ยิ่งลักษณ์ อวยพรสงกรานต์คนไทย ขอก้าวผ่านภาวะศก.ปัจจุบัน ร่ำรวยมีเงินทองใช้ไม่ขาดมือ

ยิ่งลักษณ์ อวยพรสงกรานต์คนไทย ขอก้าวผ่านภาวะศก.ปัจจุบัน ร่ำรวยมีเงินทองใช้ไม่ขาดมือ

ยิ่งลักษณ์ อวยพรสงกรานต์คนไทย ขอก้าวผ่านภาวะศก.ปัจจุบัน ร่ำรวยมีเงินทองใช้ไม่ขาดมือ

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.32 น.

ยิ่งลักษณ์ อวยพรสงกรานต์คนไทย ขอก้าวผ่านอุปสรรคภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ร่ำรวยมีเงินทองใช้ไม่ขาดมือ

เมื่อวันที่ 13 เมษายน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สวัสดีปีใหม่ไทย 2569 สงกรานต์ปีนี้ ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก ดลบันดาลให้พี่น้องประชาชนคนไทย มีความสุข ความเจริญ สดชื่น สมหวังดังตั้งใจในทุกสิ่ง มีสุขภาพกายสุขภาพใจที่แข็งแรง ปลอดภัยในทุกการเดินทาง ก้าวผ่านอุปสรรคในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ร่ำรวยมีเงินทองใช้ไม่ขาดมือ ตลอดปี และตลอดไปค่ะ” 

รับอรุณวันสงกรานต์ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ นำทีมตักบาตรพระ 69 รูป ณ ลานคนเมือง

รับอรุณวันสงกรานต์ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ นำทีมตักบาตรพระ 69 รูป ณ ลานคนเมือง

รับอรุณวันสงกรานต์ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ นำทีมตักบาตรพระ 69 รูป ณ ลานคนเมือง

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.30 น.

วันนี้ 13 เมษายน 2569 บรรยากาศที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสดใส โดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปรากฏตัวในชุดเสื้อลายดอกสีสันสะดุดตา เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันมหาสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งในพิธีมีการนิมนต์พระสงฆ์จำนวน 69 รูป มารับบิณฑบาตจากคณะผู้บริหาร นำโดย นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยข้าราชการ และประชาชนที่พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดไทยและเสื้อลายดอกมาร่วมรับอรุณวันใหม่เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

นอกจากพิธีสงฆ์แล้ว บรรยากาศภายในงานโดยรอบยังมีการจัดเตรียมพื้นที่เพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ท่ามกลางอากาศยามเช้าที่สดใสและเป็นกันเองสไตล์ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ที่ร่วมทักทายพี่น้องชาวกรุงอย่างใกล้ชิด ก่อนจะเริ่มเทศกาลสาดน้ำอย่างเป็นทางการในช่วงสายของวันนี้

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

อิ๊งค์ อวยพรสงกรานต์ ขอคนไทยพักผ่อนเต็มอิ่ม เดินทางปลอดภัย

อิ๊งค์ อวยพรสงกรานต์ ขอคนไทยพักผ่อนเต็มอิ่ม เดินทางปลอดภัย

อิ๊งค์ อวยพรสงกรานต์ ขอคนไทยพักผ่อนเต็มอิ่ม เดินทางปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.11 น.

วันนี้ 13 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา อิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร ได้โพสต์ภาพการ์ดอวยพรพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อส่งความปรารถนาดีไปยังพี่น้องประชาชนชาวไทยเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ไทย พ.ศ. 2569 ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก โปรดดลบันดาลให้ท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุขกาย สบายใจ มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ และปราศจากโรคภัยทั้งปวงค่ะ

ขอให้เทศกาลสงกรานต์ปีนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่แสนพิเศษ เดินทางกลับภูมิลำเนาโดยสวัสดิภาพ ได้เติมพลังใจให้เต็มเปี่ยม และมีความสุขกับทุกช่วงเวลาในวันหยุดยาวนี้นะคะ สวัสดีวันสงกรานต์ค่ะ”

อิ๊งค์ แพทองธาร

หลังจากโพสต์ของ อิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร เผยแพร่ออกไป บรรดาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์รับพรและอวยพรกลับอย่างล้นหลาม แสดงให้เห็นถึงบรรยากาศที่อบอุ่นในวันขึ้นปีใหม่ไทย เช่น

“ขอให้ท่านและครอบครัวจงมีความสุขเป็นที่รักของคนรากหญ้าอย่างยายเป็นต้นค่ะ”

“ขอให้พรนี้จงส่งกลับไปให้คุณแพรและครอบคนัวชินวัตรด้วนเช่นกันค่ะ”

“ขอให้ครอบครัวของท่านนายกมีความสุขสุขภาพแข็งแรงนะคะ สุขสันต์วันปีใหม่ไทยค่ะ”

“สุขสันต์วันสงกรานต์ ขอส่งความสุข มีแต่ความฉุ่มฉ้ำ สุขกายสบายใจครับ “

“เช่นกันนะครับ ท่านนายก”

“ขอบคุณคะ”

“Happy New Year kub”

“สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ ท่านอดีตนายกฯ คำอวยพร..งดงาม สมมงค่ะ”

“สวัสดีปีใหม่ค่ะนายกพี่อิ๊ง”

อิ๊งค์ แพทองธาร
อิ๊งค์ แพทองธาร
อิ๊งค์ แพทองธาร
อิ๊งค์ แพทองธาร
อิ๊งค์ แพทองธาร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Ing Shinawatra 

เจาะลึก ผู้แทนการค้าไทย หัวหอกสำคัญ การค้าไทยในเวทีโลก

เจาะลึก ผู้แทนการค้าไทย หัวหอกสำคัญ การค้าไทยในเวทีโลก

เจาะลึก ผู้แทนการค้าไทย หัวหอกสำคัญ การค้าไทยในเวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.21 น.

