา ฯลฯ จะต้องผ่านการพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ก่อน ซึ่งสมาชิกถาวร 5 ประเทศ ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหรัฐอาณาจักร และสหรัฐฯ มีอำนาจยับยั้ง (veto) มติเหล่านั้นได้

ฉะนั้น ในสถานการณ์ที่สหรัฐฯ เป็นคู่พิพาทโดยตรง จึงมีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำที่ UNSC จะผ่านมติ ที่เกี่ยวข้องกับการยับยั้งหรือจำกัดการใช้กำลังทางทหารของสหรัฐฯ และในทางตรงกันข้าม หากสหรัฐฯ ต้องการผลักดันวาระใดๆ เพื่อเป็นการจำกัดอำนาจของอิหร่าน ก็มีแนวโน้มที่จะถูกยับยั้งจากรัสเซียหรือจีน ซึ่งเป็นสมาชิกถาวรของ UNSC เช่นเดียวกัน ดังนั้นทางออกเดียวที่จะยุติสงคราม หรือลดระดับความรุนแรงของสถานการณ์การสู้รบลง จึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสองประเทศคือสหรัฐอเมริกาและอิหร่านว่าจะใช้การเจรจา หรือดำเนินการสู้รบต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายของแต่ละฝ่าย

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปถึงกลไกภายในของสหรัฐฯ ว่า กลไกภายในของสหรัฐฯ ก็มีความเป็นไปได้ต่ำในการยับยั้งสงคราม หรือดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวกับปฏิบัติการทางการทหารของทรัมป์ เช่น ฝ่ายตุลาการอย่างศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ซึ่งแม้ว่าในอดีตจะเคยเข้าแทรกแซงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสงคราม แต่ส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจภายในประเทศ เช่น การยึดกิจการเอกชนเพื่อวัตถุประสงค์ด้านสงคราม การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในช่วงสงคราม ฯลฯ ส่วนการใช้กำลังทางทหาร ซึ่งเป็นประเด็นทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจด้านนโยบายความมั่นคงของรัฐ เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้นศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฝ่ายตุลาการมักจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปพิจารณา

ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติ แม้ว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ และวุฒิสภาสหรัฐฯ จะเพิ่งมีการโหวตคว่ำร่างญัตติอำนาจในการทำสงคราม (War Powers Resolution) ที่จะจำกัดอำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการโจมตีในอิหร่าน แต่จริงๆ แล้วการตัดสินใจใช้กำลังทางการทหารยังคงขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหารเป็นสำคัญ การโหวตรับหรือคว่ำร่างดังกล่าวจึงไม่มีนัยยะโดยตรงต่อการลดระดับความตึงเครียด ความรุนแรงของสถานการณ์ หรือระยะเวลาของความขัดแย้ง อีกทั้งในทางปฏิบัติยังมีช่องทางให้ทรัมป์ดำเนินปฏิบัติการทางการทหารได้ โดยเฉพาะเมื่ออ้างเหตุผลด้านความมั่นคงหรือการป้องกันตัวเอง แต่ในระยะยาว สภาคองเกรสอาจมีอิทธิพลต่อทิศทางของปฏิบัติการทางการทหารผ่านกลไกการจัดสรรงบประมาณ 

สำหรับ War Powers Resolution เป็นผลโดยตรงจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางทหารของฝ่ายบริหารในช่วงสงครามเย็น โดยเฉพาะกรณีการส่งทหารสหรัฐฯ เข้าไปยังประเทศต่างๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ทำให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายฉบับนี้ในปี 1973 เพื่อเพิ่มบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบการใช้กำลังทางทหารของประธานาธิบดี โดยกฎหมายดังกล่าวกำหนดว่าประธานาธิบดีสามารถตัดสินใจใช้กำลังทหารได้ แต่ต้องแจ้งต่อสภาคองเกรสภายในเวลา 48 ชั่วโมงหลังการเริ่มปฏิบัติการ 

ทั้งนี้ หากสภาคองเกรสไม่อนุมัติการใช้กำลังดังกล่าวหรือประกาศสงคราม ประธานาธิบดีจะมีเวลา 60 วัน และอาจขยายได้อีก 30 วัน ในการถอนกำลังออกจากพื้นที่ความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติประธานาธิบดีมักมีช่องทางตีความกฎหมายดังกล่าวเพื่อดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อไป เช่น ในกรณีของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่มีการแทรกแซงทางการทหารในลิเบียในปี 2011 โดยฝ่ายบริหารให้เหตุผลว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นภารกิจด้านข่าวกรอง สอดแนม และสนับสนุนทางการทหารเท่านั้น โดยไม่มีการส่งกองกำลังทางบนเข้าไป จึงไม่ถือว่าเป็นการส่งกำลังรบเข้าสู่สงครามตามความหมายของกฎหมาย

“อำนาจการใช้กำลังทางทหารเป็นประเด็นที่มีการคัดง้างกันระหว่างประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการสูงสุด กับอำนาจการประกาศสงครามที่เป็นอำนาจของสภาคองเกรส ซึ่งสหรัฐฯ ใช้อำนาจนี้อย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ. 1942 เพื่อเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง แต่การไม่ได้ประกาศสงครามอย่างเป็นทางการก็ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะไม่ใช้กำลังทางการทหารเสมอไป เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ ยังดำเนินปฏิบัติการทางการทหารในหลายประเทศทั่วโลกโดยไม่ได้ประกาศสงครามผ่านสภาคองเกรส เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐฯ มีกองทัพประจำการขนาดใหญ่ ทำให้ประธานาธิบดีอนุมัติปฏิบัติการทางทหารในต่างประเทศได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการของสภาคองเกรส” ดร.ปองขวัญ กล่าว

จับตาศึกชิงเก้าอี้รองประธานสภาฯ ภท. ดันคนรุ่นใหม่ ‘กรวีร์’ เข้าชิง หวังคุมเกมในสภา

จับตาศึกชิงเก้าอี้รองประธานสภาฯ ภท. ดันคนรุ่นใหม่  'กรวีร์' เข้าชิง หวังคุมเกมในสภา

จับตาศึกชิงเก้าอี้รองประธานสภาฯ ภท. ดันคนรุ่นใหม่ ‘กรวีร์’ เข้าชิง หวังคุมเกมในสภา

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.40 น.

จับตาศึกชิงเก้าอี้รองประธานสภาฯ ภท. ดันคนรุ่นใหม่  ‘กรวีร์’ เข้าชิง หวังคุมเกมในสภา  รับบทเชื่อมฝ่ายบริหาร–ฝ่ายนิติบัญญัติ เจ้าตัวพร้อมยกระดับสภายุคดิจิทัล ใช้AI เปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลกฎหมายสะดวกยิ่งขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ใกล้เข้ามา โดยตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเริ่มมีความชัดเจนแล้วว่า นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย จะขึ้นดำรงตำแหน่งดังกล่าว ขณะที่ตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และคนที่ 2 ยังมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นระหว่างโควตาของพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ มีกระแสชื่อของนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ว่าอาจได้รับการเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ เพื่อทำหน้าที่คุมเกมในสภาและช่วยงานด้านนิติบัญญัติ

นายกรวีร์ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยกันในพรรคเกี่ยวกับตำแหน่งดังกล่าว แต่เชื่อว่าพรรคจะคัดสรรบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เหมาะสมเข้าทำหน้าที่ประธานและรองประธานสภาฯ โดยสิ่งที่ตนอยากเห็นคือการพัฒนาสภาให้มีความทันสมัย โปร่งใส และสามารถเชื่อมต่อประชาชนกับฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การทำงานของสมาชิกมีประสิทธิภาพมากขึ้นและใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น

