ทาโก้ จิตวิญญาณของเม็กซิกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/528295

ทาโก้ จิตวิญญาณของเม็กซิกัน

ทาโก้ (Taco) เป็นวัตถุดิบหลักของอาหารเม็กซิกัน ที่จะช่วยสร้างสรรค์ให้แต่ละเมนูนั้นสนุกสนาน น่าสนใจ และเพิ่มความอร่อยล้ำได้มากยิ่งขึ้น

อันที่จริงแล้วทาโก้ทำจากข้าวโพดและแป้งสาลี บ้างก็จะเรียกว่าแป้งตอร์ตีญ่า (Tortilla) ที่เห็นกันจนคุ้นตาจะเป็นแป้งกรอบๆ แผ่นเล็กๆ ขนาดพอดีคำ หรือเท่ากับขนมเบื้องในบ้านเรา แล้วก็เพิ่มความพิเศษและแตกต่างจากการใส่เครื่องลงไป ไม่ว่าจะเป็นไก่ เนื้อ หมู ซีฟู้ด ไส้กรอก หรือแล้วแต่คนทำจะพลิกแพลงให้มันเป็นได้ 108 ทาโก้ก็ยังได้ ก่อนจะปรุงด้วยเครื่องเทศของเม็กซิกันต้นตำรับ

สิ่งที่มาเสริมทัพให้กับรสชาติอย่างมะเขือเทศ ข้าวโพด หอมแดง ผักชี กะหล่ำปลี หรืออโวคาโด บางครั้งนึกสนุกก็จับทุกอย่างใส่รวมกัน ก่อนปิดท้ายความอร่อยด้วยซอสสูตรพิเศษของเม็กซิกันต้นตำรับที่ให้รสชาติเผ็ดร้อน บางทีก็ใช้ซอสซัลซ่า และซาวครีม แล้วอย่าลืมเรียกหาความสดชื่นด้วยการบีบมะนาวลงไปเล็กน้อยแล้วคุณจะได้สัมผัสความอร่อยที่ไม่รู้ลืมทีเดียว

ต้นกำเนิดของทาโก้นั้นไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด แต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นว่าเป็นอาหารที่ชาวเม็กซิกันนิยมรับประทานกันมาตั้งแต่ต้นปี 1880 ซึ่งก่อนหน้านั้นยังไม่มีใครรู้จักเท่าที่ควร แต่จะรู้จักกันดีในหมู่ของชนพื้นเมือง ในหลักฐานยังบ่งบอกอีกว่าผู้ริเริ่มทำทาโก้แรกๆ คือชนพื้นเมืองของเม็กซิโกอย่าง ชาวแอซเท็ค (Aztec) ชาวมายัน (Mayans) และชนพื้นเมืองชาวลาตินอเมริกา

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ในยุคเริ่มแรกชนพื้นเมืองเหล่านี้จะใช้หินแท่งกลมๆ ในการนวดแป้งจนเป็นแผ่นบางขนาดใหญ่ ก่อนที่จะพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงมาในภายหลัง จากนั้นก็จะนำไปปรุงเข้ากับเครื่องเทศอื่นๆ จนกลายเป็นของที่คู่สำรับอาหารเม็กซิกันในเวลาต่อมา

คำที่เรียกแป้งนี้ว่า ทาโก้ นั้น เริ่มต้นจากที่ชาวแอซเท็คเริ่มเรียกแป้งนี้ว่าทลาโก (Tlaco) ชื่อนี้ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ก่อนจะค่อยๆ เพี้ยนมาเป็นคำว่า ทาโก้ (Taco) ซึ่งทำให้เป็นที่คุ้นหูและเป็นภาษาที่เรียกง่ายสำหรับชาวยุโรป

หลังได้รับความนิยมแพร่หลายในประเทศเม็กซิโก ไม่นานนักก็เริ่มขยายออกไปนอกประเทศ โดยทาโก้นั้นเริ่มมาตีตลาดในยุโรปเมื่อหลายพันปีมาแล้ว โดยปรากฏในหนังสือพิมพ์ของสหรัฐในปี 1905 ทำให้เป็นที่แพร่หลายในสหรัฐ ก่อนจะขยายไปให้ชาวโลกได้รู้จักกัน

