สีหศักดิ์ ย้ำ ไทยยังไม่พร้อม ประชุมเจบีซี 17-25 เม.ย. นี้

สีหศักดิ์ ย้ำ ไทยยังไม่พร้อม ประชุมเจบีซี 17-25 เม.ย. นี้

สีหศักดิ์ ย้ำ ไทยยังไม่พร้อม ประชุมเจบีซี 17-25 เม.ย. นี้

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.34 น.

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีกัมพูชาทำหนังสือเชิญฝ่ายไทยประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือเจบีซี ระหว่างวันที่ 17 ถึง 25 เมษายน ว่า เราเคยคุยกับเขาว่าการประชุมเจบีซีฝ่ายไทยต้องผ่านกระบวนการภายในก่อน โดยต้องผ่านการอนุมัติจัดตั้งคณะกรรมาธิการเจบีซี เพราะต้องมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบเจบีซีฝ่ายไทย เมื่อเราพร้อมในแง่ของกระบวนการภายในก็ค่อยว่ากัน

เมื่อถามว่าท่านจะนั่งเป็นประธานเจบีซีเองหรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่าไม่ เพราะกรรมการเจบีซีจะเน้นหนักไปทางด้านเทคนิค คงจะหาผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ในเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศ และเขตแดน มานั่งเป็นประธาน อีกทั้งยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ด้วยของหน่วยงานหลัก

สีหศักดิ์

เมื่อถามย้ำว่าทางฝ่ายกัมพูชาเร่งรัดให้มีการประชุมนั้น นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ก็เร่งได้ แต่กระบวนการของไทยต้องมีความพร้อมก่อน ซึ่งทางกัมพูชาก็ทราบดี และตนอาจจะมีโอกาสได้เจอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ก็จะมีการพูดคุยกัน

เมื่อถามถึงกรณีการขอเอกสารเรื่องเขตแดนจากฝรั่งเศส นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ทางฝรั่งเศสบอกแล้วว่าไม่ใช่เอกสารลับอะไร เป็นเอกสารที่ทุกท่านสามารถเข้าถึงได้ เราต้องการอะไรเขาก็พร้อมให้เราเข้าถึงเอกสารนั้น

สีหศักดิ์

เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องเอ็มโอยู 43 กับเอ็มโอยู 44 นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เป็นไปตามที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เราจะดำเนินการยกเลิกเอ็มโอยู 44 โดยทางกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้เสนอและเข้าสภาความมั่นคงแห่งชาติ หลังจากนั้นก็จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ในขณะที่เอ็มโอยู 43 ควรดำเนินการให้รอบคอบ เนื่องจากที่ผ่านมามีความคืบหน้าในระดับหนึ่ง ซึ่งเราเปิดกว้างอยู่แล้ว ประเด็นของตนและกระทรวงการต่างประเทศไม่ว่าการดำเนินการจะเป็นอย่างไรก็ตาม ควรมีฉันทามติร่วมกัน ดังนั้นการเดินไปข้างหน้ากระทรวงการต่างประเทศอยากให้มีกระบวนการที่เปิดกว้าง

เมื่อถามว่าการประชุมเจบีซีอาจจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่งใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ต้องรอให้ฝ่ายไทยมีความพร้อมก่อน แต่ถึงแม้การประชุมจะมีขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่ในเรื่องของเขตแดนทันที เพราะต้องพูดถึงขั้นตอนและวิธีการประชุม เนื้อหาสาระ ไม่ใช่ว่าการประชุมเจบีซีจะนำไปสู่การปักปันเขตแดนทันที

สีหศักดิ์

เมื่อถามว่ากัมพูชาต้องการให้เดินหน้าปักปันเขตแดนทันทีเพื่อต้องการคืนพื้นที่นั้น นายสีหศักดิ์กล่าวว่าก็เข้าใจ แต่เราก็มีจังหวะเวลาของเรา ส่วนเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กำกับดูแลศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นั้น นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ขอพูดคุยกับทางศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อนว่าภารกิจเป็นอย่างไรบ้าง

สีหศักดิ์
สีหศักดิ์

อัครนันท์ แจงดึง ครูจวง เหตุต้องการมือทำงาน ไม่เกี่ยวพรรคการเมือง บอกสนิทกันร่วม 10 กว่าปี

อัครนันท์ แจงดึง ครูจวง เหตุต้องการมือทำงาน ไม่เกี่ยวพรรคการเมือง บอกสนิทกันร่วม 10 กว่าปี

อัครนันท์ แจงดึง ครูจวง เหตุต้องการมือทำงาน ไม่เกี่ยวพรรคการเมือง บอกสนิทกันร่วม 10 กว่าปี

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.17 น.

อัครนันท์ แจงดึง ครูจวง เหตุต้องการมือทำงาน ไม่เกี่ยวพรรคการเมือง บอกสนิทกันร่วม 10 กว่าปี

เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 11 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวว่านายปารมี ไวจงเจริญ หรือครูจวง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) จะเข้ามาเป็นทีมงานของนายอัครนันท์ ว่า ตนสนิทกับนายปารมี มา 10 กว่าปีแล้วก่อนมาเล่นการเมือง ซึ่งก่อนที่จะชวนมาทำงานร่วมกันก็ทราบว่านายปารมีไม่ได้เป็นสส.แล้ว และตนได้พูดคุยกับนายปารมีทราบว่านายปารมีจะกลับไปเป็นติวเตอร์ จึงชวนมาทำงานร่วมกัน ไม่ได้มีประเด็นอะไรมาก 

เมื่อถามว่า นายปารมีจะย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายอัครนันท์ กล่าวว่า ไม่มี ในส่วนของนายปารมีด้วยความสนิทสนม เมื่อตนมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อยากพัฒนาการศึกษา จึงอยากได้คนแบบนายปารมีมาทำงาน 

