ทักษิณ ลุ้นด่านสุดท้าย! พักโทษติดกำไล EM หรือไม่ – เปิด 9 เงื่อนไขสำคัญ

ทักษิณ ลุ้นด่านสุดท้าย! พักโทษติดกำไล EM หรือไม่ - เปิด 9 เงื่อนไขสำคัญ

ทักษิณ ลุ้นด่านสุดท้าย! พักโทษติดกำไล EM หรือไม่ – เปิด 9 เงื่อนไขสำคัญ

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.20 น.

“ทักษิณ”ลุ้นผลคณะกรรมการพักโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ต้องติดกำไล EM หรือไม่ หลังคุณสมบัติผ่าน 2 ด่านแล้ว เผยปล่อยตัวคุมประพฤติบ้านจันทร์ส่องหล้า อีก 4 เดือน เปิด 9 เงื่อนไขสำคัญ ไร้ข้อห้ามข้องเกี่ยวการเมือง เว้นส่อกระทำผิดซ้ำ ด้าน”อธิบดีกรมราชทัณฑ์”เผยนำโปรไฟล์ผู้ต้องขังทั่วประเทศเกิน 500 รายที่ผ่านเกณฑ์พักโทษเข้าหารือที่ประชุม ระบุวันนี้ถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย

จากกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการคุมขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรม แดนพยาบาล จากคำสั่งบังคับโทษ 1 ปี ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งปัจจุบันนายทักษิณ ได้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำฯ เป็นระยะเวลา 7 เดือน กับอีก 20 วัน และเตรียมจะได้รับการปล่อยตัวพักโทษเพื่อคุมประพฤติ เนื่องด้วยจะครบกำหนดการรับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 ของอัตราโทษ 1 ปี หรือ 8 เดือน โดยนายทักษิณ จะได้รับการพักโทษปล่อยตัวออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการคุมประพฤติ ในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 ต่อจากนั้นจะครบกำหนดโทษ 1 ปี ในวันที่ 9 ก.ย.69 พ้นโทษและเป็นอิสรภาพโดยสมบูรณ์

โดยในขั้นตอนพิจารณาการพักการลงโทษกรณีทั่วไป สำหรับผู้ต้องขังเด็ดขาด จะต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจาก 3 คณะกรรมการ ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการพักการลงโทษระดับเรือนจำ 2.คณะกรรมการพักการลงโทษระดับกรมราชทัณฑ์ และ 3.คณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งปัจจุบันนี้ นายทักษิณ ชินวัตร ได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ได้รับการพักการลงโทษมาแล้ว 2 คณะ คือ คณะกรรมการพักการลงโทษระดับเรือนจำ และคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกรมราชทัณฑ์ จึงยังเหลือเพียงการพิจารณาเห็นชอบสุดท้าย โดยคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ในการประชุมวันนี้ (29 เม.ย.69) โดยมี นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้รับมอบหมายจาก นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการฯ แทน

ล่าสุดวันนี้ (29 เม.ย.69) เวลา 09.00 น.ที่อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ รายงานข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า สำหรับการประชุมของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ หรือคณะกรรมการพักโทษระดับกระทรวงยุติธรรม องค์ประชุมของคณะกรรมการฯ จะประกอบด้วย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานอนุกรรมการ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาพฤตินิสัย อธิบดีกรมคุมประพฤติ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ที่กำกับดูแลกองทัณฑปฏิบัติ เป็นอนุกรรมการ และมีผู้อำนวยการกองทัณฑปฏิบัติ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการกลุ่มงานพักการลงโทษ เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบพักการลงโทษ สั่งเพิกถอนพักการลงโทษ กำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติ กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาพักการลงโทษ และพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษ ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ จะได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบการพักการลงโทษกับนักโทษเด็ดขาด โดยการนำเหตุปัจจัยมาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ไม่ว่าจะเป็นพฤติการณ์แห่งคดีที่ได้กระทำและการกระทำความผิดที่ได้กระทำมาก่อนแล้ว ระยะเวลาการคุมประพฤติ ความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมของผู้อุปการะในการควบคุมดูแลนักโทษเด็ดขาดให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขจนกว่าจะพ้นโทษ มีพฤติการณ์ในระหว่างถูกคุมขังจนน่าเชื่อว่าได้กลับตนเป็นคนดี ผลกระทบด้านความปลอดภัยของสังคม และผ่านการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยภายในเรือนจำ ตามข้อ 44 แห่ง กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ.2562 นำมาพิจารณาประกอบด้วย และเมื่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ หรือรัฐมนตรีอนุมัติพักการลงโทษและให้ปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับพักการลงโทษ ก็ให้แจ้งผลการอนุมัติให้ผู้บัญชาการเรือนจำทราบ และมีหนังสือแจ้งพนักงานคุมประพฤติและพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจในท้องที่ที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการปล่อยตัวเข้าไปพักอาศัยทราบภายในเวลาอันสมควร และนักโทษเด็ดขาดต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติในที่ที่ไปพักอาศัยภายในระยะเวลาที่กำหนด และจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในหมวด 9 (เงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษต้องปฏิบัติ) แห่งกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ.2562

รายงานข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม ระบุอีกว่า สำหรับเอกสารแสดงความประสงค์เรื่องสถานที่คุมประพฤติพักโทษครั้งนี้ของ นายทักษิณ ชินวัตร ทางทนายความได้แจ้งเป็นบ้านเลขที่ 472 ซ.จรัญสนิทวงศ์ 69 แขวงและเขตบางพลัด กรุงเทพมหา นคร หรือ บ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งมีรายชื่อของผู้อุปการะที่จะให้ความดูแลนายทักษิณระหว่างการคุมประพฤติเรียบร้อยแล้ว

รายงานข่าวภายในกระทรวงยุติธรรมระบุอีกว่า หากวันนี้ นายทักษิณได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบของคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรมให้ได้รับการพักโทษคุมประพฤติ นายทักษิณจะต้องเข้าสู่ขั้นตอนการคุมประพฤติต่ออีก 4 เดือน จึงจะครบกำหนดโทษ 1 ปี ในวันที่ 9 ก.ย.69 และพ้นโทษตามขั้นตอน หลังเข้ารับโทษในเรือนจำฯ มาแล้ว 8 เดือน นับแต่วันที่ 9 ก.ย.68 ส่วนเรื่องการติดกำไล EM ระหว่างคุมประพฤติหรือไม่นั้น ทางกรรมการในที่ประชุมจะได้มีการหารืออย่างถี่ถ้วน เนื่องด้วยนายทักษิณถือเป็นผู้ต้องขังสูงวัยที่มีอายุเกินกว่า 70 ปีขึ้นไป และมีโรคประจำตัวที่ต้องใช้ยารักษาต่อเนื่องเป็นประจำอยู่แล้ว ฉะนั้น จึงต้องรับฟังเหตุผลข้อหารือของกรรมการแต่ละหน่วยงานด้วย รวมถึงกรณีเงื่อนไขพิเศษเพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่องการข้องเกี่ยวกับทางการเมือง ที่ถึงแม้ระเบียบการพักการลงโทษจะไม่ได้ห้ามไว้ แต่ก็สามารถเป็นเรื่องการหารือในส่วนของเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ หากมีความจำเป็น