“ในความรู้สึกของผม ผมว่าทาโก้คือจิตวิญญาณของผู้คนชาวเม็กซิกัน ผมจำประวัติไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจำได้ดีคือผมเห็นและกินทาโก้มาตั้งแต่สมัยยังเด็ก มันเริ่มต้นมาจากข้าวโพด แล้วนำมาทำเป็นแป้งตอร์ตีญ่าแล้วนำมาใส่กับอะไรก็ได้ กินกับอะไรก็ได้ ก็เหมือนกับที่คนไทยกินข้าวจะกินกับอะไรก็ได้ ซึ่งแล้วแต่คนจะครีเอท จะใส่อะไรลงไป เป็นได้ทั้งเมนูหลัก และเมนูกินเล่น”

จิมมี่ โรจัส โลเปซ หนุ่มเม็กซิกันเจ้าของร้านทาโก เชล่า บาย มิคเคลเลอร์ ร้านอาหารเม็กซิกันบอกเล่าสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันที่มีต่อทาโก้ ถึงขั้นที่นำมาเป็นชื่อของร้าน

“แป้งทาโก้ของชาวเม็กซิกันจะมีหลายสี ไม่ว่าจะเป็นสีขาวที่ทำมาจากแป้งสาลี สีเขียวมาจากถั่ว แต่ต้นตำรับจริงๆ จะทำมาจากข้าวโพดหลากสายพันธุ์ และหลายสีสัน จะมีทั้งสีม่วง สีเหลือง สีเขียวสีขาว กระทั่งสีดำ ซึ่งสะท้อนให้เห้นถึงความสนุกสนานของคนเม็กซิกัน ส่วนไซส์จะมีด้วยกันหลากหลาย ตั้งแต่ไซส์ขนาดใหญ่ที่ทำกินกันที่บ้าน แต่ตามร้าน ตามสตรีทฟู้ดจะเป็นอันเล็กๆ”

วันนี้เราเริ่มต้นเมนูเม็กซิกันด้วยPork Alambre แป้งทาโก้ที่ยัดไส้ด้วยการผสมกันระหว่างแฮม เบคอน และก็หมูหมัก ร่วมกับพริกสามสีของเม็กซิกันนำมาผัดรวมกัน จากนั้นนำมาวางไว้บนแผ่นทาโก้ รสชาติกลมกล่อมถูกปากคนไทย หอมกลิ่นพริกไทย และออริกาโน่ รวมถึงเครื่องเทศแบบเม็กซิกัน

ต่อด้วยเมนูซิกเนเจอร์ของร้านอย่าง Beef steak จะเลือกใช้เฉพาะเนื้อแดงนำเข้าจากต่างประเทศนำไปย่าง แล้วเอามาหั่นเป็นลูกเต๋าเล็กๆ จากนั้นก็นำไปผัดกับเครื่องเทศเม็กซิกัน ไร้กลิ่นคาว ได้ความนุ่มของเนื้อย่าง รสชาติยิ่งถูกปากโดนใจ กินคู่กับซอสซัลซ่า สามารถเลือกกินได้ทั้งทาโก้แป้งข้าวโพด และทาโก้แป้งสาลีสีขาว เพิ่มชีสเข้าไปอีกหน่อยอร่อยชัวร์

เมนูต่อมา Pork Chorizoแป้งทาโก้ห่อไส้กรอกโชริโซ ผสมกับเนื้อหมูบด เพื่อเพิ่มรสชาติ และความสดชื่นควรบีบน้ำมะนาวลงไปสักหน่อย อร่อยอย่าบอกใคร

อีกเมนูสำหรับคนไม่กินหมู ไม่กินเนื้อ Fried Shrimp Taco แป้งทาโก้ห่อไส้ด้วยกุ้งลายเสือชุบแป้งทอดแบบกรอบๆ เสิร์ฟคู่กับซอสซัลซ่า เพิ่มความสดชื่นด้วยการบีบมะนาวเช่นกัน

