ชิลี่ ลา โรนี่ สุนทรีย์ในการกิน-ดื่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/529320

ชิลี่ ลา โรนี่ สุนทรีย์ในการกิน-ดื่ม

เมื่อเดินเข้าไปสัมผัสด้านในของ ชิลี่ ลา โรนี่ (Chili La Roni) คุณจะะรู้สึกหลงเสน่ห์เข้าเต็มเปา เพราะบรรยากาศดึงให้หลุดจากความวุ่นวายของเมือง และถนนที่รถราจอแจเมื่อครู่ได้ปลิดทิ้ง

ต้อนรับเราด้วยสวนแบบยุโรปที่สบายตาด้วยสีเขียวและสดชื่นด้วยสีสันจากไม้ดอกประดับ เพิ่มความคลาสสิกด้วยประติมากรรมปูนปั้นขนาดลงตัวกับสวนหย่อม

โต๊ะเก้าอี้ที่จัดวางในโซนเอาต์ดอร์ก็มีหลายบรรยากาศ ทั้งรองรับ 2 ที่นั่ง 4 ที่นั่ง 6-10 ที่นั่ง ทั้งวางแทรกตัวอยู่ในสวนเปิดโล่ง หลบมุมอยู่ด้านในมีหลังคามุง หรือจะติดกับครัวเปิดที่เห็นทุกกระบวนการปรุงอาหาร

เลือกนั่งหน้าบาร์เครื่องดื่ม หรือหน้าเวทีที่มีโชว์ดนตรีสด ประเภทเครื่องสาย และเครื่องเป่า ก็พาเพลินในการกินดื่ม ยังมีโซนด้านในห้องแอร์เย็นฉ่ำ รองรับได้ 35 ที่นั่ง จะเหมาปิดห้องส่วนตัวก็ได้ ข้างในตกแต่งเรียบหรูเพื่ออิงบรรยากาศแบบยุโรป

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ไม่ว่าจะเลือกนั่งมุมไหนก็มองเห็นเตาอบพิซซ่าที่ตั้งอยู่ทางเข้าร้าน พิซซ่าจัดเป็นเมนูเรคอมเมนด์ของที่นี่ มีให้เลือกถึง 23 หน้า และการอบพิซซ่าด้วยเตาอิฐ ใช้เชื้อเพลิงจากไม้ฟืน จัดเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิม เพราะนำโครงสร้างวิธีการมาจากประเทศอิตาลี

แป้งพิซซ่าก็ทำกันสดๆ และนำเข้าแป้งบางชนิดมาจากประเทศอิตาลี ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะคือ ทำให้แป้งกรอบได้ที่หากยังมีความเหนียวหนึบในส่วนที่วางวัตถุดิบทำหน้าต่างๆ และที่สำคัญแป้งมีกลิ่นหอมซึ่งสัมผัสได้ชัด ไม่มีกลิ่นเหม็นของแป้งหมักแต่อย่างใด

ชิลี่ ลา โรนี่ เป็นร้านอาหารสไตล์อิตาเลียน และไทยฟิวชั่น วัตถุดิบที่ใช้ประกอบอาหารอิตาเลียนหลายอย่างนำเข้าจากอิตาลี ไส้กรอก ชีส แฮมมอร์ตาเดลลา น้ำมันมะกอก เครื่องเทศ เป็นอาทิ

มาแล้วต้องไม่พลาดสั่ง พิซซ่าชิลี่ ลา โรนี่ ซอสมีความเผ็ดนิดๆ ผสมกับไส้กรอกอิตาเลียนบดละเอียดโรยหน้าด้วยชีสมอสซาเรลล่า เข้าอบให้ได้ความสุกแค่ 70 เปอร์เซ็นต์ นำออกมาเพิ่มแฮมมอร์ตาเดลลา แล้วนำเข้าอบอีกรอบ

 

Fettuccine Al Nero Di Seppia เส้นเฟตตูชินีสดโฮมเมดนำไปผัดกับซอสหมึกซึ่งผ่านการเคี่ยวให้ร้อนแล้วผัดกับน้ำมันมะกอก ไวท์ไวน์ เครื่องเทศอิตาเลียน ได้ความเผ็ดนิดๆ และมีกลิ่นหอม

Milano Ossobuco E Risotto เนื้อข้อลูกวัวตุ๋นแบบดั้งเดิม หมักด้วยเครื่องเทศอิตาเลียน ไวท์ไวน์ ตุ๋นนานหลายชั่วโมงจนเนื้อนุ่ม และเพิ่มความเข้มข้นของรสชาติด้วยการนำมาผัดกับซอสมะเขือเทศ เครื่องเทศอิตาเลียน น้ำมันมะกอก ไวน์ วีนิก้า ต้นหอมสับละเอียดซึ่งให้รสหวาน เสิรฟ์กับข้าวอิตาเลียน ริซอตโต้ ที่ทำความสุกแค่ 70% แบบ อัล เดนเต้ ซึ่งเป็นเทคนิคในการทำอาหารอิตาเลียน ให้ได้ความรู้สึกสัมผัสจากการเคี้ยวกรุบกรึบ

มาถึงเครื่องดื่มที่นี่ไม่มีไวน์ลิสต์ แต่มีห้องไวน์ให้ลูกค้าเดินมาเลือกพร้อมมีบริกรคอยแนะนำ เบียร์สดนำเข้าจากหลายประเทศ

ค็อกเทลที่รังสรรค์ขึ้นมาต้อนรับเทศกาลคริสต์มาส คือ Chili The Fizz ไล่เลเยอร์สีจากข้างล่างด้วยสีแดงของเกรนาดีน เติมเท็กซ์เจอร์บับเบิ้ลแบบหิมะ ด้วยฟองแก๊สจากโซดา และมีส่วนผสมของไวน์ขาวกับจิน ท็อปด้วยสไปร์ทกับน้ำมะนาว ได้รสหวานเปรี้ยวซ่า ไม่ลืมเติมสีเขียวด้วยใบไม้สร้างกิมมิกให้แก้วนี้ดูสนุกสนานขึ้น พร้อมตกแต่งขอบแก้วด้วยน้ำตาลไอซิ่งขาวและน้ำตาลทรายแดง

Love At First Sight ค็อกเทลที่สีสันเริงร่ามาก เลเยอร์สีจากข้างบนน้ำเงิน-เขียว-เหลือง-ส้ม-แดง เห็นสีสันสดใสแต่แก้วนี้แอลกอฮอล์หนักเอาเรื่อง ทั้งไลต์มาลิบูรัม บลูคูราเซา และรสหวานเปรี้ยวจากเกรนาดีน น้ำสับปะรด ตกแต่งด้วยเลมอนกับเชอร์รี่

Water Melon Mojito ม็อกเทลที่ดื่มแล้วสดชื่นทันตา หอมน้ำตาลทรายแดงที่ตำละเอียดกับใบมินต์ และความหวานละมุนของน้ำแตงโมสด

หากกำลังมองหาที่แฮงเอาต์ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี ชิลี่ ลา โรนี่ เป็นอีกสถานที่ที่จะมอบความสุขให้กับคุณ เตรียมปักหมุดเพิ่มเป็นอีกหนึ่งร้านโปรด

เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-24.00 น. ตั้งอยู่ถนนศรีนครินทร์ เลี่ยงไปทางบางนา-ตราด (สายตะวันออก) ติดกับโรงแรมเมเปิล สำรองที่นั่งโทร. 02-743-0901

 

โบเนนไก&ชินเนนไก อร่อยส่งปีเก่ารับปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/529319

โบเนนไก&ชินเนนไก อร่อยส่งปีเก่ารับปีใหม่

ทุกๆ ปีคนญี่ปุ่นจะจัดงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่า คือ โบเนนไก (Bonenkai) และปาร์ตี้ต้อนรับปีใหม่ คือ ชินเนนไก (Shinnenkai) ระหว่างผู้ร่วมงาน ครอบครัว และกลุ่มเพื่อน

การส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่แบบคนญี่ปุ่นนั้นก็เหมือนกับอีกหลายๆ ประเทศในโลก ตรงที่ “อาหาร” มีบทบาทสำคัญอย่างมาก

โบเนนไกจะจัดในเดือน ธ.ค. คำว่า โบเนนไก หมายความว่า “forget the year party” ไม่ว่าจะจัดในห้องปูเสื่อ