รายงานข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม อธิบายถึงเงื่อนไขการคุมความประพฤติสำหรับผู้ได้รับการพักการลงโทษ ผ่าน 9 ข้อสำคัญ ดังนี้

1.ต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติที่สำนักงานคุมประพฤติท้องที่ภายใน 3 วันนับแต่ได้รับการปล่อยตัว และต่อไปให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดจนกว่าจะพ้นโทษ

2.ต้องพักอาศัยอาศัยอยู่กับผู้อุปการะตามบ้านเลขที่ที่แจ้งไว้และห้ามออกนอกเขตท้องที่จังหวัด เว้นแต่ติดธุระสำคัญและต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานคุมประพฤติก่อน

3.ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ หากฝ่าฝืนและถูกลงโทษโดยเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับนั้น ต้องแจ้งให้พนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง

4.ให้ประกอบอาชีพสุจริต หากเปลี่ยนสถานที่ทำงานหรือย้ายงานใหม่ต้องแจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง

5.ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำตักเตือนของพนักงานคุมประพฤติและเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกรมคุมประพฤติกำหนด

6.ห้ามประพฤติตนในทางเสื่อมเสีย เช่น เล่นการพนัน เสพยาเสพติด และกระทำความผิดขึ้นอีก

7.ห้ามเกี่ยวข้องกับสารระเหย วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตหรือประสาท หรือยาเสพติดให้โทษทุกประเภท รวมทั้งอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดทุกชนิด

8.ห้ามเยี่ยมเยียนและติดต่อกับนักโทษที่ไม่ใช่ญาติซึ่งกำลังต้องโทษอยู่

และ 9.ต้องแสดงหนังสือสำคัญการปล่อยตัวต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือเจ้าพนักงานเรือนจำเมื่อมีการเรียกให้แสดง และหากหนังสือสำคัญการปล่อยตัวสูญหายให้รีบแจ้งต่อพนักงานคุมประพฤติ

“หากผู้ได้รับการพักการลงโทษหรือลดวันต้องโทษจำคุกประพฤติผิดเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น เจ้าหน้าที่อาจจับกุมตัวกลับมาคุมขังอีกโดยไม่ต้องมีหมายจับ ทั้งจะต้องถูกลงโทษทางวินัยอีกด้วย และนอกจากนี้ การขอย้ายที่อยู่และเปลี่ยนผู้อุปการะต้องแจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบล่วงหน้าและให้ผู้อุปการะใหม่ให้คำรับรองต่อพนักงานคุมประพฤติหรืออาสาสมัครคุมประพฤติ พร้อมย้ำว่า ในระหว่างการคุมความประพฤติ ผู้ถูกคุมความประพฤติยังคงเป็นนักโทษ ดังนั้น จึงไม่สามารถอุปสมบทหรือเกณฑ์ทหารได้”

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากกระทรวงยุติธรรม ว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา พบว่ามีผู้แทนจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมประชุมในฐานะกรรมการของคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ได้ทยอยเดินทางมาแล้ว อาทิ พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ที่พบว่าทีมงานมีการนำเอากล่องลังเอกสารมาด้วยจำนวนมาก

โดย พ.ต.ท.ประวุธ เปิดเผยก่อนการประชุมว่า วันนี้ทางกรมราชทัณฑ์เตรียมเอกสารทั่วไปเป็นโปรไฟล์ของผู้ที่อยู่ในงเข้าเกณฑ์ได้รับการพักการลงโทษจากทั่วประเทศ เกินกว่า 500 รายแน่นอน และอดีตนายกรัฐมนตรีก็คือ 1 ในนั้น เพราะปกติแล้วรอบหนึ่งก็ประมาณพันว่าคน อย่างไรก็ตาม เรื่องเงื่อนไขการติดหรือไม่ต้องติดกำไล EM หรือเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ ก็ขึ้นอยู่กับการหารือในที่ประชุมของคณะกรรมการฯ สำหรับวันนี้ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ซึ่งก็ต้องรอดูผลการพิจารณาต่อไป

ไผ่ ลิกค์ ซัด ศุภจี ปมดันขายทุเรียน 100 บาท ชี้เข้าข่ายพูดเกินจริง ข้อมูลเท็จ ทำราคาตลาดบิดเบือน

ไผ่ ลิกค์ ซัด ศุภจี ปมดันขายทุเรียน 100 บาท ชี้เข้าข่ายพูดเกินจริง ข้อมูลเท็จ ทำราคาตลาดบิดเบือน

ไผ่ ลิกค์ ซัด ศุภจี ปมดันขายทุเรียน 100 บาท ชี้เข้าข่ายพูดเกินจริง ข้อมูลเท็จ ทำราคาตลาดบิดเบือน

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.14 น.

ไผ่ ลิกค์ ซัด ศุภจี ปมดันขายทุเรียน 100 บาท ชี้เข้าข่ายพูดเกินจริง ข้อมูลเท็จ ทำราคาตลาดบิดเบือน ซ้ำเติมชาวสวนเดือดร้อน จี้ รัฐบาลแก้ปัญหาเกษตรอย่างเป็นระบบ หยุดคิดจะพึ่งอินฟลูฯ

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร และเลขาธิการพรรคกล้าธรรม โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และพิมรี่พาย แม่ค้าออนไลน์ และอินฟูลเอนเซอร์ชื่อดัง ร่วมส่งเสริมการขายทุเรียนผ่านช่องทางออนไลน์ว่า “ทุเรียนลูกละ 100 บาทจริงหรือไม่ ต้องตัดสินใจเอาเอง แบบนี้เท่ากับพูดเกินจริงหรือเปล่า ถึงคุณจะยังไม่ได้ขาย แต่ผมว่า คุณเอาข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์แล้ว

ต้นทุนจริง ๆ ที่ชาวสวนทุเรียนอยากได้น่าจะประมาณ 130 – 150 บาทต่อกิโล ทุเรียนแต่ก่อนแบ่งเป็นสองภาคภาคตะวันออกกับภาคใต้ ทั้ง 2 ภาคนี้ผลผลิตจะออกมาห่างกัน แต่เนื่องด้วยปัญหาสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้ทั้ง 2 ภาค ออกผลผลิตมาพร้อม ๆ กัน ส่งผลทำให้เกิดทุเรียนล้นตลาด

นายกรัฐมนตรีต้องลองดูข้อมูลตรงนี้จะได้ตัดสินใจถูกว่าควรทำอย่างไร เพราสิ่งที่เราไม่อยากเห็นคือ การที่เกษตรกรเอาทุเรียนมาทิ้งตามถนน และสิ่งที่เกษตรกรต้องการแน่นอนคือ ปุ๋ยราคาถูก ถ้าปุ๋ยถูก เราก็ย่อมจะแข่งขันกับต่างประเทศได้แน่นอน

แต่สาระที่ออกมาพูดเรื่องนี้คงไม่ใช่มาบอกเรื่องทุเรียนแต่อยากจะบอกว่า สิ่งที่ท่านรองนายกทำร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์มันถูก หรือสมควรหรือเปล่า ทำให้เกิดมาตรฐานราคาของทุเรียนใหม่หรือเปล่า แต่พอวันขายจริงก็ไม่ได้ทำอย่างงั้น อย่าลืมพืชผลทั้งการเกษตรอย่างอื่นด้วย อ้อย ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง รวมถึงผลไม้ทุกอย่างดูให้ทั่วนะครับ