ตบท้ายด้วย Pork Taco หมูสามชั้นตุ๋นกับเครื่องเทศ หั่นเป็นชิ้น วางบนแป้งทาโก้ เพิ่มลูกเล่นด้วยการหั่นสับปะรดเป็นชิ้นบางๆ ลงไป ยิ่งทำให้รสชาติชัดเจน

สัมผัสความสนุกสนาน และรสชาติความเป็นเม็กซิกันผ่านแป้งทาโก้ได้ที่ร้านทาโก เชล่า บาย มิคเคลเลอร์ ซอยอารีย์สัมพันธ์ 1 เปิดบริการทุกวัน เวลา 17.00-23.00 น. โทร. 06-5550-7828 FB : tacochelabkk

 

โอชา ร้านอาหารไทยร่วมสมัยชั้นเลิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/415848

โอชา ร้านอาหารไทยร่วมสมัยชั้นเลิศ

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

โอชา (Osha) ร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโกที่โด่งดังกว่า 17 ปี พร้อมเสิร์ฟอาหารสไตล์โมเลคูล่า แกสโทรโนมี  (Molecular Gastronomy) ที่ยังคงรสชาติจัดจ้านแบบต้นตำรับอย่างไทยไว้ครบถ้วนในใจกลางกรุงเทพฯ บนถนนวิทยุ แยกสารสิน

ภายในร้านตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์โทนสีเข้มตัดกับสีเหลืองทอง ถ่ายทอดความเป็นร้านอาหารไทยร่วมสมัยชั้นเลิศ ด้วยการนำแชนเดอเลียร์รูปชฎาขนาดใหญ่มาตกแต่งบริเวณบันไดทางขึ้นชั้น 2 ที่สั่งทำเป็นพิเศษ ให้ความรู้สึกราวกับนั่งรับประทานอาหารพร้อมชมมหรสพชั้นสูงไปด้วย

เรียกน้ำย่อยด้วยเมนูปลาหมึกไข่เค็ม (Squids & Salted Egg) ที่ชื่อแสนธรรมดา แต่เชฟนำปลาหมึกทอดมาคลุกเคล้ากับไข่เค็มไชยา ปรุงรสด้วยเนยสด กระเทียม และน้ำมันมะกอก จัดวางไว้อย่างสวยงามบนภาชนะสุดเก๋ เพิ่มความสนุกสนานด้วยการรมควันกลิ่นมะพร้าวคั่วไว้ด้านล่าง เมื่อรับประทานเข้าไปจะได้กลิ่นหอมของมะพร้าวคั่วรมควัน

เมนูโอชาซิกเนเจอร์ล่าสุดที่ได้แรงบันดาลใจจากดอกไม้ไทยมาในเซต Osha-The Floral Set ชื่อเมนูยำหอยเชลล์น้ำฟักข้าว (Osha Ocean & Flora Salad) ให้ทั้งความสดชื่นและความนุ่มอร่อยจากเนื้อหอยเชลล์จากฮอกไกโด รสหวานของหอยเข้ากันกับน้ำยำที่ผสมผลฟักข้าวกินคู่กับสมุนไพรสด กลีบดอกไม้ และน้ำมันผักชี

สำหรับเมนูเครื่องดื่มสุดเก๋ ใช้รัมไทยเป็นส่วนผสมหลัก ซิกเนเจอร์ค็อกเทลอย่าง Osha Chada (โอชา ชฏา) ที่เสิร์ฟมาอย่างยิ่งใหญ่ ประกอบด้วยน้ำเสาวรส น้ำแอปเปิ้ล วานิลลาไซรัป น้ำมะนาว และรัมสัญชาติไทย ให้รสชาติเข้มข้น หรือจะเป็นม็อกเทลสีสวยสูตรใหม่ที่ใช้ซาน เพลลิกริโน สปาร์กกลิ้ง เนเชอรัล มิเนอรัล วอเตอร์ ผสมรสเปรี้ยวสดชื่นจากเลม่อน และหอมหวานจากผลไม้สดจากหลายชนิด

