ให้ความอร่อยสุดพิถีพิถัน ‘กระเช้าของขวัญอีทไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573153

  • วันที่ 07 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

ให้ความอร่อยสุดพิถีพิถัน ‘กระเช้าของขวัญอีทไทย’

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

เทศกาลแห่งความสุขกำลังจะมาถึง อีทไทย (Eathai) ที่สุดแห่งอาณาจักรอาหารไทย ขอส่งความปรารถนาดีในปีใหม่นี้ ด้วยกระเช้าที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน และเปี่ยมด้วยความหมายอันเป็นสิริมงคล เพื่อเป็นตัวแทนส่งความสุขและความปรารถนาดี ตั้งแต่วันนี้-31 ม.ค. 2562ปีใหม่นี้ให้กระเช้า Eathai เป็นตัวแทนส่งความสุขและความปรารถนาดี ด้วยความหมายอันเป็นสิริมงคลที่บรรจุในกระเช้าทางมะพร้าวสานสวยงาม รูปแบบสวย เก๋ ไม่เหมือนใคร

ไม่ว่าจะเป็น “กระเช้าทองเฟื่องฟู” ประกอบด้วยขนมไทยสีทองความหมายเป็นมงคล อย่าง ขนมทองเอก เสน่ห์จันทน์ ดาราทอง หรือจะเป็น “กระเช้าลูกชุบเสวย” สีสันสวยงาม พร้อมด้วยลูกชุบคละแบบกว่า 150 ชิ้น ซึ่งนิยมใช้เมื่อผู้ใหญ่มอบขนมให้กับผู้น้อย เพื่อแทนความหมายถึงความรักและเอ็นดู หรือจะเลือกส่งมอบความปรารถนาดีด้วย “กระเช้ารวมมิตรความสุข” หลากหลายขนมไทยรสชาติดี 14 ชนิด จัดเรียงบนกระเช้าขนาด 12 นิ้ว สวยงาม แล้วยังมี “กระเช้ามะม่วงสีทอง” คัดสรรมะม่วงน้ำดอกไม้คุณภาพดี ผลสวย บรรจุจำนวน 8 ลูกในกระเช้าทางมะพร้าวสาน

นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกกระเช้าในสไตล์ที่เป็นคุณกับกล่องไม้ไผ่สาน ที่มีทั้งไซส์ เล็ก กลาง ใหญ่ ให้คุณได้เลือก พร้อมกับขนมไทยมงคลในแบบของคุณ กว่า 15 ชนิด อาทิ ดาราทอง กระเช้าสีดา ฝอยทองกรอบ เสน่ห์จันทน์ และสัมปันนี เติมเต็มรสชาติคาว-หวาน ไม่เหมือนใคร กับกระเช้าน้ำพริก ที่มีน้ำพริกให้เลือก 2 ชนิด ทั้งน้ำพริกแกงไตปลา และน้ำพริกแกงเหลือง หรือจะเลือกเติมความหวานให้คนที่คุณรักด้วยน้ำผึ้ง ที่อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์ บรรจุในกระติ๊บไม้ไผ่สานสวยเก๋ ใครได้ไปเป็นต้องปลื้ม และสวยแปลกตาไม่เหมือนใครกับ กล่องไข่เค็มเพนต์ลาย ไข่เค็มคุณภาพดี เพนต์ลายสวยงามจำนวน 8 ลูก รับรองใครได้ไปก็เป็นต้องปลื้ม

พิเศษสุด วันนี้-31 ม.ค. 2562 ที่ อีทไทย ชั้น LG ศูนย์การค้า เซ็นทรัลเอ็มบาสซี สั่งจองล่วงหน้าหรือบริการเดลิเวอรี่ โทร. 02-160-5995 หรือ LINE: @eathaibycentral

ฮ่องกง ฟิชเชอร์แมน อร่อยตำรับฮ่องกงแท้ๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573156

  • วันที่ 07 ธ.ค. 2561 เวลา 11:30 น.

ฮ่องกง ฟิชเชอร์แมน อร่อยตำรับฮ่องกงแท้ๆ

เรื่อง : วราภรณ์ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

ใครหลงเสน่ห์อาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง ขอแนะนำให้มาลิ้มลองอาหารตำรับฮ่องกงแท้ๆ ปรุงโดยเชฟชาวฮ่องกง ชาน ยิ้ว แลม วัย 64 ปี Executive chinese chef group hong kong fisherman group ของห้องอาหาร “ฮ่องกงฟิชเชอร์แมน” สาขาอิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นร้านอาหารสไตล์ฮ่องกงขนานแท้ที่เปิดให้บริการมาก้าวเข้าสู่ปีที่ 14 แล้ว ภายใต้การบริหารงานของบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมนเนจเม้นท์ โดยผู้บริหารของที่นี่หลงใหลความอร่อยของร้านอาหารจีนฮ่องกง จึงเฟ้นหาเชฟมีอหนึ่งมาประจำที่ฮ่องกงฟิชเชอร์แมนแห่งนี้ ซึ่งมีการตกแต่งร้านเหมือนเรือดำน้ำ มีอาหารหลากหลายเมนูอาหารให้เลือกสรรมากกว่า 200 เมนู เช่น เมนูเรียกน้ำย่อยอะลาคาร์ต อาทิ ติ่มซำที่เชฟห่อและนึ่งสดใหม่ในทุกๆ วันกว่า 50 เมนูไปจนถึงของหวานสไตล์ฮ่องกง

กินภายใต้บรรยากาศของร้านจำลองมาจากท่าเรือวิกตอเรีย ประเทศฮ่องกง ภายในร้านเพิ่งตกแต่งใหม่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมที่โอ่อ่ากว้างขวางพร้อมกับการตกแต่งสไตล์โมเดิร์นไชนิชด้วยวัสดุไม้ ผสมผสานการตกแต่งที่มีกลิ่นอายสไตล์จีนในยุคเซี่ยงไฮ้โบราณ โดยมีเชฟชาวฮ่องกงที่มีประสบการณ์ด้านการทำอาหารสไตล์จีนกวางตุ้งมานานกว่า 40 ปี ได้รังสรรค์วัตถุดิบชั้นเลิศมาปรุงแต่งหลากหลายเมนูความอร่อยให้แขกได้ลิ้มลองโดยที่ไม่ต้องบินไปไกลถึงฮ่องกง

เมนูที่ใครมาที่ฮ่องกงฟิชเชอร์แมนแล้วต้องสั่ง เช่น เมนูติ่มซำ 3 ชนิดบรรจุในจานเดียวกัน ได้แก่ ฮะเก๋ากุ้งปิดแผ่นทอง ขนมจีบหมูบดโรยหน้าด้วยไข่กุ้งสีสันสวยงาม และขนมจีบกุ้งท็อปปิ้งด้วยไข่ปลาคาเวียร์ โดยไข่ปลาคาเวียร์นำเข้าจากรัสเซีย เมนูนี้สมัยโบราณรังสรรค์เพื่อนำขึ้นถวายฮ่องเต้ของจีนเชียวนะ จึงถือเป็นเมนูชั้นสูงเพราะเลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุด หากินได้เฉพาะห้องอาหารใหญ่ๆ บนโรงแรมห้าดาวและที่นี่ เมนูอีกหนึ่งที่ห้ามพลาด คือ “ฟองเต้าหู้สอดไส้กุ้งทอด” เป็นติ่มซำที่ไส้ด้านในประกอบไปด้วยเนื้อกุ้งสด แครอต เห็ดหอม ต้นหอม มันกุ้ง ห่อบางๆ ด้วยฟองเต้าหู ชุปแป้งมันให้แห้งนิดหน่อยแล้วทอดในไฟพอดีๆ 4 นาที ให้มีสีเหลืองทอง กินกุ้งเต็มๆ คำ เมนูติ๋มซำทำกันสดๆ ทุกวันแบบโฮมสไตล์ฮ่องกง เมนูติ่มซำมีบริการตั้งแต่ 11.00-15.00 น.เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีเมนูขึ้นชื่อได้แก่ “เป็ดปักกิ่ง” หนังกรอบ หอมนุ่ม ที่นี่มีกรรมวิธีที่พิเศษสามารถทำให้เป็ดเชอร์รี่น้ำหนักตัว 2.7 กิโลกรัมเป็นอย่างน้อยผิวหนังจะไม่มัน เนื้อนุ่ม วิธีการเป่าด้วยลมเย็นจะทำให้หนังเป็ดกรอบแต่นุ่มด้านใน โดยเป่าเย็นอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อให้เป็ดหนังตึง พอผิวหนังแห้งเต็มที่เชฟค่อยนำมาเข้าเตาอบ อบเพื่อให้ผิวเป็นสีทอง อบไว้เต็มวันเพื่อผิวไม่แห้ง ไม่กรอบ สามารถกินได้แบบเมี่ยงห่อด้วยแป้งสาลีทำเป็นแผ่นกลมๆ กินขณะแป้งนุ่ม ราดน้ำจิ้มรสหวานแสนอร่อย

“เมนูข้าวผัดฟิชเชอร์แมน” ขายดีตลอดกาล เพราะอุดมไปด้วยกุ้งแชบ๊วย ไข่แดงเค็ม กังป๋วย หอยเชลล์แห้งโรยข้างหน้าหอมอร่อยไม่เลี่ยน เมนูนี้ได้รับความนิยมมากๆ อยู่คู่ห้องอาหารมาตั้งแต่เริ่มต้น “เมนูกุ้งผัดซอสเอ็กซ์โอ” เคล็ดลับความอร่อย คือ นำกุ้งไปผัดกับซอสเอ็กซ์โอสูตรเฉพาะของชาวฮ่องกง คือใส่หอยเชลล์แห้ง ใส่พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้าแดง ทำเป็นน้ำราดรสชาติเผ็ดนิดๆ หอมอร่อย

“กุ้งนึ่งพริกมะนาว” อร่อยตรงฮ่องกงไม่มีเมนูนี้แต่ที่เมืองไทยมี แถมยังถูกปากคนไทยเพราะใส่ทั้งพริกและมะนาว โดยเชฟประยุกต์จากนำปลามาใช้กุ้งแชบ๊วยแทน รสชาติมี 3 รสชาติ คือ เปรี้ยวหวานเผ็ด “กุ้งทอดครีมสลัด” ขายดีมากๆ โดยนำกุ้งแชบ๊วยมาปรุงรสแล้วหมักไว้ จากนั้นทอดแล้วใส่แป้งนิดหนึ่งเพื่อให้กรอบ ไม่เหนียว ทอดเสร็จใส่มายองเนสที่มีส่วนผสมของมะนาว นมข้น เพื่อให้รสชาติจัดเข้มข้นขึ้นอีกนิด ใส่ผลไม้สดตามใจ เช่น ชมพู่ มะละกอ แคนตาลูป แอปเปิ้ล มัน เด็กๆ ชอบกินถือเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ขายดีที่สุด