ถ้าวันนี้แล้วรัฐบาลทำอะไรไม่ได้ กลับต้องใช้อินฟลูเอนเซอร์มาช่วย ผมมองว่า แนวคิดดี แต่รัฐบาลไม่น่าจะทำได้แค่นี้ ผมเห็นสมควรกับการจัดการตลาดเพื่อการเกษตร หรือเอาอินฟลูหลาย ๆ คนมาไลฟ์ขายพร้อม ๆ กัน หรืออีกอย่างที่พวกเราพยายามทำแต่หมดสมัยก่อนคือ การมีแพลตฟอร์มของคนไทยเอามาใช้ไม่ต้องให้เอาของต่างชาติมาใช้น่าจะเป็นเรื่องดีที่สุด”

กระจูดพัทลุง ครองแชมป์! รัฐบาลเผยสินค้า GI สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 400 ล้าน

กระจูดพัทลุง ครองแชมป์! รัฐบาลเผยสินค้า GI สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 400 ล้าน

กระจูดพัทลุง ครองแชมป์! รัฐบาลเผยสินค้า GI สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 400 ล้าน

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.08 น.

“รัฐบาล”เผยสินค้า GI กลุ่มเครื่องปั้น เครื่องจักสาน และผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 400 ล้านบาท “กระจูดพัทลุง”ครองแชมป์สร้างมูลค่าสูงสุด 150 ล้านบาท

29 เมษายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการสำรวจสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในกลุ่มเครื่องปั้น เครื่องจักสาน และผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ (ที่ไม่รวมสินค้าเกษตรและสิ่งทอ) จำนวน 27 รายการ จาก 39 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า สามารถสร้างมูลค่าการตลาดรวมในปี 2568 อยู่ที่ 440 ล้านบาท โดยมี 5 อันดับที่สร้างมูลค่าสูงสุด ได้แก่ กระจูดพัทลุง นิลเมืองกาญจน์ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ดินสอพองลพบุรี และหินอ่อนพรานกระต่าย

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า กระจูดพัทลุง ครองแชมป์สร้างมูลค่าสูงสุด 150 ล้านบาท ปัจจุบันมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 300 บาทต่อชิ้น เพิ่มขึ้นกว่า 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับราคาเดิมก่อนเป็น GI ส่วนนิลเมืองกาญจน์ สร้างมูลค่าตลาดกว่า 90 ล้านบาท ปัจจุบันมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ชิ้นละ 500 – 50,000 บาท สำหรับเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน สร้างมูลค่าตลาดรวมกว่า 43 ล้านบาท มีราคาจำหน่ายปลีกได้ถึง 2,500 บาทต่อกิโลกรัม มูลค่าเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI สำหรับดินสอพองลพบุรี สร้างมูลค่าตลาดกว่า 25 ล้านบาท ปัจจุบันมีราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ 10 บาท เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า จากราคาก่อนเป็น GI ที่กิโลกรัมละ 6 บาท และหินอ่อนพรานกระต่าย สร้างมูลค่ารวมกว่า 23 ล้านบาท มีราคาจำหน่ายแตกต่างตามประเภท ได้แก่ แบบก้อน 10,000 – 12,000 บาทต่อลูกบาศก์เมตร แบบแปรรูปจากโรงงาน 600 – 3,000 บาทต่อตารางเมตร และสินค้าหัตถกรรม 100 – 450,000 บาทต่อชิ้น

“มูลค่าการตลาดของสินค้าดังกล่าว เป็นเครื่องยืนยันว่าสินค้า GI ไม่เพียงเป็นสินค้าคุณภาพสูง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการขับเคลื่อนสินค้า GI เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย 10 Plus ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ในมิติ SME Plus ที่มุ่งสร้างความสามารถการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ กพช. ถก 3 มาตรการ พลังงาน-ค่าไฟฟ้าปชช. สั่งแจงปมนักวิชาการบูลลี่

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ กพช. ถก 3 มาตรการ พลังงาน-ค่าไฟฟ้าปชช. สั่งแจงปมนักวิชาการบูลลี่

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ กพช. ถก 3 มาตรการ พลังงาน-ค่าไฟฟ้าปชช. สั่งแจงปมนักวิชาการบูลลี่

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.59 น.

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ กพช. พิจารณา 3 มาตรการ พลังงาน-ค่าไฟฟ้าปชช. สั่งแจง หลังกลุ่มนักวิชาการบูลลี่คนใช้ไฟฟ้ามากต้องอุ้มคนใช้ไฟฟ้าน้อย

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายเอกนัฐ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว. อุตสาหกรรม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช. มหาดไทยและนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

โดยนายกฯ กล่าวก่อนตอนต้นประชุมว่า วันนี้เรามาประชุมกันครั้งแรกของปีนี้ ซึ่งทุกท่านคงทราบว่า เรามีสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ และมีความไม่แน่นอน มีความปั่นป่วนตลอดเวลา ซึ่งประเทศไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างโดยตรง และมีผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนได้รับผลกระทบไปด้วย ในการนี้รัฐบาลได้มีการออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่เกี่ยวกับการกำหนดมาตรการ เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจำนวน 5 ฉบับ อันเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ที่ผ่านมาว่า รมว.พลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้บริหารจัดการให้ประเทศมีพลังงานเพียงพอ  และน้ำมันอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม 

นายกฯ กล่าวว่า สำหรับวันนี้เป็นการประชุม เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนในระยะยาว ซึ่งจะมีการพิจารณาดำเนินการดังนี้ 1. ให้กระทรวงพลังงานเร่งเสนอเรื่องแผนปฏิบัติการด้านพลังงาน พ.ศ. 2567 – 2580 ซึ่ง เป็นแผนพลังงานแห่งชาติ เป็นกรอบทิศทาง ในการดำเนินการด้านพลังงานของประเทศ 2. ขอให้กระทรวงพลังงาน ได้เร่งศึกษามาตรการของเอกชน ในการทำสัญญาซื้อขายพลังงานกับภาครัฐโดยตรง และ3.ใช้ระบบสายส่งไฟฟ้า เพื่อช่วยขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล

นายกฯ กล่าวว่า ในที่ประชุมวันนี้จะมีการพิจารณา 2 เรื่องหลักคือ 1.การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ฟ้าไฟฟ้าประเภท บ้านอยู่อาศัย ตนขอเน้นย้ำว่าเป็นบ้านอยู่อาศัย ไม่ใช่อุตสาหกรรมหรือผู้ประกอบการ และ 2.การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป สำหรับประชาชน

“ในส่วนนี้ต้องสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้น เพราะมีการให้สัมภาษณ์บูลลี่ต่างๆ จากกลุ่มนักวิชาการที่คนใช้ไฟฟ้ามากต้องมาอุ้มคนใช้ไฟฟ้าน้อย เราจึงต้องตัดตอนก่อน มัน มันเป็นการให้ข้อมูลที่เราไม่สามารถควบคุมได้ จึงขอให้รมว.พลังงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงและแถลงข่าวกับสื่อมวลชน เพื่อนำข้อมูลไปเผยแพร่ต่อไป“ นายกฯ กล่าว

ภราดร เผย ภท.เคาะรายชื่อ 14 ประธานกมธ.สัปดาห์หน้า ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

ภราดร เผย ภท.เคาะรายชื่อ 14 ประธานกมธ.สัปดาห์หน้า ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

ภราดร เผย ภท.เคาะรายชื่อ 14 ประธานกมธ.สัปดาห์หน้า ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.32 น.

