ยศชนัน มั่นใจรักษาแชมป์ภาคเหนือได้ ไม่กังวลผลโพล ชี้ของจริงให้ประชาชนตัดสิน

ยศชนัน มั่นใจรักษาแชมป์ภาคเหนือได้ ไม่กังวลผลโพล ชี้ของจริงให้ประชาชนตัดสิน

ยศชนัน มั่นใจรักษาแชมป์ภาคเหนือได้ ไม่กังวลผลโพล ชี้ของจริงให้ประชาชนตัดสิน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.34 น.

“ยศชนัน” มั่นใจรักษาแชมป์ภาคเหนือได้ ไม่กังวลผลโพล 7วันสุดท้ายจะเป็นของจริงให้ประชาชนตัดสิน พร้อมลุยอีสานใต้ แจงคลิปอังเคิลได้ไม่กระทบ

วันที่ 30 มกราคม 2569 ในการลงพื้นที่หาเสียงจ.เชียงใหม่  นายยศชนัน ให้สัมภาษณ์ถึงผลโพลโค้งสุดท้ายว่า เรื่องโพลเป็นการใช้หลักทางวิทยาศาสตร์เพื่อการสุ่ม แน่นอนว่าถ้าโพลไหนที่เราได้คะแนนน้อย ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะได้เพิ่มขึ้นมาก แต่สิ่งที่เห็นคือเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งตรงนี้เราพอใจมาก โดยเฉพาะในกลุ่มที่เราเคยได้คะแนนน้อย เปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นมา 3% ทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ในโพลที่มีผลกลับกัน คือในพื้นที่ที่เรามีคะแนนนิยมสูงมาก ก็ยิ่งทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่ในขณะนี้มาถูกทาง และทุกโพลน่าจะปล่อยออกมาภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็จะหมดแล้ว เหลือเวลาอีก 7 วัน จะเป็น 7 วันแห่งความจริงที่ทุกคนจะได้เห็นว่า เรามีเสียงสนับสนุนมากแค่ไหน จากภาพข่าวการลงพื้นที่ เสียงที่พี่น้องประชาชนสะท้อนขึ้นมา นั่นหมายถึงเสียงของคนไทยทั้งหมด

ต้องเรียนพ่อแม่พี่น้องทุกคน และผู้ที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยว่า เรามาถูกทางแล้ว และจะสานต่อการสื่อสารนโยบายให้พี่น้องประชาชน จากการลงพื้นที่ที่ประชาชนพูดคุยและอธิบายนโยบาย เราสามารถสื่อสารได้อย่างชัดเจน ซึ่งตรงนี้ถือเป็นมิติใหม่ทางการเมือง

ผู้สื่อข่าวถามถึงโซนพื้นที่อีสานใต้ หรือพื้นที่ชายแดน ที่จะไปลงพื้นที่ มีความกังวลหรือไม่ จากช่วงหลังที่มีการพูดถึงคลิปอังเคิลอีกจะกระทบพรรคเพื่อไทยหรือไม่

นายยศชนัน กล่าวว่า เราได้สื่อสารกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกคน และลงพื้นที่ตั้งแต่อีสานเหนือ และจะไปลงพื้นที่อีสานตอนกลางและตอนใต้ด้วย ซึ่งตรงนี้เราสามารถสื่อสารกับประชาชนได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เป็นข่าวกับการกระทำของเราไม่ได้ตรงกัน เราพยายามทำงานในเชิงนโยบาย ดูแลในเชิงพื้นที่ และดูแลปกป้องเรื่องของอธิปไตยต่าง ๆ

เมื่อได้ลงพื้นที่ พ่อแม่พี่น้องประชาชนก็เข้าใจ ทำให้เรารู้สึกว่ากำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และในตอนนี้พรรคเพื่อไทยก็พร้อมที่จะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์

เมื่อถามว่า มีข้อมูลว่าหลายพรรคเริ่มเดินขอข้อมูลบัตรประชาชนของชาวบ้าน และ ป.ป.ช. และธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ออกมาให้ข้อมูลว่ามีการเบิกเงินธนบัตรใบละ 500 บาท และ 100 บาทผิดปกติ พรรคเพื่อไทยมีจุดยืนหรือการเน้นย้ำเรื่องการซื้อเสียงอย่างไร

นายยศชนัน กล่าวว่า พรรคมีกลไกในการติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และอยากให้ กกต. ช่วยเพิ่มความระมัดระวังในประเด็นดังกล่าว พรรคเพื่อไทยต่อต้านการซื้อเสียง เพราะเสียงของพี่น้องประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะทำให้ประเทศสามารถก้าวไปข้างหน้าได้

นายยศชนัน ทิ้งท้ายว่า มีความมั่นใจมากว่าจะสามารถรักษาแชมป์ในภาคเหนือไว้ได้ วันนี้เราพร้อมจริง ๆ ทั้งผู้สมัครทุกคนที่ลงพื้นที่ส่งมอบนโยบายต่าง ๆ เพื่อประชาชน ยืนยันว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ และพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่ดูแลพี่น้องประชาชนภาคเหนือมาอย่างยาวนาน ไม่เคยขาดตกบกพร่อง และทำมาโดยตลอด

หมายถึงใคร? วัน อยู่บำรุง ฟาดแรง บอก รวยได้ก็ร่วงได้ เตือนสติอย่าปากหมา ดูถูกคน

หมายถึงใคร?  วัน อยู่บำรุง ฟาดแรง บอก รวยได้ก็ร่วงได้ เตือนสติอย่าปากหมา ดูถูกคน

หมายถึงใคร? วัน อยู่บำรุง ฟาดแรง บอก รวยได้ก็ร่วงได้ เตือนสติอย่าปากหมา ดูถูกคน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.21 น.

