กาแฟที่ออฟฟิศ สิ่งสำคัญของพนักงานมิลเลนเนียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573901

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

กาแฟที่ออฟฟิศ สิ่งสำคัญของพนักงานมิลเลนเนียล

เรื่อง คาเอรุ ภาพ Pxhere

โดยทั่วไปคอกาแฟราว 65% ดื่มกาแฟมากกว่า 3 แก้วต่อวัน โดยเฉพาะคอกาแฟมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่การมีกาแฟดีๆ ที่สำนักงานจึงสำคัญมาก ในการเป็นสิ่งที่สร้างความรื่นรมย์และดึงดูดความรักในบริษัทของพนักงานอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะชาวมิลเลนเนียลทั้งหลายที่ชื่นชอบในการดื่มกาแฟดีๆ มากกว่ามนุษย์เงินเดือนรุ่นก่อนหน้า

การทำการสำรวจหลายครั้ง รวมทั้งของสมาคมกาแฟแห่งชาติ สหรัฐ บอกเล่าความต้องการของพนักงานออฟฟิศในสหรัฐ ถึงความสำคัญของกาแฟและสิ่งที่พวกเขาอยากได้ ในมุมกาแฟที่ทำงานมาฝาก โดยเฉพาะพนักงานรุ่นที่เกิดหลังปี 2000

1.กาแฟคุณภาพดี

ผลการสำรวจที่ทำโดยบลูมเบิร์ก แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ชาวมิลเลนเนียลเรียกร้องหากาแฟคุณภาพมากกว่าคนรุ่นเก่าๆ ที่หยวนๆ ดื่มอะไรก็ได้ โดย 44% ของพนักงานหญิงรุ่นมิลเลนเนียล มีการใช้จ่ายเงินสำหรับกาแฟแบบสเปเชียลตีในแต่ละวัน ในปริมาณสูงกว่าเงินเฉลี่ยต่อวันที่พวกเขาจะได้รับในวัยเกษียณเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกาแฟดำร้อนแบบธรรมดา ไม่ดึงดูดใจคนกลุ่มนี้เอาเลย ต้องออกแนวแฟนซี เพิ่มนู่นใส่นี่ แบบสั่งยากๆ เท่านั้นคือกาแฟคุณภาพดีในดวงใจพวกเขา ขณะที่สมาคมกาแฟแห่งชาติ รายงานว่า ระหว่างปี 2008-2016 คนที่อายุระหว่าง 18-24 ปี เลือกดื่มกาแฟชนิดคุณภาพสูงเพิ่มขึ้นจาก 13% เป็น 36% และเพิ่มจาก 19% เป็น 41% สำหรับคนอายุ 25-39 ปี และเป็นครั้งแรกที่น้อยกว่าครึ่ง เลือกดื่มจากเครื่องชงอัตโนมัติแบบที่เราเห็นกันได้บ่อยๆ ในงานอีเวนต์โรงแรม หรือออฟฟิศบางแห่ง หนึ่งสาวมิลเลนเนียลนิยมกาแฟจากเครื่องชงเอสเปรสโซ่มากกว่า นอกจากไปซื้อหากาแฟในเอสเปรสโซบาร์ หรือร้านกาแฟแบรนด์ดังแล้ว ส่วนมากยังซื้อเครื่องชงเองเอาไว้ที่บ้าน หรือไม่ก็เลือกซื้ออุปกรณ์ เช่น โมคาพ็อต เครื่องชงดริปแบบพัวร์โอเวอร์ หรือไม่ก็เครื่องเฟรนช์เพรส เอาไว้ชงกาแฟดีๆ กินเองที่บ้าน

2.ออร์แกนิก รักษ์สิ่งแวดล้อม

เทรนด์การเลือกกาแฟแบบออร์แกนิกรักษาสิ่งแวดล้อม หรือส่งเสริมการทำการค้าแบบยุติธรรม (Fair Trade) ก็เป็นสิ่งที่คนทำงานซึ่งเกิดในยุคมิลเลนเนียลเรียกร้องต้องการ นอกจากนี้ กาแฟจากผู้ผลิตสไตล์โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ หรือธุรกิจที่มีการตอบแทนแก่สังคม ก็เป็นสิ่งที่หนึ่งสาวมิลเลนเนียลใส่ใจ สนใจ พร้อมใจจะสนับสนุนด้วย เรียกว่ากาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่มร้อน/เย็นอีกต่อไป สำหรับคนเจเนอเรชั่นนี้

3.น้ำชาเราก็ดื่มจ้ะ

หนึ่งสาวยุคมิลเลนเนียลไม่ได้ดื่มแต่เฉพาะกาแฟ มุมแพนทรี่ของออฟฟิศควรมีทางเลือกเป็นชาดีๆ เอาไว้ให้พวกเขาด้วย ในปี 2016 แพคเกจด์ แฟกต์ รายงานว่ายอดขายชาในสหรัฐเพิ่มขึ้นมาเกือบ 6% โดยตีมูลค่าได้มากกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว สาเหตุมาจากข่าวลือเรื่องกาแฟว่าอาจจะส่งผลเสียบางอย่างต่อสุขภาพ ทำให้คนรุ่นใหม่ๆ ที่ใส่ใจในสุขภาพเสียยิ่งกว่าอะไรดีหันมาดื่มชากันมากขึ้น โดยจากผลสำรวจล่าสุด คนรุ่นนี้ราว 42% เลือกดื่มชาแทนที่จะเป็นกาแฟ

4.อลังการงานแพนทรี่

ความเวอร์วังเหมือนเป็นดีเอ็นเอของคนยุคมิลเลนเนียล นอกจากกาแฟชั้นดี ไม่มีคาร์บอนฟุตพรินต์ ผ่านการซื้อขายด้วยยุติธรรม ยิ่งเป็นออร์แกนิกยิ่งเริ่ด ชงผ่านเครื่องทำเอสเปรสโซ่ รวมทั้งขอทางเลือกเป็นเครื่องดื่มชาด้วยแล้ว พวกเขายังคาดหวังว่าแพนทรีที่ออฟฟิศของตัวเองจะมีอย่างอื่นไว้คอยบริการด้วย ไม่ว่าจะเป็นของอิ่มๆ อย่างแซนด์วิช สลัด หรือขนมนมเนย อะไรก็ได้ที่อร่อยๆ

ถ้ามีสิ่งนี้ให้บริการจริงๆ ที่แพนทรี่ของบริษัท พวกเขาจะเป็นปลื้มมากๆ และจะตั้งใจทำงาน รวมทั้งสมัครใจจะทำงานล่วงเวลาแบบไม่คิดค่าใช้จ่ายเสียด้วย! 

คิดถึงอาหารทะเล คิดถึง‘สมพงศ์ ซีฟู้ด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573890

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

คิดถึงอาหารทะเล คิดถึง‘สมพงศ์ ซีฟู้ด’

เรื่อง ปอย ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

จากข้าราชการชั้นผู้น้อย อดออมเปิดร้านอาหารเล็กๆ “สมพงศ์ ซีฟู้ด” ใช้ใจศึกษารสชาติดีที่สุด แสวงหาค้นหาวัตถุดิบคุณภาพชั้นดี จากแหล่งธรรมชาติทั่วประเทศ ปรุงรสจัดจ้านแบบไทยแท้ ควบคุมดูแลใกล้ชิดด้วยตัวเอง จานไหนรสผิดเพี้ยน เททิ้ง ทำใหม่ จนเป็นที่เลื่องลือ ซึ่งนี่ก็คือคำนิยมของลูกค้าตัวจริง พันธ์เลิศ ใบหยก เขียนชมไว้ในเว็บไซต์ร้านอาหารโด่งดัง

ร้านอาหารแถวเลียบทางด่วนมีมากมายหลายร้าน แต่สำหรับซีฟู้ดเลิฟเวอร์จะต้องเลือกมุ่งตรงมาที่นี่ สมพงศ์ ซีฟู้ด ซึ่งก็เป็นร้านเดียวกับสวนอาหารสมพงศ์ (Sompong Restaurant) วันนี้จากตำนานร้านเล็กๆ พัฒนาขยายร้านกว้างขวางใหญ่โตพื้นที่ 7 ไร่ ในย่านเกษตร-นวมินทร์ ใครไปใครมาก็จะได้กระทบไหล่เจ้าของร้าน สมพงศ์ อิ่มอารมย์ ที่คอยนั่งควบคุมดูแลร้านอยู่หน้าครัวเปิดที่สุดของความสะอาดสะอ้าน ให้ความเอาใจใส่ในรสอาหาร เจ้าของมาที่ร้านไม่ว่างเว้น 365 วัน 18 ปี ไม่มีวันหยุด

อาหารและการบริการคงดีเหมือนเดิม เจ้าของร้านแนะนำให้เริ่มต้นที่จานนี้ก่อนเรียกน้ำย่อย ผัดยอดกระเฉดไฟแดง ใช้ยอดอ่อนๆ คัดสรรอย่างตั้งใจ ก้านแข็งๆ แก่ๆ จะไม่มีวันได้เสนอหน้าอยู่ในจานนี้แน่นอน ผัดมากับกระเทียมกลีบโตชูรสผัดผักหวานอร่อยมาก อีกจานผัดผักกะหล่ำปลีทอดน้ำปลา บรรดาแฟนพันธุ์แท้คอนเฟิร์มร้านนี้ผัดผักอร่อยทุกอย่าง กินกับข้าวสวย ข้าวที่นี่เลือกใช้ข้าวหอมมะลิจาก อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด คุณสมพงศ์บอกว่าตัดสินใจไปซื้อที่ดินในพื้นที่เคยเป็นทุ่งกุลาร้องไห้ เพื่อผลิตข้าวหอมมะลิดีที่สุดมาส่งเข้าร้าน ปลูกเอง ปรุงเองอย่างนี้แล้ว อีกอาหารจานเด็ดของร้านคงจะหนีไม่พ้นเมนูที่ใช้ข้าวเป็นพระเอก ข้าวผัดปู สั่งเลยผัดได้กลมกล่อมมาก ผัดแบบไม่แฉะและไม่แห้งไป อร่อยแทบไม่ต้องปรุงหรือถามหาน้ำปลาพริกอะไรเลย ปูเน้นๆ ผัดกับข้าวเม็ดสวยหอมนุ่มๆ อร่อยที่สุด