นายกรวีร์กล่าวว่า บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติคือการเชื่อมโยงประชาชนกับสภาและฝ่ายบริหาร ผ่านการพิจารณากฎหมายและการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร เพื่อให้นโยบายของรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้จริง ที่ผ่านมาตนได้ทำหน้าที่สะท้อนปัญหาของประชาชนในพื้นที่เข้าสู่สภา เช่น ปัญหาราคาข้าว น้ำท่วม และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ฝ่ายบริหารนำข้อมูลไปใช้แก้ไขปัญหา ส่วนในระดับประเทศ กฎหมายหลายฉบับสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้ เช่น พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมถึงกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยผลักดันอย่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ปลดภาระผู้ค้ำประกัน ยกเลิกเบี้ยปรับ และลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการศึกษา

นายกรวีร์กล่าวอีกว่า ในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล บทบาทของพรรคย่อมแตกต่างจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในอดีต เพราะต้องผลักดันนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชนให้เกิดผลจริง เช่น การผลักดันราคาสินค้าเกษตร การกระจายอำนาจผ่านนโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน และการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนฟรีได้ทุกที่ทุกวัย

พร้อมกันนี้ยังอยากเห็นการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยอธิบายผลงานของสภาให้ประชาชนเข้าใจง่ายขึ้น รวมทั้งเปิดช่องทางให้ประชาชนติดตามขั้นตอนการพิจารณากฎหมายหรือการอภิปรายในสภาได้อย่างโปร่งใส

นายกรวีร์กล่าวด้วยว่า การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ยังเป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าถึงได้ยาก จึงควรปรับปรุงระบบให้เข้าใจง่าย และทำให้ประชาชนเห็นผลกระทบของกฎหมายต่อชีวิตของตนเองได้ชัดเจนมากขึ้น

“ผมคิดว่าตำแหน่ง สส. หรือการเป็นนักการเมืองมีความท้าทายอย่างมาก เพราะต้องให้ประชาชนเลือก เราจะทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อมั่นใจตัวคุณและได้รับการเลือกตั้งหลายสมัยติดต่อกัน เราต้องเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนได้จริงๆ ไม่เช่นนั้นรอบต่อไปก็จะยากที่เขาจะเลือกคุณเข้ามาอีก บทบาทของเราในการขับเคลื่อนกฎหมายที่มีผลต่อชีวิตของคนทั้งประเทศสำคัญจริงๆ ทำให้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชน ให้พวกเขากินดีอยู่ดี ลดภาระของประชาชน เป็นเป้าหมายสำคัญในการทำงานเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ถ้าพรรคให้ความไว้วางใจ เราก็สามารถใช้ประสบการณ์และความรู้ของเราทำงานได้อย่างเต็มที่” นายกรวีร์ กล่าว

ทั้งนี้ นายกรวีร์ถือเป็นหนึ่งในแกนนำคนรุ่นใหม่ของพรรคภูมิใจไทย ร่วมกับนายไชยชนก ชิดชอบ นายภราดร ปริศนานันทกุล และนายศิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โดยมีนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีต สส.อ่างทอง 9 สมัย และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง เป็นบิดา ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า “คนดีศรีสภา”

นายกรวีร์เป็นบุตรชายคนที่สองของครอบครัวปริศนานันทกุล และเป็น สส. คนที่ 4 ของครอบครัว ต่อจากนายสมศักดิ์ นายภราดร และนายภคิน โดยครอบครัวนี้มีบทบาททางการเมืองต่อเนื่องยาวนาน นายสมศักดิ์มีประวัติการเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่ยุคเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ขณะที่นายภราดรเคยเป็นประธานสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกรวีร์เคยเป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2545

สำหรับเส้นทางการเมือง นายกรวีร์เป็น สส.อ่างทอง เขต 2 มาแล้ว 4 สมัยในนามพรรคชาติไทยพัฒนา ก่อนย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย และได้รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อในปี 2562 ต่อมาได้รับเลือกตั้งเป็น สส.อ่างทอง เขต 2 อีกครั้งในปี 2566 และในการเลือกตั้งปี 2569 ล่าสุด สามารถชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนนำคู่แข่งถึง 60,611 คะแนน

ในสภาชุดที่ผ่านมา นายกรวีร์ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง และผลักดันกฎหมายสำคัญหลายฉบับ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการปกครองท้องที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล รวมถึงกฎหมายเทศบาล นอกจากนี้ยังร่วมคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อเสนอด้านนโยบาย เช่น การจัดทำแพลตฟอร์มคลังปัญญาแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต การจัดระบบธนาคารหน่วยกิตเชื่อมโยงสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ และการจัดทำระบบพอร์ตโฟลิโอทักษะ เพื่อให้ตลาดแรงงานสามารถคัดเลือกบุคลากรได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น

สันติ สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เฝ้าระวังราคาสินค้า-น้ำมัน กักตุน เอาเปรียบผู้บริโภค

สันติ สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เฝ้าระวังราคาสินค้า-น้ำมัน กักตุน เอาเปรียบผู้บริโภค

สันติ สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เฝ้าระวังราคาสินค้า-น้ำมัน กักตุน เอาเปรียบผู้บริโภค

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

“สันติ” มอบนโยบายผู้ว่าฯ ร่วมมือ “กรมการค้าภายใน” ตรวจเข้ม “น้ำมัน-สินค้าอุปโภค-ทองคำ” ป้องกันผู้ประกอบการฉวยโอกาสช่วงวิกฤติตะวันออกกลาง ขึ้นราคา-กักตุน-เอาเปรียบผู้บริโภค พร้อมสั่งเพิ่มคู่สายด่วนรับเรื่องร้องเรียน

วันที่ 9 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ และกรุงเทพมหานคร ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเฝ้าระวังการเอารัดเอาเปรียบประชาชนจากสถานการณ์ สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้เกิดผลกระทบกับผู้ประกอบการเป็นวงกว้าง โดยการประชุมวันเดียวกันนี้ได้แจ้งมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ถึง6มาตรการ และ1แผนปฏิบัติการ โดยกำชับผู้ว่าราชการทุกจังหวัด กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปปฎิบัติเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภคทั้งในประเทศและชาวต่างชาติ ที่มาพักอาศัยในประเทศ 

นายสันติ กล่าวว่า สคบ.จะตั้งศูนย์ปฏิบัติการเป็นการเร่งด่วนรับเรื่องร้องเรียน โดยเปิดสายด่วนเพิ่มขึ้น 10 คู่สายในการรับแจ้งเหตุที่สืบเนื่องจากสถานการณ์สู้รบ เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้ผู้ประกอบการและผู้ประกอบธุรกิจ ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ เอาเปรียบผู้บริโภค โดยเฉพาะสินค้าพื้นฐานที่จำเป็น เช่น น้ำมัน ข้าวสาร อาหาร ยา และเวชภัณฑ์ รวมถึงราคาทองคำ จึงกำชับให้นำมาตรการไปดูแลประชาชน โดยให้จังหวัดเปิดคู่สายรับเรื่องร้องเรียนเพิ่มขึ้นจากปกติ โดยดูจากปัญหาที่มีการร้องเรียนเข้ามา

นายสันติ กล่าวอีกว่า สถานการณ์ในวันนี้เริ่มมีผลกระทบกับสินค้าบางชนิด ที่อาจเกิดการขาดแคลน เช่น น้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล จึงกำชับให้ผู้ว่าฯทุกจังหวัด ในฐานะประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพิ่มความถี่ลงพื้นที่ตรวจสอบว่าขาดแคลนจริงหรือมีการกักตุนสินค้ากับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค เพราะราคาน้ำมันจะกระทบกับสินค้าตัวอื่น ซึ่งจะทำให้ประชาชนเดือดร้อน จึงปล่อยปละละเลยไม่ได้ 

