กองทัพบก ชี้คดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ เป็นเรื่องทางสังคม ไม่ใช่ความมั่นคง

กองทัพบก ชี้คดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ เป็นเรื่องทางสังคม ไม่ใช่ความมั่นคง

กองทัพบก ชี้คดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ เป็นเรื่องทางสังคม ไม่ใช่ความมั่นคง

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.59 น.

โฆษก ทบ. มอง คดียิง “สส.กมลศักดิ์” เป็นเรื่องทางสังคม ไม่ใช่ความมั่นคง ย้ำใครเห็นต่างรัฐ เจ้าหน้าที่ก็ไม่เคยใช้วิธีการตามที่กล่าวอ้าง

วันที่ 25 เมษายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก  พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณี นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ไปแจ้งความเพิ่มเติม 2 ทหาร ในคดีลอบยิง คาดเป็นผลจากการไปช่วยชาวบ้าน และอาจขัดแย้งกับฝ่ายความมั่นคง ว่า เรื่องนี้เป็นคดีความทางสังคม น่าจะไม่ใช่คดีความมั่นคง หลักๆแล้วทางตำรวจก็ต้องรับผิดชอบมากกว่า แต่ขอย้ำว่าเจ้าหน้าที่จะไม่ไปขัดแย้งกับใคร ซึ่งผู้ที่อาจมีความเห็นแตกต่างจากเจ้าหน้าที่รัฐ

เราก็ไม่เคยใช้วิธีการแบบนั้นอยู่แล้ว และจะเห็นในทุกการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐไม่ว่าจะเป็นการป้องกันชายแดน การรักษาความมั่นคงภายใน ก็มีบุคคลที่คิดเห็นไม่ตรงกัน แต่เจ้าหน้าที่รัฐก็คงมีวิธีการที่อยู่ในกรอบ แต่ลักษณะที่ไปประเมินหรือคาดเดา คิดว่าคงไม่น่าเป็นช่องทางแก้ปัญหาของเจ้าหน้าที่ภาครัฐอยู่แล้ว ซึ่งเราจะเห็นว่าสังคมทั่วไปมีคนคิดเห็นต่างจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เราก็ไม่ต้องทำอะไรในลักษณะที่พูดถึงแบบนั้น

ทบ.มองคำพูด หวัง อี้ กัมพูชาไม่อยากรบแล้ว ยังต้องรอประเมิน แม้ท่าทีปัจจุบันไม่คุกคาม

ทบ.มองคำพูด หวัง อี้ กัมพูชาไม่อยากรบแล้ว ยังต้องรอประเมิน แม้ท่าทีปัจจุบันไม่คุกคาม

ทบ.มองคำพูด หวัง อี้ กัมพูชาไม่อยากรบแล้ว ยังต้องรอประเมิน แม้ท่าทีปัจจุบันไม่คุกคาม

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.54 น.

ผบ.ทบ.ย้ำ เกาะติดชายแดน เข้มข้อมูลการข่าว ด้าน โฆษก ทบ. สรุปภาพรวม ฝ่ายไทย ยังยึดมั่นถ้อยแถลง มองคำพูด “หวังอี้” กัมพูชาไม่อยากรบแล้ว ยังต้องรอประเมิน แม้ท่าทีปัจจุบันไม่คุกคาม ย้ำ ติดตามเงินรัฐบาลเยียวยา 10 ล้าน ปะทะรอบ2

วันที่ 25 เมษายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก  พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวผลการประชุมหน่วยขึ้นตรงของกองทัพบก พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ได้กําชับติดตามสถานการณ์ชายแดนและเฝ้าระวัง ปฏิบัติภารกิจที่ดําเนินการอยู่ให้ต่อเนื่องไป เช่น ปรับปรุงที่มั่น ลาดตระเวน เก็บข้อมูลด้านการข่าวที่คิดว่ามีประโยชน์ในการดูแลรักษาพื้นที่ และได้เน้นย้ําในเรื่องความปลอดภัยของกําลังพล ให้ทุก ๆ หน่วยได้ให้ความสําคัญ

พล.ท.วินธัย กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ไทย-กัมพูชาในส่วนของกองทัพไทยยังคงยึดมั่นดําเนินการตามถ้อยแถลง 27ธ.ค.68 อย่างเคร่งครัด พร้อมจะเข้าสู่ความร่วมมือการหารือ การคงกําลังซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบ ให้คงกําลังที่ตั้งปัจจุบัน และไม่เพิ่มเติมกําลังตลอดแนวชายแดน ไม่ยั่วยุ หลีกเลี่ยงการสื่อสารข้อมูลเท็จ และการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยที่ผ่านมายังได้รับความร่วมมือน้อย แต่ต้องดํารงความมุ่งมั่นในสิ่งต่างๆให้เป็นไปในแนวทางที่ดีขึ้น ขอย้ำว่าฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นอย่างเคร่งครัด

สําหรับภาพรวมสถานการณ์ปัจจุบันทั้งสองประเทศ มีการเตรียมความพร้อมกําลังทั้งสองฝ่ายแต่อยู่ในพื้นที่เขตอธิปไตยของตัวเอง ทั้งนี้ในช่วงเดือนที่ผ่านมายังไม่พบการยั่วยุที่สําคัญ แต่มีเหตุการณ์ที่มองเข้าข่ายบ้างแต่เกิดขึ้นประปราย ซึ่งไม่ชัดเจนในเจตนา ชุดประสานงาน ยังสามารถสื่อสารตามความเข้าใจกันได้ และกองทัพบกยังเตรียมความพร้อมไม่ประมาทต่อสถานการณ์

สําหรับผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา(RBC) 23 เม.ย.ที่ช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ ทั้งสองฝ่ายยังคงยืนยันความร่วมมือใกล้ชิดโดยมีการประสานงานต่อเนื่องกว่า80ครั้งรวมทั้งแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธีพร้อมผลักดันความร่วมมือด้านมนุษยธรรมการป้องกันไฟป่า การแก้ไขปัญหาข่าวปลอม ลดความตึงเครียดในทางทหาร ขณะเดียวกันฝ่ายไทยก็ยืนยัน พัฒนาเส้นทางทางยุทธวิธีที่อยู่ในพื้นที่อภิปรายของไทย โดยไม่ขัดต่อถ้อยแถลง 