กรณีที่นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ได้ทาบทาม นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  เป็น “ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี” และ เตรียมที่จะแต่งตั้งเป็นผู้แทนการค้าไทย  ต่อมาได้กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ และมีความเห็นเป็นสองฝ่าย คือมีทั้งชื่นชมยินดี เห็นด้วย ที่มีการดึงคนที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามาช่วยงานประเทศชาติ เนื่องจากนายวีระพงษ์  เคยทำหน้าที่ผู้แทนการค้ามาก่อน และมีบทบาทสำคัญในการเจรจา FTA  กับสหภาพยุโรป แต่อีกด้านหนึ่งก็มีเสียงตำหนิ วิจารณ์ว่า การดึงตัวรองหัวหน้าพรรคการเมืองฝ้ายค้านมาร่วมงาน โดยไมได้ขอตัวจากหัวหน้าพรรคก่อนนั้น เป็นเรื่องเสียมารยาททางการเมือง  และสุดท้ายเรื่องนี้ก็จบลงที่นายวีระพงษ์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เรียบร้อย

ศุภจี สุธรรมพันธ์

ทีมข่าว แนวหน้าออนไลน์ จะขอข้ามประเด็นดรามาเรื่องนี้ แต่จะชวนมาทำความรู้จัก ตำแหน่ง “ผู้แทนการค้าไทย” ว่า มีที่มา และมีความสำคัญอย่างไร

ย้อนหลังไปในปี 2545 ยุครัฐบาลนายทักษิณชินวัตร ได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้แทนการค้าไทย พ.ศ. 2545 (และต่อมามีฉบับปรับปรุง 2552) จัดตั้งตำแหน่ง “ผู้แทนการค้าไทย” (Thailand Trade Representative) ถือเป็นตำแหน่งข้าราชการการเมือง เป็นผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรี มีฐานะเทียบเท่ารัฐมนตรี ทำหน้าที่เจรจาการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ส่งเสริมส่งออก และกำหนดท่าทีการค้าระหว่าง เจรจากับรัฐบาลต่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ และเรื่องอื่นที่เกี่ยวเนื่อง

โดยนายกรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งได้ไม่เกิน 5 คน และแต่งตั้ง 1 คนเป็นประธานผู้แทนการค้าไทย

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความคล่องตัวในการเจรจาการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

และปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี โดยมีสำนักงานผู้แทนการค้าไทย สังกัดสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ ต้องรายงานผลการดำเนินงานให้นายกรัฐมนตรีทราบตามรอบเวลาที่กำหนด

ซึ่งระเบียบนี้มุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งในการค้าระหว่างประเทศ โดยปรับเปลี่ยนจากการทำงานตามระบบราชการปกติ มาเป็นการทำงานเชิงรุกโดยผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้า

หน้าที่หลัก “หัวหอก” การเจรจาเชิงรุก

หากตำแหน่งทูตพาณิชย์คือผู้ดูแลตลาดในแต่ละประเทศที่ประจำการ ผู้แทนการค้าไทยก็คือ ทีมพิเศษ ที่เน้นภารกิจเฉพาะกิจ เช่น

– เจรจา FTA เป็นหัวหน้าคณะเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีความซับซ้อน เช่น ไทย-อียู หรือ ไทย-ยูเออี

– การเปิดตลาดใหม่ เจาะตลาดเชิงยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ (เช่น ตลาดตะวันออกกลาง หรือกลุ่มประเทศแอฟริกา)

– ดึงดูดการลงทุน ทำหน้าที่เป็นเซลส์แมนประเทศ ไปชวนยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีหรืออุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ให้มาลงทุนในไทย

– แก้ปัญหาคอขวด ประสานงานระหว่างกระทรวง (พาณิชย์, อุตสาหกรรม, เกษตรฯ, ต่างประเทศ) เพื่อให้การดีลธุรกิจข้ามชาติจบได้ที่จุดเดียว

ความสำคัญ ทำไมต้องมีตำแหน่งนี้ ?

ในระบบราชการปกติ การเจรจาระหว่างประเทศมักมีขั้นตอนเยอะและติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบของแต่ละกระทรวง ตำแหน่ง ผู้แทนการค้าไทย  จึงเข้ามาอุดช่องว่างดังนี้ และ สามารถตัดสินใจหรือรายงานตรงต่อนายกฯ ได้ทันที

ที่ผ่านมา รัฐบาลมักแต่งตั้ง “มืออาชีพ” จากภาคเอกชนหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาทำหน้าที่ เพื่อให้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมการค้าโลก

โดยที่มารัฐบาลแต่ละยุค ได้แต่งตั้ง บุคคลเข้ามาทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย เช่น

นายทักษิณ ชินวัตร แต่งตั้ง ดร.กันตธีร์ ศุภมงคล  ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร

ผู้แทนการค้าไทย

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่งตั้ง นายเกียรติ สิทธิอมร

ผู้แทนการค้าไทย

รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร แต่งตั้ง นายโอฬาร ไชยประวัติ  นางนลินี ทวีสิน

ผู้แทนการค้าไทย

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  แต่งตั้ง หม่อมหลวงชโยทิต กฤดากร

ผู้แทนการค้าไทย

รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน แต่งตั้ง นางนลินี ทวีสิน  หม่อมหลวงชโยทิต กฤดากร

ผู้แทนการค้าไทย

รัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แต่งตั้ง  นางนลินี ทวีสิน  นายชัย วัชรรงค์  และนายวีระพงษ์ ประภา

ผู้แทนการค้าไทย

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก อาร์ท วีระพงษ์ ประภา – Art Werapong, เฟซบุ๊ก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ FC, เพจเฟซบุ๊ก หอประวัติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ PSU Hall of History, เฟซบุ๊ก ปานปรีย์ พหิทธานุกร, เฟซบุ๊ก Thaksin Shinawatra, เฟซบุ๊ก Abhisit Vejjajiva, เฟซบุ๊ก เกียรติ สิทธีอมร – Kiat Sittheeamorn, เฟซบุ๊ก มล ชโยทิต กฤดากร – M.L. Chayotid Kridakon

ธนกร อวยพรสงกรานต์ ขอความร่วมมือ เมาไม่ขับ เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและคนที่เรารัก

ธนกร อวยพรสงกรานต์ ขอความร่วมมือ เมาไม่ขับ เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและคนที่เรารัก

ธนกร อวยพรสงกรานต์ ขอความร่วมมือ เมาไม่ขับ เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและคนที่เรารัก

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.08 น.

