อเล็ก กอร์ดอน โลม่าส์ ประสบการณ์ที่ดีมาจากการเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572470

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

อเล็ก กอร์ดอน โลม่าส์ ประสบการณ์ที่ดีมาจากการเรียนรู้

เรื่อง ภาดนุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ได้พบกับ อเล็ก กอร์ดอน โลม่าส์ เอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ประจำโรงเรียนศิลปะการอาหารและผู้ประกอบการคูลิเนอร์ (Culineur, School of Culinary Arts and Entrepreneurship) รวมทั้งเป็นเชฟประจำร้านเฟลเวอร์ส (Flavours) และร้านการ์นิช (Garnish) ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการทำอาหารมากว่า 20 ปี เราจึงถือโอกาสชวนเขามาพูดคุยถึงเส้นทางอาชีพเชฟให้ฟัง

“ผมเกิดและเติบโตที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ จากนั้นก็ย้ายไปอยู่ที่เมืองแวนคูเวอร์ แคนาดา เมื่อเรียนจบไฮสกูล ผมก็ตัดสินใจเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนทำอาหาร ซึ่งโรงเรียนนี้จะเน้นสอนทำเมนูเกี่ยวกับอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมเป็นหลัก พอเรียนจบผมก็เริ่มต้นอาชีพเชฟด้วยการฝึกงานในร้านอาหารที่ชื่อ Joe Fortes ที่เมืองแวนคูเวอร์ก่อนเลย จากนั้นก็มีโอกาสได้ทำหน้าที่เชฟจริงๆ ในร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งที่ชื่อ La Terraza ซึ่งเป็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียงและได้รับรางวัลมาก่อน ผมจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำอาหารที่ร้านนี้อยู่ 2 ปีเต็ม

ต่อมาผมก็ย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิดที่รัฐแคลิฟอร์เนีย และได้งานในตำแหน่ง เอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ที่แผนกจัดเลี้ยงของโรงแรมแห่งหนึ่ง โดยทำงานอยู่ที่นี่ยาวนานถึง 5 ปีเลยละ ในช่วงที่ผมมีโอกาสลาพักร้อน 2 สัปดาห์ ผมได้บินมาเที่ยวเมืองไทยกับน้องชาย โดยเที่ยวทั้งในกรุงเทพฯ หัวหิน และภูเก็ต ซึ่งทุกโรงแรมที่ผมได้ไปพัก ผมมักจะคุยกับเชฟในสถานที่นั้นๆ โดยถามเขาว่า การทำงานเป็นเชฟในเมืองไทยเป็นอย่างไรบ้าง เนื่องจากผมรู้สึกชอบเมืองไทย และมีความคิดว่าอยากจะมาเป็นเชฟที่เมืองไทยด้วย แล้วที่แคลิฟอร์เนียที่ผมอยู่นั้น ผมจะมีเพื่อนชาวเอเชียเยอะมาก จึงมีโอกาสได้ลองชิมอาหารเวียดนาม และจีน เป็นต้น เลยทำให้ผมสนใจเมืองไทยขึ้นมา”

เชฟอเล็กเล่าว่า หลังจากมาเที่ยวเมืองไทยแล้ว อีก 1 ปีต่อมาเขาก็ตัดสินใจมาทำงานเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ที่โรงแรม เซ็นทารา กะตะ รีสอร์ท และโรงแรม เซ็นทารา กะรน รีสอร์ท ซึ่งอยู่ที่ภูเก็ต โดยทำงานอยู่ที่โรงแรมทั้งสองแห่งนี้รวม 2 ปี จากนั้นจึงไปเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่เปิดตัวโรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่งในอินเดียเป็นระยะเวลา 3 เดือน เขาก็ตัดสินใจลาออกและบินกลับมาทำงานที่ภูเก็ตอีกครั้ง

“เมื่อกลับมาภูเก็ต ผมก็ยังคงเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ โดยทำงานในเครือโรงแรม Relais & Chateaux ซึ่งรวบรวมร้านอาหารหรูและโรงแรมชื่อดังเอาไว้ เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าส่วนใหญ่ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่เป็นสมาชิก เมื่อทำงานที่นี่ ผมมีโอกาสได้ทำเมนูอาหารให้กับสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และเมนูสำหรับเรือสำราญด้วย เรียกว่าเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายๆ ผมจึงทำงานที่นี่เพลินๆ จนถึง 3 ปีครึ่ง

ต่อมาผมรู้สึกว่าอยากลองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ดูบ้าง ผมจึงไปเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ที่ Panacea Retreat Koh Samui ซึ่งเป็นรีสอร์ทสุดหรูอยู่อีก 2 ปีครึ่ง ก่อนจะมาเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ที่ห้องอาหารเฟลเวอร์สและห้องอาหารการ์นิช รวมทั้งเป็นครูสอนทำอาหารที่โรงเรียนศิลปะการอาหารและผู้ประกอบการคูลิเนอร์อย่างในปัจจุบันนี้”

เชฟอเล็กบอกว่า ถ้าพูดถึงหน้าที่ในฐานะเอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ของสองห้องอาหารและหนึ่งโรงเรียนสอนทำอาหาร หน้าที่หลักของเขาก็คือ ดูแลคอนเซ็ปต์และสูตรอาหารทุกเมนูของทั้งสองร้านควบคู่กับการสอนทำอาหารไปด้วย ซึ่งตอนนี้ร้านเฟลเวอร์สได้เปิดเป็นร้านอาหารในช่วงพักกลางวันก่อน แต่ในอนาคตก็จะเปิดขายอาหารในช่วงเย็นด้วย ส่วนร้านการ์นิชซึ่งเป็นร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งนั้นจะเปิดให้บริการในปี 2562

“สำหรับหน้าที่ในการเป็นครูสอนทำอาหารของผมก็คือ ผมจะสอนผู้ที่มาเรียนโดยเริ่มตั้งแต่เบสิกอย่างการใช้มีดหั่นวัตถุดิบให้ถูกประเภทก่อน จากนั้นจะค่อยๆ ไล่ไปสู่การทำอาหาร โดยผมมักจะสอนนักเรียนตรงบริเวณครัวเปิดของร้านเฟลเวอร์สเป็นหลัก นอกจากนี้ผมยังสอนวิธีบริหารจัดการร้านไปพร้อมกันด้วย ผู้ที่มาเรียนส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนที่เรียนจบ ม.6 หรือผู้ที่ต้องการจะเปิดร้านอาหารของตัวเอง ซึ่งที่นี่จะมีทั้งหลักสูตรระยะสั้น และหลักสูตรระยะยาว 2 ปี เมื่อนักเรียนเรียนจบคอร์สไปพร้อมได้รับประกาศนียบัตร นอกเหนือจากความรู้ทางด้านการทำอาหารที่เราสอนให้แล้ว พวกเขาก็จะได้รู้วิธีดำเนินธุรกิจหรือการจัดการร้านอาหารของตัวเองไปด้วย

หน้าที่สำคัญอีกอย่างของผมก็คือ การคิดเมนูใหม่ๆ ที่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่เคยเห็นหรือไม่คุ้นเคยมาก่อน ยกตัวอย่าง เมนู ‘A Chopped Salad’ ที่ผมทำให้ชิมครั้งนี้ จะเป็นเมนูที่มีคอนเซ็ปต์แปลกใหม่ และเป็นอาหารอินเตอร์ฯ ที่เรียกว่า เวสต์ โคสต์ คิวซีน ซึ่งเป็นเมนูที่ผสมผสานอาหารหลายๆ สัญชาติ เช่น สเปน อิตาเลียน และฝรั่งเศส เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว หรือจะเรียกอีกอย่างว่าเป็นเมนูฟิวชั่นก็ได้ ซึ่งเมนูเหล่านี้เป็นอาหารที่คนหลายเชื้อชาติรับประทานได้ หลักๆ แล้วค่อนข้างจะเป็นเมนูที่ดีต่อสุขภาพ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า คนในแถบเวสต์ โคสต์ ส่วนใหญ่จะรักการออกกำลังกายและรักสุขภาพนั่นเอง”

เชฟอเล็กเสริมว่า แม้เขาจะเน้นการเรียนด้านเมนูฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมมา แต่เมนูที่เขาชอบและถนัดมากที่สุดก็คือเมนูฟิวชั่นนี่แหละ เพราะเป็นเมนูที่ไม่ต้องทำตามสูตรเป๊ะๆ เหมือนที่เคยทำกันมา จึงถือเป็นเรื่องที่สนุกและท้าทายที่ได้ครีเอทเมนูใหม่ๆ ออกมาซะมากกว่า

“ผมคาดหวังว่าเมนูที่ผมครีเอทเหล่านี้ น่าจะกลายเป็นเทรนด์อาหารแนวสุขภาพที่ได้รับความสนใจของผู้คนในอีก 3-5 ปีข้างหน้าได้ไม่ยาก เนื่องจากคนในยุคนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารสุขภาพกันมากขึ้น ผมจึงนำเมนูฟิวชั่นที่มีแนวโน้มเป็นเมนูสุขภาพมาสอนนักเรียนที่โรงเรียนสอนทำอาหารแห่งนี้ด้วย พร้อมทั้งยังได้นำมาเป็นส่วนหนึ่งของเมนูในร้านเฟลเวอร์ส ด้วยเช่นกัน ซึ่งวัตถุดิบส่วนใหญ่คนไทยอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยนัก เช่น แบล็กเคล แรดิชิโอ และผักอื่นๆ

อีกอย่างเมนูอาหารที่ร้านเฟลเวอร์ส จะเกี่ยวเนื่องกับการฝึกทำอาหารของนักเรียนด้วย อย่างเมนู A Chopped Salad ที่บอกไปนั้น ก็จะเป็นเมนูที่ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้วิธีการใช้มีดหั่นผักแต่ละชนิดหรือวัตถุดิบต่างๆ ได้ถูกวิธีมากยิ่งขึ้น ว่าผักชนิดนั้นๆ ควรจะหั่นอย่างไร เป็นต้น ฉะนั้นถ้าใครอยากชิมเมนูเหล่านี้ ก็สามารถแวะมารับประทานมื้อกลางวันที่เฟลเวอร์สได้เลย” (ยิ้ม)