กลุ่มลูกค้าประจำของที่นี่คือข้าราชการ นายธนาคาร ผู้บริหาร และคนดังที่อยู่ในแวดวงสังคมย่านแจ้งวัฒนะ มาติดต่อราชการหรือมาทำกิจกรรมที่อิมแพ็ค ก็นิยมมากินและประชุมกันที่นี่ เพราะร้านแห่งนี้มีความเก่าแก่ ร้านอาหาร “ฮ่องกง ฟิชเชอร์แมน” ตั้งอยู่ที่อาคาร 8 ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี สามารถรองรับแขกได้สูงสุด 300 คน ห้องส่วนตัวมี 4 ห้อง เปิดบริการทุกวัน วันอาทิตย์-พฤหัสฯ เวลา 11.00-22.00 น. วันศุกร์-เสาร์ เวลา 11.00-22.30 น. สำหรับวันหยุดแนะนำให้จองห้องก่อนที่โทร. 02-833-5434-5 

แก้ว-หลอดส่วนตัว พกให้เป็นนิสัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573152

  • วันที่ 07 ธ.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

แก้ว-หลอดส่วนตัว พกให้เป็นนิสัย

เรื่อง คาเอรุ ภาพ สตาร์บัคส์

เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันสิ่งแวดล้อมไทย ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ออกมาประกาศว่าจะไม่บริการถุงหูหิ้วให้ฟรีๆ หากใครต้องการความสะดวกสบาย ควรเตรียมถุงผ้าหรือภาชนะใส่ของจากบ้านไปด้วยตลกดีที่ผ่านไปร้านสะดวกซื้อบางแห่ง ก็ยังเห็นใส่ถุงพลาสติกให้ฟรีๆ อยู่ คือลูกค้าก็ไม่ได้คิดจะเตรียมถุงผ้า หรือภาชนะใดๆ ไปใส่ของเลย

พอมีข่าวมาตรการให้วันที่ 4 ของทุกเดือน เป็นวันงดใช้ถุงพลาสติก ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ จะไม่ให้ถุงพลาสติก หลายคนก็ออกมาบอกว่ามันไม่น้อยไปหน่อยเหรอ? จะว่าไปแล้วทำให้เป็นนิสัยเลยจะดีกว่าไหม จะไปซื้อของก็พกถุงผ้าหรือถุงเก็บความเย็นกันน้ำรั่วซึมสำหรับของสดๆ ไปด้วยทุกครั้ง

อย่างร้านกาแฟเนี่ยเต็มไปด้วยการใช้แก้วกระดาษ แก้วพลาสติก บางทีเราสั่งกินที่ร้าน แทนที่จะเสิร์ฟในถ้วยเซรามิกหรือแก้วสำหรับเครื่องดื่มเย็นให้ กลับเสิร์ฟถ้วยกระดาษ (เพื่อโชว์ลายใหม่?) และแก้วพลาสติกเสียอย่างนั้น ก็ยังดีที่แต่ละร้านใหญ่น้อยหลายแห่งก็มีการรณรงค์ใช้แก้วส่วนตัว อย่างที่ร้านสตาร์บัคส์ (Starbucks Coffee) ใครพกแก้วส่วนตัวไปลดค่าเครื่องดื่มให้ 10 บาท เช่นเดียวกับร้านทอมทัมส์ คอฟฟี่ (Tom n Tom Coffee) ก็ลด 10 บาท สำหรับคนที่นำภาชนะไปใส่เครื่องดื่ม ด้านดีน แอนด์ เดลูกา (Dean & Deluca) เขาลด 10% ร้านอินทนิล (Intanin) ลด 5 บาท/แก้ว ร้านทรูคอฟฟี่ (True Coffee) ลด 5-10 บาท (แล้วแต่สาขา)

ล่าสุด ร้านเซกาเฟรโด ซาเนตติ เอสเปรสโซ่ หรือร้านเซกาเฟรโด กาแฟระดับพรีเมียม ต้นตำรับจากอิตาลี ร่วมรณรงค์สังคมปลอดพลาสติก ลดปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ประกาศยกเลิกการใช้หลอดพลาสติก และเปลี่ยนมาใช้ Biodegradable ที่ผลิตจากข้าวโพด (ธรรมชาติ 100%) ย่อยสลายได้ภายใน 6 เดือน พร้อมจัดแคมเปญอัพไซส์เครื่องดื่มฟรีทุกเมนู เพียงลูกค้านำแก้วส่วนตัวมาใช้ที่ร้านเซกาเฟรโดทุกสาขา ตั้งแต่วันนี้-31 ธ.ค.นี้

ก็เหมือนกับการไปจ่ายตลาด แต่มันเข้มข้นกว่า เพราะกาแฟเป็นสิ่งที่เราดื่มทุกวัน การพกแก้ว พกหลอดของตัวเองแบบไม่ต้องใช้ ซิงเกิ้ลยูสพลาสติกให้เป็นนิสัย ไม่น่าจะเหลือบ่ากว่าแรงสำหรับคอกาแฟละมั้ง ยิ่งทุกวันนี้มีสินค้าประเภททัมเบลอร์ หรือแก้วกาแฟร้อนเย็นหน้าตาดูดีให้เลือกช็อป น่ายืดอกพกแก้วส่วนตัวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแก้วเยติ ยอดฮิต หรือสตาร์บัคส์ ที่ออกคอลเลกชั่นใหม่ๆ มาเป็นระยะๆ

ล่าสุดก็เพิ่งออกดริงก์แวร์คอลเลกชั่นใหม่ ต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสมาในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแก้วเซรามิก 2 ชั้น ที่ใส่ได้ทั้งเครื่องดื่มร้อนและเย็น ขวดน้ำสเตนเลสสตีล 2 ชั้นดีไซน์ใหม่และน้ำหนักที่เบาขึ้น ทัมเบลอร์หลากหลายรูปแบบ ฯลฯ

ปัจจุบันมีการใช้แก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวมากถึงเกือบ 1 ล้านใบ/ปี ลองนึกถึงพลาสติกในท้องวาฬเอาไว้ แล้วเปลี่ยนพฤติกรรมกันไหม ชาวคอฟฟี่เลิฟเวอร์ 

เครื่องแกงไทย หัวใจความอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573149

  • วันที่ 07 ธ.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

เครื่องแกงไทย หัวใจความอร่อย

เรื่อง : เพ็ญแข สร้อยทอง       ภาพ : เซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน

เวลาจากบ้านไปหลายๆ วัน หนึ่งในสิ่งที่เรามักจะคิดถึงมากที่สุดคือ “อาหารไทย” เพราะนอกจากจะคุ้นเคย อร่อยถูกปากแล้ว อาหารไทยยังมีเอกลักษณ์ เรื่องราว วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ผสมผสาน ไม่เพียงทำให้อิ่มท้อง แต่ยังอิ่มใจและถ้าหากสุดสัปดาห์นี้คุณอยู่ไม่ไกลหัวหิน ลองแวะไปรับประทานอาหารไทยโดยเฉพาะแกงที่มีเครื่องแกงเป็นหัวใจความอร่อย อันเข้มข้นและครบรส ณ ห้องอาหารสวนบัว ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยตลอดเดือน ธ.ค.นี้ จัดให้มีรายการอาหาร อะลา คาร์ท เมนูพิเศษ เข้มข้นเครื่องแกงไทย ไม่ว่าจะเป็นแกงกะหรี่กุ้งลายเสือ แกะย่างซอสพะแนง และแกงส้มพริกนกเนื้อปลาหิมะ ซึ่งทุกเมนูเสิร์ฟพร้อมข้าวหอมมะลิ

เชฟประดิษฐ์ โมรา หรือเชฟดิษ เอ็กเซ็กคิวทีฟ ซูส์ เชฟ แห่งโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหารไทย ได้เล่าถึงทั้ง 3 เมนู คือ แกงกะหรี่ พะแนง และแกงส้ม นับเป็นแกงแบบไทยๆ ซึ่งต่างก็มีเอกลักษณ์รสชาติที่แตกต่างกันออกไป รวมทั้งเติมความเป็นพื้นเพท้องถิ่นทะเลหัวหินเข้าไปด้วย

แกงส้มพริกนกเนื้อปลาหิมะ เป็นอาหารท้องถิ่นของเมืองในเขตชายทะเล เครื่องแกงใช้พริกสด หอมแดง กะปิ ถ้าจะให้ดีต้องเป็นกะปิละเอียด เกลือโขลกหยาบๆ ให้พอเข้ากัน ใส่น้ำต้มไก่ ตั้งไฟให้เดือดเเล้วใส่เนื้อปลาหิมะ ตามด้วยเห็ดอิโนกิ ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก เพิ่มความพิเศษโดยใส่เนื้อสับปะรด ผลไม้ขึ้นชื่อของประจวบฯ ใส่กะเพราใบเล็กหรือกะเพราป่า สำหรับเครื่องแกงส้มพริกนกเนื้อปลาหิมะ รสจะออกมาคล้ายต้มยำ แต่รสแหลมคมกว่า นำด้วยรสเปรี้ยว ตามด้วยรสหวานที่ปลายลิ้น ปิดท้ายด้วยรสชาติเผ็ดร้อน ด้วยเครื่องแกง และหอมใบกะเพรา