สวนอาหารสมพงศ์สาขาเกษตร-นวมินทร์ เป็นร้านอาหารทะเลขนาดค่อนข้างใหญ่ร้านหนึ่งในย่านเลียบทางด่วนรามอินทรา ร้านใหญ่โตรับรองเรื่องที่จอดรถสะดวกสบาย เมนูก็มีให้เลือกมากมายทั้งต้ม ผัด แกง ทอด มีอยู่ในเมนูมาให้เลือกครบครัน ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ในราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพ ถ้าราคาสูงที่สุดก็คือ ปูนึ่งเพราะคัดมาในไซส์บิ๊กๆ ส่วนราคาดีมากๆ ต้องยกให้กุ้งแม่น้ำเผา 2 ตัว ตัวละครึ่งกิโลกรัม ไม่เกิน 1,500 บาท กุ้งแม่น้ำตัวเขื่องย่างไฟพอสุก หัวมันกุ้งสีแดงเยิ้มเชิญชวนน้ำลายสอ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดปั่นมาจนละเอียด ให้รสจัดจ้านแซ่บซี้ด เปรี้ยว หวาน เผ็ดครบรส

เรื่องรสชาติและความสดที่นับเป็นหัวใจของอาหารซีฟู้ด ก็ไว้ใจได้ ปลากะพงทอดน้ำปลา จานนี้ต้องไม่พลาดอีกหนึ่งจาน ปลาตัวใหญ่ๆ ทอดมากรอบๆ เรื่องรสจัดจ้านน้ำจิ้ม ดีงาม ส่งเมนูนี้ยังอร่อยดีเช่นเดิม ใกล้ๆ ช่วงเทศกาล ถ้ามาเริ่มต้นมื้อกลางวันที่นี่ก็จะสบายใจที่ไม่พลุกพล่าน อาหารรวดเร็วทันใจดี ร้านแบ่งออกเป็นห้องแอร์ และพัดลม ให้เลือกเหมาะสำหรับมากินพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นครอบครัวใหญ่ หรือสมาชิกเพื่อนๆ มาแชร์ความอร่อย พบปะสังสรรค์กัน

ข้าวเหนียวมะม่วง คือของหวานล้างปากที่ขาดไม่ได้เลย นี่คืออีกทีเด็ดของร้านนี้ ข้าวเหนียวมูนเป็นสีเขียวกลิ่นใบเตย โรยกะทิกับถั่วเหลืองหวานมันกำลังดี บางคนถึงกับสั่งซ้ำความอร่อยอีกจานเลยเชียว เสิร์ฟมาคู่กับมะม่วงน้ำดอกไม้ ใครคือสาวกข้าวเหนียวมะม่วงแนะนำให้ควรโทรเข้ามาสั่งจองกันไว้ก่อน เพราะแทบทุกรายจะต้องหิ้วถุงข้าวเหนียวมะม่วงกลับบ้าน เพื่อเป็นของฝากแจกจ่ายความอร่อยกันโดยถ้วนหน้า

สวนอาหารสมพงศ์ ซอยประเสริฐมนูญกิจ 24 แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม อยู่ตรงหัวมุมถนนเกษตร-นวมินทร์ ตัดกับเลียบทางด่วนเอกมัยรามอินทรา วันจันทร์-ศุกร์ เปิดตั้งแต่เวลา 14.00-22.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดเวลา 11.00-22.00 น. โทร. 02-508-0991-2 

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (5)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573382

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2561 เวลา 13:11 น.

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (5)

นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้นอนหลับเต็มอิ่มขนาดนี้ เช้าที่ตื่นมา…โดยไม่ต้องรีบร้อนออกจากบ้านเพื่อไปเบียดเสียดเป็นปลากระป๋องบนรถไฟ เช้าที่ตื่นมา…ไม่ต้องคิดพะวงเรื่องงานใดๆ เช้าที่ตื่นมา…สามารถนั่งจิบชาพร้อมกับมองวิวนอกหน้าต่างอย่างสบายใจ เช้าที่ตื่นมา…เตรียมตัวเองแล้วไปเที่ยวดั่งที่ใจต้องการ ความรู้สึกผ่อนคลายในช่วงหยุดพักร้อนมันเป็นอย่างนี้นี่เอง เมื่อที่พักมีเครื่องครัวอำนวยความสะดวกเราเกือบทุกอย่าง เมื่อคืนเราจึงซื้อพวกขนมปัง เนย ผักสลัด เบค่อน มาทำอาหารเช้ากินกัน นับเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ เพราะปกติถ้ามาเที่ยวก็จะกินอาหารเช้าของที่พัก หรือไม่ก็ร้านสะดวกซื้อ แต่การที่เราซื้อวัตถุดิบมาทำกินเอง มันก็เป็นอะไรที่สนุกไปอีกแบบ

การเที่ยววันนี้เราก็มีคอนเซ็ปต์เหมือนเช่นเคย “เยือนอาณาจักรริวกิว ดำน้ำถ้ำสีฟ้า เดินเล่นยามเย็นที่หมู่บ้านอเมริกัน” เก็บกระเป๋าเช็กเอาต์พร้อมออกเดินทางย้อนเวลาไปสมัยอาณาจักรริวกิว ที่ Ryukyu Mura กันก่อน จากที่พักใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเท่านั้น เราวางแผนไปชมพาเหรดรอบ 10 โมง เพราะถ้าพลาดรอบนี้ไป จะมีอีกรอบก็บ่าย 4 โมง ซึ่งช่วงบ่ายเรามีภารกิจที่จะต้องไปที่อื่นต่อ นอกเหนือจากพาเหรดก็ยังมีการแสดงอื่นๆ เหมือนกันนะ แต่สำหรับไฮไลต์ของที่นี่แล้ว ไม่ควรพลาดขบวนพาเหรด Michi June!

อาณาจักรริวกิวเป็นอาณาจักรดั้งเดิมของเกาะโอกินาวา มีการปกครองด้วยตนเอง มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมเป็นของตัวเอง ก่อนที่จะรวมตัวเป็นหนึ่งในแผ่นดินญี่ปุ่นในปัจจุบัน Ryukyu Mura เป็นสถานที่เที่ยวที่จำลองความเป็นอยู่สมัยริวกิว จัดแสดงอาคารบ้านเรือนอายุกว่า 100 ปี มีโชว์การแสดง ทั้งยังมีกิจกรรมที่สามารถเข้าร่วมสนุกได้ เช่น การทำของที่ระลึกจากหอย การปั้นหรือระบายสีตัวซีซ่า การแต่งกายชุดริวกิว เป็นต้น พอเราไปถึง คนยังไม่ค่อยเยอะเท่าไร เลยตรงไปที่โซนการแสดงก่อนเพื่อจับจองที่นั่ง ขบวนพาเหรด Michi June ใช้เวลาประมาณ 20 นาที

แรกเริ่มจะเป็นการขับร้องเพลงพื้นบ้าน พร้อมกับดีด Sanshin เครื่องสายที่มีแค่ 3 สาย เป็นเครื่องดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของโอกินาวา เป็นการเปิดโชว์เรียกคนดูได้อย่างดี เสียงร้อง เคล้าเสียงดนตรีที่ดีดไปตามจังหวะ ทำให้รู้สึกเพลิดเพลินและเคลิบเคลิ้มไปกับท่วงทำนองของบทเพลงได้ไม่ยาก สักพักขบวนพาเหรดค่อยๆ เดินเข้ามา มีนักแสดงแต่งชุดกษัตริย์ และข้าราชบริพาร พอกษัตริย์ไปถึงที่ประทับ ก็จะเริ่มการแสดงต่างๆ มีรำแบบดั้งเดิม และรำตีกลอง Eisa แต่โชว์ที่สร้างเสียงหัวเราะได้ดี ต้องยกให้โชว์ความสามารถของซีซ่า คล้ายๆ กับโชว์น้องหมา ปาลูกบอลให้ซีซ่าไปเก็บ แต่บางครั้งเจ้าซีซ่าก็ยียวนทำตัวทะเล้นไม่ไปเก็บบ้าง แกล้งคนนู้นทีคนนี้ที น่ารักน่าเอ็นดูมาก

นอกจากซีซ่าที่สร้างเสียงหัวเราะแล้ว ยังมีคุณยายอายุกว่า 100 ปี แต่แข็งแรงมากยิ้มร่าเริงสดใสมีชีวิตชีวา มาทักทายส่งท้าย พอตอนจบทุกคนสามารถเข้าร่วมเต้นรำได้ เป็นอะไรที่ประทับใจมาก เพราะไม่ว่าคนดูจะอายุมากหรือน้อย ก็ไม่เคอะเขินให้ความร่วมมือเต็มที่ เต้นรำได้บ้างไม่ได้บ้างก็พยายามออกท่าทางไปตามเสียงเพลง นักแสดงเองก็เป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ได้ดี คอยเชียร์คนดูให้มีส่วนร่วม จนจบโชว์ สามารถต่อแถวถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับเหล่านักแสดงได้

อากาศร้อนขนาดนี้ต้องหาอะไรเย็นๆ ดับร้อนเสียหน่อย หลังลานแสดงมีร้านขายน้ำอยู่ใกล้ๆ เลยได้น้ำแข็งใส แถมได้ Popo เครปโอกินาวา มาเป็นตัวช่วยเพิ่มพลังเครปรูปร่างหน้าตาคล้ายกับขนมโตเกียวแผ่นใหญ่ แป้งแน่นๆ มีกลิ่นอ่อนๆ ของน้ำตาลทราย รสชาติใช้ได้เลยนะ เดินถัดมาเรื่อยๆ เป็นโซนเครื่องปั้นดินเผา มีของที่ระลึกมากมายหลายแบบ ออกมาก็จะเจอกับเจ้าควายน้ำกำลังเดินเครื่องคั้นน้ำอ้อยสดๆ เพื่อทำเป็นน้ำตาลดำซึ่งการใช้แรงควายน้ำเป็นกรรมวิธีดั้งเดิมในการทำน้ำตาลทรายดำของชาวริวกิว นอกจากนี้ยังมี Habu Center เป็นเสมือนแหล่งเรียนรู้งูพิษท้องถิ่น (Habu) สามารถทำความรู้จักงูชนิดนี้ได้จากตัวเป็นๆ หรือถ้าไม่กล้าก็สามารถดูเจ้างูนี่ได้ในโหลดองเหล้า (Habushu) ที่มักจะพบเห็นในร้านอาหารท้องถิ่นทั่วทั้งเกาะโอกินาวา