นายสันติ กล่าวว่า นอกจากนั้นให้เข้มงวดการตรวจสอบปิดฉลากสินค้าให้ถูกต้อง ป้องกันการฉวยขึ้นราคาที่สูงเกินจริง เช่น ราคาทองคำ ที่มีความผันผวนและปรับราคาขึ้น โดยให้แจ้งราคาให้ผู้ซื้อรับทราบก่อนตัดสินใจ รวมถึงเรื่องการซื้อขายสินค้าทางแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะผู้ขายสินค้ามูลค่าสูง เครื่องประดับ บริการลงทุน ให้ตรวจสอบผู้ให้บริการว่าจดทะเบียนตลาดตรงกับทางสคบ.หรือไม่ รวมถึงให้ตรวจสอบเรื่องราคาค่าน้ำ ค่าไฟ กับสถานที่เช่าพักอาศัย ให้ควบคุมเรียกเก็บอย่างถูกต้องหรือไม่ 

“รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบ ไม่เฉพาะในกรุงเทพมหานครแต่รวมถึงสถานที่อื่นด้วย จึงขอให้ทางจังหวัด ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้สิทธิ์ของตัวเองเรื่องราคามาตรฐานสินค้าและบริการ ก่อนตัดสินใจ ให้เกิดความมั่นใจและปลอดภัย“ นายสันติระบุ 

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีรายงานหรือไม่ว่าจังหวัดใดมีปัญหาเรื่องน้ำมันบ้าง นายสันติ กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าตนได้รับรายงานเกี่ยวกับเรื่องน้ำมันมาจากจังหวัดพังงา ว่ามีผู้ประกอบการหลายรายที่เริ่มรายงานว่าขาดแคลนจริงๆทำให้การดำเนินงานติดขัด ตนไม่ทราบว่าเป็นเพราะขาดจริงหรือมีการกักตุน แต่ได้กำชับแล้วให้ลงไปตรวจสอบ

คุก 1 ปี นครชัย ขุนณรงค์ อดีต ส.ส.ก้าวไกล ระยอง ไม่รอลงอาญา

คุก 1 ปี นครชัย ขุนณรงค์ อดีต ส.ส.ก้าวไกล ระยอง ไม่รอลงอาญา

คุก 1 ปี นครชัย ขุนณรงค์ อดีต ส.ส.ก้าวไกล ระยอง ไม่รอลงอาญา

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.07 น.

ด่วน !ศาลจังหวัดระยองสั่งจำคุก ”นครชัย ขุนณรงค์“อดีต สส.ระยอง  ก้าวไกล 2ปี สารภาพเหลือติด 1 ปี ไม่รอลงอาญา    ฐานเเจ้งความเท็จ ลงสมัครเลือกตั้งปี 66 ทั้งที่เคยต้องโทษจำคุก 1ปี 6 เดือนมาก่อน เพิกถอนสิทธิ เลือกตั้ง20 ปี รวมทั้งคืนเงินประจำตำแหน่งกว่า 4 แสน ก่อนศาลให้ประกันม1.5 แสนระหว่างอุทธรณ์คดี

วันที่ 9 มีนาคม 2569  เวลา 09.30 น. ทึ่ศาลจังหวัดระยอง ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดระยอง เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง  นายนครชัย ขุนณรงค์ อดีต สส.ระยอง เขต 3 พรรคก้าวไกลเป็นจำเลย ในความผิดฐานลงสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน 

อัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดสรุปว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดจำคุก 1 ปี 6 เดือน ความผิดฐานลักทรัพย์ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2626/2558 ของศาลจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา การต้องโทษดังกล่าวเข้าลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 42(12) แห่ง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 ทำให้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.

โดยนายณครชัย จำเลยทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวดีอยู่แล้ว แต่ยังคงยื่นใบสมัคร สส.และเอกสารประกอบ พร้อมให้ถ้อยคำต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 มจ.ระยองว่า จำเลยมีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่เป็นบุคคลต้องห้าม อันเป็นข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่รับสมัครเลือกตั้ง

ภายหลังการเลือกตั้ง นายนครชัยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ 3 จ.ระยอง และดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 14พฤษภาคม- 3 สิงหาคม 2566 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว จำเลยได้รับเงินประจำตำแหน่งและผลประโยชน์อื่นจากการดำรงตำแหน่ง รวมเป็นเงินจำนวน 402,055 บาท โจทก์จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปีเเละคืนเงินทั้งหมดเเก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้เเทนราษฎรด้วย

ทั้งนี้นัดสืบพยานจำเลยเมื่อวันที่ 27 มกราคม 69ที่ผ่านมา จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่เคยให้การปฏิเสธไว้ เป็นรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์และจำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยานพร้อมขอเลื่อนฟังคำพิพากษาเพื่อจัดเตรียมเงินชำระคืนตามที่โจทก์ร้องขอบางส่วน และประสงค์จะคืนเงินประจำตำแหน่งให้ครบถ้วน 

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีมีเหตุอันควรจึงให้เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาเป็นวันที่ 9 มีนาคม โดยการฟังคำพิพากษาวันนี้จำเลย และทนายความเดินทางมาศาล

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137  พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฯมาตรา42(12), 151 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่ดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานลงสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่ว่า ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 

อนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยรู้อยู่ว่าตนขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่เป็นตัวแทนของประชาชนชาวไทยและได้รับตำแหน่งจากการเลือกตั้ง โดยจำเลยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนชาวไทยในเขตที่ตนลงสมัครจนชนะการเลือกตั้งได้ดำรงแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่จำเลยกลับเพิกเฉยต่อกฎหมาย เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่น กรณีจึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด20 ปี กับให้จำเลยคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งเป็นเงิน 402,055 ให้แก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 มีนาคม2568 ศาลจังหวัดระยอง ได้มีคำพิพากษาคดีแพ่งให้จำเลยชดใช้ฐานทำให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ เป็นเงินจำนวน7,735,942บาทรวมดอกเบี้ย 492,806 บาท รวมทั้งสิ้น 8,228,748 บาท

โดยขณะนี้นายนครชัยจำเลย ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ 

ศาลพิจารณาเเล้ว อนุญาตปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ โดยตีราคาประกัน 1.5 เเสน บาท 

ผบ.ทอ. สั่ง สำรองน้ำมัน รับกรณีฉุกเฉินเกิดสงคราม ป้องอธิปไตย ประเทศ

ผบ.ทอ. สั่ง สำรองน้ำมัน รับกรณีฉุกเฉินเกิดสงคราม ป้องอธิปไตย ประเทศ

ผบ.ทอ. สั่ง สำรองน้ำมัน รับกรณีฉุกเฉินเกิดสงคราม ป้องอธิปไตย ประเทศ

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.51 น.

ผบ.ทอ. สั่ง สำรองน้ำมัน รับกรณีฉุกเฉินเกิดสงคราม ป้องอธิปไตย-ประเทศ เดินหน้าฝึกCope Tiger กับ สหรัฐ เชื่อ โลกเข้าใจ เข้มสแกนความปลอดภัย หากมีสิ่งบอกเหตุ เลื่อน หรือ ยกเลิก

วันที่ 9 มีนาคม เวลา 10.00 น. ที่อาคาร 2 ท่าอากาศยานกองบิน 6 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วย ผบ.ทอ. เปิดเผยถึง นโยบายกประหยัดพลังงานของ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ.  ตามที่ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิช รมว.กลาโหม สั่งการในห้วงวิกฤติตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงว่า กองทัพอากาศได้นำมาพิจารณาว่าภารกิจที่สำคัญของกองทัพอากาศคืออะไร อยู่ในกรอบดำเนินการแบ่งเป็นการใช้เชื้อเพลิงภาคพื้นสนับสนุนใช้ด้วยความประหยัด ระมัดระวังและใช้เท่าที่จำเป็น แต่หากเป็นภารกิจที่สำคัญเกี่ยวข้องด้านยุทธการจะดำเนินการเต็มที่ 

