เอกนัฏ เปิดอัตราค่าไฟใหม่ บิลเดิมไม่เกิน 2,200 บาท จ่ายถูกลงชัวร์

เอกนัฏ เปิดอัตราค่าไฟใหม่ บิลเดิมไม่เกิน 2,200 บาท จ่ายถูกลงชัวร์

เอกนัฏ เปิดอัตราค่าไฟใหม่ บิลเดิมไม่เกิน 2,200 บาท จ่ายถูกลงชัวร์

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.52 น.

“เอกนัฏ”ปลดล็อกโควตาโซลาร์รูฟท็อป รับซื้อไม่อั้น หนุนเปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นโรงไฟฟ้า ขายคืนรัฐได้ 2.20 บาท พร้อมปรับโครงสร้างค่าไฟช่วยบ้านพักอาศัย 200 หน่วยแรกราคาต่ำกว่า 3 บาท คนใช้ไฟไม่เกิน 500 หน่วยประหยัดลง

29 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2569 ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุม ว่า ที่ประชุม กพช.เห็นชอบมาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและลดภาระค่าครองชีพประชาชน โดยมีมติสำคัญในการปลดล็อกโควตาการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชน จากเดิมที่มีการจำกัดการรับซื้อไว้เพียง 90 เมกะวัตต์ทั่วประเทศ ซึ่งถือว่าน้อยมากและเป็นอุปสรรคต่อผู้ที่ต้องการติดตั้ง โดยมติใหม่จะให้ขยายเพิ่มทันทีครั้งละ 500 เมกะวัตต์ และหากมีการสมัครจนเต็มโควตาก็จะขยายต่อเพิ่มขึ้นไปอีกครั้งละ 500 เมกะวัตต์อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนใช้หลังคาบ้านผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายคืนเข้าสู่ระบบให้ได้มากที่สุด

นายเอกนัฏ กล่าวว่า สำหรับรายละเอียดการรับซื้อไฟฟ้านั้น ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าระบบได้ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับการไฟฟ้าซื้อจากโซลาร์ฟาร์ม โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดให้เสนอขายไฟฟ้าได้ตั้งแต่หลังเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป โดยสัญญารับซื้อจะมีระยะเวลา 10 ปี นอกจากนี้ ยังได้มีการปรับลดขั้นตอนการขออนุญาตให้เหลือเพียงจุดเดียว (One Stop Service) ผ่านทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือการไฟฟ้านครหลวง โดยหากเป็นการติดตั้งเพื่อใช้เองอย่างเดียวจะเร่งรัดให้เรียบร้อยภายใน 7 วัน และหากมีการขายไฟฟ้าคืนด้วยจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วัน

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือด้านการลงทุน กระทรวงพลังงานกำลังร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับการผ่อนชำระโซลาร์เซลล์ ซึ่งตั้งเป้าให้ยอดผ่อนจ่ายต่อเดือนมีราคาถูกกว่าค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายปกติ อีกทั้งยังสั่งการให้การไฟฟ้าเร่งศึกษาโครงการเข้าไปลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านให้ประชาชนฟรี สำหรับบ้านที่ไม่ต้องการลงทุนเอง โดยการไฟฟ้าจะขายไฟฟ้าจากโซลาร์นั้นคืนให้เจ้าของบ้านในราคาถูก เช่น ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนด้วย

นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า นอกจากมาตรการโซลาร์เซลล์แล้ว รัฐบาลยังได้เห็นชอบการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าใหม่ (Progressive Rate) เพื่อช่วยลดค่าไฟให้แก่บ้านพักอาศัยโดยเฉพาะ จะปรับลดค่าไฟฟ้าสำหรับ 200 หน่วยแรก ราคาต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งจากการคำนวณ ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์คือผู้ที่ใช้ไฟไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน หรือผู้จ่ายค่าไฟต่อเดือนไม่เกิน 2,200 บาท จะได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง โดย 200 หน่วยแรก จะจ่ายค่าไฟต่ำกว่า 3 บาท และหากมากกว่า 200 หน่วย แต่ไม่เกิน 500 หน่วย จะใช้การคำนวณค่าไฟจะใช้อัตราก้าวหน้ามาคิดเป็นค่าเฉลี่ย จะทำให้จ่ายค่าไฟถูกกว่าที่เคยจ่าย

“การปรับโครงสร้างครั้งนี้เป็นการคำนวณภายในกลุ่มบ้านพักอาศัยเอง ไม่ใช่การให้ภาคอุตสาหกรรมมาแบกรับภาระแทน และจะดำเนินการต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 4 ปี เพื่อให้สะท้อนต่อบริบทการใช้ชีวิตในปัจจุบันและสร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชนมากที่สุด” นายเอกนัฏ ระบุ

อภิสิทธิ์ เผยถึงเวลาจะแจ้งให้ทราบ ส่งใครชิง ผู้ว่าฯ กทม. ชี้ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องนโยบายด้วย

อภิสิทธิ์ เผยถึงเวลาจะแจ้งให้ทราบ ส่งใครชิง ผู้ว่าฯ กทม. ชี้ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องนโยบายด้วย

อภิสิทธิ์ เผยถึงเวลาจะแจ้งให้ทราบ ส่งใครชิง ผู้ว่าฯ กทม. ชี้ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องนโยบายด้วย

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.50 น.