“ธนกร” โพสต์อวยพรวันปีใหม่ไทย ขอความร่วมมือ “เมาไม่ขับ” เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและคนที่เรารัก ส่งกำลังใจถึงคนไทย ก้าวผ่านทุกความท้าทายไปด้วยกันอย่างเข้มแข็ง

วันนี้ 13 เมษายน 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวใจความว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือปีใหม่ไทยปีนี้ ขอส่งความห่วงใยและความปรารถนาดี ถึงพี่น้องประชาชนคนไทยทุกท่าน ขอให้ทุกคนได้กลับไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว ใช้เวลาพักผ่อน เติมพลังใจ และมีความสุขกันอย่างเต็มที่ ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ ขับรถด้วยความไม่ประมาท และขอความร่วมมือ “เมาไม่ขับ” เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและคนที่เรารัก

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องคนไทยทุกคน ก้าวผ่านทุกความท้าทายไปด้วยกันอย่างเข้มแข็ง ขอให้ปีใหม่ไทยปีนี้ เป็นปีแห่งการเริ่มต้นที่ดี เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความสุข และสิ่งดี ๆ ในทุกครอบครัว สุขสันต์วันสงกรานต์ครับ

ธนกร วังบุญคงชนะ
ธนกร วังบุญคงชนะ
ธนกร วังบุญคงชนะ

นิพิฏฐ์ เปรียบแรง บอก ศุภจี ย่องสึกพระในวัดกลางดึก ไม่เกรงใจหลวงพ่อ

นิพิฏฐ์ เปรียบแรง บอก ศุภจี ย่องสึกพระในวัดกลางดึก ไม่เกรงใจหลวงพ่อ

นิพิฏฐ์ เปรียบแรง บอก ศุภจี ย่องสึกพระในวัดกลางดึก ไม่เกรงใจหลวงพ่อ

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.01 น.

นิพิฏฐ์ เปรียบแรง บอก ศุภจี ย่องสึกพระในวัดกลางดึก ไม่เกรงใจหลวงพ่อ

เมื่อวันที่ 13 เม.ย.2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สึกพระไม่เกรงใจเจ้าอาวาส

กรณี คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทาบทามคุณวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน ให้มาเป็นคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ

เรื่องนี้ ผมเห็นใจหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ครั้นจะแสดงความเห็นไป คนที่ไม่เคยบริหารพรรคการเมืองยากที่จะเข้าใจ

ว่าตามความเป็นธรรม คุณศุภจีเองก็คงไม่เข้าใจ เพราะท่านไม่เคยบริหารพรรคการเมืองมาก่อน

ถ้ารู้ว่าเรื่องนี้เลยเถิด ท่านคงเปลี่ยนใจ แต่ถ้าเปลี่ยนใจช่วงนี้ ก็เหมือนลอยแพคุณวีระพงษ์ ก็ต้องเลยตามเลย เรื่องนี้ ไม่ผิดกฎหมายอะไรหรอกครับ แต่เรื่องวัฒนธรรมทางการเมือง ก็อีกเรื่องหนึ่ง

ถ้าจะอธิบายเรื่องนี้ ก็ต้องเริ่มตั้งแต่ทำความเข้าใจกันว่า พรรคฝ่ายค้านคืออะไร พรรครัฐบาลคืออะไร หน้าที่พรรคฝ่ายค้านคืออะไร

และลามมาถึงพ.ร.บ.พรรคการเมือง ว่าสมาชิกพรรคการเมืองมีหน้าที่อะไร ยิ่งเป็นผู้บริหารพรรคการเมืองยิ่งต้องระลึกว่าทำอะไรได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง ยาวกันเลยล่ะครับ

เรื่องนี้ เปรียบง่ายๆ เหมือนคุณศุภจี มาแอบสึกพระในวัดกลางดึกล่ะครับ สบง จีวร บาตร เอาไปหมด

ตอนเช้า หลวงพ่อเคาะประตูให้พระไปบิณฑบาต ก็หายไปแล้ว จะว่าผิดกฎหมาย ก็ไม่ผิดอะไรหรอก เพียงแต่แหม….ไม่เกรงใจหลวงพ่อในวัดเลย ก็เท่านั้น”

นายกฯ อวยพรสงกรานต์ ชวนฉลองอย่างอบอุ่น กลับบ้านพบครอบครัว สร้างรอยยิ้มทั่วไทย

นายกฯ อวยพรสงกรานต์ ชวนฉลองอย่างอบอุ่น กลับบ้านพบครอบครัว สร้างรอยยิ้มทั่วไทย

นายกฯ อวยพรสงกรานต์ ชวนฉลองอย่างอบอุ่น กลับบ้านพบครอบครัว สร้างรอยยิ้มทั่วไทย

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.30 น.

นายกฯ กล่าวอวยพรสงกรานต์ 69 ชวนฉลองอย่างอบอุ่น กลับบ้านพบครอบครัว สร้างรอยยิ้มทั่วไทย

เมื่อวันที่ 13 เม.ย.2569 เวลา 08.01 น. นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปราศรัยเนื่องในประเพณีสงกรานต์ พุทธศักราช 2569 ใจความว่า

ในโอกาสประเพณีสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ไทย พุทธศักราช 2569 ขอส่งความรักและความปรารถนาดีถึงประชาชนชาวไทยทุกคน ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

ปีนี้ รัฐบาลมีเป้าหมายในการอนุรักษ์ ส่งเสริม และผลักดันประเพณีสงกรานต์ให้เป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ผ่านการนำเสนอความหลากหลายของอัตลักษณ์ประเพณีสงกรานต์ในแต่ละพื้นที่ สะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษสู่คนรุ่นหลัง รวมถึงถ่ายทอดความงดงามของสังคมไทยอย่างทรงคุณค่า

สงกรานต์ไม่ได้เป็นเพียงประเพณี แต่ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการกลับสู่อ้อมกอดครอบครัว การแสดงความรัก ความห่วงใย และความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ รวมถึงการเชื่อมโยงสายใยของครอบครัวและชุมชนให้แน่นแฟ้น นับเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและรอยยิ้ม หลังจากการทำงานตลอดทั้งปี