เชฟอเล็กทิ้งท้ายว่า เป้าหมายในอนาคตอันใกล้ เขาตั้งใจไว้ว่าอยากจะทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ และทำให้โรงเรียนสอนทำอาหารแห่งนี้ รวมทั้งร้านอาหารทั้งสองแห่งที่เขารับผิดชอบนี้ กลายเป็นที่รู้จักของผู้คน มีชื่อเสียง และประสบความสำเร็จให้ได้ซะก่อน ส่วนเป้าหมายในระยะยาว เขาฝันไว้ว่าอยากจะมีร้านอาหารของตัวเองสักร้าน ซึ่งอาจจะเปิดที่เมืองไทยนี่แหละ นอกจากนี้เขาอาจจะรับดูแลโปรเจกต์เกี่ยวกับการทำอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาชอบต่อไปเรื่อยๆ อีกด้วย 

ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าราโด้ความอร่อยคู่เมืองหาดใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572468

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าราโด้ความอร่อยคู่เมืองหาดใหญ่

เรื่อง/ภาพ อัสวิน ภักฆวรรณ

ร้านก๋วยเตี๋ยวราดหน้าราโด้ ตั้งอยู่บนถนนเสน่หานุสรณ์ ย่านการท่องเที่ยวกลางเมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา ถือเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวราดหน้าเจ้าเก่าแก่ ไม่เพียงแต่มีชื่อเสียงอยู่คู่เมืองหาดใหญ่มายาวนานกว่า 40 ปี ยังเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในกลุ่มนักท่องเที่ยวมาเลเซียและสิงคโปร์ หากมาเที่ยวหาดใหญ่ต้องมากินก๋วยเตี๋ยวราดหน้าราโด้ให้ได้สักครั้ง ไม่งั้นมาไม่ถึงหาดใหญ่

ในแต่ละวัน หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวราดหน้าราโด้จะมีนักท่องเที่ยวนั่งรอคิวจองโต๊ะกันอย่างเนืองแน่น เพื่อสั่งก๋วยเตี๋ยวราดหน้า และผัดซีอิ๊วรับประทาน ซึ่งเป็นเมนูเด็ดประจำร้านและเป็นเมนูสุดฮิต ลูกค้ามานั่งแล้วต้องสั่งรับประทานทำให้ต้องผัดเป็นกระทะใหญ่ เพื่อให้ทันกับลูกค้าที่มานั่งรอกัน

บุญช่วย แซ่เซียง หรือ เฮียหัวล้าน เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวราดหน้าราโด้ กล่าวว่า เคล็ดลับของความอร่อยของก๋วยเตี๋ยวราดหน้าและผัดซีอิ๊วของทางร้านนั้น เป็นสูตรเฉพาะที่สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นอาก๋งที่อพยพมาจากเมืองจีน แล้วมาปักหลักอยู่ที่ จ.ยะลา และสืบทอดมาถึงรุ่นพ่อ ซึ่งย้ายมาเปิดร้านอยู่ที่เมืองหาดใหญ่ และปัจจุบันสืบทอดกันมาเป็นรุ่นที่ 3

เมนูก๋วยเตี๋ยวราดหน้าและผัดซีอิ๊ว ทีเด็ดอยู่ที่เนื้อหมูซึ่งเป็นสูตรดั้งเดิมและเส้นใหญ่ที่มาตรฐาน รวมทั้งรสชาติที่อร่อย ที่สำคัญผัดราดหน้าและผัดซีอิ๊วต้องใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิงเท่านั้น เพราะได้ความร้อนที่พอดีไม่เหมือนกับเตาแก๊ส หากซื้อกลับบ้าน ก็จะใส่ใบตองเพื่อให้ถูกสุขลักษณะและปลอดภัย หากสั่งเมนูธรรมดา ขายจานละ 55 บาท พิเศษราคา 65 บาท เปิดบริการตั้งแต่เวลา 10.30-23.00 น. หยุดวันพุธวันเดียว

ปัจจุบันร้านก๋วยเตี๋ยวราดหน้าราโด้ ได้ขยายเป็น 5 สาขา ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทั้งสาขาถนนเสน่หานุสรณ์ สาขาหน้าจุลดิส สาขาถนนไทยอาคาร สาขาถนนราชอุทิศ และสาขาทุ่งตำเสา 

ไปคาเฟ่ก็ต้องมีมารยาทนะ…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572471

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

ไปคาเฟ่ก็ต้องมีมารยาทนะ...

เรื่อง คาเอรุ ภาพ เอเอฟพี

ตอนนี้ในหลายๆ ประเทศ บรรดาคาเฟ่เป็นสถานที่สุดโปรด เป็นที่แฮงเอาต์ ที่สิงสถิต ที่นัดหมาย เดทติ้งของคนหนุ่มสาว เว็บไซต์ฮัฟโพสต์ไปสอบถามความคิดเห็นของบาริสต้าทั่วโลก พวกเขามีอะไรที่อยากบอกบรรดาคาเฟ่ฮอปเปอร์ทั้งหลายด้วยล่ะ เรื่องมารยาทอันดีงามยามเข้าร้านกาแฟน่ะ…

1.คิดก่อนสั่ง

ก่อนจะเดินไปยังเคาน์เตอร์สั่งกาแฟ ให้ตัดสินใจให้เสร็จว่าวันนี้ต้องการดื่มอะไร ถ้ายังคิดไม่ออกก็ให้เขยิบไปข้างๆ ให้คนที่เขาคิดออกก่อนถึงจะมาทีหลังได้สั่งก่อน อย่าไปยืนอึ้ง ทึ่ง คิดไม่ออกหน้าเคาน์เตอร์

2.เตรียมเงินให้พร้อม

นอกจากเตรียมเมนูแล้วก็เตรียมเงิน หรือการ์ด หรือแอพจ่ายเงินให้พร้อมด้วยล่ะ

3.สั่งให้เคลียร์

เรื่องเยอะสั่งแยะ บาริสต้าไม่ว่า แต่ขอให้สั่งให้ชัดให้เคลียร์ เช่น ต้องการนมสคิมมิลค์ หวานน้อย ไม่เอาน้ำตาล ดับเบิ้ลช็อต ฯลฯ อะไรก็ว่าไป แล้วก็ขอให้พูดจาสุภาพกับพวกเขาด้วยนะจ๊ะ

4.มาหลายคน

คงต้องสั่งหลายแก้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่คนมาทีหลังซึ่งสั่งดริงก์เดียว อาจจะได้กาแฟครบก่อนคุณที่ออร์เดอร์หลายแก้ว บาริสต้าวอนอย่าด่ากัน นี่คือเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่บริการไม่ดีซะหน่อย

5.ชื่อบนแก้ว

หลายร้านนิยมขอชื่อลูกค้าเขียนไว้บนแก้ว เพื่อความสะดวกในการรับกาแฟที่สั่ง หากบาริสต้าสะกดผิดก็หยวนๆ ไปเถอะนะคะ โดยเฉพาะชื่อภาษาไทยสะกดย้าก-ยากอ่ะ ขนาดภาษาอังกฤษ คนชื่อชารอน พอบอกไป บาริสต้า 50% ฟังเป็น ซูซาน ยังมี คือคิดซะว่าสะกดผิดเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายหรอกนะ กาแฟในแก้วก็อร่อยเหมือนเดิมแหละ

6.มือถือ

เมื่อถึงคิวสั่งกาแฟ กรุณาหยุดใช้มือถือ หรือถ้ามีสายสำคัญโทรเข้ามา ก็ให้ปฏิบัติแบบ ข้อ 1 คือเขยิบไปข้างๆ ให้คนข้างหลังเขาสั่งก่อนเลยจ้า การสนทนาแบบตัวต่อตัวกับบาริสต้าถือเป็นมารยาทสากลของคนที่คุยกันแบบ วัน-ออน-วัน คือต้องใส่ใจกันและกัน ไม่ใช่หูหรือตาอยู่กับมือถือ ให้บาริสต้ารอบริการ ถือว่าไม่สุภาพเลยละ

7.รอคอย

อย่ายืนขวางทางชาวบ้านเหมือนมีฉันคนเดียวที่กำลังรอคอยกาแฟอยู่ ไปหาที่นั่งชิลๆ รอเรียกชื่อเมื่อกาแฟเสร็จ หรือยืนเผื่อที่ให้คนอื่นๆ เข้ามารับกาแฟของเขาได้ง่ายๆ เมื่อได้กาแฟแล้วก็ถือแบบระวังๆอย่าไปชนกับใครให้เขา (แปด) เปื้อนกาแฟเราเข้าล่ะ

8.แบ่งปันที่นั่ง

คาเฟ่บางแห่งก็ผู้คนล้นหลามเหลือเกิน อย่ารังเกียจที่จะแบ่งปันที่นั่งกับคนแปลกหน้า หากเขาไม่ได้จะเข้ามานั่งตักหรือขี่คอเรา (ซะหน่อย) แล้วถ้าจะต้องทำอะไรตัดหน้าใคร หรือให้เขาช่วยหยิบนู่นนี่ ก็อย่าลืมคำว่า ขอโทษ หรือขอบคุณด้วยนะจ๊ะ

9.ความสะอาด

ช่วยบาริสต้ารักษาความสะอาดของบริเวณร้านกาแฟด้วย ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาฝากๆ มาอย่างเช่นถ้าคุณทำกาแฟ น้ำตาล ครีม นม ฯลฯ หกลงบนโต๊ะหรือเคาน์เตอร์รับกาแฟ ก็หากระดาษมาช่วยเช็ดสักหน่อย เพื่อความสะอาด ดูดี แล้วก็จะได้ไม่เลอะเทอะคนที่เกิดใส่ชุดสีขาวมาด้วย

10.ดื่มให้หมด

กาแฟแต่ละแก้วสมัยนี้ไม่ใช่ราคาถูกๆ เพราะฉะนั้นจงดื่มให้เกลี้ยง แต่ถ้าอิ่มมากๆ ดื่มไม่หมด ก่อนจะทิ้งลงถัง ควรปิดฝาให้เรียบร้อย น้ำที่เหลือยู่จะได้ไม่หกเลอะเทอะ เพราะว่าในถังขยะอาจจะมีของคมๆ เช่น ไม้จิ้มต่างๆ ที่พร้อมจะแทงทะลุถุงขยะออกมา ถ้ามีน้ำมันก็จะรั่วลงพื้นเมื่อนำออกมาทิ้ง และอาจจะมีใครลื่นหัวแตก กระดูกหัก หรือใครที่สวมรองเท้าดีไซเนอร์สุดแพงอาจจะด่าพ่อล่อแม่เอาได้นา 

เย่า เรสเทอรองต์ ห้องอาหารจีนสุดโมเดิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572460

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 16:00 น.