ถามย้ำว่า ชวนให้มาช่วยงานไม่ได้ชวนมาสังกัดพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายอัครนันท์ กล่าวว่า ใช่ เรื่องพรรคการเมืองก็ว่ากันไป แต่ละพรรคไม่เหมือนกัน ตนคิดว่านายปารมีมีคุณค่าในการทำงานร่วมกันในด้านการศึกษาเท่านั้น ไม่มีอะไรมาก 

เมื่อถามว่า มีดรามาว่านายปารมี ยังเป็นผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนอยู่ ได้มีการพูดคุยประเด็นนี้หรือไม่ นายอัครนันท์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ได้พูดคุย เพราะชวนกันแบบพี่น้องให้มาทำงานร่วมกัน แต่ในเรื่องพรรคการเมืองต้องให้นายปารมีไปเคลียร์ในส่วนนั้น 

เมื่อถามว่า นายปารมีได้มีการพูดคุยหรือไม่ว่าในอนาคตข้างหน้าจะย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทย นายอัครนันท์ กล่าวว่า ไม่เคยพูดเรื่องการเมืองใดๆ ไม่เคยพูดว่าจะต้องมาอยู่พรรคเพื่อไทย เพราะอย่างที่บอกพวกเราเป็นนักการเมืองมีหัวโขนของทุกคน ไม่รู้ว่าเราจะอยู่กี่เดือนกี่ปี พอเรามาทำงานตรงนี้เราอยากทำให้มันดี และอยากได้คนเก่งมาร่วมงานกัน สักพักจะมีคนเก่งๆ ที่ไม่ใช่นักการเมือง 

“ผมมองว่าหากมองแต่เรื่องพรรคการเมือง ประเทศไทยก็ไม่ก้าวหน้าสิ่งสำคัญที่สุดคือการได้คนเก่งๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าพรรคการเมือง หากมองแต่พรรคการเมืองก็จะไม่ได้คนเก่งๆ มีความคิดเหมือนเรามาทำงานด้วยกัน ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดถึงพรรคการเมือง” นายอัครนันท์ กล่าว 

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะไม่เกิดดราม่าจากพรรคประชาชนอีกใช่หรือไม่ นายอัครนันท์ กล่าวว่า ต้องบอกว่าตนและเพื่อนๆ พี่ๆ ในพรรคประชาชนก็สนิทกันหลายคน โดยวันนี้ก็จะไปทานข้าวกับนายกรุณพล เทียนสุวรรณ อดีตผู้สมัครสส.พรรคประชาชน ถ้าวันนี้มองแต่ว่ามีเเนวคิดที่ไม่เหมือนกันแล้วจะคบกันไม่ได้ ก็ไม่สามารถคบใครได้แล้ว

วงการเมือง การเงินสุดเศร้า จุรินทร์ โพสต์อาลัยส่ง ชนะ รุ่งแสง ครั้งสุดท้าย

วงการเมือง การเงินสุดเศร้า จุรินทร์ โพสต์อาลัยส่ง ชนะ รุ่งแสง ครั้งสุดท้าย

วงการเมือง การเงินสุดเศร้า จุรินทร์ โพสต์อาลัยส่ง ชนะ รุ่งแสง ครั้งสุดท้าย

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.54 น.

วานนี้ 10 เมษายน 2569 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อแสดงความอาลัยต่อการจากไปของ ชนะ รุ่งแสง อดีตนักการเมืองและผู้บริหารธนาคารชื่อดัง โดยระบุข้อความสุดซึ้งว่า “อาลัยพี่ “ชนะ รุ่งแสง” ศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัย อดีตผู้บริหารระดับสูงแบงค์กสิกร เป็นอดีต สส.กรุงเทพ ปชป. และเป็นผู้ใหญ่ที่แสนดี..ในงานสวดพระอภิธรรม เจ้าภาพเปิดเพลงสุเทพ-ชรินทร์ ตลอดงาน ลูกหลานบอก พี่นะชอบ…ให้มีความสุขอยู่บนสรวงสวรรค์”

จุรินทร์

หลังจากโพสต์ของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตและศิษย์เก่าจากสถาบันต่างๆ เข้ามาแสดงความเสียใจและบอกเล่าความทรงจำที่มีต่อท่านอย่างล้นหลาม เช่น

“จำได้ว่าท่านเคยลงสมัครผู้ว่าฯกทมในนามีปชป.ด้วยแต่ตอนนั้นผมพึ่ง10กว่าขวบ”

“ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของท่านชนะ รุ่งแสง ด้วยครับ”

“และท่านเป็นผู้มีอุปการะคุณสนับสนุนวิทยาลัยพณิชยการบางนามานาน ผมในฐานะศิษย์เก่าขอกราบขอบพระคุณและขอเเสดงความเสียใจด้วยครับ”

“คิดถึงนะคะน้องจุรินทร์ เสียดายช่วงนี้ไม่ได้ยินเสียงในสภา”

“จ้าสาธุๆๆๆขอไห้เจริญค๊ะคุณ”

“ขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ”

“สาธุๆๆๆคัะคนเกร่งดีทุกเรื้องเกร่งจริงๆ”

จุรินทร์
จุรินทร์
จุรินทร์
จุรินทร์
จุรินทร์
จุรินทร์
จุรินทร์
จุรินทร์

ซึ่งตัวของ ชนะ รุ่งแสง เกิดวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2473 เป็นทายาทตระกูลคหบดี กรุงเทพฯ เมื่อเติบใหญ่เขาได้เข้าเรียนในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก่อนเข้าศึกษาต่อด้านบัญชีที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ด้วยความรู้ความเชี่ยวชาญทำให้ไม่นาน ชนะ รุ่งแสง ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเงินสายธนาคารและเติบโตดำรงตำแหน่งระดับสูงของธนาคารกสิกรไทย นอกจากความสำเร็จในเส้นทางการเงินแล้ว เจ้าตัวยังเข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยเคยได้รับเลือกเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร และตัวของ ชนะ รุ่งแสง เป็นผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น ปูชนียบุคคล ที่สร้างคุณูปการสำคัญต่อระบบการเงินและสังคมไทย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ Aoodda

ยศชนัน ถือฤกษ์ 09.00 น. นำทีม รัฐมนตรีเพื่อไทย ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ก่อนพาชมห้องทำงาน

ยศชนัน ถือฤกษ์ 09.00 น. นำทีม รัฐมนตรีเพื่อไทย ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ก่อนพาชมห้องทำงาน

ยศชนัน ถือฤกษ์ 09.00 น. นำทีม รัฐมนตรีเพื่อไทย ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ก่อนพาชมห้องทำงาน

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.51 น.