สำหรับน้ำมันภาคอากาศ เราเตรียมไว้ 2 ส่วนหลัก คือ การบินในภาวะปกติ พร้อมดำรงต่อเนื่องในภารกิจฝึกบิน และ น้ำมันสำรองสงคราม กรณีใช้ภารกิจฉุกเฉิน

ขอเรียนประชาชนว่า กองทัพอากาศจะพิจารณาและบริหารจัดการให้เพียงพอ หากมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก็จะใช้ในภารกิจที่ได้รับมอบหมายป้องกันประเทศและอธิปไตยในกรณีฉุกเฉิน สามารถดำเนินการได้

ในขณะที่การใช้พลังงานทั่วไปต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด ให้กำลังพล และประชาชนได้ตระหนักว่าเหตุการณ์ไม่ปกติกรณีความขัดแย้งตะวันออกกลางส่งผลกระทบมาถึงคนไทย แม้เราจะเปิดการจัดหาน้ำมันแหล่งอื่นมาแล้วก็ตาม แต่ไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะยุติเมื่อไหร่ ตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)ประเมินสถานการณ์ยืดเยื้อ 4 สัปดาห์ ตั้งบนข้อเท็จจริง บางครั้งเราไม่รู้ว่าเหตุการณ์ในพื้นที่จริงกระทบมากน้อยเพียงใด ขอให้เชื่อข้อมูลจากหน่วยงานประเมิน อย่าไปตื่นตกใจกับภาพข่าวที่ปรากฎ บางครั้งใช้AIสร้างขึ้นมา ซึ่งบางกลุ่มพยายามใช้ความชอบธรรม สภาพแวดล้อมเหมาะสมตัวเองในการดำเนินการต่างๆ แต่ก็ไม่อยากให้ยืดยื้อเพราะกระทบกับประชาชนและประชาคมโลกทั้งหมด หากสามารถเจรจานำสู่แนวทางสันติภาพ เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อย และหากรุนแรงมากกว่านี้น่าเสียดายที่เรามีกฎกติกา เมื่อมาถึงจุดนี้จะเกิดความสูญเสีย สันติภาพอาจเกิดยาก

เมื่อถามถึงการฝึกผสมโคปไทเกอร์ (Cope Tiger) สหรัฐจะเข้ามาร่วมฝึกหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไม่กระทบ เรายังคงฝึกต่อเนื่อง แต่มาตรการรักษาความปลอดภัยจะดำเนินการอย่างเข้มแข็ง เข้มข้น รวมถึงตำรวจในส่วนของพื้นที่กองทัพอากาศเราให้ความเชื่อมั่นว่า เฝ้าระวังและดูแล จึงอยากฝากถึงพี่น้องประชาชน พบเห็นสิ่งผิดปกติ ดูมีแนวโน้มจะก่อให้เกิดอันตราย ซึ่งในประวัติศาสตร์ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในพื้นที่ที่มีต่างชาติที่เป็นคู่ขัดแย้งขอให้ระมัดระวังเฝ้าดู และแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ยืนยันว่าการฝึกของกองทัพอากาศยังดำเนินการต่อเนื่อง แต่เพิ่มมาตรการในการดูแลรักษาความปลอดภัย ให้ข้อคิดและข้อเตือนใจกับผู้ที่เข้าร่วมการฝึกว่าสถานการณ์ไม่ปกติเป็นเรื่องที่อะไร เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่มีรูปแบบเป็นสงครามอสมมาตร ที่เราก็ไม่มั่นใจว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่ขอให้เชื่อมั่นว่าเรามีงานการข่าวติดตาม เฝ้าตรวจประสานเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอำนวยความสะดวก หวังว่าจะไม่เกิดสิ่งที่เราไม่คาดคิดเกิดขึ้น

การฝึกโกลด์ไทเกอร์เป็นการฝึกเพื่อทบทวน เตรียมการวางแผนในเรื่องของกําลังทางอากาศ มีนักบินใหม่มาฝึกเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ และเปลี่ยนประสบการณ์ เป็นการซ้อมปกติที่ทําเป็นประจําอยู่แล้ว มีวัตถุ ประสงค์การฝึกชัดเจนรวมถึงห้วงเวลาเน้นความปลอดภัย ความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันในส่วนของกําลังทางอากาศ เพื่อให้เข้าใจซึ่งกันและกันหากในอนาคตมีเหตุการณ์อะไรที่ต้องดําเนินการร่วมกัน ในขณะเดียวกันของกองทัพอากาศก็นําบทเรียนมาพัฒนาปรับปรุง ว่าสิ่งที่เหมาะสมกับเราจะทําอย่างไรต่อไปนี่คือประโยชน์ของการฝึก

เมื่อถามว่าประเทศคู่ขัดแย้งจะเข้าใจใช่หรือไม่เพราะเรามีการฝึกกับสหรัฐถี่ที่ผ่านมามี คอบร้าโกลด์  อาจเป็นข้อกังวลว่าเราอาจถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งพล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศรักสงบสันติไม่ใช้กําลังคุกคาม หรือรุกรานประเทศอื่น การฝึกเป็นเรื่องปกติ เราก็ฝึกมาหลายปี ต่อเนื่องกันมา เพื่อให้พร้อมรบถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้เกี่ยวกับว่าจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เชื่อว่าทั่วโลกเข้าใจว่าทําไมถึงมีการฝึก ยกเว้นอย่างเดียวหากมีสิ่งบอกเหตุหรืออะไรที่ไม่ปลอดภัย เราอาจจะเริ่มหรือยกเลิกและก็หวังว่าจะไม่เป็นแบบนั้น

ทั้งนี้กองทัพอากาศไทยเตรียมจัดการฝึกร่วมผสมทางอากาศครั้งใหญ่ของภูมิภาคอาเซียน “Cope Tiger 2026” โดยร่วมกับกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา และกองทัพอากาศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 15–27 มีนาคม 2569 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางทหารและยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางอากาศร่วมกัน

การฝึกครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ด้านการบินรบ รวมถึงการประสานการปฏิบัติการระหว่างประเทศพันธมิตรให้มีความพร้อมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด “Together We Fly, Stronger We Stand” ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือและความเป็นหนึ่งเดียวของกองทัพอากาศทั้งสามประเทศ

นอกจากนี้ การฝึก Cope Tiger ยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีและความไว้วางใจระหว่างกองทัพอากาศของประเทศพันธมิตร ตลอดจนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านยุทธวิธีการบินและการปฏิบัติการทางทหารสมัยใหม่

สำหรับพื้นที่การฝึกในครั้งนี้ ประกอบด้วยหลายพื้นที่สำคัญของกองทัพอากาศไทย ได้แก่

กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา

กองบิน 2 จังหวัดลพบุรี

สนามฝึกใช้อาวุธชัยบาดาล

กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี

การฝึกร่วมผสม Cope Tiger 2026 นับเป็นหนึ่งในการฝึกทางอากาศระดับนานาชาติที่มีความสำคัญของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งช่วยเสริมสร้างความพร้อมรบ การประสานงานระหว่างมิตรประเทศ และยกระดับขีดความสามารถของกองทัพอากาศไทยในเวทีความร่วมมือด้านความมั่นคงระดับภูมิภาค

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช. สอบ อนุทิน ปมยกเว้นส่งออกน้ำมัน ตั้งบิ๊กพลังงานนั่ง ศบก.

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช. สอบ อนุทิน ปมยกเว้นส่งออกน้ำมัน ตั้งบิ๊กพลังงานนั่ง ศบก.

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช. สอบ อนุทิน ปมยกเว้นส่งออกน้ำมัน ตั้งบิ๊กพลังงานนั่ง ศบก.

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.34 น.