เนื่องในโอกาสประเพณีสงกรานต์และเทศกาลขึ้นปีใหม่ไทย พุทธศักราช 2569 นี้ ขอเชิญชวนร่วมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม และร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยว

“ในนามของรัฐบาล ขออวยพรให้พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนประสบแต่ความสุข ความเจริญครอบครัวอบอุ่น มั่นคง และสังคมมีความรัก ความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

สุดท้ายนี้ ขอให้การเฉลิมฉลองประเพณีสงกรานต์เต็มไปด้วยความสุข สนุกสนาน และสร้างความประทับใจแก่ทุกคน

สงกรานต์ชุ่มฉ่ำทั่วไทย ผ่าน2วันดับแล้ว71ศพ

สงกรานต์ชุ่มฉ่ำทั่วไทย    ผ่าน2วันดับแล้ว71ศพ

สงกรานต์ชุ่มฉ่ำทั่วไทย ผ่าน2วันดับแล้ว71ศพ

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สงกรานต์ชุ่มฉ่ำทั่วไทย นายกฯอวยพร ตักตวงความสุขเต็มที่ ปชช.แห่กลับบ้านฉลอง ผ่าน2วันดับแล้ว71ศพ

2 วันอันตรายสงกรานต์ ดับแล้ว 71 ศพ เกิดอุบัติเหตุ 344 ครั้ง บาดเจ็บ 317 คน “น่าน-ลำปาง-ปราจีนฯ-พิษณุโลก” แชมป์สูญเสียสะสม ส่วน 39 จังหวัดตายเป็นศูนย์ ศปถ.กำชับจังหวัดดูแลความปลอดภัยพื้นที่เล่นสงกรานต์ ด้านกรมคุมประพฤติ เผยเมาขับสะสม 2 วัน ทะลุ 1,480 คดี

เมื่อวันที่ 12เมษายน ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2569 (ศปถ.) กล่าวว่า ศปถ.ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 11 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่2 ของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 208 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 185 คน ผู้เสียชีวิต 50 ราย

สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 45.71 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 24.76 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ จักรยานยนต์ ร้อยละ 61 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 79.05 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 48.56 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 25 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 09.01 –12.00 น.ร้อยละ 21.90 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 20 – 29 ปี ร้อยละ 22.88 โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (12 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (14 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา และพิษณุโลก (จังหวัดละ 3 ราย)

สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 2 วันของการรณรงค์ (10–11 เมษายน 2569) เกิดอุบัติเหตุรวม 344 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 317 คน ผู้เสียชีวิต รวม 71 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดได้แก่ น่าน (17 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ น่าน และลำปาง (จังหวัดละ 17 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ ปราจีนบุรี และพิษณุโลก (จังหวัดละ 4 ราย) จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 39 จังหวัด

นพ.โสภณ กล่าวต่อว่า วันเดียวกันนี้ประชาชนส่วนใหญ่เดินทางถึงพื้นที่แล้ว บางส่วนยังอยู่ระหว่างเดินทางและท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ บางพื้นที่เริ่มเล่นน้ำสงกรานต์แล้ว ศปถ.จึงประสานจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ตรวจตราพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ให้มีความปลอดภัย อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชน ติดป้ายเตือนพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์เพื่อเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ผ่านเส้นทาง พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงควบคุมไม่ให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่เด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 20 ปี และการเร่ขายในพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ สถานที่ท่องเที่ยว และบริเวณจัดงานรื่นเริง

ด้านนายธีรพัฒน์คัชมาตย์ อธิบดีปภ.ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการ ศปถ.กล่าวว่า ศปถ.ยังคงเน้นย้ำการทำงานเชิงรุกของ “ด่านชุมชน” ควบคู่กับการ “เคาะประตูบ้าน” เพื่อเฝ้าระวัง ตรวจตรา ป้องปราม ผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะการดื่มแล้วขับ การไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย การไม่มีใบขับขี่ ก่อนออกจากพื้นที่ชุมชนตลอดทั้งวัน และให้จัดชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าไปยังจุดจัดงานเล่นน้ำสงกรานต์ และจุดจัดกิจกรรมทางศาสนา โดยกวดขันห้ามปรามพฤติกรรมการเล่นน้ำที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุทางถนน รวมถึงให้ฝ่ายปกครองและ อสม.ใช้กลไกด่านครอบครัวป้องปรามผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ไม่ให้ขับขี่ยานพาหนะอย่างเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์

ท้ายนี้ ประชาชนที่ประสบหรือพบเห็นอุบัติเหตุสามารถแจ้งเหตุได้ทางสายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง และไลน์“ปภ.รับแจ้งเหตุ1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

ขณะที่ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยสถิติคดีที่ศาลสั่งคุมความประพฤติในวันที่ 11 เมษายน 2569 พบว่ามีคดีเข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติรวมทั้งสิ้น 1,174 คดี แบ่งเป็นคดีขับรถในขณะเมาสุรา 1,127 คดี คิดเป็นร้อยละ 96 และคดีขับเสพ 47 คดี คิดเป็นร้อยละ 4.0ขณะเดียวกันสถิติคดีสะสมช่วง 2 วันแรก (10–11 เมษายน 2569) รวมทั้งสิ้น 1,610 คดี แบ่งเป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา 1,480 คดี คิดเป็นร้อยละ 91.9 คดีขับเสพ 127 คดี คิดเป็นร้อยละ 7.9 และคดีขับรถประมาท 3 คดี คิดเป็นร้อยละ0.2 สำหรับจังหวัดที่มีสถิติคดีขับรถขณะเมาสุราสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เชียงใหม่ 246 คดี นนทบุรี 147 คดี และสมุทรปราการ 145 คดี