ยศชนัน ถือฤกษ์ 09.00 น. นำทีม รัฐมนตรีเพื่อไทย ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ก่อนพาชมห้องทำงาน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวัชรพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล ศาลพระภูมิ และศาลตายาย 

จากนั้นเวลา 09.09 น. นายยศชนัน นำรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เข้าห้องทำงานอย่างเป็นทางการ

โดยนายยศชนัน นำทีมรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เดินพร้อมกันไปประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล 

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศดีเอสไอ ให้ความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นคดีพิเศษ

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศดีเอสไอ ให้ความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นคดีพิเศษ

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศดีเอสไอ ให้ความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นคดีพิเศษ

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.37 น.

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศดีเอสไอ ให้ความผิดอาญาเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง เข้าข่ายคดีพิเศษ มีผลย้อนหลัง 1 มี.ค. 2569 รองรับการดำเนินคดีกลุ่มขบวนการหรือพฤติการณ์ซับซ้อน

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกรมสอบสวนคดีพิเศษเรื่อง มติคณะกรรมการคดีพิเศษให้คดีความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ

ด้วยคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ได้มีการประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๖๙ เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๙ และที่ประชุมได้มีมติตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) ประกอบมาตรา ๑๐ (๓) แห่งพระราชบัญญัติ การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษที่ต้องสืบสวนและสอบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ จำนวน ๑ เรื่อง คือ

กรณี ความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๗ หรือมาตรา ๑๐ หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อน หรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๙ เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ

ประกาศ ณ วันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙

พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ

อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

แม่ยกปชป.เดือด! ไล่ศุภจี เรียนมารยาท ปมทาบ วีระพงษ์ กุนซือ

แม่ยกปชป.เดือด! ไล่ศุภจี เรียนมารยาท ปมทาบ วีระพงษ์ กุนซือ

แม่ยกปชป.เดือด! ไล่ศุภจี เรียนมารยาท ปมทาบ วีระพงษ์ กุนซือ

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.03 น.

แม่ยกปชป.เดือด! ไล่ศุภจี เรียนมารยาท ปมทาบ วีระพงษ์ กุนซือ

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับและแกนนำกลุ่มแม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ภาพข่าวนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ยอมรับว่าได้ทาบทามนายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นที่ปรึกษา พร้อมระบุข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า “ต้องฝากนางศุภจีไปศึกษาคำว่า #มารยาท ที่เขาพึงกระทำกันในสังคม หรือนางหมดปัญญาหาบุคคลากร

– เท่าที่เห็นพรรคนี้กวาดTechnocratไปเข้าพรรคมันยังไม่พออีกรึ

.. แล้วสส.ในพรรคจะมีงานทำกันไหมนี่ แค่เห็นรายชื่อที่ปรึกษาของศุภจีก็ตาลายแล้ว

#สสในพรรคเขาไม่มีความสามารถเลยเหรอ

.. แหมๆๆๆนึกว่าคนเดียวจะเอาอยู่ เห็นติ่งคุยนักคุยหนาว่าเก่งอย่างกะนางฟ้า

.. อิ อิ “

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง จันทิรา จิตรชื่น – เกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ เป็น รองเลขาธิการ ป.ป.ช.

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง จันทิรา จิตรชื่น - เกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ เป็น รองเลขาธิการ ป.ป.ช.

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง จันทิรา จิตรชื่น – เกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ เป็น รองเลขาธิการ ป.ป.ช.

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.48 น.

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง แต่งตั้งข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน ๒ ราย ดังนี้

๑. นางจันทิรา จิตรชื่น ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

๒. นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจริตแห่งชาติ ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

สุขสมรวย ไหว้ศาลพระภูมิทำเนียบฯ ก่อนลุยงาน 3 หน่วยงานหลัก

สุขสมรวย ไหว้ศาลพระภูมิทำเนียบฯ ก่อนลุยงาน 3 หน่วยงานหลัก

สุขสมรวย ไหว้ศาลพระภูมิทำเนียบฯ ก่อนลุยงาน 3 หน่วยงานหลัก

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.20 น.

วันที่ 11 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 07.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ และศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล ก่อนปฎิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ หลังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว โดยนางสุขสมรวย เปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายให้ดูแล 3 หน่วยงาน คือ 1.สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 2.สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน องค์การมหาชน (บจธ.) และกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) โดย 3 หน่วยงานมีความสำคัญ ตนตั้งใจจะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด

สุขสมรวย
สุขสมรวย
สุขสมรวย
สุขสมรวย
สุขสมรวย
สุขสมรวย
สุขสมรวย
สุขสมรวย
สุขสมรวย

แวดวงนักปกครอง : 11 เมษายน 569

แวดวงนักปกครอง : 11 เมษายน 569

แวดวงนักปกครอง : 11 เมษายน 569

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ 2569 (ปีใหม่ไทย) อธิบดีพวงนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อวยพรและขอบคุณการทำงานของฝ่ายปกครองทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจ ทุ่มเทเสียสละ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เปรียบประดุจ “ที่พึ่ง” ดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา

เริ่มเทศกาล 7 วันอันตราย ฝ่ายปกครองทุกภาคส่วนบูรณาการ พร้อมยกระดับมาตรการความปลอดภัย เคาะประตูบ้าน เล็งเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงของคนในชุมชนทุกรูปแบบ พร้อมลุยตรวจสถานบริการ คุมเข้มแอลกอฮอล์ เน้นประชาสัมพันธ์ ตั้งเป้าหมายลดอุบัติเหตุ ด่านชุมชน ด่านถนนรอง-หลัก ตัดวงจรเสี่ยงอันตราย…เพื่อสงกรานต์แห่งความสุขอย่างแท้จริง

