เที่ยวญี่ปุ่น อย่าลืมปักหมุด! ชมงานศิลปะดิจิตัลสุดล้ำ teamLab

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2560 เวลา 17:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/526682

เที่ยวญี่ปุ่น อย่าลืมปักหมุด! ชมงานศิลปะดิจิตัลสุดล้ำ teamLab

นิทรรศการศิลปะดิจิตัลแห่งการเรียนรู้ teamLab (ทีมแล็บ) สวยงาม อลังการ ตื่นตาตื่นใจ

หากใครได้มีโอกาสสัมผัสสวนสนุกอินเตอร์แอคทีฟและนิทรรศการศิลปะดิจิตัล teamLab (ทีมแล็บ) ที่ บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ เคยนำมาจัดแสดงในบ้านเรา เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมานั้น จะเห็นว่า teamLab เป็นสุดยอดนวัตกรรมแบบใหม่ที่ผสมผสานศิลปะ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ได้อย่างลงตัว และสามารถถ่ายทอดผลงานออกมาได้หลากหลายรูปแบบอย่างสวยงาม อลังการ ตื่นตาตื่นใจ โดยผู้ชมสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นงานได้ อีกทั้งยังเป็นนิทรรศการแห่งการเรียนรู้ ที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถเข้าถึงได้ง่ายได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย

teamLab ได้พัฒนาและสร้างสรรค์ศิลปะดิจิตัลให้เข้ากับธรรมชาติ ร้านอาหาร หรือแม้แต่ออฟฟิศ ที่ทำงาน ล่าสุดเมื่อช่วงต้นปี 2560 ที่ผ่านมา teamLab ได้สรรค์สร้างงานศิลปะดิจิตัลที่มีชื่อว่า Worlds Unleashed and then Connecting – SAGAYA (เวิลด์ส อันลีชท์ แอนด์ เธน คอนเนคติ้ง – ซากะยะ) ให้กับร้านอาหาร SAGAYA (ซากะยะ) ซึ่งอยู่ในย่านกินซ่า เมืองโตเกียว ให้เป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถดื่มด่ำรสชาติอาหารไปพร้อมกับบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผสมผสานศิลปะดิจิตัล และจำกัดลูกค้าเพียง 8 ท่านต่อวันเท่านั้น โดยสถานที่สุดพิเศษนี้จะประกอบด้วยอาหารที่จัดมาอย่างสวยงามบนจานเซรามิค และภาพเคลื่อนไหวบนโต๊ะอาหารและกำแพงที่จะแสดงให้เห็นฤดูกาลต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่น ผู้ที่ร่วมมื้ออาหารจะได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์ ที่หลากหลาย ทั้งรสชาติ กลิ่น และวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของประเทศญี่ปุ่น

เมื่ออาหารเสิร์ฟมายังโต๊ะของลูกค้า รูปภาพที่สวยงามตามเมนูนั้นๆ จะถูกปลดปล่อยออกและฉายบนโต๊ะอาหารและพื้นที่รอบๆ ยกตัวอย่างเช่น ภาพของนกที่วาดอยู่บนจานเซรามิคจะบินออกจากจานไปเกาะที่กิ่งไม้ที่ออกมาจาก อีกจานหนึ่ง ขนาด รูปร่าง และความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะเป็นไปตามสภาพแวดล้อมจากจานอื่นๆ และยังเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมจากผู้ที่ร่วมรับประทานอาหารมื้อนั้นๆ ด้วย เช่น ถ้าคุณอยู่นิ่งๆ นกก็จะเกาะบนมือคุณ แต่ถ้าคุณขยับนกก็จะบินหนีไป

เมนูและสิ่งที่เกิดขึ้นที่ร้านนี้จะเปลี่ยนไปทุกๆ เดือน โดยจะจัดเสิร์ฟในรูปแบบคอร์สมีล 12 จาน ตามความเหมาะสมของฤดูกาลนั้นๆ ตัวอย่างเช่น เมนูดอกซากุระจะมีเฉพาะในเดือนเมษายน หากท่านใดสนใจ สามารถจองมื้อพิเศษของคุณได้ที่ http://sagaya-ginza.com/tsukihana/en/ ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.teamLab.art/e/sagaya/

ในย่านเดียวกันที่ตึก Ginza 6 (กินซ่า 6) ก็ได้มีงานศิลปะดิจิตัล Universe of Water Particles on the Living Wall จัดแสดงอยู่ โดยงานศิลปะชิ้นนี้เป็นการสร้างสรรค์น้ำตกเสมือนจริงแบบสามมิติ ที่สร้างจากคอนเซ็ปท์เรื่องพื้นที่มุมมองส่วนบุคคล (Ultra Subjective Space) ของ teamLab ซึ่งมาจากการพรรณนาถึงการใช้พื้นที่ที่พบในภาพวาดในยุคก่อนสมัยใหม่ของญี่ปุ่น น้ำที่สร้างขึ้นประกอบด้วยอนุภาคน้ำเป็นร้อยเป็นพันที่ไหลรินลงบนภาพแก่งหินที่สร้างขึ้นเช่นกัน คอมพิวเตอร์ได้ทำการประมวลผลจากการเคลื่อนไหวของอนุภาคน้ำเหล่านี้เพื่อสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวตามหลักของฟิสิกส์ เส้นสายที่เห็นเกิดขึ้นเพื่อให้สัมพันธ์กับจำนวนอนุภาคน้ำที่เกิดขึ้นประมาณ 0.1% เท่านั้น ความคดเคี้ยวของลายเส้นขึ้นอยู่กับปฏิกริยาทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างอนุภาคน้ำนั้นๆ

An Office Where Animals Live เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ teamLab ได้สรรค์สร้างออฟฟิศดิจิตัลให้แก่บริษัท DMM.com บริษัทผู้สร้างแพลทฟอร์มเกมและวีดิโอสตรีมมิ่งชื่อดังในย่านรปปงหงิ เมืองโตเกียว โดยได้สร้างสรรค์ทางเดินที่มีความเขียวขจี ของต้นไม้นานาพันธุ์ ที่หลอมรวมเข้ากับกำแพงที่มีสัตว์ดิจิตัลนานาชนิด เป็นทางเดินหลักไปสู่ห้องประชุมต่างๆ ภายในสำนักงาน ที่ทางผู้บริหารตั้งใจจะสนับสนุนให้พนักงานกว่า 3,000 คน ได้มีการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กัน

ที่ทางเข้าของออฟฟิศ DMM คุณจะได้พบกับน้ำตกดิจิตัลที่พาพนักงานทุกคนเข้าสู่อาณาจักรที่ให้ความรู้สึกเสมือนผืนป่า ในขณะเดียวกัน การไหลของน้ำที่บริเวณทางเข้าก็ทำหน้าที่เสมือนฉากกั้นโปร่งใสระหว่างทางเข้าและส่วนอื่นๆ ของอาคาร เมื่อมีคนเข้าใกล้น้ำตกเสมือนจริงนั้น ฉากก็จะเปิดออกให้เป็นสิ่งที่อยู่ด้านใน ผลที่ตามมาคือ ภาพธรรมชาติบริเวณทางเข้าก็จะเปลี่ยนอย่างรวดเร็วไปตามการเคลื่อนไหวของผู้ชม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ teamLab วางโปรแกรมไว้เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นพร้อมกันเกิดซ้ำอีก

เมื่อผ่านม่านน้ำตกเข้าไป ทั้งสตาฟฟ์และผู้ชมจะเข้าสู่ทางเดินโถงอาคารที่เต็มไปด้วยภาพแลนด์สเคป สีเขียวสด บนกำแพงด้านใน จะมีฝูงสัตว์ดิจิตัลเคลื่อนที่ไปมาระหว่างแต่ละกำแพง ซึ่งสิ่งนี้จะนำผู้ชมไปสู่ห้องประชุมต่างๆ ที่เรียงลำดับจาก A ถึง Z ตามชื่อสัตว์ ตั้งแต่ anteater (ตัวกินมด) ไปถึง zebra (ม้าลาย) เพื่อแสดงให้เห็นถึงห้องประชุมที่ต่างๆ กันทั้ง 26 ห้อง ในแว้บแรก กำแพงจะดูเหมือนแบนราบ แต่เมื่อเหล่าสัตว์ต่างๆ พาผู้ชมไปยังแต่ละห้อง ชื่อและตำแหน่งของประตูห้องก็จะปรากฏขึ้น

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

และเร็วๆ นี้ teamLab กำลังจะเนรมิตปราสาทร้างอันเก่าแก่ที่เมืองฟุกุโอกะ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1601 และเป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะคิวซู ให้กลายเป็นสถานที่จัดแสดงศิลปะดิจิตัลด้วยแสงแบบอินเตอร์แอคทีฟบนพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร กับผลงานที่มีชื่อว่า Light Festival in Fukuoka Castle Ruins (ไลท์ เฟสติวัล อิน ฟุกุโอกะ แคสเซิล รูอินส์) โดยผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจคศิลปะ ของ teamLab ที่เรียกว่า “Digitized Nature, Digitized City” (ธรรมชาติที่ผสานกับดิจิตัล เมืองที่ผสานกับดิจิตัล) ซึ่งมีคอนเซ็ปท์มาจากการสร้างสรรค์ด้วยศิลปะดิจิตัลที่จับต้องไม่ได้ แต่สามารถเปลี่ยนธรรมชาติหรือเมืองให้เป็นศิลปะได้ โดยไม่ต้องทำลายธรรมชาติหรือเปลี่ยนระบบของเมืองแต่อย่างใด ซึ่งจะเปิดให้ทุกคนเข้าชมตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 – 28 มกราคม 2561

นอกจากนี้ ยังมีผลงาน A Forest where Gods Live presented by Shiseido (อะ ฟอเรสท์ แวร์ กอดส์ ลิฟ พรีเซ้นเท็ด บาย ชิเชโด้) ซึ่งเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ teamLab ที่เปลี่ยนพื้นที่ของ Mifuneyama Rakuen Park (สวนมิฟูเนะยามะ ราคุเอน) ขนาด 500,000 ตารางเมตร ให้เป็นเขาวงกต ที่ผสมผสานดิจิตัลกับศิลปะแบบอินเตอร์แอคทีฟ ด้วยคอนเซ็ปท์ “ธรรมชาติกลายเป็นศิลปะ” ได้อย่างสวยงาม ภายในงานประกอบด้วยผลงานศิลปะ 14 ชิ้น รวมถึงงานชิ้นใหม่ๆ อีกด้วย โดยศิลปะที่ถูกสร้างสรรค์และนำเสนอในงานชิ้นนี้ อาทิ ภาพวาดดอกบัวบนพื้นผิวน้ำตก สร้างสรรค์จากเส้นสายการเคลื่อนไหวของปลาคาร์ฟและเรือลำเล็กๆ ที่ซึ่งดอกบัวเบ่งบานและปลาคาร์ฟแหวกว่ายบนพื้นผิวน้ำ หรือ ภาพกราฟฟิติธรรมชาติและสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยในซากปรักหักพังของบ่ออาบน้ำกลางแจ้ง โดยในบ่อนั้นกลายเป็นภาพกราฟฟิติที่รายล้อมไปด้วยสัตว์ต่างๆ ที่คุณระบายขึ้นเอง และจักรวาลของอนุภาคน้ำบนก้อนหินที่เป็นที่อยู่ของพระเจ้า โดยงานชิ้นนี้จะเป็นภาพโปรเจคเตอร์ของน้ำตกที่สูง 8 เมตรบนก้อนหิน รวมถึงอินเตอร์แอคกับป่าที่เต็มไปด้วยสีสัน และเสียงสะท้อนจากหุบเขาดอกชวนชม ซึ่งสวนแห่งนี้จะกลายเป็นลานศิลปะที่เปลี่ยนไปตามปฏิกริยาของผู้คน นิทรรศการนี้ได้เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมจนถึงเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา

ปัจจุบัน teamLab มีผลงานจัดแสดงอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังจัดแสดงที่ประเทศ สิงคโปร์, จีน, มาเก๊า, ออสเตรเลีย และในอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ที่ทาง บีอีซี-เทโร เตรียมนำสวนสนุกอินเตอร์แอคทีฟและนิทรรศการศิลปะดิจิตัล teamLab กลับมาจัดแสดงให้คนไทย ได้สัมผัสกันอีกครั้งในปี 2561 ในรูปแบบที่หลากหลาย สนุก และตื่นตาตื่นใจมากขึ้น ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.bectero.com

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2560 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/526088

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 3

จากเมือง Tsumago เราเดินทางต่อไปยังเมือง Kiso เมืองเล็กๆ ในหุบเขาคิโสะ ที่ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ดีมากคือหน้าประชิดแม่น้ำคิโสะและหลังประชิดภูเขา Kisokama ในเขตเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นตอนกลาง กิจกรรมในบ่ายวันนี้คือมาเยี่ยมชมศูนย์หัตถกรรมของเมือง ตอนแรกที่เห็นตารางการเดินทางยังแอบคิดในใจว่า พามาทำโซบะอีกแล้ว ญี่ปุ่นนี่มีแค่เก็บสตรอเบอร์รี่ ตำโมจิ ชงชา และทำโซบะอุด้งเท่านั้นเหรอ แต่มานึกอีกที โซบะนี่คือความภูมิใจอย่างหนึ่งของคนญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เวลาเรานึกถึงอาหารญี่ปุ่นจะต้องมีโซบะอยู่ในลิสต์ด้วยเสมอ เป็นอาหารที่คนญี่ปุ่นกินอยู่ในชีวิตประจำวันเหมือนคนไทยกินก๋วยเตี๋ยวบะหมี่ หากินได้ทั่วทุกหนแห่งตั้งแต่สถานีรถไฟไปจนถึงร้านระดับติดดาว เป็นอาหารที่มีราคาถ่างกันมากตั้งแต่ไม่กี่ร้อยเยนไปถึงหลายพันเยน คิดได้ดังนี้มีกำลังไปทำขึ้นอีกมากมาย และพอรถจอดที่หน้าอาคาร Furusato Taikenkan เท่านั้นแหละความรู้สึกเปลี่ยนทันที ถ้าไม่ได้มาจะต้องเสียดายมาก

