มงคล-เกรียงไกร เข้ารับพระราชทานเครื่องราชฯ ในฐานะผู้ทำคุณงามความดีให้แก่ประเทศชาติ

มงคล-เกรียงไกร เข้ารับพระราชทานเครื่องราชฯ ในฐานะผู้ทำคุณงามความดีให้แก่ประเทศชาติ

มงคล-เกรียงไกร เข้ารับพระราชทานเครื่องราชฯ ในฐานะผู้ทำคุณงามความดีให้แก่ประเทศชาติ

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.05 น.

มงคล-เกรียงไกร เข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นสูงสุด มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ในฐานะผู้ทำคุณงามความดีให้แก่ประเทศชาติ มุ่งมั่นทำเพื่อประชาชน

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 เมื่อเวลา12.40น. ที่บริเวณห้องโถง ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจัดพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2568 (ชั้นสายสะพาย) โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา และพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นสูงสุด มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)

อนึ่ง การได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ นับเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่ผู้ทำคุณงามความดีให้แก่ประเทศชาติ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนและเป็นการเชิดชูเกียรติและตอบแทนคุณงามความดีในการรับใช้แผ่นดิน

อยู่ไม่ได้ก็ลาออก! อธิบดีฝนหลวงฯ ชิงลาออกก่อนเกษียณ เผยปมพิรุธคนอ้างคุยงบซ่อมอากาศยาน

อยู่ไม่ได้ก็ลาออก! อธิบดีฝนหลวงฯ ชิงลาออกก่อนเกษียณ เผยปมพิรุธคนอ้างคุยงบซ่อมอากาศยาน

อยู่ไม่ได้ก็ลาออก! อธิบดีฝนหลวงฯ ชิงลาออกก่อนเกษียณ เผยปมพิรุธคนอ้างคุยงบซ่อมอากาศยาน

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.56 น.

อธิบดีกรมฝนหลวง ชิงลาออกก่อนเกษียณ หลังมีคำสั่งย้ายฟ้าผ่า ยืนยันตั้งใจอยู่ถึงวันครบอายุ แต่ถูกติดต่อขอเข้าพบผิดปกติ-พัวพันประเด็นงบซ่อมอากาศยาน ยอมไม่ได้ ยืนยันทำงานโปร่งใส พร้อมเปิดหลักฐาน ยันตัดสินใจลาออกเพื่อศักดิ์ศรีราชการและครอบครัว

วันที่ 29 เมษายน 2569 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายราเชน​ ศิลปะรายะ​ อธิบดี​กรม​ฝนหลวง​และ​การบิน​เกษตร​ เดินทางเข้ายื่นหนังสือลาออกจากราชการ พร้อมเปิดเผยถึงการตัดสินใจ ลาออกก่อนเกษียณ ทั้งที่เดิมวางแผนจะยุติบทบาทในวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นวันครบอายุราชการ 60 ปี

โดยนายราเชน​ กล่าวว่า เดิมตั้งใจจะลาออกในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้มีคุณสมบัติครบในการรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ถือเป็นความภาคภูมิใจของข้าราชการ แต่สุดท้ายได้หารือกับครอบครัว และตัดสินใจลาออกทันที โดยให้มีผลในวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ซึ่งการย้ายครั้งนี้ยอมรับว่า เป็นเรื่องการคัดสินใจของผู้ใหญ่ และไม่ขอขยายความเพิ่มเติม เพราะเกรงจะกลายเป็นประเด็นบานปลาย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถูกจับตา คือการเปิดเผยว่ามีบุคคลพยายามติดต่อเข้าพบอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการโทรศัพท์เข้ามาหลายครั้งถึง 5–6 ครั้ง แต่เมื่อมีการนัดหมายกลับไม่มาตามนัด และมีบุคคลอื่นอ้างตัวเข้ามาแทน  มีการอ้างว่าจะเข้ามาคุยเรื่องซ่อมอากาศยานของหน่วยงาน แต่ตัวจริงที่นัดกลับไม่มา เป็นคนอื่นมาแทน ซึ่งไม่ได้เป็นคนนัด มีบันทึกการติดต่อและหลักฐานครบถ้วนและยืนยันว่ามีบุคคลเรียกไปคุยที่อาคารแห่งแถวย่านวิภาวดี ชั้น4  ไม่ใช่รัชดา 

ส่วนของประเด็นงบประมาณซ่อมอากาศยานปี 2570 นายราเชน ยืนยันว่า เป็นกระบวนการปกติของราชการ ทุกหน่วยต้องเสนอคำของบประมาณ โดยหน่วยงานมีอากาศยานกว่า 30 ลำ และมีงบซ่อมบำรุงปีละประมาณ 300 ล้านบาท บางรายการอาจสูงถึง 30–40 ล้านบาท ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการตามมาตรฐานความปลอดภัย ซ่อมต้องซ่อมจริง ไม่ซ่อมไม่ได้ เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของชีวิตและย้ำอีกว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบ โปร่งใส และเปิดเผย

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตถึงการโยกย้ายตำแหน่งก่อนเกษียณ นายราเชนกล่าวว่าเป็นนโยบายของผู้บริหาร โดยให้เหตุผลว่าใกล้เกษียณแล้วต้องการปรับตำแหน่งให้เหมาะสม แต่ยืนยันว่าไม่ติดใจ และพร้อมปฏิบัติตามในฐานะข้าราชการมืออาชีพ ถ้าให้ไปอยู่ตรงไหน ไปได้หมด ถ้าเป็นประโยชน์ต่อประเทศ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลาออกครั้งนี้ ยืนยันไม่ใช่เรื่องความผิดหรือความด่างพร้อยในชีวิตราชการ แต่เป็นการตัดสินใจด้วยตัวเอง เพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน และเพื่อกลับไปดูแลครอบครัว ทำงานมาทั้งชีวิต วันนี้ขอทำเพื่อตัวเองบ้าง ไม่อยากมีปัญหากับใคร อยู่ไม่ได้ก็ลาออกแค่นั้น ยืนยันว่าไม่ยึดติดตำแหน่ง และยังคงมีศักดิ์ศรีในฐานะข้าราชการ

นายราเชน บอกอีกว่า ตอนนี้มีความห่วงใยสถานการณ์ประเทศ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จากเดิมลิตรละ 39 บาท เพิ่มเป็นกว่า 52–53 บาท ซึ่งได้รายงานไปแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบสนองที่ชัดเจน

ส่วนประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่าที่ไม่ได้ไปต่อเพราะไม่ใช่เด็กของนายใหม่ นายราเชน ยอมรับว่าเติบโตมาจากสายงานที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมือง เริ่มต้นจากการเป็นหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี ก่อนขยับขึ้นเป็นรองอธิบดี และทำงานใกล้ชิดผู้บริหารหลายยุค ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เคยถูกมองว่าเป็นคนของนักการเมือง แต่ยืนยันว่าในฐานะข้าราชการมืออาชีพ หน้าที่คือการสนองนโยบายของผู้บริหาร ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามใครมาเป็นผู้บริหาร เราก็ต้องทำงานสนองนโยบาย แต่ต้องอยู่ในกรอบของความถูกต้อง

นายราเชน ย้ำชัดว่า แม้จะทำงานกับฝ่ายการเมือง แต่มีเส้นแดงที่ไม่ก้าวข้าม คือการไม่ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือไม่ถูกต้อง อย่ามาให้ทำในสิ่งที่ผิด มีจุดยืนของตัวเอง หากมีข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหาใด ๆ ก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทันที เพราะมั่นใจในความบริสุทธิ์ถ้าผิด ให้ตรวจสอบได้เลย รับได้เสมอแต่ในทางกลับกัน หากต้องอยู่ในสถานการณ์ที่กดดันหรือไม่สามารถยืนอยู่บนหลักการได้ ก็ยืนยันว่าการลาออกคือทางเลือกที่ชัดเจนที่สุดไม่ผิดแล้วอยู่ไม่ได้ ก็ลาออก

ใครไม่ได้ต้องทำใจ! ไชยชนก จ่อคุย ณัฏฐ์ชนน หลังดีดตัวออกจากกลุ่มไลน์ สส.