ยังคงเน้นย้ำพื้นที่ ให้ติดตามสถานการณ์สำคัญ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงสงกรานต์ เพื่อป้องกันการขาดแคลน และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน กำชับบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที เร่งประชาสัมพันธ์มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการได้อย่างทั่วถึงมาตรการประหยัดพลังงานในส่วนราชการอย่างจริงจัง เร่งให้ทุกหน่วยงานเป็นต้นแบบในการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า

นายประครองศักดิ์ ขันเพียแก้ว

นายอำเภอท่าอุเทน จ.นครพนม

นางสาวภารดี เผือกโสภา

นายอำเภอบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร

“สงกรานต์นี้ไม่มีสะดุด!” กรมการปกครองเปิดให้บริการทำบัตรประจำตัวประชาชน ต่อเนื่องวันหยุดเทศกาลสงกรานต์11-15 เมษายน ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ณ สำนักทะเบียนฯ ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ โดยตรวจสอบจุดเปิดบริการได้ที่เว็บไซต์ bora.dopa.go.th หรือผ่าน Webchat ศูนย์บริการทะเบียนและบัตรสายด่วน 1548 พร้อมให้คำปรึกษา และเคลียร์ทุกข้อสงสัย อำนวยความสะดวกประชาชนในทุกมิติ

สถานการณ์ฝุ่นควัน ไฟป่าภาคเหนือยังคงน่าห่วง ปกครอง“ลุยต่อเนื่อง!” ระดมกำลังสมาชิก อส. กว่า 1,000 นาย จาก 14 จังหวัดปูพรมดับไฟป่า สกัดหมอกควัน ที่ยังคงทวีความรุนแรง บูรณาการทุกภาคส่วน เดินหน้าสกัดจุดเสี่ยงสำคัญ ไม่ให้ไฟลุกลามกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน เน้นปฏิบัติการเชิงรุก“ลาดตระเวน-ควบคุม-ดับไฟ” เพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เร่งลดผลกระทบจากไฟป่าหมอกควัน หวังฟื้นคุณภาพอากาศโดยเร็ว

“ท่าอุเทนผนึกกำลัง!” ยึดยาบ้า 1 แสนเม็ดริมโขง มูลค่ากว่า 1 ล้าน นายประครองศักดิ์ ขันเพียแก้ว นายอำเภอท่าอุเทน จ.นครพนม สนธิกำลังฝ่ายความมั่นคง “ฝ่ายปกครอง-อส.-ชรบ.”คุมเข้มพื้นที่เสี่ยง หลังพบเรือต้องสงสัยเทียบท่าฝั่งไทยก่อนกลับ สปป.ลาว ทีมท่าอุเทนลุยตรวจค้นจุดเกิดเหตุ บริเวณพงหญ้าข้างบันไดริมโขง พบยาบ้ารวมกว่า 100,000 เม็ด เขียนชื่อจังหวัดปลายทางภาคกลาง จึงส่งของกลางและหลักฐานให้ สภ.ท่าอุเทนเดินหน้าขยายผล “ล่าตัวการใหญ่” ต่อไป

วันหยุดยาวนี้ “นายอำเภอพาเที่ยว” ชวนเที่ยวอำเภอไม่ไกลกรุงเทพฯ “บ้านแพ้ว ล่องเรือชมสวนองุ่น เปิดเสน่ห์ชุมชนสองฝั่งคลอง”นางสาวภารดี เผือกโสภา นายอำเภอบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ชวนสัมผัสวิถีชุมชน ล่องเรือชมสวนองุ่น-สวนผลไม้ วิถีชีวิตริมคลองท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่น เริ่มต้นที่วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร กราบหลวงพ่อโตเสริมสิริมงคลก่อนออกเดินทาง ล่องผ่านวัดสำคัญตลอดเส้นทางก่อนปิดท้ายที่ “สวนเจริญผล” ชิมผลไม้สดจากสวน “บ้านแพ้วไม่ใช่แค่ทางผ่านแต่คือจุดหมายแห่งความสุข ครบทั้งชิมเที่ยว ทำบุญ ในวันสบายๆ ของทุกคน”

นาย..อำเภอน้อย

รุมจี้นายกฯสอบคนใกล้ตัว ซัดแก๊งไอ้โม่ง เอี่ยวทุนเทา-สแกมเมอร์ ปิดฉากถล่มนโยบายรบ.

รุมจี้นายกฯสอบคนใกล้ตัว ซัดแก๊งไอ้โม่ง เอี่ยวทุนเทา-สแกมเมอร์ ปิดฉากถล่มนโยบายรบ.

รุมจี้นายกฯสอบคนใกล้ตัว ซัดแก๊งไอ้โม่ง เอี่ยวทุนเทา-สแกมเมอร์ ปิดฉากถล่มนโยบายรบ.

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รุมจี้นายกฯสอบคนใกล้ตัว ซัดแก๊งไอ้โม่ง เอี่ยวทุนเทา-สแกมเมอร์ ปิดฉากถล่มนโยบายรบ.