เย่า เรสเทอรองต์ ห้องอาหารจีนสุดโมเดิร์น

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

เปิดประสบการณ์ใหม่ของห้องอาหารจีนสไตล์โมเดิร์น ที่จะลบภาพห้องอาหารจีนแบบเดิมๆ ชวนให้นึกถึงบรรยากาศห้องอาหารเหลาที่ล้อมรอบไปด้วยโต๊ะกลม มองไปทางไหนก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเป็นจีนในทุกอณู ณ เย่า เรสเทอรองต (Yao Restaurant) ร้านอาหารจีนบนชั้นดาดฟ้าของตึกสูงแห่งแรกในกรุงเทพฯ ซึ่งให้บริการทั้งอาหารอาหารกวางตุ้ง และเซี่ยงไฮ้แบบดั้งเดิม รวมถึงเมนูใหม่ๆ ที่จะสร้างความทรงจำอันน่าประทับใจไม่รู้ลืมให้แก่ผู้มาเยือนตั้งแต่ครั้งแรก

เย่า เรสเทอรองต์ ต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยบรรยากาศการตกแต่งร้านในสไตล์โมเดิร์น แปลกตาจากร้านอาหารจีนทั่วๆ ไปจนถ้าไม่เฉลยแทบดูไม่ออก เพราะสอดแทรกกลิ่นอายความคลาสสิกของมหานครเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์หลักของร้านไว้ได้อย่างกลมกล่อม ผสมผสานความเก่าแก่วินเทจสไตล์จีนและความหรูหราทันสมัยของมหานครไว้อย่างลุ่มลึก ภายในตัวร้านแบ่งเป็น 2 โซนได้แก่ โซนร้านอาหารจีนบนชั้น 32 และรูฟท็อปบาร์บนชั้นดาดฟ้าของตัวตึก มอบความเป็นส่วนตัวด้วยโซนห้องวีไอพีสำหรับรับรองแขก 6-20 คน ซึ่งสามารถเปิดรับวิวและแสงธรรมชาติของย่านเจริญกรุงได้อย่างเต็มที่

ซิกเนเจอร์เมนูของที่นี่ คือ อาหารกวางตุ้งและเซี่ยงไฮ้แบบดั้งเดิม ทุกเมนูรังสรรค์รสชาติ โดย บรูซ ฮุย เฮดเชฟเชื้อสายจีนแท้ๆ ซึ่งได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เมนูอาหารจากวัฒนธรรมอาหารพื้นบ้านของเซี่ยงไฮ้ โดยนำมาประยุกต์ให้ทันสมัยผ่านการนำเสนอที่ดูดีมีสไตล์มากขึ้น เรียกน้ำย่อยด้วยออร์เดิร์ฟ 9 อย่างสไตล์เซี่ยงไฮ้ที่หน้าตาโดดเด่นจนใครเห็นต้องถ่ายรูปไว้แชร์ลงโซเชียล ภายในออร์เดิร์ฟมีทั้งหมูกรอบ ไก่แช่เหล้า ยำแมงกะพรุน มะเขือเทศดองในน้ำกระเจี๊ยบ ฯลฯ

เรียกน้ำย่อยแล้ว อย่าพลาดสารพัดเมนูติ่มซำรสเลิศที่มีเมนูพิเศษจากเซี่ยงไฮ้ซึ่งหากินไม่ได้ง่ายๆ ในเมืองไทยอย่างซาลาเปาทอดไส้หมูสไตล์เซี่ยงไฮ้เป็นตัวชูโรง ตามติดด้วยฟองเต้าหู้ทอดไส้กุ้งที่เพิ่มความพิเศษด้วยการเติมอโวคาโดเข้าไป ตลอดจนฮะเก๋าฟัวกราส์ เพิ่มความพิเศษให้ฮะเก๋ากุ้งด้วยการใช้แป้งที่ผสมชาร์โคล เสิร์ฟพร้อมฟัวกราส์ เป็นต้น

จากติ่มซำมาลองเมนูจานเดียว อย่างผัดถั่วแขกเต้าหู้ทอด เมนูที่ดูเหมือนจะธรรมดาแต่รสชาติไม่ธรรมดา ส่วนเมนูที่พลาดไม่ได้ คือ เมนูเส้นสดดึงมือราดซอสหมูแบบเผ็ด ทีเด็ดนอกจากรสชาติซอสที่เข้มข้น ยังอยู่ที่เส้นสดซึ่งเชฟจะตีและดึงเส้นสดทุกชาม อร่อยเหมือนบินไปกินที่เซี่ยงไฮ้ จากเมนูเส้นมาลองเมนูซุป แนะนำ ซุปเต้าหู้ดอกเหมยเสิร์ฟพร้อมเห็ดโมเรล รสชาติกลมกล่อมจนแทบไม่เชื่อว่าน้ำซุปไม่ได้ต้มจากกระดูกหมูหรือไก่ ต้องเป็นน้ำสต๊อกผักที่เคี่ยวถึง 3 วันจนได้ที่

ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งไฮไลต์ที่คนรักอาหารจีนพลาดไม่ได้นั่นคือ เมนูเป็ดปักกิ่ง ซึ่งทางร้านย่างโดยใช้ไม้ลิ้นจี่ ทำให้รสชาติดีแถมมีกลิ่นหอม สามารถเลือกได้ว่าจะเสิร์ฟคู่กับแป้งแพนเค้ก แตงกวา ต้นหอม เมลอน ซอสฮอยซิน แยมลิ้นจี่อัญชัน หรือแยมน้ำผึ้งโครงการหลวง แต่ที่เก๋และสะท้อนถึงความเดิร์น คือ การเสิร์ฟแป้งในเข่งที่ช่วยเก็บความร้อน ทำให้แป้งไม่แข็ง ส่วนเนื้อเป็ดที่เหลือลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะนำไปทำเป็นเมี่ยงเป็ดเสิร์ฟพร้อมผักสลัด ผัดพริกไทยดำ หรือ ซุปเป็ดบ๊วยดองใส่ขิง

ความสนุกและประทับใจในมื้อพิเศษยังไม่หมดเท่านี้ เพื่อให้ได้กลิ่นอายความเป็นจีน ทางร้านยังมีกิมมิกสนุกๆ ให้ผู้มาเยือนได้เพลิดเพลินกับการดื่มชา เพราะนอกจากทางร้านจะมีเมนูชามากมายตั้งแต่กลิ่นและรสที่คุ้นเคยไปจนถึงชาหายากชวนให้ลิ้มลอง ยังมีบริการ “Des-Tea-Ny” หรือ เสี่ยงเซียมซีจับรางวัลเพื่อทดลองชิมชาที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งอาจพาให้คุณอาจได้พบชารสชาติใหม่ในดวงใจเพิ่มขึ้นมาอีกก็เป็นได้

เย่า เรสเทอรองต์ ชั้น 32 โรงแรมแบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.30-14.30 น. และ 18.00-22.30 น. โทร. 02-088-5666

สดใสรับลมหนาว อะเพโรล สปริตซ์ ป๊อป-อัพ บาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572458

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 16:00 น.

สดใสรับลมหนาว อะเพโรล สปริตซ์ ป๊อป-อัพ บาร์

เรื่อง : คีตะ pk_st@yahoo.com ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

เมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่ของโรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ เราก็เห็นกลุ่มก้อนสีส้มสดใสโดดเด่นอยู่ด้านหน้า นั่นหมายความว่าเรามาถึง “อะเพโรล สปริตซ์ ป๊อป-อัพ บาร์” (Aperol Spritz Pop-Up Bar) แล้ว

เพื่อต้อนรับสายลมหนาวทางโรงแรมร่วมกับอิตาเลเซีย เทรดดิ้ง และคัมพารี กรุ๊ป ได้จัดสิ่งสุดพิเศษนี้ขึ้น เพื่อนำเสนอเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยสีส้มสัญชาติอิตาเลียนและอาหารสุดอร่อย เป็นอีกหนึ่งพื้นที่แฮงเอาต์เก๋ไก๋บนถนนสุรวงศ์ ตั้งแต่วันนี้ยาวไปถึงเดือน เม.ย.ปีหน้า

ตรงนี้ทำให้รู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่ ณ บีชบาร์สักแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งทุกคนมานั่งรับลมเย็นๆ จิบเครื่องดื่มเบาๆ แกล้มอาหารแบบสตรีทฟู้ด เป็นฟิงเกอร์ฟู้ดสไตล์อิตาเลียน พร้อมพูดคุยสนุกสนาน รายล้อมด้วยสีส้มสดใส รถตู้ซึ่งเป็นบาร์เครื่องดื่มโดดเด่น โต๊ะเก้าอี้สีขาว และร่มชายหาด