อธิบดีกรมคุมประพฤติกล่าวว่า ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ภายใต้แนวคิด “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” และ “คุมประพฤติร่วมสร้างสังคมปลอดภัย ลดอุบัติภัยทางถนน” โดยกำชับให้สำนักงานคุมประพฤติทั่วประเทศบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน จัดกิจกรรมรณรงค์อย่างต่อเนื่อง อาทิ การสนับสนุนภารกิจ ณ ด่านชุมชนและด่านตรวจค้น 29 จุด มีผู้เข้าร่วม 386 ราย การจัดอบรมให้ความรู้ด้านกฎหมายจราจรและโทษภัยของแอลกอฮอล์ รวมถึงการนำผู้ถูกคุมความประพฤติเข้าร่วมเฝ้าสังเกตพฤติกรรมการขับขี่ผ่านระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) แบบเรียลไทม์ เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัย

ร.ต.อ.ปิยะ กล่าวต่อว่า ขอฝากความห่วงใยถึงพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ขอให้ร่วมกันเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์อย่างมีความสุขควบคู่กับความปลอดภัย โดยยึดมั่นในวินัยจราจร เคารพสิทธิของผู้ใช้ถนนร่วมกัน และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะ “ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม” เพื่อร่วมกันลดอุบัติเหตุและสร้างสังคมที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน

ส่วนนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) กล่าวว่า วันเดียวกันนี้ยังคงมีผู้ใช้บริการรถไฟระหว่างเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้พ่วงตู้โดยสารเพิ่มเติมในขบวนที่มีผู้โดยสารหนาแน่น และเตรียมขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสารเพิ่มอีก 3 ขบวน สำหรับรองรับการเดินทางออกจาก กทม.ได้แก่ ขบวนที่ 973 กรุงเทพอภิวัฒน์–นครราชสีมา เวลา 09.20 น.,ขบวนที่5 กรุงเทพอภิวัฒน์-เชียงใหม่ เวลา 19.05 น. และขบวนที่ 983 กรุงเทพอภิวัฒน์– ยะลา เวลา 19.30น.

จากการติดตามสถานการณ์ในเส้นทางรถไฟ พบว่ายังคงมีบางพื้นที่มีการนำเศษหิน เศษไม้ หรือสิ่งของไปวางกีดขวางบนทางรถไฟ รวมถึงเหตุการณ์ไฟไหม้หญ้า หรือการเผาขยะในพื้นที่ใกล้เขตทางรถไฟ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่อันตรายอย่างยิ่ง และอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงขั้นขบวนรถตกรางแล้ว กลุ่มควันยังส่งผลกระทบต่อทัศนวิสัยในการขับขี่ของพนักงานขับรถ และความร้อนอาจสร้างความเสียหายต่อระบบอาณัติสัญญาณ และระบบสื่อสารริมทาง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้โดยสารจำนวนมาก

นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า ขอเตือนให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าวเด็ดขาด ทั้งการกีดขวางบนทางรถไฟ และจุดไฟเผาในเขตทาง หรือพื้นที่ใกล้เคียงเส้นทางรถไฟ และขอความร่วมมือช่วยกันเฝ้าระวัง หากพบเห็นการกระทำลักษณะนี้ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เนื่องจากเป็นความผิดตามกฎหมาย และมีโทษทางอาญา ทั้งนี้กำชับให้ รฟท.เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตรา และเฝ้าระวังจุดเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยของระบบราง

นายพิเชฐ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมการเดินทางด้วยระบบราง วันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันหยุดแรกของเทศกาลสงกรานต์ มีปริมาณการเดินทางรวม 1,008,625 คน-เที่ยว ต่ำกว่าประมาณการ 11.42% แบ่งเป็น รถไฟระหว่างเมือง มีผู้ใช้บริการรวม 95,309 คน-เที่ยว ต่ำกว่าประมาณการ 13.19% เป็นผู้โดยสารขาออก 52,450 คน-เที่ยว และขาเข้า 42,859 คน-เที่ยว แบ่งเป็นผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ 43,365 คน-เที่ยว และเชิงสังคม 51,944 คน-เที่ยว โดยเส้นทางที่มีผู้ใช้บริการสูงสุด ได้แก่ สายใต้ 34,714 คน-เที่ยว รองลงมาคือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ 26,064 คน-เที่ยว สายเหนือ 17,693 คน-เที่ยว สายตะวันออก 10,157 คน-เที่ยว และสายมหาชัย/แม่กลอง 6,681 คน-เที่ยว ตามลำดับ

สำหรับระบบรถไฟฟ้า มีผู้ใช้บริการรวม 913,316 คน-เที่ยว ต่ำกว่าประมาณการ 11.23% แบ่งเป็น สายสีเขียว 451,368 คน-เที่ยว สายสีน้ำเงิน: 266,771 คน-เที่ยว แอร์พอร์ต เรลลิงก์52,150 คน-เที่ยว สายสีม่วง 35,357 คน-เที่ยว สายสีเหลือง 31,553 คน-เที่ยว สายสีแดง 25,409 คน-เที่ยว และสายสีทอง 12,838 คน-เที่ยว อย่างไรก็ตาม ขร.ได้กำชับผู้ให้บริการรถไฟฟ้าทุกสาย จัดเตรียมแผน และมาตรการบริหารจัดการฝูงชน (Crowd Control) อย่างเข้มงวด โดยเน้นจัดระเบียบการเข้า–ออกสถานีเพิ่มเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก และการบริหารจัดการการระบายผู้โดยสาร เพื่อป้องกันความแออัด ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการเบียดเสียด หรือพลัดตกราง

พร้อมกันนั้น ได้ขอความร่วมมือผู้ใช้บริการหลีกเลี่ยงยืนใกล้ขอบชานชาลา หรือขอบสถานี และยืนรอรถไฟฟ้าหลังเส้นสีเหลืองตลอดเวลา และเทน้ำลงในภาชนะที่ทางผู้ให้บริการจัดเตรียมไว้ก่อนเข้าระบบรถไฟฟ้า หากพบเห็นบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือตกอยู่ในสภาวะที่ไม่พร้อมในการเดินทางบนชั้นชานชาลา ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ประจำสถานีทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ และป้องกันเหตุได้ทันท่วงที เพื่อให้การเดินทางช่วงเทศกาลเรียบร้อย และปลอดภัย