อภิสิทธิ์ เผยถึงเวลาจะแจ้งให้ทราบ ส่งใครชิง ผู้ว่าฯ กทม. ชี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวผู้สมัคร แต่เป็นเรื่องนโยบายที่จะผลักดันด้วย

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการสรรหาบุคคลลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพฯ (ส.ก.) ว่า ในส่วนของ ส.ก. ได้อนุมัติไปแล้วเกือบทั้งหมด ขาดอยู่ประมาณ 5-6 เขต ซึ่งคิดว่าภายในสัปดาห์หน้าก็น่าจะเรียบร้อย และน่าจะเป็นจังหวะเวลาที่ใกล้เคียงกับการเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ด้วย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จะเป็นใคร ถึงเวลาจะเรียนให้ทราบ เพราะเราก็พยายามที่จะเตรียมความพร้อมทุกเรื่องพร้อมกัน มันไม่ใช่แค่เรื่องตัวผู้สมัคร แต่หมายถึงเรื่องของแนวคิดนโยบายที่จะผลักดันต่อไปด้วย

โสภณ ยันทำหน้าที่เที่ยงธรรม ฝ่ายค้านอย่ากังวลจะดึงเรื่องยื่นปธ.ศาลฎีกา ให้ไต่สวน ป.ป.ช.

โสภณ ยันทำหน้าที่เที่ยงธรรม ฝ่ายค้านอย่ากังวลจะดึงเรื่องยื่นปธ.ศาลฎีกา ให้ไต่สวน ป.ป.ช.

โสภณ ยันทำหน้าที่เที่ยงธรรม ฝ่ายค้านอย่ากังวลจะดึงเรื่องยื่นปธ.ศาลฎีกา ให้ไต่สวน ป.ป.ช.

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.46 น.

โสภณ ยันทำหน้าที่ เที่ยงธรรม ฝ่ายค้านอย่ากังวลจะดึงเรื่องยื่นประธานศาลฎีกา ปมร้อนไต่สวน ป.ป.ช. ปม ศักดิ์สยาม

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์  ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา กล่าวถึง คำร้องของพรรคประชาชนที่จะเข้าชื่อสมาชิกรัฐสภา เพื่อยื่นเรื่องผ่านประธานรัฐสภา ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช. จากกรณีมาตรฐานการทำคดีการตีตกคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม และอดีต เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ว่า ได้ยินแต่ข่าว  แต่ยังไม่เห็นอะไร

เมื่อถามว่า มีความกังวลว่าประธานรัฐสภาดึงเช็งในเรื่องนี้ นายโสภณ  กล่าวว่า เป็นเรื่องของคนคิด ให้ถึงเวลาก่อน อย่าไปกังวล 

เมื่อถามย้ำว่า หากยื่นมาสามารถส่งต่อไปศาลฎีกาได้เลยหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า หากส่งไปเลยก็ทำหน้าที่เป็นไปรษณีย์ เอาไว้ให้ถึงเวลาก่อนค่อยตอบ  ตามที่ได้พูดเอาไว้ในวันแสดงวิสัยทัศน์ ว่า “เที่ยงธรรม” ไม่ได้ใช้คำว่า “เป็นกลาง” เพราะคำว่าเป็นกลางขึ้นอยู่ที่คนตัดสิน ชอบก็บอกว่าเป็นกลาง ไม่ชอบก็บอกว่าไม่เป็นกลาง แต่วิญญูชนเขาจะตัดสินเอง

โสภณ สั่งตรวจสอบคุณสมบัติ ณัฐพงษ์ เป็นผู้นำฝ่ายค้าน หากไม่มีปัญหาพร้อมทูลเกล้าฯ

โสภณ สั่งตรวจสอบคุณสมบัติ ณัฐพงษ์ เป็นผู้นำฝ่ายค้าน หากไม่มีปัญหาพร้อมทูลเกล้าฯ

โสภณ สั่งตรวจสอบคุณสมบัติ ณัฐพงษ์ เป็นผู้นำฝ่ายค้าน หากไม่มีปัญหาพร้อมทูลเกล้าฯ

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.38 น.

โสภณ สั่งเลขาสภาฯ ตรวจสอบคุณสมบัติ ณัฐพงษ์ เป็นผู้นำฝ่ายค้าน หากไม่มีปัญหาพร้อมทูลเกล้าฯ 

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าในการนำรายชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ทูลเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านว่า ยังอยู่ระหว่างกระบวนการที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ที่ได้สั่งการไปว่าให้ตรวจสอบคุณสมบัติให้ครบถ้วนแล้วค่อยนำเสนอมา แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นหนังสือมายังประธานสภาผู้แทนราษฎร  ขอให้ตรวจสอบให้ครบถ้วน ซึ่งหากหนังสือมาถึงแล้วก็เป็นไปตามกระบวนการไม่มีอะไร

เมื่อถามว่า เรื่องคดี 44 สส.ในชั้นศาลฎีกาไม่มีข้อขัดข้อด้านกฎหมายใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ต้องไปดูคุณสมบัติว่าระบุถึงเรื่องนี้หรือไม่ หากไม่มีปัญหาก็ส่งได้เลย 

นายกฯ ควง บิ๊กเกรียง ร่วมกิจกรรมสื่อสัมพันธ์ มั่นใจตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ถูกคน

นายกฯ ควง บิ๊กเกรียง ร่วมกิจกรรมสื่อสัมพันธ์ มั่นใจตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ถูกคน

นายกฯ ควง บิ๊กเกรียง ร่วมกิจกรรมสื่อสัมพันธ์ มั่นใจตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ถูกคน

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.26 น.