เครื่องดื่มที่เสิร์ฟมีอะเพอริทิฟ (Aperitif) คือ เครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยซึ่งนิยมดื่มก่อนอาหารสัญชาติอิตาลีเป็นส่วนผสมสำคัญ ทั้งสองแก้วมีสีส้มสดใส หนึ่ง คือ อะเพโรล สปริตซ์ ผสมจากโปรเซคโกและอะเพโรลผสมโซดาเล็กน้อย ใส่น้ำแข็ง ประดับด้วยชิ้นส้ม เมื่อนานมาแล้วเครื่องดื่มค็อกเทลชนิดนี้เกิดขึ้นและนิยมแพร่หลายในอิตาลี มักดื่มก่อนอาหารกลางวันหรืออาหารเย็น ก่อนจะเผยแพร่ไปสู่ยุโรป ได้รับความนิยมมาจนถึงแถบเอเชียแปซิฟิก สำหรับเมืองไทยยังเหมาะสำหรับเป็นเครื่องดื่มขณะรับประทานอาหารด้วย

อีกหนึ่งตัวเป็น อะเพโรล สปริตซ์ ป๊อปซิเคิล มี “กิมมิก” ที่น่าสนใจด้วยการนำเครื่องดื่มไปทำเป็นไอศกรีม ก่อนนำมาเป็นส่วนหนึ่งของแก้ว ไอศกรีมนั้นมีอะเพโรล น้ำส้มคั้น และเซเว่นอัพเป็นส่วนผสม ในแก้วยังมีอะเพโรลผสมกับโปรเซคโก เวลาดื่มจะกัดไอศกรีมแล้วตามด้วยน้ำ หรือจะคนๆ แท่งไอศกรีมให้ละลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของเหลวในแก้วแล้วยกดื่มก็ได้

อาหารที่พร้อมเสิร์ฟคู่เครื่องดื่มสร้างสรรค์โดย มาร์โค คัมมาราตา หัวหน้าเชฟชาวอิตาเลียนของโรงแรม เป็นอาหารรับประทานง่าย แต่พิถีพิถันในการปรุง วัตถุดิบ และส่วนผสมมีให้เลือกหลากหลายเมนู

อาหารแนะนำ เช่น สเต๊ก ฟรายส์ แอนด์ ดิป มันฝรั่งชิ้นโตเสิร์ฟกับดิป 3 อย่าง คือ ซอสมารีนาร่าแบบโฮมเมดที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนผสมหลักมีรสสไปซ์นิดๆ สไปซี่มัสตาร์ด นี่ก็เป็นแบบโฮมเมดเช่นกัน อีกหนึ่งคือชีสดิป ตอร์ตีญ่า แป้งข้าวโพดกรุบกรอบสไตล์เม็กซิกันรับประทานกับกัวคาโมเล่และสไปซี่ซัลซา เป็นอะไรที่กินแล้วหยุดไม่อยู่จริงๆ ต้องขอเบิ้ลนะ เวเนเชียน ชิป ทำจากปลาค็อดเค็ม แป้งข้าวโพด ชีส ไข่ และเครื่องเทศสมุนไพร รับประทานกับซอสกาลิคมาโย และซอสออเรนจ์ พุดดิ้ง

คาลามารีหรือปลาหมึกทอดสไตล์อิตาเลียนใช้หมึกกล้วย ซึ่งนำไปแช่นมเพื่อดูดสารพิษก่อนชุบแป้ง เกล็ดขนมปัง ผสมพริกเม็กซิกันแล้วทอด เสิร์ฟกับซอสพิโรธ (อาราบเบียต้า) เผ็ดร้อนเล็กๆ เดวิล สปริงโรลล์ เป็นเปาะเปี๊ยะที่รสเด็ดทั้งมันและเผ็ด จากไส้กรอกโชริโซ่และชีส วิงส์ “สปริตส์” ปีกไก่ทอดมีบัลซามิก อะเพโรล สไปซี่มัสตาร์ด และสมุนไพรผสม ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเมนูจากครัวเย็นของทางโรงแรมสั่งมารับประทานได้

อะเพโรล สปริตซ์ ป๊อป-อัพ บาร์ ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 และพื้นที่เอาต์ดอร์ด้านหน้าโรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ ถนนสุรวงศ์ โทร. 02-232-8888 หรือ Facebook.com/LeMeridienBangkok เปิดบริการทุกวัน ระหว่าง เวลา 17.00-24.00 น. ที่นี่น่าจะเป็นหมุดหมายที่หลายคนอยากจะไปส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่กัน 

นีลส์ ทาเวิร์น กึ่งทศวรรษเคียงคู่คนกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572428

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

นีลส์ ทาเวิร์น กึ่งทศวรรษเคียงคู่คนกรุง

เรื่อง ภาดนุ ภาพ ณัฐพล โลวะกิจ

ถ้าพูดถึงร้านอาหารที่มีชื่อเสียงมาหลายสิบปีในย่านซอยร่วมฤดี อย่าง นีลส์ ทาเวิร์น เรสเทอรองต์ แอนด์ เบค ช็อป (Neil’s Tavern Restaurant & Bake Shoppe) เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ ในทุกเจเนอเรชั่นต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะร้านแสนอบอุ่นแห่งนี้ถือเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์และสถานที่เฉลิมฉลองของคนทุกกลุ่ม

นีลส์ ทาเวิร์นฯ ก่อตั้งขึ้นในรูปแบบธุรกิจครอบครัวเมื่อปี 1969 ซึ่งเป็นปีที่ นีล อาร์มสตรอง นักบินอวกาศได้สร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ โดยเป็นมนุษย์คนแรกที่ได้เหยียบดวงจันทร์ ซึ่งในยุคนั้นร้านอาหารตะวันตกในรูปแบบอเมริกันสเต๊กเฮาส์ถือได้ว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ในสังคมไทย

ร้านนี้เริ่มขึ้นเมื่อผู้ก่อตั้งซึ่งมีประสบการณ์เป็นเชฟในสเต๊กเฮาส์มาก่อน อยากจะสานต่อความตั้งใจของตัวเอง ช่วงแรกที่เปิดร้านก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งนักธุรกิจและนักการทูตต่างชาติที่พำนักอยู่ในเมืองไทย จนกระทั่งร้านได้ย้ายมาอยู่ที่ซอยร่วมฤดีในปี 1978 และในอีก 5 ต่อมาก็ได้มีการเปิดร้าน นีลส์ เบค ช็อป ที่เป็นส่วนขยายเพิ่มเติมจากร้านอาหารหลัก โดยมีเมนูเค้กซิกเนเจอร์ที่ครองใจคนรักเค้กอย่างเค้กเวียนนีสช็อกโกแลต

ปัจจุบัน นีลส์ ทาเวิร์นฯ ได้ดำเนินธุรกิจมาสู่รุ่นที่ 3 โดยการนำของ ตรีรัตน์ พิชณุษากร หัวหน้าเชฟผู้ไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาเทคนิค พร้อมทั้งปรับรูปแบบการทำอาหารให้เข้ากับยุคสมัยใหม่และมีความเป็นสากล

เมนูแนะนำของร้าน เช่น “สเต๊ก ริบอาย” เนื้อนำเข้าที่ได้มาตรฐานสากล แสนอร่อย ตามด้วย “สเต๊ก อะ ลา นีล” เนื้อเทนเดอร์ลอยน์ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับซอสไวน์แดงสุดคลาสสิก ต่อด้วย “เอสคาร์โก้ วิธ การ์ลิก โคลฟส์” หอยทากอบกระเทียมรสชาติเลิศ

มาที่ “กริลล์ แลมบ์ แร็กส์ วิธ แครนเบอร์รี่ ซอส” ซี่โครงแกะสูตรพรีเมียมชุ่มฉ่ำด้วยซอสแครนเบอร์รี่ เมนูต่อมาคือ “กริลล์ เฟรนช์ สโนว์ฟิช วิธ ทรัฟเฟิล ซอส” ปลาหิมะฝรั่งเศสย่างราดด้วยซอสทรัฟเฟิลหอมกรุ่น หรือจะเป็น “โฟร์ตี้ เดย์ ดราย เอจด์ ออสเตรเลียน วางุ โทมาฮอว์ค” เนื้อโทมาฮอว์ค ดราย เอจด์ 40 วันก็ขึ้นชื่อ

ปิดท้ายด้วยเมนูของหวานประจำร้าน อย่างเค้กเวียนนีสช็อกโกแลต ก็เป็นอันครบถ้วนกระบวนความอร่อย แล้วที่นี่ยังมีเครื่องดื่มนานาชนิดทั้งมีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์ไว้บริการด้วย

นีลส์ ทาเวิร์นฯ ได้รับการออกแบบตัวร้านที่คงไว้ซึ่งความคลาสสิก โดยรังสรรค์บรรยากาศให้เป็นเสมือนบ้านสไตล์คันทรีตะวันตก ให้ความรู้สึกอบอุ่นด้วยการตกแต่งด้วยไม้สีเข้ม ส่งผ่านความรู้สึกโออ่าและหรูหรา ภายในร้านรองรับลูกค้าได้มากกว่า 200 คน โดยสามารถให้บริการจัดเลี้ยงและจัดปาร์ตี้ในรูปแบบต่างๆ ที่บริเวณชั้น 2 ของร้าน จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มองหาบรรยากาศคลาสสิกสไตล์อเมริกันคันทรี พร้อมทั้งชอบชิมและแชร์เพื่อเรียกยอดไลค์ผ่านเฟชบุ๊กและอินสตาแกรมได้เป็นอย่างดี

นีลส์ ทาเวิร์นฯ อยู่ที่ซอยร่วมฤดี ถนนวิทยุ เปิดบริการช่วงกลางวัน เวลา 11.30-13.45 น. และช่วงเย็นเวลา 17.30-22.30 น. ของทุกวัน โดยทางร้านมีบริการจอดรถเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าด้วย โทร.02-256-6874 หรือ Facebook.com/neilstavern 

บัวลอย 7 สี น้องฟีนิกซ์ ได้กินแล้วจะติดใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572425

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 11:00 น.