วันที่ 30 มกราคม 2568 นายวัน อยู่บำรุง อดีต สส. กทม. ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “วัน อยู่บำรุง” ระบุสั้นๆว่า “รวยได้ก็ร่วงได้ อย่าปากหมา อย่าดูถูกคน”

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย-กัญญาวีร์ นำทัพ รทสช. อาสาแก้ปัญหาชาวฝั่งธนฯ ชูปรับโครงสร้างพื้นฐาน-การจราจร-ลดค่าครองชีพ

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย-กัญญาวีร์ นำทัพ รทสช. อาสาแก้ปัญหาชาวฝั่งธนฯ ชูปรับโครงสร้างพื้นฐาน-การจราจร-ลดค่าครองชีพ

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย-กัญญาวีร์ นำทัพ รทสช. อาสาแก้ปัญหาชาวฝั่งธนฯ ชูปรับโครงสร้างพื้นฐาน-การจราจร-ลดค่าครองชีพ

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.48 น.

“ต๋อง ศิษย์ฉ่อย – กัญญาวีร์” นำทัพ รทสช. อาสาแก้ปัญหาชาวฝั่งธนฯ ชูปรับโครงสร้างพื้นฐาน-การจราจร-ลดค่าครองชีพ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายวัฒนา ภู่โอบอ้อม หรือ “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นางสาวกัญญาวีร์ จารุสัมพันธ์กนก ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 32 (บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ ภาษีเจริญ ตลิ่งชัน และธนบุรี) เบอร์ 9 ลงพื้นที่พบปะประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าย่านฝั่งธนบุรี บริเวณตลาดวังหลังและวัดอรุณราชวราราม ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น

บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และแฟนคลับเข้ามาทักทายและขอถ่ายภาพร่วมกับ “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” อย่างต่อเนื่อง โดยประชาชนส่วนใหญ่ต่างกล่าวว่า ได้ติดตาม “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” มานานในฐานะนักกีฬาสนุกเกอร์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนไทย 

นางสาวกัญญาวีร์  ระบุว่า จากการลงพื้นที่ พบว่าปัญหาหลักที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะน้ำท่วมขังและทางเท้าชำรุดที่ส่งผลต่อการสัญจร ปัญหาการจราจรติดขัดในย่านชุมชนเก่า รวมถึงค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ

นางสาวกัญญาวีร์  ยังระบุอีกว่า ขณะนี้ได้รวบรวมทุกเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ และขออาสาเข้ามาเป็นตัวแทนเพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันความตั้งใจเพื่อให้คุณภาพชีวิตของชาวฝั่งธนบุรีดีขึ้นกว่าเดิม

ทนายบิ๊กโจ๊ก ยื่นนายกฯ ส่งกฤษฎีกา ชี้ชัดเป็นอำนาจใครตรวจสอบ คดีสินบนทองคำ ป.ป.ช.

ทนายบิ๊กโจ๊ก ยื่นนายกฯ ส่งกฤษฎีกา ชี้ชัดเป็นอำนาจใครตรวจสอบ คดีสินบนทองคำ ป.ป.ช.

ทนายบิ๊กโจ๊ก ยื่นนายกฯ ส่งกฤษฎีกา ชี้ชัดเป็นอำนาจใครตรวจสอบ คดีสินบนทองคำ ป.ป.ช.

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.40 น.

“ทนายบิ๊กโจ๊ก” ยื่น นายกฯ ช่วยส่งกฤษฎีกา ยืนยันความเห็น ปม คดีสินบนทองคำ ป.ป.ช. เป็นอำนาจใครตรวจสอบ ยัน  ไม่ใช่เรื่องการเมือง – ประวิงเวลา กม.ระบุชัด ตำรวจไม่มีอำนาจ

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 30 มกราคม 2569 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนัก ก.พ.หลังเก่า นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี กรณีการสอบสวนคดีสินบนทองคำว่า ตนมายื่นเพื่อให้นายกฯขอความเห็นทางกฎหมายไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา สืบเนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งสำนวนคดีสินบนทองคำกลับคืนไปยังตำรวจ โดยระบุว่าไม่ใช่อำนาจหน้าที่ พร้อมทั้งให้ใช้ช่องทางยื่นผ่านประธานรัฐสภา ขณะเดียวกัน ทางตำรวจพยายามที่จะหาเหตุ โดยทำหนังสือไปถึงสำนักงานอัยการและสภาทนายความเพื่อให้ช่วยแสดงความเห็น พยายามหาหน่วยงานมาวินิจฉัยเพื่อให้ได้คำตอบหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยให้ความเห็นไว้แล้วว่าท่านจะทำแบบนี้ไม่ได้ จึงไม่ได้ยื่นต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาใช่หรือไม่ ตนจึงขอให้นายกฯช่วยเป็นคนกลาง ส่งความเห็นไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกา

นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง และไม่ใช่การประวิงเวลา แต่เป็นเรื่องข้อกฎหมาย ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ชัด และมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ดังนั้น ในคดีดังกล่าว กฎหมายระบุว่าต้องเป็นช่องทางดำเนินคดีเฉพาะ ใครจะตีความให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ชุดพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจตั้งแต่ต้น

นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า หากคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความแล้วเห็นว่ามีเหตุ ก็ต้องไปตามเส้นทางศาลฎีกา เพื่อให้คนกลางที่มีความชอบธรรมพิจารณาเรื่องนี้ ดีกว่าให้คนที่ทำไม่ถูกต้องมาพิจารณา ซึ่งตนยืนยันว่า ความพยายามที่จะตีความช่องทางอื่นและแยกสำนวนนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเป็นการใช้อำนาจนอกเหนือรัฐธรรมนูญ

นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า วันนี้ตนจึงเดินทางมาขอให้นายกฯ ช่วยเป็นคนกลางในการส่งความเห็นไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อที่จะเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคม และตนจะไปยื่นเรื่องต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติด้วย เพื่อให้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ตนหมายยื่น ย้ำว่าตนต้องการให้ทำตามกฎหมาย ไม่ใช่ตามอำเภอใจ คนผิดคือผิด ไม่มีวันกลายเป็นถูก 

คณะตรวจสอบ จี้ กกต. เรียก พรรคการเมือง แจง งบประชานิยม ใน 3 วัน

คณะตรวจสอบ จี้ กกต. เรียก พรรคการเมือง แจง งบประชานิยม ใน 3 วัน

คณะตรวจสอบ จี้ กกต. เรียก พรรคการเมือง แจง งบประชานิยม ใน 3 วัน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.34 น.

วันที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 11.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ นายสมชาย แสวงการ   นายนิติธร ล้ำเหลือ นายคมสัน โพธิ์คง ยื่นหนังสือร้องเรียน ต่อกกต. เพื่อให้ดำเนินการสอบกรณีนโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง  โดยให้เวลา 3 วัน หากไม่ดำเนินการจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

โดยนายชาญชัย ระบุในหนังสือคำร้องตอนหนึ่งว่า จากการตรวจสอบและทราบจากการชูนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหลายพรรคที่เป็นนโยบายประชานิยมพบว่ามีการแจ้งใช้เงินเพื่อทำนโยบายมาจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่ไม่ได้ชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจน และระบุรายละเอียดของแหล่งเงินที่จะใช้ทำนโยบบาย ว่าจะต้องตั้งวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มอีกเท่าไร หรือ ถ้าไม่กู้เงินเพิ่มเติมจะต้องมีแผนการปรับขึ้นภาษีตัวไหนบ้าง ปรับขึ้นเท่าใด อย่างไรบ้าง ซึ่งจากการพิจารณาตามแผนการคลังระยะปานกลาง ประจำปีงบประมาณ 2570 – 2573 จะเห็นว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ  (จีดีพี) ใกล้เต็มเพดานตามกฎหมาย 70% แล้ว แทบไม่มีวงเงินเหลือให้นำมาใช้ในการประชานิยมได้อีก

“นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในปี 2569 นี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของประชานิยมโดยมีผลกระทบต่อสถานการณ์การคลังของประเทศ และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็นภาระงบประมาณรายจ่ายประจำ และขยายตัวของหนี้สาธารณะ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลังของประเทศในหลายด้าน  ทั้ง รายจ่ายภาครัฐ รายได้ของรัฐ  กระทบต่อหนี้สาธารณะ เพราะการดำเนินนโยบายต้องใช้งบประมาณจำนวนมากต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลต้องใช้นโยบายการคลังขาดดุลต่อเนื่องมาหลายปี หากไม่มีมาตรการควบคุมรายจ่าย และมาตรการเพิ่มรายได้อย่างจริงจัง อาจกระทบกับความน่าเชื่อถือของประเทศโดยคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในปีงบประมาณ 2570 อยู่ระดับที่69.36% เท่ากันเหลือไม่ถึง 1% ที่จะกู้ได้” นายชาญชัย ระบุ

นายชาญชัย ระบุอีกว่า นอกจากเงินในงบประมาณแล้ว นโยบายหาเสียงส่วนใหญ่ยังใช้แหล่งเงินนอกงบประมาณ โดยเฉพาะมาตรการกึ่งการคลัง ซึ่งเป็นรายการภาระผูกพัน  ตามมาตรา 28 แห่ง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 เช่น นโยบายที่เกี่ยวกับการลดหนี้  พักหนี้ และยกหนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภค หรือ นโยบายจ่ายเงินอุดหนุนแบบให้เปล่า หรือแจกเงิน นโยบายประกันรายได้ให้เกษตรกร และนโยบายสวัสดิการเฉพาะกลุ่ม ซึ่ง สิ้นปีงบประมาณ 2568 หนี้มาตรา 28 มียอดคงค้างอยู่ที่ 1,133,751 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 30.21% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดให้มียอดหนี้คงค้างได้ไม่เกิน 32% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี

“เป็นหน้าที่โดยตรงของ กกต.ที่ต้องตรวจสอบระงับยับยั้ง หรือดำเนินการในสิ่งที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่ปล่อยปะละเลยก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ตามความผิดฐานนั้นๆ  ดังนั้นขอให้ กกต. มีหนังสือและมีคำสั่งไปถึงพรรคการเมืองที่มีนโยบายขัดต่อกฎหมายและไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของเงินค่าใช้จ่ายที่จะใช้ดำเนินการตามที่ประกาศโฆษณา เพื่อยับยั้งนโยบายประชานิยมที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและประชาชน ภายในกำหนด 3 วัน นับวันที่ท่านได้รับหนังสือฉบับนี้ หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดดังกล่าว ข้าพเจ้าจะใช้สิทธิในการดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป” นายชาญชัย ระบุ

ไทย โต้ เขมร ขี้ฟ้อง กล่าวหาไทยละเมิดหยุดยิง ไม่จริง พร้อมยึดกรอบ GBC เคร่งครัด

ไทย โต้ เขมร ขี้ฟ้อง กล่าวหาไทยละเมิดหยุดยิง ไม่จริง พร้อมยึดกรอบ GBC เคร่งครัด

ไทย โต้ เขมร ขี้ฟ้อง กล่าวหาไทยละเมิดหยุดยิง ไม่จริง พร้อมยึดกรอบ GBC เคร่งครัด

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.15 น.

ไทยโต้ข้อกล่าวหากัมพูชา ยืนยันไม่ละเมิดหยุดยิงชายแดน ชี้ ไทยไม่เคลื่อนกำลังเกินแนว พร้อมยึดกรอบ GBC เคร่งครัด 

เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2569 ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย – กัมพูชา ได้รับทราบรายงานจากฝ่ายกัมพูชาที่แจ้งต่อคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่าฝ่ายไทยได้กระทำการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในหลายพื้นที่ ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ในช่วงวันที่ 12 – 22 มกราคม 2569

ประเทศไทยขอยืนยันจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังทหารหรือเสริมกำลังใด ๆ เกินกว่าแนวการวางกำลัง (Troop Deployment Line) ตามที่ได้ตกลงไว้ร่วมกัน 

สำหรับประเด็นข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับ

  • การใช้โดรน
  • การติดตั้งสิ่งกีดขวางชั่วคราว
  • การเก็บกู้หรือทำลายวัตถุระเบิด
  • การปฏิบัติของกำลังพลในพื้นที่

ฝ่ายไทยขอชี้แจงว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อการลาดตระเวนและการรักษาความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล ภายในพื้นที่แนวการวางกำลังของฝ่ายไทย มิได้เป็นการละเมิดอธิปไตยของฝ่ายใด และไม่ขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน

ประเทศไทยเคารพบทบาทและอำนาจหน้าที่ของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ในการติดตาม ตรวจสอบ และรายงานข้อเท็จจริงในพื้นที่ พร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ภายใต้กรอบที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกัน

ทั้งนี้ ประเทศไทยขอย้ำถึงความสำคัญของการยึดถือความเข้าใจร่วมกันอย่างละเอียดถี่ถ้วนตามถ้อยแถลงร่วมดังกล่าว และขอให้ทุกฝ่ายใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยด้วยข้อมูลข้อเท็จจริง บนพื้นฐานของความโปร่งใส และความยับยั้งชั่งใจ เพื่อธำรงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งสันติภาพและเพื่อส่งเสริมเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา อย่างยั่งยืน

พรรคส้มกับปมร้อนประกันสังคม วางความเสี่ยงบนไหล่คนทำงาน

พรรคส้มกับปมร้อนประกันสังคม วางความเสี่ยงบนไหล่คนทำงาน

พรรคส้มกับปมร้อนประกันสังคม วางความเสี่ยงบนไหล่คนทำงาน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.52 น.

ประกันสังคมมีปัญหาจริง และคนทำงานจำนวนมากอยู่กับความรู้สึกนี้มานาน เงินถูกหักจากเงินเดือนทุกเดือนแบบไม่เคยพลาด แต่คำอธิบายกลับมาไม่สม่ำเสมอ การลงทุนหลายกรณีเดินหน้าไปโดยผู้ประกันตนไม่เคยรับรู้ล่วงหน้า สิทธิประโยชน์หลายด้านขยับช้า ทั้งที่เงินกองทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ความไม่พอใจจึงสะสมอยู่กับแรงงานจำนวนมาก

ในทางโครงสร้าง ประกันสังคมไม่ได้ไร้กลไกกำกับ บอร์ดประกันสังคมประกอบด้วยตัวแทนสามฝ่าย คือ ภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง โดยฝ่ายลูกจ้างมาจากการเลือกตั้ง เป้าหมายคือถ่วงดุลอำนาจและดูแลเงินกองทุนมูลค่ากว่า 2.6 ล้านล้านบาท แต่ในทางปฏิบัติ ระบบที่ซับซ้อน ตรวจสอบยาก และตัดสินใจช้า ทำให้ผู้ประกันตนจำนวนมากรู้สึกว่า ต่อให้มีตัวแทน เสียงของตัวเองก็ยังไม่เคยไปถึงจุดตัดสินใจจริง