นายกฯ ควง บิ๊กเกรียง ลงตึกไทย ร่วมกิจกรรมสื่อสัมพันธ์ ชิมไอศกรีม-ชงมัทฉะ ปล่อยมุกแปะก๊วยช่วยความจํา เผยคุยปัญหาชายแดนใต้ ยันต้องใช้กฎหมายเข้มข้น มั่นใจตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยคนใหม่ถูกคน 

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 คณะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ สำนักโฆษกสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์และพบปะสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ที่หน้าตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล โดยมีทีมโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์  รองโฆษกประจําสํานักนายกฯ และน.ส.ภัทร์ดารัสมิ์  ทองสลวยกร ว่าที่รองโฆษกฯ

ขณะที่บรรดารัฐมนตรี ประกอบด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล นางศุภมาส อิสรภักดี และนางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ลงมาร่วมพบปะและรับประทานอาหารกับสื่อมวลชน

จากนั้น เวลา 12.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ลงจากตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมกับพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 
โดยนายกฯ เดินมาทักทายสื่อมวลชน ก่อนจะชิมขนมไทย และเดินไปตักไอศกรีมกะทิ ใส่เครื่อง  พร้อมระบุว่า”แปะก๊วยช่วยความจํา พ่อบังคับให้กินทุกเช้า  มีวันนึง นั่งกินข้าวกับพี่เกรียง(พล.อ.เกรียงไกร) พี่เกรียงบอกว่าต้องกิน พี่หนูต้องกินแปะก๊วยทุกวัน ผมกินทุกวันความจําผมดี แล้วพี่เกรียง ก็หันไปถามภรรยาตัวเองว่าเมื่อเช้าพี่กินแล้วหรือยังน้อง” สร้างเสียงหัวเราะให้บรรดาทีมโฆษกและสื่อมวลชน ก่อนที่นายกฯจะระบุว่าวันนี้ไม่ได้มาร่วมนั่งกินด้วย เพราะต้องขึ้นไปเคลียร์งานที่ค้างอยู่บนตึกไทยคู่ฟ้า แค่แวะมาทักทายและกินไอศกรีมด้วย 

จากนั้น นายกฯ ทักทาย น.ส.ภัทร์ดารัสมิ์ ว่าที่รองโฆษกฯว่า “เหลือแค่ประวัติใช่หรือไม่ ผ่านอยู่แล้ว ” ขณะที่นางสาวรัชดา ได้บอกว่า ” พร้อมทํางานทุกคน”  ก่อน ที่นายกฯจะเดินไปสาธิตการชงชาเขียวมัทฉะ และชิมด้วยตัวเอง พร้อมระบุว่า “ขมดี” 

ผู้สื่อข่าวถามนายกฯ ได้มีการหารือเรื่องอะไรกับพลเอกเกรียงไกร นายกฯ กล่าวว่าทุกเรื่อง เรื่องความมั่นคง และยังมีอีกหลายเรื่อง 

ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่าคุยเรื่องปัญหาภาคใต้ด้วยหรือไม่ นายกฯตอบว่า พลเอกเกรียงไกร เป็นอดีตแม่ทัพสี่ และเคยร่วมงานกับคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้  และคุยกันมาหลายที่ ทั้งมาเลเซีย เวียดนาม สวีเดนก็ไปกันมาแล้ว 

ผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นหน้าตาคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ชุดใหม่แล้วเป็นอย่างไรบ้าง พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า ดี ก็โอเค เขาร่วมงานกันมาตลอด อยู่ทํางานกันมาตลอด ในทหารไม่มีข้อกังขาหัวหน้าคณะพูดคุยคณะชุดนี้ นายกฯแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยมาถูกคน คิดถูกแล้ว 

เมื่อถามว่า นายกฯ ได้กําชับเรื่องปัญหาภาคใต้อะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนปรึกษาหารือกับทุกท่าน ท่านที่มีความรู้ มีประสบการณ์ทุกคน อย่างพลเอกเกรียงไกร เป็นรองประธานวุฒิสภาและเป็นอดีตแม่ทัพภาคสี่ เติบโตมาในพื้นที่ 

เมื่อถามว่า มีการวางเป้าหมายลดการก่อเหตุไว้หรือไม่ นายกฯ พยักหน้ารับ ก่อนกล่าวว่าทุกเรื่องต้องเข้มข้น 

เมื่อถามว่าเห็นหน้าตาคณะพูดคุยสันติภาพฯ ชุดใหม่ ดูมีความหวัง ว่าจะจบปัญหาได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราต้องบังคับใช้กฎหมายทุกอย่างให้เข้มงวด และเข้มข้น ซึ่งจะต้องใช้ทุกภาคส่วน เพราะขณะนี้ปัญหายาเสพติด เราก็ต้องดําเนินการอย่างเต็มที่ เจ้าหน้าที่ก็แข่งกันจับ กรมการปกครองก็ใช้กลไกเข้าไปช่วย ฝ่ายปราบปรามยาเสพติดก็อีกแรงหนึ่ง 

จากนั้นนายกฯได้เดินขึ้นนายกฯคู่ฟ้า เพื่อกลับไปเคลียร์งาน 

พรรคส้มได้ทีกระทุ้ง ศุภจีผิดคิวขายทุเรียนลูกละ 100 ชี้ทำลายคุณค่าสินค้า

พรรคส้มได้ทีกระทุ้ง ศุภจีผิดคิวขายทุเรียนลูกละ 100 ชี้ทำลายคุณค่าสินค้า

พรรคส้มได้ทีกระทุ้ง ศุภจีผิดคิวขายทุเรียนลูกละ 100 ชี้ทำลายคุณค่าสินค้า

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.15 น.