ตัวอาคารหลักน่ะไม่เท่าไหร่เป็นอาคารสร้างใหม่ไม่มีอะไรโดดเด่น แต่อาคารที่อยู่ด้านข้างและด้านหลังนี่สิครับน่าสนใจมาก เห็นปุ๊บผมนึกถึงการ์ตูนของค่าย Ghibli ขึ้นมาโดยพลัน ที่นี่เคยเป็นโรงเรียนประถมมาก่อน อาคารด้านข้างคืออาคารเรียนสองชั้น อาคารด้านหลังดูเหมือนเป็นโรงยิม การ์ตูนของค่ายนี้มีฉากในโรงเรียนหรือฉากอาคารไม้เก่าๆ ให้เห็นบ่อย มองผ่านๆ เหมือนตัวเองเข้าไปอยู่ในฉากของการ์ตูนเหล่านั้นเลย ยิ่งได้เดินเข้าไปในอาคารเรียนด้วยแล้วยิ่งชอบ เพราะยังรักษาสภาพของโรงเรียนและห้องเรียนไว้ได้เป็นอย่างดี เพียงแค่นำอุปกรณ์การทำกิจกรรมต่างๆ ไปใส่ไว้แทนที่โต๊ะเก้าอี้ แต่ก็ยังมีบางห้องที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร คงสภาพเดิมๆ ไว้อย่างนั้น

เจ้าหน้าที่พาเราเดินชมภายในอาคารเรียน และก่อนจะขึ้นไปที่ชั้นสองก็ให้เราหยิบลูกบอลที่กลึงจากไม้ขนาดเล็กกว่าลูกปิงปองนิดนึงติดมือไปด้วยคนละสองลูก พอถึงชั้นบนก็ให้หย่อนลูกบอลกลิ้งลงตามรางไม้ที่แนบอยู่ข้างผนังฝั่งบันได ลูกบอลที่กลึงจากไม้ไม่ได้กลมกิ๊กเหมือนลูกปิงปอง เวลาไหลลงตามรางจึงไม่เสถียรร่วงหล่นกลางทางบ้างมีให้ลุ้นกันตลอด พวกเราถ่ายรูปกันตั้งแต่หน้าประตู บันได ระเบียง หน้าต่าง ข้างห้อง ในห้อง แทบจะทุกมุมของอาคารด้านในเพราะมันถูกใจคอการ์ตูนที่ชอบบรรยากาศแห่งการรำลึกถึง (Nostalgia) บนพื้นระเบียงชั้นสองมีตารางสี่เหลี่ยมวาดด้วยสีขาวเป็นระยะๆ เจ้าหน้าที่บอกว่า นี่คือโต๊ะปิงปองแบบง่ายๆ แทนที่จะสร้างเป็นโต๊ะ ใช้พื้นนี่แหละประหยัดทั้งวัสดุและพื้นที่

แต่ยังนึกภาพไม่ออกว่าตีปิงปองกับพื้นมันจะเป็นอย่างไร ผมเตร็ดเตร่ไปดูอีกห้องหนึ่งที่อยู่คนละฝั่งของอาคาร มีป้ายไม้เขียนชื่อโรงเรียนวางอยู่ถึงรู้ว่าที่นี่คือโรงเรียนประถมคุโระคาวะ ในห้องยังเก็บหนังสือตำราเรียนสมัยก่อนไว้ในตู้กระจก มีกระดานที่บอกให้ทราบว่ามีนักเรียนในแต่ละชั้นกี่คน ชายหญิงกี่คน รวมทั้งสิ้นกี่คน ดูจากขนาดของอาคารแล้วน่าจะจุได้เป็นร้อย แต่ข้อมูลในกระดานทั้งโรงเรียนมีนักเรียนประถม 1-6 รวมแค่ 54 คนเท่านั้น น้อยจนใจหาย นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กชาย แต่มีห้องนึงที่มีเด็กชายคนเดียวที่เหลือเป็นเด็กหญิงทั้งหมด ผมจินตนาการย้อนกลับไปในอดีต ที่นี่ต้องเรียนกันอย่างมีความสุขแน่ๆ นักเรียนน้อยครูดูแลทั่วถึง ใกล้ชิดประหนึ่งครอบครัว อยากรู้ว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้ามันย้อนกลับไปนานแค่ไหน ลองไล่หาหลักฐานจนพบหนังสือที่ระบุปี ค.ศ. 1969 นี่คือโรงเรียนประถมเมื่อเกือบ 50 ปีก่อนหรือนานกว่านั้น ก็ประมาณตอนผม 5 ขวบอยู่ ป.1 หรือ ป.2 เลยอินเข้าไปใหญ่ ยิ่งนึกยิ่งคิดถึง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

หลังสำรวจห้องหับและถ่ายรูปจนหนำใจแล้ว เจ้าหน้าที่ก็พาเราเข้าไปในห้องทำโซบะ เริ่มต้นจากล้างมือให้สะอาด เช็ดมือให้แห้ง แล้วมานวดแป้งโซบะ ค่อยๆ รินน้ำค่อนถ้วย คลุกให้แป้งจับตัวเป็นก้อน รินน้ำที่เหลือลงไปจนหมด จากนั้นก็นวดนวดนวด ทบไปทบมาจนได้ที่แล้วปั้นเป็นก้อนทรงกลมเหมือนปั้นดินน้ำมัน นำก้อนแป้งออกจากกะละมังมาวางบนโต๊ะ โรยผงแป้งให้ทั่วป้องกันแป้งติด ใช้มือกดแป้งให้แผ่ขยายกลายเป็นแผ่นคล้ายพิซซ่า จากนั้นนำไม้ท่อนกลมยาวมากลิ้งทับให้แผ่ขยายออกไปทุกทิศทางจนบาง โรยผงแป้งทับแล้วพับพับพับจนเหลือประมาณกระดาษ A4 แต่ยาวกว่านิดนึง นำแผ่นแป้งพับไปวางบนเขียงแล้วใช้มีดคล้ายอีโต้สำหรับหั่นเส้นโซบะค่อยๆ ซอยเป็นเส้นบางๆ โดยมีแผ่นไม้คล้ายเกรียงปาดปูนในมือซ้ายเป็นตัวควบคุมระยะห่าง ซอยได้ขนาดพอรวบได้หนึ่งกำมือก็นำไปวางไว้ในถาด ซอยจนหมดจะได้ประมาณหกกำ แล้วนำเส้นไปลวกน้ำร้อนจนเดือดประมาณ 5 นาที ลองหยิบเส้นมากัดถ้านิ่มพอใจแล้วก็ใช้ตะเกียบขนาดใหญ่คีบใส่ตะกร้า แล้วนำไปใส่อ่างเปิดน้ำเย็นล้างเส้นด้วยมือให้ทั่ว สะเด็ดน้ำแล้วนำขึ้นวางบนโต๊ะ จับเส้นม้วนเป็นกลุ่มวางบนถาดไม้ เป็นอันเสร็จสิ้นพร้อมเสิร์ฟ

พวกเรานั่งล้อมวงพร้อมจ้วงโซบะคนละหนุบละหนับ เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นชมต่อหน้าว่า อร่อยมาก เส้นโซบะนุ่มหนึบดี เพราะปกติเคยเจอแต่โซบะที่นุ่มและนิ่ม คุณริกะเจ้าหน้าที่ประสานงานคนไทยรีบสนับสนุน ปกติริกะไม่ค่อยทานโซบะนะเพราะเจอแต่ร้านที่ไม่ถูกใจ แต่โซบะถาดนี้มันดีมาก ว่าแล้วก็จ้วงโซบะลงในถ้วยซอสแล้วสูดเสียงดังพร้อมอุทานว่า Umai ไม่ว่าจะจริงเท็จอย่างไรแต่มันทำให้หัวใจคนทำพองโตทันที เลยลองชิมดูบ้างปรากฏว่า เฮ้ย!จริงด้วย เส้นโซบะมันหนึบกว่าร้านที่กินตอนกลางวัน นึกทบทวนกระบวนการทำเข้าใจว่าคงมาจากตอนลวกเส้นที่ใช้เวลาน้อยกว่ามาตรฐาน พอเจอน้ำเย็นเลยทำให้เส้นหดตัวอย่างรวดเร็ว ความร้อนที่อยู่ภายในเส้นยังคงเหลืออยู่พอที่จะทำให้เส้นสุกพอดี ในขณะที่ผิวนอกรัดตัวจนหนึบ เวลากัดเส้นจึงมีแรงดีดสะท้อนมากกว่าโซบะทั่วไป ความบังเอิญก่อเกิดความพอดีโดยมิได้คาดคิด สงสัยต้องจำเคล็ดลับไว้มาเปิดร้านที่เมืองไทยแล้ว อันนี้แค่คิดนะครับ

กินกันเสร็จเลยขออนุญาตเจ้าหน้าที่ไปถ่ายรูปที่อาคารไม้ด้านหลัง มีทั้งกองฟืน โต๊ะเก้าอี้และม้าหกที่ทำจากไม้ เจ้าหน้าที่พาไปอีกด้านของอาคาร เป็นมุมที่เงียบสงบติดกับลำธารสายเล็กๆ ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 5 โมงเย็น แสงแดดอ่อนละมุนกับอากาศเย็นสบาย มันช่างเหมือนฉากในการ์ตูนหลายเรื่องที่เคยดู ถ้าใครมีโอกาสขับรถเที่ยวแล้วผ่านมาแถวเมือง Kiso ขอให้แวะมาครับ รับรองว่า ภาพชีวิตในวัยเด็กจะหวนกลับมาสร้างความสุขให้คุณได้อย่างคาดไม่ถึง

 

ความยั่งยืน สร้างอย่างไรในแดนจิงโจ้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2560 เวลา 14:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/525963

ความยั่งยืน สร้างอย่างไรในแดนจิงโจ้

เมื่อมาถึงเมือง Adelaide ของ South Australia แล้ว ยังมีอีกปลายทางหนึ่งซึ่งเขาบอกว่าถ้าเกิดมาถึงที่นี่ได้แล้ว ปลายทางนั้นจะพลาดไม่ได้เช่นกัน และปลายทางที่ว่านั้นการเดินทางจะไปถึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถึงจะไกลหรือยากสักเพียงใด ทีมงานโลก 360 องศา ก็ไม่พลาดที่จะพาทุกท่านเดินทางไปสัมผัสปลายทางนั้นพร้อมๆ กัน เราเริ่มต้นการเดินทางจาก Adelaide โดยรถบัสใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงท่าเรือ จากนั้นนั่งเรือต่อไปประมาณ 50 นาที ก็ถึงปลายทางที่ว่าคือ Kangaroo Island อันลือชื่อนั่นเอง อันที่จริงแล้วการเดินทางไปเกาะนี้สามารถนั่งเครื่องบินหรือนั่งเรือเฟอร์รี่ก็ได้ ถ้าเปรียบเทียบระยะเวลาเดินทางกันแล้วก็ใช้เวลาเดินทางไม่ต่างกันมากแต่เรื่องค่าใช้จ่ายการเดินทางโดยเรือสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า

เกาะนี้เป็นส่วนหนึ่งของ South Australia มีพื้นที่ประมาณ 4,400 ตารางกิโลเมตร มีคนอาศัยอยู่ประมาณ 4,400 คนนั่นก็แปลว่าประชากร 1 คน น่าจะมีพื้นที่ให้ใช้ชีวิตได้ 1 ตารางกิโลเมตรเลยทีเดียว แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์และพื้นที่การเกษตร ส่วนผู้คนก็อาศัยรวมตัวกันอยู่ในเมือง มี Kingscote เป็นศูนย์กลางการปกครองของเกาะนี้ เป็นเมืองที่มีขนาดเล็กมากๆ เมื่อเทียบกับ Adelaide แต่ว่ามีความเก่าแก่กว่า เพราะเป็นเมืองที่มีชาวยุโรปมาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ ค.ศ. 1836 ในย่านกลางเมืองมีอาคารที่เก่าแก่อยู่หลายอาคาร แต่ได้กลายเป็นร้านค้าบ้าง เป็นธนาคารที่ทำการของสำนักงานที่สำคัญๆ ไปหมดแล้วบรรยากาศทั่วไปภายในเมืองสามารถสัมผัสถึงความผ่อนคลาย สบายๆ แต่ก็มีสีสันด้วยกิจกรรมสนุกๆ ให้ได้เพลิดเพลินกันหลากหลาย เช่น กิจกรรมการให้อาหารนกหรือ Pelican Feeding ทุกวันเวลาประมาณ 5 โมงเย็น

เสน่ห์ของเกาะ Kangaroo Island แห่งนี้ คือเป็นเกาะอายุเก่าแก่ มีเขตพื้นที่ Flinders Chase National Park เป็นเขตอุทยานธรรมชาติที่มีทัศนียภาพสวยงาม แปลกตา แถมยังมีสัตว์นานาชนิด บนเกาะนี้ไม่มีอุตสาหกรรม ผู้คนอาศัยอยู่ไม่ถึง 5,000 คนด้วยซ้ำไป การพัฒนาด้านสาธารณูปโภคหรือการเดินทางจึงมีข้อจำกัดอยู่บ้าง สภาพถนนทั่วๆ ไปบนเกาะเป็นถนนดินผสมกับถนนลูกรัง การเดินทางให้สะดวกสบายบนเกาะนี้ต้องใช้รถ รถโฟร์วีลไดรฟ์เท่านั้น แต่การที่ถนนหนทางยังมีข้อจำกัดนั้นถ้ามองในแง่บวกก็เป็นการช่วยลดอุบัติเหตุและไม่เบียดบังพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ได้เหมือนกันการได้มาที่นี่แม้ว่าลมจะเย็น อากาศจะหนาว แม้การเดินทางลำบากเพียงไร แต่เมื่อได้เห็นธรรมชาติที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าธรรมชาติที่มีความงามอย่างหาดูที่ไหนไม่ได้ก็ทำให้หายเหนื่อยได้ทีเดียว