ความคาใจแบบนี้เองที่ทำให้ประกันสังคมกลายเป็นพื้นที่อ่อนไหวทางการเมือง เพราะมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 20 ล้านคน เป็นแรงงานที่ถูกหักเงินเหมือนกัน และตั้งคำถามคล้ายกันว่า ใครเป็นคนกำหนดทิศทางเงินที่พวกเขาจ่ายทุกเดือน

พรรคการเมืองหลายพรรคอาจพูดเรื่องแรงงานเป็นครั้งคราว แต่ พรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” วางประกันสังคมเป็นแกนการเคลื่อนไหวอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี 2566 ผ่านทีมประกันสังคมก้าวหน้าและนโยบาย 14 ข้อ พร้อมส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้าง และสามารถชนะการเลือกตั้งเข้าไปมีบทบาทในฝ่ายลูกจ้างได้จริงตั้งแต่ช่วงนั้น

ชัยชนะในบอร์ดไม่ได้เป็นปัญหาในตัวมันเอง แต่ทำให้ประกันสังคมเปลี่ยนจากพื้นที่นโยบาย มาเป็นพื้นที่อำนาจ เพราะเมื่อฝ่ายลูกจ้างมาจากการเลือกตั้ง ใครจัดตั้งเครือข่ายได้ก่อน ก็ย่อมมีอิทธิพลต่อทิศทางการตัดสินใจมากกว่า จุดนี้เองที่ทำให้ประกันสังคมเริ่มถูกผูกโยงกับการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แกนข้อเสนอของพรรคส้ม คือการดึงประกันสังคมออกจากระบบราชการ ตั้งเป็นนิติบุคคล และส่งการบริหารงานประจำไปอยู่ในมือของ “เอกชนมืออาชีพ” คำนี้ถูกพูดซ้ำราวกับเป็นคำตอบสำเร็จรูป ทั้งที่ไม่มีใครบอกได้ว่า เอกชนกลุ่มนั้นคือใคร ใครเป็นคนเลือก และต้องรับผิดกับใคร

เงินออมบังคับของแรงงานหลายสิบล้านคน กำลังถูกเสนอให้ย้ายไปอยู่ในมือของกลุ่มคนที่ไม่มีตัวตนชัด ไม่มีหลักประกัน และไม่มีความรับผิดทางการเมืองรองรับ

สำหรับผู้ประกันตนไทย คำว่าเอกชนมืออาชีพจึงไม่สร้างความมั่นใจ แต่กลับเพิ่มคำถามว่า หากตัดสินใจพลาด ใครจะเป็นคนรับผิดจริง

เมื่อโครงสร้างถูกเปลี่ยน ประเด็นเงินสมทบก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐจะยังจ่ายเงินสมทบหรือไม่ หากยังจ่าย จะกำกับผ่านกลไกใด แต่หากรัฐลดหรือหยุดจ่าย ภาระจะถูกโยกไปให้แรงงานและนายจ้างเพิ่มขึ้นแค่ไหน เรื่องนี้ยังไม่มีคำอธิบายที่ทำให้ผู้จ่ายเงินสบายใจ

ระบบประกันสังคมตั้งอยู่บนหลักสมทบสามฝ่าย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถอย สมดุลทั้งระบบย่อมเปลี่ยนทันที และคนที่รับแรงกระแทกก่อนใคร คือผู้ใช้แรงงานที่ถูกหักเงินทุกเดือนโดยไม่มีทางเลือก

ข้อเสนอขยายวาระบอร์ดจาก 2 ปี เป็น 4 ปี ยิ่งตอกย้ำความกังขา เพราะแทนที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กลับเลือกขยายเวลาถืออำนาจ ในขณะที่ระบบใหม่ยังไม่เคยพิสูจน์ตัวเอง

จุดที่กระแทกความรู้สึกผู้ประกันตนไทยแรงที่สุด อยู่ที่นโยบายข้อ 14 ข้อเสนอนี้เปิดให้แรงงานข้ามชาติมีสิทธิเลือกตั้งบอร์ด และมีสิทธิสมัครเข้าไปเป็นบอร์ดประกันสังคม เท่ากับขยายอำนาจการตัดสินใจไปถึงคนข้ามชาติในระบบที่เงินกองทุนเกิดจากแรงงานในประเทศเป็นหลัก

การตั้งคำถามต่อข้อเสนอนี้ไม่ได้เป็นการปฏิเสธสิทธิมนุษยชน แต่เป็นการพูดถึงขอบเขตของอำนาจในระบบประกันสังคม สำหรับผู้ประกันตนไทยจำนวนมาก ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับชีวิตแรงงานของประเทศนี้ก่อน เมื่ออำนาจกำหนดทิศทางถูกเปิดออกไปกว้าง โดยไม่มีเส้นแบ่งที่ชัด ความรู้สึกว่าความเป็นเจ้าของกำลังถูกลดทอนย่อมเกิดขึ้น