วันนี้( 9 มีนาคม 2569) ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นาย ศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนชี้มูลความผิดนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ว่าจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และกระทำการอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่

ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากนายอนุทิน ชาญวีรกุลได้ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 ให้ผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงระงับการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิง แต่กลับยกเว้น สปป.ลาว และสหภาพเมียนมา และลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 53/2569 จัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออก กลาง หรือ ศบก.โดยให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ ซึ่งเคยทำธุรกิจพลัง งาน มีปั๊มชื่อดังแต่ผ่องถ่ายให้น้องชายแล้ว มาเป็น ผอ.ศูนย์ฯ อาจถือได้ว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา184 – 186 ห้ามไว้

ศรีสุวรรณ

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ทั้งนี้ นายกรัฐมน ตรีได้ให้สัมภาษณ์ว่าการยกเว้นการห้ามส่งน้ำมันไป สปป.ลาวและพม่านั้น เนื่อง จากไทยต้องพึ่งพาการซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว แต่ทว่าโรงไฟฟ้าใน สปป.ลาวส่วนใหญ่ที่รัฐบาลไปเซ็นสัญญาซื้อไฟมานั้นเป็นโครงการของกลุ่มทุนใหญ่ของไทยที่ข้ามพรมแดนไปลงทุนโดยใช้ทรัพยากรของเพื่อนบ้าน แล้ววกกลับมาทำสัญญาผูกมัดให้คนไทยต้องควักเงินจ่ายในราคาแพงผ่านใบเสร็จค่าไฟทุกสิ้นเดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทน้องชายนายกรัฐมนตรีไปดำเนินธุรกิจพลังงานทำโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว อย่างน้อย 2 แห่ง ซึ่งขายไฟฟ้าให้กับประเทศไทย ซึ่งสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ดันมาร์จิ้นทะยานหลายเท่าตัวแตะระดับ 40 % ในขณะที่ธุรกิจหลักคืองานแปรรูปและติดตั้งโครงสร้างเหล็กให้มาร์จิ้นเพียง 5-6 % เท่านั้น

ส่วนการแต่งตั้งบิ๊กบริษัทน้ำมันเบอร์หนึ่งของไทยมาร่วมเป็นกรรมการ ศบก.ด้วย ทั้งๆที่ รมว.พลังงาน คนปัจจุบันก็เคยเป็นผู้บริหารเบอร์หนึ่งของบริษัทน้ำมันดังกล่าว ซึ่งบริษัทลูกของบิ๊กดังกล่าวได้ร่วมลงทุนในแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติในเมียนมา คือ ซอติก้า  ยาดานา และ เยตากุน ซึ่งวางท่อก๊าซผ่าป่าอนุรักษ์มาใช้ประโยชน์ในโรง งานแยกก๊าซที่ จ.ราชบุรี สร้างผลกำไรให้บริษัทมหาชนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกันทั่วหน้า การเข้ามาเป็นกรรมการ ศบก.ย่อมเกี่ยวพันกับการกำหนดมาตรการด้านพลังงานรองรับปัญหาผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง อาจเป็นคุณหรือโทษต่อบริษัทดังกล่าวได้ ซึ่งจะสามารถรู้ข้อมูลข่าวสารและมาตรการต่างๆของทางราชการได้ก่อนคู่แข่ง ก่อนที่นายกจะนำมาตรการที่ ศบก.กำหนดไปบังคับใช้ จึงเป็นเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ทั้งสิ้น

ศรีสุวรรณ

“การใช้อำนาจลงนามในคำสั่งของนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ฉบับซึ่งมีความสัมพันธ์สอดรับกัน จึงอาจเข้าข่ายจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และกระทำการอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งเป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ที่จะดำเนินการไต่สวนและชี้มูลความผิดได้ หากตรวจสอบแล้วเป็นไปตามข้อมูลการร้องเรียนให้เร่งเสนอศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ และพิจารณาลงโทษตามครรลองของกฎหมายต่อไป” นายศรีสุวรรณ กล่าว

ศรีสุวรรณ

โผ ครม.อนุทิน 2 ลงล็อก โยก เอกนัฏ คุมพลังงาน วราวุธ คุมอุตฯ มัลลิกา นั่งรองประธานสภา

โผ ครม.อนุทิน 2 ลงล็อก โยก เอกนัฏ คุมพลังงาน วราวุธ คุมอุตฯ มัลลิกา นั่งรองประธานสภา

โผ ครม.อนุทิน 2 ลงล็อก โยก เอกนัฏ คุมพลังงาน วราวุธ คุมอุตฯ มัลลิกา นั่งรองประธานสภา

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.34 น.

โผครม.สัดส่วนสีน้ำเงินลงล็อก! ‘เอกนัฏ’ นั่ง ‘พลังงาน’ ด้าน ‘วราวุธ’ คุมอุตฯ ขณะที่ ‘สุชาติ’ อยู่ ‘ทรัพยากรฯ’ ที่เดิม ขณะที่ ‘ก๊วนลูกบังเกิดเกล้า’ ตบเท้าผงาดนั่ง ‘รมต.ป้ายแดง’ ขณะที่ชื่อ ‘ประเสริฐ’ ถูกเบรคตัวโต หลังมีคดีในชั้น ‘ป.ป.ช.’ เปิดเบื้องหลังไม่ดึง ‘กล้าธรรม-ปชป.’ ร่วมสังฆกรรม

วันที่ 9 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.)  “อนุทิน 2” ก่อนมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ในวันที่ 14มี.ค. จากนั้นเป็นขั้นตอนการเลือกประธานรัฐสภา ในวันที่ 15มี.ค. และโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีช่วงวันที่ 18-19มี.ค. ก่อนจะมีการจัดตั้งครม. 

ล่าสุดมีรายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ภายหลังการสัมมนา สส. ผู้บริหาร และสมาชิกพรรค ที่จ.บุรีรัมย์ โผครม. เริ่มชัด ในสัดส่วนชื่อที่คลุมเครือมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะศึกสีน้ำเงินที่เข้ามาใหม่ อย่างกลุ่มนายสุชาติ ชมกลิ่น คุ้มชลบุรี กลุ่มนายวราวุธ ศิลปอาชา คุ้มสุพรรณ และกลุ่มนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ คุ้มลุงกำนัน โดยนายสุชาติ จะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเอกนัฏ จะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายวราวุธ จะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ขณะที่สัดส่วน “ลูกเทพ” ซึ่งขณะนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “แก๊งลูกบังเกิดเกล้า” เห็นเค้าลางการวางตัวสอดแทรกไปในกระทรวงสำคัญ อาทิ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล จะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ  นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม น.ส.แนน บุญย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ส่วนนางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา อยู่ระหว่างจัดสรรความเหมาะสม 

ขณะที่ตำแหน่งฝ่ายนิติบัญญัติ นายโสภณ  ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่วนรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง เป็นชื่อ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี เนื่องจากเป็นสส.หลายสมัย ประนีประนอมสูง และความร่วมมือในการทำงาน มีความคุ้นชินกับงานสภาฯ และคุ้นเคยกับสส.ต่างพรรค เชื่อว่าจะสามารถทำให้งานสภาฯราบรื่น 

สำหรับสัดส่วนรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย มีรายงานข่าวว่า ชื่อของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ มีความเสี่ยงสุดเนื่องจากมีคดีสแกนม่านตาในชั้น ป.ป.ช. ที่คนในพรรคภูมิใจไทย ตรวจสอบผ่านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงยุติธรรม มาตั้งแต่ต้น รวมถึงมีคดีงบภัยแล้ง 5.1 หมื่นล้านบาท หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยืนยันคุณสมบัติรัฐมนตรี ยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญล่าสุด

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า พรรคเพื่อไทยนำโดย หัวหน้าพรรคเพื่อไทย  จะเดินทางมาส่งชื่อ รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ในวันที่ 12 มี.ค.นี้ ต่อแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่พรรคภูมิใจไทย เวลา 13.30 น. 