“พรรคส้ม”ได้ทีกระทุ้ง “ศุภจี”ผิดคิวขายทุเรียนลูกละ 100 ชี้ทำลายคุณค่าสินค้า จี้ตรวจสอบ”ล้งจีน”ลักไก่เอาเปรียบเกษตรกร ซัดกินรวบลามเกิดวงจร”ศูนย์เหรียญ”

29 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ และเยียวยาความเดือดร้อนเกษตรกรจากภาวะสู้รบในตะวันออกกลาง ต่อเนื่องจากการประชุมสัปดาห์ที่ผ่านมา สส.หลายอภิปรายแสดงความเป็นห่วงกลไกราคาทุเรียน ที่พ่อค้าคนกลางชาวจีนคุมตลาดทุเรียนเบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องรีบเข้าไปตรวจสอบล้งจีน

โดย นายกฤช ศิลปชัย สส.ระยอง พรรคประชาชน (ปชน.) ได้นำทุเรียน พร้อมตาชั่ง เข้ามาโชว์ในห้องประชุมสภาฯ เพื่อประกอบการอภิปรายสะท้อนปัญหาทุเรียน โดยกล่าวว่า ขณะนี้พ่อค้าคนกลางจีนหรือล้งจีนคุมตลาดเบ็ดเสร็จ คุมราคา 100%  ไม่ใช่แค่ตั้งจุดรับซื้อ แต่ไปเหมาถึงสวน ตั้งแต่ผลไม้ยังไม่ออก ตัดทุเรียนอ่อนส่งออก ทำให้ทุเรียนไทยไม่มีคุณภาพ ไม่กี่วันก่อน มีอินฟลูเอนเซอร์ทำคอนเทนต์ขายทุเรียนพรีเมียม ลูกละ 100 บาท จากราคา 600 – 700 บาท มี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ร่วมทำคอนเทนต์ด้วย จนเกิดคำถามทำลายตลาดทุเรียน กระทรวงพาณิชย์จึงกลับลำ บอกเป็นทุเรียนเกรดรอง ไม่เกี่ยวกับกระทรวงพาณิชย์ แม้ รมว.พาณิชย์ จะปรารถนาดี แต่ผิดคิว ผิดเวลา ทำลายคุณค่าทุเรียนไทย จึงมีข้อเสนอแนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตรวจสอบล้งจีนห้ามลักไก่เอาเปรียบเกษตรกร เอาผิดนอมินีถือครองสวนทุเรียนแทนนายทุนจีน รัฐบาลต้องเปลี่ยนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นการเตรียมการณ์ล่วงหน้า

ด้าน นายปิติกรณ์ บรรณเภสัช สส.กทม.พรรคประชาชน อภิปรายว่า ขณะนี้กำลังเข้าสู่ภาวะทุเรียนศูนย์เหรียญ กินรวบทุเรียนไทยเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่สวนทุเรียนที่คนจีนมาซื้อสวนทุเรียนผ่านนอมินี ส่งออกไปที่ล้งทุเรียนจีนเข้ามาทุ่มตลาด กดราคาทุเรียนในประเทศ แต่ส่งออกไปยังประเทศจีน เงินวนเวียนอยู่แต่คนจีน ไม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นวงจรทุเรียนศูนย์เหรียญ ประเทศไทยฝากลมหายใจการส่งออกทุเรียนไปจีนถึง 80% ถึง 9 แสนตันในปี 2568 จึงควรหาตลาดส่งออก นอกจากจีน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงพาณิชย์ ต้องร่วมมือกำจัดนอมินี บังคับใช้กฎหมายจริงจัง ดูแลการตัดเกรดทุเรียน การหาตลาดใหม่ ถ้าไม่ร่วมมือกัน เกษตรกรไทยอยู่ไม่ได้

– 006

โสภณ ผ่าตัดงานสภาครั้งใหญ่ ตั้งบูธรับปัญหาความเดือดร้อนจาก สส. ควบคู่หารือในห้องประชุม

โสภณ ผ่าตัดงานสภาครั้งใหญ่ ตั้งบูธรับปัญหาความเดือดร้อนจาก สส. ควบคู่หารือในห้องประชุม

โสภณ ผ่าตัดงานสภาครั้งใหญ่ ตั้งบูธรับปัญหาความเดือดร้อนจาก สส. ควบคู่หารือในห้องประชุม

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.08 น.

“โสภณ”ผ่าตัดงานสภาครั้งใหญ่ ตั้งบูธรับปัญหาความเดือดร้อนจาก สส. ควบคู่หารือในห้องประชุม ยันสภาจากนี้ต้องแก้ปัญหาความเดือดร้อนของ ปชช.ให้ได้ มอบ”รองประธานวุฒิสภา”ศึกษาทบทวนค่าตอบแทนผู้ช่วย – ผู้เชี่ยวชาญ สส.-สว.

29 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตรวจเยี่ยมบูธการหารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจาก สส. ที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าห้องประชุมชั้น 2 ที่มีการเปิดรับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจาก สส.เป็นวันแรก ซึ่งได้รับความสนใจจากสส.ที่เริ่มมาใช้บริการ

นายโสภณ กล่าวว่า โดยปกติ สส.จะหารือปัญหาของประชาชนต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้เพียงวันละ 40 คน ก่อนจะเข้าสู่วาระการประชุม แต่ปัญหาความเดือดร้อนปัญหาของประชาชนมีมาก และ สส.เรามี 500 คน จึงได้แก้ไขระเบียบให้ สส.สามารถหารือแบบลายลักษณ์อักษร และปัญหาต่างๆ จะถูกส่งไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเหมือนการหารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และในวันถัดไป จะแจ้งรายชื่อ สส.ที่มาหารือด้วยลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ การดำเนินการเช่นนี้สามารถช่วยประหยัดเวลาของสภาผู้แทนราษฎรได้ รวมถึงเป็นมิติใหม่ ที่อยากให้สภาผู้แทนราษฎร เป็นที่แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

