อินเตอร์คอนติเนนตัล ฮานอย แลนด์มาร์ค 72 สูงที่สุดในเวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 13:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/520154

อินเตอร์คอนติเนนตัล ฮานอย แลนด์มาร์ค 72 สูงที่สุดในเวียดนาม

โดย นิทรา ราตรี

แลนด์มาร์คแห่งความทันสมัยของเมืองฮานอยอย่างอาคารเกียงนาม แลนด์มาร์ค 72 ถูกเติมเต็มให้สมบูรณ์แบบด้วย โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ฮานอย แลนด์มาร์ค 72 ที่พักสไตล์ลักซ์ชัวรี่โมเดิร์นบนที่ตั้งที่สูงที่สุดในเวียดนาม

โรงแรมตั้งอยู่บนชั้น 62-71 ของอาคารให้บริการห้องพัก 359 ห้อง ซึ่งในจำนวนนี้ประกอบด้วยห้องสวีท 34 ห้อง ที่กว้างขวางและพิเศษกว่าด้วยวิวพาโนรามาชมทิวทัศน์เมืองฮานอยผ่านกระจกบานใหญ่จากพื้นถึงเพดานของชั้น 62 ไปจนถึงชั้น 70

สมาชิกคลับอินเตอร์คอนติเนนตัล สามารถเข้าใช้บริการคลับอินเตอร์คอนติเนนตัลเลานจ์บนชั้น 71 ทั้งเข้ารับประทานอาหารเช้าแบบเป็นส่วนตัว บริการเครื่องดื่มและของว่างตลอดวัน บริการชุดน้ำชายามบ่าย และบริการคานาเป้พร้อมเครื่องดื่มยามเย็นบนความสูง 300 เมตร ซึ่งเลานจ์แห่งนี้ถือว่าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากนี้ ยังมีห้องอาหารและบาร์บนชั้น 62 ซึ่งสูงกว่าโรงแรมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทรีสปูนส์ ที่มาพร้อมครัวสามสไตล์ สเตลล่า สเต๊กเฮาส์ร่วมสมัยที่ได้นำประเพณีการรับประทานสเต๊กรูปแบบต่างๆ มาทวิสต์ใหม่ให้ดูโมเดิร์นขึ้น เสิร์ฟเฉพาะเนื้อวัวที่ดีที่สุด โดยจะมีบริการผู้ดูแลเนื้อแบบอินเฮาส์คอยให้คำแนะนำอย่างละเอียด

เช่นเดียวกับไวน์ที่มีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ รวมถึงสถานที่แฮงเอาต์ยามค่ำคืนที่ไฮฟ์เลานจ์และคิวบาร์

โรงแรมยังช่วยส่งเสริมธุรกิจไมซ์ด้วยพื้นที่จัดงานประชุมขนาด 2,861 ตร.ม. แบ่งเป็นห้องฟังก์ชั่น 8 ห้อง ขนาดตั้งแต่ 70-920 ตร.ม. โดยห้องบอลรูมถูกออกแบบให้เป็นห้องโถงไม่มีเสาขนาด 1,020 ตร.ม. นับเป็นห้องบอลรูมขนาดใหญ่ที่สุดในฮานอย จุคนได้กว่า 1,000 คน เหมาะสมกับงานประชุมระดับนานาชาติ นิทรรศการ และงานสังคม

จอห์น คิม ผู้จัดการทั่วไป กล่าวทิ้งท้ายว่า โรงแรมตั้งอยู่บนตึกแลนด์มาร์ค 72 จึงเปิดโอกาสให้นำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งสำหรับนักเดินทางที่เข้ามาติดต่อธุรกิจและท่องเที่ยว รวมถึงมั่นใจว่าโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ฮานอย แลนด์มาร์ค 72 จะกลายเป็นโรงแรมระดับไอคอนสำหรับนักท่องเที่ยวที่กำลังมองหาที่พักในสไตล์ลักซ์ชัวรี่โมเดิร์นอย่างแน่นอน

 

มองจีนยุคใหม่ ยักษ์ใหญ่ที่กำลังเติบโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/520102

มองจีนยุคใหม่ ยักษ์ใหญ่ที่กำลังเติบโต

เวลาที่เรานึกถึงประเทศจีน ต้องบอกว่าการรับรู้หรือ Perception ของเราจะแบ่งจีนออกเป็นยุค เป็นสมัย ถ้านึกถึงความเป็นจีนในสมัยก่อน เราก็จะนึกถึงความรุ่มรวยทางศิลปวัฒนธรรมต่างๆ พอยุคต่อมาโดยเฉพาะช่วงที่เป็น เติ้งเสี่ยวผิง ก็จะนึกถึงว่าจีนเป็นแหล่งก็อบปี้ของสินค้าราคาถูก เป็นแหล่งผลิตสินค้าชื่อดังของโลกที่ผลิตได้ในราคาที่ไม่แพง แต่พอยุคปัจจุบันนี้เวลาพูดถึงประเทศจีนปั๊บ หลายคนร้องว้าวทันที ที่ร้องว้าวก็เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนโยบายทางการเมืองเอย หรือว่าเรื่องของเศรษฐกิจเอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของเทคโนโลยีจากประเทศจีนนั้นมีความสำคัญต่อการพัฒนาทั่วทั้งโลกนั่นเอง

“นวัตกรรมไม่ใช่สิ่งที่ผู้อื่นจะหยิบยื่นให้ โดยเฉพาะเทคโนโลยีสำคัญ ดังนั้น ชาวจีนต้องพยายามด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นเราจะตามหลังหลังคนอื่นตลอด” จากความเชื่อดังกล่าวของผู้นำจีน จึงทำให้ยุทธศาสตร์ของจีนในยุคปัจจุบัน ก็คือ การนำนวัตกรรมมาเป็นแรงขับเคลื่อนอันดับหนึ่งของการพัฒนาประเทศ เป็นความรุ่งโรจน์ของจีนยุคใหม่ ที่สร้างความเฉิดฉายให้กับโลกฝั่งตะวันออก และทำให้กระแสการพัฒนาและเติบโตของโลกย้ายจากประเทศฝั่งตะวันตกมายังประเทศฝั่งตะวันออก ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่เพียงเพราะจีนมีประชากรมาก คงไม่ใช่เพียงเพราะจีนมีพื้นที่กว้างใหญ่ แต่การมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ บวกกับคนรุ่นใหม่ที่เก่งๆ และได้รับการส่งเสริมต่างหาก ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ตลอดช่วงระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนจึงได้โน้มน้าวและดึงดูดคนจีนเก่งๆ ที่ไปทำงานและพักอาศัยในต่างประเทศเป็นจำนวนกว่าสองล้านหกแสนคนให้กลับมาทำงานในจีน เพื่อช่วยสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับประเทศที่เป็นต้นกำเนิดตนเอง

ดังนั้น ยุคนี้สมัยนี้ถ้าพูดถึงสินค้า Made in China แล้วใครยังร้องยี้ เพราะคิดว่ามีแต่สินค้าราคาถูก สินค้าคุณภาพต่ำ หรือว่าสินค้าเลียนแบบ ต้องบอกว่าคุณยังรู้จักประเทศจีนน้อยไป คุณยังรู้จัก Made in China ในศตวรรษที่ 21 น้อยเกินไป เพราะว่าสินค้าอิเล็กโทรนิกส์ แบรนด์ดังๆ สินค้าคุณภาพจากทั่วโลก ต่างผลิตในประเทศจีนทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ มือถือดังๆ อย่าง iPhone ก็ผลิตในประเทศจีน นอกจากนั้นแล้ว เทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ ที่จีนผลิตคิดค้น แล้วมีข่าวออกไปหลายๆ อย่าง ก็ทำให้คน ทั่วโลกต้องร้องว้าวอีกเช่นกัน และนับวันเสียงร้องว้าว ก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ โดยช่วงที่ผ่านมามีข่าวสิ่งประดิษฐ์และโครงการก่อสร้างของจีนที่น่าทึ่งอยู่หลายโครงการ เช่น โครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะที่ใหญ่ที่สุดในโลก โครงการรถบัสคร่อมถนน เป็นต้น