แหม… มาโอกินาวาทั้งที จะพลาดกิจกรรมนี้ไปได้ยังไง เหมือนมาเที่ยวเกาะแต่ไม่ได้ไปเล่นน้ำทะเลมันก็จะยังไงอยู่ มิชชั่นช่วงบ่ายนี้เราเลยไปดำน้ำกันที่แหลม Maeda ซึ่งเป็นจุดดำน้ำยอดนิยม สามารถดำน้ำแบบ Snorkeling และดำน้ำจริงจังได้ ไฮไลต์ที่น่าสนใจคือ ถ้ำสีฟ้า หรือ Blue Cave แต่ก่อนที่จะดำน้ำ เราต้องเพิ่มพลังกันเสียก่อน มื้อกลางวันนี้เราเลยแวะร้านอาหารท้องถิ่น เมนูที่เล็งไว้ คือ ซารุ โซเมน ที่ทำมาจากมันเทศม่วงของขึ้นชื่อของโอกินาวา จึงต้องจัดเสียหน่อย ภายในเซตยังเสิร์ฟคู่กับข้าวโปะหมูหวาน ไม่รู้ว่ามันคือซอสอะไรแต่รสชาติออกหวานเลยเรียกหมูหวานละกัน ถือว่ามื้อนี้เป็นการจัดหนักจัดเต็มไปเลย จะได้เพิ่มพลังในการดำน้ำได้อย่างเต็มที่

เราจองคอร์ส Snorkeling ถ้ำสีฟ้า บวกกับดำน้ำดูปะการังนิดหน่อย แถมถ่ายรูปให้ฟรีตลอดคอร์ส การจองก็ง่ายแค่กรอกข้อมูลต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตและติดต่อกันทางอีเมลแล้วไปจ่ายเงินวันจริงได้เลย พอไปถึงแหลมมาเอะดะ ใครจองกับเจ้าไหนไว้ก็ให้มาติดต่อกับเจ้านั้นที่ลานจอดรถ แต่ละร้านดำน้ำจะเอารถมาจอด เปิดท้ายรถมีอุปกรณ์ดำน้ำ ชุด ตั้งป้ายบอกชื่อร้านของตัวเอง ไม่ได้เป็นการตั้งร้านถาวร รอบเวลาที่จองมีแค่เราสองคนเท่านั้น ดำน้ำครั้งนี้จึงเป็นอะไรที่ไพรเวทมาก ทางเจ้าหน้าที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ จึงทำให้การสื่อสารเป็นไปได้ง่าย ในระหว่างดำน้ำจะมีบอร์ดฟองน้ำให้เราเกาะพยุงตัวคนละชิ้น

แล้วเจ้าหน้าที่จะค่อยๆ พาลัดเลาะไปตามหน้าผา จนถึงปากทางเข้าถ้ำที่ข้างในน้ำทะเลเป็นสีฟ้าจริงๆ แต่เป็นถ้ำเล็กๆ เท่านั้น ไม่ได้โอ่อ่าอลังการเมือง Blue Cave ชื่อดังในอิตาลี เจ้าหน้าที่ถ่ายรูปให้เราเป็นที่ระลึก แล้วจึงพาออกมา เพราะคนเริ่มทยอยกันมาเยอะแล้ว พอออกจากถ้ำ ก็ไปดำน้ำดูปะการังน้ำตื้น ที่นี่ปลาเยอะมาก ทางเจ้าหน้าที่เตรียมอาหารปลามาให้ด้วย แถมดำลงไปข้างล่างเพื่อถ่ายรูปให้เราอีก ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีรูปเป็นที่ระลึก พี่แกทุ่มทุนถ่ายทุกโมเมนต์ มันจะต้องมีสักรูปที่ดีแน่นอน

แหลมมาเอดะ เป็นอีกหนึ่งจุดดำน้ำที่เหมาะสำหรับคนว่ายน้ำไม่แข็งก็สามารถมาดำน้ำได้ เพราะระยะทางไม่ได้ไกลมาก เขาจะมีอุปกรณ์ให้จับ อย่างเช่น บอร์ดฟองน้ำหรือแพ ที่ช่วยให้เราลอยตัวไปพร้อมๆ กันไม่หลงไปไหน และเหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากนั่งเรือไปเกาะรอบนอก หรือมีเวลาเที่ยวไม่กี่วัน อยู่ใกล้กับเมืองใหญ่ๆ เดินทางง่าย นับว่าการดำน้ำที่นี่เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่า ราคาก็ไม่แพง และเดินทางสะดวก หลังจากมิชชั่นคอมพลีตดำน้ำเรียบร้อย ก็ถึงเวลาล้อหมุนเดินทางไปเที่ยวที่ต่อไปกันดีกว่า

หนาวนี้ที่ เขาค้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573344

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2561 เวลา 09:49 น.

หนาวนี้ที่ เขาค้อ

โดย สืบสิน ภาพ กีกี้

หลังจากควบบิ๊กไบค์คู่ใจจากกรุงเทพฯ กว่า 7 ชั่วโมง ในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมายปลายทาง นั่นคือ เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ดั่งที่ตั้งใจไว้จนได้ นั่นหมายความว่าหนาวนี้เราได้สัมผัสหนาวแรกที่ภูสูง ที่เดินทางไปถึงได้อย่างสะดวกสบาย และสัมผัสกับลมหนาวและความสวยงามได้แบบไม่น้อยหน้าที่ไหน

เขาค้อ เป็นชื่อเรียกรวมบริเวณเทือกเขาน้อยใหญ่ของเทือกเขาเพชรบูรณ์ จนอาจพูดได้ว่าเป็นทะเลภูเขา เช่น เขาค้อ เขาย่า เขาใหญ่ เขาตะเคียนโง๊ะ เขาหินตั้งบาตร เขาห้วยทราย เขาอุ้มแพร เป็นต้น

ณ เขาค้อแห่งนี้มีจุดท่องเที่ยวให้แวะหลากหลายแห่ง และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไว้รองรับอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ร้านอาหารที่มีให้เลือกแบบครบครัน ทำให้เขาค้อ คือ จุดหมายปลายทางหลักในการท่องเที่ยว ที่ใครหลายคนสามารถมาเที่ยวได้อย่างง่ายดาย

หลายคนบอกว่ามาเขาค้อต้องมาชมทะเลหมอก ซึ่งถือว่าเป็นจุดชมทะเลหมอกที่งดงามอีกแห่งหนึ่ง สามารถชมได้จากหน้าที่พักที่มีโลเกชั่นในการชมทะเลหมอก ซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใกล้อ่างเก็บน้ำรัตนัย นอกจากนี้ยังมีจุดชมทะเลหมอกยอดนิยมอีกหลายจุด มีร้านกาแฟสวยน่าแวะถ่ายภาพอีกหลายร้าน มาเขาค้อเราต้องมาร์กจุดหลัก แล้วแวะเที่ยว ซึ่งมีที่ไหนกันบ้าง เรามาดูกันครับ

จุดชมทะเลหมอกเขาค้อ+ไปรษณีย์เขาค้อ

เป็นระเบียงชมวิวทอดยาว ตั้งอยู่ใกล้กับไปรษณีย์เขาค้อ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นจุดชมทะเลหมอกที่อยู่ในละแวกเดียวกัน ที่สามารถชมได้พร้อมกัน ทะเลหมอกมีให้ชมเยอะในช่วงปลายฝนต้นหนาวและฤดูหนาว ยิ่งในวันใดที่มีสภาพอากาศโปร่งท้องฟ้าสดใสแล้ว จะได้เห็นภาพทะเลหมอกสีขาวที่ตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าใส แซมด้วยดอกไม้เมืองหนาวที่ปลูกอยู่ด้านล่างเป็นภาพที่งดงามชวนฝันยิ่งนัก

จุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะ

เขาตะเคียนโง๊ะ เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดอีกแห่งหนึ่งบนเขาค้อ ที่สามารถชมทะเลหมอกได้รอบทิศแบบ 360 องศา พร้อมบรรยากาศของพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า และจากจุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะนี้เองยังสามารถมองเห็นวิวทิวเขาอันสวยงามที่อยู่เบื้องหน้าเป็นเขาปู่ เขาย่า ที่มีรูปทรงคล้ายภูเขาไฟฟูจิ รวมถึงผืนป่าของเขาค้อและเส้นทางถนนที่ทอดยาวมายังจุดชมวิวที่อยู่เบื้องล่าง

จุดชมวิวทะเลหมอกวัดกองเนียม

อีกหนึ่งจุดทะเลหมอกยอดฮิตที่ไม่ไกลจากจุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะ ตั้งอยู่ภายในวัดกองเนียมทางเดียวกับทางไปพระตำหนักเขาค้อ ถึงแม้ว่าองศาในการชมของทะเลหมอกที่นี่จะไม่กว้างเหมือนเขาตะเคียนโง๊ะ แต่ความงดงามของทะเลหมอกและแสงที่ลอดผ่านไปยังทิวเขาที่เรียงรายกัน มีต้นค้อขึ้นแบบโดดเด่นเดียวดาย รวมถึงบ้านหลังน้อยโดดเด่นที่ตั้งอยู่ริมสันเขา เมื่อองค์ประกอบที่สวยงามทั้งหมดนี้ได้มาอยู่รวมกัน ทำให้จุดชมวิววัดกองเนียมนั้นเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวทะเลหมอกที่ไม่ควรพลาด