นายโสภณ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา หรือ ก.ร.เพื่อสรุปถึงการทบทวนการแต่งตั้งผู้ช่วย สส. , สว.และผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. , สว.ว่า เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า ได้มีการประชุมกรรมการ ก.ร.แล้ว ซึ่งเป็นคณะกรรมการชุดใหม่ มีผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้ง สส.และ สว.โดยได้มีการหารือถึงทั้งค่าตอบแทนผู้ช่วย และผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส.และ สว.รวมถึงเรื่องอื่นๆ โดยตนจึงได้ลงนามตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด มีรองประธานวุฒิสภา ไปศึกษาภารกิจ และระเบียบ ก.ร.ที่ไม่สอดคล้องกับการทำงานของรัฐสภาในยุคปัจจุบันโดยเร็ว รวมทั้งค่าตอบแทนผู้ช่วย และผู้เชี่ยวชาญ สส. , สว.และกองทุนต่างๆ เพื่อหาข้อสรุปให้เร็วที่สุด

นายโสภณ กล่าวต่อว่า กิจการของรัฐสภา และการประชุมต่างๆ เรื่องใดที่ไม่ทันสมัย หรือเป็นอุปสรรคในการทำงาน ตนจะพยายามให้ต้องมีการปรับปรุงไม่เช่นนั้น จะใช้เวลาของสภาไม่คุ้มค่า เพื่อให้มีเวลาไปพิจารณาร่างกฎหมาย และญัตติสำคัญ เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ยืนยันว่า เรื่องใดที่สมควรแก้ไข จะต้องได้รับการแก้ไขทั้งหมด และสภาจากนี้ไป ประชาชนจะเข้าถึงได้ แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ และเตรียมที่จะศึกษาแนวทางการเวิร์คฟอร์มโฮม และมาตรการประหยัดพลังงาน

หมอวรงค์ ติง รมว.พลังงาน แก้ปัญหาราคาไฟฟ้าแบบขั้นบันได ไม่ตอบโจทย์ประเทศ

หมอวรงค์ ติง รมว.พลังงาน แก้ปัญหาราคาไฟฟ้าแบบขั้นบันได ไม่ตอบโจทย์ประเทศ

หมอวรงค์ ติง รมว.พลังงาน แก้ปัญหาราคาไฟฟ้าแบบขั้นบันได ไม่ตอบโจทย์ประเทศ

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.04 น.

“หมอวรงค์”ติง”รมว.พลังงาน” แก้ปัญหาราคาไฟฟ้าแบบ”ขั้นบันได” ไม่ตอบโจทย์ประเทศ เกิดล็อกสเปก ลามต้องรับมือสินค้าบริการส่อพุ่งขึ้นดาบสอง แนะเปิดประมูล”พลังงานสะอาด” เอาราคาเข้าแข่งขัน กำหนดต้องผลิตได้ 24 ชั่วโมง การันตีราคาถูกลงแน่นอน ลั่นอย่าไปเกรงใจ”กลุ่มทุน” จี้ตามปมร้อน”น้ำมัน” 4 ประเด็นหลัก

29 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี แถลงกรณีการปรับราคาค่าไฟของรัฐบาล และปัญหาน้ำมัน ว่า ในเรื่องราคาไฟฟ้า ที่ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (28 เม.ย.) จะมีการปรับราคาแบบขั้นบันได หากใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย จะคิดเงินไม่เกิน 3 บาท 200 – 400 หน่วย คิดที่ 3.95 บาท และหากเกิน 400 หน่วย จะคิดที่ 5 บาทขึ้นไป แต่ทราบว่าผ่านการพิจารณาของ ครม.เฉพาะขึ้นแรก ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย แม้รัฐบาลพยายามจะอุ้มช่วยรายย่อย แต่ตนคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลทำยังไม่ตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาราคาไฟฟ้าของประเทศ ขอถามตรงๆ ไปยัง รมว.พลังงาน และฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าบริสุทธิ์ใจ จริงใจในการแก้ปัญหาดังกล่าวจริงหรือไม่

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า หากจริงใจตนขอเสนอทางออกเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาทั้งเรื่องราคา และเป้าหมายนำไปสู่ไฟฟ้าสะอาดของประเทศไทย ยอมรับว่าเรื่องไฟฟ้ามีทุนใหญ่เข้ามาครอบงำ ไฟฟ้าที่ผลิตจากฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็น LNG รวมถึงฟอสซิลตัวอื่น โดยเฉลี่ยหน่วยหนึ่งตก 4.75 บาท ถือว่าราคาสูงมาก แต่กระแสโลกต้องการไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่มีแนวโน้มราคาถูกลง ดังนั้น ทิศทางไฟฟ้าที่ผลิตจากฟอสซิล โดยเฉพาะจาก LNG ในอนาคตไปต่อไม่ได้อยู่แล้ว เพราะโลกไม่ต้องการ จุดที่ผิดพลาดอยากเสนอไปยัง รมว.พลังงาน ในอดีตที่ผ่านมาทุกครั้งที่มีการประมูลไฟฟ้าสะอาด เช่น โซล่าร์เซลล์ โซล่าร์ฟาร์ม เป็นต้น จะเกิดการกึ่งล็อกสเปก มีการกำหนดราคารับซื้อ หรือบล็อคราคาไว้เรียบร้อยแล้ว มันไม่มีการประมูลแข่งขัน นอกจากรู้จักคณะกรรมการ รู้จักรัฐมนตรี หรือเป็นของนายทุนใหญ่ ผลประโยชน์เกิดเฉพาะคนไม่กี่กลุ่ม