แนวคิดและขบวนการรื้อโครงสร้างประกันสังคมไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลัน แต่ถูกคิดและวางไว้ล่วงหน้ามานาน ก่อนจะถูกหยิบขึ้นมาโหมประโคมอีกครั้งในช่วงใกล้การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จังหวะที่กระแสของพรรคส้มลดระดับลงพอดี ประกันสังคมซึ่งมีผู้ประกันตนมากกว่า 20 ล้านคน จึงถูกดันขึ้นมาเป็นประเด็นหลัก เพราะเป็นฐานขนาดใหญ่ที่แปลงเป็นคะแนนเสียงได้เร็วที่สุด

เมื่อมองย้อนจังหวะการเมือง คำถามยิ่งชัด พรรคส้มไม่ได้ขาดโอกาส ในช่วงจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมา พรรคนี้เคยยกมือสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี เส้นทางการเข้าร่วมรัฐบาลและเข้าไปจัดการปัญหาแรงงานจากภายในมีอยู่ตรงหน้า แต่พรรคเลือกยืนเป็นฝ่ายค้าน แล้วใช้ประกันสังคมเป็นเวทีโจมตีจากภายนอก

การเมืองในลักษณะนี้พูดได้แรง ใช้ต้นทุนน้อย แต่ความเสี่ยงถูกผลักไปให้แรงงานทั้งระบบ

ประกันสังคมไม่ใช่เวทีให้พรรคส้มทดลองความคิด ไม่ใช่พื้นที่ฟื้นกระแส และไม่ใช่เครื่องมือหาคะแนนจากความคาใจของผู้ใช้แรงงาน เงินกองทุนนี้คือเงินที่คนทำงานถูกหักทุกเดือน ไม่ใช่หมากบนกระดานการเมืองของใคร

การหยิบปัญหาที่สะสมมานานมาขยายเสียง แล้วขายชุดแนวคิดรื้อโครงสร้างทั้งระบบโดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเอง คือการเมืองที่ใช้แรงงานเป็นเชื้อไฟ พรรคส้มได้พื้นที่ ได้กระแส และหวังคะแนนจากผู้ประกันตนหลายสิบล้านคน โดยไม่ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ในระยะยาว

หากความคิดนั้นพลาด คนที่เสียหายไม่ใช่พรรค ไม่ใช่แกนนำ และไม่ใช่ผู้เสนอแนวคิด แต่คือแรงงานทั้งระบบที่ต้องอยู่กับผลลัพธ์จริง ประกันสังคมไม่ควรถูกนำไปเดิมพันทางการเมือง เพราะมันคือชีวิตของคนทำงาน ไม่ใช่เครื่องมือหาเสียง.

อ.เจษฎ์ รำดาบบวงสรวงดวงวิญญาณชาวบ้านบางระจัน ชัยวุฒิ เตือนใจ ปลุกความรักชาติ

อ.เจษฎ์ รำดาบบวงสรวงดวงวิญญาณชาวบ้านบางระจัน ชัยวุฒิ เตือนใจ ปลุกความรักชาติ

อ.เจษฎ์ รำดาบบวงสรวงดวงวิญญาณชาวบ้านบางระจัน ชัยวุฒิ เตือนใจ ปลุกความรักชาติ

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.47 น.

“เจษฎ์” รำดาบบวงสรวงดวงวิญญาณชาวบ้านบางระจัน “ชัยวุฒิ” เตือนใจ ปลุกความรักชาติ

วันที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 07.30 น. ที่จ.สิงห์บุรี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ เข้าร่วมพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณวีรชนค่ายบางระจัน ประจำปี 2569 ณ ลานธรรมวัดโพธิ์เก้าต้น บริเวณสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีและความเสียสละของเหล่าวีรชนผู้กล้าในอดีต

ซึ่งภายในงานเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 07.30 น. ด้วยการตั้งริ้วขบวนอัญเชิญอย่างสมเกียรติจากบริเวณอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน มุ่งหน้าสู่ลานธรรมวัดโพธิ์เก้าต้น โดย
นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีฯ พร้อมนำผู้เข้าร่วมงานรวมถึงคณะพรรครักชาติ ร่วมประกอบพิธีจุดธูปเทียนบูชา ปิดทอง และถวายพวงมาลัยสักการะหลวงปู่พระอาจารย์ธรรมโชติ ณ วิหารหลวงปู่พระอาจารย์ธรรมโชติ (วิหารอิฐแดง)

ต่อมาในเวลา 09.09 น. นายเจษฎ์ โทณะวณิก ได้ทำการ ก้มกราบ พื้นดิน ตั้งจิต ระลึกถึง วิญญาณของวีรชนบ้านบางระจัน ก่อนเริ่มการรำดาบถวาย ต่อวีรชน ซึ่งการรำดาบ ที่ นายเจษฎ์ ใช้เป็นท่าการรำในการรบกวนออกอาวุธ ที่เริ่มต้นด้วยการ กราบครูบาอาจารย์ ต่อด้วยการกราบนมัสการเทพเทวดาทั้ง 10 ทิศ  เทพสี่หน้า และกระบวนเตรียมศาสตราวุธ กระบวนรบลุยตะลุมบอน ศิลปะแม่ไม้ และลูกไม้มือเปล่า กระบวนท่าคุมเชิงรบ กราบไหว้ ฟ้าดิน เป็นการจบกระบวนการรบ 