จุดชมวิวกังหันลมเขาค้อ

ทุ่งกังหันลม อีกหนึ่งแลนด์มาร์คใหม่ล่าสุดแห่งเขาค้อที่สวยงาม ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่บ้านเพชรดำ จ.เพชรบูรณ์ เมื่อเข้ามาในบริเวณแคมป์สนเพื่อไปยังเส้นทางท่องเที่ยวหลักบนเขาค้อ จะสามารถมองเห็นกังหันลมโดดเด่น เนื่องจากจุดที่ตั้งของโครงการทุ่งกังหันลม อยู่บนเนินเขาสูง บนระดับความสูงกว่าน้ำทะเลประมาณ 1,050 เมตร ตระหง่านบนที่ราบยอดเขาเนื้อที่ 350 ไร่ จึงสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้กว้างไกล

ไร่สตรอเบอร์รี่เขาค้อ

ในช่วงฤดูหนาวประมาณเดือน พ.ย.-ก.พ. เมื่อมาเที่ยวเขาค้อ ตลอดสองข้างทางจะได้เห็นไร่สตรอเบอร์รี่ที่ปลูกลดหลั่นกันไปตามทิวเขาตลอดทั้งสองข้างทางถนน จะเลือกแวะเที่ยวไร่ไหนแล้วแต่ตามสะดวก ส่วนใหญ่เปิดให้เข้าชมฟรี นอกจากสตรอเบอร์รี่ที่ให้ได้ถ่ายภาพแล้ว ยังมีมุมชิงช้าให้เราได้เล่นชิงช้า รับลม มองวิวเขาได้อย่างสนุกสนานอีกด้วย

พระตำหนักเขาค้อ

พระตำหนักเขาค้อ สร้างขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สำหรับใช้ประทับแรมในโอกาสที่พระองค์เสด็จฯ ตรวจเยี่ยมงานในโครงการพระราชดำริ และทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง บริเวณพระตำหนักมีจุดชมวิวที่มีทัศนียภาพของภูเขาที่เรียงรายสลับซับซ้อนอยู่เบื้องหน้า บริเวณนี้เป็นจุดชมวิวที่สวยงามอีกจุดหนึ่งของเขาค้อ โดยเฉพาะในยามเช้ามีโอกาสได้เห็นทะเลหมอกด้วย

พิพิธภัณฑ์อาวุธ

พิพิธภัณฑ์อาวุธฐานอิทธิ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งบนเขาค้อ ซึ่งเคยเป็นสมรภูมิรบในอดีต ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ เช่น ปืนประเภทต่างๆ ที่ใช้ในการสู้รบ ทั้งปืนใหญ่ ปืนลูกโม่ ปืนครก อาร์ก้า รวมไปถึง รถถัง รถบรรทุกทหาร เฮลิคอปเตอร์ พร้อมมีป้ายอธิบายรายละเอียด เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 07.00-17.00 น

อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ

บนยอดสูงสุดของเขาค้อ สร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนวีรกรรมของพลเรือน ตำรวจ ทหาร ที่ได้พลีชีพในการสู้รบเพื่อปกป้องพื้นที่ในเขตรอยต่อ 3 จังหวัด คือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย โดยสร้างเป็นรูปสามเหลี่ยมทำจากหินอ่อนทั้งหมด ผนังภายในยังมีบันทึกประวัติอนุสรณ์ผู้เสียสละ และรายชื่อวีรชนผู้เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ

พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก

ตั้งอยู่บริเวณบนยอดเขาค้อ ติดกับสำนักสงฆ์วิชมัยบุญญาราม ยอดเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จากประเทศศรีลังกา ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งได้ร่วมจัดสร้างน้อมเกล้าฯ ถวาย เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปี 2539 และเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ หากใครได้มาเที่ยวเขาค้อควรแวะสักการะพระพุทธรูปภายในเพื่อเป็นสิริมงคล

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาในหมู่บ้านทางแดง ท่ามกลางภูเขาที่สูงใหญ่ซ้อนกันเป็นทิวเขา เรียงราย มีเจดีย์พระธาตุผาแก้ว ตกแต่งด้วยถ้วยกระเบื้อง หินสีต่างๆ ดูงดงามแปลกตาและบริเวณใต้ฐานพระเจดีย์ใช้เป็นที่เก็บและรวบรวมหลักธรรมคำสอน ภาพปริศนาธรรม และเป็นที่เจริญสติภาวนา รวมถึงอุโบสถพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ อันงดงาม ประกอบด้วย ศาลาพระหยกเขียว เรือนอาคันตุกะ กุฏิสงฆ์ มีกุฏิวิเวกสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม อนุญาตเฉพาะผู้ปฏิบัติธรรมให้เป็นพื้นที่วิเวกในการเจริญสติภาวนา

อยากรู้จักบรูไน ต้องไปให้ทั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573277

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2561 เวลา 13:36 น.

อยากรู้จักบรูไน ต้องไปให้ทั่ว

หลังจากเดินทางถึงประเทศบรูไน ทีมงานโลก 360 องศา พยายามทำตามที่ตั้งใจกันไว้แต่แรก นั่นคือการทำความรู้จักและค้นหาแง่มุมอื่นๆ ของประเทศนี้ นอกเหนือไปจากความอลังการของสิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมถึงความร่ำรวยจากภาพที่คนรู้โดยทั่วไปคุ้นชินกัน ดังนั้นพวกเราจึงตัดสินใจเดินทางออกไปนอกเมืองหลวงกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน เพื่อไปยังพื้นที่ทำการเกษตรซึ่งมีการทำนาปลูกข้าว

ท้องทุ่งนาสีเขียวแม้จะเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยสำหรับความต้องการในการบริโภคข้าวเป็นอาหารของคนบรูไน แต่ก็ได้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการเพิ่มพื้นที่ทางการเกษตรเพื่อให้เพียงพออีกทั้งยังให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพอีกด้วย การมีโอกาสได้พูดคุยกับคนดูแลแปลงข้าวเพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับฤดูกาลเพาะปลูกต่อไป ทำให้เรารู้ว่าคนบรูไนไม่ได้ร่ำรวยไปเสียทุกคน แต่ก็ไม่มีคนจนถึงขั้นอดอยาก เพราะส่วนใหญ่แล้วภาครัฐให้การสนับสนุนในทุกช่องทาง ไม่เว้นกระทั่งเรื่องพื้นที่การทำนาของที่นี่ รวมถึงยังมีการนำองค์ความรู้ในการจัดการเรื่องดินจากประเทศไทยมาปรับใช้อีกด้วย

นอกเมืองหลวงทีมงานโลก 360 องศา ยังได้มีโอกาสแวะเยี่ยมชมสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือ Tasek Merimbun พื้นที่ Asian Heritage Park แห่งเดียวของประเทศบรูไน ครอบคลุมพื้นที่ราว 78 ตารางกิโลเมตร ประกอบไปด้วยพื้นที่ทะเลสาบขนาดใหญ่ และเกาะเล็กๆ อยู่ทั่วบริเวณ ภายในทะเลสาบเราได้รับคำบอกเล่าว่าเต็มไปด้วยจระเข้หลายร้อยตัว อีกทั้งกว่าร้อยละ 20 ของพืชพันธุ์และสัตว์ที่หายากของประเทศนี้ก็มารวมกันอยู่ที่นี่ ทำให้ Tasek Merimbun เป็นแหล่งศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญแห่งหนึ่งซึ่งมีนักวิชาการจากทั่วโลกเดินทางมาอยู่บ่อยครั้ง

นอกเหนือจากผืนน้ำกว้างใหญ่แล้วที่ Tasek Marimbun ยังเปิดให้นักท่องเที่ยวยังสามารถเข้าถึงธรรมชาติแบบใกล้ชิดด้วยเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่มีหลากหลายเส้นทาง ทำให้มีโอกาสได้เห็นต้นไม้แปลกๆ พืชพันธุ์ที่แตกต่างออกไป อีกทั้งถ้าโชคดีก็อาจจะได้เห็นสัตว์หายากของเกาะบอร์เนียวด้วย แต่ก็มีข้อห้ามว่าระหว่างเดินชมศึกษาเส้นทางธรรมชาติอยู่นั้น ห้ามเอ่ยถึงจระเข้เป็นอันขาด เพราะว่ากันว่าเจ้าตัวจะมาตามเสียงเรียกเลยทีเดียว

นอกจากเส้นทางศึกษาธรรมชาติแล้วที่ Tasek Marimbun ยังพื้นที่ศูนย์ผีเสื้อให้ได้ชมความงดงามหลากสีสันของผีเสื้อนานาพันธุ์ และเรียนรู้วงจรชีวิตของผีเสื้อ แม้ว่าจะเป็นพื้นที่เล็กๆ แต่ก็นับว่าสร้างความเพลิดเพลินต่อผู้มาเยี่ยมชมได้ผ่อนคลาย และสนุกไปกับสีสันของเหล่าผีเสื้อนับร้อยนับพันที่บินว่อนดูดน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ให้ได้ชมอยู่ตลอดเวลา

ระหว่างเดินทางกลับเข้าสู่กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน พวกเราคุยกันเรื่องที่บรูไนถูกจัดเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรมีน้ำหนักเฉลี่ยเกินกว่าค่ามาตรฐานสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก อาจเนื่องมาจากการเทียบด้วยสัดส่วนจำนวนประชากรที่มีอยู่เพียงสี่แสนกว่าคน เพราะภาพที่เราได้เห็นนั้นคนบรูไนดูแล้วมีสุขภาพแข็งแรง มีอายุเฉลี่ยค่อนข้างยืนยาว โดยปัจจัยส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการมีสวัสดิการที่ดีด้านสุขภาพจากรัฐบาล รวมทั้งการส่งเสริมการให้ประชาชนออกกำลังกายและดูแลสุขภาพ ด้วยการสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่ในเมือง เพื่อสร้างพื้นที่สันทนาการให้แก่ประชาชน โดยหนึ่งนั้นคือ Tasek Lama สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุด

พื้นที่ของ Tasek Lama ได้รับการพัฒนาจากรัฐบาลจากพื้นที่ป่าและภูเขาให้มีความสะดวกสบายมากขึ้นโดยยังรักษาความเป็นธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด มีการทำทางเดินเที่ยวชมธรรมชาติ ลู่วิ่ง และพื้นที่ซึ่งมีอุปกรณ์ออกกำลังกาย ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่สำหรับคนทุกวัยในครอบครัวครับ มาทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อการผ่อนคลาย และเป็นหนึ่งในสถานที่ยอดนิยมสำหรับคนชอบออกกำลังกาย รวมทั้งนักท่องเที่ยวก็สามารถมาเที่ยวชมเพื่อพักผ่อนหย่อนใจเช่นกัน

วิถีชีวิตของคนที่นี่อาจจะดูไม่หวือหวาเต็มไปด้วยสีสัน เมื่อเทียบกับปลายทางท่องเที่ยวอื่นๆ แต่ก็มีเสน่ห์ความเงียบสงบเฉพาะตัวที่เหมาะแก่คนที่อยากพักผ่อน โดยเฉพาะเมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศบรูไนกว่า 30 ปี ผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงในยุคต่างๆ ของประเทศนี้

จากคำบอกเล่าทำให้เรารู้ว่า เมื่อครั้งที่มีการสร้างเมืองซึ่งเป็นผลจากการขุดพบแหล่งน้ำมันของประเทศนั้น มีคนไทยจำนวนมากเดินทางมาที่นี่เพื่อรับค่าตอบแทนจำนวนสูงลิ่วนั่นคือวันละ 600 บาท เมื่อกว่า 30 ปีก่อนในการทำงานด้านการก่อสร้าง และถึงแม้ว่าบรูไนจะเป็นประเทศมุสลิม แต่ก็เปิดกว้างแก่นักท่องเที่ยวทั้งเรื่องอาหารการกิน เครื่องดื่มที่หลากหลาย เพียงแต่ขอให้อยู่ในกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม

จนถึงทุกวันนี้สำหรับคนไทยที่สนใจจะมาเยือนบรูไน ก็ใช้เวลาเพียงแค่สองชั่วโมงกว่าๆ ก็จะเดินทางสู่หนึ่งในประเทศกลุ่มอาเซียน ที่มีวัฒนธรรมความเป็นอยู่แตกต่างไปจากเมืองไทย มีบ่อน้ำมัน มีทะเลสวยงาม มีป่าไม้ภูเขาที่ยังอุดมสมบูรณ์ ผู้คนมีชีวิตเรียบง่ายและเป็นมิตร

เมื่อพูดถึงอาหารการกิน เราได้รับคำบอกเล่าว่าบรูไนขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเล มีตลาดปลาที่มีของทะเลสดๆ ให้เลือกซื้อได้ทุกวันจากการทำประมงชายฝั่ง อีกทั้งราคาไม่สูงเมื่อเทียบกับเมืองไทย รวมถึงคนบรูไนยังนิยมบริโภคอาหารทะเลอีกด้วย แต่ขณะเดียวกันคนบรูไนก็นิยมชมชอบรสชาติของอาหารไทย ทำให้กิจการร้านอาหารไทยในประเทศบรูไนค่อนข้างมั่นคง

การได้เดินเที่ยวชมตลาดปลาที่ Jerudong ทำให้พวกเราได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของที่นี่ ความแตกต่างและความคล้ายคลึงกันของอาหารการกินและพืชผัก โดยเฉพาะเราได้รู้ว่าคนบรูไนนิยมทุเรียนไม่แพ้คนไทย แต่หากมาแล้วมีทุเรียนพันธุ์ Sulok ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมือง เนื้อทุเรียนสีแดงส้มให้ลิ้มลองและหาจากที่อื่นไม่ได้อีกด้วย

ปิดท้ายกันด้วยตลาดกลางคืน Gadong อีกหนึ่งแหล่งพักผ่อนหย่อนใจยามค่ำคืน เต็มไปด้วยของกินของใช้หลากหลายให้ได้เพลิดเพลิน ก่อนจะกลับไปพักผ่อนเก็บแรงเพื่อออกไปค้นพบประสบการณ์ใหม่ๆ ในประเทศบรูไนที่ยังมีเรื่องราวให้เรียนรู้ ในรายการโลก 360 องศา ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 HD เช้าวันอาทิตย์ เวลา 08.00-08.30 น.

คลองมหาสวัสดิ์ บานฉ่ำ สีบานเย็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573253

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

คลองมหาสวัสดิ์ บานฉ่ำ สีบานเย็น

โดย /ภาพ : กาญจน์ อายุ

จากคลองสีดำส่งกลิ่นเหม็นฉุน ทุกวันนี้ “คลองมหาสวัสดิ์” กลายสภาพเป็นคลองน้ำใสสดชื่น ซึ่งไม่ใช่แค่สายน้ำที่ฟื้นคืน เพราะชาวบ้านสองฟากฝั่งยังยืนได้ผ่านการท่องเที่ยว

คลองมหาสวัสดิ์ไม่ใช่คลองธรรมชาติ แต่เป็นคลองขุดอายุ 158 ปี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เดิมชื่อคลองมหาสวัสดี ขุดจากคลองบางกอกน้อยผ่านพุทธมณฑลและไหลออกไปยังแม่น้ำท่าจีน รวมระยะทาง 28 กม. เพื่อใช้เป็นเส้นทางลัดจากกรุงเทพฯ ไปสู่พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม และยังมีการสร้างศาลาพักทุกๆ 4 กม. ทั้งสิ้น7 หลัง หลังสุดท้ายตั้งอยู่ใน ต.มหาสวัสดิ์ เรียกกันว่า “บ้านศาลาดิน”

วันชัย สวัสดิ์แดง ชาวบ้านชุมชนศาลาดิน ผู้เป็นตัวตั้งตัวตีในการพัฒนาคลองและการท่องเที่ยว เล่าว่า แต่เดิมน้ำในคลองมหาสวัสดิ์บริเวณชุมชนเป็นน้ำเน่า มีสีดำ ส่งกลิ่นเหม็น และเต็มไปด้วยผักตบชวา

สาเหตุที่ทำให้น้ำเสียคือ ชาวบ้านผู้ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงคลองโดยไม่มีการบำบัด วันชัยจึงเริ่มแก้ปัญหาด้วยการแจกจ่ายถังดักไขมันให้ทุกครัวเรือน เพราะไขมันเป็นตัวการปิดผิวน้ำไม่ให้ออกซิเจนผ่าน ทำให้ปลาตายและตัวย่อยสลายจุลินทรีย์ก็เริ่มหมด จากนั้นก็เริ่มชักชวนชาวบ้านเก็บผักตบชวาเพื่อเกลี่ยทางให้น้ำระบายสะดวกและปล่อยให้แสงอาทิตย์ส่องถึง

“เวลาที่เราเรียกมันว่า สวะ มันจะไม่มีค่าเลย แต่เรารับซื้อผักตบชวาจากชาวบ้าน ให้ชาวบ้านเก็บผักตบชวาจากคลอง นำไปสับและตากแห้ง มาขายได้กิโลกรัมละ 20 บาท หลังจากนั้นเราจะนำผักตบไปผสมกับดิน ขี้เถ้า ขุยมะพร้าว กลายเป็นวัสดุปลูกกรอกใส่ถุง ขายถุงละ 10 บาท ซึ่งเงินที่ได้มาก็นำไปซื้อผักตบชวาจากชาวบ้าน และซื้อถังดักไขมันแล้วแจกจ่ายให้ชาวบ้าน เป็นการรักษาคลองโดยที่ชาวบ้านก็มีรายได้เสริมด้วย” วันชัย กล่าว

หลังจากจัดการกับสองต้นเหตุนี้อย่างต่อเนื่อง 4 ปี ต่อมาก็เริ่มเห็นผลคือ น้ำในคลองเปลี่ยนจากสีดำเป็นน้ำใส กลิ่นจางไป และสัตว์น้ำก็กลับมาแหวกว่ายอีกครั้ง ส่วนชาวบ้านก็ช่วยกันรักษาคลองจนเป็นกิจวัตร และยังมีการเก็บผักตบชวาที่ไหลมาตามน้ำอยู่ทุกสัปดาห์

เมื่อคลองสะอาดน่ามองก็อยากอวดให้คนข้างนอกมาชม วันชัย จึงริเริ่มเปิดการท่องเที่ยวชุมชนตั้งแต่ปี 2543 โดยนำวิถีชาวบ้านมาเป็นจุดขาย เลือกใช้วิธีล่องเรือไปตามคลองแล้วแวะขึ้นไปตามบ้านเพื่อเรียนรู้ตามสโลแกน “วิถีชุมชน คนมหาสวัสดิ์”

“ชุมชนบ้านศาลาดินมี 180 กว่าครัวเรือนที่อยู่ริมคลอง แต่เราเลือกมา 5 จุด ที่เป็นตัวแทนสะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวบ้าน ส่วนบ้านอื่นๆ สามารถนำพืชผลการเกษตรที่ปลูกเองนำมาขายที่ตลาดน้ำได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นประโยชน์กับชาวบ้านทุกคน” เขากล่าวเพิ่มเติม

นาบัว

จุดแรกที่เรือล่องไปคือ นาบัวลุงแจ่ม พื้นที่ปลูกบัวสัตตบงกชสีชมพู ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการไม่พอกิน เนื่องจากแต่เดิมชาวบ้านมีอาชีพทำนาปีละครั้งทำให้เกิดความยากจนและบางคนต้องขายที่ดินทำกินของตัวเอง เมื่อไม่พอกินชาวบ้านจึงเริ่มทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวทางของในหลวง รัชกาลที่ 9

อย่างนาบัวแห่งนี้เลือกปลูกบัวตามลักษณะภูมิสังคม เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึงจึงหันมาปลูกบัวและปลูกไม้ผลแซมบนคันนา ทำให้จากที่มีรายได้เป็นรายปีเปลี่ยนเป็นรายวัน เพราะสามารถเก็บบัวขายได้ทุกวัน วันละหลายพันบาท ตกเดือนละ 4-5 หมื่นบาททีเดียว