ใครไม่ได้ต้องทำใจ! ไชยชนก จ่อคุย ณัฏฐ์ชนน หลังดีดตัวออกจากกลุ่มไลน์ สส.

ใครไม่ได้ต้องทำใจ! ไชยชนก จ่อคุย ณัฏฐ์ชนน หลังดีดตัวออกจากกลุ่มไลน์ สส.

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.43 น.

“ไชยชนก”แจงตำแหน่งน้อยกว่าคน ใครไม่ได้ต้องทำใจ แจงพรรคต้องบริหารจัดการ จ่อคุย”ณัฏฐ์ชนน”หลังดีดตัวเองออกจากกลุ่มไลน์ รับโผ ปธ.กมธ.ตรงเกือบหมด เตรียมเคาะสรุปรายชื่อพรุ่งนี้

29 เมษายน 2569 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของ ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณี นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรค ภท.ออกจากไลน์กลุ่มพรรค เนื่องจากไม่พอใจหลังไม่ได้รับการจัดสรรให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ในสภาผู้แทนราษฎร ว่า คิดว่าในสภาวะที่เรามีปริมาณ สส.มากถึงขนาดนี้ ก็ต้องมีคนที่ผิดหวังเป็นธรรมดาในทุกรอบอยู่แล้ว แต่ตนคิดว่ายังมีอีกหลายตำแหน่งและหลายโอกาสที่เป็นเรื่องสำคัญ ภายในพรรคเราก็ต้องบริหารจัดการ อันนี้เราก็ต้องทำใจ ไปต่อ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะไม่เกิดรอยร้าวไม่พรรคใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า อันนี้มันแล้วแต่บุคลิกส่วนตัวของ สส.แต่ละคน แต่จริงๆ โดยรวมส่วนใหญ่ สส.ทุกคนเข้าใจดีการเปลี่ยนแปลงการเติบโตของพรรค และตนคิดว่าเราเองก็เป็นธรรมกับสมาชิกพรรคทุกคนเป็นอย่างมาก ทางผู้สมัคร สส.ที่สอบตกและสอบได้ รวมไปถึงอื่นๆ ตนคิดว่าเราบริหารจัดการได้ดี ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตนเชื่อว่า ส่วนใหญ่เข้าใจ ใครที่รู้สึกว่าจะไม่เข้าใจเราจะพยายามไปพูดคุย ถ้าเขารู้สึกว่าไม่เป็นธรรมสำหรับเขาอยู่ดี อันนี้เป็นสิทธิ์ของเขา แต่อย่างไรในฐานะเลขาธิการพรรค ภท. ตนสามารถพูดแทนฝ่ายบริหารพรรคทุกคนได้ว่า เราจะพยายามอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า จะมีการส่งคนไปเคลียร์หรือไปปรับความเข้าใจหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่ต้องส่งใครไปเคลียร์ ก็คุยกันเป็นปกตินี่แหละ มันไม่ได้เป็นในลักษณะที่คุยกันไม่ได้ พรรค ภท.ไม่ใช่แบบนั้น เมื่อถามอีกว่า เบื้องต้นได้สอบถามเจ้าตัวเองแล้วหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ตนเพิ่งทราบเรื่อง ยังไม่ได้เจอกัน แต่เดี๋ยวคงจะมีคุยกัน

เมื่อถามว่า หลักจริงๆ คุณสมบัติของนายณัฏฐ์ชนน ไม่ได้ เป็นเพราะเหตุผลใด นายไชยชนก กล่าวว่า มันไม่ใช่คุณสมบัติไม่ได้ มันมีผู้ที่มีคุณสมบัติหลายคน มันไม่ใช่ว่าคุณสมบัติไม่ได้ ตำแหน่งมันมีจำกัด แค่นั้นเอง เมื่อถามว่า ตอนนี้พรรคยิ่งใหญ่แต่ตำแหน่งมีจำกัด จะทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าใจ นายไชยชนก กล่าวว่า อย่างที่บอก จะทำให้ทุกคนเข้าใจ พอใจทุกอย่างไม่ได้ แต่เราจะบริหารจัดการ แต่มันมีโอกาส มีตำแหน่งอื่นๆ เยอะมากในด้านการเมือง ที่สำคัญ

เมื่อถามถึงรายชื่อประธาน กมธ.ของพรรค ภท.ที่ออกมาจำนวน 14 คณะ ตรงกับที่พรรคพิจารณาหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า มีความใกล้เคียง ซึ่งเราจะเคาะในวันพฤหัสบดีนี้ (30 เม.ย.) ซึ่งยังงงอยู่ว่ารายชื่อหลุดมาได้อย่างไร เพราะยังไม่ได้ข้อสรุปร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อถามย้ำว่า มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า มีโอกาส แต่ชื่อที่ออกมาไม่ได้ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์กับที่เราพิจารณา (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เดอะหนุ่ย สส.สงขลา 3 สมัย ดีดตัวออกจากกลุ่มไลน์ สส. หลังไม่มีชื่อประธาน กมธ.ภูมิใจไทย )

ฝ่ายค้าน ปลุกจับตาเย็นนี้ ประธานสภาฯ ชิงปิดประชุม อัด ศุภจี เกาไม่ถูกที่คัน

ฝ่ายค้าน ปลุกจับตาเย็นนี้ ประธานสภาฯ ชิงปิดประชุม อัด ศุภจี เกาไม่ถูกที่คัน

ฝ่ายค้าน ปลุกจับตาเย็นนี้ ประธานสภาฯ ชิงปิดประชุม อัด ศุภจี เกาไม่ถูกที่คัน

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.28 น.