ฝ่ายค้านรุมสับนโยบายรัฐบาลทิ้งทวน “โรม” บี้นายกฯสอบคนใกล้ตัวเอี่ยวแก๊งไอ้โม่งกักตุนน้ำมันหรือไม่ ด้าน“กรณ์” ไม่เชื่อมั่นจะปราบทุนเทา-สแกมเมอร์หลังคนใกล้ตัวมีเอี่ยวขณะที่’จูรี‘โชว์ฝีปากเตือนอย่ามูมมามมาก ไม่อยากให้จบชีวิตแบบ’ชูชก‘

เมื่อวันที่ 10 เมษายน2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา พิจารณาวาระคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา162 วันแรก (9เม.ย.)ซึ่งเริ่มตั้งแต่เวลา 08.30น.การอภิปรายเป็นไปด้วยความราบรื่น สส.พรรคฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคประชาชน(ปชน.)ได้มุ่งเน้นการอภิปรายไปที่กระทรวงแรงงานเช่นการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคม การดูแลสิทธิ์สวัสดิการผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ค่าครองชีพสูง เนื่องมาจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน จึงอยากให้รัฐบาลเตรียมแผนรับมือทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตลอดจนอภิปรายเรื่องของการแก้ปัญหายาเสพติด ที่จะต้องครอบคลุมทุกมิติเพื่อลดปัญหาการเสพติดซ้ำ รวมไปถึงปัญหางบประมาณที่จัดสรรให้สำหรับค่ารักษาพยาบาล ผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง ซึ่งมีการจ่ายเงิน ในอัตรา ต่ำกว่าค่ารักษาจริง เป็นต้น

ถกนโยบายวันแรกใช้ไป17.30ชั่วโมง

จากนั้นในเวลา 02.18น.นายโสภณ ซารัมย์ ในฐานะประธานที่ประชุม ได้สั่งพักการประชุม และนัดหมายประชุมอีกครั้งในเวลา เวลา 08.00น.วันที่ 10เมษายน2569 ทั้งนี้ ในการแถลงนโยบายของครม.อนุทิน2 ในวันแรกใช้เวลาไปทั้งสิ้น 17.30ชั่วโมง เบื้องต้นมีในการแถลงนโยบายวันสุดท้าย กำหนดปิดเวลา 23.00น.วันที่ 10เม.ย.ตามกรอบระยะเวลาที่วิป3ฝ่ายและครม.ได้ตกลงกันไว้

‘โรม’ชี้ปราบ’ทุจริต-ทุนเทา‘ย้อนแย้ง

เวลา 08.10น.ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาเรื่องด่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา162 ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง

โดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ลุกขึ้นอภิปรายถึงนโยบายการปราบปรามสแกมเมอร์ ทุนเทา รวมถึงการทุจริต คอร์รัปชันว่า ตนไม่เชื่อมั่นการดำเนินการของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เนื่องจากย้อนแย้งกับการทำงานของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคนเดียวกัน กรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ลงนามร่วมกับกลุ่มทุนเทา สแกมเมอร์ต่อความร่วมมือสแกนม่านตา ซึ่งมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะอดีตรมว.ดีอี ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเสไอ) ดำเนินคดีและส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)

เลือกตัวรมต.เหมาะสมแล้วหรือไม่

“ผมไม่รู้ว่าคดีนั้นจะรวดเร็วเหมือนคดีของพวกผมหรือไม่ แต่นายอนุทิน สั่งลงโทษนายประเสริฐ ที่ถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ ชดใช้กรรมโดยให้เป็นรมว.ศึกษาธิการ เพื่อให้เยาวชนดูเป็นตัวอย่างให้จัดการผู้ทำผิดเป็นอย่างไร การแก้ปัญหาทุจริต คอร์รัปชันเป็นรูปธรรมของนายอนุทิน ไม่เกรงใจนายไชยชนก ที่ดำเนินคดีดังกล่าว ขณะที่เมื่อวานนายกฯ แถลงยึดทรัพย์เบน สมิธ คิดหรือไม่ว่ามีคนใน ครม.บางคนข้องเกี่ยวกับเครือข่ายดังกล่าวหรือไม่ ผมสงสัยต่อการคัดเลือกคนเป็นรัฐมนตรี ไม่ให้น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เป็นรัฐมนตรี เพราะมีคดีในดีเอสไอ แต่นายประเสริฐเรื่องส่งถึงป.ป.ช.แล้ว แต่ได้เป็นรัฐมนตรีได้ ตกลงในเรื่องคดีมีปัญหากับน.ส.สุดาวรรณ หรือพ่อของน.ส.สุดาวรรณกันแน่” นายรังสิมันต์ กล่าว

ปูด’เสี่ยตือ’ค้าน้ำมันนายทุน’ภท.’

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีการจับน้ำมันที่จ.อ่างทอง ซึ่งพบว่ามีเสี่ยตือเป็นเจ้าของ และจากการตรวจสอบพบว่ามีคลังน้ำมันหลายแห่ง หลายล้านลิตร แต่การดำเนินการรัฐบาลไม่จัดการ หรือจัดการอย่างยากเย็น ทั้งที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคมรู้จักดี เพราะบริษัทของเสี่ยตือเป็นลูกหนี้นายพิพัฒน์ มูลค่าเกินกว่า 100ล้านบาทมีสัญญาเงินกู้ 2ครั้ง 2สัญญา ที่สำคัญ พ.ย.2568พบบว่าคนในครอบครัวเสี่ยตือบริจาคให้พรรคภูมิใจไทย 1ล้านบาท ขณะที่ราคาน้ำมันแพง เสี่ยตือถูกสงสัยว่าขายน้ำมันแพง แต่กลับไม่ดำเนินคดีใดๆ ซึ่งอาจมีสาเหตุว่าเพราะมีนายทุนการเมืองอยู่ในพรรคการเมืองหรือไม่

สอบ’พิพัฒน์’เอี่ยวสแกมเมอร์หรือไม่

“นายพิพัฒน์ทราบดีว่าเสี่ยตือมีธุรกิจอย่างไร ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่อย่างไร เหตุที่รัฐบาลไม่กล้าทำอะไรไอ้โม่ง อาจเพราะไอ้โม่งอยู่ในรัฐบาล ก็เป็นได้ ก่อนหน้านี้ที่บอกว่ามีการติดสินบนไม่ให้ปราบสแกมเมอร์ทราบว่า เป็นลูกของเสี่ยตือด้วย ดังนั้นกรณีที่เป็นเครือข่ายเดียวกันมีสัมพันธ์กัน พวกเขาจึงลอยนวลพ้นผิดได้ หากนายกฯ ดูการกระทำไม่ดูชื่อ ทำไมตอนนี้เครือข่ายเสี่ยตือ ที่มีประเด็นกักตุนน้ำมัน น้ำมันเถื่อน สแกมเมอร์ถึงไม่จัดการ หากทำจริงควรดำเนินการเพื่อไม่ให้อำนาจมืดซื้ออำนาจรัฐ และนายอนุทินต้องตรวจสอบนายพิพัฒน์ว่า ไม่เกี่ยวกับน้ำมันเถื่อนหรือเรื่องทุนเทา เพื่อไม่ให้การปราบทุจริตจะได้ไม่เป็นเพียงลมปากและอย่าสร้างภาพเป็นคนดี แล้วแสวงหาประโยชน์จากวิกฤติชาติ และปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชน” นายรังสิมันต์ กล่าว