ทาทามิ หรือจะเลี้ยงกันในห้องอาหารแบบตะวันตกก็ตามที งานนี้จัดขึ้นหลังจากการทำงาน หรือใช้ชีวิตมาหนักทั้งปีแล้ว ก่อนจะสิ้นปีก็ต้องบอกลา บรรยากาศงานจะสบายๆ กินดื่มกันให้เต็มที่ ในงานก็มักจะเลี้ยง ซาชิมิ (ปลาดิบ) โซบะ (บะหมี่) ฟุงุ (ปลาปักเป้า) เทมปุระ ไข่ปลา ข้าว สาเก ฯลฯ ใครที่เคยดื่มกับกับคนญี่ปุ่นก็อาจจะพอทราบเรื่องธรรมเนียมที่แต่ละคนจะไม่เติมเครื่องดื่มแก้วของตัวเอง แต่จะเติมแก้วของคนอื่นๆ ระหว่างการดื่มกินก็จะมีการกล่าวอวยพรกันวนไป

ส่วนชินเนนไกนั้นจะจัดในช่วงเดือน ม.ค. เป็นปาร์ตี้เพื่อเริ่มต้นปี หากเป็นงานเลี้ยงของบริษัทชินเนนไมจะค่อนข้างมีบรรยากาศเป็นทางการมากกว่าโบเนนไก ปกติจะมีเจ้าหน้าที่อาวุโสมากล่าวสุนทรพจน์ รวมทั้งบอกเล่าเกี่ยวกับเป้าหมายของบริษัทสำหรับปีใหม่ที่มาถึง หากเป็นงานที่จัดแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ก็อาจจะมีการแสดงกลองไทโอะ หรือการเล่นชามิเซ็นในงานด้วย ปัจจุบันงานส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ก็อาจจะรวบเป็นงานเดียวกัน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แล้ว ช่วงสำคัญของปีนี้คนญี่ปุ่นจะรับประทานพิเศษ หากเป็นวันที่ 31 ธ.ค. คนญี่ปุ่นจะรับประทานโซบะปีใหม่ที่เรียกว่า โทชิโคชิ (Toshikoshi) เพราะเชื่อว่า บะหมี่เส้นยาวๆ นั้นเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่ยืนยาว

เมื่อถึงปีใหม่ คนญี่ปุ่นจะรับประทาน โอเซจิ เรียวริ (Osechi Ryori) หรืออาหารปีใหม่เพื่อความโชคดี อาหารหลากหลายบรรจุมาในกล่องหรือปิ่นโตจูบาโกะ (Jubako) อาหารแต่ละชนิดต่างก็มีความหมาย อย่างเช่น กุ้งเพื่ออายุยืนยาว ไข่ปลาแฮร์ริงเพื่อความอุดมสมบูรณ์ เป็นต้น

แต่ดั้งเดิมโบร่ำโบราณคนญี่ปุ่นจะกินโมจิในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะโมจิใส่ในซุปโซนิ (Zouni) ซึ่งส่วนประกอบก็จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาคและแต่ละครอบครัว นอกจากนี้ก็ยังมี เกาลัด ไข่ม้วน ลูกชิ้นปลา สาหร่ายห่อ ปลาย่าง หัวบุก รากโกโบ รากบัว ถั่วดำ กุ้งมังกร หัวไช้เท้า ฯลฯ

เหล้าสาเกที่ดื่มกันตอนช่วงปีใหม่ เรียกว่า โทะโซะ (Toso) หรือ โอะโทะโซะ (O-toso) เป็นสาเกแบบพิเศษที่ผสมสมุนไพรและเครื่องเทศลงไป เชื่อว่าจะช่วยล้างโรคภัยไข้เจ็บของปีก่อนหน้านี้ออกไป พร้อมกับอวยพรให้อายุยืนและมีสุขภาพดี สาเกแบบนี้จะรวมอยู่ในอาหารสำหรับปีใหม่ของชาวญี่ปุ่น มักดื่มกันในเช้าวันขึ้นปีใหม่พร้อมหน้ากับสมาชิกครอบครัวทุกคน

และเมื่อเดือนสุดท้ายของปีมาถึง ห้องอาหารคิซาระ โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ จัดโปรโมชั่น โบเนนไก & ชินเนนไก เป็นเซตอาหารญี่ปุ่น สำหรับเพื่อนพนักงานบริษัท ครอบครัว หรือจะเป็นเพื่อนพ้องได้มาฉลองกัน

อาหารชุดนี้ เชฟเคนจิ หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารคิซาระ จัดให้เริ่มต้นด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย (ซากิซุเกะ) คือ ซาซิมิ ซึ่งรวมหลากหลายเมนูมาด้วยกัน ตามด้วยกุ้งเทมปุระ และปลาอายุย่างเกลือ สำหรับปลาอายุเป็นปลาน้ำจืดอันมีชื่อเสียงจากจังหวัดกิฟุ ประเทศญี่ปุ่น ปลาจากแหล่งน้ำที่สะอาดและอุดมสมบูรณ์นี้ได้ชื่อว่า เป็นปลาที่มีเนื้อกลิ่นหอม รสหวาน บ้างก็ว่า เหมือนแตงโม ซึ่งต้องไปลองลิ้มชิมรสกันดูว่าจริงไหม และพิเศษคือ ปลาอายุในฤดูกาลนี้มีไข่เต็มท้อง จึงเพิ่มรสชาติได้อย่างยอดเยี่ยม

ก่อนจะถึงเวลาของชาบูหม้อไฟ ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นเนื้อแองกัส หรือเนื้อชั้นดียอดนิยมของญี่ปุ่นอย่างเนื้อฮิดะ และเนื้อมัตซึซากะ สำหรับมัตซึซากะนั้นอาจจะคุ้นกันอยู่แล้ว ส่วนฮิดะนั้นนับเป็นเนื้อชั้นเลิศจากวัวขนดำ ซึ่งต้องเลี้ยงดูตามขั้นตอนและวิธีการที่ถูกต้องตามมาตรฐานจึงจะสามารถตีตราว่าเป็นเนื้อฮิดะได้ ไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อเป็นลวดลายสวยงาม ซึ่งก็หมายถึงความนุ่มลิ้นอร่อย มีตเลิฟเวอร์จะลวกชิ้นเนื้อในน้ำซุปร้อนๆ เพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้นจะได้คงความสดและหวานไว้

ในส่วนของชาบู หากใครไม่รับประทานเนื้อก็มีซีฟู้ดเป็นตัวเลือก โดยจะเสิร์ฟมาพร้อมผักสดต่างๆ และข้าวสำหรับทำเป็นข้าวตุ๋นน้ำซุป (Zosui) คือ หลังจากกินชาบูเสร็จแล้ว ก็ใส่ข้าวลงไปในน้ำซุปที่เหลือเป็นอาหารแสนอร่อยที่ชาวญี่ปุ่นโปรดปราน ก่อนจะปิดท้ายด้วยของหวาน คือ ผลไม้ตามฤดูกาลหรือจะเป็นไอศครีมหลากหลายรสที่ทางคิซาระทำเอง ทั้งยังมีสปาร์กลิ้งไวน์หรือสาเกเสิร์ฟไม่อั้นในเวลา 2 ชั่วโมงด้วย

อาหารส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ชุดพิเศษนี้มีให้บริการที่ห้องอาหารคิซาระ โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 31 ม.ค. 2561 ทุกวันเวลา 11.30-14.30 น. และ 08.00-22.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 02-690-9999 หรือ bkkci.info@conradhotels.com

ด้วยอาหารชุดนี้จะทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงหัวใจของโบเนนไก และชินเนนไก ซึ่งเป็นการส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่แบบญี่ปุ่นแท้ๆ

 

มิรากุ สวรรค์ของคนรักปิ้งย่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/529318

มิรากุ สวรรค์ของคนรักปิ้งย่าง

บัญชา พจชมานะวงศ์ ผู้บริหาร ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่ 2 ของธุรกิจนี้ เล่าว่า คุณพ่อของเขาชอบทำร้านอาหารโดยเน้นอาหารต่างประเทศ คือ อาหารญี่ปุ่น อาหารเกาหลี อาหารสไตล์ฮ่องกง และร้านนี้เป็นแนวเกาหลีผสมญี่ปุ่น เพราะอยู่ในย่านคนญี่ปุ่นทำงานย่านนี้กันมาก ร้านแบ่งเป็นห้องเล็กๆ รับลูกค้าได้ 8 คน จำนวน 6 ห้อง และห้องโถงใหญ่ 19 โต๊ะ โต๊ะละ 4 ที่นั่ง