โพลจี้รบ.รื้อสูตรราคาน้ำมัน หนุนเฉือนภาษี

โพลจี้รบ.รื้อสูตรราคาน้ำมัน  หนุนเฉือนภาษี

โพลจี้รบ.รื้อสูตรราคาน้ำมัน หนุนเฉือนภาษี

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โพลจี้รบ.รื้อสูตรราคาน้ำมัน หนุนเฉือนภาษี เชื่อช่วยประชาชนได้ทันที เปิดลงทะเบียนอุ้มขนส่ง

รัฐบาลเปิดขั้นตอนลงทะเบียนช่วยค่าน้ำมันภาคการขนส่ง-รถรับจ้าง เริ่มลงทะเบียน 16 เมษายนนี้ รับเงินผ่านพร้อมเพย์ ด้านสวนดุสิตโพล เผยคนไทยหนุนลดราคาพลังงาน ไม่เชื่อมั่นรัฐบาลแก้วิกฤตได้จริง

เมื่อวันที่ 12เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ครั้งที่ 1/2569 มีมติอนุมัติงบประมาณ เพื่อช่วยอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ภาคขนส่งเป็นระยะเวลารวม 42 วัน (ตั้งแต่ 20เมษายน–31พฤษภาคม 2569) วงเงินรวม 2,061ล้านบาท เช็กสิทธิมาตรการช่วยค่าน้ำมันขนส่ง ใครได้บ้าง ผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง เช่น รถรับจ้าง รถบรรทุก รถจักรยานยนต์สาธารณะ รถโดยสารสาธารณะ รถบัส รถมินิบัส รถตู้โดยสาร รถสองแถว มินิบัส รถแท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง รถขนส่งสินค้า

หลักเกณฑ์ลงทะเบียนรับเงินเยียวยาขนส่ง 1.กลุ่มรถโดยสารและรถรับจ้างสาธารณะที่ใช้น้ำมัน (มาตรการดูแลค่าเดินทาง) รัฐบาลจะเข้าไปช่วยพยุงต้นทุนให้รถกว่า 180,332 คัน เพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่ได้ และประชาชนได้จ่ายค่าตั๋วในราคาเดิม โดยครอบคลุมรถประเภทต่างๆ ได้แก่ รถทัวร์ บขส.และรถร่วมฯ: อุดหนุนส่วนต่างค่าโดยสารช่วงเทศกาลสงกรานต์ (6–19 เมษายน) การันตีตั๋วราคาเดิม เพื่อให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาอย่างสบายใจ รถตู้ รถมินิบัส และรถสองแถว (ใน กทม.): รับเงินอุดหนุน 5,040 บาท/คัน รถตู้และรถมินิบัส (ระหว่างจังหวัด): รับเงินช่วยเหลือสูงสุด 700 บาท/วัน/คัน (โดยจะมีการตรวจสอบระยะวิ่งจริงผ่านแอปพลิเคชั่น) รถรับจ้างไม่ประจำทาง (เช่น รถนำเที่ยว, รถรับส่งพนักงาน): รับเงินอุดหนุน 5,040–7,000 บาท/คัน รถแท็กซี่: รับเงินอุดหนุน 5,040บาท/คัน จักรยานยนต์สาธารณะ (มอเตอร์ไซค์รับจ้าง): รับเงินอุดหนุน 840 บาท/คัน

2.กลุ่มรถบรรทุกสินค้า (มาตรการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค) เพื่อเป็นการตัดวงจรไม่ให้ต้นทุนค่าขนส่งถูกผลักภาระไปบวกเพิ่มในราคาสินค้าตามท้องตลาด นอกจากนั้นกระทรวงคมนาคมจะเข้าไปช่วยแบ่งเบาภาระค่าขนส่งให้กับกลุ่มรถบรรทุกกว่า 287,175 คัน แบ่งเป็น รถบรรทุกที่ติดตั้ง GPS: รับเงินช่วยเหลือสูงสุด 6,000 บาท/คัน (ตรวจสอบระยะวิ่งจริงผ่านแอปพลิเคชัน) รถบรรทุกที่ไม่ได้ติดตั้ง GPS: รับเงินช่วยเหลือ 3,000 บาท/คัน สำหรับผู้ประกอบการและผู้ขับรถที่เข้าข่ายตามหลักเกณฑ์ เตรียมตัวลงทะเบียนรับสิทธิ ระหว่างวันที่ 16-19เมษายน2569 ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะมีระยะเวลาการช่วยเหลือครอบคลุม 42 วันเต็ม (ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน-31พฤษภาคม 2569) โดยรับเงินช่วยเหลือผ่านระบบ PromptPay

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกจะออกประกาศหลักเกณฑ์ รวมถึงเงื่อนไขให้ผู้มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือได้ตรวจสอบและลงทะเบียนต่อไป โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิระหว่างวันที่ 16–19 เมษายน 2569 ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะมีระยะเวลาการช่วยเหลือครอบคลุม 42 วันเต็ม (ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน–31 พฤษภาคม 2569) ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถติดตามข้อมูล รายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมการขนส่งทางบก (www.dlt.go.th) รวมถึง FacebookPageกรมการขนส่งทางบก PR.DLT.News

วันเดียวกัน ‘สวนดุสิตโพล’มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง การรับมือวิกฤตพลังงานของรัฐบาลจากกลุ่มตัวอย่าง 1,266 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 7-10 เมษายน 2569 พบว่าจาก 3 แนวทางที่นายกรัฐมนตรีแถลง กลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยกับแนวทางปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งน้ำมันและค่าไฟฟ้ามากที่สุด ร้อยละ 72.27 โดยคาดหวังว่าจาก 3 แนวทางนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานได้สำเร็จ ร้อยละ 34.36 (ไม่แน่ใจ ร้อยละ 32.23) และอยากให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องลดภาษีน้ำมัน ภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม ร้อยละ 76.07

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนตุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนความหวังของประชาชนต่อรัฐบาลอนุทิน 2ที่ต้องการเห็นประเทศฝ่าวิกฤตพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเร่งบรรเทาภาระค่าครองชีพในทันทีและมีมาตรการระยะสั้นที่จับต้องได้มากกว่านโยบายเชิงหลักการหรือความเห็นทั่วไปที่อาจสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนสะท้อนว่าการสื่อสารและการแก้ปัญหาของรัฐบาลต้องชัดเจน ตรงจุด และตอบโจทย์สถานการณ์จริงที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