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า  สำหรับสาเหตุที่ พรรคภูมิใจไทย ไม่เลือกพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล  “อนุทิน 2”  เนื่องจากมีสส. และแกนนำพรรคบางคน พัวพันกับธุรกิจสีเทา รวมถึงมี สส. หลายคน และแกนนำพรรค มีชื่อในคดีแจกกล้วยรับค่าเลี้ยงดูในสมัยรัฐบาลของพล.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ที่ป.ป.ช.กำลังจะชี้มูลในเร็วๆ นี้   ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์นั้น แกนนำระดับสูงมองว่า ไม่มีเอกภาพทางการเมือง เพราะมีเพียง 21 เสียง ยังมีการแบ่งกลุ่มก๊วนชัดเจน คือ กลุ่มนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกลุ่มนายชัยชนะ เดชเดโช ไม่มีใครฟังใครได้ จึงเป็นการยากหากต้องมาร่วมรัฐบาล  

เท้ง พร้อมลุยงานในสภา ผลักดันกฎหมาย-ควบคู่ตรวจสอบเลือกตั้ง จ่อยกเครื่อง ‘กก.บห.ปชน.’ เดือนเม.ย.นี้

เท้ง พร้อมลุยงานในสภา ผลักดันกฎหมาย-ควบคู่ตรวจสอบเลือกตั้ง จ่อยกเครื่อง 'กก.บห.ปชน.' เดือนเม.ย.นี้

เท้ง พร้อมลุยงานในสภา ผลักดันกฎหมาย-ควบคู่ตรวจสอบเลือกตั้ง จ่อยกเครื่อง ‘กก.บห.ปชน.’ เดือนเม.ย.นี้

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.22 น.

‘เท้ง’ลั่นพร้อมทำงานในสภาผลักดันกฎหมาย-ควบคู่ตรวจสอบเลือกตั้ง เผยยังไม่คุย ‘ประชาธิปัตย์-กล้าธรรม’ร่วมฝ่ายค้าน ยันไร้ปัญหาเหตุเคยร่วมงานพรรคต่างอุดมการณ์มาแล้ว รอที่ประชุม สส.เคาะส่งคนชิง‘ประธาน-รองประธานสภา’หรือไม่ จ่อหารือยกเครื่องกรรมการบริหารพรรคประชุมใหญ่ เม.ย.นี้  

วันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยว่า วันนี้ สส.ของพรรคประชาชนมารายงานตัวและทำหน้าที่อย่างพร้อมเพรียง วาระสำคัญต่อจากนี้ เราได้มีการเตรียมตัวภายใน โดยในช่วงบ่ายจะมีการประชุม สส.ของพรรค ส่วนงานที่เราจะผลักดันต่อคือชุดกฎหมายหลายฉบับที่เราพร้อมทำหน้าที่ทันที เมื่อสภาเปิดอย่างเต็มรูปแบบ เราพร้อมยื่นกฎหมายทันที ไม่ว่าจะเป็นชุดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น การปฏิรูประบบงบประมาณ การยกระดับในการตรวจสอบ สิ่งแวดล้อม สิทธิเสรีภาพ การลดค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นไม่กี่ตัวอย่างที่เราพร้อมยื่นเข้าสภา 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนการปรับตัวที่จะร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรม ซึ่งน่าจะมาร่วมงานฝ่ายค้านนั้น เป็นกระบวนการปกติในสภาอยู่แล้วที่พรรคที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาลต้องมาทำงานงฝ่ายค้าน คงไม่ต้องปรับกระบวนท่าในการทำงานอะไรมาก กระบวนการวิปฝ่ายค้านเป็นปกติ เราสามารถทำงานได้กับทุกฝ่ายอยู่แล้ว ในอดีตเราก็ทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมือง โดยเฉพาะฝ่ายค้านที่ไม่จำเป็นต้องมีจุดยืนหรือหลักการที่ตรงกัน 

เมื่อถามว่ามีการพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรมหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่ระดับสมาชิกจะพูดคุยหารือกัน แต่ในระดับแกนนำยังไม่มีการหารือกันอย่างเป็นทางการ ตนเข้าใจว่าจากการสัมภาษณ์ทางพรรคภูมิใจไทยเองค่อนข้างนิ่ง แต่ก็ต้องรอกระบวนการอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกประธานสภา รองประธานสภา และนายกรัฐมนตรี กว่า ครม.จะเข้ามาทำงานยังมีอีกหลายขั้นตอน ก่อนที่ผู้นำฝ่ายค้านจะถูกแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจึงจะสามารถตั้งวิปฝ่ายค้านได้ 

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนจะรับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านไว้เองหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในฐานะพรรคการเมืองลำดับหนึ่งที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ก็เป็นตำแหน่งที่เราให้ความสำคัญอยู่แล้ว พร้อมทำหน้าที่ตรงนี้อย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องของคดี 44 สส. มีความกังวลหรือไม่นั้น เราไม่ได้กังวล แต่ไม่ได้ประมาท ยืนยันตามความบริสุทธิ์ของเราในการทำหน้าที่ สส. ในการยื่นร่างแก้ไขกฎหมาย ไม่ควรที่จะทำให้เราต้องโดนคดีแบบนี้ 

“ในช่วงบ่ายนี้หรืออีกหลายโอกาสจะมีการหารือกันภายในพรรค เพื่อให้เห็นภาพตรงกันว่าฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด คือถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ 10 คน จะเดินหน้าทำงานในสภากันต่ออย่างไร เพื่อให้การทำงานในฐานะ สส.ไม่สะดุดลง” นายณัฐพงษ์ กล่าว 

ต่อข้อถามว่าแสดงว่าเตรียมคนที่จะขึ้นมาแทนหาก 10 สส. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้วใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เตรียมกระบวนการ เตรียมวิธีการไว้หมดแล้ว แต่ตัวบุคคลต้องเป็นกระบวนการภายใน อาจจะต้องหารือกับที่ประชุม สส.พรรคก่อน สุดท้ายหากเกี่ยวกับตำแหน่งผู้บริหารพรรคต้องออกมาจากที่ประชุมใหญ่ของพรรค ซึ่งเราวางแผนไว้ว่าจะประชุมกันในช่วงเดือน เม.ย. นี้ 

เมื่อถามว่ามีการมองว่าหัวหน้าพรรคคนใหม่จะเป็นนายวีรยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์ พรรคประชาชน  นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราไม่สามารถที่จะไปบอกแทนเพื่อนสมาชิกได้ เราพยายามออกแบบกระบวนการ แต่ไม่ได้ยึดติดตัวบุคคล  จะออกมาเป็นชื่อใครก็แล้วแต่การตัดสินใจของสมาชิกพรรค

เมื่อถามว่าการมารายตัวต่อสภาในวันนี้ตรงกับวันครบกำหนด 30 วัน ที่ ป.ป.ช. ต้องยื่นคดี 44 สส.ไปที่ศาลฎีกาเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่ได้ตั้งใจ เราต้องการให้การรับรองจาก กกต. เสร็จครบทั้งกระบวนการก่อน จึงเลือกมาในช่วงเวลานี้ ไม่ได้ตั้งให้ชนกับอะไร ส่วนที่ทางพรรคได้ยื่นให้กกต.ตรวจสอบการเลือกตั้งเขต 2 จ.สุพรรณบุรีนั้น ก็คงต้องรอให้เป็นไปตามกระบวนการว่ามีผลเป็นอย่างไร  หากเกิดเหตุที่เห็นได้ชัดว่าน่าจะมีความผิดปกติ เราก็พร้อมจะดำเนินการกับเขตอื่นๆ อย่างเต็มที่ ทีมกฎหมายของพรรคได้รวบรวมพยานหลักฐานค่อนข้างครบถ้วนแล้ว 