“วันนี้ทางออกของประเทศ ง่ายที่สุดคือเปิดโอกาสให้มีการประมูลแข่งขัน โดยเอาราคาเป็นตัวแข่งขัน เพียงแต่ต้องกำหนดไว้ว่าศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าของไฟฟ้าสะอาดต้องได้ 24 ชั่วโมง ผมกล้ายืนยันว่าไฟฟ้าจะถูกลงแน่นอน ถ้ารัฐมนตรีบริสุทธิ์ใจจริงต้องทำลายระบบผูกขาดให้ได้ ไม่ต้องไปเกรงใจกลุ่มทุนต่างๆ อย่าให้เขามาล็อกสเปก ให้เทคโนโลยีแต่ละส่วนได้พัฒนา และเกิดการแข่งขันกันเอง ไม่จำเป็นต้องกำหนเราคาแบบขั้นบันได ประชาชนต้องการมีไฟฟ้าใช้ ไม่ได้สนใจว่าไฟฟ้าดวงนี้จะผลิตจากโซล่าร์เซลล์ ถ่านแบตเตอรี่ พลังงานลม แก๊สชีวภาพ หรือชีวมวล” นพ.วรงค์ กล่าว

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า ตนไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายเกินไป แต่ไฟฟ้าภาพรวมทั้งหมด 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรม กับธุรกิจ ไฟฟ้าครัวเรือนใช้ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ภาพรวมรายใหญ่อุ้มรายย่อย แต่อย่าลืมว่านักธุรกิจมีหรือจะยอมขาดทุน สิ่งที่เกิดขึ้นในการทำตามสเต็ปขั้นบันได สุดท้ายแล้วเขาต้องเอาต้นทุนไฟฟ้าไปโปะอยู่ในสินค้าและบริการ ต้องเตรียมพร้อมรับมือราคาสินค้าและบริการที่จะแพงขึ้นอีกครั้ง หลังจากน้ำมันที่ขึ้นราคาไปก่อนหน้านี้

นพ.วรงค์ ยังกล่าวด้วยว่า สำหรับปัญหาราคาน้ำมัน ที่ทางรมว.พลังงาน และฝ่ายที่เกี่ยวข้องแถลงด้วยท่าทีเอาจริงเอาจัง ตนจึงมาติดตามใน 4 ประเด็น 1.ที่เคยแถลงว่ามีน้ำมันที่ถูกผลิตเพิ่มและนำออกจากคลังสำรองกว่า 700 ล้านลิตร มีการตรวจสอบไปถึงไหนแล้ว 2.กองทุนน้ำมัน มีเจตนาเพื่อเยียวยาพี่น้องประชาชนไม่ให้ซื้อน้ำมันในราคาที่แพงเกินความจำเป็น และได้เคยให้ข้อมูลว่ามีการนำกองทุนน้ำมันไปเอื้อผลประโยชน์ให้กับผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ตามมาตรา 7 ในพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 สิ่งเหล่านี้คือการทุจริตกองทุนน้ำมันหรือไม่ กระทรวงพลังงานมีการตรวจสอบอย่างไรบ้าง 3.ผู้ค้ารายใหญ่มีการกักตุนน้ำมัน ในคืนวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ตัวเลขเฉพาะแค่คลังในอำเภอลำลูกกา จ.ปทุมธานี พบ 29,400,000 ลิตร และยังมีอีกหลายแห่งที่มีการตรวจพบ กระทรวงพลังงานมีการตรวจสอบอย่างไรบ้าง และมีการดำเนินการแล้วไปอย่างไร

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า 4.เรือขนถ่ายน้ำมันจากโรงกลั่นหายไประหว่างเดินทาง 57 ล้านลิตร โดยล่าสุดมีข้อมูลออกมาว่ามีการใช้เอกสารใบกำกับการขนส่งทางเรือผิดปกติ ไม่เป็นไปตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน เหตุใดความผิดจึงเปลี่ยนไปและน้อยลงจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏก่อนหน้านี้ ทั้งที่ปัญหาแอบขนส่งน้ำมันไปต่างประเทศ หรือกักตุนน้ำมันมัน เป็นเรื่องใหญ่มาก อย่างไรก็ตาม ตนยังเชื่อมั่น รมว.พลังงาน แต่ไม่เชื่อมั่นระบบโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพราะมีการกินรวบ จึงขอให้ รมว.พลังงาน ติดตามเรื่องนี้ และชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ เพราะสิ่งเหล่านี้คือผลประโยชน์มหาศาลหลักหมื่นล้านบาท ยืนยันว่าหากเข้าใจพลังงานของประเทศอย่างชัดเจนทั้งระบบ การติดตามปัญหาจะเป็นเรื่องที่ไม่ยากจนเกินไป

ฝ่ายค้านลุยแบ่งงาน! เดินหน้า ครม.เงา เกาะติดตรวจสอบรัฐบาล

ฝ่ายค้านลุยแบ่งงาน! เดินหน้า ครม.เงา เกาะติดตรวจสอบรัฐบาล

ฝ่ายค้านลุยแบ่งงาน! เดินหน้า ครม.เงา เกาะติดตรวจสอบรัฐบาล

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.55 น.