นี่คือร้านอาหารของคนรักการปิ้งย่าง ต้นตำรับแบบเกาหลีผสมญี่ปุ่นอย่างแท้จริง เป็นร้านปิ้งย่างยุคแรกๆ ของกรุงเทพฯ ในย่านถนนสีลม ที่เป็นดงของร้านญี่ปุ่นเปิดมานานเมื่อ 22 ปีที่ผ่านมา ตั้งอยู่ที่ชั้นสองอาคารธนิยะพลาซ่า สีลม

จุดเด่นของร้าน คือ เนื้อย่างติดมัน มีเนื้อหลากหลายชนิด ทั้งวากิวเนื้อนำเข้าจากญี่ปุ่นและอเมริกา หรือเนื้อโกเบ รวมถึงเนื้อส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสันคอ เนื้อสะโพกและเนื้อติดมัน และสำหรับท่านที่ไม่ทานเนื้อ ก็มีเนื้อหมู ไก่ ปลากะพง และอื่นๆ ให้ท่านเลือกอีกมากมาย โดยจัดเป็นเซตเมนู ประกอบด้วย ข้าว ซุป สลัด กิมจิ กาแฟ และไอศกรีม ราคาสำหรับมื้อกลางวันเซตละ 280-800 บาท นอกจากชุดเนื้อ แล้วยังมีชุดหมู ทั้งสันคอหมู ชุดหมูดำคุโรโบตะ หมูลายหินอ่อน (มีมันดีแซมอยู่ในเนื้อหมู) จุดเด่นของที่ร้านแห่งนี้ คือ มีเนื้อหลากหลายชนิดให้เลือกรับประทาน

บัญชา บอกว่า จุดเด่นสำคัญอีกอย่าง ก็คือ กิมจิ ซึ่งมีวิธีการทำให้ได้รสชาติแบบดั้งเดิมของแบบเกาหลี ก็คือ กรอบไม่หวาน มีรสชาติอมเปรี้ยว “นอกจากมีอาหารปิ้งย่างซึ่งเป็นเมนูหลักแล้ว เนื่องจากย่านนี้เป็นย่านชาวญี่ปุ่นเยอะ เราจึงเพิ่มเมนูเอาใจชาวอาทิตย์อุทัย ด้วยการมีอูด้ง โซบะ ซุป ส่วนเมนูอื่นที่สั่งก็มีข้าวย่างหม้อหิน เสิร์ฟพร้อมกับน้ำซุปถ้วยใหญ่ พร้อมเสิร์ฟชาจีนร้อนเย็นหลายชนิด ฟรีตลอดมื้อกลางวัน การตกแต่งของร้านเป็นสไตล์ญี่ปุ่นอย่างแท้จริง คือ ประกอบด้วยไม้และไม้ไผ่เป็นหลัก

เริ่มด้วยพนักงานนำเตามาพร้อมตะแกรง ที่นี่ใช้เตาถ่าน เป็นถ่านนำเข้าจากญี่ปุ่น ไม่มีควัน ทำให้ชีวิตในการกินอาหารสไตล์นี้ดีขึ้นมากเลยทีเดียว มีเครื่องดูดกลิ่นและลมปรับไฟที่ให้ความร้อนสม่ำเสมอ และที่นี่เด็ดตรงเสิร์ฟมะนาวแท้ เพราะบางร้านอาจเจอเป็นขวดมา แต่ที่นี่เป็นมะนาวสดพร้อมกับพริกซอยและกระเทียมสับถ้วยใหญ่ๆ กันมาเลย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

รวมทั้งที่นี่มีบริการคลุกข้าวให้ด้วยนะ เพราะมีเทคนิคอยู่นิดหนึ่ง คือ พนักงานเขาจะเอาข้าวที่คลุกแล้ว แปะไว้กับขอบหม้อหินร้อนๆ เพื่อให้ข้าวได้โดนความร้อนจนเกรียม กรอบ หอมอร่อยเชียวค่ะ

เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าลงสถานีศาลาแดง แล้วเดินเข้าทางเชื่อมตึกธนิยะพลาซ่าได้เลย รายละเอียดเพิ่มโทร.02-231-2219 ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00-14.00 น. และ 17.00-22.00 น.

 

ร้านอาหารญี่ปุ่น โชยู ชัยชนะของความอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/528292

ร้านอาหารญี่ปุ่น โชยู ชัยชนะของความอร่อย

ร้านอาหารญี่ปุ่น โชยู เสิร์ฟเมนูอาหารญี่ปุ่นแบบหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ซูชิ ซาชิมิ สเต๊กกระทะร้อน ข้าวหน้าต่างๆ หรือจะเป็นเมนูแนวอิซากายะก็มีเสิร์ฟ โดยเน้นการคัดสรรวัตถุดิบแบบพรีเมียมและสดใหม่ ซึ่งโชคดีที่เรานัดแนะกันไปชิมในวันอังคาร อันเป็นวันที่จะมีวัตถุดิบสดใหม่ส่งตรงจากตลาดปลาของญี่ปุ่นมาส่งพอดี ทำให้ได้ชิมของสดใหม่แบบเวรี่ๆ พรีเมียมกันเลยทีเดียว (ของจะเข้าทุกวันอังคารและศุกร์)

เรียกว่าเป็นร้านอาหารที่มาเบิกโรงและสร้างความคึกคักให้กับคอมมูนิตี้มอลล์เล็กๆ อย่าง ลิตเติ้ล วอล์ก (Little Walk) ย่านบางนา-ตราดเลยก็ว่าได้ และตอนนี้ก็ยังสร้างความคึกคักให้มอลล์แห่งนี้ สำหรับร้านอาหารญี่ปุ่น โชยู (Shoyuu) ที่เสิร์ฟเมนูอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียม สดใหม่ ในราคาและรสชาติน่าประทับใจ

ผู้จัดการร้านเล่าว่า ของสดใหม่ที่ว่า ก็คือวัตถุดิบตามฤดูกาล ที่ทางร้านโชยูคัดสรรมาเพื่อเอาใจลูกค้าสายกินโดยเฉพาะ บางครั้งก็มีการจัดแล่ปลาบลูฟินทูน่าตัวโตคับห้องอาหารโชว์ (ปกติจัดเดือนละครั้ง หรือแล้วแต่มีวัตถุดิบ) ซึ่งของสดใหม่ที่เข้ามาในวันอังคารกับวันศุกร์นั้น จะจัดแสดงเอาไว้ในเห็นชัดๆ ณ บริเวณหน้าเคาน์เตอร์ทำซูชิบริเวณด้านหน้า เข้ามาก็เจอก่อนเลย

ร้านตกแต่งแบบร่วมสมัยให้มีกลิ่นอายญี่ปุ่น เพื่อที่จะแสดงว่า ร้านนี้เสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นแนวร่วมสมัย โลโก้รูปปลาคู่ อันหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ ได้รับการประดับไว้ตามมุมต่างๆ ที่ออกแบบตกแต่งแบบเน้นความสบายและความอบอุ่น

ร้านประกอบไปด้วยที่นั่ง 3 โซนด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ที่นั่งแบบบาร์ด้านหน้า สำหรับคนที่ชื่นชอบการชมเชฟทำอาหาร อย่างซูชิ ซาชิมิ หรือคนที่ต้องการมาลิ้มลองอาหารแบบโอมากาเสะ ถัดมาเป็นโซนใหญ่ คือที่นั่งแบบปกติมีให้เลือกหลากหลายมุมในโทนสีธรรมชาติ สีไม้ สไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อีกโซนคือ ห้องส่วนตัว ที่เพิ่งจะรีโนเวตใหม่ให้ดูโดดเด่นกว่าเดิม มีบริการทั้งหมด 3 ห้อง รองรับห้องละ 6-8 ที่นั่ง โดยทั้ง 3 ห้องสามารถจัดให้เป็นห้องใหญ่ห้องเดียวได้ด้วย จุได้เกือบ 30 คนทีเดียวล่ะ

เดินชมโซนนั้นโซนนี้ ท้องชักร้องจ๊อกๆ สั่งอาหารเลยดีกว่า มาร้านอาหารญี่ปุ่นก็ต้องจัดปลาดิบ ซึ่งมีให้เลือกหลายเซตด้วยกัน ทั้งปลาดิบตามฤดูกาล 5 อย่าง (ราคา 1,450 บาท) ปลาดิบรวมพิเศษ 7 อย่าง (1,950 บาท) และปลาดิบรวมอย่างดี 9 อย่าง (2,450 บาท) สามารถเลือกได้ตามความต้องการ และปริมาณคนรับประทานได้เลย