แกะย่างซอสพะแนง เครื่องพริกแกงคือ ข่า ใบมะกรูด พริกแห้ง กะปิ กระเทียม หอมแดง สำหรับพริกแห้งเลือกใช้แต่พริกที่มีสีแดงสวยและสดใหม่ นำมาผ่าเอาเม็ดออก แช่น้ำประมาณครึ่งชั่วโมงเพื่อขับสีของพริก ตำเครื่องพริกแกง แล้วนำไปผัดจนได้กลิ่นหอม เคล็ดลับแบบโบราณคือ ใช้ถั่วลิสงคั่วป่นละเอียดในการปรุงแกงพะแนง จะเพิ่มความกลมกล่อมและเป็นตัวกลางทำให้พริกแกงกับหัวกะทิเข้ากันได้อย่างดี การเคี่ยวแกงต้องเคี่ยวให้แตกมันสวยงาม เนื้อกะทิไม่แตกแยกเป็นก้อน เคี่ยวไปเรื่อยๆ แล้วใส่หางกะทิปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำตาลปี๊บ ส่วนเนื้อแกะนำไปหมักกับเครื่องเทศ แล้วผัดเคลือบด้วยซอสพะแนง เนื้อแกะใช้เทคนิคการจี่แบบฝรั่งเพื่อคงรสชาติ ไม่มีรสขมจากการไหม้ สุกพอดี ไม่เหนียวเกินไป พะแนงจะปรุงให้มีรสหลักคือ รสหวาน มัน เค็ม เผ็ด รสชาติจะเท่าเทียม กลมกล่อม ไม่หวานนำ พิเศษด้วยการใส่ถั่วลิสงบดละเอียดเพิ่มความนัว

แกงกะหรี่กุ้งลายเสือ เป็นแกงกะหรี่แบบขลุกขลิกไม่ข้นและไม่เหลวจนเกินไป น้ำแกงถือเป็นจุดเด่นของจานนี้ เลือกใช้พริกแห้งสีสวยเพื่อให้แกงมีสีสวยงามน่ารับประทาน กะปินำไปปิ้งเพื่อลดความเเรงของกลิ่นก่อน คั่วยี่หร่า พริก และกระเทียมให้กลิ่นหอม จะได้ตำง่ายด้วย นำพริกแกงไปเคี่ยวกับกะทิ ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลปี๊บ ใส่มันเทศดิบ และกุ้งลายเสือ เคี่ยวต่อสักพักแล้วตักเสิร์ฟ เนื้อกุ้งสดเด้ง รสชาติแกงกะหรี่จะจัดจ้านกว่าทั่วไป เพราะใช้เวลาเคี่ยวนานให้น้ำแกงงวด เข้มข้น แต่ยังคงรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของแกงกะหรี่คือ หวาน มัน และเค็มอ่อนๆ

เชฟดิษ ยังบอกว่า เครื่องแกงที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เริ่มจากการเตรียมเครื่องพริกแกง การเตรียมเครื่องพริกแกง การโขลกหรือตำจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะจะทำให้น้ำมันที่อยู่ในวัตถุดิบออกมา และอยู่นานกว่าการปั่น รสชาติก็จะจัดจ้านพอเหมาะสำหรับการนำไปทำอาหาร การนำวัตถุดิบในการทำเครื่องพริกแกง ไม่ว่าจะเป็นหอมแดง กระเทียม ยี่หร่า ใบมะกรูด พริกแห้ง เหล่านี้ไปคั่วไฟให้มีกลิ่นหอม จะยิ่งทำให้เครื่องพริกแกงเข้มข้นทั้งกลิ่นและรสชาติ ทั้งง่ายต่อการโขลกหรือตำให้ละเอียด ที่สำคัญที่สุด คนปรุงหรือพ่อครัวแม่ครัวควรจะต้องรู้และเข้าใจในแกงแต่ละชนิดก่อน ตามมาด้วยเทคนิคของคนปรุง นับตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ จนถึงขั้นตอนของการเตรียมวัตถุดิบในการปรุง

สำหรับห้องอาหารสวนบัวจะเตรียมเครื่องพริกแกงไว้ไม่เกิน 2 วัน เพื่อรสชาติและสีสันที่สวยงามในการทำแกง นอกจากเคล็ดลับต่างๆ ที่ว่ามาแล้ว การทำให้รสชาติของการทำแกงนั้นดีขึ้นอยู่กับการควบคุมไฟเป็นสำคัญ บวกกับประสบการณ์ ยกตัวอย่างเช่น การใส่น้ำปลาต้องใส่ตอนเวลาเคี่ยวและปรุงรสตอนไฟอ่อนขณะที่แกงยังไม่เดือดเพื่อให้แกงไม่มีกลิ่นคาว รสชาติของอาหารจะอยู่ที่อุณหภูมิที่พอเหมาะพอดี เป็นต้น

เชฟดิษ บอกว่า การทำเครื่องแกงไทยในปัจจุบันยังคงไม่มีสูตรตายตัว เรียกได้ว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ทุกอย่างล้วนได้มาจากการฝึกฝนประสบการณ์ รวมถึงการใช้วิธีครูพักลักจำ แต่ละบ้านแต่ละท้องถิ่นก็จะมีเคล็ดลับที่ไม่ตายตัว แต่ทุกเคล็ดลับหรือทุกสูตรพิเศษนั้นล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ การทำแกงให้ออกมาสมบูรณ์แบบ เรียกว่า “รสมือ” ซึ่งสอนกันไม่ได้ การสืบทอดสูตรหรือกรรมวิธีต่างๆ จะกำหนดส่วนผสมไว้คร่าวๆ หรือเป็นการบอกต่อๆ กันมาจากบรรพบุรุษ คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ รวมทั้งนำไปประยุกต์ใช้ การทำเครื่องแกงแบบไม่มีสูตรตายตัวนั้น อาจจะมีข้อดีตรงที่ทำให้เครื่องแกงไทยพัฒนาต่อไปไม่สิ้นสุด

เมื่อนึกถึงแกงไทยอันเข้มข้นครบรส แวะไปชิมเมนูเข้มข้นเครื่องแกงไทยจากห้องอาหารสวนบัวได้ทุกวันในมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 31 ธ.ค. ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน สอบถามและสำรองที่นั่ง โทร. 032-512-021-38 หรืออีเมล chbr@chr.co.th

นอกจากความอร่อยแล้ว ทุกๆ คำยังทำให้เรารู้สึกอิ่มเอมในหัวใจ เพราะอาหารไทยนั้นเป็นมากกว่า “ของกิน” จริงๆ 

สเตฟาน กิลโลซี ประสบการณ์ คือ เคล็ดลับความอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573150

  • วันที่ 07 ธ.ค. 2561 เวลา 10:30 น.

สเตฟาน กิลโลซี ประสบการณ์ คือ เคล็ดลับความอร่อย

เรื่อง ชุติมา

“หนุ่มปักษ์ใต้ฝรั่งเศส วันนี้ผมกลายเป็นหนุ่มปักษ์ใต้เมืองไทยไปแล้วครับ” เชฟสเตฟาน กิลโลซีเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟโรงแรมหรู ใน จ.กระบี่ “เดอะ เพลิแคน เรสซิเดนซ์ แอนด์ สวีท” บอกเป็นประโยคภาษาไทยได้ค่อนข้างชัดถ้อยชัดคำเลยทีเดียว จากบ้านเกิดเมืองที่คนไทยรู้จักกันดีในฐานะเมืองจัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส เชฟสเตฟานกล่าวถึงถิ่นกำเนิดในอีกด้าน ที่นี่คือเมืองเลื่องชื่อในเรื่องอาหารทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีท่าเรือโอลด์ พอร์ต ซึ่งเป็นสถานที่ตากอากาศชั้นนำของยุโรป เป็นแหล่งรวมร้านอาหาร ภัตตาคารหรูหรา

“วัยรุ่นเติบโตมาในเมืองนี้ ได้เห็นร้านอาหารหรูๆ มีคนดังๆ จากทั่วโลกแวะเวียนมาชิมฝีมือเชฟระดับมิชลินสตาร์ ก็แน่นอนนะครับทำให้หลายๆ คนใฝ่ฝันอยากเป็นเชฟที่ประสบความสำเร็จ มีความสามารถปรุงอาหารรสชาติเยี่ยมยอด จนมีคนจากทั่วโลกเข้าคิวรอชิมผมก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นนะครับที่เส้นทางชัดเจน ผมอยากเป็นเชฟ แล้วความที่ผมเป็นลูกชายคนโต คุณแม่จึงสั่งสอนและมอบหมายหน้าที่ให้เราทำอาหารให้ทุกๆ คนในครอบครัวกิน ผมต้องทำอาหารทุกๆ มื้อ ความถนัดและรักงานครัวก็เริ่มต้นจากในบ้าน พออายุ 16 ปีจึงตัดสินใจเลือกเรียนด้านคุกกิ้งสกูล เมื่อจบระดับไฮสกูลก็ลุยทำงานในร้านอาหารที่คานส์ สะสมประสบการณ์มาตั้งแต่วัยรุ่นครับ”

จากเมืองคานส์ เส้นทางอาชีพพามาถึงเมืองไทยเป็นเวลา 15 ปีแล้ว และจุดหมายปลายทางวันนี้คือ จ.กระบี่ เชฟสเตฟาน บอกด้วยบุคลิกยิ้มแย้มแจ่มใสว่าทะเลสวย ติดแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกไม่แพ้กัน ก้าวแรกที่มาถึงก็คือเดินทางไปสำรวจเส้นทางท่องเที่ยว จากโรงแรมที่อยู่ในตัวเมือง นั่งเรือสปีดโบตเพียง 25 นาที ก็ได้ตื่นตากับเกาะแก่งมากมาย ท่องชมความงดงามตามธรรมชาติทะเลอันดามัน นับเป็นการเริ่มงานอีกครั้งที่ผ่อนคลายที่สุด