อาชีพหลักของผู้คนที่นี่ นอกเหนือจากการทำอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแล้วก็คือการทำเกษตรกรรมและปศุสัตว์ เลี้ยงวัว เลี้ยงแกะ เป็นหลัก มีสินค้าเกษตรที่ขึ้นชื่อ เช่น ไวน์ ผลิตภัณฑ์นมเนย น้ำผึ้ง และน้ำมันยูคาลิปตัส การที่บนเกาะนี้ไม่มีอุตสาหกรรมใดๆ นั้น ก็ถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง เพราะทำให้น้ำฝนไม่มีโอกาสปนเปื้อน ซึ่ง Ted Botham -Deputy CEO of Kangaroo Island Councilตัวแทนของรัฐบาลท้องถิ่น ได้เล่าให้ฟังว่า“ธรรมชาติของผู้คนที่นี่เขาดื่มน้ำฝนกัน เพราะได้มาฟรี แถมประหยัด บนเกาะนี้จึงเน้นการกักเก็บน้ำฝนไว้ใช้เอง โดยมีวิธีการกักเก็บน้ำฝนในแบบสไตล์ของชาวเกาะโดยเฉพาะเลย”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ด้วยความที่เป็นเกาะอายุเก่าแก่ เป็นเขตอุทยานธรรมชาติ นอกจากจะมีสัตว์เยอะแล้วก็มีต้นไม้เยอะอีกด้วย เยอะถึงขนาดที่รัฐบาลเกิดเป็นไอเดียว่า “ถ้ามีต้นไม้เยอะอย่างนี้ เราตัดต้นไม้แล้วเอามาเผา ทำเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเลยดีไหม“แนวคิดนี้เกิดจากความพยายามแก้ปัญหาเรื่องน้ำ เรื่องไฟ บนเกาะ ซึ่งยังถือว่าเป็นปัญหาอมตะที่รัฐบาลท้องถิ่นพยายามหาวิธีแก้ปัญหาระยะยาวอยู่ ดูเหมือนว่าเรื่องน้ำนั้นอาจจะยังไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่เท่าเรื่องไฟฟ้า เพราะตราบเท่าที่มีการกักเก็บที่ดี มีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งนายกเทศมนตรีของเกาะนี้ บอกกับเราว่ากำลังศึกษาหาวิธีอยู่ หนึ่งในนั้นก็คือการใช้ Bio Mass จากไม้ที่มีอยู่บนเกาะนี่เอง แต่ข้อจำกัดสำคัญของเรื่องนี้ คือแหล่งพลังงานแบบนี้ยังไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นโครงการนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลาง เพราะหลักๆ แล้วไฟฟ้าที่ใช้กันอยู่บนเกาะนี้ต้องลากสายส่งใต้น้ำมาจากแผ่นดินใหญ่ ความยาวกว่า 15 กิโลเมตร และถึงตอนนี้ก็มีอายุการใช้งานกว่า 20 ปีแล้ว ดังนั้นจึงถึงเวลาต้องเปลี่ยนและจำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาลเลยทีเดียว ซึ่งก็อาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้าต้องปรับสูงขึ้นไปอีกนอกจากรัฐบาลจะพยายามหาวิธีแก้ปัญหาแล้ว ประชาชนที่นี่ก็พยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตนเอง โดยบางส่วนก็ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ แล้วส่งไฟฟ้าใช้กันเองในชุมชนเล็กๆ เพราะในบางพื้นที่นั้นสายส่งไฟฟ้าก็ยังเข้าไปไม่ถึงนั่นเอง ถึงจะมีความพยายามหาแหล่งพลังงานอื่นมาทดแทน แต่เพื่อความเสถียรภาพ ทุกวันนี้ก็ยังคงต้องพึ่งพิงแหล่งไฟฟ้าหลัก คือโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ส่งมาจากแผ่นดินใหญ่อยู่ดี

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เกาะแห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวก็คือการมีหาดทรายที่ขาว สะอาดและธรรมชาติสวยๆ อากาศที่แสนจะบริสุทธิ์ ชายหาดลักษณะนี้มีอยู่ทั่วไปหลายที่ หลายจุด แต่ละที่ก็มีบ้านพักตากอากาศเรียงรายเต็มไปหมด และมีนักท่องเที่ยวเข้าพักเต็มตลอดเวลา ถึงแม้ว่าราคาค่าที่พักและค่าครองชีพบนเกาะนี้จะค่อนข้างสูง ทั้งที่ผู้คนบนเกาะแห่งนี้ปลูกพืชผักและทำฟาร์มปศุสัตว์กันเอง ซึ่งฟังดูแล้วก็ไม่น่าจะทำให้ข้าวของราคาแพง แต่เหตุผลที่ต้องแพงก็เพราะว่าค่าพลังงานที่แพงมากนั่นเอง ชายหาดที่สวยที่สุดบนเกาะนี้ ชื่อ Emu Bay อีกหาดหนึ่งที่สวยไม่แพ้กันก็คือ Stokes Bay เพื่อแลกกับประสบการณ์ดีๆ ที่จะได้รับ นักท่องเที่ยวจำนวนมากก็พร้อมจะจ่าย ในช่วงหน้าร้อน ที่นี่จึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เดินทางเพื่อมาพักผ่อน มาว่ายน้ำมาตากอากาศ และมาหาประสบการณ์ดีๆให้ชีวิตกัน

ดังนั้น เมื่อมาถึง Kangaroo Island แล้ว สิ่งที่พลาดไม่ได้ก็คือการแวะดูจิงโจ้ แต่เกาะจิงโจ้ไม่ได้มีเฉพาะจิงโจ้เท่านั้น ยังมีสัตว์อีกหลายชนิดที่ต้องมาชมกัน เช่น โคอาลาซึ่งเป็นสัตว์ที่ไม่กลัวคน แม้ว่าเราจะมาใกล้ๆ หรือว่ามองดูเขานานขนาดไหน เขาก็จะไม่เคลื่อนตัว ไม่ขยับไปไหน ซึ่งแตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่นๆ อีกหนึ่งสถานที่ต้องไม่พลาด ก็คือที่ Seal Bay Conservation Park ที่นี่คุณจะมีโอกาสได้เห็นแมวน้ำตัวเป็นๆ ในระยะที่ใกล้มากๆ เจ้าหน้าที่เขาบอกว่าถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าไม่ได้มีแค่แมวน้ำเท่านั้น แต่ยังมีสิงโตทะเลอีกด้วย ซึ่งสิงโตทะเลนั้นเป็นสายพันธุ์ที่เรียกว่า Australian Sea Lion ส่วนเจ้าแมวน้ำนั้นน่าจะมาจากนิวซีแลนด์ เพราะเขาเรียกชื่อพวกมันว่า New Zealand Fur Seal การได้มานั่งจิบชายามเย็น ดูพระอาทิตย์ตกดิน ท่ามกลางจิงโจ้นับร้อยตัว ในบรรยากาศที่เงียบสงบแบบนี้ ต้องบอกว่านี่คืออีกหนึ่งสุดยอดประสบการณ์ในชีวิตที่หาได้ที่ Kangaroo Island ประเทศออสเตรเลียเพียงที่เดียวเท่านั้น

นอกจากความงดงาม ความเป็นธรรมชาติอันสวยงามแปลกตาของ KangarooIsland ที่เป็นแรงดึงดูดให้คนภายนอกเดินทางมาเยี่ยมชมแล้ว การให้ความสำคัญให้ความใส่ใจ กับนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อย การจะมาที่นี่ได้เป็นที่รู้กันว่าต้องจ่ายแพงมากๆ แต่ความแพงและการเข้าถึงที่ยากนั้นกลับมีส่วนช่วยคัดกรองและจำกัดนักท่องเที่ยวที่เข้าถึงให้เป็นกลุ่มที่พร้อมและสนใจจริงๆ หากถามว่าความยั่งยืนสร้างอย่างไร ในแดนจิงโจ้? นี่น่าจะเป็นอีกคำตอบหนึ่งก็ได้

ติดตามชมเรื่องราวทั้งหมดได้ที่ รายการ โลก 360 องศา ทุกวันเสาร์ ทาง ททบ.5

 

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2560 เวลา 14:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/524911

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 2

เช้าวันถัดมาผมรีบตื่นมาแช่น้ำร้อนนอนดูเครื่องบินขึ้นลง ก่อนกินข้าวเช้าแล้วไปรอเพื่อนร่วมทีมที่โถงขาเข้า เครื่องบินลงตรงเวลาเป๊ะ ผมยืนรอไม่นานทีมงานจากไทยก็ออกมา เจ้าหน้าที่ประสานงานฝั่งญี่ปุ่นรีบตรงมาต้อนรับ ทักทายกันเรียบร้อยก็เข็นกระเป๋าไปยังลานจอดรถบัส

หลังจากเก็บสัมภาระเรียบร้อยก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางแรกคือ เมืองแวะพัก Magomejuku เมืองลำดับที่ 43 จาก 69 เมืองบนเส้นทาง Nakasendo จากสนามบินเซนแทรใช้เวลา 2 ชั่วโมง ไม่รวมแวะเข้าห้องน้ำ

เมื่อถึงมาโกเมะก็ใกล้เที่ยงเลยตัดสินใจกินข้าวกันก่อน ร้านอาหารอยู่แถวๆ ลานจอดรถ จึงสะดวกมากและยังมีร้านขายของที่ระลึกอยู่ด้วย จอดช็อปกินฉี่ที่เดียวครบสมบูรณ์พร้อมอาหารประกอบด้วย Sansai soba หรือโซบะผักภูเขา เป็นหนึ่งในเมนูท้องถิ่นที่หากินได้ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่มีต้นทางอาหารจากผืนดิน

ในสมัยก่อนคนญี่ปุ่นจะนิยามวัตถุดิบอาหารจากที่มาหลักๆ สองแหล่ง คือ จากทะเล หมายถึงสัตว์น้ำพวกกุ้งหอยปูปลาและสาหร่าย และจากภูเขาอันน่าจะกินความถึงของที่ขึ้นอยู่บนพื้นดินทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นพืชผักผลไม้ หรือข้าว Sansai จึงหมายถึงผักที่ขึ้นเองและหาได้ตามผืนดินหรือภูเขา ระยะหลังผักหลายอย่าง อาทิ Warabi เริ่มเป็นที่นิยมในการนำมาทำเป็นเครื่องโซบะ จึงมีการปลูกแทนการเก็บตามธรรมชาติ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ผมเชื่อว่านักท่องเที่ยวไทยหลายคนไม่ชอบโซบะถ้วยนี้ เพราะมีแต่ผักไม่มีเนื้อสัตว์เจือปน แต่ถ้าลองปรับความคิดแล้วกินดูจะรู้ว่าอร่อยแบบใสๆ ไม่หนักเหมือนราเมงไม่แน่นเหมือนอุด้ง แถมดีกับสุขภาพเพราะอุดมด้วยเส้นใยและคอเลสเตอรอลต่ำ

ยิ่งกินร้อนๆ ตอนหิวๆ นี่ซดหมดชามโดยไม่รู้ตัวกับข้าวอีกจานเป็นไก่ชุบแป้งทอดราดด้วยซอสหวานเพิ่มพูนโปรตีน กินกับข้าวที่หุงกับธัญพืช ดูเหมือนน้อยแต่กินไม่หมดถ้ากินทุกอย่าง ปิดท้ายด้วยของหวาน ลูกพลับแห้งแบบหั่นเป็นชิ้นขนาดพอคำอยู่ในห่ออย่างดี ถ้ากินแล้วชอบใจทางร้านมีวางขายอยู่ด้านหน้า จุดเด่นของร้านนี้อยู่ตรงกระจกบานใหญ่มองเห็นวิวเต็มตา ถ้าเป็นช่วงใบไม้แดง หรือซากุระบานนี่คงสวยบาดใจมาก

กินเสร็จก็ได้เวลาสำรวจเมืองซึ่งง่ายมาก เดินออกมาหน้าถนนใหญ่จะเจอเสาไม้บอกหลักเขตและทิศทางว่าไปเกียวโตทางไหน ไปเอโดะทางไหน ผมไปยืนใต้เสาไม้แล้วจินตนาการตัวเองให้ย้อนยุคกลับไป มันแอบตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน

เคยเห็นแต่ในหนังที่คนเดินทางผ่านเมืองเล็กเมืองน้อยแล้วแวะกินข้าวบ้างพักค้างแรมบ้างดูน่าสนุก ปัจจุบันการเดินทางมันรวดเร็วเสียจนแทบไม่มีโอกาสผ่านเมืองเล็ก ทำให้อรรถรสของการท่องเที่ยวหายไปเยอะ เอะอะก็ขึ้นทางด่วนหรือนั่งรถไฟชิงกังเซน ซึ่งได้ความเร็วแต่ขาดรายละเอียดไปอย่างน่าเสียดาย

ระยะหลังผมถึงแฮปปี้ที่จะขับรถเที่ยวมากกว่าการนั่งรถไฟ เพราะอยากแวะตรงไหนก็จอด (ในที่ที่จอดได้) อยากอยู่ตรงไหนนานหน่อยก็ได้ไม่ต้องกลัวตกรถไฟ เมืองมาโกเมะนี่ต้องเดินเก็บรายละเอียดและจินตนาการไปพร้อมกันถึงจะสนุก ผมเดินขึ้นเนินทับรอยเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่เอโดะ