วันนี้ 29 เม.ย.2569 เมื่อเวลา 14.05 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนพร้อมด้วยตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้แก่ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน และนายปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร สส.นครนายก พรรคกล้าธรรม ร่วมแถลงข่าวขอให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาราคาพืชผล 

โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า ญัตติดังกล่าวมีการอธิบายมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว เชื่อว่าพี่น้องประชาชนเห็นความสำคัญของเรื่องดังกล่าว ฉะนั้น จึงอยากมาแถลงข่าวยืนยันมติวิปฝ่ายค้านว่าพวกเราเห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรควรจะมีมติตั้ง กมธ.วิสามัญเรื่องนี้ ซึ่งขระนี้ญัตติกำลังดำเนินการอยู่ แต่ยังไม่มีสัญญาณว่าจะมีข้อสรุปเรื่องนี้ในวันนี้หรือไม่ว่าฝั่งสส.รัฐบาลจะเห็นด้วยกับการตั้ง กมธ.วิสามัญหรือไม่ แต่เราเห็นว่าควรมีการตั้ง และควรได้ข้อสรุปวันนี้เพื่อให้สามารถเริ่มทำงานได้ เนื่องจาก 1.ราคาพืชผลทางการเกษตรเป็นปัญหาที่เร่งด่วน ไม่เฉพาะราคาผลผลิตที่ตกต่ำลง แต่เกษตรกรได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง 2.แนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลเกี่ยวกับราคาการเกษตรนั้นยังไม่ตรงจุด 2 วันที่ผ่านมาบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ เกี่ยวกับเรื่องการไลฟ์ขายทุเรียนเป็นการสร้างความสับสนในตลาดทำให้เกิดความเข้าใจผิด อย่างที่บอกว่าจะไลฟ์ขายทุกเรียนลูกละ 100 บาท แต่ท้ายที่สุดในไลฟ์สดก็ไม่ได้มีการขายทุเรียนในราคาดังกล่าวจริง นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีความล่าช้าและการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุดในสินค้าการเกษตรบางชนิด เช่น มะม่วง 3.จำเป็นที่จะต้องตั้งกมธ.วิสามัญขึ้นมามากกว่าส่งไปที่กมธ.สามัญคณะใดคณะหนึ่ง เพราะปัญหาดังกล่าวคาบเกี่ยวหลายกมธ. จึงควรตั้งกมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้

พริษฐ์ วัชรสินธุ

ด้านนายเลาฟั้ง กล่าวว่า ขณะนี้เกษตรกรเดือดร้อนเรื่องสินค้าเกษตรเกือบทุกประเภท หลายรายเจ๊งไปแล้ว ขณะที่บางรายยังรอเก็บเกี่ยว ซึ่งปัญหาสินค้าการเกษตรกับการเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงทั้งกระทรวงพาณิชย์ในการกำหนดราคา กระทรวงอุตสาหกรรมในเรื่องของการแปรรูปสินค้า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องของปุ๋ย การรับรองมาตราฐาน กระทรวงพลังงานเรื่องของการขนส่ง กระทรวงมหาดไทย และสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการปราบปรามนอมินี และกระทรวงการคลังเรื่องการช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องถึงหลายกระทรวงจึงจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อดึงคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล สภา ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาชน ภาควิชาการโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการหาทางออกและแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม อยากให้จับตาการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้เนื่องจากเกรงว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรจะชิงปิดการประชุมก่อน 

ขณะที่นายปิยวัฒน์  กล่าวว่า ปัญหาของเกษตรกรเป็นปัญหาหลักของพรรคกล้าธรรม โดยปัญหาของพี่น้องประชาชนมีอยู่ 2-3 เรื่อง ได้แก่ 1.ราคา 2.ต้นทุนทางการเกษตรที่สูง รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร และ 3.การไลฟ์สดของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เรามีสภาผู้แทนราษฎรซึ่งถือเป็นที่สะท้อนปัญหาของพี่น้องประชาชน ฉะนั้น กมธ.วิสามัญจึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญ และคิดดีไม่ได้ว่าทางรัฐบาลอาจจะกลัวพวกเราฝ่ายค้านหรือพี่น้องประชาชนที่อาจจะถูกตั้งเข้ามานั่งในกมธ.รับรู้ รับทราบข้อมูลของภาครัฐหรือไม่ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เรามีเป้าหมายเดียวกันคือการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกร ฉะนั้น จึงขอให้ตั้ง กมธ.วิสามัญเถอะ นี่คือมติของพรรคกล้าธรรม  

พริษฐ์ วัชรสินธุ

นางรัดเกล้า กล่าวว่า หลักการของการทำงานรัฐสภา ประชาชนเลือกพวกเรามาเป็นปากเป็นเสียง เป็นกลไกในการแก้ปัญหาความเดือดร้อน แต่ในวันนี้สภาฯชุดที่ 27 กำลังมีการคุมกำเนิด กมธ.วิสามัญ ซึ่งมีการตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงมีการระแวดระวังการตั้งกมธ.วิสามัญ ไม่ใช่แค่พืชผลทางการเกษตร พวกเราทำงานกันมาเดือนกว่าๆ แต่ตั้งกมธ.วิสามัญแค่ 1 กมธ.เท่านั้น ข้อมูลที่ได้ศึกษากันมาสุดท้ายนำไปสู่ กมธ.สามัญเท่านั้น ซึ่งตนไม่ได้บอกว่าการมี กมธ.จะแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนไม่ได้ มันสามารถแก้ได้ และตนไม่ได้ตั้งข้อกังขากับ กมธ.สามัญ แต่บางเรื่องเกินขอบข่ายการทำงานของกมธ.สามัญเพียงแค่คณะเดียว เพราะครอบคลุมหลายกระทรวง หลายหน่วยงาน หลายฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบ จึงอยากถามว่าเหตุใดจึงต้องมีการคุมกำเนิดการตั้งกมธ.วิสามัญ และรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร หากไม่ใช้กลไกการตั้งกมธ.วิสามัญ 

เมื่อถามว่า การมาแถลงข่าวครั้งนี้ได้รับสัญญาณอะไรมาหรือไม่ จึงกลัวว่าจะมีการชิงปิดประชุมก่อน นายพริษฐ์ กล่าวว่า เหตุที่มีการแถลงข่าวในวันนี้อเพราะเป็นการย้ำมติของวิปฝ่ายค้านที่ยังไม่ได้รับคำยืนยันว่าจะมีการตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาหรือไม่ และเป็นการส่งสัญญาณไปถึงรัฐบาลด้วย 

พริษฐ์ วัชรสินธุ
พริษฐ์ วัชรสินธุ
พริษฐ์ วัชรสินธุ

แสวง ย้ำ กกต.พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-สก.-นายกพัทยา 28 มิ.ย.นี้

แสวง ย้ำ กกต.พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-สก.-นายกพัทยา 28 มิ.ย.นี้

แสวง ย้ำ กกต.พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-สก.-นายกพัทยา 28 มิ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.24 น.