เมื่อถามถึงกรณี นายหวังอี้ รมว.ต่างประเทศจีน ระบุว่า กัมพูชาไม่อยากรบแล้ว พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ข้อมูลในด้านการข่าวกัมพูชายังไม่ได้แสดงท่าทีอยู่ในจุดที่น่ากังวล ในช่วงนี้เป็นเรื่องของการสื่อสารที่อาจจะทําให้ประชาชนเกิดความกังวล แต่ถ้ามองในภาพใหญ่ข้อมูลด้านการข่าวทหาร ยังไม่มีทีท่าที่จะส่งผลคุกคามต่อฝ่ายไทย กรณีที่เราอาจเห็นข่าวสาร การพูดผ่านสื่อ ไม่สามารถประเมินเป็นปัจจัยหลักที่จะเกิดสถานการณ์ได้ ต้องมองที่ข้อมูลการข่าวทางด้านการทหาร หรือข้อมูลทางด้านความมั่นคงเท่านั้น

เมื่อถามเมื่อถามว่ากัมพูชาเคยประสานกับกองทัพหรือไม่ ว่าไม่อยากจะสู้แล้ว พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ยังไม่มีข้อมูล

เมื่อถามว่ามองอย่างไร จีนอาสาเป็นตัวเชื่อมระหว่างไทย-กัมพูชา พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ในมิติต่างประเทศ มีท่าทีไม่ต้องการ หรือ สนับสนุนให้มีการใช้กําลัง แต่ตามมารยาทก็ไม่ได้ห้ามหรือแสดงท่าทีจะขัดขวางอย่างไร คงเป็นเรื่องของสองประเทศที่จะต้องตัดสินใจต่อกัน

เมื่อถามว่า ในพื้นที่ มีบางจุดที่กัมพูชาขยับฐานเข้ามาใกล้ไทย พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ในอดีตการวางกำลังสองฝ่ายจะอยู่ติดกัน แต่หลังเหตุปะทะ กัมพูชาถอยไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ เมื่อสถานการณ์ไม่น่ากังวลก็ขยับกําลังเข้ามา แต่ยังไม่ได้มีผลกระทบอะไรในการดูแลพื้นที่ชายแดนหรือหากมีการปฏิบัติทางทหารก็ไม่มีผลอะไรอยู่อยู่แล้ว เพียงแต่ฝ่ายกัมพูชา เมื่อเข้าไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ โดยหลักยุทธวิธีทางทหารก็ต้องปรับปรุงหาที่กําบังที่อยู่ที่เหมาะสมทางทหารของฝ่ายกัมพูชาและคงไม่รุกล้ําในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยได้ควบคุมอยู่

ด้าน พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวเพิ่มเติม สําหรับเรื่องเงินเยียวยา ให้กับทหารที่บาดเจ็บเสียชีวิตและทุพพลภาพใน เกิดเหตุปะทะทั้งสองรอบ จํานวน 10 ล้านบาท ในเหตุการณ์ปะทะรอบแรก ได้จ่ายครบถ้วนแล้ว ในขณะที่เหตุปะทะรอบสอง อยู่ในขั้นตอนทางราชการ ยืนยันว่ากองทัพบกได้ติดตามใกล้ชิด สำหรับเงินชดเชยในส่วนของกอฃทัพบกได้รับครบถ้วนหมดแล้ว ยืนยันไม่ทอดทิ้ง ผู้บังคับบัญชาได้ลงพื้นที่ติดตามความช่วยเหลือและดูแลสิทธิให้ครบถ้วน

ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง เดฟ ชยพล ฟ้อง ตร. ปมหมายจับ ม.112 ผิดพลาด

ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง เดฟ ชยพล ฟ้อง ตร. ปมหมายจับ ม.112 ผิดพลาด

ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง เดฟ ชยพล ฟ้อง ตร. ปมหมายจับ ม.112 ผิดพลาด

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.34 น.

วันนี้ 27 เมษายน 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยคดีของ เดฟ ชยพล กรณียื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เหตุขอออกหมายจับคดี ม.112 ผิดพลาด โดย ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง เห็นว่าการกระทำของตำรวจชอบด้วยกฎหมาย โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง ‘เดฟ’ ชยพล กรณียื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เหตุขอออกหมายจับคดี ม.112 ผิดพลาด เห็นว่าการกระทำของตำรวจชอบด้วยกฎหมาย – ยังไม่ถูกจับกุม

วันที่ 27 เม.ย. 2569 เวลา 09.30 น. ศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ในคดีของ “เดฟ” ชยพล ดโนทัย อดีตสมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรณีถูกขอออกหมายจับคดีมาตรา 112 ผิดพลาด จากเหตุการณ์พ่นสีพระบรมฉายาลักษณ์ในสถานที่ต่าง ๆ บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในช่วงคืนวันที่ 10 ม.ค. 2564 โดยที่ชยพลไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์แต่อย่างใด



ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 607 ชยพลเดินทางมาศาลพร้อมกับทนายโจทก์ ส่วนฝ่ายจำเลยมีผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลย ต่อมาศาลออกนั่งพิจารณาคดี และเริ่มอ่านคำพิพากษาในคดีของชยพลในเวลา 10.20 น. โดยอ่านคำพิพากษาว่า “ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้องโจทก์” สำหรับรายละเอียดคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ระบุดังนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยกระทำละเมิกต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลย ฝ่ายสืบสวนสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง ตรวจสอบพบป้ายพระบรมฉายาลักษณ์ถูกพ่นสเปรย์เป็นข้อความต่าง ๆ นั้น และเห็นว่าเป็นการหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ จึงแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี ก่อนมีการแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่ง จากการสืบสวนติดตามจากกล้องวงจรปิดบันทึกภาพ ได้ความว่าบุคคลดังกล่าวชื่อสิริชัย นาถึง และชายอีก 1 คน