“ผมเพิ่งมารับงานที่นี่ได้ไม่กี่เดือน เป็นช่วงสำรวจเมืองกระบี่ ชอบที่สุดคือตลาดปลาที่อ่าวนาง ผมได้เห็นวัตถุแปลกใหม่ที่จะนำมาคิดสูตรอาหารและนำมาออกแบบเมนูใหม่ มันเป็นการทำงานที่น่าตื่นเต้นอีกครั้งครับ ซึ่งก่อนนั้นผมเป็นเชฟที่ร้านอาหารฝรั่งเศสในย่านราชประสงค์ การซื้อวัตถุดิบก็ต้องติดต่อกับซัพพลายเออร์ที่ควบคุมคุณภาพมาให้แล้ว แต่พอได้มาอยู่ริมทะเล ผมไม่ได้สั่งอาหารจากซัพพลายเออร์อย่างเดียว ผมจะไปเดินตลาดทุกๆ เช้า มันสนุกมากคนริมทะเลกินอาหารไม่แตกต่างกันหรอกครับ คนเมืองคานส์กินซีฟู้ด ชอบกินกุ้ง หอย ปลาหมึก คนกระบี่หรือนักท่องเที่ยวมาถึงที่นี่ก็เช่นกันครับ ซีฟู้ดคืออาหารท้องถิ่นที่เขามาแล้วต้องสั่งชิม แต่กระบี่มีหอยหน้าตาแปลกๆ ที่ผมเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก เช่น หอยชักตีน ผมเห็นแล้วก็คิดว่าจะซื้อมันกลับมาปรุงอาหารอะไรดี (หัวเราะ) คนกระบี่ปรุงง่ายๆ ต้มกินกับน้ำจิ้มเผ็ดๆ ซึ่งลงตัวกับรสชาติหอยสดหวาน อาหารฝรั่งเศสเรากินออยสเตอร์อบกับกระเทียมและไวน์ เน้นรสกลมกล่อมด้วยน้ำมันมะกอก กระเทียมนี่ขาดไม่ได้เลยครับสำหรับอาหารฝรั่งเศสตอนใต้ เน้นเครื่องเทศหรือสมุนไพร มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว การย้ายจากกรุงเทพฯ มาเมืองริมทะเล จึงทำให้ผมได้สนุกกับการคิดเมนูแปลกใหม่อีกครั้งครับ” เชฟสเตฟาน รีบกล่าวออกตัวพร้อมเสียงหัวเราะ ตอนนี้ก็อย่าเพิ่งขอชิมหอยชักตีนในสไตล์ฝรั่งเศส การเริ่มต้นคือการเรียนรู้ ขอชิมอาหารพื้นถิ่นให้คุ้นลิ้นกันก่อน

“ผมเคยเป็นเชฟที่เมืองไบรตัน ซึ่งเป็นเมืองพักตากอากาศที่มีชื่อเสียงริมชายฝั่งทะเลตอนใต้ของประเทศอังกฤษ เคยไปทำงานที่โบราโบร่า หมู่เกาะแห่งหนึ่งในมหาสมุทรแปซิฟิกทางตอนใต้ที่ได้ชื่อว่าสวยติดอันดับต้นๆ ของโลก การเลือกมาทำงานที่กระบี่ก็เพราะผมคิดถึงทะเล (บอกพลางยิ้มสดชื่น) โรงแรมที่นี่มีห้องอาหาร เดอะเนสท์ บีชคลับ ตั้งอยู่ห่างจากชายหาดเพียง 20 เมตร และเป็นห้องอาหารชั้นเยี่ยมมีทั้งอาหารยุโรปและอาหารไทย ซึ่งพนักงานในครัวส่วนใหญ่ก็เป็นคนภาคใต้ รสชาติอาหารจึงจัดจ้านสไตล์ไทยแท้ผมชอบกินยำทุกๆ ชนิดเลยครับ เช่น ยำส้มโอ หรือยำกุ้งสดที่ใส่ก้านผักคะน้า รสชาติให้ความสดชื่นมาก หรือขนมจีนน้ำยาใต้กินกับผักสด ผมกินเผ็ดได้สบายมาก อาหารพวกนี้กินแล้วเหมือนกินสลัดที่มีผักหลายๆ ชนิด การทำอาหารก็คือการผสมผสานประสบการณ์จากหลายๆ ที่ และหลายๆ แหล่งเข้าไว้ด้วยกัน ผมเป็นชาวฝรั่งเศส แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะพลิกแพลงอาหารฝรั่งเศสไม่ได้เลย ผมชอบทำอาหารฟิวชั่นนะครับ พื้นฐานอาหารฝรั่งเศสคือการปรุงซอส ล็อบสเตอร์ปรุงกับครีมซอส แต่พอมาเมืองไทยผมได้ชิมซอสมะขาม ขอบอกเลยครับว่ารสชาติวิเศษมาก ความเปรี้ยวสดชื่นตัดความหวานได้อย่างลงตัวที่สุด ผมจะนำซอสชนิดนี้มาพลิกแพลงปรุงกับวัตถุดิบใหม่ๆ ได้อีกหลายๆ จานเลยครับ” ซอสคือเคล็ดลับของความอร่อย เชฟสเตฟานย้ำอีกครั้ง และวันนี้ขอปรุงโดยใช้วัตถุดิบแมลงภู่ตัวอวบใหญ่กับซอสไวน์ขาวให้ชิมกัน

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (4)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572665

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 12:59 น.

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (4)

แดดกำลังดี ท้องฟ้าสีสดใส ก้อนเมฆน้อยใหญ่ลอยต่ำอยู่เบื้องหน้า ราวกับว่าเรากำลังขับรถอยู่บนถนนที่ขนาบด้วยท้องฟ้าและหมู่ก้อนเมฆ แต่ไม่นานนักความสดใสก็ถูกเมฆฝนเข้ามาแทนที่ ฝนรำคาญเทลงมา ไม่กี่อึดใจก็ซาหายไป เป็นอย่างนี้ตลอดทาง ตอนนี้ GPS กำลังนำทางเราไปเกาะ Yagaji เพื่อข้ามไปยังเกาะที่แยกออกมาจากเกาะใหญ่ “เกาะแห่งความรัก”

เกาะ Kouri (ชื่อเดิมเรียกว่า Kuijima) หรือเกาะแห่งความรัก เป็นสถานที่เที่ยวที่เพิ่งได้รับความนิยมไม่นานมานี้ มีทะเลสีเขียวมรกตที่สวยงาม ชายหาดทะเลน้ำใส ทั้งยังมีที่เที่ยวที่น่าสนใจอยู่หลายจุด จึงทำให้เกาะโคริเป็นหนึ่งในลิสต์ที่ไม่ควรพลาด ตามตำนานเรื่องอดัมกับอีฟแบบฉบับโอกินาวา

ว่ากันว่าในอดีตมีผู้ชายและผู้หญิง 1 คู่ อาศัยอยู่บนเกาะ ดำรงชีวิตด้วยการเก็บโมจิที่ร่วงลงมาจากฟ้า แต่เมื่อได้เก็บตุนโมจิไว้โมจิกลับไม่ร่วงลงมาอีกเลย ทั้งสองไม่มีอาหารประทังชีวิต จึงเริ่มเรียนรู้วิธีการหาปลา หอย มาเป็นอาหาร อยู่มาวันหนึ่ง ได้เห็นพะยูนในทะเลผสมพันธุ์กัน

ทั้งคู่จึงได้เรียนรู้การดำรงเผ่าพันธุ์ จึงกำเนิดเป็นชาวริวกิว เพราะเรื่องเล่าขานดังกล่าว เกาะแห่งนี้จึงมีชื่อเรียกว่า เกาะแห่งความรัก นั่นเอง อีกทั้งยังมีหินรูปหัวใจซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักอีกด้วย

เราขับรถมาเรื่อยๆ จนมาถึงเส้นทางที่จะพาเราไปยังจุดหมาย ความรักจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีการทอดสะพานก่อนจริงไหม เราต้องข้ามสะพานใหญ่ Kouri ไปยังเกาะแห่งความรัก สะพานแห่งนี้เป็นสะพานที่ยาวที่สุดในโอกินาวา มีความยาวประมาณ 2 กม. เชิงสะพานมีจุดจอดรถชมวิวได้ เส้นทาง 2 กม.นี้ เป็นเส้นทางที่สวยงามมาก น้ำทะเลสีเขียวมรกตตัดกับท้องฟ้า ให้ความรู้สึกเหมือนเราเป็นปลาที่กำลังแหวกว่ายอยู่กลางทะเล

บริเวณทางเข้าเกาะมีร้านอาหาร จุดพักรถ มีคาเฟ่หลายแห่ง และมีชายหาดหลักที่สามารถดื่มด่ำบรรยากาศเพลิดเพลินกับทัศนียภาพและน้ำทะเลใสๆ ได้ ส่วนสถานที่เที่ยวจะกระจายอยู่รอบๆ เกาะ เราจึงสามารถเที่ยวเป็นวงกลมได้ ที่แรกที่เราจะไป คือ Kouri Ocean Tower แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเกาะ เราจอดรถและนั่งรถกอล์ฟไฟฟ้าขึ้นมายังด้านบน

ภายในมีพิพิธภัณฑ์หอย ที่จัดแสดงหอยที่อยู่รอบเกาะโอกินาวา และหอยแปลกๆ จากทั่วโลก มากกว่า 1 หมื่นชิ้น มีร้านอาหาร ร้านขายของฝาก เราขึ้นลิฟต์ไปยังจุดชมวิวชั้นบนหอคอยที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 82 ม.

จุดนี้เราสามารถมองเห็นสะพานใหญ่โคริ พร้อมทั้งวิวน้ำทะเลสีเขียวมรกตโดยรอบเกาะได้อย่างตื่นตาตื่นใจ ยังมีระฆังแห่งความรัก ที่มักมีคู่รักมาสั่นระฆัง อาจจะเป็นเหมือนการส่งสัญญาณไปหาเทพเจ้าให้ช่วยให้ชีวิตรักสดใส แต่สำหรับคนโสดก็อย่างเพิ่งน้อยใจสามารถสั่นระฆังได้เช่นกัน เพื่อขอเทพเจ้าช่วยนำความรักมาให้

ต่อจากนั้น ไปตามหาหัวใจกันต่อที่ Heart Rock ซึ่งอยู่ที่หาด Tinu ห่างจาก Kouri Ocean Tower ประมาณ 10 นาทีเท่านั้น จอดรถแล้วเราก็สามารถเดินลงที่ชายหาดได้ ทางเดินแห่งรักมักไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบฉันใด ก็เหมือนกับเส้นทางไปยังหินรูปหัวใจฉันนั้น เราต้องเดินอย่างระมัดระวัง อย่ามัวสนใจวิวที่อยู่ตรงหน้ามากนัก ต้องสังเกตและมองทางให้ดี

ตลอดทางเดินมีโขดหินที่ฝังอยู่ในทราย เหมือนเป็นทางเดินที่ถูกน้ำเซาะไหล ไม่ได้เป็นทางเดินสบายราบเรียบ ยิ่งตอนจะลงไปชายหาดยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เป็นทางชันที่ต้องค่อยๆ เดินลงมา มิฉะนั้นอาจได้ล้มหน้าคะมำเป็นแน่ จากเส้นทางเดินเท้าด่านทดสอบ ก็มาพบกับโขดหิน 2 ก้อนที่ถูกกัดเซาะด้วยน้ำทะเล รูปร่างคล้ายหัวใจ 2 ดวง เป็นผลงานสร้างสรรค์ความรักจากธรรมชาติ

นับเป็นสถานที่เที่ยวยอดนิยมและเป็นไฮไลต์ของเกาะโคริ นอกจากนี้บนเกาะยังมีที่เที่ยวและจุดชมวิวอยู่หลายที่ แต่เนื่องจากเรามีแพลนที่ต้องขับรถไปให้ทันดูพระอาทิตย์ตก จึงเที่ยวได้แค่ 2 ที่เท่านั้น แต่ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ที่หมายต่อไป ก็ไม่พลาดแวะเก็บภาพความสวยงามของสะพานโคริที่ทอดยาวไปไกลอีกฝั่ง แล้วจึงมุ่งหน้าสู่แหลม Manzamo

เราขับรถไปตามถนนเส้นหลักเลียบชายฝั่งมาเรื่อยๆ จนมาถึงทางเข้าแหลมมันซาโมะ ภายในมีลานจอดรถฟรีขนาดใหญ่พอสมควร มีร้านขายของที่ระลึกอยู่ระหว่างสองข้างของที่จอดรถ แหลมมันซาโมะมีโขดหินลักษณะคล้ายงวงช้าง จึงมีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่าแหลมงวงช้าง เป็นจุดชมวิวและสามารถชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามแห่งหนึ่งในโอกินาวา มีทางเดินเล่นชมวิวประมาณ 80 ม.