ถ้าเดินไปเรื่อยๆ ก็จะเจอ Tsumago เมือง Post Town ที่อยู่ถัดไปราวๆ 8 กิโลเมตร และมีการปรับปรุงเส้นทางดั้งเดิมให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทับรอยประวัติศาสตร์ผ่านบ้านเรือนทุ่งนาตามรายทางได้ด้วย แถมมีบริการพิเศษส่งสัมภาระจากเมืองสู่เมือง เดินได้โดยไม่ต้องแบกของให้ลำบาก แต่ต้องส่งในช่วงเช้าไม่เกินเวลา 11.30 น. เท่านั้น และของจะไปถึงอีกฝั่งในเวลาบ่ายโมง เห็นมีฝรั่งใช้บริการนี้กันเยอะอยู่

บริการพิเศษนี้สนนราคาเพียง 500 เยน แต่หยุดบริการในช่วงหน้าหนาวเพราะหิมะเยอะไม่สะดวกกับการเดิน และถ้าไม่อยากเดินก็สามารถนั่งรถบัสจากมาโกเมะไปทสึมาโกะได้เช่นกัน เฉลี่ย 2-3 ชั่วโมงมาคันหนึ่งค่าบริการอยู่ที่ 600 เยน/เที่ยว

ตลอดสองข้างทางที่ผมเดินขึ้นไปยังคงรักษาภาพรวมของเมืองไว้ได้เป็นอย่างดี มีทั้งบรรยากาศเก่าๆ ของเรียวกัง ร้านอาหารและบ้านเรือน ร้านค้าบางแห่งยังคงวิถีการค้าแบบดั้งเดิมคือ วางสินค้าไว้หน้าร้านพร้อมกระปุกใส่เงินและถุง

ใครสนใจซื้ออะไรก็หยิบใส่ถุงแล้วหยอดเงินลงกระปุก วิถีแบบนี้ยังคงมีให้เห็นในเมืองเล็กๆ หลายแห่งที่เคยไปสัมผัสมา ความไว้วางใจเป็นเรื่องดีงามที่สามารถส่งต่อกันได้ เป็นสิ่งที่มนุษย์ส่วนใหญ่มีอยู่และควรค่าแก่การรักษาไว้

จำได้ว่าสมัยเด็กบ้านที่ จ.เชียงใหม่ ก็มีอะไรคล้ายๆ กันแบบนี้ หน้าบ้านมีตุ่มใส่น้ำและกระบวยเล็กๆ ใครเดินผ่านไปมา ถ้ากระหายก็ตักน้ำกินได้ตามสบาย บางบ้านมีกล้วยแขวนไว้คนผ่านทางมาถ้าหิวก็ปลิดกินกันได้ เพราะทั้งกล้วยและน้ำเป็นผลผลิตที่ไม่ได้มีต้นทุน

กล้วยตัดมาจากสวนในบ้าน น้ำตักจากบ่อบาดาล แต่ความมีน้ำใจซึ่งเป็นต้นทุนความดี กำลังค่อยๆ เลือนหายไปกับสังคมโลกยุคใหม่ที่แข่งขันกันเรื่องวัตถุ การกลับไปเยือนเมืองเล็กในต่างหวัดจะช่วยยกระดับน้ำใจให้หวนกลับคืนได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะที่เมืองไทยหรือที่ไหนๆ การได้มาเดินดูวิถีชีวิตในมาโกเมะ ช่วยขยายจิตใจให้กว้างขึ้น เห็นโลกในแบบที่เคยเป็น เพิ่มพลังบวกให้กับตัวเองโดยอัตโนมัติ

จากมาโกเมะเรานั่งรถข้ามเขตจังหวัดกิฟุไปยังเมืองทสึมาโกะในจังหวักนากาโนะ ใช้เวลาเดินทางโดยรถบัสประมาณครึ่งชั่วโมง ทสึมาโกะเดินง่ายกว่ามาโกเมะเยอะเพราะเป็นพื้นราบ แต่ความยาวของเขตอนุรักษ์ดูจะสั้นกว่า

จุดเด่นของทสึมาโกะคือ Honjin หรือที่พักสำหรับซามูไรชั้นสูงระดับเจ้าเมือง หรือเจ้าแคว้นที่มีอยู่ในทุก Post Town ยังเก็บรักษาไว้ในสภาพใกล้เคียงกับของดั้งเดิม อีกแห่งคือพิพิธภัณฑ์ไปรษณีย์ที่แสดงประวัติความเป็นมาของการไปรษณีย์ญี่ปุ่น

มีภาพวาดของวิธีการส่งไปรษณีย์ยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้เข้าใจเรื่อง Post Town เพิ่มมากขึ้น ผมเดินชมอาคารทางประวัติศาสตร์หลายแห่งมาสะดุดที่อาคารหลังหนึ่งจึงเดินเข้าไปดู เพราะพื้นบ้านยังเป็นดินแข็งเหมือนที่เคยเห็นในหนังให้ความรู้สึกย้อนยุคมาก หน้าบ้านมีป้ายเล็กๆ ติดไว้ว่าเป็น Minshuku หรือที่พักแบบแบ่งห้องให้นอน โดยพักอยู่ร่วมกับเจ้าของบ้าน ดูมีเสน่ห์ปนสยองนิดๆ ด้วยสภาพอาคารและคุณป้าเจ้าของบ้านที่ต้องไปหาหมอสัปดาห์ละหน คิดไว้ในใจว่า ถ้ามานอนที่นี่แล้วเจออะไรไม่ปกติก็คงไม่แปลกใจครับ

 

‘ทุกคนมีสถานที่แห่งความสุขของตัวเอง’ Go Journey Together เจอนี่ไปด้วยกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2560 เวลา 13:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/524745

'ทุกคนมีสถานที่แห่งความสุขของตัวเอง' Go Journey Together เจอนี่ไปด้วยกัน

โดย  รอนแรม  ภาพ : Go Journey Together

เธอเชื่อว่า การเดินทางสร้างความสุขและความทรงจำ เธอจึงอยากสร้างแรงบันดาลใจให้ออกเดินทางผ่านเพจเฟซบุ๊ก Go Journey Together เจอนี่ไปด้วยกัน โดย แอนน์-สุพรรณิการ์ ชารีนิวัตร นักผลิตคอนเทนต์ และผู้เสพติดการเดินทาง ชอบธรรมชาติ ชอบออกไปเห็นฟ้า เห็นน้ำ เห็นภูเขา เห็นบ้านเมือง และผู้คน

จุดเริ่มต้นของการเดินทาง แอนน์เล่าว่า อาจเริ่มตั้งแต่สมัยทำงานด้านสื่อใหม่ๆ ทำรายการสารคดีที่ต้องเดินทางไปทั่วประเทศไทยเพื่อหาข้อมูลและถ่ายทำ การเดินทางจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปโดยปริยาย

“เหตุผลที่ทำเพจขึ้นมาเพราะความอยากล้วนๆ” เธอกล่าวต่อ

“เราเป็นคนเสพติดการเที่ยวมาตลอด และทำงานด้านสื่อที่ต้องเดินทางไปทั่วประเทศอยู่แล้ว จึงอยากทำเรื่องเที่ยวให้เป็นประโยชน์แบบง่ายๆ เลยชวนรุ่นน้อง (โย่-ฐิวากร ศรีลิโก) มาทำเพจด้วยกัน ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายภาพเป็นหลัก ส่วนแอนน์จะดูแลส่วนเนื้อหา การนำเสนอ รวมถึงออกทริปถ่ายภาพเล่าเรื่องในมุมมองที่สัมผัสและรู้สึก

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จนตอนนี้แอนน์กลายเป็นคนที่อยู่นิ่งนานๆ ไม่ได้แล้ว มันจะเฉา ต้องเคลื่อนตัว พาตัวเองไปในที่ใหม่เหมือนการได้กดรีเฟรชตัวเอง ซึ่งมันได้ผลเสมอ”

แอนน์ยังกล่าวด้วยว่า การเปิดเพจครั้งแรกย่อมเป็นเรื่องยากเพราะความไม่รู้ว่าต้องเริ่มต้นอย่างไร เธอจึงใช้วิธีคิดเดียวกับการทำรายการทีวีคือ หากลูกเพจคือผู้ชม ทุกอย่างที่นำเสนอจะต้องมีประโยชน์และสามารถหยิบไปใช้ได้

ดังนั้น ทุกโพสต์จึงต้องสร้างแรงบันดาลใจให้คนอยากออกเดินทาง

“การที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ อย่างแรกคือ รูปเราต้องสวย ซึ่งต้องสวยแบบไม่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง และสามารถดึงดูดใจให้คนอยากไปตาม อย่างถัดมาคือ เนื้อหา โดยข้อมูลแต่ละช่วงต้องตรงกับฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงนั้น เพื่อให้คนเดินทางตามได้จริงในตอนนั้นเลย

ลักษณะของเนื้อหาจะเขียนตามความรู้สึกนึกคิดของเราคือ เราไปเจออะไรมาแล้วรู้สึกยังไง เรามีความรู้สึกกับภาพตรงหน้านั้นยังไง เวลาลูกเพจอ่านและดูรูปเขาจะได้รู้สึกไปพร้อมกัน รวมทั้งยังมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพิ่มเติมด้วย”

เพจเฟซบุ๊ก Go Journey Together เจอนี่ไปด้วยกัน เริ่มต้นทำเมื่อเดือน พ.ค.ในปีที่ผ่านมา โดยแสนไลค์แรกได้มาตอนที่เพจมีอายุเพียง 5 เดือนจากโพสต์แมน ออฟ เดอะ แมตช์ เรื่อง “ที่นี่…เชียงใหม่ ไปเท่าไหร่…ไม่มีเบื่อ” ที่ตอนนี้มียอดแชร์มากกว่า 1.7 แสนครั้ง กระทั่งปัจจุบันเพจมีคนติดตามทะลุ 2 แสนคนแล้ว

เธอเล่าต่อว่า ชื่อ Go Journey Together มาจากการที่เธอชอบเที่ยวไปกับเพื่อน ซึ่งการเดินทางไปด้วยกันคือ การใช้เวลาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พี่น้อง คนรัก หรือแม้กระทั่งกับตัวเอง

“การเดินทางจะสร้างความสุข สร้างความทรงจำ เราเชื่อว่าทุกคนมีที่ที่เป็นความสุขของตัวเอง ดังนั้น เราต้องออกเดินทางไปหา และความสุขอาจมาในรูปแบบของความเหนื่อย ความลำบาก ผิดแผน หลงทาง หรือเรื่องเหนือความคาดหวังต่างๆ แต่ประสบการณ์พวกนี้แหละ จะทำให้เรานึกถึง และย้อนถึงเวลาที่มันผ่านไปแล้ว”

ในฐานะที่เดินทางมาแล้วทั่วประเทศไทย และหลายประเทศในโลกใบนี้ แอนน์สารภาพว่า ยังคงหลงรักประเทศไทยและยังเป็นประเทศสุดเจ๋งในใจของเธอตลอด

เพราะประเทศไทยมีครบทุกอย่างทั้งภูเขา ทะเล ป่าไม้ อากาศร้อน อากาศหนาว และมีจุดปลายทางที่สวยงามที่อยากไปเห็นกับตาตัวเอง

“การเดินทางสอนให้เราอดทน ทั้งอดทนที่จะรอคอยไปเจอความสุข และอดทนเพื่อจะไปเจอความทุกข์ความวุ่นวาย การเดินทางทำให้รู้ตัวเองว่า เราสามารถปรับตัวหรือรับมือกับเรื่องต่างๆ ที่เหนือการควบคุมได้ยังไงบ้าง และทำให้เรายอมรับตัวเองมากขึ้นด้วย”

พร้อมกับที่เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า

“เราอยากให้ทุกคนออกเดินทาง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ออกไปหาที่ที่จะเป็นความสุขความทรงจำและใช้ช่วงเวลาดีๆ เหล่านั้นกับใครก็ได้ ส่วนโกเจอร์นีย์ทูเก็ตเธอร์ก็จะยังคงออกเดินทางสะสมที่แห่งความสุขต่อไปอีกเรื่อยๆ อย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเช่นกัน”

ติดตามการเดินทางของเธอได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Go Journey Together เจอนี่ไปด้วยกัน และในเดือน ธ.ค.นี้ เตรียมพบกับเว็บไซต์อย่างเป็นทางการที่ www.gojourneytogether.com

 

‘ทะเลบัวหลวงผูจื่อเฮย’ ปะทะ ‘ทะเลบัวแดงหนองหาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/524737

'ทะเลบัวหลวงผูจื่อเฮย' ปะทะ 'ทะเลบัวแดงหนองหาน'

 โดย/ภาพ : จำลอง บุญสอง

หากกล่าวถึงทะเลบัวแดงของไทย ต้องยกให้ “ทะเลบัวแดงหนองหาน” จ.อุดรธานี พื้นที่ทะเลสาบน้ำจืดที่มีชื่อติดอันดับโลก สถานที่ที่อุดมไปด้วยดอกบัวสีชมพูหรือบัวสาย หรือที่เราเรียกกันว่าบัวแดงตามธรรมชาติขนาดหลายพันไร่ โดยมันจะชูช่อในช่วงเดือน ธ.ค.-ก.ค. ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเดินทางสู่ภาคอีสานจำนวนมาก