อีกทั้งมีตรวจสอบทะเบียนรถจักรยานยนต์พบว่า เป็นกรรมสิทธิ์ของมารดาของโจทก์ และสืบทราบว่าโจทก์เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเป็นเพื่อนกับสิริชัย คณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นเชื่อว่าชายซึ่งยังไม่ทราบชื่อว่าเป็นใครนั้นคือโจทก์ในคดีนี้ จึงรวบรวบพยานหลักฐานและยื่นคำร้องขอออกหมายจับสิริชัยและโจทก์ในคดีนี้ พนักงานสอบสวนได้เข้าไต่สวนและนำพยานหลักฐานมาประกอบ จึงเป็นการปฏิบัติตามข้อบังคับประธานศาลฎีกา พ.ศ. 2548 ข้อ 14, 16, 17

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าก่อนยื่นคำร้องขอออกหมายจับ ไม่ได้มีการตรวจสอบถิ่นที่อยู่ของโจทก์ในวันเกิดเหตุให้แน่ชัดก่อน เห็นว่าแม้พนักงานสอบสวนไม่ได้รอผลตรวจสอบการใช้งานโทรศัพท์มือถือของโจทก์ก็ตาม แต่การตรวจสอบตำแหน่งผู้ใช้งานอาจไม่ใช่เจ้าของหมายเลขที่แจ้งไว้แก่ผู้ให้บริการ

ศาลอุทธรณ์จึงเห็นว่า การรวบรวมพยานหลักฐานเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย มิได้ประมาทเลินเล่อ และมิได้มีเจตนาใส่ร้ายโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย อีกทั้งเป็นฐานความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นความผิดร้ายแรงอันกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ กระทบจิตใจของปวงชนชาวไทย และเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง กลุ่มผู้กระทำความผิดไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินราชการเป็นวงกว้าง เจ้าพนักงานตำรวจจึงต้องเร่งสืบสวน ปราบปราม นำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี ซึ่งทำการสืบสวนมารอบคอบแล้ว มีพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าโจทก์มีส่วนร่วมในการกระทำผิด จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่ต้องออกหมายเรียกโจทก์

ต่อมาเมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่ายังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันการกระทำความผิดของโจทก์ได้ คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนจึงยื่นคำร้องขอยกเลิกหมายจับ ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่โจทก์จะถูกจับกุมและถูกแจ้งข้อกล่าวหา

การกระทำของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและมิได้มีเหตุจูงใจที่จะตั้งข้อหาให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนั้น เจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจออกหมายจับ ทำให้โจทก์มีชื่อเป็นบุคคลที่เคยถูกออกหมายจับในฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเมื่อมีการสืบค้นก็จะพบประวัติอาชญากร เห็นว่า พนักงานสอบสวนยังมิได้นำข้อมูลหมายจับโจทก์ลงในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบกับการที่บุคคลจะมีประวัติอาชญากรจะต้องมีการพิมพ์ลายนิ้วมือ และส่งไปตรวจสอบที่กองทะเบียนประวัติอาชญากร ซึ่งโจทก์ยังมิเคยถูกเจ้าหน้าที่ของจำเลยจับกุมและพิมพ์ลายนิ้วมือแต่อย่างใด จึงไม่มีประวัติโจทก์อยู่ในกองทะเบียนประวัติอาชญากรของจำเลยแต่อย่างใด

ส่วนอุทธรณ์โจทก์ในประเด็นอื่น ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่ต้องวินิจฉัย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

องค์คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ได้แก่ ณเรศ ทรงประกอบ, ทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร และวิรัตน์ กาญจนเลขา

ทบทวนเหตุการณ์จับกุม ‘นิว’ สิริชัย ระบุ ‘เดฟ’ ชยพล ถูกออกหมายจับคดี ม.112 อีกคน ต่อมา ตร.ไม่แจ้งข้อหาและยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายจับ

มูลเหตุของคดีนี้ เกิดจากเหตุการณ์ของคืนวันที่ 13 ม.ค. 2564 “นิว” สิริชัย นาถึง นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกจับกุมตามหมายจับมาตรา 112 ตามหมายจับของศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 14/2564 และถูกค้นห้องตามหมายค้นของศาลจังหวัดธัญบุรี โดยพบว่าในหมายค้นดังกล่าวมีข้อความระบุว่า ให้ตรวจค้นบุคคลที่ออกหมายจับซึ่งปรากฏชื่อของ “ชยพล” ว่าเป็นบุคคลที่ถูกออกหมายจับ ตามหมายจับของศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 15/2564

ประกอบกับที่ “นิว” สิริชัย ถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2564 เวลาประมาณ 08.00 น. ทางพนักงานสอบสวนสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและระบุว่าสิริชัย นาถึง กับชยพล ดโนทัย เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ออกตระเวนไปกระทำความผิด และได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันกระทำความผิด”

จากนั้นในวันที่ 15 ม.ค. 2564 เวลาประมาณ 11.30 น. ชยพลเดินทางมาถึง สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พร้อมด้วยทนายความ เพื่อเข้าพบพนักงานสอบสวนแสดงความบริสุทธิ์ใจ ตามที่พบว่าตนถูกออกหมายจับดังกล่าว พร้อมกับหลักฐานว่าตนเองไม่ได้อยู่ในวันและเวลาที่เกิดเหตุ เนื่องจากขณะนั้นตนพักอาศัยอยู่ในภูมิลำเนาเดิมที่ จ.สงขลา และเพิ่งเดินทางกลับมายังกรุงเทพมหาคร เมื่อค่ำของวันที่ 14 ม.ค. 2564 โดยผู้กำกับการ สภ.คลองหลวง ยืนยันว่าไม่เคยมีการออกหมายจับ คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานีเกี่ยวกับคดีนี้ ก็ยืนยันว่าไม่เคยมีการออกหมายจับ จึงไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาเกิดขึ้น ชยพลจึงลงบันทึกประจำวันไว้และเดินทางกลับ