แสวง ย้ำ กกต.พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-สก.-นายกพัทยา 28 มิ.ย.นี้ ใช้กปน.มืออาชีพลดผิดพลาด ด้านผอ.กกต.กทม. เผย 6,632 หน่วยเลือกตั้ง กทม.เพิ่มจากสส. 102 หน่วย ตั้งเป้าคนใช้สิทธิ์ 75% เชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน 1 ปีเงื่อนไขใหญ่ทำพรรคการเมืองพลาดส่งผู้สมัคร

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) รวมถึงนายกเมืองพัทยา พร้อมกันในวันที่ 28 มิ.ย.2569 ว่า ขณะนี้ในส่วนของกกต.กทม. และกกต.ชลบุรี ได้เริ่มดำเนินการตามแผนงานแล้ว ซึ่งก็ไม่มีความหนักใจ โดยได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมจัดเตรียมความพร้อมในขั้นตอนต่างๆ ซึ่งได้มีการนำบทเรียนจากการเลือกตั้งสส.ครั้งที่ผ่านมา มาปรับปรุง เพื่อให้สอดรับกับการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นโมเดลใหม่ โดยจะนำกปน.มืออาชีพมาใช้กับการเลือกตั้งในกทม.ในพัทยา เพื่ออบรมกปน. ให้มีความเป็นมืออาชีพ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดและให้เป็นที่ยอมรับ โดยผู้ได้รับเลือกเป็นกปน.จะต้องถูกอบรมจาก กกต. อย่างเข้มข้น และอาจจะได้รับหนังสือรับรองไลเซนด้วย รวมทั้งเพิ่มมาตรการคุ้มครองผู้มาเป็น กปน. ให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวผอ.กกต.ชลบุรีไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่กรณีการเลือกตั้งสส.ชลบุรี เขต 1 นั้น นายแสวง กล่าวว่า ยอมรับว่าจ.ชลบุรี เป็นพื้นที่มีการแข่งขันสูง ปัญหาที่ผ่านมาแม้จะมีประชาชนเข้ามาร้องเรียน แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผอ.กกต.ชลบุรีด้วย ซึ่งความคืบหน้าในเรื่องคดีก็เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย

ด้าน ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต. กทม.) กล่าวว่า ในส่วนของสำนักงาน กกต. กทม. ได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องการสำรวจหน่วยเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว โดยเขตเลือกตั้งแบ่งเป็นจำนวน 50 เขต มีหน่วยเลือกตั้ง 6,632 หน่วย เพิ่มจากการเลือกตั้งสส. มา 102 หน่วย และเตรียมการสรรหากรรมการประจำเลือกตั้ง(กปน.) ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นรายงานไปยัง กกต.เพื่อพิจารณาแต่งตั้งต่อไป

ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ได้มีการประชาสัมพันธ์ในส่วนของผู้ที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งที่งผู้ว่า ฯ และส.ก. ในวันที่ 21 พ.ค.นี้ แต่ในส่วนของกฎหมายจัดตั้งนั้น ผู้ว่าฯสามารถที่จะรักษาการได้ ส่วนเรื่องการจะลาออกหรือไม่นั้นเราเป็นเพียงผู้ให้ข้อมูล ถ้ามีความจำเป็นท่านก็จะลาออกก่อน เพื่อที่จะให้มีการเลือกตั้งในวันเดียวกัน ซึ่งทางสำนักงานกกต. ได้ประกาศเห็นชอบให้เลือกตั้งในวันที่ 28 มิ.ย. นี้พร้อมกันกับเมืองพัทยา

เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่า ฯจะลาออกนั้น ว่าที่ร.ต. สัมพันธ์ กล่าวว่า ได้ยินตามกระแสข่าว เพราะถ้ายื่นอย่างเป็นทางการยังไม่มีถ้าจะยื่นลาออกต้องไปยื่นกับทางกระทรวงมหาดไทยเอง

เมื่อถามว่ามีความกังวลหรือเป็นห่วงในเรื่องใดในการเลือกตั้งหรือไม่  ว่าที่ร.ต. สัมพันธ์ กล่าวว่า ตอนนี้ทางสำนักงาน กกต. กทม. เรามีการซักซ้อมเรื่องลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงตั้งแต่ก่อนเข้าห้วงเวลา 180 วันก่อนครบวาระ ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.2568 มีการทำความเข้าใจให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือผู้ที่สนใจไปในบางส่วนแล้ว ส่วนเรื่องของความคาดหวังของผู้จะมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในครั้งนี้เราก็ได้ดูจากการเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมา มีผู้มาใช้สิทธิ์ 70 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นในการเลือกตั้งครั้งนี้เราก็คาดว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิ์ 75 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากว่าเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นประชาชนจะให้ความสนใจมาก กว่าการเลือกตั้งสส.

เมื่อถามว่าดูเหมือนการเลือกตั้งจะไม่ค่อยดุเดือดเพราะผู้สมัครจากพรรคการเมืองหลายพรรคไม่ได้ส่งผู้สมัครลง ว่าที่ร.ต. สัมพันธ์ กล่าวว่า อาจจะเนื่องด้วยจากคุณสมบัติที่ผู้สมัครจะต้องมีชื่อในทะเบียนบ้านซึ่งจะต้องมีชื่อในทะเบียนบ้าน 1 ปี นับถึงวันที่สมัคร จึงทำให้บางคนขาดคุณ สมบัติในตรงนี้ไป ส่วนเงื่อนไขยื่นภาษี 3 ปีย้อนหลังนั้นเป็นเพียงการนำมาดีแคร์เท่านั้นเองไม่ได้เป็นลักษณะต้องห้าม

เมื่อถามถึงโมเดลแต่งตั้ง กปน.ใหม่อย่างไรบ้าง ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า ทางสำนักงานกกต. ส่วนกลางได้ประชุมจัดทำกปน.มืออาชีพ โดยจะมีการเริ่มต้นจาก 6,632 คน คือจะเป็นประธานหน่วยทุกหน่วยของกรุงเทพฯ ซึ่งในวันที่ 1 พ.ค.นี้ ได้มีการนัดหมายปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งต่อไปจะเป็นผู้ อำนวยการเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร จะได้พบปะและพูดคุยเตรียมความพร้อมอบรม กปน.มืออาชีพหน่วยละ 1 คนก่อน ทั้งนี้การเลือกครั้งนี้ จะมีกปน. 9 คน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ต่อ1 หน่วยเลือกตั้ง ซึ่งจะใช้คนจำนวนกว่า 70,000 คน

เมื่อถามอีกว่ากังวลหรือไม่ว่าจะไม่ได้รับความร่วมมือเพราะที่ผ่านมากปน.ก็ถูกกระแสจากสังคมในการเลือกตั้ง ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า เท่าที่พูดคุยไม่ได้มีความกังวล เนื่องจากว่าเขาเข้าใจว่าในการเลือกตั้งก็มีกระแส และเรื่องความกดดันอะไรเล็กๆน้อยๆ แต่ส่วนใหญ่เป็นกปน.อยู่แล้ว บางคนเป็นมาแล้ว 10-20 ปี ฉะนั้นเขามีความรู้ความเข้าใจ อพไรผิดพลาดเราก็นำข้อนั้นมาปรับแก้ต่อไปให้ดีขึ้น ดังนั้นจึงไม่มีความกังวล ครู-อาจารย์ยังมีความพร้อมในการเป็น กปน.ต่อไป

สุริยะ เคลียร์ปมย้ายอธิบดีฝนหลวง ยันไม่เกี่ยวสายคนใกล้ชิด อ้างความเหมาะสม

สุริยะ เคลียร์ปมย้ายอธิบดีฝนหลวง ยันไม่เกี่ยวสายคนใกล้ชิด อ้างความเหมาะสม

สุริยะ เคลียร์ปมย้ายอธิบดีฝนหลวง ยันไม่เกี่ยวสายคนใกล้ชิด อ้างความเหมาะสม

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.15 น.