ด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสาร และการส่งเสริมให้คิดสร้างสรรค์นวัตกรรมของตนเอง ทำให้จีนมีเกือบทุกอย่างที่ชาติตะวันตกมี และใช้งานได้ไม่แพ้สิ่งที่คิดค้นโดยชาติตะวันตก ยกตัวอย่างง่ายๆ อเมริกามีกูเกิล จีนก็มี ไป่ตู้ อเมริกามีเฟซบุ๊ก จีนก็มีวีแชต อเมริกามีอีเบย์ อเมซอน จีนก็มีอาลีบาบา มีเถาเป่า ยิ่งถ้าพูดถึงเรื่องตลาดสินค้าออนไลน์ด้วยแล้ว ทั้งอาลีบาบาและเถาเป่านี่แหละ ที่เปลี่ยนแปลงตลาดซื้อ-ขายสินค้าเกือบทั้งประเทศ ซึ่งก็มีทั้งช่วยสร้างพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์หน้าใหม่ และทำให้ร้านค้าแบบเดิมๆ ที่มีหน้าร้านต้องทยอยปิดกิจการกันเป็นแถบๆ แต่โดยรวมแล้วก็ส่งผลดีมากกว่า เพราะนอกจากจะทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี และพัฒนาศักยภาพของผู้คนแล้ว ยังช่วยทำให้ธุรกิจบริการขนส่งสินค้าเติบโตตามไปด้วย เพราะในแต่ละวันจะมีพัสดุกว่า 100 ล้านชิ้น ถูกส่งไป-มา ยิ่งมีสินค้าที่ส่งไป-มามากขึ้นทุกวัน ก็ยิ่งต้องพัฒนาระบบขนส่งให้แม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น ต้องพัฒนาระบบโกดังจัดเก็บสินค้าให้เป็นอัจฉริยะมากขึ้น ซึ่งก็ทำให้ระบบสารสนเทศและข้อมูลดิจิทัลพัฒนาตามไปด้วยเช่นกัน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากตลาดค้าขายสินค้าออนไลน์จะเติบโตแล้ว จีนยังเป็นสังคมไร้เงินสดที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย เพราะระบบการเงิน-การธนาคารออนไลน์ที่ผูกเชื่อมกับแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ ทำให้ผู้คนใช้งานได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น มีข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการว่าช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สถิติการปล้นในเมืองจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ๆ ลดน้อยลงไปมาก เพราะอะไร? ก็เพราะโจรปล้นแล้วไม่ได้อะไร คนจีนเขาไม่พกเงินสดกันแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างไปเก็บไว้ในบัญชีออนไลน์ที่ต่อเชื่อมกับแอพพลิเคชั่นยอดนิยมอย่าง วีแชท อาลีบาบา ดังนั้น คนจีนไปไหน แค่ถือมือถืออันเดียวใช้ได้ทุกอย่างเลย ใช้แทนเงินสด จ่ายค่าโทรศัพท์ จ่ายค่ารถไฟ จ่ายค่ารถเมล์ หรือแม้แต่จะโอนเงินให้เพื่อน แถมบริษัทที่ทำแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ก็ให้ดอกเบี้ยดีกว่าการไปฝากธนาคารอีกด้วย จนมีคำพูดเล่นๆ กันว่ากระเป๋าสตางค์เนี่ยแหละ จะกลายเป็นของที่ถูกไปวางเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ เพราะเขาไม่ต้องการใช้กันแล้ว ว่ากันว่า 2 ใน 3 ของคนจีนที่ใช้มือถือ ทุกวันนี้ จะใช้บริการชำระเงินผ่าน มือถือ มีการประมาณการว่ามีเงินมูลค่ากว่า 1.6 หมื่นล้านล้านหยวนทีเดียว ที่ถูกนำไปเก็บไว้ในบัญชีออนไลน์และการซื้อขายสินค้าออนไลน์ จำนวนเงินดังกล่าว มีมากกว่าเงินฝากที่มีอยู่ใน 4 ธนาคารใหญ่ๆ รวมกันด้วยซ้ำไป

ส่วนอีกนวัตกรรมหนึ่งที่ใครได้ไปเมืองหลักๆ ของจีน จะต้องได้เห็น นั่นก็คือ ปรากฏการณ์ที่คนปั่นจักรยานกันทั่วเมือง ตอนนี้โมเดลที่เรียกว่า Bike Sharing กำลังเป็นที่นิยมในเมืองจีน ถ้าหากไปตามเมืองใหญ่ๆ ก็จะเห็นจักรยานแบบนี้จอดเต็มไปหมดเลย หลักการก็คือว่าทุกๆ คนสามารถใช้จักรยานที่เขาเอามาจอดไว้ได้โดยผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือของคนจีน ถ้าคุณจะเดินทางไปที่ไหน ก็ใช้แอพพลิเคชั่นปลดล็อก พอใช้เสร็จก็ใช้แอพพลิเคชั่นล็อกจักรยานไว้คืน แล้วคนอื่นที่มีแอพพลิเคชั่นเหมือนกันก็มาใช้ต่อได้ วิธีการนี้ช่วยลดมลภาวะ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อีกทั้งยังเป็นเรื่องของสะท้อนวิธีคิดของคนจีนในการแก้ไขปัญหาระบบรถจักรยานเช่าสาธารณะ หรือ Bike Sharing แบบเดิมที่เคยมีมาหลายปีแล้ว แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะมีข้อจำกัดเรื่องจุดจอดรถที่ผู้ใช้งานจะต้องไปเช่าและคืนรถในจุดจอดที่มีแท่นล็อกซึ่งมีไม่ทั่วถึง และมักจะอยู่ไกลจากสถานีรถไฟ หรือสถานีรถประจำทาง ส่วนวิธีชำระค่าบริการ ก็ต้องใช้บัตรหรือหยอดเหรียญ อีกทั้งอัตราค่าบริการก็ไม่ได้ถูกจนจูงใจให้คนหันมาใช้งานกันมากขึ้น

แต่ระบบ Bike Sharing แบบใหม่นี้ ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องใช้บัตรหรือหยอดเหรียญ เพียงแค่มีแอพพลิเคชั่นจ่ายเงินในมือถือก็ใช้ได้แล้ว แถมราคาก็ยังถูกเสียจนทำให้คนตัดสินใจเช่าได้ โดยไม่ต้องคิดมากเลย และที่สำคัญที่สุด คือ จอดคืนตรงไหนก็ได้ที่ไม่กีดขวางทางจราจร ยิ่งได้รับความนิยมมาก ก็ยิ่งมีบริษัทเข้ามาให้บริการเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีจักรยานไว้บริการอย่างเพียงพอ และทั่วถึงทุกจุดเลยตอนนี้ เฉพาะในปักกิ่งมีจักรยานแบนนี้กว่า 2.4 ล้านคัน แล้วก็มีอยู่หลายบริษัทที่เริ่มแข่งขันกันเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริการ การเข้าถึง แล้วก็ดีไซน์ของจักรยาน เพราะว่าเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากนั่นเอง

โมเดลธุรกิจแบบนี้ ใช่ว่าแค่มีเงินซื้อจักรยานหลายๆ คันมาจอดเรียงกันไว้ก็ทำได้ การจะทำแบบนี้ได้ต้องคิดเป็นระบบ จะหาที่จอดอย่างไร จะบริหารจัดการอย่างไร เพื่อให้มีจักรยานกระจายอยู่ทุกที่ และจะทำอย่างไร เพื่อให้ผู้ใช้งานมีความสะดวกมากที่สุด ใครๆ ที่ได้มาเห็นโมเดลนี้ ต่างก็อยากเอากลับไปใช้ในประเทศของตัวเองทั้งนั้น นวัตกรรมใหม่ๆ แบบนี้ จริงๆ แล้วน่าจะเกิดขึ้นในประเทศตะวันตกที่ถูกมองว่ามีความก้าวหน้า แต่ถ้ายังไม่มีช่องทางจอดจักรยานที่เหมาะสมและเพียงพอ ก็อาจจะยากหน่อย หรือถ้ากำหนดราคาค่าบริการที่แพงกว่าค่าโดยสารจากยานพาหนะแบบเดิม ก็คงไม่จูงใจสักเท่าไร แต่ว่าเรื่องแบบนี้คนจีนคิดได้ แล้วก็ทำได้ดีด้วย เพราะสามารถคิดได้ทั้งในเชิงเศรษฐศาสตร์ว่าทำแบบนี้คุ้มกว่าและในเชิงของสิ่งแวดล้อมการทำแบบนี้ก็เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าอีกด้วย