ทะเลบัวแดงหนองหาน

หนองหานคือทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่ส่วนใหญ่ในเขต อ.กุมภวาปี และพื้นที่บางส่วนใน อ.ประจักษ์ศิลปาคม ของ จ.อุดรธานี โดยทะเลบัวแดงจะค่อยๆ บานตั้งแต่กลางเดือน ธ.ค. บานเต็มที่ช่วงเดือน ม.ค. และค่อยๆ โรยในปลายเดือน ก.พ. จนกระทั่งหมดฤดูกาลทะเลบัวแดงราวเดือน มี.ค. บัวแดงหรือบัวสายนั้นจะบานในช่วงเช้าตรู่จนถึงเวลาประมาณ 11.00 น. ก่อนแสงแดดจะร้อนจัดจนกลีบดอกต้องหุบตัว

10 บัวสาย

นักท่องเที่ยวสามารถชมบัวแดงอย่างใกล้ชิด โดยการนั่งเรือท้องแบนของชาวบ้านไปตามร่องน้ำ เพื่อถ่ายภาพกับเหล่าบัวสาย ชมฝูงนกท้องถิ่นและนกอพยพ รวมถึงแวะสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนวัดกลางน้ำ โดยใช้เวลาล่องเรืออย่างจุใจได้ถึง 1 ชั่วโมง 30 นาที

01 ทะเลภูเขาหินปูนยามเช้าเหนือหมู่บ้านชนเผ่าหยีที่ตั้งอยู่ริมน้ำ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อีกฟากหนึ่งของอีกประเทศ ณ “ทะเลบัวหลวงผูจื่อเฮย” ที่ตั้งอยู่ในอำเภอชิวแป๊ะ มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้รับการโปรโมทจากสื่อในประเทศจีนว่าเป็นแหล่งธรรมชาติที่มีบัวหลวงยิ่งใหญ่และสวยงาม จนทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตติดอันดับขึ้นมา

02 ล่องเรือชมทิวทัศน์สองข้างทาง

ทุกวันนี้มีชาวจีนนับล้านๆ คนเดินทางมาท่องเที่ยวพื้นที่ชุ่มน้ำขนาด 388 ตร.กม.แห่งนี้ เพื่อชมความยิ่งใหญ่ของทะเลบัวหลวง ซึ่งในพื้นที่นั้นประกอบด้วยทะเลสาบน้อยใหญ่รวมกันมากถึง 54 ทะเลสาบติดต่อกัน ท่ามกลางภูเขาหินปูนที่เรียงรายล้อมรอบพื้นที่

03 ฝักบัวหลวง

ทว่า เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา คณะคาราวานไทย-จีนมีโอกาสได้ไปเยือนพื้นที่ดังกล่าว แต่น่าเสียดายที่ดอกบัวหลวงไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ทิ้งไว้เพียงใบบัวนับล้านๆ ใบพลิ้วลมฝนเพื่อรอลมหนาวมาเยือนในไม่อีกกี่เพลาข้างหน้า ช่วงนี้จึงเป็นช่วงพักตัวของมัน โดยใบบัวทุกใบมีรอยหนอนบุ้งเจาะกินตามวงจรชีวิตธรรมชาติที่พึ่งพาอาศัยกันและกันอย่างนี้ในทุกๆ ปี

08 นกกระสาแดงที่มาหากินในหนองหาน

แม้ว่ามันจะดูไม่สวยงามเหมือนตอนมีดอกบัวหลวงสีชมพูและสีขาว แต่เมื่อเห็นใบบัวพลิ้วรวมกันนับพันๆ ไร่ ทุกคนก็สามารถจินตนาการได้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ในยามที่มันออกดอกบานสะพรั่งในช่วงเดือน ก.ค. หรือช่วงฤดูฝนของยูนนาน ซึ่งหวังว่าคงได้มีโอกาสกลับมาชื่นชมสักครั้งในยามฤดูบัวบาน

11 นักท่องเที่ยวไทยบนเรือท้องแบนของชาวบ้านบ้านเดียม

อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปชมทะเลบัวหลวงผูจื่อเฮยทำได้ 2 ทาง คือ ใช้รถไฟฟ้าที่บรรทุกคนได้กว่า 20 คน พาไปยังจุดที่มีบัวอยู่รอบๆ เกาะขนาดย่อมที่รัฐบาลท้องถิ่นตระเตรียมสะพานข้ามไว้ให้นักท่องเที่ยวไปดู หรือใช้เรือยนต์ขนาดใหญ่ บรรทุกคนได้ประมาณ 50 คน วิ่งไปตามเส้นทางน้ำในทะเลบัวหลวง (แบบที่คนไทยเช่าเรือท้องแบนชมทะเลบัวแดงหนองหาน) ซึ่งงานนี้ก็ย่อมต้องเสียเงินค่าบริการกันไป แต่ได้อรรถรสของธรรมชาติบนผืนน้ำอย่างใกล้ชิด

07 ล่องเรือชมทะเลบัวแดง

ในช่วงที่บัวหลวงไม่ออกดอกก็ไม่ต้องลงเรือไปดู จะเสียเงินเปล่า ให้นั่งรถไปดีกว่าเพราะราคาถูก แถมยังมีโอกาสได้ถ่ายรูปบรรยากาศทะเลใบบัวกับทิวเขาหินปูน 312 ยอด โดยยามเช้าของฤดูหนาวเช่นช่วงนี้ บริเวณยอดบึงจะอบอวลไปด้วยหมอกหนาวของฤดูกาลแบบภาคเหนือของไทย แต่เสียดายอีกที่อยู่รอไม่ได้!

09 วันดีคืนดีก็จะมีช่างภาพเอานางแบบมาถ่ายรูปในทะเลบัวแดง

นอกจากนี้ บริเวณรอบพื้นที่ชุ่มน้ำยังเป็นถิ่นที่อยู่ของชนเผ่าหยี ชนเผ่าที่หากินอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำมานานนม ไม่ต่างอะไรกับชาวไตลื้อที่อยู่ริมน้ำโขงนั่นแหละ แต่ตอนนี้ดูไม่ออกแล้วว่าคนไหนเป็นชนเผ่าหยี คนไหนเป็นฮั่น เพราะพวกฮั่นเข้าไปทำมาหากินในพื้นที่จนเกือบหาชนเผ่าหยีแท้ๆ ไม่ได้แล้ว

หลังจากขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลบัวหลวง ตกสายหน่อยนักท่องเที่ยวมักออกไปนั่งเรือพายที่ชนเผ่าหยีเป็นคนพายให้ไปชมตามลำน้ำ ระหว่างที่พายเรือจะมีการเอาขันหรือกระป๋องเล็กๆ สาดใส่กัน เอาไม้พายตีน้ำใส่กันเป็นที่สนุกสนาน จึงไม่แปลกว่าทำไมระหว่างเดินทางมาขึ้นเรือ มีถังน้ำพลาสติกกับขันน้ำพลาสติกขายพร้อมกับอาหารพื้นเมืองของชนเผ่าหยี โดยทุกคนเต็มใจที่จะเล่นโดยเฉพาะเด็กๆ และหนุ่มสาวที่ซื้อถังน้ำและขันไปในมือ ส่วนช่างภาพที่ถือกล้องอย่างพวกเราก็ไม่ต้องห่วง เขาจะไม่สาดเราแน่ เขารู้ว่าไม่ได้มาเล่น เพราะไม่มีถังและขันซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมเล่นอยู่ในมือ

ไกด์ยังให้ข้อมูลต่อว่า พื้นที่อุทยานพื้นที่ชุ่มน้ำ 388 ตร.กม. มีพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวได้จริงเพียง 165 ตร.กม.เท่านั้น เพราะนอกนั้นเป็นภูเขาหินปูน พื้นที่อยู่อาศัย (ริมน้ำและบ้านบนน้ำ) และพื้นที่นา แต่ในพื้นที่ร้อยกว่าตารางกิโลเมตรนั้นก็มีแหล่งท่องเที่ยวมากถึง 265 แห่งทีเดียว และความที่เป็นภูเขาหินปูน มันจึงกำเนิดถ้ำใหญ่จากการกัดเซาะของฝนถึง 83 ถ้ำ มีสัตว์บก 16 ชนิด ครึ่งบกครึ่งน้ำ 6 ชนิด ปลา 18 ชนิด มีนกทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพรวมแล้ว 142 ชนิด โดยอุทยานพื้นที่ชุ่มน้ำก่อตั้งขึ้นในปี 2554 ซึ่งเป็นอุทยานพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งเดียวของมณฑลยูนนาน มีความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,400-1,500 เมตร

ผมไปแล้วก็นึกถึงทะเลบัวแดงบ้านเรา น่าจะเป็น “สถานที่ท่องเที่ยวพี่น้อง” กันได้ แต่ถ้าจะให้เปรียบเทียบกันก็ต้องบอกว่ามันคนละบริบทกัน เพราะที่นั่นคือทะเลบัวหลวงที่สีสันอาจจะไม่สวยสดเท่าทะเลบัวแดงที่มีสีสดใสฉูดฉาดกว่า แต่ถ้าเปรียบเทียบกับพื้นที่ที่ล้อมรอบด้วยทะเลภูเขาหินปูนแล้วที่ยิ่งใหญ่แล้ว เราอาจจะสู้เขาไม่ได้ ทางที่ดีไทยและจีนควรจะจัด 2 บึงนี้ให้เป็นบึงคู่แฝดกัน แลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวกันน่าจะดีกว่า วิน-วินด้วยกันทั้งสองประเทศ และก็นั่งยันนอนยัน ตีลังกายันเลยว่า สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่คู่แข่งทางการตลาดของบัวแดงไทย เพราะมันต่างวัฒนธรรมภาษาและบริบทของพื้นที่กัน

ทั้งนี้ การจัดคาราวานสานสัมพันธ์ไทย-จีน เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2557 ภายใต้ชื่อ อัลไตสู่ประเทศไทย โดยครั้งนั้นมีรถเข้าร่วมเพียง 6 คัน ครั้งที่ 2 จัดขึ้นในปี 2558 ใช้ชื่อว่า 1,500 ไมล์ เส้นทางสายไหมตามรอยพุทธศาสนา มีจำนวนรถที่เข้าร่วมโครงการครั้งนั้น 10 คัน ครั้งที่ 3 เป็นโครงการคาราวานรถยนต์สานสัมพันธ์วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวจากดินแดนเจงกิสข่านมองโกเลียในเมืองออโดส สู่เหนือ อีสาน กลางของไทย และในปีนี้เป็นครั้งที่ 4 ภายใต้ชื่อ โครงการคาราวานรถยนต์ สานสัมพันธ์วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวล้านช้างแม่โขง ไทย-จีน ครอบคลุมเส้นทางเมืองหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง เข้าสู่ลาว ไทย กัมพูชา รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 31 วัน

………..ใต้ภาพ……….

00 (รูปเปิด) ทะเลบัวหลวงผูจื่อเฮย แฝดคนละฝากับทะเลบัวแดงหนองหาน

01 ทะเลภูเขาหินปูนยามเช้าเหนือหมู่บ้านชนเผ่าหยีที่ตั้งอยู่ริมน้ำ

02 ล่องเรือชมทิวทัศน์สองข้างทาง

03 ฝักบัวหลวง

04 เล่นสาดน้ำกันระหว่างนั่งเรือไปชมทิวทัศน์ โดยต่างฝ่ายต่างไม่รู้จักกัน

05 สะพานข้ามเกาะที่ไปยืนชมทะเลบัวหลวงได้

06 เรือนับพันลำรอนักท่องเที่ยว ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวนับล้านคน

07 ล่องเรือชมทะเลบัวแดง

08 นกกระสาแดงที่มาหากินในหนองหาน

09 วันดีคืนดีก็จะมีช่างภาพเอานางแบบมาถ่ายรูปในทะเลบัวแดง

10 บัวสาย

11 นักท่องเที่ยวไทยบนเรือท้องแบนของชาวบ้านบ้านเดียม

 

ไม่ใช่แค่สวย แต่ยังรวยด้วยแร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/524731

ไม่ใช่แค่สวย แต่ยังรวยด้วยแร่

รัฐ South Australia ทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย มีเมืองหลวงชื่อว่า แอดิเลด (Adelaide) เป็นเมืองที่มีสีสันและมีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย มีการวางผังเมืองที่ดี จึงทำให้ Adelaide เป็นเมืองที่สะอาดสะอ้าน และเป็นระเบียบ ไม่มีปัญหาเรื่องการจราจรแออัด เพราะการจัดผังเมืองที่ดีนี่เอง นักท่องเที่ยวจึงสามารถเดินเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ในตัวเมืองตามแผนที่ได้อย่างง่ายๆ แต่ถ้าอยากสะดวกสบายขึ้น ก็สามารถใช้บริการรถรางหรือรถแทรม (Tram) ก็มีไว้ให้บริการ อาจจะใช้เวลาช้าหน่อย แต่นั่นก็ทำให้เราได้มีเวลาทอดมองวิวทิวทัศน์อันสวยงามของสองข้างทางอย่างเต็มตามากขึ้น

ตัวเมือง Adelaide เป็นเมืองหลวงของรัฐชายฝั่ง แต่กลับไม่ได้อยู่ติดทะเล สาเหตุเพราะว่าที่ตั้งปัจจุบันนี้มีน้ำท่าสมบูรณ์กว่า ผู้นำในสมัยนั้น ก็เลยเลือกมาตั้งเมืองใหม่ที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำและทิวเขา แต่ถ้าหากคนในเมืองจะออกมาเที่ยวทะเลก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะมีรถรางวิ่งตรงจากใจกลางเมืองใช้เวลาสัก 30 นาที ก็มาถึงเมืองชายฝั่งทะเลที่ชื่อว่า เกรนเนลก์ ซึ่งถือว่าเป็นย่านชานเมืองที่มีชื่อเสียงของ Adelaide เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมาพักผ่อนหย่อนใจ ไม่ไกลจากบริเวณชายหาด มีย่าน Jetty Road ที่เป็นถนนคนเดินทอดยาวเกือบ 1 กิโลเมตร ขนานไปกับแนวรถราง เป็นถนนเส้นเดียวใน Adelaide ที่มีรถรางวิ่งจากหัวถนนไปถึงปลายถนน เป็นย่านที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบ Shopping แถวนี้มีร้านค้ามากมาย มีทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านไอศกรีม ร้านเสื้อผ้า รวมถึงร้านเครื่องประดับด้วย นักท่องเที่ยวที่ได้มามักจะชื่นชอบที่นี่มากกว่าในตัวเมืองด้วยซ้ำ เพราะมีวิวทิวทัศน์อันสวยงาม พร้อมด้วยโรงแรมที่พักร้านค้า ร้านอาหารที่หลากหลายกว่าในเมืองนั่นเอง