ลมเย็นๆ ในตอนนี้ทำให้เราเริ่มรู้สึกง่วงเล็กน้อย ประกอบกับบรรยากาศและวิวตอนนี้มันช่างดีงามเหลือเกิน ท้องทะเลสีฟ้าครามถูกย้อมสีด้วยแสงสีทองของดวงอาทิตย์ อยากจะพักนั่งเล่นอยู่ตรงนี้มองไปยังผืนน้ำที่ไกลสุดลูกหูลูกตาจนกว่าตะวันจะชิงพลบ แต่ก็ได้แค่คิด เพราะเรายังต้องเดินทางไปยังที่พักซึ่งอยู่แถว Yomitan ห่างจากแหลมมันซาโมะใช้เวลาประมาณ 30 นาที

อีกอึดใจเดียวเราก็จะได้นอนพักผ่อนได้อย่างสบายใจ แต่แล้วอะไรก็เกิดขึ้นได้ เมื่อคุณหลงทาง ในที่สุดเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นจนได้ มีสติแล้วตั้งพิกัดหาเส้นทางใหม่ เราใช้ Google map ช่วยหาเส้นทางไปด้วย จนเริ่มกลับเข้าที่เข้าทาง เราขับไปตามเส้นทางที่ใกล้ที่สุดจากคำแนะนำของกูเกิล แต่ก็ต้องตกใจ เพราะเส้นทางที่อยู่เบื้องหน้าไม่มีรถแม้แต่คันเดียว

มีเพียงแสงไฟจากหน้ารถเราเท่านั้นที่เป็นแสงนำทาง ข้างทางเป็นป่า มีรั้วกั้นตลอดทาง เปลี่ยวและวังเวง บรรยากาศตอนนี้เหมือนอยู่ในหนังสยองขวัญชัดๆ ภาวนาไม่อยากให้มีอะไรข้างทางโผล่มาทักทายให้ตกใจเล่นทั้งนั้น แต่ก็รู้สึกอุ่นใจอยู่ไม่น้อยที่เรายังพบเห็นตู้กดน้ำ อย่างน้อยก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าเส้นทางนี้น่าจะมีคนขับสัญจรอยู่บ้าง แต่แค่ไม่มีในช่วงกลางคืนเท่านั้นเอง

จนในที่สุดเราก็เจอไฟจากถนนใหญ่เสียที ขับมาถึงย่าน Yomitan ที่พักเราอยู่บนเขา ลักษณะเป็นบ้านเช่าที่ด้านล่างเป็นบ้านของเจ้าของบ้านมีบันไดแยกไปที่พักด้านบน มีที่จอดรถให้ฟรี ในห้องมีครบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ครัว อ่างล้างจาน ตู้เย็น ทีวี หรือเครื่องดริปกาแฟ เอาเป็นว่าอะไรที่บ้านหลังหนึ่งควรมีที่นี่มีบริการหมด สะดวกสบายมาก

แต่ข้อเสียคือบันไดขึ้นไปค่อนข้างแคบและมีหลายชั้น ถ้าใครมีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่อาจจะแบกขึ้นไปลำบาก เราจึงต้องแยกของใช้ใส่กระเป๋าเล็กอีกที วันนี้เที่ยวไล่มาตั้งแต่เช้าจนมืดค่ำ ทั้งตะลุยเกาะแห่งความรัก ชมพระอาทิตย์ตก แถมยังได้ประสบการณ์ตื่นเต้นในการขับรถมาอีกด้วย นับว่าวันนี้เป็นวันที่ยาวนานและคุ้มค่าจริงๆ

ถนนทุกสายมุ่งสู่โคชิเอ็ง สนามแห่งความฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572630

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 09:49 น.

ถนนทุกสายมุ่งสู่โคชิเอ็ง สนามแห่งความฝัน

โดย /ภาพ : กั๊ตจัง

ในทุกๆ ปีที่ประเทศญี่ปุ่น เด็กหนุ่มมัธยมปลายที่เล่นกีฬาเบสบอลทั่วประเทศจะลงชิงชัย เพื่อมุ่งสู่สนามการแข่งขันเบสบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ ที่ชื่อว่า โคชิเอ็งคนไทยอาจจะคุ้นเคยชื่อนี้จากการ์ตูนเรื่อง ทัช ยอดรักนักกีฬา ที่เคยมีชื่อเสียงอย่างมากเมื่อ 30 ปีก่อน รวมทั้งการ์ตูนเรื่องใหม่ๆ อีกหลายเรื่องที่เล่าเรื่องราวของเบสบอล ล้วนกล่าวถึงสนามสำคัญในชีวิตวัยรุ่นของพวกเขา

สนามโคชิเอ็ง ตั้งอยู่ที่สนามกีฬาฮันชิงโคชิเอ็ง เมืองนิชิโนะมิยะ ประเทศญี่ปุ่น แต่อันที่จริงแล้วสนามแห่งนี้มีบริษัทที่ชื่อ ฮันคิว หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นที่ครอบคลุมธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ รถไฟฟ้าในโอซากา และธุรกิจอื่นๆ อีกมากมายในแถบคันไซ ซึ่งการไปครั้งนี้ก็ได้บริษัท เสนา-ฮันคิว ช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าชมสนามแข่ขันเบสบอลระดับตำนานแห่งนี้

การเดินทางมาเที่ยวที่สนามโคชิเอ็งสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีอยู่ 2 จุดมุ่งหมายก็คือการได้เข้ามาชมบรรยากาศการแข่งขันกีฬาเบสบอลระดับประเทศ ซึ่งมีความเข้มข้นไม่แพ้ลีกในสหรัฐอเมริกา หากต้องการมาชมเพื่อความสนุกสนานในการชมการแข่งขันก็ควรเรียนรู้กฎกติกาไว้สักนิดหรือดูคลิปการแข่งมาบ้างก็จะทำให้เราอินไปกับบรรยากาศการเชียร์กันมากขึ้น

อีกเป้าหมายหนึ่งคือการเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์และสนามแข่งเหย้าของทีม ฮันชิน ไทเกอร์ ถามว่าทำไมต้องเป็นที่โคชิเอ็ง เพราะเป็นหนึ่งในสนามเบสบอลเก่าแก่ที่เปิดมานานมากกว่า 90 ปี

เปิดใช้ครั้งแรกอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2461 สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการแข่งขันกีฬาเบสบอลระดับมัธยมปลายทั่วประเทศ ซึ่งจะมีการแข่งขันปีละ 2 ครั้ง โดยมีนักเรียนจาก 3,900 กว่าโรงเรียนทั่วประเทศส่งตัวแทนมาชิงชัยคัดเลือกทีมที่ดีที่สุดเหลือเพียง 46 ทีมมาแข่งขันที่สนามแห่งนี้ตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์โดยมีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ

การแข่งขันที่สนามโคชิเอ็งจึงมีความสำคัญอย่างมาก นักกีฬาเบสบอลระดับประเทศที่มีรายได้หลายร้อยล้านเยนต่อปี ล้วนแต่ผ่านการแข่งขันในสนามแห่งนี้มาแล้วทั้งสิ้น เป็นความฝันของเด็กหนุ่มนักกีฬาเบสบอลทุกคนที่มักจะเขียนไว้บนกระดานชมรมกีฬาเสมอว่า “มุ่งสู่โคชิเอ็ง” ซึ่งก็หมายความถึงมุ่งสู่ระดับประเทศนั่นเอง

ดังนั้น เด็กทุกคนที่ได้มาลงแข่งในสนามแห่งนี้จะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดที่มีในชีวิตเพราะอาจจะเป็นครั้งเดียวที่พวกเขาได้มายืนในสนามแห่งนี้ในฐานะนักกีฬานั่นเอง

การแข่งขันที่โคชิเอ็งนั้นเคยถูกระงับการแข่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ได้เปิดอีกครั้งและดำเนินการแข่งจนถึงปัจจุบัน และได้กลายเป็นสนามเหย้าของทีมฮันชิน ไทเกอร์

แรกเมื่อมาเยือนเชื่อว่าทุกคนจะต้องแปลกใจกับเถาไม้เลื้อยและพื้นทางเดินที่มีก้อนอิฐสลักชื่อ ไม้เลื้อยเหล่านี้เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของสนาม ที่แสดงให้เห็นถึงความสวยงามและความเก่าแก่ของอาคารเพราะกว่าจะปลูกได้จนเติบโตคลุมอาคารไว้ทั้งหมดล้วนต้องใช้เวลาหลายปี

ส่วนก้อนอิฐสลักชื่อบนพื้นนั้นครั้งหนึ่งเมื่อประมาณปี 2538 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทำให้ตัวสนามบางส่วนมีการทรุดตัวแตกร้าว และต้องใช้งบประมาณในการซ่อมแซมดูแลค่อนข้างสูง จึงมีการรวบรวมแฟนคลับที่มีใจรักในสโมสรและสนามแห่งนี้บริจาคเงินซ่อมแซมสนามและจะได้รับการจารึกชื่อไว้บนพื้นสนามแห่งนี้