ในเวลา 15.54 น. ของวันเดียวกัน สำนักข่าวมติชน รายงานว่า คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ตามคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ที่ 16/2564 ยื่นคำร้องขอยกเลิกหมายจับ เนื่องจากตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมพบว่า ในขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับชยพล โดยศาลมีคำสั่งรับคำร้อง เรียกสอบแล้ว ผู้ร้องแถลงยืนยันตามคำร้อง อนุญาตให้ถอนคำร้อง ยกเลิกหมายจับ

 ‘เดฟ’ ชยพล ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกค่าเสียหาย 2 ล้านบาท เหตุตร.ขอศาลออกหมายจับ 112 โดยมิชอบ

เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2564 ชยพลเป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สืบเนื่องจากกรณีที่ตนถูกออกหมายจับในคดีมาตรา 112 และต่อมาศาลจังหวัดธัญบุรียกเลิกหมายจับดังกล่าว

คำฟ้องระบุโดยสรุปว่า การกระทำของตำรวจเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งในเวลาดังกล่าวมีประชาชนและนักศึกษาถูกดำเนินคดีจำนวนมากจากการเรียกร้องทางการเมืองและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มีบทบาทสำคัญ ความพยายามในการดำเนินคดีนักศึกษาเช่นกรณีของสิริชัย และการออกหมายจับโจทก์เป็นการกระทำด้วยเหตุจูงใจให้นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอื่น ๆ ยุติการเคลื่อนไหวและกระทำโดยขาดความระมัดระวัง เป็นการจงใจใช้กฎหมาย ศาล กระบวนการยุติธรรม เป็นเครื่องมือปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกที่กฎหมายรับรองไว้

การร้องขอต่อศาลเพื่อออกหมายจับดังกล่าว เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เพราะก่อนหรือขณะที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับนั้น เจ้าพนักงานตำรวจในสังกัดของจำเลยละเลยต่อหน้าที่ในการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อเท็จจริง แต่กลับกระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของตำรวจ

เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายและถูกละเมิดชื่อเสียงอันเป็นสิทธิและเสรีภาพที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งรับรองว่า บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของร่างกาย จะถูกลิดรอนเสรีภาพ จับกุมหรือควบคุมโดยอำเภอใจมิได้ จึงขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้ดังนี้

1. ขอโทษโจทก์และครอบครัว เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักการสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคี ตร.จึงต้องประกาศขอโทษ ในกรณีการออกหมายจับผิดพลาดในครั้งนี้ ต่อไปจะกำชับให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานในสังกัดของจำเลย มิให้กระทำการในลักษณะละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์สาธารณะ และผ่านเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ทุกประเภทเป็นเวลา 7 วัน

2. ให้ลบประวัติอาชญากร เนื่องจากแม้จะมีการถอนหมายจับแล้ว แต่โจทก์จะมีชื่อเป็นบุคคลที่เคยถูกออกหมายจับในฐานข้อมูลของตร. ซึ่งเมื่อมีการสืบค้นก็จะพบประวัติอาชญากรดังกล่าว จึงขอให้ลบข้อมูลประวัติอาชญากรที่มีอยู่ในฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

3. ให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 2 ล้านบาท เนื่องจากการออกหมายจับเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์ ทั้งการที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องจาก จ.สงขลา มาแสดงตัวที่ จ.ปทุมธานี ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐพึงตระหนักถึงการละเมิดดังกล่าวและชดใช้เยียวยาเป็นเงินจำนวนที่พอจะถือได้ว่า เป็นมาตรการเชิงลงโทษอันเกิดจากการละเมิดต่อบุคคล เพื่อให้รัฐได้ปรับปรุง แก้ไข กำกับดูแล วางมาตรการป้องกันและพัฒนาเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าการขอออกหมายจับและเพิกถอนหมายจับตามขั้นตอนกฎหมาย ยังไม่พอฟังว่าตำรวจจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ในการละเมิดโจทก์

ภายหลังคดีมีการสืบพยานไปเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2565 โดยสืบพยานโจทก์ 2 ปาก คือชยพล ดโนทัย และมารดา ส่วนฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าสืบ 2 ปาก ได้แก่ เจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวน และเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสอบสวนผู้ร้องขอศาลออกหมายจับ ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจทั้ง 2 ปาก รับว่าร้องขอออกหมายจับโดยไม่เห็นหน้าผู้กระทำผิด

ต่อมาวันที่ 31 ม.ค. 2566 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้ยกฟ้องของชยพล เนื่องจากเห็นว่า ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ถูกเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนของจำเลยบังคับให้พิมพ์ลายนิ้วมือหรือกระทำการอื่นใดที่อาจทำให้โจทก์เสียหายตามฟ้อง ซึ่งเป็นเพียงการร้องขอต่อศาลให้มีการออกหมายจับตามขั้นตอนของกฎหมาย และศาลได้ใช้อำนาจพิจารณาตามกฏหมายให้ออกหมายจับและเพิกถอนหมายจับเพียงเท่านั้น ยังไม่พอฟังว่าจำเลยโดยเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนของจำเลย จงใจหรือประมาทเลินเล่อ กระทำการอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์

ต่อมา โจทก์ยื่นอุทธรณ์คดีคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ระบุว่าโจทก์ได้ฟ้องคดีนี้เนื่องจากเห็นว่าการกระทำละเมิดของตำรวจเป็นพฤติการณ์ร้ายแรงที่รัฐและเจ้าพน้าที่รัฐกระทำต่อประชาชนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นกรณีนี้อีก จึงขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยรับผิดตามฟ้องโจทก์

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จึงนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในวันนี้ (27 เม.ย. 2569) โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์

อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/83044″

เดฟ ชยพล
เดฟ ชยพล
เดฟ ชยพล

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ปธ.วิปรัฐบาล ขอร่วมมือฝ่ายค้าน แจ้งล่วงหน้าจะถามกระทู้รมต.คนไหน จะได้จัดคิวมาแจง

ปธ.วิปรัฐบาล ขอร่วมมือฝ่ายค้าน แจ้งล่วงหน้าจะถามกระทู้รมต.คนไหน จะได้จัดคิวมาแจง

ปธ.วิปรัฐบาล ขอร่วมมือฝ่ายค้าน แจ้งล่วงหน้าจะถามกระทู้รมต.คนไหน จะได้จัดคิวมาแจง

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.26 น.