บัวลอย 7 สี น้องฟีนิกซ์ ได้กินแล้วจะติดใจ

เรื่อง แมงโก้หวาน

ก่อนที่จะถึงเทศกาลไหว้ขนมบัวลอย หรือเทศกาลตังโจ่ย ของชาวไทยเชื้อสายจีน ประจำปี 2561 ซึ่งถ้านับตามปฏิทินจีนปีนี้ตรงกับวันที่ 22 ธ.ค. ขออุ่นเครื่องด้วยการไปชิมบัวลอยอร่อยๆ คลายหนาวกันดีกว่า

ร้านที่แนะนำวันนี้บอกได้เลยว่าเป็นสุดยอดบัวลอยที่อร่อยขึ้นชื่อมากที่สุดในย่านพระประแดง จ.สมุทรปราการ ของเขาการันตีความอร่อยมาตั้งแต่รุ่นคุณยายมาถึงรุ่นคุณแม่ และสานต่อความอร่อยโดยรุ่นลูกในปัจจุบัน นั่นก็คือ บัวลอย 7 สี ร้านน้องฟีนิกซ์ หรือจะเรียก ร้านน้องฟีนิกซ์ บัวลอย 7 สีก็ได้ เจ้าของร้านคือ จอย-สลิลภร สุขุประการ และสามีร่วมกันสานต่อ

จุดเด่นของบัวลอยร้านนี้คือ รสชาติกับสีสันถือเป็นพลังดึงดูดลูกค้าอย่างดี โดยรสชาติจะออกกลมกล่อม สามรสครบครัน มีทั้งหวาน เค็ม และมันลงตัวพอดี ส่วนน้ำกะทิก็หอมหวานกลิ่นน้ำตาลมะพร้าว ไม่หวานแหลมแสบคอเหมือนน้ำตาลทรายที่ไม่มีกลิ่นหอม ฉะนั้นเรื่องรสชาติอร่อยชื่นใจหายห่วง

หันมาตัวบัวลอย 7 สี จากวัตถุดิบธรรมชาติ สีสันสวยงาม ไม่มีการใช้สีผสมอาหาร ประกอบด้วย สีขาว จากเผือก สีเหลือง จากฟักทอง สีเขียว จากใบเตย สีม่วง จากมันม่วง สีฟ้า จากอัญชัน และยังมีบัวลอยสีส้มและแดง จากน้ำเฮลซ์บลูบอย ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ โดยตัวบัวลอยของร้านจะนุ่มหนึบพอดี ไม่เหนียวจนเกินไป

เครื่องบัวลอยก็หลากหลาย มีทั้งเผือก มัน ข้าวโพด มะพร้าวอ่อน ฟักทอง และทับทิมกรอบ ซึ่งชนิดหลังนี้ถือเป็นความแปลกใหม่ในวงการบัวลอยก็ว่าได้ เพราะทับทิมกรอบมักนิยมกินแบบเย็นคือใส่น้ำแข็ง แต่ทางร้านก็เอามาใส่กับบัวลอยที่นิยมกินแบบร้อนๆ แต่มันก็เข้ากันได้และไปด้วยกันดี

“บัวลอยใส่ทับทิมกรอบกำลังอยู่ในช่วงโปรโมทค่ะ เพิ่งทำขายมาได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ แต่ก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี หลายคนบอกว่าแปลกแต่มันเข้ากันดี ซึ่งนี่ก็คือส่วนหนึ่งที่เราพยายามทำอะไรให้แปลกใหม่เพื่อลูกค้าค่ะ ก็อยากเชิญชวนให้มาลองชิมดู ราคาไม่แพง บัวลอย 7 สี ทรงเครื่องธรรมดา 20 บาท บัวลอย 7 สี ไข่หวาน บัวลอย 7 สี ไข่เค็ม 25 บัวลอยไข่คู่ (ไข่หวานและไข่เค็ม) 35 บาท” สลิลภร กล่าวเชิญชวน

หากผ่านไปแถวสามแยกพระประแดง อย่าลืมไปลิ้มลอง ร้านตั้งอยู่ตรงสามแยกพระประแดง ติดธนาคารกรุงไทย เปิดขายเวลา 17.30-21.30 น. หยุดทุกวันอาทิตย์ มีบริการรับออกงานนอกสถานที่ด้วย โทร. 09-6826-1926, 08-0994-9936 

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/571913

  • วันที่ 25 พ.ย. 2561 เวลา 13:02 น.

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (3)

อรุณสวัสดิ์เช้าที่สดใสบนเกาะ Sasekoอันเงียบสงบ ถึงอยากจะนอนต่อขนาดไหนแต่ก็ไม่สามารถซุกตัวนอนต่อได้ เพราะแสงแดดยามเช้าที่สาดส่องเข้ามา ทำให้ห้องเล็กๆ กะทัดรัดสว่างจ้าไปทั่ว นี่คงเป็นวิธีทักทายของพระอาทิตย์ที่อยากปลุกเราให้ลุกขึ้นมาชมวิวในยามเช้าสินะ ห้องพักอาจจะดูคับแคบไปเสียหน่อย แต่ก็นอนหลับสบายดี แถมยังมีระเบียงที่สามารถชดเชยขนาดของห้องได้ พระอาทิตย์ค่อยๆ โผล่ เผยให้เห็นวิวที่อยู่เบื้องหน้าชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ผืนน้ำทะเลสีฟ้าคราม ถัดขึ้นมาเป็นบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ริมเกาะใหญ่ บรรยากาศตอนนี้กำลังดี ลมทะเลอ่อนๆ เคล้าเสียงนกร้องขานรับเช้าวันใหม่ เริ่มเห็นรถขับข้ามไปมาบนสะพานบ้าง ได้เวลาเตรียมพร้อมเริ่มวันที่สองของการเที่ยวโอกินาวาแล้ว คอนเซ็ปต์วันที่สองของเราก็สดใสไม่แพ้เช้าวันนี้นะ “เดินเล่นอุโมงค์ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ กินพิซซ่าร้านเด็ดวิวดี ตะลุยเกาะแห่งความรัก พระอาทิตย์ตก ณ แหลมมันซาโมะ” โดยเฉพาะการไปตะลุยเกาะแห่งความรัก อยากจะไปเที่ยวเป็นที่แรกเลย แต่เพื่อไม่ให้ย้อนไปย้อนมาก็เที่ยวตามลำดับดีกว่า

เราขับตรงดิ่งมาที่หมู่บ้านบิเสะ (Bise) เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะ ซึ่งห่างจากอะควาเรียมที่เราไปเมื่อวานไม่ไกลนัก และตั้งอยู่ใกล้กับ Emerald Beach หาดทรายสีขาวที่ตัดกับน้ำทะเลสีฟ้า เป็นชายหาดที่สวยแห่งหนึ่งในโอกินาวา หมู่บ้านบิเสะมีความโดดเด่นแตกต่างจากที่อื่น ตรงที่ภายในหมู่บ้านจะมีต้น Fukugi กว่า 2 หมื่นต้น บางต้นอายุมากกว่า 300 ปี เรียงรายตลอดเส้นทางเดินภายในหมู่บ้าน เสมือนเป็นอุโมงค์ต้นไม้ที่สามารถเดินเล่นพักผ่อนได้ มีเรื่องเล่าขานมาว่า แต่ก่อนนี้บนเกาะโอกินาวายังไม่มีต้นไม้ เทพเจ้าจึงได้สร้างต้นไม้ขึ้นมาเพื่อทำให้เกาะมีความเขียวชอุ่มสมบูรณ์ โดยประทานต้นไม้ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ตามลำดับ ต้น Fukugi เป็นต้นไม้ชนิดแรกที่เทพเจ้าสร้างขึ้น ให้มีลำต้นสูงและแข็งแรง มีใบใหญ่และหนาติดไฟยาก สามารถป้องกันภัยจากลมและไฟได้ จึงสร้างอยู่ใกล้กับบ้านเพื่อปกป้องคุ้มครองบ้านเรือนให้ปลอดภัย ที่หน้าหมู่บ้านมีที่จอดรถฟรี และสามารถสังเกตเห็นทางเข้าหมู่บ้านได้ไม่ยากนัก ทางเดินในอุโมงค์ต้นไม้จะมีป้ายบอกทิศทางอยู่ตลอด จุดแรกคือต้น Fukugi สามีภรรยา เนื่องจากเป็นต้น Fukugi 2 ต้นที่โตมาพร้อมกัน จึงถูกตั้งชื่อว่าเป็นต้นไม้คู่สามีภรรยานั่นเอง บริเวณใกล้ๆ มีร้านขายงานปั้นดินเผาตัว Shisa หลากรูปแบบหลายขนาด ตั้งโชว์โดยที่ไม่มีคนขาย แต่ถ้าเราอยากจะซื้อ เพียงแค่กดกริ่ง ก็จะมีคนมาคิดเงินให้ ก็นับว่าเป็นวิธีการขายที่ให้เกียรติผู้ซื้อมาก ประมาณว่าใครสนใจจริงๆ เรียกนะ ระหว่างนี้ก็จะไปทำอย่างอื่นต่อ ไม่ต้องเฝ้าร้านตลอดเวลา ว่าแต่ตัว Shisa คืออะไร ทำไมเราเห็นตัวที่มีลักษณะแบบนี้ทั่วทั้งเกาะโอกินาวา