นี่แหละตัวอย่างที่สะท้อนความคิดล้ำๆ แบบคนจีนในยุคนี้ ตัวอย่างเหล่านี้เป็นแค่บางส่วนที่ช่วยยืนยันว่าจีนพัฒนาไปเร็วมาก และจีนเป็นชาติที่มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เป็นจีนยุคใหม่ที่เหมือนยักษ์ใหญ่กำลังเจริญเติบโตออกไปทั่วโลก การจับตาเพื่อทำความเข้าใจกับจีนในยุคปัจจุบัน เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ความเคลื่อนไหวต่างๆ ในประเทศนี้ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ เป็นตัวบ่งบอกและสะท้อนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับโลกของเราเช่นกัน ดังนั้น การติดตามข่าวสารจากจีน เรียนรู้จากจีน จึงไม่เสียหลายแน่นอน

ติดตามชมเรื่องราวทั้งหมดนี้ ได้ ในรายการ โลก 360 องศา ทาง ททบ. 5 วันเสาร์

 

ทไวไลท์ สกาย & ซี บาร์ พลัส ดื่มด่ำบรรยากาศชิลๆ ชมวิวทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/nightlife/505749

ทไวไลท์ สกาย & ซี บาร์ พลัส ดื่มด่ำบรรยากาศชิลๆ ชมวิวทะเล

ใครที่มีโอกาสได้มาเยือนภูเก็ต และกำลังมองหาสถานที่แฮงเอาต์สักแห่งซึ่งมองเห็นวิวทะเลสวยๆ เพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศและรสชาติของอาหาร ในจุดชมวิวสุดโรแมนติกที่เห็นพระอาทิตย์ตกทะเลอยู่ละก็ ขอแนะนำ “ทไวไลท์ สกาย & ซี บาร์ พลัส”

โดย…อีตติง อาร์ต

เมื่อมาดินเนอร์ที่ “ทไวไลท์ สกาย” คุณจะรู้สึกชิลๆ ผ่อนคลาย และประทับใจไปกับวิวสวยๆ ของท้องทะเลยามเย็นจรดยามค่ำคืนในแบบพาโนรามา แล้วยังมีส่วนของ “ซี บาร์ พลัส”ที่พร้อมจะเสิร์ฟเครื่องดื่มเย็นๆ หลากหลายเมนูให้กับคุณอีกด้วย

การออกแบบตกแต่งในส่วนของ ทไวไลท์ สกาย & ซี บาร์ พลัส นั้นเกิดขึ้นมาพร้อมกับโรงแรมเดอะ ซิส กะตะ ภูเก็ต รีสอร์ท ซึ่งต่อยอดมาจากแนวความคิดและไลฟ์สไตล์ของสามสาวพี่น้องชาวภูเก็ต ตระกูลภัทรวรณีสู่การออกแบบอย่างพิถีพิถันให้เป็นสถานที่ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นแห่งหนึ่งในหาดกะตะ เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาใช้บริการในส่วนของโรงแรม ได้สัมผัสกับประสบการณ์ในการรับประทานอาหารอย่างมีสไตล์ พร้อมเมนูอาหารที่แปลกใหม่ซึ่งผสมผสานวัตถุดิบพื้นเมืองกับวัตถุดิบนานาชาติเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

เมนูของที่นี่จะเสิร์ฟในรูปแบบของอาหารภูเก็ต ที่นำเสนอในสไตล์ฟิวชั่นฟู้ด แต่ยังคงรักษาคุณภาพของอาหารและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของอาหารภูเก็ตไว้เช่นเดิม

เมนูแนะนำ “แกงกะทิปูหมี่หุ้น” แกงกะทิรสชาติจัดจ้านใส่เนื้อปูก้อนโต รับประทานพร้อมกับเส้นหมี่หุ้นลวกเหนียวนุ่ม อร่อยอย่าบอกใคร “หอยเชลล์ญี่ปุ่นซาซิมิ” ที่เสิร์ฟมาบนก้อนเกลือหิมาลายัน เพื่อเพิ่มรสสัมผัสโดยจะรับประทานพร้อมกับน้ำช้อของภูเก็ต ซึ่งน้ำช้อนี้ทำมาจากพริกแห้งนำไปแช่น้ำโขลกให้ละเอียด ใส่เกลือ ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก และน้ำตาล เคี่ยวให้ข้นซึ่งคนภูเก็ตในสมัยก่อนจะใช้น้ำช้อแทนน้ำจิ้มอยู่แล้ว

“ข้าวพองหมูฮ้องภูเก็ต” ข้าวพองชิ้นพอดีคำ ท็อปปิ้งด้วยหมูฮ้อง ซึ่งทำจากหมูสามชั้นหมักกำลังดี นำไปคลุกกับไฟที่อ่อนๆ ไปเรื่อยๆ จนสุกและเปื่อยกำลังดีโดยเพิ่มหมูกรอบท็อปปิ้งด้านบนสุดอีกที เป็นการเพิ่มรสสัมผัสและความอร่อยให้มากยิ่งขึ้น

มาที่ “ปลาเต้าอิ๋ว” (ปลานึ่งซีอิ๊ว) ปลากะพงขาวเป็นอาหารพื้นบ้านของชาวภูเก็ตที่ทำรับประทานกันแทบทุกบ้าน โดยการปลามาทอดด้วยน้ำมันในปริมาณที่น้อยให้สุกพอดี แล้วนำไปตุ๋นกับน้ำซอสเพื่อรักษาอุณหภูมิ และทำให้เนื้อปลาซึมซับน้ำซอสได้ดียิ่งขึ้น

ต่อมา “ยำมะเขือแขกล่าง” เป็นอาหารที่มีอิทธิพลมาจากเมืองจีน นำมะเขือมาเผา ราดด้วยน้ำช้อ เสิร์ฟมาพร้อมปลาฉิ้งฉ้าง และปลาแซลมอนซาซิมิที่วางไว้เป็นชิ้นพอดีคำ บอกเลยว่ารสชาติเข้ากันได้เป็นอย่างดี

อีกเมนูคือ “ปลาแซลมอนทอดเครื่อง” ปกติเมนูนี้จะเป็นการทอดปลาและราดด้วยน้ำซอสปกติ แต่ที่ภูเก็ตจะนิยมนำปลามาคลุกกับเครื่องแกงใต้และทอดในไฟอ่อน ทำให้ได้รสสัมผัสของปลามากยิ่งขึ้น

ปิดท้ายด้วย “ขนมอาโป้ง” ขนมพื้นเมืองของ จ.ภูเก็ต เป็นแป้งที่สอดไส้ด้วยวานิลลาครีม เสิร์ฟมาพร้อมสตรอเบอร์รี่สด และ “กล้วยทอด” (ข้าวเม่า) ความแตกต่างของเมนูนี้คือ จะใช้มะพร้าวอบแห้งมาประกบหน้าเพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อยมากยิ่งขึ้น กินคู่กับซอสลูกตาลสุก และไอศกรีมมะพร้าวก็ยิ่งอร่อย

มาที่เครื่องดื่มบ้าง ที่นี่มีทั้งค็อกเทลและม็อกเทล ที่ได้รับการคิดค้นและผสมผสานให้เข้ากันได้เป็นอย่างดีด้วยฝีมือของมิกโซโลจิสต์ประจำร้าน ขอแนะนำซิกเนเจอร์แก้วเด่นๆ ตั้งแต่ “Twilight Zone” แก้วสีฟ้าใสมีส่วนผสมของ จิน บลูคาราเซา วอดก้า น้ำสับปะรด และน้ำมะนาว ดีกรีไม่แรงมากนัก ต่อด้วย “Green Hopper” มีส่วนผสมของ รัม เหล้าหวาน น้ำมะนาว และน้ำสับปะรด
ตามด้วย “Perfect Storm” แก้วนี้ผสมม 2 ชนิด น้ำเชื่อมสตรอเบอร์รี่ และน้ำมะนาวดีกรีแรงขึ้นมาหน่อย ปิดท้ายด้วย “Remedy” มีส่วนผสมของวอดก้า น้ำผึ้ง น้ำมะนาว และซินนามอน