ทั้งนี้ ช่วงท้ายการอภิปรายของ นายรังสิมันต์ สส.ภูมิใจไทย ลุกประท้วงเนื่องจากมีลักษณะใส่ร้าย แต่นายมงคล ยังให้ นายรังสิมันต์ อภิปรายจนจบ ซึ่งมีการอภิปรายทิ้งท้ายว่า“ไม่รู้ว่าเวลาของผมจะเหลือในสภาฯ เท่าไร แต่ผมและพรรคประชาชนไม่มีวันยอมแพ้คนที่ทำหลายชาติ ทำลายหลักนิติธรรม”

‘กรณ์’ซัดราคาน้ำมันเกรงใจนายทุน

ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายต่อที่ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเป็นวันที่สอง ถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจ ปากท้อง และการปราบปรามสแกมเมอร์ ทุนเทา ว่า กับประเด็นวิกฤติพลังงาน รัฐบาลไม่มียุทธศาสตร์รับมือ และจากที่ได้ติดตามเห็นว่ารัฐบาลใช้ยุทธศาสตร์เดียว คือ การซื้อเวลารอให้ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับลดลงมา แม้จะมีการใช้กองทุนน้ำมันชดเชย แต่ราคาหน้าสถานีบริการกลับลดลงเพียง 2บาทกว่าโดยอิงค่าการกลั่น7บาท แต่ค่าการกลั่นปัจจุบันมีราคา 12บาท ดังนั้นหากใช้สูตรการลดค่าน้ำมัน ต้องลดลง 12บาทด้วย ทุกการตัดสินใจของรัฐบาลทำให้ประชาชนสงสัยว่าแก้ปัญหาโดยเกรงใจนายทุนมากเกินกว่าความทุกข์ของประชาชน

ต้องออกสูตรคิดราคาน้ำมันเป็นธรรม

นายกรณ์ อภิปรายต่อว่า เมื่อวันที่ 9เม.ย.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง บอกว่า ภาระการดูแลน้ำมันขอให้เป็นภาระของกองทุนน้ำมัน หมายถึงให้ประชาชนดูแลเองฐานะผู้ใช้หนี้กองทุนน้ำมัน ขณะที่ภาษีสรรพสามิตเก็บเท่าเดิม โดยอ้างว่าอาจไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล ทั้งที่รายได้จากน้ำมันไม่ได้ส่งตรงไปที่ค่ารักษาพยาบาล แต่เข้ากองกลาง ที่ตนยืนยันว่าการลดภาษีสรรพสามิตพร้อมกับลดค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ไม่จำเป็นตนมองว่า รัฐบาลควรกำหนดสูตรคำนวณราคาน้ำมันที่เป็นธรรมโดยเร็ว

ไม่เชื่อปราบทุนเทา-สแกมเมอร์ได้จริง

นายกรณ์ อภิปรายต่อถึงนโยบายปราบสแกมเมอร์ ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ร่วมงานแถลงข่าว ป.ป.ช. ยึดทรัพย์เพิ่มเติมของกลุ่มสแกมเมอร์ ซึ่งการทำงานของหน่วยงานไทยที่ผ่านมาล่าช้า เมื่อเทียบกับต่างชาติ ซึ่งการทำงานที่ล่าช้านั้น พบว่าการยักย้ายทำให้การยึดอายัดทำไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากนั้น นายกฯ ยึดหลักปฏิบัติการทำงานว่า ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม คือไม่สนใจว่าใครเกี่ยวข้อง จะเดินหน้าเอาผิดตามพฤติกรรม ตนไม่มั่นใจว่าจะเกิดขึ้นจริง เพราะก่อนหน้านี้ อดีตรมช.คลังในรัฐบาลของนายอนุทิน1 ที่เคยเป็นที่ปรึกษาให้กับธนาคารของกัมพูชาซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนเทา สแกมเมอร์ มีความเกี่ยวข้องกับการเข้าไปซื้อหุ้นกองทุนที่เป็นของกลุ่มสแกมเมอร์ กลุ่มฟอกเงินซึ่งพบว่าถูกยึดอายัดในรอบนี้ด้วย ดังนั้นตนขอให้นายกฯ ตรวจสอบคนไทย คนใกล้ชิดของนายกฯ ที่มีพฤติกรรมเชื่อมโยงและเกี่ยวโยงกับกลุ่มทุนเทา สแกมเมอร์ด้วย

ตั้ง’วิศิษฎ์’คุม’กลต.’เหมาะสมหรือไม่

นายกรณ์ อภิปรายต่อว่า ขณะที่การแก้ปัญหากลุ่มสแกมเมอร์ ตามที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ดำเนินการที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มมาจากการลงนามอัปยศกับกลุ่มทุนสแกมเมอร์และได้ส่งเรื่องเอาผิดนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.ดีอี ตามมาตรา 157ต่อ ป.ป.ช. ทั้งนี้พบด้วยว่าการลงนามเอ็มโอยูอัปยศนั้นมีผู้ร่วมลงนามคือ นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.)ที่มีบทบาทสำคัญตรวจสอบความโปร่งใสความถูกต้องในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นขอถาม รมว.คลังว่า เหมาะสมหรือไม่ที่ตั้งบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงนามเอ็มโอยูที่เอื้อกับการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก แม้เอ็มโอยูจะถูกยกเลิกไปแล้ว นั้นเหมาะสมหรือไม่