สำหรับชุดใหญ่ จะเสิร์ฟมาพร้อมวัตถุดิบระดับพรีเมียมจริงๆ ทั้งปลาฮามาจิ, ปลาทูน่าส่วนต่างๆ (อากามิ, ชูโทโร, โอโทโร่, ไข่หอยเม่น, กุ้งโบตานาบิ, หอยเชลล์ และเติมวัตถุดิบสดใหม่ของวันที่เพิ่งเข้ามา อย่างปลาทูญี่ปุ่น เพิ่มทั้งความสวย และรสชาติ

ตามมาด้วยของดิบๆ กันอีกอย่าง เป็นรวมซูชิ โชยูเฮฟเว่น ที่เต็มไปด้วยข้าวปั้นขนาดกำลังดี พร้อมวัตถุดิบพรีเมียมประมาณกัน อ้อ… มาที่นี่นอกจาก วาซาบิสดๆ ที่เอาไว้ป้ายกินกับซูชิ ซาชิมิ แก้เลี่ยนแล้ว อย่าลืมสั่ง วาซาบิดอง มาลองลิ้มรสด้วย รับรองว่าจะฟินไปตามๆ กัน

มาเติมความสดชื่นกันต่อด้วย โชยูสลัด เมนูแนะนำที่ประกอบด้วย เห็ดชิเมจิ หมูคุโรบุตะสไลซ์ มาพร้อมกับสลัดปลอดสารพิษ ราดด้วยน้ำสลัดงาญี่ปุ่น เริ่มชิมจานนี้ด้วยการเจาะไข่แดงที่โปะหน้ามา แล้วคลุกเคล้าให้ทั่ว พร้อมรับประทาน

แนะนำอีกตัว เป็นเมนูเต้าหู้ต้มเนื้อสไตล์ฟูกุโอกะ เสิร์ฟมาในหม้อดินที่ช่วยรักษาความอบอุ่นได้ดี ลักษณะเหมือนซุปเต้าหู้ที่ใส่เนื้อ โดยทางร้านเลือกใช้เนื้อคาโกชิมาติดมัน เคี่ยวจนเปื่อย ควรรับประทานคู่กับข้าวญี่ปุ่น ไม่อย่างนั้นจะได้รสชาติที่หวานและเค็มเกินไป หรือจะสั่งข้าวอบมันปูทาระบะ มีกินเคียงกันก็เข้าทีนะ

เมนูแนะนำยังไม่หมด ต้องไปเห็นว่า เมนูเขาเล่มใหญ่มาก ยังไม่รวมเมนูตามฤดูกาล เมนูเซตลันช์ (เสิร์ฟจันทร์-ศุกร์) และเมนูเครื่องดื่ม ดั้นด้นมาถึงย่านบางนาทั้งที ต้องลอง โชยูสเปเชียลโรล ด้วย ในโรลประกอบด้วย อโวคาโด ตับห่าน และแซลมอน และในแต่ละคำหลังจากหั่นเป็นชิ้นๆ แล้ว ยังแต่งหน้ามาด้วยซอสที่ให้รสชาติที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นซอสไข่กุ้ง วาซาบิดอง ไข่ปลาแซลมอนมาโย หรือซอสเทริยากิ ฯลฯ

ทางร้านยังมีลูกเล่นเยอะแยะ อย่างเมนูแองเจลแฮร์ ที่นำเอาเส้นบางๆ สไตล์ญี่ปุ่น อย่างโซเมนกับอินานิวะ มาใส่ซอสพอนสึ โปะหน้าด้วยปลาดิบ อย่างแซลมอน ฮามาจิ หรืออากามิ เสิร์ฟแบบเย็นๆ อีกจานที่ทุกโต๊ะต้องสั่งสำหรับทุกคน คือบิ๊กชีท เป็นเนื้อคาโกชิมาแล่บางๆ โปะลงบนข้าวญี่ปุ่น ตามด้วยการทอร์ชให้มีกลิ่นหอม

ร้านอาหารญี่ปุ่น โชยู ตามชื่อแปลว่า ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ รสชาติอาหาร ความสดใหม่ ถือว่าชนะเลิศจริงๆ แถมสายกินสายดื่มต้องอลังการตระการตากับไวน์ลิสต์ และสาเกลิสต์ ที่ไม่ค่อยเห็นร้านสแตนด์อะโลนของคนไทยมีให้เลือกหลากหลายแบบนี้เลย

ร้านตั้งอยู่ในโครงการลิตเติ้ล วอล์ก ถนนบางนา-ตราด (ทางเข้าอยู่ติดโรงพยาบาลไทยนครินทร์ เลยเซ็นทรัล บางนา ไปเล็กน้อย) เปิดทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 11.00-14.00 น. และ 17.00-22.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-22.00 น. โทร. 08-9620-8888

 

นิทานหิ่งห้อย @ คิวซีน เดอ การ์เด้น บีเคเค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/529317

นิทานหิ่งห้อย @ คิวซีน เดอ การ์เด้น บีเคเค

บรรยากาศร้านเริ่มต้นจากการรีโนเวตบ้านหลังเก่าซึ่งเคยเป็นแกลเลอรี่มาก่อน แล้วมาเพิ่มบรรยากาศของสวนเข้าไปด้วยการตกแต่งด้วยต้นไม้ฟอร์มเท่ รวมถึงการใช้กระจกเงาบานใหญ่ติดที่ข้างฝายิ่งสะท้อนภาพภายในอย่างมีมิติ กว้างขึ้นมาทันตา ที่สำคัญยังทำให้เห็นตัวร้านได้โดยรอบ ยิ่งได้แสงไฟสีนวลตายิ่งช่วยเสริมบรรยากาศให้เหมือนนั่งอยู่กลางสวนยามค่ำคืน

คิวซีน เดอ การ์เด้น บีเคเค (Cuisine de Garden BKK) ร้านอาหารกึ่งบาร์ที่เปิดสาขาแรกที่เชียงใหม่ มาตั้งแต่ปี 2011 ก่อนที่จะขยายสาขามาที่กรุงเทพฯ โดยตั้งอยู่ในซอยเอกมัย 2 ที่ยังคงคอนเซ็ปต์เหมือนเดิมเอาไว้นั่นคือ Nature Inspired Cuisine หรืออาหารที่ผสมผสานหลากหลายเทคนิคการทำอาหารเข้าด้วยกัน โดยยึดหลักของธรรมชาตินั่นเอง

ด้านในสุดจัดให้เป็นบาร์ที่รายล้อมด้วยพื้นหินกรวด เข้าขากันดีกับเคาน์เตอร์บาร์ที่ทำจากหินขัดล้างสีดำ และเพิ่มบรรยากาศด้วยไฟดวงเล็กๆ ระยิบระยับตาที่ปลายกิ่งไม้ เสมือนมีหิ่งห้อยตัวน้อยกำลังเริงร่า เชื่อมต่อกับสวนหลังร้านที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่เสมือนเป็นพื้นที่เดียวกัน

อย่างที่เกริ่นไว้อาหารและเครื่องดื่มของที่นี่ล้วนได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ ผสมผสานกับวัตถุดิบพื้นบ้านของไทยเข้ากับเทคนิคการทำอาหารแบบตะวันตก แม้หน้าตาจะทันสมัยชวนให้ค้นหา ทว่ายังมีกลิ่นอายความเป็นไทยที่คุ้นเคยทำให้เข้าถึงง่าย และเน้นเสิร์ฟแบบฟูลคอร์ส ไล่เป็นเรื่องราวเสมือนได้อ่านหนังสือหนึ่งเล่ม

ค่ำนี้เราเริ่มต้นที่ Soil ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากพื้นดินอันอุดมสมบูรณ์ โดยการนำเนื้อทาร์ทาร์ส่วนเทนเดอร์ลอยน์ปรุงรสท็อปด้วยชาโคลกรานิต้า และผงผักแขยงผักของอีสาน ตามด้วยบีทรูททอดกรอบ ให้ความรู้สึกเย็นเหมือนหน้าหนาว พร้อมสัมผัสกลิ่นของผักแขยงที่เข้าขากันดีกับเนื้อทาร์ทาร์ และตัดเลี่ยนด้วยบีทรูททอดกรอบ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ต่อด้วย Nest เมนูซิกเนเจอร์ของร้าน ที่นำเสนอในรูปแบบของรังนก โดยนำไข่ไก่ออนเซนโดยทำให้สุกที่ความร้อนเหมาะสม จัดวางบนฟางที่ทำจากเส้นหมี่กรอบของข้าว ด้านล่างเป็นไก่ฉีกคลุกซอสไก่ โรยด้วยผงเห็ดพอร์ชินี เห็ดชิตาเกะ และน้ำมันทรัฟเฟิล เป็นอีกหนึ่งเมนูที่น่าลิ้มลอง