ทไวไลท์ สกาย & ซี บาร์ พลัส อยู่ชั้น 4โรงแรม เดอะ ซิส กะตะ ภูเก็ต รีสอร์ท เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00-01.00 น. โทร. 076-609-555 หรือ FB/IG : thesiskata

 

เปลี่ยนบรรยากาศไปชิล ที่ เอลการ์โชว์ อาร์เจนติเนียน สเต๊กเฮ้าส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/531525

เปลี่ยนบรรยากาศไปชิล ที่ เอลการ์โชว์ อาร์เจนติเนียน สเต๊กเฮ้าส์

ขึ้นชื่อว่าสเต๊กเลิฟเวอร์ รับรองว่าไม่มีใครไม่รู้จัก เอลการ์โชว์ อาร์เจนติเนียน สเต๊กเฮ้าส์ (El Gaucho Argentinian Steakhouse) ร้านสเต๊กชื่อดังที่สร้างชื่อมาแล้วในหลายประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างเวียดนาม ล่าสุดขยายความอร่อยมาปักหมุดที่คิงเพาเวอร์ รางน้ำ โดยยังคงคอนเซ็ปต์เรียบ โก้ ออกดิบนิดๆ ด้วยการใช้ปูนเปลือยผสมผสานกับไม้และอิฐ แต่บรรยากาศยังชวนนั่งเช่นเคย

สำหรับใครที่เป็นแฟนคลับของเอลการ์โชว์ อาร์เจนติเนียน สเต๊กเฮ้าส์อยู่แล้ว คงไม่ต้องบรรยายเยอะ แต่สำหรับใครที่แรกรู้จัก ขอเกริ่นสั้นๆ ว่า เอลการ์โชว์ อาร์เจนติเนียน สเต๊กเฮ้าส์ เป็นร้านสเต๊กสัญชาติอาร์เจนตินาตามชื่อ มีไฮไลต์ที่เป็นพระเอกของร้านคือ เนื้อนำเข้าคุณภาพระดับท็อปฟอร์มที่รับรองว่ามีตเลิฟเวอร์เห็นแล้วต้องชวนน้ำลายไหล คัดสรรเฉพาะเนื้อคุณภาพดีจากรัฐวิกตอเรีย ออสเตรเลีย และฟาร์มในสหรัฐเท่านั้น มีให้เลือกสรรมากมายตามใจลูกค้า เลือกได้ตั้งแต่ชิ้นส่วนและขนาดของเนื้อที่ต้องการ ไปจนแหล่งที่มาของเนื้อ แต่ใครที่ไม่ใช่สายเนื้อไม่ต้องห่วง เพราะยังมีเมนูอื่นๆ มากมายให้เลือกสรร ทั้งแกะ ทั้งปลา มาแบบฟูลคอร์ส

ตามธรรมเนียมของทางร้าน หลังจากเลือกสรรเมนูเรียบร้อย พนักงานจะยกเมนูเรียกน้ำย่อยมาเสิร์ฟ นั่นคือ Bread Platter ขนมปังอบร้อนๆ เสิร์ฟพร้อม Garlic Butter เนยกระเทียม Garlic Confit กระเทียมย่าง และ Salsa Croilla ซัลซ่าที่มีส่วนผสมของหอมแดง พาร์สลีย์ และน้ำมันมะกอก

มาถึงเมนูจานหลัก เริ่มจาก Grilled marinated lamb chops with yogurt sauce เอาใจคนชอบเนื้อแกะ มาแล้วต้องลอง เพราะเนื้อแกะที่นี่คัดสรรพิเศษ คัดเฉพาะแกะช่วงที่ให้น้ำนม เพราะจะได้รสสัมผัสของเนื้อแกะที่ฟู นุ่มกว่าปกติ กลิ่นไม่แรง นำมาย่างตามสไตล์อาร์เจนตินา ไม่เน้นหนักเครื่องปรุง เพราะอยากนำเสนอรสชาติความสดของเนื้อแกะ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ต่อด้วย Homemade Burger อีกหนึ่งเมนูขึ้นชื่อ ทีเด็ดอยู่ที่รสชาติของเนื้อคุณภาพดีที่คัดสรรจากสันใน สันนอก ซี่โครง มาปั้นเป็นก้อนหนา ใช้แค่เกลือโรยบางๆ บนเนื้อ แล้วย่างเพื่อให้เราได้ลิ้มรสความหวานฉ่ำของเนื้อได้อย่างเต็มคำ ไม่มีรสสัมผัสอื่นหรือกลิ่นเครื่องเทศมาบดบังความอร่อยของเนื้อ สำหรับเมนูนี้ทางร้านขอสงวนเสิร์ฟเฉพาะเนื้อที่มีความสุกตั้งแต่ระดับมีเดียมขึ้นไปเท่านั้น เสิร์ฟมาพร้อมเฟรนช์ฟรายส์สลัดเครื่องเคียง เพิ่มรสชาติด้วยซอสมะเขือเทศและมายองเนส

ส่วนใครที่ไม่ใช่สายเนื้ออย่าเพิ่งถอดใจ แนะนำ Slow oven baked snow fish with lemon and olive oil serve with sauteed vegetables and mashedpotatoes เนื้อปลาชิ้นโต หนานุ่ม เสิร์ฟพร้อมกับมันฝรั่งอบที่รสสัมผัสละมุน ไม่หนักจนเกินไป มาพร้อมสลัด เมนูนี้คนชอบปลาฟินสุดๆ เผลอกินหมดจานไม่รู้ตัว

เสร็จจากของคาว ถ้ายังไหวอย่าพลาดสารพัดเมนูของหวานและเครื่องดื่ม มาเต็มทั้งเค้ก ไอศกรีม และข้าวเหนียวมะม่วง ด้านเครื่องดื่มมีทั้งค็อกเทลและม็อกเทล เหมาะสำหรับเรียกความสดชื่น หรือดื่มเพื่อสังสรรค์กับเพื่อนก็เข้าที

รสชาติความสนุกครั้งใหม่ รอให้ทุกคนมาสัมผัสแล้วที่เอลการ์โชว์ อาร์เจนติเนียน สเต๊กเฮ้าส์ ร้านตั้งอยู่ชั้น 3 คิงเพาเวอร์ รางน้ำ เปิดทุกวัน 10.00-22.00 น. โทร. 06-2189-3789

 

เนเจอร์ อินสไปร์ แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/531524

เนเจอร์ อินสไปร์ แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

หนาวนี้เป็นช่วงเวลาของครอบครัว คู่รัก และบรรดาเพื่อนสนิท ที่จะได้เวียนมาเฉลิมฉลองอย่างใกล้ชิดกันอีกครั้ง ยิ่งถ้าได้ร่วมรับประทานอาหารที่บ่งบอกเรื่องราวแห่งฤดูกาลด้วยแล้วละก็ ยิ่งจะทำให้เป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นและน่าจดจำของปีกันทีเดียว

หนุ่มม่อน-สรกิจ กิจเจริญโรจน์หนึ่งในหุ้นส่วนร้าน คูซีน เดอ การ์เด้น บีเคเค (Cuisine de Garden BKK) ซึ่งนอกจากจะเป็นสถาปนิกออกแบบและตกแต่งร้านที่ปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาลแล้ว เขายังได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ที่ผสมผสานระหว่างวัตถุดิบพื้นบ้านของไทยเข้ากับเทคนิคการทำอาหารสมัยใหม่แบบตะวันตก เกิดเป็นเมนูเด่นประจำร้านที่เขาเรียกว่า เนเจอร์ อินสไปร์ คิวซีน

“จากจุดเริ่มต้นของการหยิบธรรมชาติมานำเสนอในเมนู เกิดขึ้นจาก เชฟแนน(ลีลาวัฒน์ มั่นคงติพันธ์) ซึ่งเปิดร้านอาหารที่ จ.เชียงใหม่ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม จึงอยากจะถ่ายทอดธรรมชาติที่อยู่รอบตัวนั้นมาอยู่ในเมนูอาหาร ซึ่งอาหารแต่ละจานจะเหมือนกับศิลปะ แต่เป็นศิลปะที่สามารถรับประทานได้มากกว่าการได้แค่ชื่นชม เป็นศิลปะที่ได้สัมผัส ได้ดู และได้กิน ซึ่งผมมีโอกาสได้ไปลิ้มลองและได้พูดคุยกับเชฟแนน ยิ่งมีความรู้สึกว่าตื่นเต้นกับทุกเมนูที่ได้เห็นและได้ลิ้มลองรสชาติ จึงได้มาร่วมกันเปิดร้านแห่งนี้ โดยใช้คอนเซ็ปต์ เนเจอร์ อินสไปร์ คิวซีน ที่ได้ธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจและได้เชฟแนนมาเป็นเชฟใหญ่ที่นี่ด้วยครับ”