“สุริยะ”เคลียร์ปมย้ายอธิบดีฝนหลวง ยันไม่เกี่ยวสายคนใกล้ชิด อ้างความเหมาะสม เปิดทางให้คนรุ่นใหม่เข้าทำงานแก้ปัญหารากหญ้า ยันไม่เคยคุยตัวต่อตัว”อธิบดีกรมฝนหลวง”แถวย่านรัชดา แย้มให้สื่อตรวจสอบที่ตั้งพรรคย่านรัชดาคือพรรคไหน ย้ำพร้อมเปิดห้องรอ”ราเชน”ถ้าติดใจสาเหตุการย้าย

29 เมษายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงจากกรณีที่วานนี้ (28 เม.ย.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติในการโยกย้ายตำแหน่งของ นายราเชน​ ศิลปะรายะ​ จาก อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร มาดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบกับในวันนี้ นายราเชน​ได้เปิดเผยผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย ว่าสาเหตุที่ถูกสับเปลี่ยนตำแหน่งคาดว่าน่าจะมาจากการไม่รับโทรศัพท์ของหลานของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ แต่ติดภารกิจต้องลงพื้นที่ในการปฏิบัติการกับไฟป่า นั้น ว่า ขอให้สังคมพิจารณาดูว่าประเด็นแค่นี้จะต้องถึงขั้นมีการโยกย้ายตำแหน่งเลยหรือไม่ และตั้งแต่ที่ตนเองเคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2545 ไม่เคยใช้อำนาจในการโยกย้ายข้าราชการ เพื่อสร้างความไม่พอใจในการทำงานของข้าราชการ

ส่วนสาเหตุที่มีการโยกย้ายตำแหน่งในครั้งนี้มาจากหลายปัจจัย โดยมองว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกี่ยวข้องกับประชาชนรากหญ้าเป็นหลัก ที่ต้องมีการเร่งการดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และส่วนหนึ่งในปัจจัยดังกล่าวมองว่าข้าราชการที่ใกล้เกษียณอายุอาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงเป็นสาเหตุในการปรับเปลี่ยนโยกย้ายในครั้งนี้

ส่วนประเด็นว่าการที่หลานของนายสุริยะ พยายามติดต่อหาอธิบดีกรมฝนหลวงและการเกษตร จะเป็นการของานหรือไม่ นายสุริยะ ยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวหากเป็นความจริงถือว่าผิดกฎหมาย และเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาสาเหตุดังกล่าวไปย้ายอธิบดี และที่ผ่านมาเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ได้เน้นย้ำกับผู้อำนวยการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎเกณฑ์ และได้สอบถามกับหลานของตนเองแล้วทราบว่า ได้มีการโทรศัพท์ไปขอเข้าพบจริง แต่ยังไม่ได้มีการพูดอะไรกัน

ส่วนประเด็นที่นายราเชน เปิดเผยว่ามีการขอข้อมูลการจัดทำคำของบประมาณปี พ.ศ.2570 ของแต่ละหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปพูดแถวย่านรัชดานั้น นายสุริยะ ย้ำว่า ตนเองไม่เคยไปพูดคุยเรื่องดังกล่าวย่านรัชดา โดยขอให้พิจารณาดูที่ตั้งของพรรคใดอยู่ในย่านรัชดา ซึ่งพรรคเพื่อไทย (พท.) ไม่ได้อยู่ในเขตนั้น ยืนยันว่า มีการขอเรียกดูข้อมูลจริง เนื่องจากพรรคเพื่อไทยได้รับการประสานให้เข้ามาดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงต้องมีการเรียกขอดูข้อมูล ในเรื่องของงบประมาณต่างๆ ของหน่วยงานในสังกัด เพื่อให้มีการสอดคล้องกับแนวนโยบายของพรรคที่จะขับเคลื่อน และเพื่อให้เป็นไปตามกรอบแนวทางของสำนักงบประมาณเท่านั้น โดยในครั้งนั้นได้มอบหมายให้ นายสรวุฒิ เนื่องจำนง เป็นผู้แทนในการพูดคุย

ทั้งนี้ นายสุริยะ ระบุว่า ตนเองมีความยินดีหากนายราเชนต้องการเข้ามาพูดคุย และยินดีรับฟัง แต่ขอยืนยันว่า สาเหตุที่โยกย้ายตำแหน่งของนายราเชนเพราะไม่ให้หลานของตนเองเข้าพบนั้นไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนงานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จากนี้ก็ยังคงมุ่งเน้นในการรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น รวมไปถึงสถานการณ์ไฟป่าที่ยังคงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

แสวง จวกพรรคการเมือง โยนบาป กกต. ทั้งที่เห็นกติกาไม่เป็นธรรม กลับไม่แก้จุดบกพร่อง

แสวง จวกพรรคการเมือง โยนบาป กกต. ทั้งที่เห็นกติกาไม่เป็นธรรม กลับไม่แก้จุดบกพร่อง

แสวง จวกพรรคการเมือง โยนบาป กกต. ทั้งที่เห็นกติกาไม่เป็นธรรม กลับไม่แก้จุดบกพร่อง

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.08 น.

แสวง จวกพรรคการเมือง โยนบาป กกต. ทั้งที่เห็นกติกาไม่เป็นธรรมกลับไม่แก้จุดบกพร่อง เอื้อให้ตัวเองทำงานสะดวก ชี้กฎหมายพรรคการเมืองน่าจะดีกว่านี้ ย้ำเลือกตั้งเป็นผลร่วมกันกับประชาชน ส่วน กกต.มีหน้าที่รายงานผล-ทำตามกฎหมาย พร้อมดัน ไอโหวต ทดลองใช้ท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่โรงแรมทีเคพาเลซ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดการอบรมทบทวนวิทยากรหลักสูตรพรรคการเมืองคุณภาพประจำปี 2569 รุ่นที่ 2 ภาคกลางและภาคใต้ ว่าเรามาถึงทุกวันนี้ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจะครบ 100 ปี ความคาดหวังการเมืองของไทยน่าจะดีขึ้น  แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่ไปไหน หากถึงไหนท่านคงไม่ต้องมานั่งอยู่ตรงนี้ โดยเฉพาะตัวแทนสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ตนเห็นว่าบุคคลเหล่านี้มีลักษณะพิเศษต่างจากคนทั่วไปที่มีความเสียสละ และอาสาเข้ามาทำงาน โดยไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เพราะเมื่ออาสามาทำงานก็จะเห็นเป้าหมายชัดเจนว่าจะสำเร็จด้วยวิธีอะไรภายในระยะเวลาเท่าใด ซึ่งสิ่งที่ท่านกำลังทำ เป้าหมายยิ่งใหญ่มาก แต่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จด้วยวิธีการใด

“ที่ผ่านมา มีคนพยายามทำแบบนี้ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่จนถึงทุกวันนี้ ต้องยอมรับว่ามีปัญหา ที่สำคัญการเมืองกระทบกับชีวิตประจำวันโดยเฉพาะประเทศไทยใช้การเมืองนำทุกเรื่อง คนชนะกินรวบ ซึ่งมีปัญหาพอสมควร จากนี้ไปสำนักงานฯ วิทยากร และพรรคการเมืองจะทำงานร่วมกันเพิ่มเติมจากสิ่งที่ทำอยู่ ซึ่งยังไม่ประสบความสำเร็จในการที่จะปลูกฝังหรือให้ความรู้เรื่องระบอบประชาธิป 
ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้เราอยู่ร่วมกันแบบภราดรภาพคือความเป็นพี่น้อง ซึ่งภราดรภาพเป็นหนึ่งใน 3 หลักของระบอบประชาธิปไตย ที่ประ กอบด้วย สิทธิเสรีภาพ ภราดรภาพ และความเสมอภาค แต่บ้านเราอ้างแต่สิทธิเสรีภาพแทบจะไม่ใช้ภราดรภาพ”