บางทีเราก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน ว่าชาวออสเตรเลี่ยน เขาโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ เพราะถึงแม้ว่าจะมีพื้นที่กว้างใหญ่ แต่กลับแห้งแล้ง สามารถเพาะปลูกและอยู่อาศัยได้บางพื้นที่แค่นั้นเอง แต่ในขณะเดียวกัน ภายใต้ผืนดินอันแห้งแล้ง กลับอุดมไปด้วยแร่ธาตุมีค่ามากมาย ดังนั้น ถ้ามาออสเตรเลียโดยเฉพาะออสเตรเลียใต้แล้ว เขาบอกว่าที่นี่คือแหล่งของเครื่องประดับที่ชื่อโอปอล เป็นอัญมณีชนิดหนึ่ง ที่มีความมันวาว มีสีสันหลากหลาย บางคนก็เชื่อว่าหินสีชนิดนี้เป็นหินแห่งโชคลาภ ว่ากันว่าโอปอลที่เห็นสวยงามทั่วไปในโลกนั้น 95 เปอร์เซ็นต์ มาจากออสเตรเลีย

ในเมื่อเป็นรัฐที่ขึ้นชื่อว่าแห้งแล้งที่สุด ค่าน้ำใน South Australia จึงถือว่าแพงที่สุดในประเทศเลยเช่นกัน การแก้ปัญหาเรื่องน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก South Australia จึงใช้วิธีสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เพื่อเป็นแหล่งเก็บกักน้ำไว้ใช้สำหรับภูมิภาคนี้ เช่น South Para Reservoir แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะสามารถเก็บกักน้ำได้เต็มอ่างทุกปี บางทีรอถึง 5 ปี กว่าน้ำจะเต็มอ่าง น้ำที่นี่จึงเป็นของหายากและมีคุณค่า ดังนั้นพื้นที่บริเวณอ่างเก็บกักน้ำจึงเป็นพื้นที่หวงห้าม ห้ามบุคคลภายนอกเข้าไปข้างในเด็ดขาด เมื่อน้ำเป็นของหายากและราคาแพงเช่นนี้ แม้ในฐานะนักท่องเที่ยวอย่างเราก็ควรใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่าเหมือนชาวเมืองเช่นกัน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

แม้จะมีลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ โดยภาพรวมแล้ว South Australia ก็จะคล้ายๆ กับรัฐอื่นตรงที่ค่าครองชีพแพงมาก เพราะว่านี่คือประเทศที่มีค่าแรงแพงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว ทำให้ที่นี่นอกจากค่าน้ำแพงแล้ว ค่าไฟก็ยังแพงถึงขั้นติดอันดับโลกด้วย มีการเปรียบเทียบไว้ว่า ค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมของ South Australia แพงกว่าค่าไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาถึง 10 เท่าตัวเลยทีเดียว ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะว่า ไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในรัฐนี้ มาจากพลังงานหมุนเวียนกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรัฐบาลยังต้องให้เงินอุดหนุนอยู่ และเงินอุดหนุนดังกล่าวนั้นก็เรียกเก็บมาจากบิลค่าไฟฟ้าของประชาชนนั่นเอง

พลังงานไฟฟ้าใน South Australia กว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นพลังงานหมุนเวียนนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็มาจากพลังงานลม ตามมาด้วยพลังงานจากแสงอาทิตย์ ข้อมูลล่าสุดระบุว่า South Australia มีทุ่งกังหันลม อยู่ทั้งหมด 16 แห่งด้วยกัน ส่วนใหญ่จะอยู่ตามแนวชายฝั่ง มีกำลังการผลิตรวมกว่า 1,473 เมกะวัตต์ เรื่องค่าไฟฟ้าแพงนอกจากจะเป็นภาระของประชาชนแล้ว ในช่วงหน้าร้อน ซึ่งมีการใช้ไฟฟ้ามากที่สุด พื้นที่ใน South Australia จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Black out อยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอ วิธีการแก้ปัญหาส่วนหนึ่งที่เคยทำก็คือดึงเอาไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในรัฐใกล้เคียงมาเสริม แต่ล่าสุดโรงไฟฟ้าถ่านหินดังกล่าวก็ปิดตัวลง South Australia ก็กลับมามีปัญหาอีกเช่นเดิม นโยบายทางการเมือง ที่ให้คำสัญญากับเรื่อง “Green & Clean jobs” สร้างเครดิตให้รัฐบาล แต่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเหมืองถ่านหินของทั้งประเทศ เนื่องจากการผลิตไฟฟ้า จากถ่านหินและก๊าซธรรมชาติไม่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจึงเติบโตได้ยาก ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศตามมา

ด้วยความที่ประเทศนี้มีแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของ South Australia ยังอยู่ได้ เพราะมีรายได้จำนวนมากจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ซึ่งถือว่าเป็น Back bone หรือกระดูกสันหลังของประเทศ ห่างไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของ Adelaide ประมาณ 600 กิโลเมตร ก็จะมี Olympic dam mine เป็นเหมืองที่ใหญ่ที่สุด สร้างรายได้ให้กับรัฐ South Australia มากที่สุดเพราะเป็นแหล่งทองแดงใหญ่อันดับต้นๆ ของโลกและมีปริมาณสำรอง Uranium มากที่สุดในโลก หากขึ้นไปทางเหนือประมาณ 500 กิโลเมตร ก็มี Leight Creek ที่เป็นเหมืองถ่านหินขนาดใหญ่ของประเทศ แต่ถึงแม้มีเหมืองถ่านหิน เอกชนก็ไม่กล้าลงทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินในรัฐนี้ เพราะนโยบายภาครัฐอุดหนุนการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมและแสงอาทิตย์มากกว่าประกอบกับกระแสการต่อต้านถ่านหินจากกลุ่มองค์กรอิสระก็ยิ่งทำให้รัฐบาลปรับแผนยากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม มีการแสดงความเห็นว่า กระแสต่อต้านเหล่านั้นเกิดจากการสนับสนุนของเครือข่ายจากประเทศอื่น ดังที่ Tony Abbott อดีตผู้นำประเทศเคยกล่าวไว้ “มีเครือข่ายสมรู้ร่วมคิดระดับโลก พยายามต่อต้านอุตสาหกรรมถ่านหินของออสเตรเลีย และทำลายการจ้างงานในออสเตรเลีย ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำลายผู้ใช้พลังงานทั่วโลก ที่ต้องการเชื้อเพลิงราคาถูก” อีกทั้ง Malcolm Turnbull ก็มีการตำหนิกลุ่มต่อต้าน ที่มีต่างประเทศหนุนหลังอีกด้วย เรื่องนี้เคยเป็นประเด็นทางการเมือง ถึงขั้นที่ Matt Canavan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร เรียกร้องให้กลุ่มต่อต้านเปิดเผยรายได้และการใช้เงินเพื่อกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลมาแล้ว การรับรู้ข้อมูลเหล่านี้ก็จะช่วยทำให้เราเข้าใจเงื่อนไขของประเทศนี้มากขึ้น

นอกจากเรื่องแร่ธาตุแล้ว อุตสาหกรรมหลักของที่นี่อีกอย่างก็คือ อุตสาหกรรมไวน์ เพราะว่ามีพื้นที่อยู่ในหุบเขาใกล้กับแม่น้ำสายหลัก มีสภาพอากาศที่หลากหลาย เหมาะสำหรับการเพาะปลูกองุ่นหลายสายพันธุ์ เป็นแหล่งปลูกองุ่นชั้นดีของประเทศอีกแหล่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ แม้ว่าที่นี่จะมีพื้นที่กว้างใหญ่แต่ตัวเมืองกลับเล็ก สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมก็คือ Barossa Valley เป็นเขตผลิตไวน์ที่เก่าแก่ และมีชื่อเสียงระดับโลก ชื่อมาจากภาษาสเปน Barossa Ranges ที่แปลว่า “เนินเขาแห่งกุหลาบ” (Hill of Roses) คนที่มาส่วนใหญ่ถ้าเป็นคนชอบดื่มไวน์ ก็คงจะเพลิดเพลินเลยทีเดียว แต่ถึงแม้จะไม่ใช่นักดื่ม ก็สามารถเพลิดเพลินกันทัศนียภาพได้เช่นกัน นอกจากนั้นหากใครที่อยากมาพักผ่อนหย่อนใจ ได้บรรยากาศดีๆ อากาศสบายๆ ได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้าน ต้องมาที่ Chateau Tanunda ซึ่งเป็นไร่องุ่นที่เก่าแก่ที่สุด และสวยที่สุดอีกแห่งหนึ่งของเมือง

ออสเตรเลียถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความร่ำรวยของโลก มีความโชคดีที่มีทรัพยากรแร่ธาตุมากจึงมีความมั่งคั่งอันเกิดจากการค้าขายทรัพยากรธรรมชาติ ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่ผู้คนมีความสุข หากเปรียบเธอเป็นดั่งหญิงสาว นอกจากเป็นสาวสวยผู้เลอโฉมแล้วยังรุ่มรวยด้วยเสน่ห์ที่ดึงดูดให้ใครอยากมาพบเจอและสัมผัสอยู่เสมอ เป็นสวรรค์สำหรับนักเดินทางที่ชื่นชอบ แม้ว่าบางครั้งดูเหมือนจะอาภัพ ที่น้ำท่าไม่ค่อยจะทั่วถึง บางช่วงบางฤดูก็แห้งแล้งมาก แต่อย่างไรก็ตามภูมิประเทศสวยงามแบบชนบทอันงดงามที่เป็นทัศนียภาพแปลกตายิ่งกว่าเมืองใดในโลก กลับเป็นความสวยงามแบบที่ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ นี่แหละที่เรียกว่า ธรรมชาติมักจัดสรรสิ่งที่ดีที่สุด ลงตัวที่สุดให้แล้วเสมอ

ติดตามชมเรื่องราวทั้งหมดได้ในรายการโลก 360 องศา วันเสาร์นี้ ทาง ททบ.5

 

ออสเตรเลีย : ความ(ไม่)ลับของเมืองแห่งความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2560 เวลา 14:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/523527

ออสเตรเลีย : ความ(ไม่)ลับของเมืองแห่งความสุข

 ทุกๆ ปีที่สหประชาชาติทำการจัดอันดับความสุขของผู้คนทั่วโลก ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่ติดอันดับว่าเป็นเมืองที่มีความสุขและน่าอยู่ที่สุดในโลกเมืองหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เอง ออสเตรเลีย จึงมีเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ให้หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องมาเยี่ยมดินแดนนี้ให้ได้สักครั้งในชีวิต  อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก แต่ปัจจัยของความสุขแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกันไปไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ทีมงานโลก 360 องศา จึงได้โอกาสพาทุกท่านไปค้นหาความ (ไม่) ลับของเมืองแห่งความสุข ที่รัฐ South Australia ทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย รัฐที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐที่มีพื้นที่แห้งแล้งมากที่สุดของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็มีมุมที่ชุ่มชื่น ที่เป็นธรรมชาติ ที่สวยงามอยู่ไม่น้อย นอกจากนี้ในบรรดา 6 รัฐ กับอีก 2 ดินแดนของออสเตรเลียนั้น South Australia เป็นรัฐที่มีประชากรอาศัยอยู่น้อยมาก คือมีประมาณ 1.7 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 10% ของประชากรทั้งประเทศ และใน 1.7 ล้านคนนั้น กว่า 1.3 ล้านคนอาศัยอยู่ในกรุง Adelaide ซึ่งคิดเป็น 75% ของประชากรทั้งรัฐที่มารวมกันอยู่ที่นี่ จึงทำให้ Adelaide เป็นเมืองหลวงที่มีการกระจุกตัวของผู้คนมากที่สุด

ความที่ตัวเมือง Adelaide นั้น เป็นตัวเมืองที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด จึงสามารถเดินเที่ยวชมเมืองด้วยเท้าได้ แต่ถ้าหากอยากสะดวกสบายและออกไปเที่ยวได้ไกลขึ้น ก็สามารถใช้บริการรถ Tram ได้ รถ Tram ก็คือรถรางนั่นเอง ลักษณะคล้ายๆ กับ รถไฟ แต่จะสั้นและเล็กกว่า ซึ่งเมืองใหญ่ๆ ในออสเตรเลียจะมีรถ Tram อยู่แทบทุกเมืองเพราะประหยัด มีประสิทธิภาพสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย การให้บริการรถ Tram นั้นมีอยู่หลายสาย แต่สายที่วิ่งจากใจกลางเมืองไปทางฝั่งใต้ของเมืองนั้น เรียกว่า Free city tram คือ ขึ้นฟรี ไม่ต้องเสียเงิน แม้ว่าจะประหยัดค่ารถไปได้ แต่หลายคนก็อดไม่ได้ ที่ต้องมาเสียทรัพย์ที่ Rundle mall เพราะที่นี่เต็มไปด้วยร้านค้าและสินค้าน่าซื้อมากมายแล้วยังเป็นแหล่งนัดพบของคนเมืองอีกด้วย ดังนั้น เมื่อมาที่นี่นอกจากจะเห็นสินค้าราคาแพง ที่สะท้อนถึงสถานะทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาทางสังคมแล้ว ยังจะได้เห็นวิถีชีวิตแบบสบายๆ ของคนที่นี่พร้อมๆ กันไปด้วย