เมื่อถามต่อว่าถึงแม้จะมีการเปิดประชุมสภาแล้วก็ยังสามารถยื่นตรวจสอบการเลือกตั้งได้ใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กกต.น่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด เชื่อว่าประชาชนก็ห่วงใยเรื่องนี้เช่นกัน เพราะหลายภาคส่วนยังตั้งคำถามถึงกระบวนการในการเลือกตั้งที่ผ่านมา รวมถึง กกต.ออกมารับรองผล โดยที่สังคมยังตั้งคำถามอยู่ หากมีการเปิดสภา และรัฐบาลเดินหน้าไป สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญออกมาระบุว่ากระบวนการในการเลือกตั้งมีปัญหาเกิดขึ้นจริงจะเกิดผลเสียต่อประเทศมากที่สุด 

“เราสื่อสารมาตลอดว่าอยากได้การเลือกตั้งที่โปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม ประชาชนให้ความเชื่อมั่นในการเลือกตั้ง เรายอมรับผลการเลือกตั้ง การที่เรามารายงานตัวในวันนี้ เพราะเราพร้อมทำหน้าที่ต่อในฐานะผู้แทนราษฎร ส่วนกระบวนการในการตรวจสอบการเลือกตั้ง ตรวจสอบความผิดปกติ ไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งที่ผ่านมาต้องเดินหน้าควบคู่กันไป” หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าว
เมื่อถามว่าพรรคประชาชนจะเสนอชื่อประธานสภา และรองประธานสภาแข่งหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าเราพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็ง ซึ่งตำแหน่งที่สำคัญคือผู้นำฝ่ายค้านในสภา ซึ่งบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ ผู้นำฝ่ายค้านไม่สามารถเป็นพร้อมกันได้กับประธาน และรองประธานสภา แต่ก็ไม่ได้เป็นการปิดกั้น ที่เราจะเสนอชื่อเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ในสภา เพราะในอดีตก็มีการเสนอมาแล้ว ซึ่งจะมีการหารือกันก่อน และจะได้ความชัดเจนก่อนจะมีการเปิดประชุมสภาแน่นอน 

เมื่อถามว่ามองฟอร์มรัฐบาลว่าอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รอการทำหน้าที่และกระบวนการหลายๆ อย่างเสร็จสิ้นก่อน เราพร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ส่วนที่มีการตั้งรัฐบาลโดยไม่เอาพรรคกล้าธรรม โดยยกเรื่องมาตรฐานจริยธรรมนั้นเหมาะสมหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นายอนุทินเองก็ยังไม่ได้ตอบว่าในอดีตก็เคยแต่งตั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ทำไมตอนนั้นกับตอนนี้ใช้คนละมาตรฐานกัน ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องการเมืองมากกว่ามาตรฐานทางจริยธรรม 

ทั้งนี้ นพ. วาโย อัศวรุ่งเรือง สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายกฎหมาย อธิบายเพิ่มเติมถึงกรอบเวลา 9 มี.ค.ในการส่งคำร้องคดี 44 สส. ของ ป.ป.ช. ต่อศาลฎีกาว่า ความจริงแล้วไม่ใช่วันที่ 9 มี.ค.

นพ. วาโย อธิบายว่า กรอบเวลา 1 เดือน และ 30 วัน ในทางกฎหมายนั้นแตกต่าง การนับ 1 เดือนนั้น ต้องไม่ลืมว่าเดือน ก.พ. มีเพียง 28 วัน หากนับ 30 วัน กรอบเวลาของการยื่นคำร้องย่อมตรงกับวันที่ 11 มี.ค. อย่างไรก็ตาม นพ. วาโยยังระบุว่า ตามกฎหมายเกี่ยวกับ ป.ป.ช. สามารถขยายเวลายื่นคำร้องได้ต่อไปเรื่อยๆ หากมีเหตุผลรองรับ 

อัษฎางค์ เชียร์สุดตัว! นโยบาย ศุภจี ทุบมาเฟียล้งมะพร้าว ผ่าตัดถึงรากเหง้า ไม่ใช่แค่แจกยาแก้ปวด

อัษฎางค์ เชียร์สุดตัว!  นโยบาย ศุภจี ทุบมาเฟียล้งมะพร้าว ผ่าตัดถึงรากเหง้า ไม่ใช่แค่แจกยาแก้ปวด

อัษฎางค์ เชียร์สุดตัว! นโยบาย ศุภจี ทุบมาเฟียล้งมะพร้าว ผ่าตัดถึงรากเหง้า ไม่ใช่แค่แจกยาแก้ปวด

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.04 น.

วันที่ 9 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ศึกทุบโต๊ะล้งมะพร้าว ขุนพลหญิง “ศุภจี” ผ่าตัดมะเร็งร้าย ทวงคืนอธิปไตยเกษตรกรไทย

#อัษฎางค์ยมนาค| #อ่านเกมอำนาจ

อุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยที่มีมูลค่าการส่งออกสูงเกือบ 10,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีตลาดจีนเป็นขุมทรัพย์ใหญ่ที่กวาดส่วนแบ่งไปกว่า 85% เคยเป็น “ทองคำบนต้น” ของเกษตรกร แต่วันนี้กลับถูกทุบราคาหน้าสวนจนเหลือเพียงลูกละ 3 บาท ในขณะที่ปลายทางบนชั้นวางในต่างประเทศยังคงขายได้ราคาสูงลิ่ว คำถามคือ… ส่วนต่างมหาศาลจากเค้กหมื่นล้านก้อนนี้ ตกไปอยู่ในกระเป๋าใคร?

ปรากฏการณ์ “239 ล้ง” รวมหัวกันขู่หยุดรับซื้อ เพื่อท้าทายอำนาจรัฐ ไม่ใช่แค่กลไกตลาดที่สะดุดล้ม แต่มันคือ “การกบฏทางเศรษฐกิจ” ที่กลุ่มทุนข้ามชาติในคราบ “นอมินี” กำลังใช้ปากท้องของชาวสวนไทยเป็นตัวประกัน การที่ รมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ สวนหมัดกลับด้วยวลี “ไม่ต้องหยุดแค่ 2 วัน หยุดไปเลย” จึงเป็นแอคชั่นที่สะใจมวลชน

ท่ามกลางวิกฤตราคาผลผลิตทางการเกษตรที่มักจบลงด้วยการนำเงินภาษีประชาชนไปอุดหนุนราคาชั่วคราว ปรากฏการณ์ที่ รมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประกาศกร้าวใส่กลุ่ม 239 ล้งมะพร้าวที่ขู่จะหยุดรับซื้อว่า “ไม่ต้องหยุดแค่ 2 วัน หยุดไปเลย” ถือเป็นมิติใหม่ของการบริหารราชการแผ่นดิน นี่ไม่ใช่แค่วาทกรรมทางการเมือง แต่คือการประกาศสงครามกับ “โครงสร้างการผูกขาด” ที่กัดกินเกษตรกรไทยมาอย่างยาวนาน

อุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมมูลค่าส่งออกเฉียดหมื่นล้านบาทต่อปี กลับมีสภาพไม่ต่างจากอาณานิคมทางเศรษฐกิจ เมื่อชาวสวนต้องทนขายผลผลิตในราคาลูกละ 3 บาท การลุกขึ้นมาชนกับกลุ่มทุนที่มีข้อกังขาว่าเป็น “นอมินีข้ามชาติ” จึงเป็นก้าวที่กล้าหาญและมาถูกทางที่สุด ด้วยเหตุผลเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง 3 ประการ

1. การทำลายอำนาจฮั้วราคา

การที่กลุ่มล้ง 239 แห่ง สามารถรวมหัวกันขู่หยุดรับซื้อผลผลิตพร้อมกันได้ คือใบเสร็จชั้นดีที่ยืนยันว่าตลาดนี้ไม่ใช่ตลาดเสรี แต่เป็น “ระบบฮั้ว” ที่สมบูรณ์แบบ การที่ภาครัฐยอมถอยให้กับคำขู่เหล่านี้ในอดีต คือการปล่อยให้พ่อค้าคนกลางมีอำนาจเหนือรัฐ การสวนหมัดของ รมว.ศุภจี จึงเป็นการใช้ “อำนาจรัฐที่ชอบธรรม” เข้าทุบกำแพงการผูกขาด เพื่อส่งสัญญาณว่ากลไกของประเทศจะไม่ยอมตกเป็นตัวประกันของกลุ่มทุนข้ามชาติอีกต่อไป