ปธ.วิปรัฐบาล ขอร่วมมือ ฝ่ายค้าน แจ้งล่วงหน้าจะถามกระทู้รมต.คนไหน จะได้จัดคิวมาแจง ขอบคุณ นายกฯ-ครม. ให้ความสำคัญงาน นิติบัญญัติ เผยยังไม่มีชงยืนยันร่างกฎหมายจากรบ.เข้ามา ตอบกลับกระแสเรียกร้องทวง แก้รธน. ถึงเวลาพร้อมต้องมาคุยกัน ชี้ขณะนี้รัฐบาลโฟกัส ปากท้อง-ศก.-พลังงาน-ตะวันออกกลาง ไร้กังวลเงื่อน ประชามติ ยังไงก็ต้องพิจารณาในรัฐสภา

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมวิปรัฐบาลนัดแรกว่า เป็นการเตรียมการประชุมสภาฯ ในสัปดาห์นี้ตามปกติ ทั้งการพิจารณาญัตติในวันพุธ และการพิจารณากระทู้ถามต่างๆวันพฤหัสบดี ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านแสดงความกังวลเรื่องการมาตอบกระทู้ของคณะรัฐมนตรี(ครม.)นั้น ก่อนอื่นต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรี และครม. ที่ให้ความสำคัญกับการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ทางนายกฯก็ย้ำกับครม.ทุกคนให้ความสำคัญกับการมาตอบกระทู้ โดยในสัปดาห์นี้กระทู้ทั่วไปได้รับการยืนยันจากครม.ว่าจะมาตอบกระทู้ทุกคน ขณะที่กระทู้สด หากเป็นกระทู้ของรัฐบาล จะมีการประสานงานล่วงหน้าเพื่อล็อคคิวให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องใน ครม.มาชี้แจง สำหรับกระทู้ของฝ่ายค้าน ขอความร่วมมือ หากทราบล่วงหน้าว่าจะถามรัฐมนตรีท่านใดขอให้แจ้งมาที่วิปล่วงหน้าว่าจะถามรัฐมนตรีท่านใด ไม่จำเป็นต้องบอกก็ได้ว่าจะถามเรื่องอะไร เพื่อจะได้ประสานล็อคคิวให้รัฐมนตรีมาชี้แจง ยืนยันว่าวิปรัฐบาล และ ครม.จะให้ความสำคัญกับการตอบกระทู้ในสภาฯสมัยประชุมนี้แน่นอน

เมื่อถามว่ามีการส่งสัญญาณจากรัฐบาลในเรื่องการพิจารณายืนยันร่างกฎหมายหรือไม่ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า การยืนยันร่างกฎหมาย รัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการตามกรอบเวลาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดแน่นอน วันนี้จะมีการพูดคุยในการประชุมวิปรัฐบาลว่ากรอบเวลาเป็นเช่นใด เรารอเพื่อที่จะเตรียมความพร้อมสำหรับการเสนอกฎหมายเข้าสู่สภาฯ แต่ในสัปดาห์หน้ายังไม่มีการยืนยันกฎหมายมาจาก ครม. 

เมื่อถามถึงกระแสเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกรวีร์ กล่าวว่า รัฐบาลกับสภาฯคงต้องมาคุยกัน ถ้าจะแก้เราจะแก้ในประเด็นใด ถึงเวลาหรือมีเรื่องเร่งด่วนอย่างไรที่จะต้องแก้ ขณะนี้ตนคิดว่ารัฐบาลน่าจะโฟกัสไปที่การแก้ไขปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ พลังงาน สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง เป็นต้น 

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเรื่องของประชามติด้วย นายกรวีร์ กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ได้ผ่านการทำประชามติมาแล้ว จะช้าหรือเร็วยังไงก็ต้องนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอยู่แล้ว คงต้องมาดูว่าเมื่อถึงเวลาเหมาะสมจะแก้ในประเด็นไหน กฎกลไกที่จะนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร ถึงเวลาก็คงจะเห็นหน้าตา

ยินดีรับฟัง หากสร้างสรรค์ ปธ.วิปรัฐบาล มอง พรรคส้ม ผุด ครม.เงา เป็นเรื่องดี

ยินดีรับฟัง หากสร้างสรรค์ ปธ.วิปรัฐบาล มอง พรรคส้ม ผุด ครม.เงา เป็นเรื่องดี

ยินดีรับฟัง หากสร้างสรรค์ ปธ.วิปรัฐบาล มอง พรรคส้ม ผุด ครม.เงา เป็นเรื่องดี

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.21 น.