แต่นี่ก็เป็นแค่บางส่วนของภาพวิถีชีวิตคนที่นี่เท่านั้น ถ้าอยากเห็นสีสันอีกแบบหนึ่ง ซึ่งการท่องเที่ยวออสเตรเลียใต้แนะนำไว้ต้องมาที่ “Central Market” เพราะนอกจากจะเป็นศูนย์รวมอาหารการกินที่มีคุณภาพของ South Australia แล้ว ที่นี่ยังมีกลิ่นอายความคลาสสิกของตลาดในร่มอายุกว่า 145 ปี แฝงอยู่อีกด้วย จึงทำให้ใครๆ ก็อยากมากัน และเมื่อได้มาแล้วแน่นอนว่า หลายคนก็คงอยากชิมโน่น ชิมนี่เต็มไปหมด หากใครมีโอกาสมาเยือนให้ลองใช้บริการ Food tour ดูก็ได้ เพราะนอกจากจะได้ลิ้มรสอาหารร้านเด็ดแล้ว ยังได้เรียนรู้เรื่องราวอีกหลายๆ ด้านของ Adelaide ควบคู่กันไปด้วย นอกจากนั้นประเทศออสเตรเลีย ยังขึ้นชื่อว่ามีกาแฟรสชาติอร่อย เหมาะสำหรับคอกาแฟโดยเฉพาะ ที่ Central Market แห่งนี้มีร้านกาแฟดีๆ อยู่หลายร้าน หลังเดินชม เดินชิม อาหารอร่อยๆ จนทั่วแล้ว เลือกร้านกาแฟสักหนึ่งร้าน สั่งกาแฟถ้วยโปรดแล้วก็นั่งจิบไปอย่างช้าๆ ดูความเคลื่อนไหวของสิ่งที่เกิดขึ้นรอบข้าง เพียงแค่ได้ดูวิถีชีวิตของเมืองที่ผู้คนอยู่กันอย่างมีความสุขเท่านี้ ก็พลอยทำให้มีความสุขตามไปด้วยเหมือนกัน ทั้งนี้ คาดว่าในแต่ละปีมีผู้มาเยือนตลาดแห่งนี้ไม่ต่ำกว่า 8 ล้านคน ซึ่งมากกว่าครึ่งก็จะเป็นนักท่องเที่ยวนั่นเอง

เดินถัดมาจาก Central Market แค่นิดเดียว เราสามารถมองเห็นซุ้มประตูสีแดงของ “Adelaide Chinatown” ได้ชัดเจน China town ของที่นี่อาจจะมีขนาดไม่ได้ใหญ่โตมากนัก เมื่อเทียบกับ China town ที่เกิดขึ้นในเมืองอื่นๆ ของโลก แต่ก็มีร้านอาหารหลากหลายให้เลือกมากพอที่จะทำให้ใครหลายคนหายคิดถึงเอเชียไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย มาเลเซีย เวียดนาม รวมทั้งอาหารไทยเรา ความที่ขนาดพื้นที่ค่อนข้างเล็ก ใครบางคนจึงแอบเแซวว่า นี่น่าจะเรียกว่า Adelaide China Street มากกว่า China town แต่ถึงแม้จะเล็กอย่างไร เมื่อไหร่ที่ใครต้องการข้าวของเครื่องใช้และบรรยากาศของความเป็นเอเชียก็ต้องมาที่นี่เท่านั้นเพราะมีให้ทุกสิ่งให้เลือกสรร

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ภายในตัวเมือง Adelaide นั้น ถึงแม้ว่าจะมีคนอาศัยกันอย่างกระจุกตัว แต่บรรยากาศก็ดูไม่แออัด เพราะว่าเป็นเมืองที่ถูกวางผังมาเป็นอย่างดีโดยแม่ทัพ Light ซึ่งในสมัยนั้น มีตำแหน่งเป็น Surveyor-General of South Australia หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “แม่ทัพที่ดูแลการสำรวจ” สาเหตุที่แม่ทัพ Light เลือกตั้งเมืองใหม่ขึ้นที่นี่นั้นเพราะอยู่ใกล้กับทิวเขา Adelaide hills ทำให้มีโอกาสได้รับน้ำฝนจากธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งน้ำกิน น้ำใช้ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุด สำหรับการอาศัยอยู่ในประเทศนี้

การจัดวางกลุ่มอาคารที่อยู่ใจกลางเมือง Adelaide นั้น ถือเป็นการวางผังเมืองที่ดีเยี่ยม โดยจัดให้เป็นบล็อกที่สามารถเชื่อมถึงกันด้วยโครงข่ายถนน และวงแหวนที่มีสวนสาธารณะ ทำให้ไม่มีปัญหาการจราจร แถมยังมีพื้นที่ให้คนออกมาพักผ่อนหย่อนใจและทำกิจกรรมนอกบ้าน ตามรูปแบบวิถีชีวิตของชาวออสเตรเลี่ยนได้ที่ Victoria Square ซึ่งเป็นสวนสาธารณะรูปคล้ายวงรี ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย Victoria Square จึงกลายเป็นจุดนัดพบยอดนิยม และเป็นแหล่งจัดกิจกรรมกลางแจ้งของคนเมือง แต่ถ้าใครต้องการพื้นที่สีเขียวที่กว้างกว่านี้ ก็สามารถเดินทางออกไปทิศไหนของเมืองก็ได้ เพราะใจกลางเมือง Adelaide นั้น ถูกล้อมรอบไปด้วยวงแหวนสีเขียวที่เรียกว่า Adelaide Park Lands คือพื้นที่ส่วนที่เป็นสวนสีเขียว เหมาะสำหรับมาพักผ่อนหย่อนใจ มาออกกำลังกาย วันหยุดก็มาปิกนิก มาทำบาร์บีคิวกินกันในสวน ท่ามกลางบรรยากาศที่สบายๆ ไร้มลภาวะ การเดินทางที่สะดวกสบาย เช้า เย็นของทุกวัน สวนสาธารณะแทบทุกที่จึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาใช้บริการ ซึ่งมีทั้งคนในพื้นที่และผู้มาเยือนอย่างนักท่องเที่ยวทั่วไป

จากใจกลางเมือง หากเดินทางเรื่อยขึ้นมาทางเหนือของ Adelaide จะพบกับสนามกีฬารูปทรงทันสมัยคือสนามกีฬา Adelaide Oval เป็นสนามกีฬารูปไข่ สามารถจุได้เกินกว่าห้าหมื่นคน ชาวออสเตรเลี่ยนชอบกีฬามากถึงขั้นที่เรียกว่า คลั่งไคล้เลยก็ว่าได้ เรียกว่าถ้าไม่ได้เป็นผู้เล่น ก็ต้องได้เป็นคนดูจนบางทีก็มีการแซวกันเล่นๆ ว่า กีฬาน่าจะเป็นอีกหนึ่งศาสนาของชาวออสเตรเลี่ยนเลย ที่ผ่านมาออสเตรเลียเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาทัวร์นาเมนต์หลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น เทนนิส กอล์ฟ การแข่งรถฟอร์มูล่าวัน และการแข่งม้า แต่กีฬายอดนิยมที่สุด ต้องยกให้ Australian Rules Football หรือเรียกสั้นๆ ว่า Footy สาเหตุที่เรียกว่า Australian rules นั้นคงเป็นเพราะว่า รูปแบบ การเล่นและกติกา ถูกคิดค้นและกำหนดโดยออสเตรเลีย ซึ่งจะแตกต่างฟุตบอลในรูปแบบสากลที่เราเรียกว่า Soccer อยู่มาก เช่น ใช้ผู้เล่นทีมละ 18 คน เล่นในสนามรูปวงรี ลูกบอลที่เล่นเป็นทรงคล้ายลูกรักบี้ สามารถใช้ได้ทั้งมือ ทั้งเท้าในการส่งบอล ซึ่งสนามแห่งนี้ก็เป็นสถานที่หลักในการจัดแข่งขัน AFL หรือ Australian Football League นอกจากนั้น ก็ยังใช้เป็นที่แข่งขัน Cricket อีกด้วย และก็อาจจะเป็นเพราะใช้แข่ง Footy และ Cricket เป็นหลัก จึงทำให้สนาม Adelaide Oval มีรูปทรงเป็นวงรี คนส่วนใหญ่ที่มา Adelaide จึงต้องแวะที่นี่ ถ้าไม่ใช่เพื่อมาดูกีฬา ก็จะมาดูสถาปัตยกรรม เพราะสนามกีฬาแห่งนี้ได้ชื่อว่า มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่เป็นส่วนผสมของอาคารสมัยใหม่บวกกับกลิ่นอายของสนามกีฬาสมัยเก่าอยู่ร่วมกัน

แม้ว่า Adelaide จะขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐที่มีพื้นที่แห้งแล้งมากที่สุดของประเทศ ไม่ได้เป็นเมืองที่น่าเที่ยวที่สุดใน โลก เพราะไม่ได้มีภาพความยิ่งใหญ่ของสิ่งปลูกสร้าง ไม่ได้มีแสงสีมากมาย ไม่มีความตื่นเต้นเร้าใจเหมือนเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมเมืองอื่นๆ ของโลก แต่การที่ผู้คนใน Adelaide ได้มีวิถีชีวิตดีๆ ได้กินอาหารดีๆ ได้อยู่ในพื้นที่ดีๆ ได้ทำกิจกรรมดีๆ ท่ามกลางผู้คนที่มีความชอบเหมือนๆ กัน ใช้ชีวิตสอดคล้องคล้ายคลึงกัน นั่นอาจเพียงพอแล้วที่จะทำให้ชีวิตหนึ่งมีความสุขและแผ่กระจายความสุขนั้นให้ผู้คนรอบข้างมีความสุขตามไปด้วย สิ่งเหล่านี้ วิถีชีวิตเช่นนี้นั่นเอง อาจเป็นความ(ไม่)ลับของผู้คนในเมืองแห่งความสุขที่ส่งผลทำให้ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในเมืองที่น่าอยู่มากที่สุดในโลกก็เป็นได้

ติดตามชมเรื่องราวทั้งหมดได้ที่รายการ โลก 360 องศา ทุกวันเสาร์ เวลา 20.55 น. ททบ.5

 

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ครอบครัวนักเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/523495

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ครอบครัวนักเดินทาง

โดย ฤดูกาล

นางแบบและคุณแม่ลูกสอง ซินดี้-สิรินยา บิชอพ เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวยกครัวกับน้องเลล่า ลูกสาวคนสวยวัย 7 ขวบ และน้องเอเดน ลูกชายสุดแซบวัย 5 ขวบ ที่มีทั้งเรื่องสนุก เฮฮา และน่าเอ็นดู

สมกับเป็นครอบครัวสุดน่ารักและอบอุ่นที่หลายคนชื่นชม

ซินดี้ เล่าว่า ครอบครัวของเธอมักเดินทางท่องเที่ยวปีละประมาณ 5-6 ครั้ง ทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จ.เชียงใหม่ เขาใหญ่ ภูเก็ต สิงคโปร์ มาเลเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา ซึ่งทุกที่ที่ไปจะต้องมีสถานที่โปรดปรานของเด็กๆ อย่างสวนสนุก สวนน้ำ และทะเล

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“ปกติแล้วครอบครัวของเราเลี้ยงลูกแบบไทยผสมฝรั่งคือ สอนให้ลูกรู้จักดูแลตัวเอง เราพยายามเปิดโลกกว้างให้ลูก เพื่อที่จะให้เขาได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ และเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองได้” เธอกล่าวในงานเอ็กซ์พีเดีย แฟมิลี่ ทราเวล เซอร์เวย์ (Expedia Family Travel Survey) ที่จัดขึ้นโดยเอ็กซ์พีเดีย เว็บไซต์บริการด้านการท่องเที่ยวครบวงจร ร่วมมือกับนอร์ธสตาร์ บริษัทด้านการวิจัยและกลยุทธ์ทางการตลาด ทำการสำรวจและศึกษาข้อมูลเรื่องการท่องเที่ยวแบบครอบครัว

ด้วยการตอบแบบสอบถามจากกลุ่มนักท่องเที่ยวกว่า 1.7 หมื่นคน ใน 28 ประเทศทั่วโลก เกี่ยวกับความสุขและความเสี่ยงในการเดินทางท่องเที่ยวของครอบครัว โดยผลสำรวจของประเทศไทยได้จากการสุ่มตัวอย่างกลุ่มพ่อแม่จำนวน 300 คน วัยรุ่น 200 คน และกลุ่มที่ไม่ใช่พ่อแม่ 100 คน

ผลการสำรวจพบว่า เกือบทุกคนในหลายประเทศไปเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัวอย่างน้อยปีละครั้ง โดยชาวเอเชีย ชาวยุโรปตอนใต้ และชาวเม็กซิโกส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเรื่องครอบครัว และพวกเขาจะเดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัวของเขาให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ซินดี้ ยังกล่าวต่อว่า การเดินทางกับเด็กเล็ก พ่อแม่ควรวางแผนล่วงหน้าว่าสถานที่ที่ไปเหมาะกับเด็กหรือเปล่า มีกิจกรรมอะไรให้เด็กทำบ้าง เพราะการวางแผนที่ดีจะช่วยลดความเครียด ความกังวล และปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น อย่างตอนที่ลูกยังเล็กก็จะเตรียมของใช้ที่จำเป็นทั้งขวดนม รถเข็น เสื้อผ้า แต่ตอนนี้ลูกๆ โตแล้วก็จะเปลี่ยนเป็นของเล่น หรืออุปกรณ์ที่ช่วยให้พวกเขาไม่รู้สึกเบื่อระหว่างเดินทาง