นั่นก็เท่ากับว่าอาหารของที่นี่นอกจากจะเน้นการหยิบเอาธรรมชาติมาถ่ายทอดจนเป็นงานศิลปะที่งดงามแล้ว ที่ร้านแห่งนี้ยังเน้นเสิร์ฟอาหารเป็นคอร์สที่บ่งบอกเรื่องราวแห่งฤดูกาลผสานเข้าไปในแต่ละเมนู และในแต่ละคอร์สจะเสิร์ฟเป็นลำดับขั้นตอนกันอย่างต่อเนื่อง เหมือนการเปิดหนังสืออ่านไล่เลียงไปทีละบท เสมือนกับการได้อ่านนิทานไปทีละบททีละตอนนั่นเอง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สาวพีช-วงศ์ณิชา วงศ์สืบชาติหนึ่งในหุ้นส่วนบอกเล่าเรื่องราวของคอนเซ็ปต์แต่ละเมนูให้ฟังอย่างออกรสว่า “คอนเซ็ปต์การเล่ายามนี้จะเป็นการบอกเล่าถึงฤดูหนาวซึ่งนอกจากอาหารแล้ว บรรยากาศร้านก็จะถูกเนรมิตใหม่เพื่อบอกรับฤดูกาล ดังนั้นการมาเยือนที่นี่ในแต่ละฤดูกาลก็จะถูกเปลี่ยนไป และเมนูของอาหารก็จะเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับฤดูกาล อย่างฤดูกาลนี้เราจะนึกถึงข้าวซึ่งจะเป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวจึงนำมาบอกเล่าอยู่ในเมนู”

ออกสตาร์ทบอกเล่าฤดูหนาวด้วยอาหารกินเล่น อย่าง Fish in The River Rice in The Field หรือในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ที่หยิบเอาข้าวมาเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งฤดูหนาวจะถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยวพอดี เริ่มที่กุ้งแม่น้ำปรุงรสด้วยซอสกุ้ง และข้าวคั่ว คาแรกเตอร์ชัดเจนของคำนี้จะได้กลิ่นหอมของข้าวคั่ว คำที่สองเป็นข้าวเกรียบข้าวหอมมะลิที่นำไปทอดจนกรอบแล้วท็อปด้วยมูสข้าวโพด และคำสุดท้ายเป็นน้ำมะลิที่ผ่านเทคนิค Sphere การคลุกกลิ้งแบบโมเดิร์น เมนูนี้สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของฤดูกาล

คอร์สต่อมา Soil ดินต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง เมื่อรับประทานเข้าไปจะสัมผัสได้ถึงความฉ่ำชื่น เพราะเป็นดินในหน้าหนาวที่เพิ่งผ่านฝนมา และพร้อมจะเกิดสิ่งใหม่ๆ เริ่มแตกหน่อแตกต้นออกมา เริ่มจากบีฟทาท่า โรยด้วยผงสมุนไพร ส่วนดินจะเป็นชาโคลไอศกรีม ส่วนพืชที่งอกขึ้นมาจากดินจะเป็นผักแขยง ผักพื้นบ้านที่มีกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์เสริมรสชาติกับเนื้อได้เป็นอย่างดี แล้วท็อปด้วยบีตรูททอดกรอบเสิร์ฟมาพร้อมบนขอนไม้

คอร์สที่สาม Roots จากดินสู่ของขวัญจากดิน นั่นคือหัวหรือราก โดยเลือกใช้วัตถุดิบ 3 ชนิด ได้แก่ แครอต มันฝรั่ง และแก่นตะวัน วิธีการคือนำมันฝรั่งมา Croquette หรือวิธีการห่อหุ้มไส้ด้วยปูปรุงรสแล้วนำไปชุบแป้งทอด แล้วโรยด้วยผงแครอตพาวเดอร์ เสิร์ฟมาบนดินที่ทำมาจากแก่นตะวันและธัญพืชต่างๆ และเพิ่มรสชาติด้วยซอสปู

คอร์สถัดมา Kluay หรือ กล้วย ที่หยิบหลายๆ ส่วนของกล้วยคู่ครัวไทยมาเป็นเมนูได้น่าสนใจไม่เบา ชวนให้นึกถึงเวลาที่อยู่ในป่าแล้วได้สุมกองไฟ เมนูปิ้งย่างจะต้องเรียกหาใบตองมาปิ้งย่าง ทำให้ได้กลิ่นหอมของใบตองย่างอยู่ในที เริ่มจากนำปลาฮาลีบัต ปลาทะเลของดีจากญี่ปุ่นที่ให้เนื้อปลาที่ขาวละเอียดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปลาหิมะแต่มีไขมันน้อยกว่า นำมาหมักกับมิโซะแล้วนำไปย่างบนใบตอง เพิ่มรสเค็มจากมิโซะและได้ความหอมจากใบตอง เสิร์ฟคู่มากับกล้วยบด โดยใช้กล้วยดิบมาทำกล้วยบด และหยวกกล้วยทอดที่ให้แพตเทิร์นที่น่าสนใจเสริมความกรอบให้กับเมนูนี้ และตกแต่งด้วยดอกกล้วยหรือกล้วยอ่อนที่อยู่ในหัวปลี และเพิ่มรสชาติด้วยซอสใบตองแห้ง

มาถึงคอร์สของหวานหวาน Strawberry Field ทุ่งสตรอเบอร์รี่ที่หลายคนคิดถึ งยามที่หน้าหนาวมาเยือน วิธีการคือนำโยเกิร์ตมาทำมาร์ชเมลโล่ เสิร์ฟคู่กับคริสปี้สตรอเบอร์รี่ และสตรอเบอร์รี่สดพันธุ์พระราชทาน 80 ลูกเล็กออกหวาน เสิร์ฟคู่กับโฟรเซนช็อกโกแลตแอร์ ออกเบาๆ เย็นๆ

คอร์สปิดท้าย Stone ช็อกโกแลตชาโคลที่เปลือกทำมาจากถ่านฟางชาโคลซึ่งเลียนแบบก้อนหินริมลำธารที่ยัดด้วยไส้กระเจี๊ยบ และไส้มะขาม รสช็อกโกแลตที่จับคู่กับรสเปรี้ยวๆ ของผลไม้ไทยได้อย่างลงตัว และเสิร์ฟมากับก้อนหินลำธารจริงๆ ให้ลูกค้าได้ร่วมสนุกและได้จดจำกับเมนูนี้ว่าก้อนไหนเป็นหินจริง ก้อนไหนเป็นหินจากชาโคล

อย่างที่บอกกันไว้ว่านอกจากจะอิ่มแล้ว มื้อนี้จะเป็นมื้อที่สนุกสนาน อบอุ่น และน่าจดจำอย่างยิ่งเชียวละครับ

คูซีน เดอ การ์เดน บีเคเค ซอยเอกมัย 2 เปิดบริการ ตั้งแต่เวลา 18.00-23.00 น. (หยุดวันจันทร์) โทร. 06-1626-2816 Website facebook.com/cuisinedegardenbkk

 

นั่งชิลสไตล์เออร์บัน ฟาร์ม ที่ ฮาโอมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/531523

นั่งชิลสไตล์เออร์บัน ฟาร์ม ที่ ฮาโอมา

ฮาโอมา (Haoma) ร้านอาหารและสถานที่แฮงเอาต์สุดชิลแห่งใหม่ล่าสุดใจกลางย่านสุขุมวิท ที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ เป็นร้านที่เหมาะจะไปดินเนอร์หรือนั่งพูดคุยสังสรรค์ชิลๆ กับเพื่อนๆ และคนรู้ใจ