“ติ๋ว” ประไพ สวัสดิ์โต ลูกสาวของลุงแจ่ม เป็นรุ่นที่ 2 ที่สืบทอดนาบัวเล่าถึงกระบวนการเก็บบัวว่า ช่วง 06.00-10.00 น. จะลงเก็บดอกบัวตูมในนาบัว โดยในฤดูหนาวและฤดูฝนจะเก็บได้ 1,500 ดอก ส่วนฤดูร้อนจะเก็บได้มากกว่าคือ 3,000-4,000 ดอก ขายได้ดอกละ 4 บาท

จากนั้นช่วงบ่าย 13.00-15.00 น. จะมานั่งกำดอกบัว คือคัดไซส์ดอกบัวขนาดใหญ่ กลาง เล็ก แยกเป็นกำ กำละ10 ดอกแล้วห่อด้วยใบบัว หลังจากนั้นแม่ค้าจะมารับถึงบ้านเพื่อไปส่งที่ปากคลองตลาด พอตกเย็น 17.00-18.00 น. ดอกบัวจากนาบัวลุงแจ่มจะถูกนำไปวางขายเป็นที่เรียบร้อย

ส่วนกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว คนที่พายเรือได้ ป้าติ๋วก็ใจดีให้ยืมเรือลงไปพายชมดอกบัวใกล้ๆ ส่วนคนที่นั่งชมวิวอยู่บนศาลากลางน้ำจะมีคอร์สสอนพับกลีบบัว โดยระหว่างที่จับจีบอยู่นั้นป้าติ๋วเล่าต่อว่า เธอมีพื้นที่ทำเกษตรอยู่ 20 ไร่ แบ่งมาทำนาบัว 15 ไร่ ซึ่งนอกจากจะปลูกบัวยังเลี้ยงปลาไว้กินและเก็บขาย

นอกจากนี้ ยังทำชาเกสรดอกบัวรสหวานชื่นใจขายขวดละ 10 บาท ทำเป็นชาถุงพร้อมดื่มขายกล่องละ 150 บาท ขายดอกบัวดอกละ 4 บาท ขายใบบัวใบละ 1 บาท ส่วนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาป้าติ๋วจะได้หัวละ 10 บาทจากเจ้าของเรือที่พามาเที่ยว

“การท่องเที่ยวยั่งยืนได้ ก็เพราะว่าถ้าไม่มีนักท่องเที่ยวมา ป้าติ๋วก็ยังเก็บบัวของเขาไปตามปกติ ป้าทำอาชีพของเขา แต่เพียงแค่เข้ามาอยู่ในระบบจัดการการท่องเที่ยว ดังนั้นใครจะมาตอนไหน ก็มีนาบัวให้ดู มีป้าติ๋วคอยสาธิตและให้ความรู้หรือถ้าป้าไม่อยู่ก็มีรุ่นหลานที่ตอนนี้เรียนจบมาสืบต่อเป็นรุ่นที่สามต่อแล้ว การท่องเที่ยวแบบนี้จึงมีความสุข ป้าติ๋วมีความสุขที่ได้รายได้ และนักท่องเที่ยวก็มีความสุขที่ได้เห็นอะไรใหม่ๆ” วันชัย กล่าวและร่ำลาเจ้าของบ้าน เพราะถึงเวลาลงเรือไปต่อแล้ว

นากล้วยไม้

เรือลำเดิมลัดเลาะจากลำคลองเล็กๆ หน้าบ้านป้าติ๋วออกไปยังคลองมหาสวัสดิ์ และมุ่งหน้าผ่านวัดสุวรรณาราม วัดที่ถูกสร้างขึ้นพร้อมกับคลอง ตรงไปยังท่าน้ำหน้า “สวนกล้วยไม้ป้าสร้อย” ถามว่าคนไหนป้าสร้อย วันชัยตอบว่า ป้าสร้อยไม่อยู่ แต่สวนกล้วยไม้ไม่มีประตูสามารถเดินเข้าไปถ่ายรูปได้เลย

ส่วนค่าเข้าชมหัวละ 10 บาทตามที่ตกลงกันไว้ วันชัยจะจดลงบัญชีและรวบรวมให้ป้าสร้อยเอง

สวนกล้วยไม้แห่งนี้จึงเป็นสถานที่สำหรับถ่ายภาพโดยเฉพาะ สำหรับข้อมูลคร่าวๆ จะมีให้อ่านอยู่ตรงทางเข้า อธิบายว่า ภายในสวนมีแปลงปลูกกล้วยไม้หลายสายพันธุ์ ทั้งสกุลหวายและสกุลม็อคคาร่า

โดยเฉพาะกล้วยไม้ตระกูลม็อคคาร่าเป็นสายพันธุ์ยอดนิยม ดอกมีสีสดทั้งเหลือง ส้ม ชมพู และม่วง รวมถึงยังมีพันธุ์ทัศนีย์ กล้วยไม้สกุลหวายสีม่วงสด ดอกใหญ่ มีช่อยาว กลีบอวบ และกลมกว่า เป็นเอกลักษณ์ของชาวมหาสวัสดิ์

“ท่องเที่ยวคลองมหาสวัสดิ์ไม่มีโลว์ไม่มีไฮซีซั่น และเปิดตลอด 365 วัน จนถึงวันนี้ป้าติ๋วเปิดบ้านมา 18 ปีแล้วยังไม่เคยปิด สวนกล้วยไม้ก็ไม่เคยคิดจะสร้างประตูกั้น ถ้าผ่านไปผ่านมาก็แวะเข้าไปถ่ายรูปได้ เขาไม่ห่วง แค่อย่าไปเด็ดดอกไม้ของป้าเขาก็พอ” วันชัย กล่าวต่อ

“เราเปิดท่องเที่ยวชุมชนมา 18 ปี ตอนใหม่ๆ มีนักท่องเที่ยวมาน้อยมาก น้อยขนาด 3 เดือนเรือถึงจะได้ออก แต่เพราะเราไม่ได้นำการท่องเที่ยวเป็นตัวตั้ง แต่เราทำไปเรื่อยๆ ทำจนมีคนเห็น มีคนรู้จัก จนวันนี้ลุงๆ ป้าๆ วิ่งเรือได้วันละ 2 รอบ มีนักท่องเที่ยวมาชุมชนวันละ 300-400 คน ชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม โดยที่ไม่ต้องออกไปหางานนอกชุมชน และไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อรองรับใคร”

สำหรับนักท่องเที่ยวมีค่าบริการเรือลำละ 350 บาท (นั่งได้ 6 คน) และค่าทริปท่องเที่ยวอีกคนละ 100 บาท รวมที่เที่ยว 5 จุด ได้แก่ นาบัวและนากล้วยไม้อย่างที่เล่าไป ส่วนอีก 3 จุด คือ การสาธิตทำข้าวตัง บ้านฟักข้าว และสวนลุงบุญเลิศ คงต้องเก็บไว้เล่าในฉบับต่อไป รับรองว่าคลองมหาสวัสดิ์ยังมีอะไรให้เซอร์ไพรส์มากกว่าดอกไม้แน่นอน

Festive 2018 Carrot Cake

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573159

  • วันที่ 07 ธ.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

Festive 2018 Carrot Cake

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ใกล้ช่วงเทศกาลแบบนี้หลายๆ ครอบครัว ออฟฟิศ โรงเรียน มักจะมีงานปาร์ตี้เล็กๆ ฉลองกันในกลุ่มทั้งกลุ่มใหญ่ กลุ่มเล็ก กลุ่มย่อย รูปแบบงานเลี้ยงที่น่าจะได้รับความนิยมที่สุดน่าจะเป็น Potluck Party สมัยก่อนต่างคนต่างเอาอาหารที่ตัวเองทำมาร่วมงาน ยิ่งสมัยเรียนหนังสืออยู่หอพักนักเรียน ทุกคนมีครัว มีหม้อเป็นของตัวเอง ช่วงรวมตัวฉลองแบบนี้คิดถึงอาหารไทยก็ทำเป็นอาหารไทยมากินด้วยกัน สูตรใครเด็ดจริงๆ ต้องมีเกลี้ยงหม้อ ถือเป็น Potluck ที่โชคดี เพราะเพื่อนกินกันหมดเป็นคนแรก

สูตรเด็ดของผู้เขียนถ้าไปบ้านคนไทย คือ ต้องทำหมูปิ้งพร้อมน้ำจิ้มแจ่ว ถ้าไปบ้านฝรั่งที่มีเพื่อนชาวต่างชาติเยอะๆ ถ้าเราทำแกงเขียวหวานไก่ไป หุงข้าวไปด้วยสักหน่อย เชื่อได้เลยว่าหม้อแกงเขียวหวานของเรา เป็นหม้อแรกของ Potluck ที่กินกันหมดเกลี้ยง ถ้าไปงานเลี้ยงที่มีเพื่อนญี่ปุ่นหรือจีนเยอะๆ ต้องทำยำวุ้นเส้นไป ทั้งซอยทั้งหั่นต้นหอมและเซเลอรี่ใส่ลงไปด้วย ทำให้รสจัดหน่อยๆ เพื่อนซู้ดกันซี้ดซ้าด แสนจะภูมิใจของเราหมดหม้อก่อนเป็นคนแรก รีบเข้าครัวล้างหม้อใส่ถุงกลับบ้านด้วยความดีใจ แล้วเพื่อนก็พูดถึงอาหารของเราไปตลอดช่วงต้นปีที่โรงเรียน เรียกว่ายืดได้ด้วยฝีมือครัวและหลักมาร์เก็ตติ้งเล็กๆ ที่แอบคิดตามคนกิน