คนเอี่ยวทุนเทาล้วนอยู่ใกล้’อนุทิน’

นายกรณ์ อภิปรายต่อว่าและในกรณีของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมร่วมกับนายเบน สมิธ กรณีซื้อเครื่องบินเจ็ทส่วนตตัวและผ่อนจ่ายเป็นงวดๆ ผ่านธนาคารบีไอซีของกัมพูชา ซึ่งก่อนที่จะตั้งนายสุริยะกลับมาเป็นรัฐมนตรีได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินหรือไม่“ผมขอให้ชี้แจงต่อสาธารณะ หากไม่ทำ ผมขอตั้งคำถามสะท้อนจริงใจ จริงจังหรือไม่ ต่อการปราบกลุ่มทุนเทา ที่นายกฯ บอกว่า พร้อมปิดตา เอาเรื่องกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง เพราะคนเกี่ยวข้องล้วนอยู่ใกล้ตัวและอยู่ในรัฐบาล“ นายกรณ์ กล่าว

‘ชวน’ทวงเบี้ยผู้สูงอายุ1พันขึ้นไป

นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า ตนยึดหลักอมตาวาจา ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ซึ่งไม่ใช่คำขวัญของพรรคฯ แต่เป็นความจริงว่า หากโกหกหลอกลวงแล้ว ผู้อื่นรู้ ก็จะเกิดความเสียหาย และความจริง จะทำให้แก้ปัญหาบ้านเมืองได้ ส่วนปัญหาในนโยบายของรัฐบาลนั้น นโยบายของรัฐบาลทั่วไปยอมรับกันได้ แต่บางเรื่องที่เป็นความปรารถนาของประชาชน ก็ไม่มี เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาการเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็นระดับ 1,000 บาทขึ้นไป โดยมองว่าไม่ใช่ภาระงบประมาณเกินความจำเป็น หากบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และถือเป็นการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว

แนะแก้ทุจรติต้องเริ่มที่นักการเมือง

สำหรับการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน นายชวน ระบุว่า การแก้ปัญหาจะเกิดผลได้จริง ต้องเริ่มจากนักการเมือง เพราะเป็นต้นทางของระบบ พร้อมเตือนว่าหากยังมีการใช้เงินซื้อเสียง ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลจะลดลง และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศในเวทีระหว่างประเทศส่วนสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ นายชวน เสนอให้รัฐบาลศึกษาแนวทาง“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”อย่างลึกซึ้ง โดยเน้นว่าต้องเข้าใจที่มาของแนวพระราชดำริอย่างแท้จริง ไม่ใช่นำมาใช้เพียงในเชิงนโยบาย พร้อมย้ำว่าปัญหาความไม่สงบในอดีตส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม

’จูรี‘กังขานายกฯมีนายทุนอยู่ในใจ

เวลา10.50น.นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนฟังนายกฯอ่านแถลงนโยบายให้สภาฯฟังจนมาถึงถ้อยคำหนึ่งที่ระบุว่า เพื่อประโยชน์ของประชาชน ตนขนลุก แหงนมองหน้าและพยายามมองใจของนายกฯว่าจริงๆ แล้วในใจของนายกฯมีประชาชนแล้วแทรกด้วยนายทุนอยู่หรือไม่ เพราะสิ่งที่นายกฯแถลง ย้อนแย้งความเป็นจริงกับที่ประชาชนประสบอยู่ เข้าใจว่านายกฯโชคดีเกิดมาเป็นเศรษฐีเลย แต่อยากให้เปิดใจมองลงมาข้างล่างเห็นคนหาเช้ากินค่ำที่ตอนนี้ลำบากมาก รายได้น้อย แต่รายจ่ายเยอะมาก สิ่งที่ถูกอยู่อย่างเดียวที่ประชาชนสามารถซื้อได้คือยาบ้าเม็ดละ10บาท หาได้ทั่วไป ซื้อง่ายกว่ายาพาราอีก ขอฝากไปยังนายกฯให้เข้าใจหน่อย สิ่งที่พยายามบริหารจัดการทั้งหมด ท่านไม่กล้าทุบนายทุน แต่ทุบชาวบ้าน เมื่อเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้จะรวยเมื่อไหร่ ถ้าเป็นปักษ์ใต้ตอนนี้ ต้องบอกว่ารุนไม่ไหวแล้ว

อย่ามูมมามหวั่นตายแบบชูชก

นายจูรี กล่าวต่อว่า เรื่องน้ำมันที่หายไปก่อนหน้านี้ พอขึ้นราคาน้ำมันมา6บาท กลับมีน้ำมันทุกปั๊ม ทุกวันนี้น้ำมันเกือบ50บาท หาเติมได้หมดเลย เสมือนเสกน้ำมันเหล่านี้มาได้ ตนรู้สึกว่าในใจนายกฯมีแต่นายทุน เข้าใจแต่นายใจ แต่ไม่เคยเข้าใจประชาชน ขณะที่นโยบายปราบปรามยาเสพติด ที่นายกฯแถลงตอนหนึ่งจะปราบปรามบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ต้องบอกว่าจริงจังแค่ไหนแค่ไหนเรียกจริงจัง เพราะขณะนี้มันระบาดไปทุกหย่อมหญ้าจริงๆ ถ้าจริงจังจริง ต้นปีที่ผ่านมาคงไม่มีข่าว วัยรุ่นหลอนยา จับนักเรียนเป็นตัวประกันจนผอ.โรงเรียนต้องเสียสละชีวิตตัวเองเพื่อแลกกับชีวิตนักเรียน ทั้งประเทศสดุดีความดีของผอ. แต่ครอบครัวของเขาไม่ปรารถนาคำสดุดี เขาต้องการชีวิตผอ.กลับคืนมา“ผมอยากฝากนายกฯ และครม.ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ว่า ทำอะไรหลังจากนี้ พยายามอย่าให้มูมมามมาก เพราะผมคาดหวังว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่บริหารจนครบเทอม ไม่อยากให้รัฐบาลมาจบชีวิตแบบเดียวกับที่ชูชกเขาจบชีวิต” นายจูรี กล่าว