ภราดร เผย ภท.เคาะรายชื่อ 14 ประธานกมธ.สัปดาห์หน้า ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ปัดตอบสส.ออกไลน์กลุ่มเหตุไม่พอใจหรือไม่ เชื่อคุยกันได้ไม่เกิดรอยร้าว 

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกระแสความไม่พอใจในพรรคภท.หลังมีรายชื่อประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) 14 คณะ เผยจนมีสส.บางคนออกจากไลน์กลุ่มพรรค ว่า รายชื่อดังกล่าวเป็นเพียงกระแสข่าว คาดว่าจะได้รายชื่ออย่างเป็นทางการอีก 1 สัปดาห์ ซึ่งกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) จะมีการเรียกประชุมอีกครั้ง แล้วรีบตั้ง กมธ.สามัญให้เร็วที่สุด

เมื่อถามว่า ส่วนที่กระแสข่าวว่ามีหนึ่งในบุคคลที่คาดว่าจะได้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการ แต่ไม่มีรายชื่อจนสร้างความไม่พอใจ จนออกจากกลุ่มไลน์นั้น นายภราดร กล่าวว่า โทรศัพท์เสีย จนไลน์เด้งหรือไม่

เมื่อถามว่าพรรคจะมีการเยียวยาบุคคลที่ไม่ได้ตำแหน่งอย่างไรบ้าง นายภราดร กล่าวว่า ตำแหน่งมีไม่มาก ผู้ที่มีความประสงค์ต้องการทำหน้าที่ในตำแหน่งต่าง ๆ แต่คนที่มีความสามารถในพรรคกลับมีมากกว่า ดังนั้น เราไม่สามารถให้ตำแหน่งกับทุกคนได้ทั้งหมด พรรคจะบริหารจัดการในส่วนของเพื่อนสมาชิกอย่างเป็นธรรมสูงสุด

เมื่อถามว่าจะไม่ทำให้เกิดรอยร้าวเล็ก ๆ ในพรรค นายภราดร กล่าวว่า “คงไม่ครับ” เรื่องบ้านเราก็คุยกันในบ้าน

เปิดจุดขาย 878 อำเภอ ไทยช่วยไทย Kick-off ทั่วประเทศ 1 พ.ค.นี้

เปิดจุดขาย 878 อำเภอ ไทยช่วยไทย Kick-off ทั่วประเทศ 1 พ.ค.นี้

เปิดจุดขาย 878 อำเภอ ไทยช่วยไทย Kick-off ทั่วประเทศ 1 พ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.30 น.

ไทยช่วยไทย Kick-off ทั่วประเทศ 1 พ.ค.นี้ เปิดจุดขาย 878 อำเภอ หนุน SMEs ไทยสู่แพลตฟอร์มออนไลน์

29 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย” เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน เตรียมขยายการเข้าถึงให้ครอบคลุมทุกช่องทาง โดยจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ พร้อม Kick-off ในวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 และเดินหน้าระยะที่ 2 อย่างต่อเนื่อง

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ Makro, Lotus’s, Big C, TOPS และ Go Wholesale จัดตั้งจุดจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้ใกล้บ้าน โดยจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 และต่อเนื่องทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม ได้แก่ วันที่ 1, 8, 15, 22 และ 29 พฤษภาคม

ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากการดำเนินงานที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ซึ่งมีการจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ผ่านห้างค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ พร้อมขยายช่องทางไปยังร้านค้าปลีกท้องถิ่น รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada, TikTok, GrabMart และ LINE MAN

สำหรับระยะที่ 2 โครงการจะต่อยอดสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยนำร่อง 2,000 ราย ให้นำสินค้าขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงตลาดใหม่ พร้อมมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ อาทิ การสนับสนุนค่าขนส่งฟรี และคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 500,000 สิทธิ์ ขณะที่แพลตฟอร์มเอกชนร่วมยกเว้นค่า GP เพื่อลดภาระต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึง โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายเป็นสินค้า House Brand ของห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมากกว่า 3,000 รายการ ซึ่งมีการลดราคาสูงสุดถึง 58% รวมถึงสินค้าแบรนด์ทางเลือกที่ร่วมจัดโปรโมชันลดราคา

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้า “ไทยช่วยไทย” ได้ ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

DSIจู่โจม7จุด3จังหวัด ค้นคลังน้ำมัน

DSIจู่โจม7จุด3จังหวัด  ค้นคลังน้ำมัน

DSIจู่โจม7จุด3จังหวัด ค้นคลังน้ำมัน

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

DSIจู่โจม7จุด3จังหวัด ค้นคลังน้ำมัน แกะรอยกักตุนหรือไม่ กู้2หมื่นล.โปะกองทุนฯ

ตำรวจร่วมกับดีเอสไอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการบุกค้นบริษัทคลังน้ำมัน-ท่อส่งน้ำมันในพื้นที่ 3 จังหวัด รวม 7 จุดสำคัญ หลังพบความผิดปกติในการรายงานตัวเลขน้ำมัน ขณะที่ ครม.ไฟเขียวให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กู้เงิน 2 หมื่นล้านบาท เสริมสภาพคล่อง พยุงราคาพลังงาน รับวิกฤตโลก

เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 28 เมษายน 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำกำลังเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน, เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัดสระบุรี, เจ้าหน้าที่สรรพสามิตจังหวัดสระบุรี, พลังงานจังหวัดสระบุรี และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เปิดปฏิบัติการเชิงรุกตรวจสอบผู้ประกอบการน้ำมัน แก้ไขปัญหาภาวะขาดแคลน โดยเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายคลังน้ำมัน 3จังหวัด คือ จ.ขอนแก่น จ.สมุทรสาครและ จ.สระบุรี รวม 7 จุดสำคัญ แบ่งเป็น บริษัทท่อส่งน้ำมัน, บริษัทน้ำมันค้าปลีก, ส่วนงานบริหารธุรกิจของบริษัทคลังน้ำมัน และบริษัทคลังเก็บน้ำมันที่เป็นผู้ให้บริการขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังพบความผิดปกติจากรายงานตัวเลขน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการกักตุน เพื่อเก็งกำไรหรือไม่

ผู้สื่อข่าวได้ติดตามการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ มายัง 1 ใน 7 จุดสำคัญ ซึ่งจุดนี้ตั้งอยู่ใน อ.เสาไห้ จ.สระบุรี เป็นบริษัทขนส่งน้ำมันทางท่อ เมื่อชุดปฏิบัติการมาถึง ได้มีตัวแทนบริษัท มาเข้ามาพบ และให้ความร่วมมือในการนำทีมปฏิบัติการทั้งหมด เข้าตรวจสอบภายในบริษัททันที โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชน เข้าไปภายในจุดที่เป็นสำนักงานที่มีการชี้แจงข้อมูล

จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นพบว่า บริษัทขนส่งน้ำมันทางท่อดังกล่าวนี้ เป็นเพียงบริษัทรับจ้างส่งน้ำมันทางท่อเท่านั้น ที่มีบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ 4-5 บริษัทเป็นเจ้าของน้ำมัน และใช้บริการบริษัทนี้ในการส่งน้ำมัน ซึ่งนอกจากจะส่งน้ำมันทางท่อแล้ว ยังพบว่ามีการขนส่งน้ำมันผ่านรถบรรทุกน้ำมันของบริษัทต่าง ๆ เพื่อไปยังหน้าปั๊มน้ำมันด้วย

มีรายงานว่า การเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันดังกล่าว ใน จ.สระบุรี เจ้าหน้าที่จะขอตรวจสอบเอกสารคำสั่งซื้อน้ำมัน, ข้อมูลรับส่งน้ำมันประจำวัน, ข้อมูลปริมาณน้ำมันคงคลังประจำวัน,ทะเบียนรถบรรทุกที่เข้ามารับน้ำมัน เพื่อตรวจสอบการเข้าออกจากคลังว่ามีทั้งหมดกี่คัน ทะเบียนป้ายใดบ้าง ปลายทางไปที่ไหน, ใบกำกับการขนส่งน้ำมัน, ภาพกล้อวงจรปิดภายในคลังน้ำมัน, แผนผังการเก็บน้ำมันระบบท่อส่ง และข้อมูลมิเตอร์ไฟฟ้า ตลอดทั้งเดือนมีนาคม ตั้งแต่เกิดภาวะสงครามตะวันออกกลาง จนมาช่วงวิกฤตน้ำมันขาดแคลน 20-25มี.ค.และการเข้าตรวจคลังน้ำมันในครั้งนี้ เป็นการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ที่ให้เดินหน้าตรวจสอบคลังน้ำมันทั่วประเทศ ซึ่งมีทั้งหมด 92 คลัง และการเข้าตรวจวันนี้เป็นคลังน้ำมันที่อยู่ในจำนวนดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามข้อมูลหนึ่งในรถบรรทุกขนส่งน้ำมัน เปิดเผยว่า เขาเป็นคนขับรถบรรทุกน้ำมันของปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งใน จ.นครราชสีมา เป็นปั๊มขนาดเล็กในพื้นที่ เขาขับรถมาเพื่อรับน้ำมันที่คลังน้ำมันแห่งนี้ ทั้งหมด 32,000 ลิตร เพื่อไปเติมเข้าระบบหน้าปั๊ม ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมงเท่านั้น และไม่ได้เดินทางมาทุกวัน ขึ้นอยู่กับบริษัทจะให้เข้ามารับน้ำมันวันไหน

ขณะเดียวกัน คนขับรถบรรทุกน้ำมันของปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.สระบุรี ให้ข้อมูลว่า จะเข้ามารับน้ำมันที่คลังแห่งนี้เกือบทุกวัน ประมาณ 40,000 ลิตร แต่ช่วงที่น้ำมันขาดแคลน ก็มีการจำกัดปริมาณน้ำมัน เหลือวันละ 30,000 ลิตร

วันเดียวกัน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กู้ยืมเงินวงเงิน 2หมื่นล้านบาท และให้กองทุนดำเนินการกู้เงินได้ เมื่อครม.อนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะด้วยแล้ว สืบนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ.2569 ส่งผลให้ปริมาณเชื้อเพลิงในตลาดโลกลดลง และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศไทยและค่าครองชีพของประชาชน

ทั้งนี้ จากข้อมูล ณ วันที่ 5 เม.ย.2569 ระบุว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบประมาณ 5.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้เงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ ค้างจ่ายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมประมาณ 5.6หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง กระทบต่อความสามารถในการจัดหาน้ำมันและมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนในประเทศ ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบให้นำเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติการกู้ยืมเงินของ สกนช. เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีแผนการใช้จ่ายเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค.2569 และมีแผนชำระหนี้เงินกู้ ในช่วงเดือน ก.ค.2571-ส.ค.2574 เพื่อเสริมสาพคล่องให้กองทุนสามารถบรรเทาวิกฤตราคาพลังงาน ดูแลระดับราคาน้ำมันให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกในช่วงวิกฤตพลังงาน

รายงานข่าวแจ้งว่า สถานะกองทุนล่าสุด ณ วันที่ 26 เม.ย.2569 ติดลบ 62,364 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 24,143 ล้านบาท และบัญชีก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ติดลบ 38,221 ล้านบาท

ปชน.ล่าชื่อลุยสอบปปช. ปมยกคำร้องศักดิ์สยาม

ปชน.ล่าชื่อลุยสอบปปช.  ปมยกคำร้องศักดิ์สยาม

ปชน.ล่าชื่อลุยสอบปปช. ปมยกคำร้องศักดิ์สยาม

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ลุยบี้ปชน.ชวนเพื่อน“ฝ่ายค้าน”ร่วมลงชื่อสอบ ป.ป.ช.ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น “พริษฐ์” ตั้งเป้าล่าให้ครบ 140 รายชื่อดักคอ “ปธ.สภาฯโสภณ” อย่าใช้ดุลยพินิจซ้ำรอย”วันนอร์”ปัดตกคำร้องฯโดย‘พริษฐ’แจ้งให้ทุกพรรคฝ่ายค้านรับทราบแล้ว‘ไทยภักดี’ตอบรับเข้าชื่อทันที พร้อมมี10 สว.พร้อมร่วมด้วย ขณะปชป.-กธ.-เสรีรวมไทย ขอคุยในพรรค คาดจะยื่นยื่นต่อประธานสภาได้ช่วงพ.ค.นี้“กล้าธรรม”รีเช็ตพรรคใหม่ดัน”ธรรมนัส“นั่งหน. เลขาฯ”ไผ่ ลิกค์”ส่วน“นฤมล”เหรัญญิก

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์  วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.)ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการรวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภายื่นต่อประธานสภาฯเพื่อส่งศาลฎีกาให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)กรณีปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ซุกหุ้นว่าขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชนเริ่มเขียนคำร้องแล้ว

ปชน.ชวนฝ่ายค้านร่วมลงชื่อ

โดยการเข้าชื่อมี2ช่องทางคือเข้าชื่อผ่านสมาชิกรัฐสภาต้องใช้ 140 เสียง ซึ่ง สส.พรรคประชาชน มีอยู่แล้ว 119 คน ดังนั้นจะหารายชื่อเพิ่ม 2 ทางคือจากพรรคร่วมฝ่ายค้านจะหารือในที่ประชุมพรรครวมฝ่ายค้านวันนี้คาดว่าน่าจะมีพรรครวมฝ่ายค้านอื่นร่วมเข้าชื่อเยอะเพียงพอ ส่วนอีกทางคือสว.ที่สนใจเข้าร่วมลงชื่อด้วย เบื้องต้นมีสว.ที่แสดงความประสงค์ 10 กว่าคน และอีก1ช่องทางคือภาคประชาชนเข้าชื่อ20,000 รายชื่อจึงขอเชิญชวนประชาชนที่เห็นว่ามติของป.ป.ช.เข้าข่ายการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบก็อยากให้เข้าชื่อเสนอเข้ามาอีกทางหนึ่ง