พอเริ่มมาเรียนทำอาหารอย่างเป็นล่ำเป็นสัน คราวนี้เวลาเพื่อนจัดงานปาร์ตี้ต่างโชว์ฝีมือการทำขนม ไปปาร์ตี้เพื่อนที่เรียนทำอาหารด้วยกัน เรียกว่าอวดประชันฝีมือกันสุดฤทธิ์ ถ่ายรูปออกมาเหมือนงานบุฟเฟ่ต์ขนม สมัยก่อนไม่มีโซเชียลเน็ตเวิร์กไม่งั้นคงได้ “อัพรูป” แข่งกันตั้งแต่เริ่มทำที่บ้าน ตอนนี้ผู้เขียนก็ติดนิสัยนี้มาเหมือนเดิม ถ้าได้ไปงานปาร์ตี้ที่รู้จักหรือสนิทกัน ผู้เขียนก็ชอบทำขนมนิดๆ หน่อยๆ ติดมือไปด้วย เนื่องจากเป็นคนคุยไม่ค่อยเก่งเลยได้หัวข้อขนมที่ทำไปนั่นแหละเป็นตัวเริ่มต้นบทสนทนา

สูตรที่ใช้บ่อยๆ คือ เค้กแครอตสูตรนี้ ทำได้ง่ายๆ ใช้เวลาไม่นานนักออกมาอร่อยใช้ได้และไม่ทำให้ขายหน้า คอลัมน์ของเราห่างหายจากขนมไปหลายเดือน กลับมาคราวนี้เชื่อว่าไม่ทำให้คุณผู้อ่านแฟนคอลัมน์ผิดหวังกับสูตรเค้กแครอตสูตรนี้ โชคดีของผู้เขียนที่ไม่มีร้านอาหารหรือร้านขนมเป็นของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องกั๊กสูตรปิดบังเคล็ดลับอะไรให้เวียนหัว สูตรนี้เชื่อว่าแฟนเค้กแครอตน่าจะไว้ใจเอาเป็นสูตรเด็ดเก็บเอาไว้แน่นอน

เค้กแครอตแต่ละสูตรเหมาะสำหรับพิมพ์แต่ละชนิด เพราะด้วยเวลาในการอบที่ยาวนานต่างกันในพิมพ์ขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดเล็กมีผลกับรสชาติเค้กในระดับหนึ่ง สำหรับสูตรนี้เหมาะสำหรับพิมพ์ที่มีขนาดไม่ลึกจนเกินไป ถ้าไม่ลึกเกิน 2.5 นิ้ว ถือว่าโอเคสำหรับสูตรนี้ จะได้ระดับความฉ่ำของเค้กที่พอเหมาะไม่แห้งและไม่แฉะจนเกินไป ได้รสชาติที่กลมกล่อม พิมพ์เหมาะสำหรับสูตรนี้ที่สุด คือ พิมพ์มัฟฟิ่นขนาดกลางค่อนไปถึงเล็ก แบบนี้จะได้ขนมที่ออกมาอร่อยกว่าพิมพ์มัฟฟิ่นขนาดใหญ่ๆ ที่ตรงกลางจะมีกลิ่นไม่หอมเท่าโดยรอบ หรืออาจจะใช้ถาดอบที่ลึกไม่เกิน 2 นิ้ว เพื่อให้เมื่อรับประทานเค้กแล้วได้ความหอมของ Crumb หรือผิวที่อบขนมด้านบนที่หอมเท่าๆ กันทั้งชิ้น

วิธีทำแครอตเค้กสูตรนี้ ถ้ามีเครื่องตีไข่ เริ่มจากตีไข่กับน้ำตาลให้ฟูเป็นสายแล้วจึงเติมน้ำมันพืชลงไปให้เกิดเป็น Emulsion ที่ไม่แยกชั้น แต่ถ้าไม่มีเครื่องตีไข่ ไม่ต้องกังวลเพราะผู้เขียนใช้ตะกร้อมือทดลองทำสูตรเดียวกันนี้ตีไข่ไก่และน้ำตาลทรายให้เข้ากันแล้วค่อยๆ รินน้ำมันพืชลงไปเป็นสายอย่างช้าๆ ขอแค่น้ำมันพืชไม่แยกชั้นกับไข่อย่างชัดเจนก่อนจะเริ่มเติมแครอตกับแป้ง เค้กออกมามีความเบาฟูต่างกันก็จริง แต่รสชาติและความฉ่ำไม่ต่างกันมาก จึงเป็นสูตรที่ไม่ตายตัวว่าต้องใช้เครื่องตีไข่เสมอไป ขอแค่น้ำมันไม่แยกเป็นชั้นหนาๆ รับรองว่าเค้กกินได้อร่อยแน่

การเลือกสิ่งละอันพันละน้อยในเค้กแครอตก็สำคัญและถือว่าใส่ใจให้เค้กอร่อย อย่างแครอตที่เลือกมาต้องขอพันธุ์ที่หวานและไม่เหม็นเขียว เรียกว่าถ้าต้มออกมาแล้วอร่อยใช้ได้ถึงจะผ่านสำหรับการนำมาขูดเป็นส่วนผสมในเค้กแครอต ส่วนลูกเกดผู้เขียนก็ไม่ปล่อยผ่าน ชอบเอามาต้มในน้ำเล็กน้อยพอให้นุ่มๆ แล้วเติมเหล้ารัมลงไปนิดหน่อย หรือถ้าหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์แนะนำเป็นกลิ่นวานิลลาก็ทำให้หอมอร่อยขึ้น ส่วนผสมแก้เลี่ยนเครื่องเทศในเค้กแครอตคงจะเป็นตัวสับปะรดกระป๋องที่เลือกมาสร้างสมดุลให้รสชาติ

สำหรับเครื่องเทศผู้เขียนปรับลดให้เข้ากับลิ้นคนไทยมากขึ้น ไม่หนักลูกจันทน์ป่นหรือกานพลูมากไป จึงทำให้ได้กลิ่นหอมที่ไม่แรงมากนัก ร่อนรวมกับส่วนผสมแป้งได้เลยให้กระจายตัว

สูตรเด็ดที่ขาดไม่ได้ของเค้กแครอต คือ ครีมชีสด้านบน เรียกว่าใครที่ไม่ชอบกินเค้กแครอตแต่มักจะยอมกินเพราะมีครีมชีสก็เคยเจอมาแล้ว ครีมชีสสูตรนี้เป็นสูตรง่ายๆ ที่ได้ความช่วยเหลือในด้านเนื้อสัมผัสจาก Sour Cream มาช่วยโอบรัดเอาครีมชีส เนยและไอซิ่งเข้าไว้ด้วยกันเป็นอย่างดี ช่วยให้ Frosting ของเราละมุนขึ้นมาก

เค้กแครอตสูตรนี้ผู้เขียนเก็บที่อุณหภูมิห้องได้ถึง 4-5 วัน โดยรสชาติยังดีอยู่ ถ้าอยากเก็บนานกว่านี้แนะนำว่าเข้าตู้เย็นในภาชนะปิดสนิทจะดีที่สุด และจะอร่อยที่สุดหลังจากทำเสร็จแล้ว 1 วัน เรียกว่าละมุนเข้าที่กว่าอบเสร็จใหม่ๆ ไม่เชื่อก็ต้องลอง

ฟาเวล่า แสงสีแห่งค่ำคืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573157

  • วันที่ 07 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ฟาเวล่า แสงสีแห่งค่ำคืน

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ฟาเวล่า (Favela) ไนต์คลับแห่งใหม่ในย่านทองหล่อ ณ ที่แห่งนี้จะช่วยเติมเต็มแสงสี และความสุขดีๆ แห่งค่ำคืน ชนิดที่ไม่อยากหลับอยากนอนกันทีเดียว

ฟาเวล่า ก่อตั้งโดยพอลโล่ อดีตนักเตะไทยลีกชาวบราซิล ที่หลงรักประเทศไทยอย่างเต็มเปา โดยได้แรงบันดาลใจจากความงามของย่านฟาเวล่า ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองริโอเดอจาเนโร ในประเทศบราซิล ที่ผสมผสานศิลปวัฒนธรรมที่น่าหลงใหล และแนวดนตรีสไตล์เร็กเก้ บวกกับกลิ่นอายสมัยใหม่ในแบบลาติน ผสานกับบรรยากาศแสนลึกลับน่าค้นหา และเป็นสิ่งเติมเต็มความสุขแห่งค่ำคืนของผู้คนที่ได้เข้าไปสัมผัส

ความสนุกสนานยังคงอยู่ แต่ฟาเวล่าที่บ้านเราจะเน้นออกแบบอย่างโมเดิร์น ตกแต่งด้วยสีขาวล้วนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพื้น ผนัง บาร์ หรือกระทั่งเฟอร์นิเจอร์ เพิ่มลูกเล่นและความสนุกสนานด้วยแสงไฟไฟหลากสีสัน ที่เปลี่ยนจังหวะไปตามเสียงเพลงสไตล์เร็กเก้ เออร์เบิน และลาติน ที่หาฟังได้ไม่ง่ายนักในบ้านเรา

บรรยากาศร้านแบ่งเป็นหลายโซน ทั้งโซนวีไอพี ที่มีโซฟาสีขาวนวลขนาดใหญ่ให้นั่งนอนเอกเขนกกันได้เต็มที่ โซนนั่งรวมกันเป็นส่วนตัว ที่มีโซฟายาวให้นั่งเมาท์มอยกับเพื่อนฝูงอย่างสนุกสนาน และโซนยืนดริงก์ที่เหมาะกับบรรดาเท้าไฟที่ชอบโชว์สเต็ปและลีลาแบบไม่มีถอย นอกจากนี้ยังมีระเบียงด้านนอกที่สามารถมองเห็นบรรยากาศถนนทองหล่ออันคึกคัก

เครื่องดื่ม นอกจากไวน์ แชมเปญ เบียร์ ชนิดต่างๆ ที่ขนมาเอาใจแบบไม่อั้นแล้ว ที่นี่ยังมีดีที่มีค็อกเทลซิกเนเจอร์ของทางร้าน ที่ได้มิกซ์โซโลจิสต์จากสิงคโปร์มาดูแลอย่างเต็มใจ นอกจากนี้ยังมีสแน็กสไตล์บราซิลเอาไว้รองรับอีกด้วย