“ฝ่ายค้าน”ลุยแบ่งงาน เดินหน้า”ครม.เงา”เกาะติดตรวจสอบรัฐบาล ตั้ง”วีระยุทธ”ดูเศรษฐกิจ “ศิริกัญญา”ดูแลการปฏิรูปรัฐ “เดชรัต”ดูคุณภาพชีวิตใหม่ “พิจารณ์”ดูความมั่นคงใหม่ ย้ำ 1 เดือนนี้เข้ม ตามโครงการไทยช่วยไทยพลัส-ทบทวนโครงการแลนด์บริจด์-ลดค่าไฟ-ทวงคืนกฎหมายช่วยลมหายใจสะอาด

29 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงความคืบหน้าการจัดตั้ง ครม.เงา ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมภายในเพื่อออกแบบการทำงานในทีมพรรคประชาชน ย้ำว่า “ครม.เงา” นั้นไม่ใช่สิ่งที่พรรคประชาชนหรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งในประเทศนี้คิดขึ้น แต่เรารับเอาวัฒนธรรมการเมืองในต่างประเทศ เช่นอังกฤษที่มีการเมืองในระบอบประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภา เป็นร้อยๆ ปีแล้ว ทั้งนี้ สิ่งที่เรามองเห็นหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือน ก.พ.69 นอกจากความถดถอยทางเศรษฐกิจ การเมือง ระบบนิติรัฐ นิติธรรมแล้ว สิ่งที่เรามองเห็นคือ ความถดถอยของความหวัง ซึ่งเชื่อว่าพรรคประชาชนก็จะเป็นกลไกสำคัญที่เราคิดและเชื่อว่าจะช่วยเติมความหวัง ให้กับประชาชนคนไทยได้

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในการทำงาน จะมีการประชุม ครม.ทุกสัปดาห์มีความสำคัญ ทุกมติที่ออกมาส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการ มีคนที่ได้และเสียประโยชน์ทุกการตัดสินใจในทุกการดำเนินนโยบาย ดังนั้น การมีทีม ครม.เงา ของพรรคประชาชน จะช่วยตรวจสอบการทำงานอย่างใกล้ชิดในทุกมติที่ออกมา จะติดตามและตีแผ่ให้เห็นว่าการตัดสินใจของรัฐบาลนี้เพื่อประโยชน์ให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ ส่วนการเติมความหวังนั้น ครม.เงา จะทำหน้าที่เสนอแนะหรือทางเลือกที่ดีกว่า ซึ่งเราเชื่อว่า หากคนไทยมีรัฐบาลที่มีที่มาที่ไปยึดโยงกับประชาชนส่วนใหญ่ ตัวเลือกที่ดีกว่าในการดำเนินนโยบายต่างๆ นั้นจะเป็นอย่างไร สุดท้ายที่เป็นภารกิจโดยตรงของ ครม.คือให้ข้อเสนอแนะเร่งด่วนในวิกฤตเฉพาะหน้า ให้รัฐบาลดำเนินการทันที

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ได้มีการแบ่งงานเป็น 4 เสาหลักพร้อมผู้รับผิดชอบ คือ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีราชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ดูแลด้านเศรษฐกิจ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ดูแลการปฏิรูปรัฐ นายเดชรัต สุขกำเนิด รองหัวหน้าพรรคประชาชน ดูแลด้านคุณภาพชีวิตใหม่ และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรรประชาชน ดูแลความมั่นคงใหม่ นอกจากนี้ ยังมีทีม สส.มาเป็น ครม.พรรคประชาชน เพื่อช่วยขับเคลื่อนงานและประชุมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ผลลัพธ์การประชุมวันนี้ชั่วโมงเศษๆ มีการพูดคุย 4 เรื่องด่วน ที่จะติดตามใกล้ชิดในช่วง 1 เดือน จากนี้ 1.มาตรการช่วยเหลือประชาชน เช่น ไทยช่วยไทยพลัส 2.โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งต้องมีการทบทวน ว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร 3.เรื่องค่าไฟ ข้อเสนอของเราที่ดีกว่าในการปรับโครงสร้างพลังงานอย่างไร และ 4 เรื่องลมหายใจ รัฐบาลต้องเสนอกฎหมายปกป้องลมหายใจของคนไทย 2 ร่างสำคัญคือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด และ พ.ร.บ.PRTR กลับมาเดือนหน้าต่อภายใน 12 พ.ค.

เมื่อถามว่า แคนดิเดต ครม. The Professionals จะมาร่วมประชุมด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จะมีส่วนร่วมประชุมด้วยแน่นอน เป้าหมายของพวกเราไม่ได้ยึดโยงกับตัวบุคคลไม่ว่าจะเป็นทีม The Professionals หรือทีมที่แถลง ทีม สส.ภาคเอกชน ภาคประชาชนทุกภาคส่วน เราพร้อมที่จะทำงานร่วมกันกับทุกคน โดยเอาวาระของประเทศเป็นตัวตั้ง

เมื่อถามว่า ครม.เงา ในอดีตเช่นพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) บางคนได้เป็น ครม.จริงด้วย ใช้ได้กับพรรคประชาชนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราไม่เคยยึดติดตัวบุคคล และไม่ปฏิเสธที่จะทำงานร่วมกับคนมีความรู้ ความสามารถ มีเจตจำนงทางการเมือง แต่ครม.เงาของพรรคประชาชนทำงานกันเป็นทีม ทุกคนไม่ได้รู้สึกว่าต้องมาทำงานเพราะตำแหน่งในครั้งหน้า แต่ทุกคนเอาผลประโยชน์เป็นตัวตั้ง ส่วนจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาประชุมร่วมกับครม.เงาด้วยหรือไม่นั้น ในฐานะพรรคฝ่ายค้านให้ข้อเสนอไป ก็เป็นหน้าที่รัฐบาลว่าจะหยิบไปทำต่อหรือไม่ ส่วนที่เราพยายามผลักดันให้เกิดการทำจริงในฝั่งราชการนั้นก็ต้องฝากข้อเสนอผ่านครม.ไปยังกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ นี่คือการที่เราพยายามให้ข้อเสนอที่ดีกว่าให้ประชาชนเห็น หากรัฐบาลไม่ยอมนำข้อเสนอเหล่านั้นไปดำเนินการ ประชาชนก็จะเป็นคนตัดสินหน้าตารัฐบาลหน้าผ่านการเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า หากในอีก 1 – 2 ปี ครม.จริงไปไม่รอด ครม.เงา ของพรรคประชาชน จะมีส่วนเข้าไปเติมเต็มหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เร็วไปที่จะพูดถึงการปรับเปลี่ยนหน้าตารัฐบาล ตอนนี้วาระสำคัญที่ ครม.เงา นำเสนอไป คือการพยายามเติมเต็มความหวังของประชาชน ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เสนอทางเลือกที่ดีกว่า ส่วนบริบทการเมืองในอนาคตจะเป็นอย่างไร จะมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่ ขอให้รอติดตามการทำหน้าที่ของพรรคประชาชนตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันข้างหน้า