เดินถ่ายรูปเล่นรอบๆ แล้วค่อยเข้าไปเดินเล่นกันต่อที่พิพิธภัณฑ์ เราแนะนำให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นกูเกิลแปลภาษาเอาไว้ และใช้ระบบการแปลผ่านภาพถ่าย อาจจะแปลไม่ได้ตรงความหมายเท่าไรแต่ได้ประมาณ 80% เราก็พอเข้าใจได้ว่าที่เห็นอยู่ตรงหน้านั้นคือสิ่งใด

ซึ่งข้างในฉากแรกจะได้เห็นลูกเบสบอลติดผนังเรียงรายอยู่เป็นพันๆ ลูกมีทั้งลูกที่เขียนชื่อและลูกที่ไม่มีชื่อเขียนเอาไว้ ลูกที่ได้รับการเขียนชื่อก็คือ ชื่อโรงเรียนที่สามารถผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายที่โคชิเอ็งได้สำเร็จ ส่วนลูกที่วางก็คือลูกที่รอโรงเรียนที่ยังไม่เคยเข้าชิงได้เข้ามาปรากฏกายที่สนามแห่งนี้เสียก่อน เรียกได้ว่าแม้จะอยู่ในระดับมัธยมแต่ก็จริงจังมากกับการแข่งขันปลูกฝังความเป็นหนึ่ง และความมานะพยายามของชาวญี่ปุ่นกันแต่เด็กๆ เลยทีเดียว

ถัดมาจะเป็นโซนของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและเรื่องราวของสนามโคชิเอ็งแห่งนี้ ซึ่งดูจากการแต่งกายแล้วชุดกีฬาเบสบอลนั้นแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงดีไซน์อะไรมาก ไฮไลต์สำคัญของห้องแรกก็คือเรื่องราวของสนาม และเกียรติประวัติของนักกีฬาเบสบอลระดับตำนานของประเทศ

จากนั้นเราก็เดินดูอุปกรณ์กีฬา ถ้วยรางวัล และคลิปสอนการเล่นเบสบอลสำหรับคนที่ยังไม่เข้าในกฎกติกาการเล่น เชื่อว่าคนที่ดูกีฬาเบสบอลน่าจะชอบที่นี่แน่นอน เพราะมีทั้งเรื่องราว เครื่องใช้ คลิปการแข่งขันและเกียรติประวัติติดอยู่ครบครัน

เดินไปถึงห้องสุดท้ายจะเป็นห้องวีอาร์ มีเครื่องวีอาร์อยู่ 3 เครื่องให้นักท่องเที่ยวได้สวมเข้าสู่โลกเสมือนจริงในการนั่งรถเข้าสู่สนามโคชิเอ็งระหว่างการแข่งขัน ใครที่ยังไม่เคยอยู่ในบรรยากาศสนามใส่เครื่องนี้แล้วจะได้รับความรู้สึกสมจริงยิ่งใหญ่ดูแล้วอยากสัมผัสของจริงด้วยตัวเองกันเลยทีเดียว

ปิดท้ายที่ห้องมังงะ คอการ์ตูนบ้านเราที่เคยอ่านเรื่อง ทัช ครอสเกม และเอชทู จะได้เห็นภาพเรื่องราวของตัวละครที่มีการพูดถึงโคชิเอ็ง และฉากการแข่งขันในโคชิเอ็งอยู่ในห้องสุดท้าย ซึ่งเรามักจะได้ยินคำว่า “มุ่งหน้าสู่โคชิเอ็ง” ในการ์ตูนหรือแม้กระทั่งซีรี่ส์ญี่ปุ่นหากมีตัวละครเป็นนักกีฬาเบสบอลก็มักจะเอ่ยถึงโคชิเอ็งบ่อยๆ ราวกับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ของเหล่านักกีฬาเบสบอลของชาวญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว

บรูไน…ไปแล้วจะรู้ อยู่แล้วจะรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572559

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2561 เวลา 13:56 น.

บรูไน...ไปแล้วจะรู้ อยู่แล้วจะรัก

หลายคนตั้งคำถามว่า ไปทำไม “บรูไน” เมื่อรู้ว่าจุดหมายปลายทางถัดไปของพวกเราคือ “บรูไนดารุสซาลาม” (Brunei Darussalam) หนึ่งในสมาชิกกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว เกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก โดยบรูไนมีขนาดพื้นที่ราว 5,765 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรเพียง 4 แสนกว่าคน

บางคนอาจจะคิดว่าประเทศเล็กนิดเดียวไม่น่าจะมีอะไรให้ค้นหา หรือบางคนก็อาจจะบอกว่าประเทศนี้ร่ำรวยมหาศาลจากการขุดพบน้ำมัน ซึ่งเป็นเรื่องราวที่บอกต่อกันมาหลายสิบปี นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ทีมงานโลก 360 องศา เดินทางสู่บรูไนอีกครั้ง เพื่อทำความรู้จักกับประเทศนี้ในช่วงเวลาปัจจุบัน โดยได้รับการอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดีจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน

การเดินทางสู่บรูไนนั้น จริงแล้วทำได้ไม่ยากเพราะมีสายการบินรอยัล บรูไน บินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปยังกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน เมืองหลวงของประเทศบรูไนทุกวัน โดยใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง 45 นาที และข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สายการบินก็ทำให้เรารู้ว่า แม้บรูไนจะเป็นประเทศมุสลิมแต่ก็เปิดกว้างพอสมควร เช่น ชาวต่างชาติสามารถดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้แต่ต้องไม่ใช่ในที่สาธารณะ นอกจากนี้แล้วคนบรูไนจะไม่ใช้นิ้วชี้ ชี้ไปที่สิ่งของเพราะถือเป็นเรื่องไม่สุภาพ แต่ใช้การผายมือแทน และที่สำคัญคือ สีเหลืองเป็นสีของพระมหากษัตริย์ ดังนั้นคนบรูไนเองจะไม่ใส่เสื้อผ้าสีเหลือง

แม้ว่าความตั้งใจแรกของพวกเราคือการทำความรู้จักและค้นหามุมมองอื่นๆ ของประเทศบรูไนนอกเหนือจากความร่ำรวยจากภาพที่คนทั่วไปรู้จัก แต่เมื่อเดินทางถึงประเทศนี้แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งหนึ่งที่จะต้องไม่พลาดคือการไปเยี่ยมชมความสวยงามและยิ่งใหญ่ด้านสถาปัตยกรรมต่างๆ ของที่นี่ โดยหนึ่งในนั้นคือ มัสยิดจามี อัสรี ฮัซซานิล โบลเกียห์ (Jame’ Asr Hassanil Bolkiah Mosque)

มัสยิดแห่งนี้เป็นมัสยิดประจำรัชกาลปัจจุบัน คือ สมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์ที่ 29 แห่งบรูไน และนับเป็นมัสยิดหลวงแห่งที่ 2 เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ. 1994 นับเป็นมัสยิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรูไน สร้างขึ้นบนพื้นที่ราว 2 แสนตารางเมตร สามารถจุคนได้ถึง 4,500 คน โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมด้านในได้ ด้วยการกำหนดพื้นที่ไว้อย่างชัดเจน และเมื่อเข้าสู่ด้านในแล้วสีเหลืองทองอร่ามที่ประดับประดาไว้อย่างวิจิตรตระการตา สามารถสะกดสายตาผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี

เมื่อไปเยือนมัสยิดหลวงในรัชกาลปัจจุบันแล้ว สถานที่สำคัญอีกแห่งที่ควรไม่ควรพลาดเช่นกันคือ มัสยิดสุลต่านโอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน (Sultan Omar Ali Saifuddien Mosque) มัสยิดหลวงแห่งแรก อีกหนึ่งสถานที่ซึ่งกลายเป็นภาพจำของหลายๆ คนเมื่อพูดถึงประเทศบรูไน และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นมัสยิดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว

มัสยิสหลวงแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์ที่ 28 ความสูงจากฐานมัสยิดถึงยอดโดมทอง 52 เมตร นับเป็นสถาปัตยกรรมที่มีความสูงที่สุดในกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน จุดเด่นของที่นี่คือสระขนาดใหญ่ด้านนอก ซึ่งมีเรือพระที่นั่งจำลองของสมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์ที่ 2 แห่งบรูไน สร้างด้วยหินตั้งเด่นตระหง่านอยู่กลางสระ รวมทั้งยังมีพื้นที่ลานกว้างขนาดใหญ่ด้านหน้าให้ผู้คนได้ทำกิจกรรมต่างๆ อีกด้วย

สถานที่ต่างๆ ในกรุงบันดาร์เสรีเบกาวันที่พวกเราได้พบ ล้วนแล้วแต่ภาพสะท้อนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และความเลื่อมใสต่อศาสนาของผู้คนที่นี่ ผ่านทางสิ่งปลูกสร้างที่ยิ่งใหญ่ ประดับประดาด้วยข้าวของมีค่าต่างๆนอกจากนี้แล้วหากมีโอกาสไปเยือนพิพิธภัณฑ์รอยัลเรกกาเลีย (Royal Regalia Museum) หรือพิพิธภัณฑ์แสดงเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ก็จะสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่และความสำคัญของสุลต่าน ทั้งนี้ราชวงศ์โบลเกียห์แห่งบรูไน นับเป็นราชวงศ์ที่นับถือศาสนาอิสลามซึ่งเก่าแก่ที่สุดในโลก

พิพิธภัณฑ์รอยัลเรกกาเลีย เป็นสถานที่รวบรวมเรื่องราวพระราชประวัติสมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์ปัจจุบัน รวมทั้งเครื่องบรรณาการจากผู้นำประเทศต่างๆ ภายในแบ่งออกเป็น 4 ห้องคือ ห้องจัดแสดงเครื่องราชกกุธภัณฑ์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ค.ศ. 1968 หอศิลป์หลวง ห้องจัดแสดงนิทรรศการพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ ครบรอบ 25 ปี (Silver Jubilee) และห้องจัดแสดงนิทรรศการพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบรอบ 50 ปี (Golden Jubilee)

