อัษฎางค์ ชำแหละสูตร อนุทิน 2 กล้าธรรม วืดร่วมรัฐบาล? เว้นแต่ ผู้กอง ยอมถอยหนึ่งก้าว
วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.07 น.
วันที่ 9 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อนุทิน 2 จะไม่มีกล้าธรรม ยกเว้นผู้กองยอมถอยหนึ่งก้าว #อัษฎางค์ยมนาค #อ่านเกมอำนาจ
ตั้งแต่ทราบผลการหลังเลือกตั้งเป็นต้นมา คุณอนุทินถูกนักข่าวจี้ถามว่า ภูมิใจไทยจะเอากล้าธรรมร่วมรัฐบาลหรือไม่มาโดยตลอด แต่คุณอนุทินก็ “ตอบแบบไม่ตอบมาตลอด”
ล่าสุดมาถึงโค้งสุดท้ายที่กำลังจะเปิดประชุมสภาและมีข่าวว่า มีการจัดสรรเก้าอี้จนจะครบอยู่แล้ว นักข่าวก็ยังจี้ถามเรื่องนี้
คุณอนุทิน ก็ยัง ”ตอบแบบไม่ตอบ“ โดยระบุว่า ”ไม่ใช่การส่งสัญญาณว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล“
เรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่า ผมฟันธงได้เลยคือ
1. โจทย์ของคุณอนุทินไม่ใช่แค่ว่าจะเอาพรรคกล้าธรรมหรือไม่ แต่คือจะเอา ‘ความเสี่ยงทางจริยธรรม’ เข้ามาเป็นระเบิดเวลาใน ครม. หรือเปล่า
2. คุณอนุทินไม่ได้ส่งสัญญาณว่าไม่เอากล้าธรรม แต่กำลังส่งสัญญาณว่า จะไม่เอาความเสี่ยงเชิงจริยธรรมเข้ามาแบกไว้ในรัฐบาล
คุณอนุทินกล่าวว่าต่อไปว่า “เราก็รู้ว่ามีข้อปฏิบัติ และหลักเกณฑ์ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่พูดถึงเรื่องของจริยธรรม ต้องอ่านอย่างละเอียด และเราต้องไม่ทำผิด เพราะมีคนพร้อมไปร้องเรียน ไม่ว่าเราจะมีเจตนาหรือไม่ ก็ไม่อยากที่จะเสียเวลาที่จะไปต่อสู้ ดังนั้น ต้องเพลย์เซฟในทุกเรื่อง”
คุณอนุทินปฏิเสธตรงๆ ว่าไม่ถึงขั้น “ส่งสัญญาณว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล” แต่ในประโยคถัดมาเขาก็ย้ำเรื่อง เกณฑ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ, เรื่องจริยธรรม, และการต้อง “เพลย์เซฟ” เพราะมีคนพร้อมร้องเรียน
ซึ่งนั่นก็คือ “การส่งสัญญาณ” นั่นแหละ
อีกทั้งเมื่อถูกถามว่าทำไมก่อนหน้านี้เคยตั้งผู้กองธรรมนัสได้ แต่ครั้งนี้ “ไม่กล้าแต่งตั้ง” เขาก็ไม่ตอบคำถามนั้น และบอกอีกว่ายังไม่ได้คุยกับผู้กองธรรมนัสเลย แบบนี้ในภาษาการเมือง มันคือการ “ไม่พูดตรงๆ แต่พูดพอให้รู้” ชัดมากพอสมควร
ซึ่งผมว่า เป็นที่รู้กันว่า ที่ผ่านมา คุณอนุทินแต่งตั้ง ผู้กองธรรมนัส เป็นรัฐมนตรีมาแล้วนั้นเพราะรัฐบาลชุดที่ผ่านมาเป็นรัฐบาลชั่วคราวที่มีอายุเพียง 4 เดือน ไม่มีใครคิดจะยื่น กกตั้ง. หรือศาล ให้พิจารณาเรื่องนี้ เพราะยังไงรัฐบาลอายุไม่ยืนยาวจนกระทั่งกระบวนสอบสวนจะจบ แต่รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่นี้ถ้าตั้ง ผู้กองธรรมนัส เชื่อว่าจะมีพรรคฝ่ายค้านหรือประชาชนเตรียมยื่นฟ้องความผิดด้านจริตธรรมแน่นอน
สังเกตคำว่า “ต้องเพลย์เซฟในทุกเรื่อง” ของคุณอนุทินดีๆ
ถ้าจำกันได้ พรรคภูมิใจไทยเพลย์เซฟในทุกเรื่องมาตั้งนานแล้ว สังเกตง่ายๆ จากการถอนตัวของคุณชาดาซึ่งตอนนั้นเป็น รมช.มหาดไทย และส่งลูกสาวขึ้นมาแทน นั่นคือการส่งสัญญาณว่า ขนาดคนสำคัญของพรรคภูมิใจยังถอย และทางพรรคยังเพลย์เซฟไม่ตั้งเป็นรัฐมนตรี แล้วเรื่องอะไรจะไม่เพลย์เซฟไปตั้งคนนอกพรรคที่มีแววจะโดนฟ้องร้องประเด็นด้านจริยธรรม จริงมั้ย?