นายแสวง กล่าวอีกว่า ในอดีตเราจะใช้ แต่ภราดรภาพด้วยซ้ำ คือการอยู่แบบพี่น้องแต่ตอนหลังคนจะอ้างสิทธิ์ ซึ่งภราดรภาพคือกำหนดความรับผิดชอบต่อสังคม อยู่บนเหตุและผล แม้จริงๆหลักภราดรภาพจะไม่หายไป แต่ประเทศไทยไม่ได้ใช้ ทั้งที่มันอยู่ร่วมกันได้กับหลักสิทธิเสรีภาพ และหากใช้ 3 หลักพร้อมกันถือเป็นความสมดุล แต่หากใช้หลักสิทธิเสรีภาพแล้วไม่รับผิดชอบก็จะเป็นอย่างที่เกิดขึ้นถึงขั้นมีความเห็นต่างและอยู่ร่วมกันลำบาก  เราเริ่มตัดสินคนจากที่ยืนของแต่ละคน ซึ่งไม่ควรจะเป็นแบบนี้ คนเห็นต่างกันได้ สิ่งที่วิทยากรจะทำคือบางพื้นที่คนเห็นต่างกัน ก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ นั่นคือนำหลักประชาธิปไตยมาใช้กับชีวิตประจำวัน ในอดีตการให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยมีน้อย ไม่รู้ว่าผู้มีอำนาจคิดอย่างไร และไม่ได้อยู่ในหลัก สูตรอะไรเลย แตกต่างจากต่างประเทศที่มีบรรจุไว้ในหลักสูตรเช่นเยอรมัน เกาหลี  ที่มีประสบการณ์จากความเลวร้ายทางการเมืองก็จะสร้างพลเมืองว่าหลักประชาธิปไตยแบบเขาต้องการคนแบบไหน และจนถึงทุกวันนี้ก็อยู่แบบที่เราเห็นคือจะใช้หลักสูตรนี้ในการทำให้สังคมเป็นสังคมประชาธิปไตยที่อยู่ร่วมกันได้

“ส่วนที่ทำไมต้องใช้พรรคการเมืองทำเรื่องนี้ เพราะพรรคการเมืองเป็นที่รวมของคนที่มีอุดมการณ์ที่เสียสละเข้ามา และเป็นประชาชนเหมือนกันประชาชนน่าจะเชื่อพรรคการเมืองมากกว่าองค์กรอื่นเนื่องจากรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันและเข้าถึงได้ เราจึงจะใช้ชุดความรู้ที่เรามีไปผ่านพรรคการ เมือง วิทยากรจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะไปถ่ายทอดความรู้ให้กับพรรคการเมืองต่อไปเพื่อให้พรรคการเมืองไปถ่ายทอดให้กับประชาชน สิ่งที่ทำมาเป็นความรู้ที่เป็นทางการ แต่ผลของประชาธิปไตยคือการใช้ชีวิตประจำวัน เหตุและผล ไม่ได้เกิดจากตัวหนังสือและเรามีประสบการณ์จากประชาธิปไตยในหนังสือ เรามีกฎหมายที่คิดว่าดีอยู่ 3 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  บางคนก็บอกว่าเป็นฉบับประชาธิปไตยหรือฉบับปราบโกงอะไรก็แล้วแต่ ใช้มา 20 ปีตั้งแต่ 2540 หรือเกือบ 30 ปี เราใช้รัฐธรรมนูญมา 3 ฉบับ คนก็คาดหวังว่ากฎหมายจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้ แต่กลับไม่เปลี่ยน ไม่ได้ไปไหนเลย”นายแสวง กล่าว

และว่า”การเมืองเราจะแก้ไขกฎหมายจากไก่ให้เป็นนก จะเขียนกฎหมายให้กลายเป็นนกหรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่สามารถเปลี่ยนได้ เพราะผู้เล่นหรือผู้เลือกยังคือคนกลุ่มเดียวกันเป็นคนกลุ่มเดิม ยุบพรรค มีรัฐธรรมนูญใหม่ก็จะมีคนกลุ่มเดิมไปตั้งพรรค คนกลุ่มเดิมไม่ได้ไปไหน ขณะที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะแก้ไขกฎหมายอย่างไรก็ยังคงเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมี 52 ล้าน คนกลุ่มเดิม ชุดความรู้ความคิดเหมือนเดิมไปเลือกตั้งเหมือนเดิม ไม่เห็นจะเปลี่ยนประเทศไปได้ สิ่งที่จะเปลี่ยนได้คือชุดความรู้ที่พวกเรากำลังจะนำไปบอกต่อ ไม่ได้บอกว่าจะไปสั่งสอน แต่เป็นการไปแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านว่าสังคมจะดีได้ด้วยตัวเราเอง เพราะระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ดีด้วยระบบราชการหรือด้วยใคร แต่ดีด้วยประชาชน”

นายแสวง กล่าวต่อว่า เมื่อวานได้ไปชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา ตนได้ ชี้แจงว่าจริงๆประชาธิปไตยเป็นฐานหนึ่งของการเลือกตั้ง และประชาธิปไตยการเลือกตั้งมาจากประชาชน 100% ไม่มีกกต. เป็นเรื่องที่ประชาชนทำร่วมกัน ผลของการเลือกตั้งหรืออะไรก็แล้วแต่เป็นสิ่งที่ประชาชนทำร่วมกัน ประชาชนกลุ่มหนึ่ง อาสามาเป็นกปน.ครั้งที่แล้ว 1.6ล้านคน ประชาชน 52 ล้านคนเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ประชาชนส่วนหนึ่งอาสาเป็นสื่อเป็นสื่อเป็นผู้สังเกตการณ์ กกต.ไม่มี สิ่งที่ทำร่วมกันเป็นกลุ่มก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันเป็นกลุ่ม กกต.เป็นเพียงคนรายงานผลสิ่งที่ประชาชนทำร่วมกัน เลือกตั้งอย่างไร ท่านจะไปซื้อเสียงอย่างไร กปน.จะทำผิดอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราออกแบบกฎหมาย กกต.ออกแบบร่วมกับประชาชน ให้ประชาชนดูแลประเทศชาติร่วมกัน กปน.ทำผิด ท่านทักท้วงเราตรวจสอบคนซื้อเสียง นักการเมืองกับประชาชนซื้อเสียง มีคนนำมาร้อง เราตรวจสอบ กกต.มีหน้าที่นำสิ่งที่ประชาชนทำร่วมกันแล้วมารายงานประชาชนว่าใครชนะเลือกตั้ง ใครทำผิด