ด้าน ผศ.ดร.เอกอนงค์ ศรีสำอางค์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางรัฐบาลในการ “ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน” เพราะมองว่าเป็นรากของปัญหาค่าครองชีพทั้งค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้า ขณะเดียวกันระดับความเชื่อมั่นต่อมาตรการทั้ง 3 แนวทางว่าจะแก้วิกฤตได้จริงยังอยู่ในระดับปานกลาง และมีสัดส่วน “ไม่แน่ใจ” สูง สื่อถึงทุนทางความไว้วางใจที่ยังจำกัด

อย่างไรก็ตาม ความต้องการให้ “ลดภาษีน้ำมันและภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม” ในสัดส่วนสูงมาก แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับมาตรการบรรเทาผลกระทบระยะสั้นที่เห็นผลได้ทันที ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ในมุมของการบริหารภาครัฐจึงเป็นโจทย์ใหญ่ในการผสานระหว่างการตอบสนองความเดือดร้อนของประชาชนกับการรักษาวินัยการคลังและความยั่งยืนเชิงนโยบายของรัฐ

‘วีระพงษ์’ไขก๊อกปชป. หันไปร่วมงาน‘ศุภจี’

‘วีระพงษ์’ไขก๊อกปชป.  หันไปร่วมงาน‘ศุภจี’

‘วีระพงษ์’ไขก๊อกปชป. หันไปร่วมงาน‘ศุภจี’

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“อภิสิทธิ์” ยื่นคำขาด “วีระพงษ์” ไขก๊อกจากพรรคประชาธิปัตย์ หากรับเก้าอี้ผู้แทนการค้าไทยพ่วงที่ปรึกษา “ศุภจี” รอเจ้าตัวตัดสินใจดำเนินการ ด้านนายกฯ มอบรองนายกฯ–รมต.คุม18เขตตรวจราชการ พิพัฒน์ ดูภาคใต้,3จ.ชายแดน- ยศชนัน ดูภาคเหนือ- เอกนิติ ดูตะวันออก-ทรงศักดิ์-สุขสมรวย แบ่งคุมอีสาน

เมื่อวันที่ 12เม.ย.2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีที่นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมเป็นคณะที่ปรึกษาของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ และรับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย ว่า กรณีของนายวีระพงษ์นั้น ตนเห็นมีการโต้เถียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย จึงอยากเรียนข้อเท็จจริงดังนี้ 1.ตนไม่เคยได้รับทราบเรื่องนี้จากนางศุภจี แต่นายวีระพงษ์ได้มาปรึกษาตนว่าได้รับการทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยเพื่อไปเป็นหัวหน้าคณะในการเจรจากับสหภาพยุโรปในเรื่องข้อตกลงเขตการค้าเสรีโดยมีเป้าหมายที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ กรณีของนายวีระพงษ์จึงแตกต่างจากการให้คำปรึกษาหรือเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีแบบไม่เป็นทางการ เพราะเป็นตำแหน่งทางการเมืองเป็นทางการและมีค่าตอบแทน ขณะนั้นผมเข้าใจว่ายังเป็นการพูดคุยในลักษณะส่วนตัว ไม่ทราบว่าจะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ออกไปจากฝั่งรัฐบาล

จะไปก็ต้องลาออก

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า 2. เราเห็นตรงกันว่างานนี้เป็นงานที่ฝ่ายนายวีระพงษ์มีความถนัดและความชอบเป็นพิเศษ และรัฐบาลรวมทั้งประเทศจะได้ประโยชน์หากนายวีระพงษ์เข้ารับหน้าที่นี้ แต่โดยสถานะของนายวีระพงษ์ที่เป็นรองหัวหน้าพรรคและสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ จะทำให้เกิดความสับสนและขัดแย้งกันในตัวในสถานะของความเป็นพรรคฝ่ายค้าน สุดท้ายจึงเห็นพ้องกันว่าหากนายวีระพงษ์มีความประสงค์จะไปรับตำแหน่งดังกล่าว ก็ต้องออกจากรองหัวหน้าพรรคและความเป็นสมาชิกพรรคของพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้จึงอยู่ที่นายวีระพงษ์จะตัดสินใจและดำเนินการ

คาด”วีระพงษ์”ลาออก

แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคประชาธิปัตย์เปิดเผยกับ “แนวหน้าออนไลน์” ถึงรายละเอียดการทาบทามนายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ไปเป็นที่ปรึกษาของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ว่า หลังจากได้รับการติดต่อจากนางศุภจี ทางนายวีระพงษ์ ก็ได้ไปบอกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า จะไปร่วมงานกับนางศุภจี ในตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย ซึ่งเป็นงานที่เคยทำมาก่อน โดยในช่วงแรกนางศุภจี จะแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาก่อน เมื่อผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติก็จะตั้งเป็นผู้แทนการค้าไทยต่อไป

แหล่งข่าวบอกอีกว่า จริงๆแล้ว นายวีระพงษ์ ตั้งใจจะลาออกจากตำแหน่งรองหน้าพรรค แต่ยังเป็นสมาชิกพรรค แต่เมื่อมีผู้บริหารของพรรคประชาธิปัตย์ไปให้สัมภาษณ์ว่าช็อกกับเรื่องนี้ จึงตัดสินใจว่าจะลาออกจากสมาชิกพรรคด้วย เพื่อจะไปร่วมงานกับนางศุภจี ตามที่ได้คุยกันไว้

มอบหมายรมต.คุม18เขต

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 86/2569 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค เพื่อกำกับติดตามงานในภูมิภาค มุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระดับพื้นที่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เร่งติดตามงานอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ พร้อมประเมินผลและตรวจสอบโครงการ และงบประมาณ ดังนี้ 1.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ เขตตรวจราชการที่ 5 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย จ.ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี และจ.สงขลา ,เขตตรวจราชการที่ 6 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน จ.กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และจ.สตูล,เขตตรวจราชการที่ 7 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน จ.นราธิวาส ปัตตานี และจ.ยะลา