เริ่มต้นแก้วแรกแห่งค่ำคืนด้วย Favela Magarita ที่มีส่วนผสมของเตกีลา ทริปเปิ้ลเซค เสาวรส น้ำมะนาว ไข่ขาว ซินนามอน และไซรัป แล้วท็อปปากแก้วด้วยซินนามอน เกลือ และผงปาปริก้า ต่อด้วย Favela Holy Mary ที่มีส่วนผสมของวอดก้า เกลือ พริกไทย มะเขือเทศ เชอร์รี่สด ใบโหระพา น้ำมะนาว ไซรัป ทาบาสโก้ ซอส Perrin และน้ำส้ม

แก้วนี้อย่าลืมเรียกหา Salted Orange Daiquirl ที่มีส่วนผสมของรัม น้ำเชื่อมส้ม น้ำมะนาว และไข่ขาว ผสมรวมกัน

ฟาเวล่า ตั้งอยู่ชั้น 2 อาคาร The Opus Building ซอยทองหล่อ 10 เปิดบริการทุกวันอังคาร-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 21.00 น.เป็นต้นไป โทร.09-3421-1991, Facebook.com/FAVELABANGKOK, http://www.favelabangkok.com

ร้านหัวสะพาน อาหารดีที่ อ.บ่อเกลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573158

  • วันที่ 07 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ร้านหัวสะพาน อาหารดีที่ อ.บ่อเกลือ

เรื่อง : ชายโย

หากคุณมีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยว อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ในชุมชนเล็กๆ ที่ประกอบอาชีพทำบ่อเกลือสินเธาว์ คุณจะพบกับร้านหัวสะพาน ร้านอาหารสุดแนวที่นำเสนอเมนูแซ่บๆ ของอาหารเหนือ ที่ชวนให้นักผจญทางเขา เมาทางโค้งได้มาลิ้มลอง รสชาติความเผ็ดอร่อย

เมนูเด็ดไก่เมาโค้ง ไก่บ้านเนื้อแน่นออกทางเหนียวนิดๆ ตามสไตล์เนื้อไก่บ้าน ผัดพริกใสเครื่องเทศเพิ่มความร้อนแรงเผ็ดแต่อร่อย จนสมองตื่นกันเลยทีเดียว ตามด้วยแกงส้มต้มยำ แกงส้มต้มยำชื่อและหน้าตาดูคล้ายแกงส้มแต่รสชาติมีความเป็นต้มยำสูง มีมะเขือเทศ เครื่องเทศ และหมูติดกระดูก ซดน้ำร้อนๆ อร่อยแซ่บจัดจ้านดี

ที่ขาดไม่ได้เลยทุกครั้งที่เดินทางมาเที่ยวต่างจังหวัด ต้องหารับประทานผักท้องถิ่นที่หาเมนูแบบนี้ได้ยากในกรุงเทพฯ อย่างผัดฟักแม้วและผัดผักกูด

อีกเมนูที่นิยมก็คือปลานิลราดซอสมะขาม ปลานิลทอดจนสุกกรอบ ราดซอสมะขามรสชาติออกทางหวานนำเปรี้ยวตาม เป็นเมนูเด่นประจำร้านที่แทบทุกโต๊ะต้องมี ตามด้วยน้ำพริกมะแขว่น มะแขว่น หรือพริกหอมเป็นพืชท้องถิ่นทางภาคเหนือ มีกลิ่นหอมแต่ให้รสเผ็ดเหมือนพริก สามารถนำมาประกอบอาหารแทนพริกได้ ใช้ในหลายเมนูของชาวเหนือ โดยเฉพาะเมนูที่ต้องการดับกลิ่นคาวของเนื้อ เช่น ลาบหมู แกงอ่อม ผัดเผ็ดต่างๆ ก็ใช้มะแขว่น พอนำมาเป็นน้ำพริกก็ให้รสชาติเผ็ดอร่อย เหมาะกับการรับประทานกับผักสดต่างๆ

บรรยากาศร้านหัวสะพานเป็นร้านเล็กๆ ตั้งอยู่ริมเขาและลำธาร บรรยากาศธรรมชาติสงบร่มรื่น เส้นทางไป อ.บ่อเกลือ ค่อนข้างลำบากไปสักหน่อย แต่เมื่อถึงแล้วคุณจะพบกับความสงบกลางป่าเขาและร้านหาอาหารพื้นเมืองที่ชวนให้รับประทาน เช่น ร้านหัวสะพานแห่งนี้ ร้านเปิดเวลา 09.00-21.30 น. สอบถามเส้นทางได้ที่โทร. 09-6798-9119

ไปเติมพลังบวกที่ ริ คาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573151

  • วันที่ 07 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

ไปเติมพลังบวกที่ ริ คาเฟ่

เรื่อง/ภาพ ฟร็อกกี้ลิเชียส

คาเฟ่ขนาดกะทัดรัดในซอยลาดพร้าว 18 (แยก 3) ที่บรรจุและเต็มไปด้วยความสดใสของของเล่นนานาชนิด ในทุกๆ มุมของร้าน ที่มาจากของสะสมและบุคลิกของเจ้าของผู้บุกเบิกและชื่อเดียวกับคาเฟ่ อย่าง (มา)ริ ครีเอทีฟสาวแห่งจี วิลเลจ ที่ต้องการให้คาเฟ่แห่งนี้เป็นมากกว่าร้านกาแฟหรือร้านอาหาร หากเป็นสถานที่เติมเต็มความสุข ความฝัน ที่มาเติมพลังบวกสำหรับคนที่อาจจะกำลังเหนื่อยล้าหมดกำลังใจ หรือท้อแท้

ริ คาเฟ่ (Ri Cafe) แค่เพียงเข้ามาก็มีรอยยิ้มและความสดใส โดยเฉพาะความสดใสจากเจ้าของร้านที่สแตนด์บายคอยต้อนรับด้วยรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งพร้อมจัดเตรียมแต่งเทรย์อาร์ต (Tray Art) ให้เข้ากับบุคลิกของลูกค้าทุกคนที่สั่งเครื่องดื่มแบบเทเลอร์เมด (Tailor-Made) ด้วยอุปกรณ์และของเล่นในร้าน ทำให้ถาดเครื่องดื่มของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันเลย งานนี้สนุกทั้งลูกค้าและเจ้าของร้านสุดครีเอทีฟ

ด้วยความเป็นครีเอทีฟ ร้านนี้จึงไม่เน้นความเป็นอาหารเครื่องดื่มที่จริงจัง แต่นำเสนอผ่านไอเดียคอนเซ็ปต์ของร้านเป็นเมนูธรรมดาที่ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะบรรดาขนมต่างๆ ที่ต้องมีรูปลักษณ์แบบครีเอทีฟ เช่น ขนมก้อนเมฆ ที่สื่อถึงดินแดนแห่งความฝัน เค้กดูเดิ้ล น่ารักๆ หลากสี เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของของเล่นในร้าน หรือขนมในช่วงต้อนรับเทศกาล อย่างคริสต์มาส ที่เป็นตัวแทนของซานตาคลอส มนุษย์หิมะ และอื่นๆ ที่ผ่านการออกแบบให้ดูน่ารักๆ เข้ากับรูปแบบของร้าน

ในส่วนของขนม ยังมีให้เลือกหลากหลาย เป็นกลุ่มอาหาร Friends of Ri คือเพื่อนๆ ที่ทำขนมอร่อย และทางริ คาเฟ่ เสนอไอเดียให้ทำมาเสิร์ฟในสไตล์ของที่นี่ ในอนาคตจะมีไอศกรีมโฮมเมดที่กำลังพัฒนาทั้งหน้าตาและรสชาติให้นำมาเสิร์ฟแบบ Exclusively at Ri Cafe อีกด้วยเครื่องดื่มมีเมนูกาแฟไลน์เอสเปรสโซ่ อย่างอเมริกาโน่ ลาเต้ และเฮฟวี่ลาเต้ รวมทั้งโกโก้ร้อนและเย็น รสชาติไม่เข้มไม่อ่อนเกินไป ใครชื่นชอบเครื่องดื่มสดชื่นๆ เขามีโซดา อย่างแมงโก้พีช และเลมอนมินต์ ที่อาศัยของสดๆ จริงๆ ไม่ใช่น้ำเชื่อม เครื่องดื่มสีพาสเทลน่ารักๆ นมใบเตย หรือมอคค่ามินต์ ก็น่าทดลองดื่มในวันร้อนๆ หรือจะลองม็อคเทลคอฟฟี่ กาแฟอเมริกาโน่เย็นใส่จิงเจอร์เอล ฟังดูแล้วไม่น่าอร่อย แต่ก็เข้ากันได้ดีนะ

ที่สำคัญ เมื่อเสิร์ฟมาในเทรย์อาร์ต แบบเทเลอร์เมด ที่จัดมาตามบุคลิกของแต่ละคน มันช่วยเสริมให้รสชาติของเครื่องดื่มดีขึ้นอีก ใครที่หิวมา ริ คาเฟ่ ก็ยังมีอาหารจานเดียวง่ายๆ พวกแซนด์วิช พาสต้า และข้าว ที่ออกแบบเมนูไว้โดยเชฟมืออาชีพ คอยให้บริการด้วย โดยเฉพาะ แซนด์วิช และพาสต้า ที่เสิร์ฟมาพร้อมขนมปังที่ทางร้านทำเองจากข้าวมะลินิลสุรินทร์ ขนมปังอร่อยมาก และยังดีกับสุขภาพอีกด้วย

ช่วงนี้เป็นธีมคริสต์มาส เครื่องดื่มและอาหารก็จะน่ารักๆ เข้าไปอีก ใครจะไปนั่งเล่นของเล่นที่ร้าน หรือนำของเล่นไปเล่นกับของเล่นที่ร้าน โพสท่าถ่ายภาพน่ารักๆ ทำได้สบายเลยจ้า ริ คาเฟ่ ลาดพร้าว 18 (แยก 3) เปิดบริการทุกวัน (เว้นวันจันทร์) วันอังคาร-ศุกร์ เวลา 09.00-21.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.30-21.30 น. ที่ชั้น 2 มีแกลเลอรี่แสดงผลงานน่ารักๆ ด้วย โทร. 08-9354-2999