วันนี้ 27 เม.ย.2569 เมื่อเวลา 14.10 น. ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีพรรคประชาชนเตรียมตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.)เงา เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลว่า เป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านและเป็นเรื่องที่ดีที่ฝ่ายค้านจะได้มีผู้รับผิดชอบโดยตรงในการติดตามประเด็นต่าง ๆ ของครม. จะต้องดูว่าเนื้อหาสาระการทำงานของครม.เงาจะเป็นอย่างไร เชื่อว่ารัฐบาลยินดีรับฟังความคิดเห็น โดยเฉพาะฝ่ายค้าน มีข้อเสนอแนะหรือข้อท้วงติงใด หากเป็นไปโดยสร้างสรรค์ นายกรัฐมนตรี และครม.ชุดนี้ยินดีที่จะรับฟัง เรื่องไหนที่นำมาปรับใช้กับนโยบายของรัฐบาลได้ เชื่อว่ารัฐมนตรีแต่ละคนก็มีความยินดี

เมื่อถามว่ามองว่า เรื่องการทำงานของรัฐมนตรีเงาอย่างไรเพราะในอดีต ครม. เงาของพรรคประชาธิปัตย์ก็ทำงานอย่างเข้มข้น  นายกรวีร์ กล่าวว่า ยังไม่เห็นว่าการทำงานจะเป็นอย่างไร ขอรอติดตามการทำงานก่อน แล้วค่อยให้ความคิดเห็นในภายหลัง ส่วนตัวคิดว่าการมีครม.เงา สุดท้ายแล้วที่ได้ประโยชน์ก็คือประชาชน น่าจะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบได้ 

กรวีร์ ปริศนานันทกุล
กรวีร์ ปริศนานันทกุล
กรวีร์ ปริศนานันทกุล

วัชระพล เร่งจ่ายเงินเกษตรกร เปิดแนวทางฟื้นฟู อ.ส.ค. พร้อมตรวจสต๊อคนม

วัชระพล เร่งจ่ายเงินเกษตรกร เปิดแนวทางฟื้นฟู อ.ส.ค. พร้อมตรวจสต๊อตนม

วัชระพล เร่งจ่ายเงินเกษตรกร เปิดแนวทางฟื้นฟู อ.ส.ค. พร้อมตรวจสต๊อตนม

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.48 น.

“วัชระพล ”เปิดแนวทางเร่งฟื้นฟู อ.ส.ค. เร่งจ่ายเงินเกษตรกร  พร้อมเดินหน้าตรวจสต๊อตนม ก่อนเดินหน้าปรับสู่การเป็นรัฐวิสาหกิจที่มั่นคง

วันนี้ 27 เมษายน 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางการฟื้นฟู องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ให้กลับมาเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ดูแลเกษตรกรโคนมอย่างยั่งยืน ว่า แนวทางการปัญหาเบื้องต้นในระยะสั้นคือการแก้ไขปัญหาที่สะสมมานาน โดยในระยะด่วนนี้คือต้องให้เกษตรกรได้รับเงินที่ค้างจ่ายให้ครบถ้วนก่อน

วัชระพล ขาวขำ

ส่วน ในระยะกลางมองว่า ต้องปรับโครงสร้างในการทำงานของ อ.ส.ค. โดยย้ำว่า อ.ส.ค. เป็นองค์กรที่มึศักยภาพสูง มีทรัพยากรที่ดี ขาดเพียงการบริหารจัดการ โดยเชื่อว่าหากใช้หลักตลาดนำการผลิตมาเสริม จะสามารถเพิ่มรายได้อย่างแน่นอน ส่วนในระยะยาว มุ่งมั่นที่จะให้ อ.ส.ค. เป็นหน่วยงานที่สามารถยืนได้ตัวเองได้และจะต้องเป็นองค์หลักที่จะต้องดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และดูแลเกษตรกรโคนมได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตามรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับจำนวนนมกล่องของ อ.ส.ค. ที่คงค้างในสต็อกนั้น ขณะนี้ได้สั่งการเร่งให้มีตรวจสอบจำนวนแล้ว เพื่อนำมาบริหารจัดการอย่างทันท่วงทีต่อไป

สะพัดพรรคส้มเคาะแล้ว ดร.โจ ชัยวัฒน์ ทิ้งเก้าอี้สส. ลงชิงผู้ว่ากทม.

สะพัดพรรคส้มเคาะแล้ว ดร.โจ ชัยวัฒน์ ทิ้งเก้าอี้สส. ลงชิงผู้ว่ากทม.

สะพัดพรรคส้มเคาะแล้ว ดร.โจ ชัยวัฒน์ ทิ้งเก้าอี้สส. ลงชิงผู้ว่ากทม.

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.32 น.

เมื่อวันที่ 26 เมษายน เฟสบุ๊กพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความนัดหมายเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ของพรรค โดยระบุว่า “ใช้ชีวิตในกรุงเทพทุกวันนี้ ยากแค่ไหนสำหรับคุณ? เตรียมพบแคนดิเดตผู้ว่าประชาชน พร้อมทีมงานที่จะมาเสนอแผนการสร้างกรุงเทพ ที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน 5 พ.ค. นี้ เวลา 5 โมงเย็นเป็นต้นไป ที่มิวเซียมสยาม”

สำหรับการสู้ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่ากทม. ซึ่งกำหนดเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายน หลัง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่ากทม.คนปัจจุบันจะหมดวาระลงในวันที่ 21 พฤษภาคม ในส่วนของพรรคประชาชน มีข่าวมาเป็นระยะ ถึงชื่อบุคคลที่จะสวมเสื้อสีส้มลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่ากทม. อาทิ ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center พรรคประชาชน และนายวิโรจน์ ลักขนาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตผู้สมัครผู้ว่ากทม.พรรคก้าวไกล ในการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ปี 2565

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

อย่างไรก็ตามล่าสุดมีข่าวว่า พรรคประชาชนได้ข้อยุติแล้วว่า จะส่ง ดร.โจ – ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคฝ่ายต่างประเทศ ลงสมัคร โดยจะเปิดตัวในวันที่ 5 พฤษภาคมนี้

สำหรับประวัติของ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” หรือ “ดร.โจ” อายุ 44 ปี จบการศึกษาระดับมัธยม จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ปริญญาตรี วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท Master of Science (Information Science), Japan Advanced Institute of Science and Technology (JAIST) และปริญญาเอก Doctor of Philosophy (Information Science), Japan Advanced Institute of Science and Technology (JAIST)

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

ประวัติการทำงาน

2545 วิศวกร บริษัท Schlumberger Overseas S.A.

2551-2554 นักวิจัย Japan Advanced Institute of Science and Technology

2554-2556 นักวิจัยอาวุโส NEC Corporation, Central Research Labs.