จากนั้นได้เข้าสู่ช่วงพิธีการบวงสรวง  โดยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ได้จุดเทียนมงคล พร้อม ขอขมากรรม ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความศรัทธาและความสงบ ซึ่งคณะพรรครักชาติได้เข้าร่วมในพิธีจุดบายศรีสักการะหลวงปู่ธรรมโชติและวีรชนค่ายบางระจัน เพื่อแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ พร้อมกันนี้ยังมีการจุดเทียน โดยประชาชนชาวบางระจัน  เพื่อสักการะ สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ในวัดโพธิ์เก้าต้นด้วย

ทั้งนี้ พระครูวิชิต พุทธิคุณ หรือที่รู้จักกันในนาม หลวงพ่ออาวุธ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เก้าต้น ได้มอบ ผ้าประเจียดซึ่งเป็นจีวรของท่าน และเป็นรุ่นเดียวกับที่ปลุกเสกให้แม่ทัพกุ้ง และทหารชายแดนที่ไปรบสงครามไทยกัมพูชา ด้วย  พร้อมกับ หลวงพ่ออาวุธ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เก้าต้น ได้ฝาก ให้นายชัยวุฒิ และอาจารย์เจษฎ์ ปลูกฝังความรักชาติ รักแผ่นดินนให้กับ เด็กรุ่นใหม่ และะปลุกความสามัคคี ให้กับคนในชาติ และชื่นชม อาจารย์เจษฎ์ ที่รำดาบถวาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ในการอนุรักษ์สืบสานศิลปะไทย ไว้ให้คนรุ่นหลัง และการรำดาบก็ไม่ได้ง่าย ทุกวันนี้ก็เหลือคนที่จะรักษาศิลปะนี้น้อยแล้ว โดยคนส่วนใหญ่ลืมไปว่า ดาบคืออาวุธที่เราใช้สู้ข้าศึกก่อนที่จะมาเป็นแผ่นดินไทย ประเทศไทย

สำหรับพิธีการบวงสรวงเพื่อรำลึกถึงวีรชนชาวบ้านบางระจัน เป็นพิธีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยการจัดงานทางบ้านบางระจันจะมีการเชิญญาณจากสะตือ 4 ต้น เพื่อหาฤกษ์ยามในการจัด เป็นการระลึกถึงความเสียสละที่ชาวบ้านบางระจันได้ต่อสู้กับพม่า เสียสละชีวิตเพื่อรักษาแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลาน พร้อมกันนั้นยัง เป็นการรำลึกถึงดวงวิญญาณที่ต่อสู้ในทุกสมรภูมิรบ และอุทิศบุญกุศล เพื่อปลดปล่อยดวงวิญญาณให้ไปสู่สุคติ

นายชัยวุฒิ เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมพิธีฯ ว่า การปกป้องผืนแผ่นดินไทยไม่ใช่หน้าที่ของทหารเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน การที่พรรครักชาติลงพื้นที่มายังอนุสาวรีย์วีรชนชาวบ้านบางระจัน เพราะบรรพชนเคยเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย

“การปกป้องแผ่นดินไทย ไม่ใช่หน้าที่ของทหารนะครับ แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน วันนี้เรามาอยู่ที่อนุสาวรีย์วีรชนชาวบ้านบางระจันครับ เป็นบรรพชนที่ต่อสู้ เสียสละเนื้อหนังและชีวิต เพื่อปกป้องแผ่นดินไทย”

นายชัยวุฒิ กล่าวด้วยว่า วันนี้บริบทอาจจะเปลี่ยนไป เราคงไม่ได้สู้รบเหมือนในอดีต แต่วันนี้โลกเรายังมีสงคราม มีปัญหาความมั่นคงทั่วทุกภูมิภาค และทั่วทั้งโลก คนไทยต้องรักกันสามัคคีกัน อย่ายอมให้ใครมายุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกในประเทศ เราต้องรักกัน ทุกคนต้องทำหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทยตามแต่ละบทบาทของตนเอง เช่นเดียวกับชาวบ้านบางระจันในอดีต ที่พวกเขาไม่ใช่ทหาร แต่เป็นประชาชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย “วันนี้เราต้องทำอย่างนั้นเช่นกันครับ”

อภิสิทธิ์ ปลื้มชาวคลองท่อมต้อนรับอบอุ่น อวยพรให้ได้กลับมาเป็นนายกฯ

อภิสิทธิ์ ปลื้มชาวคลองท่อมต้อนรับอบอุ่น อวยพรให้ได้กลับมาเป็นนายกฯ

อภิสิทธิ์ ปลื้มชาวคลองท่อมต้อนรับอบอุ่น อวยพรให้ได้กลับมาเป็นนายกฯ

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.36 น.