“ระบบการเลือกตั้งของเราออกแบบมาแข็งแรงมาก ไม่มีใครจะแทรกแซงได้ไม่ว่าจะเป็นกกต.7 คนหรือเลขากกต.หรือผู้ยิ่งใหญ่จากบ้านใหญ่ที่ไหน แต่ถ้าเป็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นเรื่องที่เพิ่มขึ้นมานอกกรอบ เป็นเรื่องของผู้มีสิทธิกับประชาชน สิ่งต่างๆเหล่านี้หากเรานำไปทำให้เห็นว่าผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศคือประชาชน ท่านเป็นคนทำร่วมกันเมื่อเวลาเลือกตั้ง ไม่ได้เกี่ยวกับกกต.เลย ที่มีหน้าที่รายงานผลห ากทำผิดก็ไปดำเนินการตามกฎหมาย กกต.เห็นรู้เท่าประชาชนในวันเลือกตั้งไม่ได้เห็นมากกว่า “

นายแสวง ยังขอให้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แม้หลักสูตรนี้จะเกิดช้า แต่คิดว่าคนที่จะพูดกับประชาชนได้คือพรรคการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองก็จะได้รับความรู้จากหลักสูตรนี้และเห็นใจพรรคการเมือง เพราะเป็นสถาบันหลักในการให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตย ซึ่งทั้งโลกจะใช้กระบวนการผ่านพรรคการเมือง มีประเทศ ไทยเอาไปผ่านระบบราชการถึงมีปัญหา ซึ่งพรรคการเมืองไทยเกิดขึ้นโดยเน้นมิติด้านความมั่นคงมากกว่ามิติด้านเสรีภาพ ทำให้บางทีพรรคการเมืองถูกยุบ เวลาเกือบร้อยปี เป็นเวลาพรรคการเมืองไม่ถึงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเป็นเวลาของการรัฐประหาร เมื่อมีการรัฐประหารก็ทำให้พรรคการเมืองขยับตัวได้ยาก การตั้งพรรคก็เป็นไปด้วยความยากและในระหว่างการดำเนินกิจการก็มีกฎเกณฑ์มากมาย ตนเป็นนายทะเบียนพรรคการ เมืองทราบดีว่าขาข้างหนึ่งท่านถูกถ่วงไว้ อีกข้างหนึ่งท่านจะพัฒนาก็ลำบาก แม้จะเห็นใจแต่เป็นเรื่องของกฎหมายซึ่งคนที่จะแก้ไขกฎหมายได้คือพรรคการเมือง หากเห็นว่าไม่ดีก็ไปแก้ไขให้ดีขึ้น

“จากที่ทำงานกับพรรคการเมืองมามองว่า พรรคการเมืองไม่ได้สนใจกฎหมายพรรคเท่าไหร่ ถ้าสนใจกฎหมายพรรคน่าจะดีกว่านี้เพราะมันคือบ้านของพรรคการเมืองเองซึ่งการแก้ไขพรรคการเมืองเป็นหน้าที่ของสภาหรือสส. แต่เมื่อมีอำนาจก็ไม่เห็นจะมามองแก้กฎหมายพรรค ให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างดีขึ้นหรือร่างกฎเกณฑ์ในการแข่งขันที่เป็นธรรมโดยบางอย่างท่านได้รับผลจากการกระทำก็ส่วนหนึ่ง ได้รับผลจากกฎหมายในการแข่งขันก็ส่วนหนึ่ง แต่เวลาแพ้ก็ลงมาที่กรรมการทุกครั้ง ทั้งที่กรรมการมีหน้าที่ทำตามกฎหมาย ถ้ากฎหมายยังไม่แก้เราก็ต้องตัดสินแบบนั้นทุกครั้ง การตัดสินและดุลพินิจทุกครั้ง แม้ว่าสังคมจะไม่เห็นด้วยหรือตำหนิหรือวิจารณ์อย่างไรหากย้อนเวลาให้ไปแก้เราก็จะมีมติอย่างนั้นเพราะเราใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยปัญหา จึงขอฝากประเทศชาติไว้กับทุกคนและพรรคการเมืองและวิทยากรพรรคการเมืองที่จะนำความรู้ไปเผยแพร่ พัฒนาการเมืองของประเทศไทยให้มีความเจริญมั่นคงยิ่งขึ้นไป”

นายแสวง ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ถึงการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้พรรคการเมืองดำเนินกิจการทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในการเลือกตั้ง  ว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหลักๆมีอยู่ 2 ฉบับ คือกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง และกฎหมายการเลือกตั้ง ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานกกต.เคยพยายามเสนอการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างพรรคการเมือง เพราะในการแข่งขันก็ถูกจับตามองจากสังคม ว่าคนคุมกติกาไม่เป็นธรรม กกต.ก็ถูกตรวจสอบดังนั้นกติกาต้องเป็นธรรม ถ้าเห็นว่าอะไรที่ไม่เป็นธรรม ก็อยากให้สส.แก้ไขเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แต่ที่ผ่านมาไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา ดังนั้นการแก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ กรณีดังกล่าวตนอยากให้สส. และพรรคการเมือง ในฐานะผู้ใช้กฎหมายและรู้ข้อบกพร่องสามารถที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ควรจะเสนอแก้กฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง และการเลือกตั้ง ไม่ใช่พอมีการเลือกตั้งแต่ละครั้งก็มาโทษกกต.ในฐานะกรรมการว่าทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง

“ผมพูดเฉพาะในส่วนของการเลือกตั้ง ซึ่งประชาชนเป็นคนเลือกตั้งเป็น เป็นส่วนที่ประชาชนทำร่วมกันมา โดยมีผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 52 ล้านคน มีกปน. 1.6 ล้านคน และส่วนที่เหลือเป็นสื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์ทำหน้าที่ตรวจสอบกันและกัน ในส่วนกกต.เป็นเพียงแค่ผู้รายงานผลการเลือกตั้งให้สาธารณชนทราบ “

นายแสวง ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นถึงในกรณีที่สส.มุ่งเน้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่าแกนแก้ไขปรับปรุงกฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายการเลือกตั้ง

ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้มีการนำไอโหวต หรือการลงคะแนนเลือกตั้งผ่านด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ว่า เป็นแนวคิดที่กกต. พยายามจะเสนอใช้ในการเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่ก็ยังไม่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสส. อย่างไรก็ตาม กกต.อาจจะนำระบบไอโหวต มาทดลองใช้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นไปก่อน เพราะสามารถทำได้เลยโดยที่ไม่ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย

แสวง เตรียมยื่นบัญชีพยานคดีบาร์โค้ด 11 คน ต่อ ศาล รธน. เผยเป็นคนในกกต. 7 คนนอก 4

แสวง เตรียมยื่นบัญชีพยานคดีบาร์โค้ด 11 คน ต่อ ศาล รธน. เผยเป็นคนในกกต. 7 คนนอก 4

แสวง เตรียมยื่นบัญชีพยานคดีบาร์โค้ด 11 คน ต่อ ศาล รธน. เผยเป็นคนในกกต. 7 คนนอก 4

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.49 น.