2556-2566 ธนาคารแห่งประเทศไทย ตำแหน่งสุดท้ายคือ รองผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร

2563-2564 Advisor, Bank for International Settlements (BIS), Innovation Hub

2566-2568 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ อดีตพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน

2569 – ปัจจุบัน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร – โจ – Chaiwat Sathawornwichit 

สว.เศรณี โวยราคาน้ำมันปาล์มดิ่งฮวบ ซัดอย่านั่งเทียนเช็กสต็อก ด้าน ศุภจี ฟาด พูดไม่สร้างสรรค์

สว.เศรณี โวยราคาน้ำมันปาล์มดิ่งฮวบ ซัดอย่านั่งเทียนเช็กสต็อก ด้าน ศุภจี ฟาด พูดไม่สร้างสรรค์

สว.เศรณี โวยราคาน้ำมันปาล์มดิ่งฮวบ ซัดอย่านั่งเทียนเช็กสต็อก ด้าน ศุภจี ฟาด พูดไม่สร้างสรรค์

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.28 น.

สว.เศรณี โวยแรงราคาน้ำมันปาล์มดิ่งฮวบ ซัดอย่านั่งเทียนตรวจสอบสต็อก ด้าน ศุภจี สวนกลับนิ่มๆ พูดแบบนี้ไม่สร้างสรรค์ ควรให้เกียรติกันทำงาน แจง ผู้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลอดเผา ต้องขึ้นทะเบียน-ทำตามมาตรการจัดระเบียบ-แจ้งนำเข้าใน30วัน ช่วยลดฝุ่นพิษ

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามของนายเศรณี อนิลบล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สอบถามนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ถึงปัญหาราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำว่า แม้เกษตรกรจะทำตามมาตรฐาน นำพันธุ์ที่มีคุณภาพ มีเปอร์เซ็นต์น้ำมัน 25-28% มาปลูก แต่การรับซื้อปาล์มน้ำมันมักตรวจสอบด้วยตา หรืออัตโนตา ให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันเพียง 17%-18% ขอให้กระทรวงพาณิชย์ควบคุมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มให้รับซื้อผลผลิตที่เป็นไปตามชั้นปาล์ม ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสต๊อกน้ำมันให้ตรวจจริง อย่านั่งเทียน  

ด้านนางศุภจี ชี้แจงว่า ราคาน้ำมันปาล์มดิบพบว่า ขึ้น-ลง ขณะนี้อยู่ในช่วงราคาลงต่อเนื่อง ราคาน้ำมันปาล์มดิบมาเลเซีย อยู่ที่ 37.48บาทต่อกิโลกรัม แต่ราคาขายในประเทศอยู่ที่  38บาทต่อกิโลกรัม เมื่อราคาส่งออกไม่ดีกว่าขายในประเทศ จึงไม่มีใครอยากส่งออก  การขึ้น-ลงของราคาเป็นไปตามกลไกตลาด ยืนยันไม่มีนโยบายห้ามการส่งออก แต่การส่งออกได้ต้องขออนุญาต ส่วนที่บอกอย่านั่งเทียนนั้น ควรให้เกียรติกัน ตนและข้าราชการทำงานเต็มที่ การพูดแบบนี้ไม่สร้างสรรค์ ที่จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ 

จากนั้นนางศุภจียังตอบกระทู้สดเรื่องมาตรฐานการจัดการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อลดปัญหา PM 2.5 ของนายพละวัต ตันศิริ สว.ว่า  กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผา เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นPM2.5 ว่า ผู้นำเข้าจะต้องรับรอง และปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบการนำเข้า ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1ม.ค.2569 โดยผู้นำเข้าต้องขึ้นทะเบียนรายปีกับกรมการค้าต่างประเทศก่อนการนำเข้า และมีหนังสือรับรองตัวเองว่า เป็นผลผลิตทำการเกษตรปลอดการเผา เพื่อแสดงต่อกรมศุลกากร รวมถึงต้องแจ้งรายงานการนำเข้าให้กรมการค้าต่างประเทศทราบภายใน 30วัน นับจากวันนำเข้า ถือเป็นมาตรการเบื้องต้นในระยะปรับตัว เพื่อควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แบบปลอดการเผา ส่วนมาตรการระยะยาวนั้น จะยกเลิกการรับรองตัวเองของผู้นำเข้า เป็นมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานที่เป็นสากล มีความน่าเชื่อถือ รวมถึงมีการตรวจสอบย้อนหลังว่า ภายหลังการนำเข้าแล้ว หากพบว่า แปลงที่นำเข้าสินค้ามีการเผา จะยกเลิกไม่ให้มีการนำเข้าต่อไป

หมอเปรม เหน็บ ครม.อนุทิน สงสัยรัฐบาลนี้ พึ่งสุภาพสตรีกันมาก มีแต่ รมต.หญิงมาตอบกระทู้

หมอเปรม เหน็บ ครม.อนุทิน สงสัยรัฐบาลนี้ พึ่งสุภาพสตรีกันมาก มีแต่ รมต.หญิงมาตอบกระทู้

หมอเปรม เหน็บ ครม.อนุทิน สงสัยรัฐบาลนี้ พึ่งสุภาพสตรีกันมาก มีแต่ รมต.หญิงมาตอบกระทู้

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.14 น.