Shisa หรือที่ชาวโอกินาวาเรียกว่าซีซ่า มีหน้าตาคล้ายกับสุนัขผสมกับสิงโต เชื่อกันว่าเป็นสัตว์ที่ทำหน้าที่ปกป้องมนุษย์จากสิ่งชั่วร้าย มีทั้งเพศเมียกับเพศผู้ ตัวผู้จะอ้าปากเพื่อขู่คำรามสิ่งชั่วร้ายให้ออกไป ส่วนตัวเมียจะหุบปากเพื่อเป็นการเก็บความสุขและสิ่งดีๆ ไว้ไม่ให้หายไปไหน ระหว่างที่เราเดินเล่นตามเส้นทาง แม้อากาศจะร้อนแต่ก็ได้ต้น Fuguki ที่เป็นเหมือนอุโมงค์ต้นไม้ บังแดดให้เราได้เกือบตลอดทาง แต่ก็ต้องระวังเรื่องแมลงและยุงด้วย โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อนแบบนี้ ที่นี่เราสามารถใกล้ชิดกับความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่นโอกินาวาได้ เพราะหมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่พักอาศัยจริงที่ชาวบ้านใช้ชีวิตกันตามปกติ ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ฉะนั้นในระหว่างเดินเล่นจึงห้ามส่งเสียงดังรบกวนชาวบ้าน นอกจากการเดินแล้ว เรายังสามารถเช่าจักรยานปั่นชมรอบๆ หมู่บ้านไปจนถึงชายหาดบิเสะได้ หรือที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือ นั่งเกวียนที่ใช้ควายลากทัวร์ชมรอบหมู่บ้านพร้อมกับฟังไกด์ผู้ช่ำชองบรรยายความเป็นมาต่างๆ ภายในหมู่บ้านมีร้านอาหารท้องถิ่นอยู่บ้าง หน้าทางเข้าหมู่บ้านก็มีคาเฟ่ที่น่าสนใจ แต่ไม่มีที่ไหนดึงดูดใจเราเท่ากับร้าน Pizza in the sky ร้านพิซซ่าร้านเด็ดวิวดี หลังจากเดินเล่นไปปัดยุงพอเป็นพิธี เราก็รีบขับรถออกจากหมู่บ้าน แล้วตรงดิ่งไปที่ร้านพิซซ่าที่อยู่ห่างไปราว 15-20 นาที อย่างรวดเร็ว เพราะใกล้เวลาจะเปิดแล้ว ได้ข่าวมาว่าร้านนี้คนรอคิวเยอะมาก ถ้าไปถึงก่อนก็จะได้ไม่ต้องคอยนาน

Pizza in the sky เป็นร้านพิซซ่าที่มีความเก๋และมีสไตล์ของตัวเองมาก เป็นร้านชื่อดังที่ไม่ควรพลาดถ้ามาโอกินาวาตอนเหนือ ร้านตั้งอยู่บนเขา มีวิวให้ถ่ายรูปสวยงาม จึงเป็นที่มาของชื่อร้าน ก่อนอื่นเราต้องขับรถขึ้นมาทางเล็กๆ และมีความชันพอสมควร ก่อนจะมาเจอกับร้านแห่งนี้ บริเวณหน้าร้านมีที่จอดรถมากมาย เรามาถึงก่อนร้านเปิด แต่พอมองเห็นรถที่จอดอยู่เท่านั้นแหละ เดาสถานการณ์ในร้านได้ว่าคนต้องแน่นแล้วแน่ๆ และก็เป็นอย่างที่คาด ถ้าเรามาช้ากว่านี้ไปอีกนิด ได้นั่งหิวรอกินรอบถัดไปแหงๆ เพราะถึงเราจะรีบมาแค่ไหน ก็ยังมีคนที่มาถึงก่อนเรา พอไปถึงหน้าร้านให้เขียนชื่อ จำนวนคน และเลือกโต๊ะว่าจะนั่งกินตรงไหน ในร้าน นอกร้าน หรือที่ไหนก็ได้ ด้วยความหิวจัดของเราทั้งสองคน จึงเลือกนั่งที่ไหนก็ได้ ขอแค่ให้ได้กิน พอเวลา 11.30 น. ร้านก็เปิดและทยอยเชิญลูกค้าตามคิว จนมาถึงคิวของเรา โชคดีที่ได้นั่งนอกร้าน สามารถทานไปด้วยดื่มด่ำกับวิวไปด้วย ตรงตามคอนเซ็ปต์ของเราเลย แต่วิวดีก็ต้องแลกกับความร้อนของแดดยามเที่ยง ทางร้านใจดีมีพัดท้องถิ่นให้บริการ คงอยากให้ลูกค้าได้พัดผ่อนคลายทั้งความร้อนและความหิว เมนูของร้านก็กิ๊บเก๋มีสไตล์ เป็นพัดที่เปิดออกมาจะเขียนเมนูต่างๆ มาที่นี่คุณไม่ต้องเลือกหน้าพิซซ่าให้เสียเวลา เพราะขายแค่พิซซ่าฮาวาเอี้ยนหน้าเดียวเท่านั้น เราสั่งพิซซ่า สลัด และน้ำผลไม้คนละแก้ว ระหว่างรอก็สังเกตเห็นว่าคนมาเข้าคิวรออยู่ตลอด ส่วนใหญ่เป็นคนเกาหลีและไต้หวัน เพราะอยู่ใกล้เลยเดินทางมาเที่ยวได้ง่าย รออาหารไม่นานมากนัก อาหารที่สั่งก็พร้อมทานอยู่ตรงหน้า ฮู้ว! พิซซ่าร้อนๆ สลัดจานโต กับน้ำผลไม้เย็นชื่นใจ ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว รสชาติของพิซซ่ากลางๆ ไม่เค็มไป ไม่อ่อนไป กลมกล่อมกำลังเหมาะ ทานกับซอสที่อยู่บนโต๊ะสักหน่อยเพิ่มรสจัดจ้านได้มากขึ้น มื้อกลางวันนี้เป็นอะไรที่คุ้มค่าแก่การรอคอย อิ่ม! ดี! ราคาไม่แพง ถ้ามาก่อนก็ไม่ต้องรอคิวนาน นับว่าเป็นร้านอาหารแนะนำว่าควรมาลองสักครั้ง แต่อย่ามาวันอังคารกับวันพุธนะ เพราะร้านปิด เมื่อท้องอิ่มแล้วถึงเวลาที่กองทัพจะต้องเดินทางต่อ ตั้งพิกัดแล้วไปตะลุยเกาะแห่งความรักกันเลย

ลอยกระทงคืนสุดท้าย ณ สุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/571877

  • วันที่ 25 พ.ย. 2561 เวลา 09:54 น.

ลอยกระทงคืนสุดท้าย ณ สุโขทัย

โดย/ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

โค้งสุดท้ายก่อนควันหลงวันลอยกระทงจะจางไป ราชธานีเก่าสุโขทัยได้ร่ำลาคืนสุดท้ายอย่างยิ่งใหญ่ ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

ปีนี้งานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ เน้นการอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมในรูปแบบงานขรึม ขลัง อลังการ แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของเมืองสุโขทัย และรวมกิจกรรมที่น่าสนใจไว้มากมาย อย่างไฮไลต์ที่ผ่านมากับกิจกรรมการแสดงแสงเสียง ตอน เล่าเรื่องเมืองสุโขทัย บริเวณวัดมหาธาตุ จัดขึ้นวันที่ 16-25 พ.ย. 2561 เป็นงานแสดงที่จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 42 มีนักแสดงกว่า 400 คน และนับเป็นงานที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของสุโขทัย เพราะทุกปีสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเที่ยวงานและชมการแสดงแสงเสียงได้มากกว่าแสนคน

สำหรับปีนี้มีความพิเศษมากขึ้นจากการนำเทคนิคโปรเจกชั่นแมปปิ้ง (Projection Mapping) หรือการฉายภาพลงบนวัตถุมาใช้ประกอบการแสดงเป็นครั้งแรก โดยบริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) ได้ใช้เทคโนโลยีเลเซอร์โปรเจกเตอร์ที่มีความสว่างสูงอย่างน้อย 4 เครื่องมาสร้างภาพขนาดใหญ่ ซึ่งไม่มีรอยต่อ เนียนตา และทำให้ภาพมีมิติมากขึ้น เช่น ฉากความรุ่งเรืองของเมืองสุโขทัยด้วยการฉายภาพเส้นแสงสีส้มอร่ามทอง ฉากธรรมชาติของเมืองสุโขทัยด้วยภาพต้นไม้ที่เคลื่อนไหวเป็นธรรมชาติ และฉากประกายดาวระยิบระยับซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงการฉายแสงไฟ โดยสิ่งนี้ได้ช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่และเพิ่มอรรถรสในการรับชมงานแสดงแสงเสียง

บริเวณลานหน้าวัดมหาธาตุอีกเช่นกัน ยังมีกิจกรรมข้าวขวัญ วันเล่นไฟ สำรับ สำราญ อาหารสุโขทัย ซึ่งเป็นประเพณีที่จัดขึ้นเพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลแก่ผู้มาเยือน โดยมีการขายบัตรรับประทานอาหารบนเสื่อ ราคาคนละ 500 บาท พร้อมชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมสุโขทัยตลอดการรับประทานอาหาร

วัตถุประสงค์ที่สำคัญของประเพณีข้าวขวัญวันเล่นไฟ คือ การรักษาธรรมเนียมไทยในการเลี้ยงข้าวปลาอาหาร เพื่อสร้างความรักความเข้าใจและกระชับสัมพันธไมตรี รวมทั้งรำลึกถึงบรรยากาศแบบไทยๆ ทั้งการแต่งกาย การนั่งล้อมวงบนเสื่อ การใช้โตกแทนโต๊ะอาหาร การรับประทานอาหารพื้นบ้าน โดยในปีนี้สมาคมการท่องเที่ยวจังหวัดสุโขทัยได้คัดสรรอาหารขึ้นชื่อของจังหวัดมาเสิร์ฟบนสำรับ อาทิ ข้าวเปิ๊บ ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย แกงหยวก คั่วขนุน ปลารากกล้วยทอด ปลาเห็ด ลอดช่องคีรีมาศ กล้วยเชื่อมบ้านครูอิ๋ว และขนมวง จัดถึงวันนี้เป็นวันสุดท้าย เริ่มรับประทานอาหารเวลา 17.30-19.15 น. ซื้อบัตรรับประทานอาหารได้หน้างานหรือทางเว็บไซต์ http://www.thaiticketmajor.com