เมื่อก้าวเข้ามาในร้าน จะพบกับการตกแต่งในสไตล์เออร์บัน ฟาร์ม ซึ่งเจ้าของร้านบอกว่า ที่นี่ถือเป็นร้านอาหารสไตล์เออร์บัน ฟาร์ม แห่งแรกในเอเชียเลยก็ว่าได้ ซึ่งลูกค้าจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แสนอบอุ่นของเรือนไม้สองชั้น ที่ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ ปูนเปลือย และโครงสร้างแบบโมเดิร์น ล้อมรอบด้วยกระจกใสที่สามารถเปิดรับวิวแสนสดชื่นจากสวนผักสีเขียวที่อยู่รอบบริเวณร้านได้ถนัดตา

ภายนอกตัวร้านมีที่นั่งสุดพิเศษให้นักชิมได้ใกล้ชิดกับแหล่งวัตถุดิบธรรมชาติ นั่นคือแปลงผักออร์แกนิก 31 ชนิดที่สดใหม่จากสวนของร้าน ให้ความรู้สึกประหนึ่งว่ากำลังอยู่ท่ามกลางฟาร์มในเมืองเลยละเมนูของที่นี่เป็นอาหารอินเตอร์ที่ไม่ยึดติดกับสัญชาติใดเพียงชาติเดียว สร้างสรรค์โดย “เชฟดีเค” ผู้มากด้วยประสบการณ์การทำงานในโรงแรมระดับ 5 ดาว

ร้านอาหารชั้นนำ และยังเคยผ่านรายการชื่อดังอย่าง Iron Chef Thailand มาแล้ว จึงการันตีได้ในเรื่องรูปลักษณ์และรสชาติของอาหารที่ไม่ซ้ำใครได้เป็นอย่างดี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เริ่มจากเมนูเรียกน้ำย่อย จานแรก “Buratta & the Bubbles” ชีสบูรัตตาโฮมเมดที่ทำจากนมควายสายพันธุ์อิตาเลียน เสิร์ฟพร้อมมะเขือเทศ 5 สี ราดด้วยบัลซามิก ท็อปปิ้งด้วยโทเมโทโฟม เป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่สร้างความสดชื่นได้ดี

ต่อด้วย “Butternut Squash & Croquettes” อีกหนึ่งเมนูเรียกน้ำย่อยซึ่งเป็นฟักทองย่าง เสิร์ฟพร้อมครอเกตต์ผลไม้และไอศกรีมรสสละซอร์เบต ราดด้วยซอสบัตเตอร์นัท (ทำจากเนื้อลูกน้ำเต้า) ตกแต่งด้วยกลีบดอกไม้แห้งและผงปาปริก้า ให้รสชาติมันๆ ตัดด้วยความเปรี้ยวนิดๆ จากไอศกรีม อร่อยเชียวละ

ตามด้วย “Stick to the Roots” เมนูสลัดที่มีรูปลักษณ์แสนจะครีเอท ประกอบด้วยเบบี้แครอต บีตรูทตอบแห้ง มาการงที่ทำจากแครอต และผักต่างๆ ตกแต่งด้วยบีตรูทตเจล รสชาติแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร

มาที่จานหลัก “Hungarian Goulash” สเต๊กเนื้อย่างแบบมีเดียม แรร์ ปรุงแบบอิตาเลียนสไตล์ เสิร์ฟพร้อมซอสซาวร์ครีม ซอสมะเขือเทศ เห็ด และแตงกวาดอง ได้ความอร่อยฉ่ำจากเนื้อและรสชาติตัดกันจากซอสทั้งสองชนิด

ตบท้ายด้วยของหวาน “Eggs As We See Them” ไอศกรีมเชอร์รี่ ซอร์เบต เสิร์ฟพร้อมพันนาคอตต้า ถือเป็นอีกเมนูแปลกใหม่ที่น่าลอง ส่วนอีกเมนูคือ “Black Forest” ช็อกโกแลตมูสแบบแท่งเนื้อนุ่ม ราดด้วยซอสกุหลาบและผงโกโก้ อร่อยหวานหอม กินแล้วสดชื่น

ทางร้านไม่ได้ใส่ใจเฉพาะเรื่องอาหารเท่านั้น เครื่องดื่มก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน ยิ่งได้บาร์เทนเดอร์ฝีมือดีที่การันตีด้วยประสบการณ์จากบาร์มีชื่ออย่าง เจ.โบโรสกี้ ที่เชี่ยวชาญด้านการใช้วัตถุดิบสด ผสมผสานกับรสชาติของผักผลไม้ ทั้งยังใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อสนับสนุนปรัชญาการลดขยะจากอาหาร ด้วยการนำวัตถุดิบที่ไม่ได้ใช้ เช่น เปลือก เมล็ดของผลไม้ มาช่วยเพิ่มกลิ่นและรสชาติให้กับเครื่องดื่ม


ไปดูซิกเนเจอร์ค็อกเทลของร้านกันเลย แก้วแรก “Bell Pepper” มีส่วนผสมของวิสกี้ น้ำพริกหยวกสดปั่น พริกไทยหวาน และใบมินต์ แก้วนี้ดีกรีกลางๆ

ตามด้วย “Kale” แก้วนี้มีส่วนผสมของ จิน อโวคาโด แอปเปิ้ล เซเลอรี่ และน้ำผักคะน้าคั้น จนออกมาเป็นค็อกเทลที่รูปลักษณ์ดูแปลกใหม่

อีกแก้วคือ “Strawberry” ม็อกเทลที่มีส่วนผสมของน้ำสตรอเบอร์รี่น้ำมะนาว สตรอเบอร์รี่อบแห้ง และสละอบแห้ง…ยิ่งบรรยากาศในช่วงค่ำๆ นั่งคุยกันไป ฟังเพลงบรรเลงคลอเบาๆ ไป แค่นี้ก็ฟินแล้ว

ฮาโอมา อยู่ในซอยสุขุมวิท 23 (ก่อนถึงทางเข้าโรงเรียนอนุบาลไอพีซี) ร้านเปิดบริการทุกวันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์) ตั้งแต่ 17.30-24.00 น. สอบถามโทร.06-3941-0600 หรือ FB : HaomaBKK และ IG : Haomabkk

 

42 ปีบะหมี่บุญเลิศฯ รสชาติหมูย่างหมูกรอบขนานแท้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/531521

42 ปีบะหมี่บุญเลิศฯ รสชาติหมูย่างหมูกรอบขนานแท้

คนชอบหมูย่างและหมูกรอบ ถ้าผ่านไปย่านตลาดนางเลิ้งเมื่อไร อย่าลืมแวะไปชิมบะหมี่บุญเลิศหมูย่างซีอิ๊ว ตั้งอยู่ปากซอยนครสวรรค์ 8 ใกล้กันเป็นสี่แยกเทวกรรม หรือเดินเลาะไปจากตลาดมหานาค สี่แยกแรกเลี้ยวซ้ายเดินเข้ามา ร้านอยู่ซ้ายมือนั้นเอง รับรองในรสชาติความอร่อยของหมูย่างและหมูกรอบขึ้นชื่อ ถ้าไม่แน่จริงไม่อยู่ยั้งยืนยงมาจนถึงทุกวันนี้เป็นปีที่ 42 แล้ว

บะหมี่บุญเลิศฯ ก่อตั้งในปี 2518 โดยคุณพ่อบุญเลิศ โชติเกียรติ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นเจ้าของสูตรที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ โดยสูตรต้นตำรับนั้นรับการถ่ายทอดมาจากเพื่อนสนิทคนหนึ่ง หากภายหลังได้นำสูตรมาดัดแปลง ทดลองผิดทดลองถูกจนถูกปากถูกลิ้น กลายเป็นบะหมี่หมูย่างหมูกรอบหนึ่งในต้นตำรับ

ก็ทำไมจะไม่อร่อยล่ะ ในเมื่อหมูย่างหมูกรอบบรรจงทำตามสูตรที่ถ่ายทอดกันมานานนับสิบๆ ปี ปัจจุบันเป็นที่น่าเสียใจว่าคุณพ่อบุญเลิศไม่อยู่แล้ว ผู้ที่ถ่ายทอดความล้ำเลิศคือลูกสาวคนสุดท้อง “สิริรัตน์ โชติเกียรติ” วัย 46 ปี หมูย่างที่นี่หมักเข้มข้นถึงรส เครื่องหมักมีซีอิ๊วดี น้ำตาล เกลือ พริกไทย เคล็ดลับคือการหมักที่ไม่หมักแช่ทิ้งไว้เฉยๆ แต่ต้องหมั่นคน เพื่อให้น้ำตาลละลายซึมเข้าเนื้อ ดั้งเดิมย่างด้วยเตาถ่านซึ่งหอมมาก ต่อมาเปลี่ยนเป็นใช้เตาอบไฟฟ้าแทน