ปิดท้ายด้วย Seacret เมนูความลับจากทะเล เริ่มจากนำฮอกไกโดสแกลลอปนำไปซูส์-วีด แล้วพันด้วยมะระหวานที่ให้กลิ่นอายของทะเล เสิร์ฟคู่กับสาหร่าย และยอดผักแม้ว ราดด้วยพอนซึซอสที่ผสมกับน้ำมันสาหร่าย จะให้ความสดชื่นและได้ความกรอบของมะระ

เครื่องดื่มของที่นี่จะเน้นไปที่ไวน์ ทั้งโลกเก่าและโลกใหม่ที่เข้ากับคาแรกเตอร์ของอาหาร ในราคาที่สัมผัสได้ รวมถึงค็อกเทลสีสวย เริ่มจาก มะตูม ค็อกเทล ที่มีส่วนผสมของมะตูมไซรัปที่ทางร้านทำเอง จินโทนิค และท็อปด้วยผลมะตูมแห้งที่ช่วยเพิ่มกลิ่นและรสชาติ

ต่อด้วย จินโทนิค ที่ใช้ส้มสไลซ์ตากแห้งจนเห็นเทกซ์เจอร์ของส้ม พร้อมจินโทนิคที่ถูกดึงรสชาติด้วยส้ม ให้เห็นถึงความสวยงามของธรรมชาติ

อาหารได้ที่ เครื่องดื่มเข้าท่า บรรยากาศเป็นใจ พร้อมทั้งยังกล่อมอารมณ์ด้วยดนตรีสไตล์แจ๊ซ ยิ่งทำให้ค่ำคืนนี้น่าจดจำ

คิวซีน เดอ การ์เด้น บีเคเค ซอยเอกมัย 2 เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.00-23.00 น. (หยุดวันจันทร์) โทร. 06-1626-2816 Facebook.com/cuisinedegardenbkk

 

‘เฮือนเพ็ญ’ เชียงใหม่ อาหารเมืองรสจัดจ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2560 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/529464

'เฮือนเพ็ญ' เชียงใหม่ อาหารเมืองรสจัดจ้าน

โดย ยินดี ฤตวิรุฬห์

ลมหนาวพัดมาอีกแล้ว ขอพาไปลิ้มลองอาหารพื้นเมืองของชาวเหนือ ครานี้จะพาไปชิมร้านเฮือนเพ็ญ 2 ตั้งอยู่ที่หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ เป็นเส้นทางเดียวกับการเดินทางไปสนามบินเชียงใหม่ยามเร่งด่วน

หรือหากให้สบายใจว่าสามารถเดินทางกลับมาขึ้นเครื่องได้ทันเวลา แต่ไม่อยากพลาดการทานอาหารเหนือรสจัดจ้านก็ควรจะแวะไป หากไม่มั่นใจว่าจะเดินทางไปได้ถูก ให้ติดต่อไปที่โทร. 08-1882-1544

รุ่งอรุณ บุรุษพัฒน์ เจ้าของร้านเฮือนเพ็ญ สาขา 2 บอกว่า ต้นตำรับร้านอาหารเฮือนเพ็ญนั้น สืบทอดมาจากผู้เป็นแม่และเป็นต้นตำรับของตระกูล ซึ่งในเชียงใหม่มีเฮือนเพ็ญ 2 สาขา โดยสาขาแรกอยู่ในเมือง แต่เมื่อลูกค้าเพิ่มมากขึ้นตลอดจนมีปัญหาเรื่องที่จอดรถเลยมาเปิดสาขา 2

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

โดยนำบ้านซึ่งเป็นเรือนแบบทางเหนือ มี 3 ชั้น ทั้งชั้นใต้ดิน ชั้นเสมอผิวดิน และชั้น 2 บรรยากาศภายในร้านชวนให้น่านั่งและได้บรรยากาศล้านนาอย่างมากมาย

“ถือเป็นรุ่นที่ 2 แล้วเพราะรุ่นคุณแม่ขายมากว่า 40-50 ปีแล้ว และตอนนี้ก็มีลูกสาววัย 21 ปี มาเรียนรู้และคอยสืบทอดอยู่แล้ว”

สำหรับเมนูอาหารมีให้ลูกค้าได้เลือกมากมายแล้วแต่ความชอบ ตั้งแต่พื้นเมืองแท้ ที่ไม่ได้คุ้นปากหรือเมนูประจำที่เรารู้จัก เช่น น้ำพริกหนุ่ม ไส้อั่ว แกงฮังเล น้ำพริกอ่อง แคบหมู

แต่ในร้านนี้ มีตำขนุน เมนูที่ผู้เขียนชอบมากและจะต้องทานในร้านหรือในพื้นที่เท่านั้น เพราะไม่สามารถพกพากลับมาได้ เนื่องจากขนุนจะเป็นเมนูที่เสียง่าย

ตำขนุนร้านนี้ถือว่าใช้ได้ แต่ไม่เด็ดดวงเท่าที่เคยได้ลิ้มลองมา อีกเมนูคือ แกงแค เป็นแกงทางเหนือที่ใส่สารพัดผัก แปลกนิดที่ร้านนี้ใส่ฟักแม้วเข้าไปด้วย แต่ก็ดูดซับน้ำแกงได้ดีถือว่าอร่อย ส่วนเนื้อทุบย่างจิ้มแจ่วถือว่า แซ่บ!

ข้าวซอยไก่ในชาม (ใจจริงชอบทานข้าวซอยเนื้อ) แต่ด้วยแวะไปร้านในช่วงที่ยังเช้าหน่อย เนื้อยังเคี่ยวไม่เปื่อย จึงต้องทานข้าวซอยไก่ หากใส่ทุกอย่างให้ครบที่เป็นเครื่องเคียง พริกคั่วสีแดง แซ่บคร้าๆๆๆๆ

น้ำเงี้ยว ยังต้องรอในรอบถัดไป เพราะไปเช้าเกินไปรสชาติน้ำแกงยังไม่เข้าที่ ยังขายไม่ได้ (อด) อีกเช่นกัน

มาถึงเมนูลาบคั่วก็จะนัวๆ หอมๆ ด้วยหอมเจียว มะแขว่น สมุนไพรทางเหนือคั่ว มีพริกแดงทอดแซ่บมาก พร้อมโรยด้วยใบมะกรูดทอดกรอบ มีผักสดหอมด่วน (สะระแหน่) และมีผักแพว เป็นเครื่องเคียง… ชอบ

นิดหนึ่งร้านนี้หากใครไม่ชอบเค็มก็ขอมะนาว เพราะรสชาติอาหารหนัก หรือรสจัดเลยทีเดียว แถมได้ข้าวเหนียวห่อตอง แอ๊บนึ่ง ข้าวกั้นจิ้น น่าจะอิ่มสบายท้อง

จบเมนูของคาว ก็มีขนมหวานให้เลือกแล้วแต่จะชอบอะไรก็สั่งไป เพราะร้านเขามีครบทุกอย่าง

ปีใหม่นี้ หากใครไปเชียงใหม่ อยากชิมอาหารเมือง อยากซดน้ำแกงอ่อม อยากซดต้มแซ่บ หรือน้ำเงี้ยวก็แวะไปได้ค่ะ

 

ฉลองปีใหม่บนดาดฟ้า สุดโรแมนติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/528299

ฉลองปีใหม่บนดาดฟ้า สุดโรแมนติก

ข้ามปีใหม่กับกาล่าดินเนอร์อาหาร 8 คอร์ส

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เผลอแป๊บเดียวก็จะต้องเริ่มนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่กันแล้ว ปีไก่ผ่านไป ปีจอกำลังจะเข้ามาแทนที่ ชีวิตเราก็อย่าไปคิดอะไรมาก วางแผนสังสรรค์เพิ่มความสุข สานความสัมพันธ์กับครอบครัวและคนที่เรารักดีกว่า
ปีใหม่นี้ขอชวนไปฉลองด้วยมื้อพิเศษ ที่ชั้นบนของยอดตึก 2 แบบ 2 สไตล์กัน…

ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่บนชั้น 55 ห้องอาหารเรดสกาย โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองหลวงได้รอบแบบ 360 องศา กับ “กาล่าดินเนอร์อาหาร 8 คอร์ส” รังสรรค์โดย เชฟคริสเตียน แฮม หัวหน้าพ่อครัวใหญ่ชาวฝรั่งเศส ห้องอาหารเรดสกาย โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจในการผสมผสานเทคนิคที่แตกต่างกันในแต่ละจาน พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวของอาหารผ่านเมนู โดยการใช้วัตถุดิบพรีเมียมนำเข้าจากทั่วทุกมุมโลก รังสรรค์เป็นเมนูแสนพิเศษที่ไม่เหมือนใคร

เริ่มจาก Amuse Bouche ที่เชฟเลือกเสิร์ฟความหรูของคาเวียร์ออเซียสตร้า จากรัสเซีย 30 กรัม เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงสไตล์ดั้งเดิม พร้อมช็อดวอดก้าเบลูก้า

ตามมาด้วยคอร์สแรก หอยเชลล์จากฝรั่งเศส เสิร์ฟพร้อมซอสครีมเห็ด, ต้นกระเทียม, ไขกระดูก, เห็ดอัลบาทรัฟเฟิลขาว ประกบคู่กับสลัดหัวขึ้นฉ่าย เสิร์ฟพร้อมหอยเชลล์จากฮอกไกโดสด, เห็ดอัลบาทรัฟเฟิลขาว

คอร์สต่อมาเป็นตับเป็ดทอด เสิร์ฟพร้อมขนมปังขิง, กะหล่ำปลีม่วง และลูกแครนเบอร์รี่ ปะทะกับ นกกระทาสอดไส้ตับเป็ด เคลือบด้วยซอสมาเดียร่า, แยมแอบพริคอต 2 รสชาติของตับเป็ดในจานเดียว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จากนั้นเสิร์ฟพัฟพ์สอดไส้ล็อบสเตอร์จากบริตานี่, เนื้อคอลูกวัว, เห็ดรวม และคอนยัคมาร์แตล ล้างปากด้วยกรานิเต้มุมแชมเปญ แล้วมาถึงเมนคอร์ส ที่มีให้เลือกระหว่างเนื้อวัวสันในเกรดเอ 4 จากญี่ปุ่นย่าง หรือปลาเทอร์โบต์ทอด เสิร์ฟพร้อมมันบดสอดไส้เห็ดพอร์ชินี่, โรยหน้าด้วยเห็ดทรัฟเฟิลดำ

ปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง เป็นปาฟโลว่า มูสลูกเกาลัด เสิร์ฟพร้อมครีมสอดไส้ เมอร์แรง และลูกแบล็กเคอร์แรนต์

กาล่าดินเนอร์เซตเมนูอาหาร 8 คอร์ส ราคาท่านละ 15,555 บาท++ พร้อมรับแชมเปญ Mumm No.1 Pink 1 ขวดต่อคู่ วันที่ 31 ธ.ค.นี้ เริ่มเสิร์ฟตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป พร้อมรับสิทธิเข้างาน Grand Countdown Party at Red Sky Bar ฟรีโดยไม่เสียค่าเข้า รายละเอียดเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่ง โทร. 02-100-6255 หรืออีเมล : diningcgcw@chr.co.th

ส่งท้ายปีแบบเอ็กซ์คลูซีฟด้วยดินเนอร์สุดหรู 7 คอร์ส ท่ามกลางวิวหรูระฟ้า

ห้องอาหารบลูสกายบาร์ แอนด์ไดนิ่ง โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ สร้างความประทับใจส่งท้ายศักราช ในธีม “โกลว์ อิน บลูสกาย (Glow in Blue Sky)” ท่ามกลางวิวระฟ้าบนชั้น 24 ของโรงแรม ด้วยชุดเมนูอาหารค่ำ 7 คอร์ส รังสรรค์โดย เชฟคริสเตียน เวอเด็นเบิร์ก หัวหน้าพ่อครัวฝ่ายบริหาร ซึ่งได้ใช้ประสบการณ์ที่มีมาอย่างยาวนานคัดเฉพาะเมนูเด่น ปรุงด้วยวัตถุดิบชั้นดีนำเข้าจากต่างประเทศ มาให้ลิ้มลองความอร่อยทั้ง 7 คอร์ส

เริ่มความอร่อยที่หอยนางรมฟินเดอแคลร์ เสิร์ฟพร้อมคาเวียร์ ตามมาติดๆ กับเทอร์รีนตับห่าน เสิร์ฟพร้อมเจลลี่ส้มพอร์ทไวน์ ส้มโอ ซอสบัลซามิก และขนมปังถั่วพิสตาชิโอ คอร์สที่ 3 เป็น ซุปแชมเปญและบรีชีส เสิร์ฟพร้อมถั่ววอลนัทอบ องุ่น และน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล

คอร์ส 4 แสนสวยและสุดหรูกับหอยทากฝรั่งเศสผัด เสิร์ฟพร้อมมูสมันฝรั่ง ยอดผัก และพาร์สลี่ย์บด ล้างปากด้วยเชอร์เบตแอปเปิ้ลเขียวและอโลเวร่า ตามด้วยเมนคอร์สที่มีให้เลือกระหว่างเนื้อปลาเทอร์โบต์จากมหาสมุทรแอตแลนติก เสิร์ฟพร้อมซอสกุ้งและผัดเห็ดช็องเทอเรลล์ หรือคนที่ชอบรับประทานเนื้อ เลือกเนื้อสันนอกลูกวัวนำเข้าจากเนเธอร์แลนด์ อบอุณหภูมิต่ำ เสิร์ฟพร้อมซอสเมล็ดผักชี และผัดเห็ดช็องเทอเรลล์

ของหวาน เชฟเสิร์ฟ ครีมมูสช็อกโกแลตจากเมืองมาราไกโบ เสิร์ฟพร้อมโฟมมะพร้าว และสับปะรดแห้งหมักเหล้ารัม ปิดท้ายด้วยกาแฟหรือชา เสิร์ฟพร้อมมาการงและขนมชิ้นเล็กๆ

ดินเนอร์สุดหรู 7 คอร์สฉลองปีใหม่ เฉพาะมื้อค่ำ วันอาทิตย์ที่ 31 ธ.ค.นี้เท่านั้น ราคาท่านละ 5,500 บาท++ (ฟรี สปาร์คกลิ้งไวน์ 1 แก้ว) บริการตั้งแต่เวลา 18.00-22.30 น. สำรองที่นั่ง โทร. 02-541-1234 ต่อ 4151 หรืออีเมล : fb_office@chr.co.th

 

เจ๊ดการ์เด้น โดดเด่นอาหารจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/528298

เจ๊ดการ์เด้น โดดเด่นอาหารจีน

เจ๊ดการ์เด้น (Jade Garden) จัดได้ว่าเป็นภัตตาคารจีนที่มีความโดดเด่นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งร้านที่เป็นสไตล์จีนโบราณ สวยงามและให้บรรยากาศแบบจีนๆ

หน้าร้านมีโคมไฟสีแดง สัญลักษณ์ของความเป็นสิริมงคลและช่วยขับสิ่งเลวร้าย ห้อยระย้าเรียงรายลงมา ใต้โคมไฟนั้นจะเป็นน้ำพุ ตรงหน้าประตูทางเข้าร้านมีเสาสีแดงสองต้น สัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองมั่นคงและความโชคดี ไม่ใช่เสาเปลือยเปล่า แต่เป็นเสามังกรสีทองพันรอบเสา ส่วนกระจกก็ลายมังกรทอง

ก่อนเข้าไปในร้านต้องผ่าน “ประตูสีเขียว” ทางร้านเลือกสีเขียวเพราะเป็นสีของหยกเป็นไปตามชื่อร้าน Jade Garden (สวนหยก) ซึ่งหยกนั้น ชาวจีนเชื่อกันว่าเป็นของวิเศษของเซียนผู้ทรงอำนาจอิทธิฤทธิ์ ที่สามารถบันดาลความโชคดี ความปลอดภัย และความสุข บ่งบอกว่าเจ้าของปรารถนาให้ทุกคนที่เข้ามาในร้านโชคดี ปลอดภัย และมีความสุข

ภายในร้านก็ตกแต่งสไตล์จีนโบราณ เน้นมังกรและลายฉลุไม้เป็นหลัง แม้แต่บันไดขึ้นชั้นสองโคมไฟสีแดงดูเหมือนในหนังจีนโรงเตี๊ยมไรแบบนั้น