ดักคอ”ปธ.สภาฯ”อย่าใช้ดุลยพินิจ

เมื่อถามว่า สิ่งที่ยากกว่าคือประธานสภาฯจะยื่นเรื่องไปที่ศาลฎีกาจะต้องมีการคุยนอกรอบก่อนหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ควรขึ้นอยู่กับการคุยนอกรอบซึ่งตามรัฐธรรมนูญสมาชิกรัฐสภาไม่สามารถส่งเรื่องตรงไปยังศาลฎีกาได้ ต้องผ่านประธานสภาฯและประธานสภาฯ ต้องใช้ดุลยพินิจว่าจะส่งหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมานายวันมูหะมัดนอร์ เคยใช้ดุลยพินิจปัดตกเรื่องร้องเรียนกรรมการ ป.ป.ช.ในคดีนาฬิกาเพื่อนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีคำอธิบายใดๆ ก่อนที่มีการยุบสภา จึงอยากเรียกร้องให้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ให้ความชัดเจนว่าจะมีหลักเกณฑ์การพิจารณาการเข้าชื่อทั้ง 2 ระบบอย่างไรเช่นจะใช้เวลาในการพิจารณาไม่เกินกี่วัน กี่เดือน ก็จะคลายข้อกังวลของประชาชนได้

สิ่งที่เราทำคู่ขนานคือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ตัดดุลยพินิจของประธานสภาฯออกทำให้คำร้องที่ส่งไปยังประธานสภาฯเป็นเพียงทางผ่านไปถึงศาล ประธานสภาฯ ไม่มีอำนาจในการปัดตก เรื่องนี้ก็ต้องอยู่ในอำนาจของนายโสภณเช่นกัน เพราะเรายื่นร่างฉบับดังกล่าวไปตั้งแต่เดือนมี.ค.ที่ผ่านมา เราพร้อมพิจารณาทันทีที่ประธานสภาฯ บรรจุระเบียบประชุม และนัดประชุมร่วมรัฐสภา เมื่อผ่านวาระ 1 ไปได้ ก็เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน

“อยากฝากคำถามไปยังประธานสภาฯ2ข้อ คือ1.ใช้เกณฑ์อะไร ในการพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่อกรรมการป.ป.ช.ตามมาตรา236 จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนอย่างไรว่าจะพิจารณาโดยหลักการและเหตุผลโดยไม่ได้ยึดติดว่าคดีนั้นเป็นของพรรคการเมืองท่านหรือไม่และ 2.จะเปิดประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อไหร่ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและระเบียบวาระอื่นๆที่ขณะนี้พร้อมพิจารณาแล้ว” นายพริษฐ์ กล่าว

ปชน.อุบชื่อชิงผู้ว่ากทม.รอ5พ.ค.

นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยังกล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าพรรคประชาชนจะส่ง นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตรหรือดร.โจ สส.บัญชีรายชื่อ ลงชิงผู้ว่าฯกทม.ว่าพรรคประชาชนประกาศแล้วว่าจะแถลงเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.และผู้สมัครสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.)50เขต 50 คนในวันที่ 5 พ.ค.นี้ ตอนนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นใครจึงขอให้รอการแถลงข่าว

ปชน.ปิดห้องโหวต9ปธ.กมธ.

เวลา 14.00น.ที่พรรคประชาชน ได้มีการประชุมสส.ประจำสัปดาห์เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานในการประชุมสภา โดยมีวาระสำคัญเป็นการโหวตเลือกตำแหน่ง ประธานคณะกรรมาธิการสามัญสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคประชาชนได้โควต้าทั้งหมด 9 คณะซึ่งจะมีการลงมติแบบลับ โดยมีคณะกรรมาธิการที่น่าสนใจ เช่นนายวีระยุทธกาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่คาดว่าน่าจะลงชิงตำแหน่งประธานกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมี น.ส.รักชนก ศรีนอก ที่จะลงชิงตำแหน่ง ประธานกรรมาธิการ ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ เป็นต้น

ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระนายพริษฐ์วัชรสินธุ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะตัวแทนพรรคที่ประชุมร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านได้แจ้งผลการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านให้กับสมาชิกได้รับทราบว่าในกรณีที่มีการรวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภา 1 ใน 5 หรือ 140 รายชื่อ เพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภาผ่านไปยังประธานศาลฎีกาให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ในคดีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซุกหุ้น

‘ไทยภักดี-10สว.ตอบรับเข้าชื่อ

ขณะนี้พรรคประชาชนมีจำนวน 119 คน ต้องหาเพิ่มอีก 21 คน ซึ่งในที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรมและพรรคเสรีรวมไทย ได้นำข้อหารือกลับไปประชุมกับพรรคก่อนขณะนี้อยู่ระหว่างรอคำตอบ ส่วนพรรคไทยภักดีตอบตกลงทันที นอกจากนี้ยังมี สว.ที่ประสงค์จะร่วมลงชื่ออีกประมาณ 10 กว่าคน ดังนั้นคาดว่ารายชื่อน่าจะแล้วเสร็จในเร็วๆนี้ และจะตั้งคณะทำงานร่วมกับพรรคการเมืองอื่นที่ร่วมเข้าชื่อด้วย เพื่อเตรียมยกร่างคำร้องดังกล่าว และคาดว่าน่าจะยื่นต่อประธานสภาได้ในช่วงเดือน พ.ค.นี้

กธ.ขอถกก่อนลงชื่อสอบปปช.

ด้านนายอรรถกร ศิริลัทธิยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรมกล่าวถึงพรรคกล้าธรรมจะร่วมลงชื่อยื่นต่อประธานสภาฯเพื่อส่งศาลฎีกาให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ปมซุกหุ้นหรือไม่ว่าเมื่อช่วงเช้าได้พูดคุยกันถึงเรื่องนี้ในที่ประชุมวิปฝ่ายค้านอย่างไม่เป็นทางการซึ่งแต่ละพรรคแสดงจุดยืนในเรื่องนี้ตนได้บอกไปว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ต้องมาคุยกับกรรมการบริหารและสมาชิกพรรคกล้าธรรมก่อนว่าจะมีแนวทางอย่างไรซึ่งเขาก็ยินดีจะทำงานในลักษณะนี้ดีกว่าไปรับปากเห็นด้วย แล้วมาเปลี่ยนทีหลังทั้งนี้ คาดว่าในพรรคได้มีการพูดคุยในอีก 1-2 วันนี้

‘กล้าธรรม’รีเซ็ตทัพใหม่

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา ในฐานะนายทะเบียนพรรค กล่าวถึงการประชุมสามัญประจำปี 2569ว่าจะการปรับโครงสร้างพรรคใหม่ทั้งหมด หลังจากการเลือกตั้งพรรคกล้าธรรม มี สส.เพิ่มขึ้น 3 เท่า เพื่อให้ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในแต่ละภาค โดยเฉพาะในส่วนผู้บริหาร และเติมบุคลากรที่จะเข้ามาช่วยทำงานและดูแลในพื้นที่ อย่างน้อย 4-5 ภาค จะต้องมีคนดูแลในภาพรวมและรวมศูนย์อยู่ตรงกลาง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่างๆของพรรคกล้าธรรม ตามที่ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคได้ประกาศไว้ในช่วงหาเสียง

ดัน“ธรรมนัส”นั่งหัวหน้าฯ

สำหรับคณะกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรมชุดใหม่ 20 คน คาดประกอบด้วย ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิก นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ นายทะเบียนพรรคโดยมีรองหัวหน้าพรรค 12 คน กรรมการบริหารพรรค 16 คน ส่วนโฆษกพรรค คือ นายอรรถกร ศิริลัทธิยากร สำหรับ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ประกอบด้วย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน / นางปวีณา หงสกุล / พลตำรวจเอก ประจวบ วงศ์สุข

รอชุดใหม่เคาะผู้ว่าฯกทม.-สก.