ส่วนหมูกรอบล้างให้สะอาด ต้ม 1 ชั่วโมง จากนั้นทาเกลือพริกไทย ทอดรอบแรกไฟอ่อนพอให้หนังหมูคลายตัวดีแล้ว จึงนำขึ้นผึ่งอีก 1 ชั่วโมง ลงทอดรอบสองไฟต้องแรงจัด กรอบได้ที่ก็ยกขึ้นเลย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“คุณพ่อสอนเสมอว่า เราต้องใส่ใจในทุกขั้นตอน เรื่องหมูย่างหมูกรอบนี้ต้องใส่ใจทุกรายละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนแรกกระทั่งถึงขั้นตอนสุดท้าย ถ้าละความตั้งใจแม้ในขั้นตอนหนึ่งขั้นตอนใด ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าหมูย่างหมูกรอบที่ดี”

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมสิริรัตน์จึงไม่เคยไว้ใจใครให้ทำแทน หากดูแลอย่างละเอียดทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง คนกินบะหมี่บุญเลิศฯ ถ้าเดินทางมาถึงตลาดนางเลิ้งแล้วรับรองได้ว่าไม่ผิดหวัง และมั่นใจได้ในทุกคำความอร่อย รวมทั้งความสะอาด จะกินเป็นข้าวหน้าหมูกรอบหมูย่างก็ได้ หรือจะกินเป็นบะหมี่หมูกรอบบะหมี่หมูย่าง บะหมี่ปูก็มีให้เลือก เมนูกินเล่นขึ้นชื่อไม่แพ้กันคือปีกเป็ดตุ๋นกินกับน้ำจิ้มซีฟู้ด หรือจะสั่งหมูกรอบมากินเล่นเปล่าๆ น้ำจิ้มเป็นซีอิ๊วหวานเข้ามัสตาร์ด อร่อยทีเดียว

เรื่องความอร่อยของบะหมี่บุญเลิศฯ ยังไม่หมดเพียงนี้ สิริรัตน์เล่าให้ฟังว่า ในรอบระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา บะหมี่บุญเลิศฯ เคยได้รับโอกาสถวายการรับใช้ จัดพระกระยาหารขึ้นโต๊ะเสวยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มาแล้วหลายครั้ง นำมาซึ่งความปลาบปลื้มและเกียรติสูงสุดในชีวิต

วันหนึ่งๆ ของบะหมี่บุญเลิศฯ ขายบะหมี่ไม่ต่ำกว่า 20 กิโลกรัม หมูย่าง 20 กิโลกรัม หมูกรอบ 7-8 แผ่น น้ำหนักรวม 32 กิโลกรัม (โอ้โห) สิริรัตน์กล่าวว่า ร้านบะหมี่เก่าแก่จะทำต่อไปตราบเท่าที่จะทำไม่ไหว มีความสุขที่ได้เห็นคนกินได้กินของอร่อย ภูมิใจและดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งของบะหมี่-สูตรคุณพ่อบุญเลิศ ที่ไม่ว่าใครได้กินก็ติดใจ ร้านเปิด 16.00-22.00 น. หรือจะแวะเยี่ยมชมบะหมี่ชามเด็ดก่อนก็ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “ร้านบะหมี่บุญเลิศบะหมี่เกี๊ยวหมู” โทร.06-2624-9269

 

‘ผัดไทยโบราณ’ สูตร 100 ปี จากรุ่นคุณยาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2560 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/531888

'ผัดไทยโบราณ' สูตร 100 ปี จากรุ่นคุณยาย

โดย รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

หากใครแวะเวียนมายัง จ.นนทบุรี แล้ว ในบริเวณโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางเลน มีร้านผัดไทยโบราณร้านเล็กๆ ร้านหนึ่ง ซึ่งมีเมนูเด็ดเป็นผัดไทย ขนมเบื้องญวน และหอยทอด ที่มีสูตรตกทอดมาร่วม 100 ปี จากรุ่นยายขายตามงานวัดมาสู่รุ่นแม่และรุ่นหลาน ซึ่งปัจจุบันอายุ 60 ปีแล้ว

นิฤมล ทัดมอญ เจ้าของร้านผัดไทยโบราณ เล่าว่า ร้านผัดไทยโบราณเปิดขายมากว่า 20 ปีแล้ว โดยได้เรียนรู้สูตรจากคุณแม่อีกที

สูตรเด็ดของร้านที่มัดใจลูกค้าคือสูตรโบราณแท้ๆ มีด้วยกัน 3 เมนูเด็ด คือ ผัดไทย ขนมเบื้องญวน และหอยทอด

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อย่างผัดไทยของทางร้านจะปรุงให้ลูกค้าไว้แล้ว โดยที่ไม่ต้องปรุงก็อร่อย

นอกจากนี้ ยังมีเมนูขนมเบื้องญวนเป็นของกินที่หาทานยากมาก เพราะเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครทำขาย ปัจจุบันคนรุ่นใหม่แทบไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าเป็นอาหารประเภทอะไร

ขณะที่หอยทอดในยุคโบราณความนิยมจะไม่ทำแป้งกรอบ แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ชอบกินแป้งกรอบ ซึ่งหอยทอดของทางร้านสามารถทำได้ตามออร์เดอร์ ไม่ว่าจะต้องการแป้งหนา นุ่ม หรือกรอบบาง

ยังมีเมนูอาหารตามสั่งเพิ่มเติม เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับกลุ่มครอบครัวหรือเด็กๆ ที่วันว่างจะพามากินอาหารกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าวผัด กะเพราหมู ไก่ โดยราคาเมนูอาหารโดยเฉลี่ยเริ่มต้นที่ 40-50 บาท

“จุดเด่นของร้านอีกอย่างหนึ่งคือ วัตถุดิบเราคัดสดใหม่ชนิดซื้อวันต่อวัน เพราะจะสั่งวัตถุดิบพอใช้ของแต่ละวันเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นกุ้งสด ผักต่างๆ ปลอดสารพิษ เพราะหัวใจสำคัญของการทำอาหารคือ ความสดใหม่ ก่อนหน้านั้นทางร้านจะทำขนมไทยเป็นของหวานทานเล่นกัน เช่น ขนมถ้วย ขนมชั้น แต่ขณะนี้แม่ทำไม่ไหว และลูกๆ ไม่มีความถนัดขนมไทยจึงต้องเลิกไป” นิฤมล เล่าอย่างมีความสุข

สำหรับบรรยากาศของร้าน สร้างเป็นลักษณะศาลาหลังคาใบจากให้ความรู้สึกเป็นไทย และเหมือนมีมนตร์ขลังนิดๆ โดยทางร้านจะขายอาหาร 5 วัน หยุดวันอาทิตย์กับวันจันทร์ เวลา 10.00-16.00 น. แต่ส่วนใหญ่จะหมดก่อน 14.30 น. ช่วงเวลา 12.00 น. จะเริ่มมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเยอะมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานในย่านนี้

 

แซ่บถึงใจ @ซุปเปอร์อินดี้ภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2560 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/530673

แซ่บถึงใจ @ซุปเปอร์อินดี้ภูเก็ต

จากเดิมทำงานโรงแรมและต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจจึงตัดสินใจเปิดร้านอาหารใน จ.ภูเก็ต ได้เปิดร้านต้มยำกุ้งมะนาวไข่หวาน ในนาม ทีวายจี กรุ๊ป ที่บริเวณบางเหนียว ภูเก็ต แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่เคยท้อแท้ จากนั้นได้ย้ายร้านอาหารก๋วยเตี๋ยวที่เปิดใน จ.เชียงใหม่ มาเปิดร้านซุปเปอร์อินดี้ที่บริเวณสามกอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต ถึงประสบความสำเร็จสมดังใจที่หวังไว้

ชินโชติ อินต๊ะสาร ผู้บริหารร้านซุปเปอร์อินดี้ บอกว่า ด้วยความเป็นคนชอบท่องเที่ยวจึงเกิดแรงบันดาลใจในการเป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหาร และโดยส่วนตัว ได้ไปเที่ยวที่กรุงเทพฯ จะมีร้านประจำเกิดความประทับใจอยากทำร้านแบบที่กรุงเทพฯ ให้ชาวภูเก็ตได้ลองสัมผัสดูในรสชาติแซ่บถึงใจ จึงเปิดร้านซุปเปอร์อินดี้ สาขาสามกอง เป็นเวลา 1 ปี เน้นการขายราคาไม่แพงมาก อร่อย รสชาติดี และจัดจ้าน คุณภาพบริการดี เป็นร้านอาหารที่เห็นได้ง่ายบนถนนสายหลัก เลขที่369/70-71 ถนนเยาวราช ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.30-21.30 น.