หมอเปรม เหน็บ ครม.อนุทิน สงสัยรัฐบาลนี้ พึ่งสุภาพสตรีกันมาก มีแต่ รมต.หญิงมาตอบกระทู้ สว. โอด วันนี้กินแห้วอีกแล้ว แซว พัฒนา เมื่อคืนไปกินก๋วยเตี๋ยว นายกฯ แต่ไม่ยอมมาตอบ ถาม นายกฯ ไม่กำชับเหรอ

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. แถลงถึงวาระตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาของรัฐมนตรีในที่ประชุมวุฒิสภา ว่า ตนขอขอบคุณนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มาตอบกระทู้ นอกจากนี้ ยังมีรัฐมนตรีผู้หญิงอีกคน ตนคิดว่ารัฐบาลนี้คงจะพึ่งสุภาพสตรีกันมาก ที่เหลือไม่ออกมาตอบกระทู้เลย ซึ่งรัฐมนตรีที่ตนอยากให้มาตอบคือนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งไม่มาตอบตน วันนี้ก็กินแห้วแล้ว ตนอยากถามกระทู้เรื่องความก้าวหน้าวิชาชีพพยาบาล 

“เมื่อคืนเห็นไปกินก๋วยเตี๋ยวกับนายกรัฐมนตรี ไม่ทราบว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้กำชับหรือ หรือก๋วยเตี๋ยวติดคอ ฝากเรื่องพยาบาลทั่วประเทศ เขากำลังรอคำตอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะแก้ปัญหาเรื่องโครงการพยาบาลที่ประสบปัญหาอย่างอย่างไรบ้าง ถ้าอาทิตย์หน้าไม่มาตอบอีก ก็จะทวงแบบนี้ต่อไป” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

ม็อบชาวนาบุก ก.เกษตรฯ ทวงเงินโครงการงวด 4 ขีดเส้น 7 วัน ไม่จบเจอท่านนายกฯ

ม็อบชาวนาบุก ก.เกษตรฯ ทวงเงินโครงการงวด 4  ขีดเส้น 7 วัน ไม่จบเจอท่านนายกฯ

ม็อบชาวนาบุก ก.เกษตรฯ ทวงเงินโครงการงวด 4 ขีดเส้น 7 วัน ไม่จบเจอท่านนายกฯ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.02 น.

ม็อบชาวนาชัยภูมิ บุกกระทรวงเกษตรฯร้อง กระทรวงเร่งรัดเดินหน้าช่วยเหลือเกษตกรฯโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี2557 งวดที่4 ที่ยังตกค้างหวั่นไม่ได้รับการช่วยเหลือ 

27 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10 .00 น ได้มีกลุ่มเกษตรในพื้นที่ ต.บ้านบัวอ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ กว่า 80 คน นำโดยนายเสนอ นราพล ผู้แทนกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2567งวดที่ 4 (รอบเก็บตก)ที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ โดยขอให้กระทรวงเกษตรเร่งดำเนินการช่วยเหลือให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ในส่วนของเกษตรกรที่ยังตกค้างอยู่ 
จากนั้นกลุ่มเกษตรได้ยื่นหนังสือ โดยมี นายกฤษฏิน คำต้น รองอธิบดีกรมการข้าว เป็นผู้รับเรื่อง

ทั้งนี้นายเสนอกล่าวว่า กล่าวว่าได้รับข้อมูลว่าที่ผ่านมากรมการข้าวได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างปัจจัยการผลิต ผ่านระบบอีเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) จนเสร็จสิ้นและมีการคัดเลือกผู้รับจ้างตามระเบียบราชการเรียบร้อยแล้วต่อมาอธิบดีได้มีหนังสือให้ชะลอโครงการ และแจ้งว่ามีคนร้องเรียนซึ่งหากล่าช้าออกไปอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรในพื้นที่ โดยเกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่รัฐสนับสนุนได้ทันตามฤดูกาลเพาะปลูก เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากการจัดหาปัจจัยการผลิตด้วยตนเอง สูญเสียโอกาสในการลดต้นทุน และเพิ่มผลิตตามวัตถุประสงค์ของโครงการและยังกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรโดยรวม

อย่างไรก็ตามจากปัญหาที่เกิดขึ้นทางกลุ่มเกษตรกรขอให้ทางกระทรวงเกษตรตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ภายใน 7 วัน ถ้าไม่ทราบข้อเท็จจริงทางกลุ่มจะมาติดตามอีกครั้งจะนำเกษตรกรไปร้องต่อ นายกรัฐมนตรีพร้อมให้เร่งรัดการลงนามอนุมัติในขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการต่อได้ทันที โดยจะต้องให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วและเพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากโครงการของภาครัฐอย่างเต็มที่ และทันต่อฤดูกาลผลิต ที่จะช่วยลดต้นทุน และ เสริมสร้างความมั่นคงทางอาชีพของเกษตรกรต่อไป

ด้านนาย กฤษฏิน คำต้น รองอธิบดีกรมการข้าว  กล่าวว่า กรมการข้าว พร้อมเร่งรัดดำเนินการให้เร็วที่สุด ภายใน1สัปดาห์ โดยนำเรื่องข้อข้อเรียนดังกล่าวเสนอต่ออธิบดีกรมการข้าว ก่อนเสนอต่อกระทรวงฯ เพื่อช่วยเหลือเกษตรต่อไป 

สำหรับฤดูการผลิตข้าวปีนี้ ถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะประเทศไทย เกิดปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ที่ส่งผลกระทบให้สภาพอากาศร้อนจัดและปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ และอาจสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมเป็นวงกว้างในปีนี้ ซึ่งอาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงได้ โดยคาดว่าจะมีฝนตกในช่วงเดือน กรกฎาคม ถึงจะเริ่มต้นฤดูการเพราะข้าวได้ ซึ่งเกษตรกรจะต้องมีการวางแผนการเพราะปลูกให้ดี และติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดพร้อม ต้องฟังคำแนะข้อมูลทางด้านวิชาการจากกรมการข้าวอย่างใกล้ชิดเพราะป้องกันความเสียหายที่เกิด และยืนยันว่ากรมการข้าวพร้อมที่จะให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่

โดยพอหลังรับหนังสือ กลุ่มเกษตรกรได้เตรียมเดินทางกลุ่มเกษตรกร ได้เตรียมเดินทางกลับ โดยระหว่างนั้นนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางแวะมาดูพร้อมกับสั่งให้เจ้าหน้าที่ดูแลเกษตรกรอย่างเต็มที่พร้อมสั่งข้าวให้กับเกษตรกรก่อนเดินทางกลับด้วย