ส่วนการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และ สก. พรรคกล้าธรรมได้เตรียมความพร้อมที่จะส่งผู้สมัครลงหรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่าขอให้รอคุยกับผู้บริหารชุดใหม่ดีกว่าเพราะวันนี้จะต้องมีการประเมินอีกครั้งว่าจะสู้ศึกในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ ไม่สามารถตอบแทนเพื่อนสมาชิกจากกทม.ได้ เชื่อว่าถ้าหากพรรคส่งผู้สมัครก็ต้องหาบุคคลที่มีความเหมาะสมที่สุด แล้วหากเราไม่ส่งผู้สมัครก็จะต้องมีเหตุผล มาชี้แจงในภายภาคหน้า

29เม.ย.รู้ผลพักโทษ‘ทักษิณ’

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพักโทษ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่าในวันที่ 29 เมษายน จะมีการประชุมคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรมที่กระทรวงยุติธรรมซึ่งการพิจารณาเป็นไปตามกรอบระเบียบเมื่อถามว่าไม่ต้องติดกำไล EMใช่หรือไม่พล.ต.ท.รุทธพลตอบว่าคงมีการสอบถามในที่ประชุมจากกรมคุมประพฤติว่าอยู่ในเงื่อนไขที่ไม่ต้องติดกำไล EM รือไม่ ส่วนหลังจากพักโทษแล้วจะมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดอะไรหรือไม่ต้องดูตามระเบียบว่าหากจะไม่ต้องติดกำไล EMจะมีเงื่อนไขอะไรบ้างรวมถึงเงื่อนไขการรายงานตัวจะมีอะไรบ้างเป็นระเบียบของกรมคุมประพฤติ

พล.ต.ท.รุทธพล ยืนยันว่าในการประชุมวันที่ 29 เมษายนนี้จะรู้ผลสรุปทั้งหมดรวมถึงเรื่องกำไลEMด้วย และหลังจากนี้เมื่อทราบผลแล้วก็ไม่ต้องชงไปที่คณะกรรมการชุดใดอีกเพราะถือเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงในการพิจารณาผู้สื่อข่าวถามว่าไม่ได้มีเงื่อนไขห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขในการพิจารณาพักโทษ

ครม.อนุมัติหนี้ผูกพันกว่า1.11แสนล.

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)มีมติอนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ วงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป รวม 45 รายการ คิดเป็นวงเงินทั้งสิ้น 111,022.14 ล้านบาท โดยเป็นคำขอเสนองบฯ ปี 70 จำนวน 17,458.22 ล้านบาท และผูกผันงบฯ ปีที่เหลือรวม 93,563.92ล้านบาท

ทั้งนี้ งบประมาณดังกล่าว จะครอบคลุม 6 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงมหาดไทย มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนโครงการสำคัญของภาครัฐอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

นายกฯนัดสื่อจิบกาแฟพูดคุยพรุ่งนี้

มีรายงานข่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย จะพบปะสื่อทำเนียบรัฐบาล นั่งจิบกาแฟพูดคุยแบบเป็นกันเองที่ตึกนารีสโมสร แบบไม่เป็นทางการครั้งแรกในรูปแบบจัดโต๊ะล้อมวงคุยวันที่ 29 เมษายนนี้ ช่วงเวลา 11.00 -13.00 น.

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าจะมีประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)สัญจรนอกสถานที่ครั้งแรกของรัฐบาล อนุทิน 1 ในวันที่ 8-9 มิถุนายน 2569 ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ทบ.ตั้ง228ผู้พัน รับมือภัยคุกคาม แม่ทัพกุ้งลาบวช

ทบ.ตั้ง228ผู้พัน  รับมือภัยคุกคาม  แม่ทัพกุ้งลาบวช

ทบ.ตั้ง228ผู้พัน รับมือภัยคุกคาม แม่ทัพกุ้งลาบวช

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทบ.ตั้ง228ผู้พัน รับมือภัยคุกคาม แม่ทัพกุ้งลาบวช อุทิศทหารพลีชีพ

ผบ.ทบ.ลงนามแต่งตั้งผู้พัน 228 ตำแหน่ง จัดทัพรับภัยคุกคามรอบด้าน ส่วนเลขาฯ สมช.ชี้ไทยมีสิทธิยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียวแม้เขมรไม่เห็นด้วย จ่อชงครม.ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าบูรณะปราสาทตาควาย ด้าน ‘แม่ทัพกุ้ง’ กราบหลวงปู่ศิลา เตรียมลาบวช อุทิศให้ทหารที่พลีชีพปกป้องแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 28เมษายน พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ลงนามคำสั่งกองทัพบกที่ 121/2569 แต่งตั้งนายทหารระดับผู้บังคับกองพัน 228 นาย ทั้งเหล่าทหารราบ ทหารม้า ทหารปืนใหญ่ทหารรบพิเศษ ทหารสื่อสาร ทหารช่าง นักบินในทุกกองทัพภาค โดยเฉพาะในส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออีสานมีการหมุนเวียนตำแหน่งหลายกองพัน แต่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์การสู้รบไทย-กัมพูชา ยังคงเดิม ไม่ปรับเปลี่ยนแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับชายแดนภาคเหนือ มีการขยับหลายตำแหน่งรับสถานการณ์ที่กำลังปรับเปลี่ยนในอนาคต ที่น่าสนใจคือกองทัพภาคที่ 4 มีการปรับเปลี่ยนหลายกองพัน ทั้งทหารราบ และทหารพราน รองรับการควบคุมดูแลรักษาพื้นที่ปลอดภัยตามนโยบายของกองทัพบกท่ามกลางปัญหาที่สลับซ้อนมากขึ้นโดยกองทัพภาคที่ 1 ปรับย้ายในส่วนกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กองพลทหารราบที่ 902 รักษาพระองค์ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ เช่น พ.ท.เจริญชัย เจริญเดช เป็น ผบ.ป.1 พัน.1 รอ. พ.ท.วนัฐพล พุ่มโพธิ์ทอง เป็น ผบ.ป.1 พัน.11 รอ. พ.ท.โอฬาร ขอร่ม เป็น ผบ.ร.902 พัน.2 รอ. พ.ท.นิติเทพ บารมี เป็น ผบ.ร.12 พัน.2 รอ. พ.ท.ณัฐพร เมนะคงคา เป็น ผบ.ม.1 พัน.1 รอ. พ.ท.ธนาธิป มานะยิ่ง ผบ.ม.5 พัน.23 รอ. พ.ท.ยุทธภูมิ รัตน์อ่อน เป็น ผบ.ม.พัน.27พ.ท.ยุทธพงศ์ ขวัญม่วง เป็น ผบ.ม.พัน.29 รอ. พ.ท.ณัติรุจน์เกียรติธริศพลเป็น ผบ.ม.พัน.19พล.ร.9