“อภิสิทธิ์” ล่องใต้พบชาวคลองท่อมกระบี่ ชาวบ้านต้อนรับอบอุ่นอวยพรให้ได้กลับมาเป็นนายกฯ

วันที่ 30 มกราคม 2569 ที่ตลาดสดคลองท่อม อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรค และคณะแกนนำ เดินทางพบปะพี่น้องประชาชน ความผูกพันที่เหนียวแน่น ซึ่งทันทีที่คณะเดินทางมาถึง บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านที่มาจับจ่ายใช้สอยต่างเข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่สะท้อนถึงความผูกพันอันยาวนานระหว่างคนในพื้นที่และพรรคประชาธิปัตย์ 

โดยนายอภิสิทธิ์ ได้เดินทักทายพร้อมรับฟังปัญหาปากท้องและข้อเสนอแนะจากชาวกระบี่อย่างใกล้ชิด เสียงเชียร์สนั่นตลาด “สาธุ…ขอให้เป็นนายกฯ”

นอกจากนี้ยังมีคุณยายอาวุโสท่านหนึ่ง ที่มารอรับคณะด้วยความตั้งใจ จับมือนายอภิสิทธิ์ พร้อมกล่าวอวยพรว่า “ขอให้ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีนะ” คำอวยพรดังกล่าวเรียกเสียงฮือฮาและเสียงเชียร์ “สาธุ” ดังสนั่นจากผู้คนโดยรอบที่ร่วมส่งกำลังใจสนับสนุน 

ซึ่งนายอภิสิทธิ์ได้กล่าวขอบคุณพร้อมรอยยิ้ม ยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อสร้างการเมืองที่สุจริตและสร้างสรรค์ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องชาวภาคใต้และคนไทยทั้งประเทศ

‘เท้ง-ธนาธร’ นำเปิดคาราวาน 8 สาย 77 จังหวัด ปลุกเลือกส้ม 2 ใบ

'เท้ง-ธนาธร' นำเปิดคาราวาน 8 สาย 77 จังหวัด ปลุกเลือกส้ม 2 ใบ

‘เท้ง-ธนาธร’ นำเปิดคาราวาน 8 สาย 77 จังหวัด ปลุกเลือกส้ม 2 ใบ

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.31 น.

“เท้ง” นำเปิดคาราวาน 8 สาย 77 จังหวัดทั่วประเทศ – ลั่นไม่ประมาทคะแนนโพลนำ – ชวนประชาชนถ้าเห็นด้วยต้องกาให้ 2 ใบ แบ่งครึ่งใจเหมือนปี 66 ไม่เพียงพอ ไม่เช่นนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้

วันที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 07.30 น. ที่ลานกินซ่า อ.รังสิต จ.ปทุมธานี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาชน  ปล่อยคาราวานรถแห่เลือกอนาคต 8 สาย 77 จังหวัดทั่วประเทศ และให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งว่า หากเราดูการเลือกตั้งที่ผ่าน ๆมา การลงคะแนนแบบแบ่งเขตใช้คะแนนเสียงประมาณ 3-4 หมื่นคะแนนก็สามารถชนะเลือกตั้งได้ สส. 1 คน หากเป็นแบบบัญชีรายชื่ออาจจะต้องใช้คะแนนเสียงถึง 3-4 แสนคะแนนต่อ สส. 1 คน เท่ากับว่า สส.แบบแบ่งเขตมีน้ำหนักมากกว่าบัญชีรายชื่อถึง 10 เท่า เพราะฉะนั้นใครที่เห็นด้วยกับนโยบายของอดีตพรรคก้าวไกลและแบ่งครึ่งใจกาบัญชีรายชื่อแค่ 1 ใบ อาจจะไม่เพียงพอในการตั้งรัฐบาลประชาชน ดังนั้น เราจึงแบ่งคาราวานรถแห่ 8 สาย 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อบอกกับประชาชนว่าถ้าเห็นด้วยกับพรรคประชาชน ต้องกาให้พรรคประชาชนทั้ง 2 ใบ ไม่เช่นนั้นจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้

“มองไปในมุมบวก แต่อย่างไรก็ตาม ทุกวินาทีก่อนเข้าคูหาเราไม่ประมาท  ผลโพลความนิยมนำ  ผมเชื่อว่าทุกคะแนนเสียงมีความหมายในทุกเขต ตอนนี้โจทย์ของเราคือต้องมี สส.ให้มากที่สุด ทุกเก้าอี้ในสภาหมายถึงความมั่นคงมากยิ่งขึ้นในการตั้งรัฐบาล” หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าว

ทางด้าน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน กล่าวบนรถแห่ก่อนออกเดินทาง ว่า รถคาราวานสาย “ลูกน้ำเค็ม” มีแผนการเดินทางไปหาเสียงในเส้นทางภาคตะวันออก ซึ่งจะเดินทางผ่านทั้งสิ้น 47 เขต โดยทางพรรคประชาชนมุ่งหวังว่าจะสามารถรักษาเขตเดิมได้ครบทุกเขต และเพิ่มเติมเขตใหม่ให้ได้มากที่สุด

โดยกำหนดการของเส้นทางรถแห่ 8 สาย 77 จังหวัดทั่วประเทศ สามารถติดตามรายละเอียดกำหนดการทั้งหมด และติดตามพิกัดขบวนรถแห่คาราวานแบบเรียลไทม์ได้ที่ https://election69.peoplesparty.or.th/