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจะได้เดินชิมช็อปในตลาดย้อนยุคหลายจุดภายในงาน แต่ที่ต้องห้ามพลาดคือ ตลาดแลกเบี้ย ตลาดที่ไม่ใช้ธนบัตรหรือเหรียญ แต่ต้องไปแลกเป็นเบี้ยหรือเปลือกหอยอย่างที่คนโบราณเคยใช้เพื่อนำไปซื้ออาหาร ส่วนพ่อค้าแม่ขายแต่งกายชุดไทย จำหน่ายอาหารท้องถิ่นและอาหารไทย ท่ามกลางเสียงเพลงของวงดนตรีสดที่ขับร้องเพลงไทยเดิม ส่วนนักท่องเที่ยวสามารถนั่งรับประทานบนโต๊ะที่ถูกตระเตรียมไว้ในบรรยากาศงานวัด

ด้านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุโขทัย ได้ร่วมตกแต่งสถานที่ด้วยตะคันไฟกว่า 3,000 ดวง พร้อมทั้งทำจุดเช่าชุดไทยและสามารถบันทึกภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก ณ วัดชนะสงคราม ตั้งแต่เวลา 18.00 น.เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังมีการประกวดกระทงเล็ก กระทงใหญ่ การประกวดโคมชักโคมแขวน การประกวดนางนพมาศ การแสดงพลุตะไลไฟพะเนียง และการแสดงแสงสี ตำนานเรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ บริเวณสระตระพังตระกวน วัดสระศรี นับเป็นอีกไฮไลต์ที่เปิดให้ชมฟรีจนถึงวันนี้เป็นวันสุดท้าย โดยหลังจากจบการแสดงแสงสีจะปิดท้ายด้วยการแสดงดอกไม้ไฟชุดใหญ่ ซึ่งสระตระพังตระกวนเป็นจุดชมดอกไม้ไฟที่สวยงามที่สุดเพราะเป็นพื้นที่เปิดกว้าง ไม่มีต้นไม้ปิดบัง และมีพื้นน้ำเป็นเงาสะท้อน

ส่วนนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาลอยกระทงไม่ต้องกังวลว่าจะไปหาซื้อกระทงได้จากที่ไหน เพราะอุทยานฯ เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านเข้ามาขายกระทงหลายรูปแบบ หลายราคา เริ่มตั้งแต่หลักสิบถึงร้อยบาท โดยสามารถนำไปลอยได้ที่สระตระพังตระกวน สระตระพังตาล และบึงน้ำหน้าอนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

งานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จ.สุโขทัย ยังคงความยิ่งใหญ่และสืบสานมนตร์ขลังแห่งประเพณีไทยไว้ แม้ว่าวันนี้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป แต่ความงดงามของประวัติศาสตร์และธรรมเนียมไทยจะยืนยงต่อได้ด้วยคนไทยทุกคน

กินอยู่เรียบง่าย ภายใต้วิถีแห่งศรัทธา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/571815

  • วันที่ 24 พ.ย. 2561 เวลา 13:30 น.

กินอยู่เรียบง่าย ภายใต้วิถีแห่งศรัทธา

เมื่อเอ่ยชื่อ จ.ลำพูน คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงพระธาตุหริภุญชัย หรือไม่ก็ผลไม้ขึ้นชื่อ ลำไย แต่เมื่อมีโครงการไทยนิยมยั่งยืน ที่มีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำ เน้นการมีส่วนร่วม และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน เกิดเป็นโครงการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีขึ้น ทำให้หลายคนหันมาสนใจการท่องเที่ยวลำพูนมากขึ้น

จ.ลำพูน มีความน่าเที่ยวมากกว่าที่บางคนเคยเข้าใจ คุณณัฏฐิยาภรณ์ ศรีสุบรรณ์ พัฒนาการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า

คนภายนอกมักจะรู้จักพระธาตุหริภุญชัย แล้วก็ลำไย แต่ที่จริงแล้วลำพูนเรามีอะไรดีๆ มากมาย ด้วยเหตุที่คนลำพูนมีหลายชนเผ่า ทั้ง ไทโยน ไทยอง ​ไทลื้อ ไทปกากะญอ แล้วก็มอญ พอมีหลายชนเผ่า วิถีชีวิตวัฒนธรรมที่สวยงาม ก็มีเยอะแยะมากมาย สามารถเอาไปต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน ซึ่งตอนนี้มีโครงการที่ดังๆ ที่เราจะได้ยินกันทั่วไปก็คือ โครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี

บ้านหนองเงือก เป็นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ของ จ.ลำพูน ที่ได้มีโอกาสต้อนรับการมาเยือนของนายกรัฐมนตรี เมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา

บรรพบุรุษของคนที่นี่เป็นไทลื้ออพยพมาจากเมืองยอง จึงเรียกตัวเองว่า ไทยอง คนที่นี่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก และเมื่อว่างเว้นจากการทำสวนทำไร่ ก็จะทำงานหัตถกรรมอยู่ที่บ้านแบบดั้งเดิม ก็คือ ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายจักสาน

และด้วยความมีฝีมือและช่างประดิดประดอยนี่เอง ทำให้งานหัตถกรรมของบ้านหนองเงือก กลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อหลายอย่างด้วยกัน เช่น ผ้าฝ้ายและผลิตภัณฑ์จากผ้าฝ้ายทอมือ รองเท้ายางรถยนต์จาวยอง และกระเป๋านกฮูกบ้านหนองเงือก

ปิ่นนภา มูลชีพ กล่าวแนะนำกระเป๋านกฮูกว่า กระเป๋านกฮูกนับว่าเป็นสินค้าขึ้นชื่อของบ้านหนองเงือก ถ้าเรามาเที่ยวเมืองเหนือ เราจะเจอกระเป๋านกฮูกอยู่ทั่วไป ทุกๆ ตลาด ทุกๆ จังหวัด กระเป๋านกฮูกของที่นี่จะเน้นคุณภาพ การันตีจากโอท็อป ของเราเป็นโอท็อปของ จ.ลำพูน ได้ 4 ดาว

ราคาขายก็ไม่แพง ตั้งแต่ 40 บาทขึ้นไป มีหลายราคา รูปแบบก็จะแปลกตากว่าที่เราเคยเห็นที่ตลาดนัดทั่วไป เพราะเรามีการพัฒนาสินค้าให้ทันสมัย แล้วก็ออกแบบสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาดเรื่อยๆ

นอกเหนือจากการผลิตสินค้าคุณภาพแล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์อีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสสร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยตัวเอง ที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาตลอด คือการทำเวิร์กช็อป ต่างชาติก็มา เพราะว่ากระเป๋านกฮูกนี้เมื่อลงมือทำเองก็จะเป็นใบแรกและใบเดียวในโลก สามารถเก็บไปเป็นที่ระลึกได้

เมื่อได้รู้จักเจ้ากระเป๋านกฮูกมากขึ้น เพิ่งได้รู้ว่ากว่าจะมาเป็นกระเป๋าหนึ่งใบได้นั้น มีคนเข้ามาเกี่ยวข้องหลายคน และที่สำคัญคือ คนเหล่านั้นก็เป็นคนเฒ่าคนแก่ที่อยู่ในชุมชน คนในหมู่บ้านช่วยกันทำ แผนกนี้ทำขนนกมาส่ง อีกแผนกก็ทำตามาส่ง คือกระจายรายได้ให้ชุมชน ชีวิตความเป็นอยู่เขาก็ดีขึ้น เพราะว่ามีงานทำที่ดี

บางชุมชนที่เศรษฐกิจไม่ดี ก็จะตามมาด้วยปัญหาสังคม ปัญหายาเสพติด แต่ถ้าสามารถทำให้เขามีงานทำ มีรายได้ ชีวิตเขาก็จะมีเรื่องให้กังวลน้อยลง แล้วก็จะอยู่กันอย่างมีความสุขมากขึ้น

ตอนแรกเราก็รู้สึกว่า กระเป๋านกฮูกของที่นี่ก็คงเป็นแค่หนึ่งในสินค้าที่มีความสวยงาม มีความเก๋ไก๋เท่านั้นเอง แต่พอเราได้มีโอกาสลงมือทำเอง ก็รู้สึกว่ากระเป๋าใบนี้มีคุณค่าและมีเรื่องราวเพิ่มมากขึ้น แม้จะเป็นกระเป๋าที่หน้าตาคล้ายกับกระเป๋าใบอื่นๆ ยิ่งได้ยินเรื่องราวที่มาของชิ้นส่วนแต่ละชิ้นของกระเป๋าใบนี้ ว่ามีส่วนช่วยในการสร้างรายได้ให้กับคนเฒ่าคนแก่ในชุมชน เราก็ยิ่งรู้สึกว่า กระเป๋านกฮูกที่ได้จากที่นี่ มีทั้งความสวยงามมีคุณค่า​ มีเรื่องราว และมีความภาคภูมิใจของผู้ซื้อ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการกระจายรายได้ให้ชุมชน

ดังนั้น ใครได้มาเที่ยวลำพูนคราวหน้า อย่าลืมหาโอกาสมาเย็บกระเป๋านกฮูกใบพิเศษด้วยตัวคุณเอง

อีกหนึ่งสินค้า OTOP ของบ้านหนองเงือกที่น่าสนใจ ก็คือ รองเท้ายางรถยนต์จาวยอง ไม่ได้หมายถึงว่า รองเท้าแบบนี้เป็นวัฒนธรรมของชาวไทยอง แต่รองเท้าแบบนี้ทำโดยชาวไทยองที่บ้านหนองเงือกนั่นเอง นอกเหนือจากการนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างมูลค่าได้แล้ว ยังช่วยสร้างอาชีพ สร้างงานให้กับคนที่นี่อีกด้วย