เมื่อถามถึงมติที่ประชุมของพรรคเรื่องเงื่อนไขของการเข้าร่วมรัฐบาลคือจะสามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงการเมืองได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีแค่นั้นเลย เราเข้ามาทำงานการเมืองคือต้องการเข้าสู่อำนาจรัฐเพื่อไปสร้างการเปลี่ยนแปลง ในส่วนของรายละเอียดของสูตรในการจัดตั้งรัฐบาลต่อจากนี้ในอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องที่เร็วไปที่จะพูดและเปล่าประโยชน์ที่จะพูดด้วย เพราะยังไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ตนพูดได้คือเป็นมติของที่ประชุมใหญ่พรรคคือพรรคประชาชนเห็นตรงว่าเราเข้ามาทำงานการเมืองไม่ได้เข้าสู่อำนาจรัฐ เพราะแค่อยากได้อำนาจรัฐและการจัดสรรงบประมาณ เราอยากได้อำนาจรับเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

เมื่อถามว่า 4 วาระเร่งด่วนของ ครม.เงา ที่จะเสนอให้ ครม.จริง คาดหวังการปรับ ครม.จริง ด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การปรับหรือไม่ปรับอยู่ที่การตัดสินใจของรัฐบาล และความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลด้วย การตรวจสอบเรื่องการปรับ ครม.จะส่งผลสะเทือนหรือไม่ เราก็ทำเต็มที่ นอกเหนือจากการตรวจสอบแล้วการให้ข้อเสนอแนะที่เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าเราก็ต้องทำไปพร้อมกันด้วย การจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนไม่ได้อยู่ที่ฝั่งเราฝั่งเดียว แต่อยู่ที่ตัวรัฐบาลเอง เชื่อว่าการจัดรัฐบาลแบบยึดโยงกันด้วยกลุ่มผลประโยชน์ และการที่เราตรวจสอบอย่างเข้มข้นจะทำรัฐบาลที่ดูแข็งนอกแต่จริงๆ แล้วอ่อนใน มีความปราะบาง อยากให้ประชาชนติดตามการทำหน้าที่ของพวกเราในชุด ครม.เงา อย่างต่อเนื่อง

จ่อยื่นลาออกวันนี้! ราเชน​ น้อมรับคำสั่งย้ายอธิบดีฝนหลวงฯ แต่คาใจสาเหตุ

จ่อยื่นลาออกวันนี้! ราเชน​ น้อมรับคำสั่งย้ายอธิบดีฝนหลวงฯ แต่คาใจสาเหตุ

จ่อยื่นลาออกวันนี้! ราเชน​ น้อมรับคำสั่งย้ายอธิบดีฝนหลวงฯ แต่คาใจสาเหตุ

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.47 น.

29 เมษายน 2569 นายราเชน​ ศิลปะรายะ​ อธิบดี​กรม​ฝนหลวง​และ​การบิน​เกษตร ​เปิดเผยว่า​ เตรียม​จะยื่น​หนังสือ​ลาออก​ในสัปดาหน้า​ ภายหลังคณะรัฐมนตรี (​ครม.)​ มีมติ​เห็นชอบ​ให้​โยกย้าย​ตนไปเป็​นผู้​ตรวจราชการ​กระทรวง​เกษตร​และ​สหกรณ์ ​ตามที่ นายสุริยะ​ จึง​รุ่งเรือง​กิจ​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​เกษตร​และ​สหกรณ์ ​เสนอ​ โดยพร้อมน้อมรับคำสั่ง​ แม้จะกังขาถึง​สาเหตุ​ของ​การ​โยกย้าย​

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลารับราชการกว่า 30 ปี ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล โดยย้ำว่า​ หากมีการตรวจสอบก็พร้อม แต่ในกรณีนี้ยืนยันว่าไม่มีความผิด และไม่เคยได้รับการชี้แจงเหตุผลของการโยกย้ายอย่างเป็นทางการ

“การตัดสินใจลาออกก็เป็นหนทางในการรักษา​ศักดิ์​ศรีของ​ข้าราชการ​ โดยเดิมมีแผนจะลาออกก่อนเกษียณอยู่แล้ว และพิจารณาให้มีผลเร็วขึ้นจากคำสั่ง​โยก​ย้าย​ดังกล่าว​ พร้อมเปิดทางให้ผู้บริหารใหม่เข้ามาดำเนินงานต่อ โดยเชื่อว่าภารกิจสำคัญของกรมฯ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำ และรับมือภัยพิบัติ ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ” นายราเชน ระบุ

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวแจ้งว่า นายราเชน จะเดินทางไปยื่นใบลาออกที่สำนักปลัดฯ ในเวลา 14.00 น.วันนี้ (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปลดฟ้าผ่า ราเชน พ้นอธิบดีฝนหลวง ให้ วิทยา นั่งแทน)