ภท.ประท้วงบี้ถอน’ชูชก-มูมมาม’

ทั้งนี้ สส.พรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ ลุกขึ้นประท้วงให้นายจูรีถอนคำพูดเสียดสีคือคำว่า ทำอะไรต่อไปนี้อย่ามูมมามเดี๋ยวจะเป็นเหมือนชูชก เป็นถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม เช่นเดียวกับนายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สส.กาญจนบุรี ประท้วงว่าคำพูดดังกล่าวส่อให้เห็นถึงกิริยาของผู้อภิปราย ทำให้สภาฯไม่สมเกียรติ ขณะที่นายโสภณ วินิจฉัยคำว่า มูมมาม ยังพอรับไหว ขอให้รัฐบาลมาชี้แจงดีกว่าทำให้นายจูรีชี้แจงว่าไปย้อนดูเทปได้ ตนพูดว่าหลังจากนี้ เสมือนเป็นคำเตือนว่า เป็นห่วงประเทศนี้ นายโสภณจึงวินิจฉัยย้ำว่า ยังพอไหว ครม.ยังพอชี้แจงได้ ขอให้ไปต่อดีกว่าจากนั้นจึงอภิรายต่อไป

ทสท.ชี้ภาคเกษตรล้มเหลว-หนี้บาน

ด้าน นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย ลุกอภิปรายท้วงติงนโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลว่า แม้รัฐบาลจะแถลงให้ความหวังในการยกระดับรายได้เกษตรกรจะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า ภาคเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตความล้มเหลวเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง โดยเฉพาะราคาข้าวเปลือกนาปรังที่ตกต่ำเหลือเพียงกิโลกรัม(กก.)ละ 5 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้นถึงไร่ละ5,000บาท ทำให้ชาวนาต้องแบกรับภาระหนี้สิน จนไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ เปรียบเสมือนวิกฤตชีวิตของคนรากหญ้า ที่ต้องทิ้งนามาเป็นแรงงานในเมืองเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ สะท้อนภาพว่า นโยบายที่แถลงไว้สวยหรู กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ซ้ำยังมีปัญหาการบริหารจัดการน้ำและระบบชลประทานที่ไม่ทั่วถึงเป็นตัวซ้ำเติมวิกฤต เพราะเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาน้ำฝนและขาดแหล่งน้ำต้นทุนที่มั่นคง ไม่สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเผชิญภัยแล้ง น้ำท่วม ซ้ำร้ายธุรกิจในชุมชนและร้านโชห่วยยังถูกกลืนกินโดยกลุ่มทุนใหญ่จากร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง คนชนบทไร้อาชีพ รายได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัว มองไม่เห็นอนาคตในโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันที่บีบรัดคนตัวเล็ก

รบ.ต้องออกมาตรการด่วนช่วยเหลือ

“เพื่อให้เกษตรกรผ่านพ้นวิกฤตไปได้ ขอเสนอให้รัฐบาลนำมาตรการช่วยเหลือเดิมที่เคยได้ผลมาปรับใช้ทันที โดยเฉพาะการลดต้นทุนและสนับสนุนช่วยเหลือชาวนา (ค่าเก็บเกี่ยว) ให้เพิ่มวงเงินเป็นไร่ละ 1,000บาท สูงสุด 20ไร่ต่อครัวเรือน รวมถึงเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือค้างจ่ายจากปีที่ผ่านมาให้กับเกษตรกรอีกกว่า 150,000รายให้เสร็จสิ้น รวมถึงมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวผ่านโครงการสินเชื่อชะลอการขายและการรวบรวมข้าว พร้อมเร่งสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ จัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับเกษตรกรและบริหารจัดการตลาดสินค้าเกษตรให้เชื่อมโยงกับความต้องการของโลกอย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งหากเกษตรกรที่เป็นรากฐานสำคัญของประเทศไม่สามารถอยู่รอดได้ ระบบเศรษฐกิจทั้งระบบก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย ฝากรัฐบาล กระทรวงพาณิชย์และเกษตรฯทำงานร่วมกันให้เป็นรูปธรรมตามที่แถลงต่อสภา ไม่ใช่ให้คำมั่นสัญญา เพียงนโยบายสวยหรู แต่ทำไม่ได้จริง” นายชัชวาล กล่าว

ปชน.จี้จับโกงน้ำมันภายใน1เดือน

นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตนขอให้รัฐบาลออกมายกมือไหว้ขอโทษประชาชนต่อกรณีที่เคยกล่าวโทษประชาชนว่าเป็นต้นเหตุน้ำมันขาดแคลนเพราะประชาชนแห่เติมน้ำมัน นอกจากนั้นแล้วให้ยกมือไหว้ขอโทษที่ไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤติราคาน้ำมันและพลังงาน ที่รวมถึงค่าไฟฟ้าตามที่หาเสียงได้ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริงเพราะมัวแต่เกรงใจนายทุน หากรัฐบาลจริงใจ ต้องจับคนโกงน้ำมันให้ได้ภายใน 1 เดือน และนอกจากนั้นแล้วต้องมีกรอบเวลากำหนดผลงานภาคปฏิบัติที่ชัดเจนว่า ภายใน 1 เดือนจะทำเรื่องใดให้สำเร็จ โดยเฉพาะเปิดโควตาขายไฟคืนรัฐ 1 ล้านครัวเรือน ภายใน 3 เดือนจะเห็นเรื่องใดที่ทำให้สำเร็จ เช่น เจรจากับภาคเอกชน ลดค่าความพร้อมจ่ายที่ประชาชนจ่ายฟรีให้โรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง หรือสมัยหน้าจะสนับสนุนการแก้ไขปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวกับพลังงาน หากไม่เป็นเช่นนั้น หรือทำไม่ได้ รัฐมนตรีค่อยมาลาออก หรือเดินไปจูงมือนายกรัฐมนตรี ลาออกไปจากสภาแห่งนี้” นายศุภโชติ อภิปราย