กองทัพภาคที่ 2 มีการปรับในส่วนของกองพลทหารราบที่ 3 กองพลทหารราบที่ 6 และกองพลทหารม้าที่ 3 พ.อ.เศรษฐสิทธิ์ พวงบานเย็น เป็น ผบ.กรมทหารพรานที่ 22 พ.อ.นิติกร ศรีคำ เป็น ผบ.กรมทหารพรานที่ 26พ.ท.จิรานุวัฒน์ ศรีหอม เป็น ผบ.ร.16 พัน.1พ.ท.ทัตชัย เพ็ชนิล เป็น ผบ.ร.13 พัน.2พ.อ.ธลัด พูลสวัสดิ์ เป็น ผบ.กรมทหารพรานที่ 23พ.ท.วิทวัส สิงห์นันท์ เป็น ผบ.ร.3 พัน.3 พ.อ.อภิรักษ์ มหามณี เป็น ผบ.ร.8 พัน.1กองทัพภาคที่ 3 ปรับย้ายในส่วนของกองพลทหารม้าที่ 1 กองพลทหารราบที่ 4 กองพลทหารราบที่ 7 เช่น พ.ท.ณัฐพงศ์ ศิริตานนท์ เป็น ผบ.ม.7 พัน.14พ.ท.วิจิตร ฤกษ์วิรี เป็น ผบ.ร.14 พัน.1 พ.อ.ขวัญเอก รัชดาธนวัฒน์ ผบ.พัน.มทบ.33พ.ท.นัฐกรณ์ บุญเรือง ผบ.พัน.สห.31พ.อ.สหชัย พรหมตรุษ เป็น ผบ.ม.พัน.12 พล.ม.1พ.ท.จีระศักดิ์ จันทร์แจ่มแจ้ง ผบ.ร.17 พัน.4

กองทัพภาคที่ 4 ในส่วนของกองพลทหารราบที่ 5 กองพลทหารราบที่ 15 กองกำลังทหารพราน จชต. พ.อ.ณัฐวุฒิ มาฆะเซ็น ผบ.ร.15 พัน.1พ.ท.อินทัช รอดทอง ผบ.ร.25 พัน.2พ.ท.ปรีเปรม เรืองดิษฐ์ ผบ.ร.25 พัน.3พ.ท.วรุณโรจน์ ภูมิชาติ เป็น ผบ.ร.25 พัน.1 พ.อ.สกล มีสัมฤทธิ์ ผบ.ร.15 พัน.4 พ.อ.ชาญฤทธิ์ ฮันสราช เป็น ผบ.กรมทหารพรานที่ 49พ.อ.ณัฐพล สุนทรนนท์ เป็น ผบ.กรมทหารพรานที่ 43 พ.อ.วิทยา สาริยา เป็น ผบ.กรมทหารพรานที่ 45พ.ท.ชณห์พัทธ์ สามบุญเรือง เป็น ผบ.ร.152 พัน.2พ.ท.ปัญญา ไชยชนะ เป็น ผบ.ร.151 พัน.2พ.ท.ชัชชล ฤทธิมนตรผบ.ป.5 พัน.25

นอกจากนี้ยังมีรายชื่อที่น่าสนใจเหล่าอื่นๆ เช่น พ.ท.ภาณุวัฒน์ สง่างาม เป็น ผบ.รพศ.5 พัน.2 พ.ท.ภาณุฑัต เรืองทอง เป็น ผบ.รพศ.พัน.2 พ.ท.กิติศักดิ์ โสวจัสสตากุล รอง ผบ.พัน.ปพ. เป็น ผบ.พัน.รพศ.ศสพ. พ.ท.ปัญญาสิทธิ์ แป้นแก้ว เป็น ผบ.ปตอ.1 พัน.6 พ.ท.ณัฐภัทร ศรีเชียงสา ผบ.ปตอ.2 พัน.2 พ.ท.พฑฒิพล วิบูลสุข เป็น ผบ.ปตอ.1 พัน.3 พ.ท.ณัฐณรงค์ ชื่นดารา ผบ.ป.72 พัน.722 พ.ท.ชิติสรรค์ งามสง่า เป็น ผบ.ป.71 พัน.712 พ.ท.อภิชัย ลิ้มสุวิชาโน เป็น ผบ.พัน.รร.ร.ศูนย์การทหารราบ พ.ท.ศรันย์ หินเธาว์ เป็น ผบ.พัน รร.ม.ศูนย์การทหารม้า พ.ท.ธันยา ชมภูนอก เป็น ผบ.พัน.บ.1 พ.ท.กชฎ อารีราษฎร์ เป็น ผบ.พัน ศบบ.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวภายหลังประเทศไทย พร้อมยกเลิกเอ็มโอยู 44 โดยมีการประเมินสถานการณ์อย่างไรบ้าง ว่า เรื่องของทวิภาคีเรายังมีอยู่ คงต้องเดินตามนั้น ซึ่งกรณีเอ็มโอยู 44 ที่ยกเลิกนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พูดแล้วว่าต้องมีรูปแบบอื่นมาทดแทน

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีปฏิกิริยาจากฝ่ายกัมพูชาหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ตามข่าวก็เห็นว่าฝ่ายกัมพูชาไม่เห็นด้วย แต่ตามกฎหมายเราได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าเรามีสิทธิ์ที่จะยกเลิกฝ่ายเดียวได้ ส่วนเรื่องของเอ็มโอยู 44 ทางกระทรวงต่างประเทศจะเป็นผู้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อถามว่ายังไม่ทราบว่าเป็นช่วงไหนที่ยกเลิกใช่หรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ยังไม่ทราบ อยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศ จะนำเข้า ครม.เมื่อไหร่

อีกด้านหนึ่ง เพจเฟซบุ๊ก‘FC แม่ทัพกุ้ง พล.อ.บุญสิน พาดกลาง’ โพสต์ภาพพร้อมข้อความ มีใจความว่า วันที่ 26 เมษายน 2569 พล.อ.บุญสิน ได้เข้ากราบหลวงปู่ศิลา วัดสวนธรรมปีติ รับเครื่องอัฐบริขาร เพื่อกราบลาบวชกับหลวงปู่ศิลา

ทั้งนี้ พล.ต.อรรถชัย รักษาศิลป์ รองแม่ทัพน้อยที่ 2 ได้ให้ข้อมูลว่า ท่านแม่ทัพกุ้งแจ้งความประสงค์ว่าจะขอบวชกับหลวงปู่ศิลาไว้นานแล้ว จึงเข้ามากราบเพื่อรับเครื่องอัฐบริขาร เพราะหลวงปู่ท่านก็จะช่วยร่วมบุญร่วมกุศลด้วย เพราะที่ท่านแม่ทัพกุ้งเกริ่นไว้นานแล้วว่าอยากบวช เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ทหารกล้าที่พลีชีพปกป้องอธิปไตยของไทย จนทำให้คนไทยได้อยู่อย่างสงบสุขมาจนถึงทุกวันนี้ส่วนวันเวลา และสถานที่ในการบวช ทางกองทัพจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง คาดว่าจะมีคนไทยหัวใจรักชาติ ร่วมบวชพร้อมกับท่านแม่ทัพกุ้งจำนวนมาก

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เรื่องการยกเลิก MOU 44 ตามข่าวที่ออกมาเห็นว่าฝ่ายกัมพูชาไม่เห็นด้วย แต่ตามกฎหมายเราได้มีการตรวจสอบแล้วเห็นว่า เรามีสิทธิ์ที่จะยกเลิกฝ่ายเดียวได้”

นายฉัตรชัย บางชวด

เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)