แสวง เตรียมยื่นบัญชีพยานคดีบาร์โค้ด 11 คน ต่อ ศาล รธน. คดีบาร์โค้ด เผยคนในกกต. 7 คน และคนนอก 4 คน ระบุพยานทุกคนพร้อม หากศาลฯ เรียก

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่โรงแรมทีเคพาเลซ ถนนแจ้งวัฒนะกรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการยื่นบัญชีพยาน และความเห็นของพยานในคดีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ว่าขณะนี้สำนัก งาน กกต.ยื่นบัญชีรายชื่อพยานทั้งหมด 11 คน โดย 7 คนเป็นคนจากสำนักงาน กกต. และอีก 4 คนเป็นคนนอก ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและผู้เชี่ยว ชาญด้านเทคโนโลยี  ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงจัดทำความเห็นของพยานทั้งหมดเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อเตรียมส่งให้ศาลรัฐธรรม นูญพิจารณา ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะเรียกพยานที่กกต.ได้เสนอไปมาไต่สวนหรือไม่นั้น เป็นดุลยพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม พยานของกกต.ทุกคนมีความพร้อมที่จะไปให้การด้วยตัวเองถ้าศาลเรียก

ปชน.กังขา ปธ.สภาฯ มีอะไรขัดข้อง ไม่ยอมเสนอชื่อ เท้ง แต่งตั้งเป็น ผู้นำฝ่ายค้าน

ปชน.กังขา ปธ.สภาฯ มีอะไรขัดข้อง ไม่ยอมเสนอชื่อ เท้ง แต่งตั้งเป็น ผู้นำฝ่ายค้าน

ปชน.กังขา ปธ.สภาฯ มีอะไรขัดข้อง ไม่ยอมเสนอชื่อ เท้ง แต่งตั้งเป็น ผู้นำฝ่ายค้าน

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.29 น.

ปชน. กังขา ประธานสภาฯ มีอะไรขัดข้อง ไม่ยอมเสนอชื่อ เท้ง แต่งตั้งเป็น ผู้นำฝ่ายค้าน ด้าน โสภณ แจงทำตามขั้นตอน ไม่มีถ่วงเวลา

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติ เรื่องขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ และเยียวยาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากภาวะการสู้รบในตะวันออกกลาง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒนสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขอหารือแทรกการพิจารณา ถึงความชัดเจนที่นายโสภณ จะนำชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอแต่งตั้งให้เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้ารับตำแหน่งแล้ว และตามรัฐธรรมนูญญ มาตรา 106 จำเป็นต้องแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานระบุว่ายังไม่ได้รับเอกสารแจ้งว่าใครเป็นหัวหน้าพรรค และข้อเท็จจริงจากที่ตนตรวจสอบพบว่าไม่จำเป็นต้องใช้เอกสาร และเมื่อวันที่ 27 เม.ย.  ประธานสภา กล่าวด้วยตนเองระบุว่าไม่ต้องใช้เอกสารนั้นและจะลงนามทูลเกล้าฯ ชื่อผู้นำฝ่ายค้าน แต่วันนี้ได้แจ้งผ่านสื่อมวลชน ว่า กำลังตรวจสอบคุณสมบัติอยู่

“คุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มีแค่ว่า เป็นหัวหน้าพรรคที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มากที่สุด และไม่มีสมาชิกดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานหรือ รองประธานสภาฯ คุณสมบัติมีแค่นี้ ผมขอถามว่าการตรวจสอบคุณสมบัติอะไรอีก และข้อเท็จจริงทราบว่าฝ่ายเลขาน่าจะยื่นเอกสารไปที่ประธานสภาฯ แล้วอยากทราบว่าจะลงนามเมื่อใด” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว 

จากนั้นนายโสภณ ชี้แจงว่า “หากทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ผมก็ลง หากไม่มีอะไรขัดข้องผมลงนามแน่นอน” ทำให้นายปกรณ์วุฒิ ซักว่า มีอะไรขัดข้องหรือไม่ ถึงต้องใช้เวลานาน ทำให้นายโสภณ ชี้แจงตอบว่า “เป็นไปตามระเบียบบและข้อบังคับของที่นี่ ไม่มีขัดข้อง ผมไม่ถ่วงเวลาหรอกครับ เสียเวลาเปล่าๆ” ก่อนที่นายโสภณจะตัดบทเข้าสู่การอภิปรายตามระเบียบวาระต่อไป

ด่วน! ทักษิณ ฉลุยผ่านพักโทษ ปล่อยตัว 11 พ.ค.-ไม่ต้องติดกำไล EM

ด่วน! ทักษิณ ฉลุยผ่านพักโทษ ปล่อยตัว 11 พ.ค.-ไม่ต้องติดกำไล EM

ด่วน! ทักษิณ ฉลุยผ่านพักโทษ ปล่อยตัว 11 พ.ค.-ไม่ต้องติดกำไล EM

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.15 น.

ด่วน! “ทักษิณ”ฉลุยผ่านพักโทษ รอปล่อยตัวจากเรือนจำ 11 พ.ค.นี้ วงประชุมถกไม่ต้องติดกำไล EM เหตุเป็นผู้ต้องขังอายุเกิน 70 ปี

ภายหลังจากที่คณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมี นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้รับมอบหมายจาก นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการฯ ประชุมหารือกับกรรมการแต่ละหน่วยงาน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ต้องขังเด็ดขาดทั่วประเทศที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์โครงการพักการลงโทษกรณีทั่วไป ตั้งแต่ช่วงเช้าเวลา 09.00 น.ที่ผ่านมา โดยมีรายชื่อบุคคลสำคัญ คือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องขังเด็ดขาดเรือนจำกลางคลองเปรม ที่คุมขังอยู่ภายในเรือนจำฯ ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย.68 จนถึงปัจจุบันวันที่ 29 เม.ย.69 เป็นระยะเวลา 7 เดือน กับอีก 20 วัน จึงเหลืออีกเพียง 12 วันก็จะคุมขังครบ 2 ใน 3 ของอัตราโทษ 1 ปี และจะได้รับการพักโทษคุมประพฤติในวันที่ 11 พ.ค.นี้

ล่าสุดเมื่อเวลา 13.30 น.วันนี้ (29 เมษายน 2569) ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ภายหลังจากที่คณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมี นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานฯ ประชุมหารือร่วมกับผู้แทนจากกรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการปกครอง กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการฯลฯ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบพักการลงโทษรายชื่อผู้ต้องขังเด็ดขาดจากทั่วประเทศที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพักการลงโทษกรณีทั่วไป เพื่อที่จะได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติตามระยะเวลาโทษคงเหลือ

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า ภายหลังการประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง ที่ประชุมฯ ได้มีมติให้ นายทักษิณ ชินวัตร ผู้ต้องขังเด็ดขาดเรือนจำกลางคลองเปรม เป็นผู้มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพักการลงโทษกรณีทั่วไป โดยไม่ต้องติดกำไล EM เนื่องด้วยเป็นผู้ต้องขังสูงวัยอายุเกินกว่า 70 ปี และมีโรคประจำตัว จากนั้นมติที่ประชุมที่เกิดขึ้นในวันนี้จะถูกส่งแจ้งไปยังผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม และเจ้าหน้าที่คุมประพฤติรับทราบ โดยหลังจากนี้ในวันที่ 11 พ.ค.69 เรือนจำกลางคลองเปรมจะได้ดำเนินการปล่อยตัวนายทักษิณ เข้าสู่การคุมประพฤติอีก 4 เดือน