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ความโดดเด่นที่ต้องโฟกัส ก็คืออาหารของเจ๊ดการ์เด้น มีความหลากหลายในเรื่องของเมนู คือมีทั้งอาหารจีนไหหลำ จีนกวางตุ้ง และจีนแต้จิ๋ว ถ้าส่วนประกอบส่วนใหญ่มีเต้าเจี้ยวถั่วเหลืองและถั่วดำก็เป็นไหหลำ ส่วนกวางตุ้งมักใช้เทคนิคการปรุงเพื่อคงความสดใหม่ของอาหาร มีการใช้น้ำมันหอยและผักมาก อาหารก็เช่น ติ่มซำ หมูหัน เป็ดย่าง ขณะที่อาหารแต้จิ๋วคล้ายๆ จีนกวางตุ้งแต่เน้นทะเลมากกว่า และแน่นอนเจ๊ดการ์เด้นมีอาหารทะเลที่สดใหม่ไม่ว่ากุ้งหรือปลาจับมาสดๆ ตัวเป็นๆ

เมนูพระเอกของร้านที่มาแล้วต้องสั่งคือ “เป็ดปักกิ่ง” นอกจากอร่อยแล้วยังเป็นเมนูที่หลายคนมีความสุขกับการกิน คือต้องกินคู่กับเครื่องเคียงที่มีแผ่นแป้ง ผัก เป็ดปักกิ่ง และน้ำจิ้ม เวลากินต้องเอาแผ่นแป้งห่อเป็ดปักกิ่ง ผัก และราดด้วยน้ำจิ้มก่อน หนังเป็ดกรอบและมีความชุ่มของน้ำมันจากหนังเป็ด มีกลิ่นหอม น้ำจิ้มข้นกำลังดี

ช่วงนี้โปรโมชั่น จันทร์-ศุกร์ ยกเว้นวันเสาร์ อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์ 1 ตัว ราคา 333 บาท จากปกติ 690 บาท อ้อ…ราคาโปรโมชั่นนี้มา 1-5 คน ได้ 1 โปรโมชั่น ถ้ามา 6 ขึ้นไปถึง 10 คนก็จะได้อีก 1 โปรโมชั่น ติ่มซำของร้านก็อร่อยมีเฉพาะกลางวัน ช่วงนี้โปรโมชั่น ลด 30% จันทร์-ศุกร์ ยกเว้นวันเสาร์ อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์เช่นกัน

ว่าแต่เวลาสั่งเป็ดปักกิ่งของเจ๊ดการ์เด้นจะไม่ได้มาเป็นตัวใหญ่ๆ พนักงานเสิร์ฟจะแล่เฉพาะหนังมาเสิร์ฟ ส่วนเนื้อเป็ดลูกค้าจะให้ทางร้านแล่เอากลับไปบ้านก็ได้ หรือจะให้เอาเนื้อเป็ดไปปรุงเมนูอื่นที่มีอยู่ 10 เมนู แต่สามารถทำได้ 2 เมนู และต้องจ่ายเพิ่มตามเมนูที่ร้านกำหนด เช่น บันเบอร์เกอร์เนื้อเป็ด 200 บาท บะหมี่คั่วเนื้อเป็ด 200 บาท เป็นต้น

เมนูหมูกรอบที่มาพร้อมหมูแดงก็ดีงาม มีทั้งมันทั้งเนื้อผสมกัน หนังกรอบกำลังดี ซอสน้ำจิ้มรสกลมกล่อมเต้าหู้ทอดคั่วพริกเกลือก็แปลกดี เต้าหูทอดที่ข้างนอกกรอบนิดๆ ส่วนข้างในเนื้อนุ่ม พริกเกลือสูตรทางร้านโดยเฉพาะ เป็นเต้าหู้คั่วเกลือก็จริงแต่รสชาติไม่เค็มเกินไป

ไรวินท์ ฟูวงศ์เจริญ ทายาทเจ้าของร้าน บอกว่า เจ๊ดการ์เด้นเปิดร้านมาตั้งแต่ปี 2523 โดยคุณย่าของเธอมีความสามารถในการทำอาหารจีนได้หลากหลาย และคุณพ่อของเธอได้รับการถ่ายทอดการทำอาหารมาจากคุณย่า พอคุณย่าเสียคุณพ่อก็สืบต่อกิจการมาจนถึงปัจจุบัน มีการพัฒนาและสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ตลอดเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าทุกเพศทุกวัยและทุกสไตล์

“ทุกวันนี้เจ๊ดการ์เด้นขยายอีก 2 สาขา ได้แก่ ที่โครงการบีไฮฟ์ ไลฟ์สไตล์มอลล์ เมืองทองธานี ตรงข้ามมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยเปิดมาได้ 3 ปี อีกสาขาหนึ่งล่าสุดที่โครงการ The Jas Urban ศรีนครินทร์ เพิ่งเปิดมาได้ 4-5 เดือน เป็นร้านอาหารจีนที่ทุกคนเข้าถึงได้ อาหารอร่อย และราคาไม่แพง”

อยากกินอาหารจีนอร่อยๆ นึกไม่ออกว่าจะไปที่ไหน แนะนำเจ๊ดการ์เด้น ซึ่งสาขาแรกนี้อยู่ติดถนนอรุณอมรินทร์ เลยเชิงสะพานพระราม 8 นิดนึง ตรงข้ามเจ้าพระยา 3 อาบอบนวด ร้านมี 2 ชั้น มีห้องโถงและห้องที่เป็นส่วนตัว สอบถามได้ที่โทร. 02-434-1914

 

จากยอดดอยสู่บ้านเรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/528297

จากยอดดอยสู่บ้านเรา

จากยอดดอยสู่บ้านเรา มื้อเบาๆ กับวัตถุดิบจากโครงการหลวง ยำปลาเวียดนามกับข้าวเกรียบ

ครอบครัวของผู้เขียนมีร้านอาหารเวียดนามที่รับประทานประจำตั้งแต่เด็กจนเข้าวัย 40 ก็ยังไปรับประทานที่ร้านอยู่บ่อยๆ ทุกครั้งที่คิดถึงอาหารเวียดนาม ตามไปกินตั้งแต่เป็นร้านเล็กๆ สาขาหนึ่งอยู่ตรงแจ้งวัฒนะ แต่สาขาที่ชอบที่สุดและรับรู้ได้ถึงความตั้งใจของคนทำอาหารคือ Le Dalat แถวสุขุมวิท

ทันทีที่รถเลี้ยวเข้ามาในร้าน เสมือนว่าหลุดเข้ามาอยู่อีกโลกหนึ่ง ความร่มรื่นของต้นไม้และความสวยงามของบ้านเก่าหลังคาสไตล์จีน ยิ่งเปิดประตูเข้าไปแล้วยิ่ง “อิน” เรียกว่าความรู้สึกก็เวียดนามแล้ว อาหารจะขนาดไหน

จานที่ชอบรับประทานที่สุดคือ ยำปลาเนื้อขาวที่ไม่มีที่ไหนเหมือน มีหัวหอมใหญ่รองก้นจาน รสชาติหวานเพราะเหมือนผ่านความร้อนนิดๆ ด้านบนเป็นปลาเนื้อขาวแล่มาบางๆ เหมือนไปนึ่งมามากกว่าลวก เพราะจากลักษณะชิ้นของเนื้อปลาที่แผ่อยู่บนหัวหอมใหญ่ เท่านั้นยังไม่พอความอร่อยของยำปลานอกจากรสชาติเปรี้ยว หวาน เค็มกลมกล่อมดีแล้ว ยังได้รสของผักชีฝรั่งที่ซอยบางๆ มาแบบไม่อั้น กินคู่กับข้าวเกรียบกุ้งทอดใหม่ๆ ได้เนื้อสัมผัสที่ตัดกันช่วยเสริมให้จานนี้น่าสนใจ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ถ้าพูดถึงยำเวียดนามยังมีอีกร้านหนึ่งที่เด็ดไม่แพ้กัน ร้านตงกิ๋น-อันนัม แถวๆ ท่าเตียน เขามีอาหารจานยำเวียดนามหลากหลายเมนู จุดเด่นคือการสับ ซอย หั่นผักหลากหลายชนิดให้ลิ้นได้รับรสของสมุนไพรแตกต่างกันออกไปในยำจานเดียว เป็นเสน่ห์การกินยำที่เป็นประสบการณ์ที่ดีที่ต้องขอลอกการบ้าน ที่สำคัญยำเวียดนามยังเสริมรสชาติให้จัดจ้านน่าอร่อยด้วยพริกไทยดำบดใหม่ๆ จนได้รสชาติแตกต่างจากยำทั่วๆ ไปที่ใช้พริกสดอร่อยจนยกนิ้วให้เจ้าของสูตรจริงๆ