2. “ล้งกลาง” คือกลไกความมั่นคงทางอาหาร

เสียงวิจารณ์ที่มองว่าการตั้ง “ล้งกลาง” เป็นการแทรกแซงตลาดที่ล้าหลัง อาจเป็นการมองข้ามบริบทของวิกฤต ในสภาวะที่โครงสร้างตลาดล้มเหลว จากความไม่สมมาตรของข้อมูลและอำนาจต่อรอง การสร้าง “อำนาจต่อรองคู่ขนาน” ผ่านเครือข่ายของรัฐ ถือเป็นวัคซีนเข็มแรกที่จำเป็นอย่างยิ่งในการพยุงสายพานการผลิต ไม่ให้ชาวสวนต้องโค่นต้นมะพร้าวทิ้ง นี่ไม่ใช่การผูกขาดโดยรัฐ แต่เป็นการสร้าง “ทางเลือก” เพื่อบังคับให้ล้งเอกชนต้องกลับมาแข่งขันรับซื้อในราคาที่เป็นธรรม

3. ผ่าตัดถึงรากเหง้า ไม่ใช่แค่แจกยาแก้ปวด

ที่ผ่านมา การแก้ปัญหาสินค้าเกษตรมักวนเวียนอยู่กับการประกันรายได้หรือจำนำ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและสร้างภาระทางการคลังมหาศาล แต่นโยบายของ รมว.ศุภจี ที่เดินเกมคู่ขนาน ทั้งการปราบล้งนอมินีอย่างเด็ดขาด และคุมเข้มการนำเข้า คือการแก้ปัญหาที่ “โครงสร้าง” อย่างแท้จริง เป็นการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ ไม่ให้เม็ดเงินนับหมื่นล้านไหลออกนอกประเทศผ่านเงื้อมมือของบริษัทตัวแทน

4. บทสรุป: วาระแห่งชาติที่ต้องหนุนหลัง

ในโลกของเศรษฐศาสตร์การเมือง การปฏิรูปโครงสร้างที่บิดเบี้ยว ย่อมต้องเผชิญกับแรงเสียดทานมหาศาลจากกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ ท่าทีที่แข็งกร้าวของ รมว.ศุภจี เป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของการทวงคืนความยุติธรรมให้ชาวสวนมะพร้าว

สิ่งที่สังคมไทย คือการ “ผนึกกำลังหนุนหลัง” ภาครัฐให้สามารถกวาดล้างเครือข่ายนอมินีได้จนสิ้นซาก เพราะหากขุนพลที่กล้าชนต้องพ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้ อนาคตของเกษตรกรไทยก็คงถูกผูกขาดไปตราบนานเท่านาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ศุภจี เดินหน้าจริงจังแก้ปัญหา มะพร้าวน้ำหอม เล่าเบื้องลึกถูกล้งขู่หยุดขาย 2 วัน

พรรค(กึ่ง)ประชาชน! ประชาธิปไตยแบบ ‘เลือกที่รักมักที่ฟ้อง’

พรรค(กึ่ง)ประชาชน!  ประชาธิปไตยแบบ 'เลือกที่รักมักที่ฟ้อง'

พรรค(กึ่ง)ประชาชน! ประชาธิปไตยแบบ ‘เลือกที่รักมักที่ฟ้อง’

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.38 น.

ภาพลักษณ์ของพรรคส้มที่ผ่านมา วางตัวเป็นกลุ่มการเมืองก้าวหน้าที่กล้าท้าทายอำนาจเดิม นำเสนอตัวตนว่าเคียงข้างสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม และเรียกร้องพื้นที่การถกเถียงที่เปิดกว้างมาโดยตลอด

แต่แถลงการณ์เรื่องมาตรการฟ้องร้องผู้ที่พรรคระบุว่า “บิดเบือนข้อมูล” กลับเผยให้เห็นตัวตนที่เปลี่ยนไป จนถูกตั้งคำถามว่านี่คือพรรคของประชาชนจริงๆ หรือเป็นพรรคของประชาชนเพียง “กึ่งหนึ่ง”

เพราะในวันที่พรรคเป็นฝ่ายวิจารณ์ผู้อื่น พรรคพูดถึงหลักการเสรีภาพอย่างสวยหรูและเรียกร้องมาตรฐานที่สูงส่ง

แต่พอถึงคราวที่ตนเองถูกตรวจสอบ กลับเลือกพึ่งพามาตรการทางกฎหมายเพื่อตอบโต้ในทันที ซึ่งขัดกับสิ่งที่พรรคเคยประกาศไว้

รอยร้าวระหว่างจุดยืนกับวิธีการในวันนี้ กำลังทำให้สังคมเห็นภาพความย้อนแย้งของการเป็นคนรุ่นใหม่ ที่ใจกว้างเฉพาะกับเสียงสนับสนุน แต่กลับไม่เปิดกว้างต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์

ในโลกโซเชียลมีเดีย การถูกบิดเบือนข้อมูลหรือข่าวเท็จเป็นสิ่งที่องค์กรสาธารณะต้องเผชิญเป็นปกติ ซึ่งพรรคย่อมมีสิทธิชอบธรรมในการปกป้องชื่อเสียงของตนเอง

แต่ประเด็นสำคัญคือ พรรคการเมืองที่อ้างความทันสมัยควรมีวุฒิภาวะในการรับมือด้วยความใจกว้าง เพราะพรรคมีทั้งบุคลากรและเครื่องมือสื่อสารมหาศาลที่ใช้ชี้แจงข้อเท็จจริงได้ตลอดเวลา

การต่อสู้ด้วยข้อมูลคือวิถีปกติของสังคมที่พัฒนาแล้ว ความสง่างามจะเกิดขึ้นเมื่อพรรคใช้ความจริงหักล้างวาทกรรมต่อหน้าสาธารณชน ไม่ใช่การใช้ศาลเป็นเครื่องมือตัดสินข้อโต้แย้งทางการเมือง

ความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นเมื่อพรรคกล้าเปิดเผยความจริง ไม่ใช่การสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวผ่านกระบวนการทางกฎหมาย จนประชาชนไม่กล้าแม้แต่จะสะท้อนความเห็น

แถลงการณ์ฟ้องร้องในครั้งนี้ คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คำว่าอุดมการณ์ดูเบาบางลงทันที เมื่อหลักการเสรีภาพถูกนำมาใช้แบบ “ต่างมาตรฐาน” โดยอ้างเรื่องข่าวปลอมขึ้นมาเป็นเหตุผลประกอบ

การฟ้องร้องอาจจัดการปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่ในระยะยาวมันจะกลายเป็นรอยด่างพร้อย เพราะความก้าวหน้าที่พรรคเคยโฆษณาไว้จะไร้ความหมายทันที หากพรรคเลือกปฏิบัติเฉพาะกับคนเห็นต่าง

พรรคที่ต้องการเป็นความหวังใหม่ ต้องยอมรับความจริงว่าประชาชนไม่ได้มีแต่เสียงสนับสนุน หากรวมถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงหรือคลาดเคลื่อนบ้างตามวิถีการเมืองยุคใหม่

เมื่อเสรีภาพถูกหยิบมาใช้เฉพาะในเวลาที่ได้ประโยชน์ แต่หายไปในยามที่ถูกตรวจสอบ ภาพลักษณ์ที่ดูทันสมัยก็จะค่อยๆ เสื่อมสลายลง และสิ่งที่เหลือทิ้งไว้มีเพียงประชาธิปไตยในรูปแบบ “เลือกที่รักมักที่ฟ้อง” เท่านั้น

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์