ผลการสำรวจระบุด้วยว่า วันหยุดพักผ่อนของครอบครัวถือเป็นแรงผลักดันที่จะนำพาญาติพี่น้องได้มาอยู่รวมกัน และทำให้ครอบครัวสนิทกันยิ่งขึ้น โดยพ่อแม่ชาวไทยร้อยละ 82 จะมีความทรงจำที่พวกเขาโปรดปรานมากที่สุดคือ ช่วงเวลาในวันหยุดพักผ่อนของครอบครัว

“ตอนเด็กๆ ซินดี้จำได้ว่าชอบไปเที่ยวกับคุณแม่ เราจะเที่ยวในเมืองไทย ขับรถกันไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เหนือลงใต้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก และเป็นความทรงจำที่ดีที่ทำให้ซินดี้และบารอน (สามี) อยากจะสร้างประสบการณ์แบบนี้ให้กับลูกๆ ด้วย” เธอกล่าวทิ้งท้าย

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ประมาณครึ่งหนึ่งในเกือบทุกประเทศยอมรับว่า พวกเขายอมละทิ้งกฎและสิ่งน่าเบื่อจนเกินไปเมื่อไปเที่ยวพักผ่อนในวันหยุดกับพวกลูกๆ โดยพ่อแม่ชาวไทยร้อยละ 57 ยอมให้ลูกๆ ของเขาฉีกกฎและสิ่งที่น่าเบื่อทิ้งไปขณะท่องเที่ยวในวันหยุดของครอบครัว

 

The journey to become green SUPERPOWER

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2560 เวลา 14:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/522309

The journey to become green SUPERPOWER

เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกแล้วว่า จีนในศตวรรษที่ 21 เป็นประเทศที่กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจ มีการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและแสดงความจำนงว่าจะช่วยลดโลกร้อน แต่ในขณะเดียวกัน จีนก็กำลังบอกโลกเป็นนัยๆ ว่า ลดโลกร้อนไม่จำเป็นต้องทำแบบเดิมๆ ก็ได้ จีนจึงเป็นประเทศที่มีการลงทุนพัฒนาพลังงานทดแทนมากที่สุดในโลก เพราะจีนตระหนักแล้วว่า ถ้าขาดซึ่งพลังงานที่มั่นคง การพัฒนาในทุกๆ ด้านก็ไม่อาจเดินหน้าไปได้ แต่ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียนก็ยังเป็นสัดส่วนน้อยนิด ของความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และมีประชากรร่วม 1,400 ล้านคน แม้แหล่งพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้ายังคงมาจากเชื้อเพลิงถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ แต่การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ก็ยังเป็นตัวเลือกของแหล่งพลังงานที่สำคัญ เพราะมีกำลังผลิตไฟฟ้าที่สูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เดินเครื่องอยู่ 37 โรง อยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 20 โรง และยังมีแผนสร้างเพิ่มอีก 40 โรงในอนาคตอีกด้วย

ทั้งนี้ จีนมียุทธศาสตร์ในการพัฒนาพลังงานไฟฟ้า 5 ปี ฉบับที่ 13 และแผนพัฒนาพลังงานเพื่อรองรับปี ค.ศ. 2030 ซึ่งแนวคิดของ 2 แผนนี้ คือ ปฏิบัติตามแนวคิดเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาพลังงานเพื่อการผลิตและบริโภคพลังงานที่ประธานสีจิ้นผิง เสนอ เรียกย่อๆ ว่า “4 ปฏิวัติ 1 ความร่วมมือ” ซึ่ง 4 ปฏิวัติที่ว่าก็คือ 1) ปฏิวัติการใช้พลังงาน ไม่ให้เกินความจำเป็น 2) ปฏิวัติการผลิตและส่ง เพื่อให้ทั่วถึง และมีแหล่งพลังงานที่หลากหลายมากขึ้น 3) ปฏิวัติเทคโนโลยีด้านพลังงาน และยกระดับอุตสาหกรรมพลังงาน

4) ปฏิวัติโครงสร้าง เพื่อเปิดช่องให้ปฏิบัติได้เร็วขึ้น ส่วนคำว่า “1 ความร่วมมือ” หมายถึง การเพิ่มความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างประเทศ ช่วงที่ผ่านมาจีนจึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานไปอย่างรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่คิดค้นและพัฒนาด้วยเทคโนโลยีของตัวเองทั้งสิ้น ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าจีนจะมีเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ มีเทคโนโลยีการเปลี่ยนถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงเหลว และมีการคิดค้นเชื้อเพลิงอวกาศยานของตัวเอง

พอบอกว่าจีนมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจนมลภาวะแทบจะเป็นศูนย์ ก็อาจมีคำถามขึ้นมาอีกว่า กว่าถ่านหินจะส่งมาถึงโรงไฟฟ้า ก็ต้องสร้างผลกระทบอีกอยู่ดี ไหนจะประเด็นของการทำเหมือง และอันตรายด้านอื่นๆ ทีมงานโลก 360 องศา จึงเดินทางไปสืบค้นข้อมูลที่มณฑลมองโกเลีย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตถ่านหินหลักๆ ของจีน ในเหมืองเสินตง ซึ่งเป็นเหมืองที่ใหญ่ที่สุดใน 65 เหมือง ของ เสินหวา กรุ๊ป ผู้ผลิตและส่งออกถ่านหินรายใหญ่ที่สุดในจีน เหมืองนี้มีกำลังการผลิตประมาณ 200 ล้านตัน/ปี แต่นั่นเป็นแค่ 1 ใน 3 ที่เสินหวากรุ๊ปที่ผลิตได้ และถึงแม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่มาก แต่ทั้งหมดที่เสินหวากรุ๊ปผลิตได้ ยังไม่ถึง 20% ของความต้องการใช้งานต่อปีเลย เพราะว่าประเทศจีนต้องการใช้ประมาณ 6,500 ล้านตัน/ปี ลองเปรียบเทียบง่ายๆ ว่าประเทศไทยเราที่แม่เมาะ เราใช้ถ่านหินประมาณ 16 ล้านตัน/ปี ดังนั้นจึงเป็นตัวเลขความต้องการที่มหาศาลเลยทีเดียว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เหมืองเสินตง เป็นเหมืองใต้ดินที่เจาะช่องขุดเป็นอุโมงค์ลึกลงไปใต้ดินประมาณ 300 เมตร ยาวทั้งหมดประมาณ 11 กิโลเมตร แล้วใช้เครื่องจักรขุดและลำเลียงถ่านหินขึ้นมาใช้งาน โดยไม่ต้องเปิดหน้าดินด้านบน การทำงานใต้ดินแบบนี้ มีเรื่องที่ต้องระวังอย่างแรกคือ ออกซิเจนต้องเพียงพอ ซึ่งก็จะมีเครื่องคอยตรวจวัดระดับอยู่เสมอ อย่างที่สองก็คือ การขุดลงใต้ดินลึกแบบนี้จะเกิดก๊าซมีเทน ซึ่งสามารถติดไฟได้ก็จะต้องคอยระมัดระวัง คอยควบคุมไว้ไม่ให้ค่าเกินมาตรฐาน หลังจากที่ขุดได้แล้ว ถ่านหินก็จะถูกส่งลำเลียงไปตามสายพาน เป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร เพื่อไปคัดแยกแล้วก็ย่อยให้เป็นก้อนเล็กๆ เพื่อลำเลียงต่อไปยังโรงไฟฟ้า หรือที่ต้องการใช้งาน ในขั้นตอนการลำเลียงก็จะมีสายพานส่งลงไปใส่ในกะบะใหญ่ๆ เหมือนคอนเทนเนอร์ เมื่อจัดเรียงเสร็จเรียบร้อยก็จะมีน้ำยาเหมือนโฟมพ่นเคลือบทับลงไป เพื่อควบคุมไม่ให้ถ่านหินฟุ้งกระจายในระหว่างลำเลียง การขนถ่ายถ่านหินจึงเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่จีนให้ความสำคัญไม่น้อยกว่าขั้นตอนอื่น

เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า จีนเขาไม่ได้ทำโรงไฟฟ้าถ่านหินดีเอาไว้ใกล้ๆ ปักกิ่งเพื่อโชว์เท่านั้น แต่เวลาที่เขาลงมือพัฒนา เขาทำกันจริงทั้งประเทศ ทีมงานโลก 360 องศา จึงพาไปที่มณฑลซานตง ชายฝั่งทะเลทางภาคตะวันออกของจีน ซึ่งถือว่าเป็นมณฑลที่มีทรัพยากรธรรมชาติค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ที่สุดเลย ที่นี่เป็นทั้งแหล่งผลิตเกลือ แหล่งอาหารทะเล และยังเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญของประเทศอีกด้วย มาซานตงทั้งทีจึงต้องไม่พลาดที่จะมากินของดี 2 อย่าง อย่างแรกคือ ต้องมากินผักที่นี่ เพราะว่าที่นี่เต็มไปด้วยผักสดๆ เขาเปรียบเทียบเป็นเหมือนตะกร้าผักของประเทศจีนเลยด้วยซ้ำไป อย่างที่สองคือ ต้องมากินอาหารทะเล เพราะอาหารทะเลที่นี่อุดมสมบูรณ์ แล้วก็สดใหม่มากเลย ณ ตรงนี้ เราเห็นภาพของอะไรหลายๆ อย่างที่มาอยู่รวมกันได้ มีโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ มีกังหันลม มีชุมชน มีพื้นที่เกษตร มีอาหารทะเล แต่ที่ไม่เห็นมีก็คือความขัดแย้งเพราะทุกอย่างอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นมิตร

“เก่าไป แล้วก็ใหม่มา” วันเวลาเปลี่ยนไป อะไรก็เปลี่ยนไป เป็นสัจธรรมที่หลายๆ เรื่องจะต้องเกิดขึ้น แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นกับพลังงานไฟฟ้าถ่านหินในประเทศจีน เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ “เก่าไป ใหญ่มา” โรงไฟฟ้าเดิมที่หมดอายุลง ปิดตัวลงไปแล้ว จะถูกสร้างทดแทนใหม่ด้วยโรงไฟฟ้าที่ใหญ่กว่า ประสิทธิภาพสูงกว่า แล้วก็มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า เหมือนโรงไฟฟ้า โซ่กวง แห่งนี้ ที่เป็นโรงไฟฟ้าใหม่ ขนาด 2,000 เมกะวัตต์ การออกแบบและก่อสร้างเน้นเทคโนโลยีสมัยใหม่ เริ่มเดินเครื่องในปี 2016 ที่ผ่านมานี้เอง เป็นเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่มีประสิทธิภาพสูง และเกิดมลภาวะต่ำมาก มีระบบประมวลผลที่ชาญฉลาด ใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาควบคุมและสั่งงานโดยระบบออโตเมติกส์ นอกจากจะปล่อยมลภาวะต่ำมากแล้ว โรงไฟฟ้าแห่งนี้ยังมีการจัดการกับระบบนิเวศรอบโรงไฟฟ้า เพื่อให้อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน นับวันโรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูง ปล่อยมลภาวะต่ำแบบนี้ ก็จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเป็นกำลังสำคัญสนับสนุนการพัฒนาประเทศต่อไป

Mr. WANG Vice president of China Shenhua Energy Company Limited ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า “ไฟฟ้าจากพลังงานถ่านหินยังคงเป็นพลังงานหลักของจีน แต่ขณะเดียวกันพวกเราก็กำลังพัฒนาอย่างแข็งขันเพื่อนำพลังงานทดแทนมาใช้ผลักดันความก้าวหน้าของพลังงานบนพื้นฐานของเทคโนโลยี “การปล่อยมลภาวะใกล้เคียงศูนย์” และกำลังวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีให้สูงขึ้นไปอีกขั้นเพื่อทำให้มลภาวะที่ปล่อยออกมาน้อยลงไปจากที่ปัจจุบันทำได้ เป็นการประกันความต้องการพลังงานที่จำเป็นต้องใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งแนวทางและแผนจัดการเกี่ยวกับเทคโนโลยีไฟฟ้าสะอาดจากพลังงานถ่านหินของเสินหวา กรุ๊ป คือ ประกัน อุปสงค์-อุปทาน โดยใช้เทคโนโลยีทำให้ได้พลังงานสะอาด ราคาเหมาะสมเพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้นั่นเอง”

เรื่องของพลังงาน ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เราทุกคนต้องช่วยกันคิด เราไม่สามารถใช้ชีวิตโดยปฏิเสธการพัฒนาที่เกิดขึ้นได้แล้ว ทุกวันนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปมาก เศรษฐกิจเราก็ต้องการให้เดินหน้า ในขณะที่สังคมเราก็ต้องการให้พัฒนาขึ้น

ราต้องการใช้พลังงาน เราต้องการใช้ไฟฟ้า แต่ถ้าเรามัวนั่งหวาดกลัวกับมลพิษที่จะเกิดขึ้น เราก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี จะดีกว่าไหมถ้าเราหาเทคโนโลยีใหม่ ปรับวิธีการคิดใหม่ เหมือนที่คนจีนคิด คือ หาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อไปจัดการกับความกังวลเดิมๆ ของผู้คน ทุกวันนี้จีนจึงมีเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีประสิทธิภาพสูง แล้วก็สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ หากเราเปิดใจลองเรียนรู้จากเขาดู เชื่อว่านี่จะเป็นตัวอย่างสำคัญที่ประเทศไทยสามารถเรียนรู้ และนำมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขต่างๆ ในบ้านเราได้แน่นอน

ติดตามชมเรื่องราวทั้งหมดได้ในรายการ โลก 360 องศา ทาง ททบ.5 วันเสาร์เวลา 20.55 น.