ฉบับนี้ผู้เขียนขอนำเอาความอร่อยของยำเวียดนาม ที่ผู้เขียนชอบทั้งสองร้านมาดัดแปลงเป็นยำเบาๆ สร้างความสดชื่นให้กับการรับประทาน ดึงเอายำปลาเนื้อขาวสดๆ ลวกให้เด้งๆ สุกกำลังดี ยำแบบเปรี้ยว เค็มหวาน คู่กับหัวหอมใหญ่ซอย ผักชีฝรั่งซ่าๆ น้ำยำที่ว่ามีทั้งพริกสดซอยแล้วโรยด้วยพริกไทยดำ

ขาดไม่ได้ต้องกินคู่กับข้าวเกรียบ แต่เพื่อไม่ให้รสจัดจนเกินไป ขอเลือกเป็นข้าวเกรียบโครงการหลวง ตราดีอร่อย ที่มีให้เลือกถึง 3 รสชาติ สูตรแครอต สูตรฟักทองและสูตรเห็ดหอมที่เข้ากับยำจานนี้ของเราได้เป็นอย่างดี

 

แมคพาย คาเฟ่ มุมสบายในอ่อนนุช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/528296

แมคพาย คาเฟ่ มุมสบายในอ่อนนุช

หลีกหนีความวุ่นวายของเมืองมาหย่อนตัวลงพักผ่อนในร้านอาหารเปิดใหม่คอนเซ็ปต์แสนเก๋ ในชื่อเท่ๆ ว่า แมคพาย (Magpie Cafe) ในย่านอ่อนนุช คาเฟ่นี้เกิดจากแรงบันดาลใจจากการเดินทาง และต้องการบอกเล่าประสบการณ์ผ่านอาหารและเครื่องดื่มของ นพปฎล พหลโยธิน ดีไซเนอร์เครื่องตกแต่งบ้านของจิม ทอมป์สัน ออกมาเป็นคาเฟ่ที่นำเสนอคอนเซ็ปต์โมเดิร์น แต่แฝงกลิ่นอายของวินเทจด้วยของประดับตกแต่งและสีสันที่ตัดกัน

ทันที่ได้เปิดประตูทางเข้าที่เหมือนจะแคบ แต่พบว่ายิ่งเดินลึกเข้าไปพื้นที่ของร้านจะค่อยๆ กว้างขึ้น อาจจะด้วยเพดานสูงโปร่งบวกกับคอนเซ็ปต์ของการแต่งร้านชั้นล่างจะเน้นสีเขียว-ขาว ทำให้รู้สึกอบอุ่นและสบายตา แต่ไม่ทิ้งความคลาสสิกด้วยโต๊ะหินอ่อน เก้าอี้โซฟาบุด้วยผ้าสีเขียวและลายใบไม้ สะดุดตากับลวดลายเพนต์มือบริเวณผนัง ขณะอีกด้านหนึ่งเป็นกระจกเพิ่มความสว่างสดใสให้กับร้าน และร่มรื่นด้วยต้นไม้ ดอกไม้ ที่วางอยู่รอบๆ ร้าน ขณะที่ชั้นลอยเป็นมุมที่เงียบสงบ ใช้คอนเซ็ปต์การตกแต่งกึ่งร้านอาหารกึ่งเลานจ์ เลือกใช้สีสันที่ตัดกัน ใช้เหลี่ยมมุมเรขาคณิตสร้างความเท่และสุขุมให้พื้นที่ เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งจึงต้องมีความเก๋ที่พอดีกัน

ร้านอาหารน้องใหม่แห่งนี้ มีการทดสอบทดลองและฟังความคิดเห็นจากลูกค้าเพื่อพัฒนาสูตรอาหารให้เข้าที่และดีที่สุด จึงมีการปรับเปลี่ยนจนลงตัว จากเดิมที่ตั้งใจจะเป็นเพียงร้านกาแฟ จึงเพิ่มเมนูอาหารเวสเทิร์นเข้ามา จากนั้นจึงเพิ่มอาหารไทย อาหารสไตล์โฮมมี่ฟิวชั่นและเบเกอรี่ที่ทำสดใหม่ทุกวัน นอกจากนี้ยังมีกาแฟและชานำเข้าจากต่างประเทศ ที่โดดเด่นเพราะเจ้าของจะคัดเลือกมาจากประเทศที่เขาเดินทางไปถึง ซึ่งจะทำให้ชาที่นี่หมุนเวียนและแปลกใหม่มาให้คนรักชาได้เลือกดื่มกัน

มาถึงสูตรเมนูอาหารของที่นี่ จะมีทั้งอาหารที่รับประทานง่ายและเร็ว อย่างเมนูเส้นสปาเกตตี สลัด สเต๊ก ซึ่งเมนูที่โดดเด่นก็จะมีเมนูฟิวชั่นสุดครีเอท สปาเกตตี ข้าวซอย ที่ทางร้านนำเส้นไปคลุกกับเครื่องเทศจนเข้ากัน เสิร์ฟแบบขลุกขลิก จานเมนคอร์สที่น่าลิ้มลองอีกหนึ่งจาน คือ Salmon Steak เสิร์ฟคู่ซอสโหระพา จุดเด่นของจานนี้ก็นอกจากจะใช้ปลาแซลมอนสดจากนอร์เวย์แล้ว ยังใช้งาดำท็อปทั่วชิ้นปลา จากนั้นนำไปจี่จนงาดำติดกับเนื้อปลา และความสุกของเนื้อปลาชุ่มฉ่ำกำลังดี กินกับผักที่เสิร์ฟมาในจาน ทำให้ได้ทั้งรสเค็มติดปลายลิ้น แต่แฝงความหวานและฉ่ำจากเนื้อปลาและผัก

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ต่อมาเหมาะกับกลุ่มเพื่อนที่มาหลายคน Slow Roasted Ribs ซี่โครงหมูอบในซอสบาร์บีคิว เป็นจานหลักที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดจานหนึ่ง ด้วยซอสหมักกับซี่โครงที่ออกรสหวานนิดๆ นำไปอบจนเนื้อรุ่ยออกกระดูกอย่างง่ายดาย เสิร์ฟมาในเขียงไม้ขนาดใหญ่ เคียงมาด้วยมันฝรั่ง ข้าวโพดปิ้ง และเพิ่มความกลมกล่อมด้วยมะนาว

สำหรับใครที่อยากนั่งพักและผ่อนคลายไปกับเครื่องดื่มดีๆ แนะนำเซตชาร้อนที่เสิร์ฟมาพร้อมคุกกี้ ซึ่งเซตชามีให้เลือกหลากหลาย เพราะคัดสรรชาชั้นดีจากต่างประเทศ หมุนเวียนตามฤดูการเดินทางของเจ้าของร้าน รับประทานคู่กับเมนูขนมหวานและเบเกอรี่โฮมเมดที่ทางร้านล้วนทำสดใหม่ทุกวัน

แนะนำเมนูซิกเนเจอร์อย่างบานอฟฟี่รสหวานน้อยกำลังดี และเค้กแครอตที่เนื้อเค้กอัดแน่นด้วยคุณประโยชน์จากถั่วนานาชนิด ทำให้ได้รสสัมผัสที่นุ่มและกรุบกรับ หรือจะดื่มกาแฟเย็นรสชาตินุ่มนวลให้ความสดชื่นยามสายก็ได้เช่นกัน

สายสุขภาพ ก็มีสมูทตี้ที่ให้ความสดชื่นและดีต่อสุขภาพมาให้ได้ชิมด้วยเช่นกันกับแก้วที่ชื่อว่า Smoothie Detox ที่รวบรวมคุณประโยชน์ของผักโขมรวมกับกล้วยและมะม่วง เพิ่มความหวานจากธรรมชาติและส่งกลิ่นหอมจากเสาวรส เรียกว่าเมนูนี้ได้คุณค่าจากผักและความหวานจากผลไม้เสิร์ฟเย็นๆ ชื่นใจ

ร้านแมคพาย คาเฟ่ โดดเด่นอยู่หัวมุมถนนปากซอยอ่อนนุช 28 ถนนสุขุมวิท 77 เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีอ่อนนุช เปิดให้บริการวันอังคาร-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. (ร้านหยุดทุกวันจันทร์) โทร. 02-116-1670 หรือFacebook.com/magpiecafebkk