แม้ว่าบรูไนจะเป็นประเทศเล็กๆ จากขนาดพื้นที่และจำนวนประชากรแต่ก็นับว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ต่อภูมิภาคนี้มายาวนานเช่นกัน โดยในสมัยศตวรรษที่ 14-17 ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของการเดินเรือและการค้าโกตาบาตูของบรูไน เคยเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญของภูมิภาค มีการค้นพบโบราณวัตถุนับหมื่นชิ้น และจัดแสดงเรื่องราวไว้ที่พิพิธภัณฑ์การเดินเรือทางทะเลบรูไนดารุสซาลาม (Brunei Darussalam Maritime Museum) ที่เปิดให้เข้าชมเพื่อให้พวกเราได้เข้าใจและเห็นภาพความสำคัญของประเทศนี้ได้ชัดเจนมากขึ้น

กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนบรูไนคือ การเที่ยวชมหมู่บ้านน้ำ (Kampong Ayer) หนึ่งในสถานที่ได้สมญานามว่าเป็น “เวนิสแห่งตะวันออก” (Venice of the East) นอกจากนั้นคือการลองชิมอาหารพื้นถิ่นที่ทำจากแป้งสาคู ซึ่งชาวบรูไนเรียกกันว่า Ambuyat แล้วต่อด้วยการล่องไปตามแม่น้ำชมภาพความสวยงามและความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติสองฝั่งน้ำ และหากโชคดีก็อาจจะได้เจอสัตว์หายากของเกาะบอร์เนียว แล้วปิดท้ายด้วยการชมพระอาทิตย์ตกที่ Empire Hotel & Country Club พื้นที่ชายหาดติดทะเลจีนใต้ ในมุมที่ว่ากันว่าสวยที่สุดแล้วในประเทศบรูไน

เรื่องราวของประเทศบรูไนสำหรับพวกเราเพิ่งเริ่มต้น ยังมีสิ่งต่างๆ ที่นอกเหนือไปจากที่คาดคิดไว้อีกมากเลยทีเดียว รับชมเพิ่มเติมได้ในรายการโลก 360 องศา ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 HD เช้าวันอาทิตย์ เวลา 08.00-08.30 น.หรือติดตามได้ที่ Facebook ของรายการโลก 360 องศา รวมทั้งชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube Chanel รายการโลก 360 องศา

ปะเหลียน ป่ะล่ะ? เที่ยว 3 ชุมชนลุ่มแม่น้ำที่ยังไม่มีใครไปถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572526

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2561 เวลา 10:56 น.

ปะเหลียน ป่ะล่ะ? เที่ยว 3 ชุมชนลุ่มแม่น้ำที่ยังไม่มีใครไปถึง

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

คนมาเที่ยวตรังจะมุ่งหน้าไปทะเลอันดามัน จนทำให้ชื่อของ “ลุ่มแม่น้ำปะเหลียน” ไม่ถูกพูดถึง

ลุ่มแม่น้ำปะเหลียนมีชุมชนริมน้ำตั้งอยู่ 3 แห่ง คือ บ้านแหลม ต.วังวน บ้านหินคอกควาย ต.บ้านนา และบ้านทุ่งตาเซะ ต.ทุ่งกระบือ มีความน่าสนใจตรงที่ทั้ง 3 ชุมชนมี “ต้นทุนแหล่งท่องเที่ยว” แตกต่างกัน โดยช่วงปีที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่ได้ทำงานร่วมกับทีมวิจัย “โครงการการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวในเขตลุ่มน้ำปะเหลียน” จากการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมมือกันจัดการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสร้างมูลค่าแหล่งท่องเที่ยว

ฟ้าพิไล ทวีสินโสภา อาจารย์สาขาวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง หนึ่งในทีมวิจัย เล่าว่า เส้นทางชุมชนลุ่มน้ำปะเหลียนมีต้นทุนเรื่องแหล่งท่องเที่ยว ทั้งการท่องเที่ยวบนบกและทางน้ำ รวมถึงทรัพยากรอย่างธรรมชาติและสัตว์น้ำ แต่ชาวบ้านยังขาดความรู้ความเข้าใจในการอนุรักษ์และการจัดการ

งานวิจัยนี้จึงเกิดขึ้นเพราะต้องการนำทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีอยู่แล้วในชุมชน ซึ่งผ่านการประเมินแล้วว่ามีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวมาจัดทำแผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เกิดมูลค่าเพิ่มและมีความยั่งยืนไปพร้อมกัน นำไปสู่การจัดทำโปรแกรมนำเที่ยวแบบครึ่งวันและแบบเต็มวัน โชว์จุดขายที่เป็นไฮไลต์ของชุมชน

บ้านแหลม อันซีนหอไหร

จุดเด่นของบ้านแหลมคือ ความหลากหลายของธรรมชาติที่นำมาร้อยเรียงผูกโยงกับตำนาน อย่าง หัวแหลม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้าน ต.วังวน มีลักษณะเป็นปลายแหลมยื่นออกไปในทะเล มองเห็นน้ำวนที่เกิดจากแม่น้ำ 3 สาย ได้แก่ คลองทุ่งค่าย คลองย่านตาขาว และคลองปะเหลียน ไหลวนมารวมกัน

คนในชุมชนเชื่อว่า ในน้ำวนนี้มีสัตว์น้ำจึงเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ และเพราะความสมบูรณ์ชาวบ้านจึงใช้ผืนน้ำเป็นฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยนางรม หอยแมลงภู่ และทำกระชังปลา โดยนักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อหอยนางรม แล้วกะเทาะกินกันสดๆ กับน้ำจิ้มซีฟู้ดได้เลย

นอกจากนี้ หัวแหลมยังเป็นที่ตั้งของ ศาลเพียงตาทวดทูเชน บุคคลที่ชาววังวนเคารพนับถือมากที่สุด โดยมีความเชื่อว่า หากเรือแล่นผ่านศาลทวดทูเชนจะต้องเคารพสักการะด้วยการตีกลองร้องเป่าให้เกิดเสียงดัง ถ้าเป็นเรือมโนราห์ผ่านจะต้องทำการแสดงและจัดให้มีการร้องเพลงตีกลอง

ก่อนฤดูออกทะเลก็จะต้องมาสักการะเพื่อให้ทวดทูเชนคุ้มครอง และทางด้านหลังศาลมีต้นประดู่ต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา อายุมากกว่า 50 ปี มีกิ่งก้านระโยงระยางคล้ายเกลียวคลื่นกลายเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ชาวบ้าน

อีกเกาะชื่อ เกาะเหลาตำ มีพื้นที่ขนาด 800 ไร่ ด้านนอกล้อมรอบด้วยป่าชายเลน 750 ไร่ ลึกเข้าไปชั้นที่สองเป็นหาดทราย ชั้นที่สามเป็นป่าชายเลนและหาดทราย และชั้นที่สี่เป็นป่าบก 50 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นต้นกำชำหรือต้นมะหวดที่ขึ้นตามธรรมชาติ ผสมกับต้นสนที่ชาวบ้านปลูกไว้

นักท่องเที่ยวสามารถกางเต็นท์ได้ รวมทั้งยังเป็นจุดส่องนกเหยี่ยวแดง นกรุ้ง นกฉิ่ง นกขมิ้น นกแซงแซว และยังเป็นเขตอนุรักษ์ปูดำ มีเรื่องเล่าในพื้นที่ว่า เกาะเหลาตำเป็นเกาะฝังศพคนเรือ ดูได้จากพื้นที่ที่มีเสากระโดงเรือปักอยู่ตามพื้นดิน จึงสันนิษฐานว่าเป็นหลุมฝังศพที่ระลึกถึงคนตาย

เมืองตรังค้นพบสันหลังมังกร 6 แห่ง เรียกว่ามีมังกร 6 ตัว ซึ่งในบ้านแหลมก็ไม่น้อยหน้ามี สันหลังลูกมังกร ลักษณะเป็นสันดอนหาดทรายที่ปรากฏตัวขึ้นยามน้ำลง สามารถลงเดินได้ตลอดแนว แต่ที่ไม่ต้องรอน้ำลดก็ไปเดินย่ำทรายคือ เกาะหอไหร หรือ เกาะหอไร้ เป็นเกาะกลางทะเล ลักษณะเป็นหาดทรายมีต้นโกงกางอยู่ประปราย ชาวบ้านใช้เป็นแหล่งเก็บหอยตลับ ภาษาถิ่นเรียกว่า หอยปะ ซึ่งเป็นหอยที่มีมากในเขตลุ่มน้ำปะเหลียน

นอกจากหอยตลับ เกาะหอไหรยังเป็นถิ่นอาศัยของปูก้ามดาบจำนวนมหาศาล ตามพื้นทรายจะเห็นรูเล็กๆ หากมองจากระยะไกลจะเห็นก้ามใหญ่ๆ ของมันชูอวดอยู่เต็มหาด แต่ถ้าเดินเข้าใกล้พวกมันจะหายลงรูในพริบตา

ขณะเดียวกัน นักวิจัยยังใช้เกาะหอไหรเป็นจุดศูนย์กลางในการทำงานท่องเที่ยวแบบบูรณาการ 3 ชุมชน เพราะเป็นฐานทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด และมีการใช้พื้นที่ร่วมกันของชาวบ้าน

“เราพบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากกว่าด้านศิลปวัฒนธรรม ทำให้เกาะหอไหรและสันหลังลูกมังกรเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในระดับดีของชุมชนบ้านแหลม โดยแต่ละแห่งจะมีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวในแต่ละวันที่แตกต่างกัน เช่น เกาะหอไหรรับนักท่องเที่ยวได้สูงสุด 100 คน/วัน หรือเกาะเหลาตำรองรับนักท่องเที่ยวได้วันละ 375 คน” ฟ้าพิไล กล่าว

บ้านหินคอกควายชุมชนสามวัฒนธรรม

จากบ้านแหลมสามารถนั่งเรือลำเดิมไปเที่ยวเชื่อมโยงได้ที่บ้านหินคอกควาย ชุมชนทำประมงและทำสวนยางพารา มีประชากรประมาณ 1,300 คน ประกอบด้วย 3 วัฒนธรรม คือ ไทย-พุทธ ไทย-มุสลิม และไทย-จีน จนถูกขนานนามว่า ชุมชนมนตราแห่งลุ่มน้ำปะเหลียน

ทางเข้าน่านน้ำของหมู่บ้านมีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอันเป็นที่มาของชื่อ บ้านหินคอกควาย คือ พบก้อนหินที่ล้อมเป็นวงกลมคล้ายกับคอกสัตว์ มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ในอดีตชาวบ้านจะนำควายไปปล่อยไว้กลายเป็นชื่อบ้านหินคอกควาย

ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่ ศาลเจ้าพระร้อยแปดร้อยเก้า สร้างขึ้นโดยชาวจีนไหหลำ เป็นที่ตั้งขององค์ยี่ก๋งดั๋ว พระพุทธรูป และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมกลายเป็นศูนย์รวมใจของทุกคน

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังมีแผนพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติบ้านหินคอกควาย ลักษณะเป็นทางเดินศึกษาพันธุ์ไม้ป่าชายเลนเลียบชายทะเล เป็นเส้นทางเดิมที่มีอยู่แล้วแต่รกร้างไป ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของบประมาณมาพัฒนาให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้บ้านหินคอกควายมีจุดเด่นด้านธรรมชาติ เสริมทัพกับเรื่องวัฒนธรรมที่มีอยู่แล้ว

บ้านทุ่งตาเซะ เล่นน้ำตกรสเค็ม

บ้านตาเซะเป็นชุมชนขนาดเล็กจำนวน 65 ครัวเรือน แต่อุดมไปด้วยป่าชายเลนมากถึง2,000 ไร่ มีแหล่งท่องเที่ยวไฮไลต์อยู่ที่ น้ำตกน้ำเค็ม น้ำตกกลางป่าชายเลนมีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ลักษณะเป็นน้ำเค็มจากคลองทุ่งค่ายไหลลงสู่แม่น้ำปะเหลียนและทะเลอันดามัน มีหน้าผาสูง 5 เมตร กว้าง 30 เมตร กลายเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สวยงาม

“ตอนนี้เราสามารถจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวแบบครึ่งวันและเต็มวัน โดยที่นักท่องเที่ยวจะได้เห็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวหลักๆ เช่น เกาะหอไหร น้ำตกน้ำเค็ม และหินคอกควาย รวมถึงกิจกรรมต่างๆ เช่น การเก็บหอย เยี่ยมชมกระชังเลี้ยงปลาและหอยของชุมชน และการไปรู้จักกับงานหัตถศิลป์และสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน

จากการได้ทดลองจัดกิจกรรมเหล่านี้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวตัวอย่าง พบว่า ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับสูง โดยสิ่งที่นักท่องเที่ยวคิดว่าเป็นจุดขายสำคัญ คือการชมและฝึกหัดทำศิลปหัตถกรรมการฉีกใบจากแบบปากกัดตีนถีบ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างนักท่องเที่ยวกับชุมชน และเป็นการท่องเที่ยวที่หลากหลายและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม” ฟ้าพิไล เพิ่มเติม

บ้านนายอดทอง ลองทำติหมา

การชมและฝึกหัดทำศิลปหัตถกรรมที่กล่าวถึงอยู่ที่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานก้านจาก บ้านนายอดทอง ต.วังวน แหล่งผลิต “ติหมา” หรือภาชนะที่ทำจากก้านใบจากเหลือทิ้ง

จากโจทย์ปัญหาของชาวบ้านที่ไม่สามารถผลิตติหมาได้เพียงพอความต้องการของตลาด ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการผลิต ทำให้กลุ่มวิสาหกิจประสบปัญหา

“ติหมาเป็นภูมิปัญญาจักสานของคนภาคใต้ที่นำส่วนยอดของใบจากอ่อน ซึ่งเป็นส่วนเหลือทิ้งจากกระบวนการทำใบจากนำมาสานใช้แทนแก้วน้ำ กระบวยตักน้ำได้ ปัจจุบันมียอดการสั่งซื้อจำนวนมาก แต่ชาวบ้านไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทัน เนื่องจากใบจากที่นำมาเป็นวัตถุดิบนั้นต้องแห้งแล้วเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ ทางชุมชนใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมคือการตากแดด หากแดดอ่อนหรือต้องใช้เวลามากกว่า 1 วันจะเกิดปัญหาสีผิดเพี้ยนไป” ผศ.นพดล โพชกำเหนิด อาจารย์ประจำภาควิชาคณะศิลปศาสตร์ มทร. ศรีวิชัย กล่าว

จากโจทย์ดังกล่าว ผศ.นพดล ได้ทำโครงการวิจัยการพัฒนาตู้อบแสงอาทิตย์ จนสามารถสร้างตู้อบใบจากให้แห้งภายในเวลา 3 ชั่วโมง ทำให้ผลิตใบจากแห้งได้เฉลี่ย 2,000-3,000 ใบ/รอบ สามารถนำไปผลิตเป็นติหมาได้ครั้งละ 100-200 ใบ ทำให้เพิ่มกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อตลาด และยังช่วยแก้ปัญหาการผลิตได้ดีในหน้าฝน

ส่วนนักท่องเที่ยวสามารถลองทำติหมาได้ด้วยตัวเองที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านนายอดทอง ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มสมาชิกกว่า 100 ครัวเรือน

การต่อยอดต้นทุนแหล่งท่องเที่ยวจาก 3 ชุมชน 3 ตำบลแห่งลุ่มน้ำปะเหลียน กำลังก้าวสู่ปีที่ 2 ซึ่งปี 2562 จะเน้นไปที่การสร้างความพร้อมของชุมชน โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบลทั้ง 3 แห่ง กรมเจ้าท่า ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ได้มาตรฐานมากขึ้น

การท่องเที่ยวในชุมชนลุ่มน้ำปะเหลียนเพิ่งเปิดเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ปัจจุบันพร้อมรับนักท่องเที่ยวแบบกลุ่มตั้งแต่ 12 คนขึ้นไป สามารถติดต่อได้ที่ มล ณะสม ชาวบ้านแหลม โทร. 08-7284-8429

สิงห์ฟู้ดเฟสต์ 3 สุขครบรสกับ 44 ร้านอาหารชื่อดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572463

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

สิงห์ฟู้ดเฟสต์ 3 สุขครบรสกับ 44 ร้านอาหารชื่อดัง

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

สิงห์ จัดงาน สิงห์ฟู้ดเฟสต์ 3 (Singha Food Fest 3) เทศ

กาลความอร่อยแห่งปี เฟสติวัลแนวใหม่ใจกลางเมือง สัมผัสประสบการณ์แห่งความสุขอย่างครบรส กับร้านอาหารยอดฮิตทั่วกรุงเทพฯ

หลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากกับ สิงห์ฟู้ดเฟสต์ ครั้งที่ผ่านมา ครั้งนี้กลับมาอีกครั้งภายใต้คอนเซ็ปต์ “สิงห์นักชิม” ที่ให้คุณชิมได้ครบร้าน สุขได้ครบรสกับ 44 ร้านอาหารดัง ด้วยเมนูเด็ดที่เหล่านักชิมล้วนตามหา กับร้านอาหารสุดฮอตที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี

พลาดไม่ได้กับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังแนวหน้าของเมืองไทยอย่าง เก็ตสึโนว่า, แสตมป์, มายด์, เบล สุพล, พอส และเพลย์กราวด์ พร้อมเหล่าดีเจจาก Kolour ร่วมสร้างสีสันความสนุกสุดมันส์ ที่ลานจอดรถหน้าโรงแรมเรเนซองส์ ราชประสงค์ (สถานีรถไฟฟ้าชิดลม) ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย.-2 ธ.ค.ศกนี้ เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป

ภายในงานจะได้อร่อยฟินกับ 4 โซน ร้านอาหาร 4 สไตล์ เริ่มต้นด้วยโซนแรกกับ Popular Dish อาทิ ครัววราภรณ์, ปูดองอันยอง, กู่ หลง เปา, กริล 63 ดีกรี, ซี บาห์ บาร์, โซทาสะ แซลมอน เดลิเวอรี, สปาเกตตี เฮาส์ 789, ครัวนภัส, โอ้ มาย แคลม, ชิคกะ ชีส, เจเจ กริล และซอสามสาย

มาต่อที่โซน Photogenic Dish เติมความสุขกับเมนูถ่ายรูปสวยลงโซเชียลเน็ตเวิร์กแบบมั่นใจเตะตาเหล่านักชิม อย่างร้านไทนีบอล ไอศกรีม, ฮอตโตะ บัน, จี. เจ. ลีคเกอร์, เฟรนด์ ชีส, บลูมมิง แกลเลอรี, แฮปปี้ ชีส โทสต์, ไอติมา เจลาโต และคัทโคโน โคโค่นัท

ต่อด้วยโซนที่สามอย่าง Bucketlist Dish หลากหลายร้านอาหารสุดอร่อย ที่ต้องชิมสักครั้งในชีวิต อาทิ หมูกรอบอากง, บาร์บีคิว ไทยเฮิร์บ, บล็อก 26th เบบี้ ออคโทปุส ทาโกะยากิ, คินซ่า เกี๊ยวซ่า, ชูการ์ เทล, ปูไข่เยิ้ม บาย มิค, มิสเตอร์ออมเล็ต, อีทมี ชีส, เขียวไข่กา, แมนี่ ซีดส์กราโนลา, อ้วนนะ หมูกรอบชาชู, นานา หอยครก, อังเคิล บอส ซอสเซจ

 

ปิดท้ายด้วยโซนร้านค้าชั้นนำในเครือบุญรอดบริวเวอรี่ อาทิ ฟาร์ม ดีไซน์, ชิมทิม, อาหาร, เมดบายต๊อด และ เอสต์. 33

บอกได้คำเดียวว่างานนี้ฟู้ดเลิฟเวอร์อิ่มฟินครบทุกรสแน่นอน

นอกจากเพลิดเพลินไปกับอาหารแล้ว พลาดไม่ได้กับกิจกรรมและไฮไลต์ของงาน อาทิ การพบกันของสองเชฟชื่อดังอย่าง เชฟอาร์ต-ศุภมงคล ศุภพิพัฒน์ Chef Tableคนแรกของประเทศไทย และ เชฟตาม-ชุดารี เทพาคํา Top Chef Thailand คนแรกของประเทศไทย ที่จะมาครีเอทเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ โชว์ฝีมือการปรุงอาหารจานพิเศษ (วันที่ 30 พ.ย.นี้) พร้อมโซนเกมต่างๆ ที่รวมกิจกรรมสุดมันส์ ให้ร่วมเล่นและลุ้นไปกับรางวัลสุดพิเศษ และคอดนตรี ก็ได้ชิลเอาต์ใจกลางเมือง ท่ามกลางเสียงเพลงและอาหารแสนอร่อย

รายละเอียดเพิ่มเติม Facebook.com/SinghaLife