สไตล์การตกแต่งร้านจะเน้นให้ลูกค้านั่งสบาย และสามารถรองรับได้มากถึง 100 คน โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ เป็นครอบครัว นักศึกษา มีลูกค้าประจำที่เข้ามาอุดหนุนกันจำนวนมาก ทางร้านได้คัดวัตถุดิบที่สดใหม่ เลือกคัดสรรวัตถุดิบจากคนที่รู้จักกันจะได้วัตถุดิบตามที่ต้องการ มีคุณภาพดี

เมนูเด็ดของทางร้าน ได้แก่ ตีนไก่ซุปเปอร์จัมโบ้ เล้งแซ่บ ข้าวไข่เจียว ปลากะพงทอดน้ำปลา ส้มตำ สั่งปลาร้าจากภาคอีสาน ปีกไก่ทอดน้ำปลา หมูสะดุ้ง ทางร้านยังมีเมนูอาหารให้เลือกรับประทานหลากหลาย เช่น ข้าวผัดปู กุ้ง ซีฟู้ด หมูแหนม ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ราวท้องแซลมอนต้มแซ่บ ไส้กรอกอีสาน แคบหมู ลูกชิ้นปลาภูเก็ต อาหารทุกอย่างเสิร์ฟร้อนๆ ในเวลารวดเร็ว ของหวาน มี เฉาก๊วยแท้ สละลอยแก้ว เครื่องดื่ม มีน้ำผลไม้ปั่นคัดผลไม้เกรดดีมาทำน้ำปั่น และยังทำน้ำที่ชงเอง เช่น น้ำกระเจี๊ยบ เก๊กฮวย โอเลี้ยง ชาดำเย็น ชามะนาว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทางร้านมีบริการส่งถึงบ้านแบบเดลิเวอรี่หมายเลขโทรศัพท์ 06-3661-7586 ราคาเริ่มต้นที่ 40 บาท บริการส่งทั่ว จ.ภูเก็ต ท่านที่ชอบอาหารรสชาติจัดจ้าน มีเวลาว่างลองมาทานที่ร้านรับรองว่าไม่ผิดหวัง อาหารอร่อยและราคาไม่แพง

 

มื้อพิเศษที่ฝันถึง @เดย์ดรีม บีลิฟเวอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/529321

มื้อพิเศษที่ฝันถึง @เดย์ดรีม บีลิฟเวอร์

เดย์ดรีม บีลิฟเวอร์ (Daydream Believer) ร้านอาหารและคาเฟ่น้องใหม่ย่านซอยพหลโยธิน 12 ที่บรรดาหุ้นส่วนที่ล้วนทำงานเกี่ยวกับด้านศิลปะ มีความคิดตรงกันที่ว่าอยากจะให้ที่แห่งนี้เป็นอีเวนต์สเปซ ให้คนที่สนใจเข้ามาใช้พื้นที่ รวมถึงได้รวมคาเฟ่แจมเข้าไปด้วยเพื่อให้ทุกคนได้เข้ามาแชร์ความสุขร่วมกัน ร้านนี้จึงเป็นเสมือนที่นัดหมายของคนที่เชื่อมั่นในฝันแบบเดียวกัน

พื้นที่ทั้งหมดของร้านถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ โซนคาเฟ่ ที่ได้บ้านเก่าหลังใหญ่สีขาวที่ตกแต่งในสไตล์วินเทจยุคเซเว่นตีส์ (70’s) เปิดให้บริการกาแฟ และเบเกอรี่ โซนกลาสเฮาส์ ห้องเรือนกระจกที่แยกตัวออกมาด้านข้าง สำหรับให้คนที่เข้าร้านมานั่งชมวิวอีกมุมหนึ่ง และโซนกรีนเฮาส์ กลาสโดมเรือนกระจกบริเวณด้านหน้าที่ล้อมรอบด้วยสวนสวยสไตล์อังกฤษ

การตกแต่งในส่วนของกรีนเฮาส์ ได้แรงบันดาลใจมาจากโรงนาของอังกฤษ ทว่าเปลี่ยนจากไม้เป็นเหล็กชนิดพิเศษที่ไม่ขึ้นสนิมและยกมาประกอบจากโรงงานให้ความเท่ทันสมัย ผสานกับของตกแต่งวินเทจ อย่างโต๊ะและเก้าอี้ไม้ ที่มีบางส่วนเป็นของสะสมของหุ้นส่วน เพิ่มความสดชื่นสบายตาด้วยไม้แขวนทรงเท่ เสมือนนั่งอยู่กลางสวนก็ไม่ปาน

ในโซนของกรีนเฮาส์ เน้นเสิร์ฟอาหารจานง่ายที่ผสมผสานระหว่างอาหารไทยและอาหารฝรั่ง สูตรก้นครัวจากคุณแม่ของบรรดาหุ้นส่วน รวมไปถึงเมนูที่เคยได้ไปลิ้มลองมาแล้วนำมาดัดแปลงให้เข้ากับที่ร้าน พร้อมทั้งของหวานและเครื่องดื่ม ท่ามกลางบรรยากาศของบ้านในสวนสวยสไตล์อังกฤษ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากที่นี่จะเป็นร้านอาหารและคาเฟ่แล้ว ยังถูกออกแบบให้เป็นอีเวนต์สเปซ พื้นที่สำหรับเหล่าคนรักงานอาร์ต ให้ได้มานั่งทำงาน รวมไปถึงยังสามารถเช่าพื้นที่เพื่อจัดคลาสเวิร์กช็อป หรือจัดอีเวนต์ต่างๆ ได้อีกด้วย

เริ่มต้นเรียกน้ำย่อยด้วยเมนูสลัดยำทูน่า ทูน่ารสจัดจ้านด้วยเครื่องยำแบบไทย ทั้งพริกขี้หนูซอย ผักชี หอมหัวแดง เพิ่มความพิเศษด้วยการคลุกเคล้าด้วยมายองเนส กลายเป็นลุคตะวันตกทว่าให้รสชาติแบบตะวันออกที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งสำหรับเมนูนี้

ต่อด้วย แซลมอนย่างอโวคาโดซัลซ่า แซลมอนปรุงเครื่องเทศนำไปย่างจนหอม ปรุงรสด้วยซัลซ่า อโวคาโด และแอปเปิ้ลหั่นเป็นลูกเต๋า จะให้สัมผัสที่สดชื่น

ตบท้ายด้วย สปาเกตตีพลาม่าแฮม สปาเกตตีผัดด้วยเครื่องเทศ ปรุงรสตบเลี่ยนด้วยมะเขือเทศซันดรายและกระเทียมให้ความหอม แล้วท็อปด้วยด้วยผักร็อกเกตและพลาม่าแฮมกลายเป็นจานโปรดของใครต่อใครได้ไม่ยาก

เรื่องเครื่องดื่มมีให้กระทบกับดีกรีหลากหลายทั้งคราฟต์เบียร์ ค็อกเทล รวมถึงกาแฟ และน้ำเฮลตี้ วันนี้ขอแนะนำ Blue Pom ชาสมุนไพรสกัดเย็นหอมๆ กลิ่นทับทิมผสมบลูเบอร์รี่ ผสานความเปรี้ยวนิดหน่อยด้วยการบีบมะนาวลงไป ให้ความสดชื่นได้เป็นอย่างดีทีเดียวละครับ

เดย์ดรีม บีลิฟเวอร์ ซอยพหลโยธิน 12 เปิดบริการทุกวัน (หยุดวันจันทร์) ตั้งแต่เวลา 10.00-23.00 น. โทร.06-2569-7946 Websitefacebook.com/Daydreambelieverbkk