ประเด็นนี้สะท้อนชัดว่า พรรคเลือกทางที่ลดแรงเสียดทานและลดความเสี่ยงทางกฎหมายไว้ก่อน แบบ “กันไว้ดีกว่าแก้” ซึ่งเข้ากับสไตล์เพลย์เซฟที่คุณอนุทินกล่าวเอาไว้
คำว่า “เพลย์เซฟ” ไม่ได้เป็นคำลอยๆ แต่มันคือ สัญญาณเชิงคัดกรองความเสี่ยง มากกว่า
แปลเป็นภาษาคนคือ “ร่วมได้คุยได้ แต่คนที่มีต้นทุนความเสี่ยงทางจริยธรรมสูง อย่าเพิ่งเอาเข้าครม.ให้เป็นระเบิดเวลา”
ประเด็นสำคัญจึงอาจไม่ใช่ “ไม่เอาพรรคกล้าธรรม” แต่คือ “ไม่อยากแบกความเสี่ยงจากตัวบุคคล” โดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรี
เพราะที่คุณอนุทินตอบคำถามเรื่องพรรคกล้าธรรมแบบไม่ตอบคำถามก็เพราะ ผู้กองธรรมนัสขู่เรื่องจะเปิดแผลถ้าถูกหักหลัง
ถ้าให้เดาประเด็นนี้ ก็เดาว่า 2 พรรคมีคำสัญญาว่าจะร่วมรัฐบาลด้วยกัน หรือไม่ก็ผู้กองธรรมนัสเข้าใจไปเองอยู่ฝ่ายเดียวว่า คุณอนุทินสัญญาว่าจะร่วมกัน จึงทำให้คุณอนุทินไม่กล้าตอบคำถามนักข่าวตรงๆ แต่หลังบ้านพยายามเจรจากับผู้กองธรรมนัสให้ยอมถอย ตรงนี้ผมเพียงแค่คาดเดานะ
ถ้าให้ผมเดา ขอคาดเดาว่า
1. ถ้ากล้าธรรมได้ร่วมรัฐบาล โอกาสสูงมากว่าต้องเป็นสูตรที่ไม่มีชื่อผู้กองธรรมนัสใน ครม.
2. ถ้ากล้าธรรมไม่ได้ร่วมรัฐบาล แปลว่าอย่างน้อยดีลเรื่อง ‘ความเสี่ยงจากตัวบุคคล’ กับ ‘เงื่อนไขการร่วมรัฐบาล’ ยังตกลงกันไม่ได้
หรือพูดกันชัดๆ ว่า ผู้กองธรรมนัสยืนกรานจะเอาเก้าอี้ให้ได้” นั่นเอง
หรืออาจรวมทั้ง
• ดีลผลประโยชน์/โควตากระทรวง คุยกันไม่ลง
• ความไว้ใจกันระหว่าง 2 ฝ่ายพัง
• ภูมิใจไทยเห็นว่าจำนวนเสียงพอแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องรับความเสี่ยงเพิ่ม
ข้อใดข้อหนึ่ง หรือถูกทุกข้อ