2.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ ดเขตตรวจราชการที่ 10 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนบน 1 จ.บึงกาฬ เลย หนองคาย หนองบัวลำภู และจ.อุดรธานี ,เขตตรวจราชการที่ 11 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 จ.นครพนม มุกดาหาร และจ.สกลนคร ,เขตตรวจราชการที่ 12 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง จ.กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม และจ.ร้อยเอ็ด 3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ เขตตรวจราชการที่ 8 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และจ.ระยอง

“ยศนันท์”คุมภาคเหนือ

4. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ เขตตรวจราชการที่ 15 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 จ.เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และจ.ลำพูน,เขตตรวจราชการที่ 16 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 จ.เชียงราย น่าน พะเยาและจ.แพร่

5. น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ เขตตรวจราชการที่ 2 กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล จ.นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และจ.สมุทรปราการ,เขตตรวจราชการที่ 9 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 จ.จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี และจ.สระแก้ว

6. นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ เขตตรวจราชการที่ 3 กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 จ.กาญจนบุรี ราชบุรี และจ.สุพรรณบุรี,เขตตรวจราชการที่ 4 กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และจ.สมุทรสาคร,เขตตรวจราชการที่ 17 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 จ.ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย และจ.อุตรดิตถ์ 7. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ เขตตรวจราชการที่ 1 กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน จ.ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี และจ.อ่างทอง,เขตตรวจราชการที่ 18 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 จ.กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร และจ.อุทัยธานี 8.นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ เขตตรวจราชการที่ 13 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 จ.ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และจ.สุรินทร์,เขตตรวจราชการที่14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 จ.ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และจ.อุบลราชธานี

“ไอซ์-ช่อ”เดินตลาดท่าน้ำนนท์

ที่ตลาดนัดท่าน้ำนนท์ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย น.ส.พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารมูลนิธิคณะก้าวหน้า ร่วมเดินตลาดพบประชาชน พร้อมพูดคุยสอบถามถึงสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอย ในช่วงเทศกาลสงกรานต์และท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตราคาน้ำมันในปัจจุบัน โดยได้ร่วมพูดคุยกับทั้งพ่อค้าแม่ขายและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย ถึงผลกระทบจากราคาน้ำมันต่อราคาสินค้าและการค้าขาย พบว่าราคาสินค้าวัตถุดิบหลายรายการขึ้น และค่อนข้างส่งผลกระทบ โดยเฉพาะวัสดุจากพลาสติก น้ำมันพืช ขณะที่ผักผลไม้หลายรายการราคาขึ้นจากค่าขนส่งที่สูงขึ้น ขณะที่บางรายการ เช่น มะพร้าว และพืชผักนอกฤดูกาลอื่นๆ ราคาตกต่ำ อาหารทะเลหลายรายการมีการรับซื้อมาในราคาที่แพงขึ้น แต่โดยภาพรวมเกือบทุกร้านค้าพ่อค้าแม่ขายยังต้องตรึงราคาสินค้าไว้ ไม่กล้าขึ้นราคาเนื่องจากเกรงว่าจะไม่มีผู้ซื้อ

น.ส.พรรณิการ์ ระบุว่าสิ่งที่ได้พบเห็นจากการสำรวจครั้งนี้คือ ตลาดในช่วงนี้ไม่ได้คึกคักอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่ปกติเช้าวันอาทิตย์ในช่วงสงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนมักจะจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น

อีกสิ่งที่พบคือผู้ค้าในตลาดไม่ค่อยมีใครกล้าขึ้นราคาสินค้า เพราะสภาวะเศรษฐกิจแบบปัจจุบันก็แทบไม่มีลูกค้าอยู่แล้ว ถ้าขึ้นราคาก็เกรงว่าจะไม่มีคนซื้อ แม้วัตถุดิบหลายอย่างจะขึ้นราคา แต่ยังคงต้องขายในราคาเท่าเดิม เช่น ร้านข้าวแกง ที่วัตถุดิบราคาขึ้นทุกอย่าง แต่ผู้ค้าก็ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นไว้เอง ไม่สามารถขึ้นราคาไปมากกว่านี้ได้ ผักบางอย่างแม้จะปรับราคาสูงขึ้นตามฤดูกาลก็จริง แต่ผักบางรายการก็เห็นได้ชัดว่าขึ้นมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยภาพรวมสรุปได้ว่าวัตถุดิบขึ้นราคาทุกอย่าง แต่ผู้ค้าก็ต้องตรึงราคาเอาไว้

เศรษฐกิจหดตัว

น.ส.พรรณิการ์ กล่าวว่าสภาวะเช่นนี้ยิ่งส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวมากขึ้น ประชาชนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยและเลือกที่จะเก็บหอมรอมริบ ประชาชนจำนวนมากสะท้อนว่ามาตรการบัตรสวัสดิการ 100 บาท 1 เดือน เป็นจำนวนที่น้อยเกินไป เข้าใจว่ารัฐบาลต้องพิจารณาสภาวะการคลัง ขณะที่ประชาชนถูกเรียกร้องให้เข้าใจสภาวะการคลังของประเทศ แล้วรัฐบาลเข้าใจสภาวะการคลังประชาชนมากแค่ไหน สวัสดิการช่วยเหลือระยะสั้นควรพุ่งเป้า หาให้ได้ว่าใครจำเป็นที่ต้องได้รับความช่วยเหลือจริง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ชาวประมง และกลุ่มเปราะบางต่างๆ แทนที่รัฐบาลจะบอกให้ประชาชนประหยัด รัฐบาลที่ต้องจัดทำงบประมาณต่างหากที่ควรประหยัด เพราะประชาชนประหยัดจนไม่รู้จะประหยัดอย่างไรแล้ว โครงการที่ไม่จำเป็นควรชะลอ เอาเงินมาออกมาตรการระยะสั้นช่วยเหลือประชาชนดีกว่า รัฐบาลต้องพิจารณาตัวเองว่าทุกเวลาที่เสียไปคือเวลาที่ประชาชนเดือดร้อนยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