แม้ว่าจะตั้งราคาขายที่ถูกจนน่ากลับมาซื้อบ่อยๆ คือราคาคู่ละ 60 บาท แต่ลูกค้าก็ไม่ค่อยได้กลับมาซื้อบ่อยๆ สาเหตุก็เพราะว่ารองเท้ายางแบบนี้ใส่ทน จนลืมซื้อรองเท้าใหม่ไปอีกนาน

อีกหนึ่งงานหัตถกรรมที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งแต่เดิมก็ทำเพื่อใช้งานกันในชุมชนเท่านั้น แต่ปัจจุบันก็กลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อ ที่สร้างรายได้ให้กับคุณตา-คุณยายเช่นกัน คืองานจักสาน

คุณตาเสย มูลชีพ กำลังทำโคมไฟ ภาษายองเรียกว่า โกมไฟแปดเหลี่ยม เอาไว้ใช้ในเทศกาลหลายๆ เทศกาล ตั้งแต่วันเกิด ขึ้นปีใหม่ แต่งงาน และเทศกาลอื่นๆ อีกมาก วิธีการก็คือขึ้นโครงก่อน ต้องหักไม้ให้ได้แปดเหลี่ยม แล้วต่อกันด้วยกาว ต่อด้วยแปะผ้าโทเรอย่างดี ติดกระดาษฉลุสีทอง ดูเผินๆ เหมือนจะไม่ยาก แต่ถ้าใม่ใช่คนใจเย็นจริง ทำงานแบบนี้ไม่ได้เลย เพราะว่าแต่ละขั้นตอนต้องใช้เวลาและใช้ความประณีตพอสมควร

เสร็จจากชมงานหัตถกรรม เราก็มาดูเรื่องของกินกันต่อ ถ้ามาถึงบ้านหนองเงือกแล้วไม่ได้ชิม 2 เมนูเด็ดของที่นี่ จะได้รับประสบการณ์ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ที่ไม่สมบูรณ์แบบ

เมนูพื้นบ้านของเขา ชื่อน่ารักๆ หน่อย เรียกว่า แกงผักอะยิอะเยาะ คำว่า อะยิอะเยาะ เป็น ภาษายอง แปลว่า เล็กๆ น้อยๆ มารวมกัน ก็คือมีไอ้นั่นนิด ไอ้นี่หน่อย เอามารวมกัน เป็นแกงเพื่อสุขภาพ

ป้าบุญชุม แก้วกัน และป้าลาวัลย์ คำเวียง ได้แนะนำขั้นตอนการทำว่า เริ่มจากโขลกปลาแห้ง ถ้าเป็นปลาเนื้ออ่อนจะอร่อย แต่ที่จริงปลาอะไรก็ได้ แต่ถ้าหาได้ก็เอาปลาเนื้ออ่อน ต่อจากนั้นตำพริกแกง ตำเองมันถึงจะอร่อย ไม่ต้องซื้อสำเร็จ ก็จะมีพริกแห้ง มีหอม ​ มีกระเทียม กะปิ ปลาร้านิดนึง ต้มน้ำให้เดือด เอาพริกแกงใส่ ตามด้วยปลา ทิ้งไว้ให้เดือดก่อน แล้วเด็ดผักที่เตรียมไว้ ผักเสี้ยว ยอดมะรุม บวบ ยอดฟักทอง ผักหวานบ้าน เอาใส่รวมกันเลย

อีกอย่างคือ หมี่สะแน้ด แต่มองดูแล้ว ไม่มีเส้นหมี่ซักเส้นเดียว มีถั่วฝักยาว ผักกาด แล้วก็มะเขือ ผักชี กระเทียม กับหัวหอมแดง เพิ่มอย่างอื่นอีกก็ได้ เป็นผักบุ้ง ผักอะไรก็ได้ มาลวกก่อนแล้วใส่รวมกัน มีน้ำยำ ก็คือต้มกะปิ ปลาร้า แล้วก็มีหมูบดใส่ลงไปด้วย

เรื่องคุณค่าทางอาหารนี่ไม่ต้องสงสัย เพราะว่าดูแล้วสารพัดผัก หารับประทานได้ยาก และเป็นของพิเศษสำหรับยุคสมัยนี้

ชุมชนบ้านแพะต้นยางงาม หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า บ้านแพะ เหตุที่เรียกว่าบ้านแพะ ก็คือ บ้านนอก แพะ คือป่า หรือบ้านป่านั่นเอง เพราะอยู่ไกลจากเมือง

พ่อหลวงเกษม ปัญโญใหญ่ แนะนำว่า คนที่นี่เป็นไทลื้อ ก็จะมีภาษาพูดเป็นเอกลักษณ์ แม้ว่าคำศัพท์ส่วนใหญ่จะคล้ายกับภาษาเหนือ แต่สำเนียงพูด และบางสำนวนก็จะมีรูปแบบเป็นของตัวเอง

หมู่บ้านนี้เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วจะได้สัมผัสกับประสบการณ์แปลกใหม่ ที่ไม่น่าจะหาได้จากการไปเที่ยวที่อื่น ทั้งการแต่งกาย ประเพณี ของกินพื้นบ้าน

มาถึงบ้านแพะ สิ่งแรกที่ควรมาทำ คือการมากราบสักการะอุโบสถโบราณ สร้างมากว่า 400 ปี

หากอยากมาเรียนรู้วิถีไทลื้อ ก็มาจุดนี้ก่อน เรียนรู้วิธีการทำขนมเส้น ทำกล่องข้าวจากใบลาน ทำสรวยดอกไม้

การนุ่งห่ม ผู้ชายก็ใส่กางเกงสะดอหลวมๆ เสื้อก็จะเป็นเสื้อแบบพื้นเมือง ส่วนมากจะเป็นสีดำ ที่เห็นเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างคือจะมีผ้าคาดหัวหรือผ้าปันโห ก็คือผ้าพันหัว สิ่งที่สังเกตเห็นอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ชายไทลื้อจะต้องสะพายย่ามเพราะว่าชุดของไทลื้อไม่มีกระเป๋า ก็เลยเอาสัมภาระทุกอย่างใส่ไว้ในย่าม

ผู้หญิงจะใส่ผ้าถุงหรือซิ่น หลักๆ ก็จะเป็นพื้นสีดำ สีกรม สีน้ำเงิน เสื้อของชายและหญิงเป็นเสื้อป้ายที่มีรูปแบบต่างกัน และยังต่างกันในวิธีการใส่ด้วย

ทำสรวยดอกไม้ สรวย ก็คือ กรวย กรวยดอกไม้ เอาไปไหว้พระ คนไทลื้อชอบไปวัดกัน ช่วงเข้าพรรษาผู้เฒ่าผู้แก่จะนอนวัดกัน ส่วนใหญ่สังคมที่เป็นพุทธจะเป็นสังคมที่สงบ ร่มเย็น อยู่แบบพึ่งพาอาศัยกัน และวัดก็ยังเป็นศูนย์รวมของทุกอย่าง

ขนมจีน ภาษาไทยเรียกขนมจีน แต่ไทลื้อเรียกขนมเส้น ทำง่าย กินกันง่าย

ข้าวแคบ ของกินเล่นของคนไทลื้อ เมื่อก่อนทำกินช่วงหน้าหนาว คนจะผิงไฟ เพราะอากาศหนาว เมื่อก่อนมีข้าวแคบ แล้วก็ข้าวปิ้งด้วย ความจริงแล้วข้าวแคบก็เป็นอาหารพื้นเมืองที่ทำรับประทานกันแทบทุกจังหวัดทางภาคเหนือ แต่ที่ชุมชนบ้านแพะต้นยางงามนี้ เขาหยิบเอามาเป็นหนึ่งในอาหารแนะนำ และยังเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถมีประสบการณ์ร่วมได้อีกด้วย

ไข่ป่าม ก็คือไข่ปิ้ง แต่ไม่ได้ปิ้งธรรมดา เราใช้ใบตอง ปรุงรสก่อนด้วย จะมีรสชาติ แล้วก็ได้กลิ่นหอมของใบตอง

การทำนาของชาวบ้านแพะ ปัจจุบันนี้เราทำสืบสานตำนานข้าวโบราณ เยาวชน คนในบ้าน ชวนมาดำนา ปลูกข้าว ใครอยากดูก็มาดูที่นี่ได้ อยากสนุกก็มาทำด้วยกัน มาดำนากัน หลังจากเราปลูกนาได้ 3 เดือนแล้ว ข้าวแก่เต็มที่แล้ว เราก็มาที่ลานกว้าง เอาข้าวมาตี เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็นแบบนี้แล้ว ใช้เครื่องจักรกัน แต่บ้านแพะเรายังใช้วิถีโบราณ ใครอยากเห็นของจริง ใครอยากเห็นของดั้งเดิม ก็ต้องมาเรียนรู้ที่นี่ จากนั้นก็ไปตำข้าว ฝัดข้าว กว่าจะได้มาไม่ใช่ง่ายๆ เลย

วิถีชีวิตแบบเดิมๆ คนในท้องถิ่นก็คุ้นเคย อาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับคนที่อยู่สังคมภายนอก หรือว่านักท่องเที่ยวที่ผ่านไปผ่านมาได้มาเห็นแบบนี้ มันเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเขา

แล้วอีกอย่างหนึ่งมันดีตรงที่ว่า พอชาวบ้านได้มาช่วยกันทำแบบนี้เขาก็จะรู้สึกหวงแหน รู้สึกว่ามันมีคุณค่า ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี

ประสบการณ์ใหม่ของการท่องเที่ยวไทย กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ช่วยกระจายรายได้ให้กับประชาชน สร้างการมีส่วนร่วม ลดความเหลื่อมล้ำ ถ้าใครอยากสัมผัสประสบการณ์สนุกๆอยากเรียนรู้วิถีพื้นบ้าน ท่ามกลางธรรมชาติสวยงามแบบนี้ ครั้งหน้ามาลำพูน ก็อย่าลืมแวะมาที่ ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีบ้านแพะต้นยางงาม