ร้านโอชา เปิดทุกวัน 2 ช่วงเวลา คือ 11.00 – 14.30 น. และ 18.00-24.00 น. โทร. 02-256-6555 เว็บไซต์ www.Oshabangkok.com อีเมล Reservations@Oshabangkok.com

 

หลังไหว้เจ้า แล้วเรายังมีกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/415844

หลังไหว้เจ้า แล้วเรายังมีกิน

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

กลับมาเขียนอีกครั้งครับหลังจากที่หายไปหลายปี ปกติผมจะมีคติว่า ม้าดีต้องไม่กินหญ้าที่เดิม แต่เผอิญผมเป็นม้าแก่ ไปไหนไกลไม่ไหว ต้องกินหญ้าที่เดิม ก็เหมือนเขียนที่เดิมดีกว่านั่นแหละครับ

ผมไม่ได้ถือฤกษ์ ยาม อะไรมากมาย แต่เกิดพอดีกับตรุษจีนหรือปีใหม่จีนที่เพิ่งผ่านไปไม่กี่วันนี้ ก็ถือเอาเป็นเรื่องใหม่ไปด้วย จำง่ายดี แล้วก็น่าจะเป็นเรื่องวันตรุษจีนด้วย ความที่ผมสอบ Entrance ติด เข้าไปสู่สังคมผู้สูงอายุได้อย่างสง่าผ่าเผย (ไม่ใช่เข้าได้ง่ายๆ) จึงเคยเห็นวันตรุษจีนมานาน ความหมายของวันตรุษจีนเมื่อสมัยก่อนกับสมัยนี้เหมือนกัน มีวันจ่ายใช้เงินเหมือนเดิม วันไหว้ก็ยังไหว้เจ้าที่ภายในบ้าน ไหว้บรรพบุรุษ ไหว้ผีนอกบ้าน ยังเหมือนเดิม รวมทั้งอาหารเครื่องเซ่นไหว้ก็ยังเหมือนเดิม เด็กๆ ลูกหลาน ก็ยังได้ซองอั่งเปาจากผู้ใหญ่

เมื่อก่อนนั้นลูกหลานจีนมักจะชวนเพื่อนๆ คนไทยจากที่โรงเรียนบ้าง จากข้างบ้านบ้าง เข้าไปกินอาหารมื้อกลางวัน หลังจากไหว้เจ้าเสร็จแล้ว กินอย่างสนุกสนานมาก บางทีสนุกเลยเถิด แอบกินเหล้าที่เป็นของไหว้ด้วย

ตามประเพณีพอขึ้นวันปีใหม่จะหยุดปิดบ้านหลายวัน ถึงไม่ไปเที่ยวที่ไหนก็หยุดอยู่นิ่งๆ ไม่ทำงาน ร้านรวงปิดหมด แม้กระทั่งร้านอาหาร ลูกจ้างได้แต๊ะเอียแล้วกลับบ้าน สมัยก่อนลูกจ้างชาวอีสานจะได้หยุดยาวก็เป็นตอนตรุษจีนที่แหละ

ย่านที่จะเห็นความเป็นตรุษจีนชัดเจนที่สุดก็มีแถวสำเพ็ง เยาวราช สะพานหัน ที่สะพานหันนั้นเป็นย่านขายผ้าที่เคยคึกคัก ไม่เคยหลับใหล จะเงียบสงัดเหมือนป่าช้า แม้กระทั่งร้านแขกขายผ้า ผมเคยเห็นป้ายหน้าร้านของร้านแขกขายผ้า ที่เขียนว่าด้วยพรของเทพผู้เป็นเจ้า จึงขอปิดร้านหนึ่งอาทิตย์ แล้วเทพผู้เป็นเจ้าของฮินดูไปตีมือ Give me five กับเซียนฮ่องเต้ของจีนตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ นั่นเป็นบรรยากาศของวันตรุษจีนครับ

สมัยนี้ความหมายหรือการนับเป็นวันปีใหม่จีนยังเหมือนเดิม แต่การปฏิบัติไม่เหมือนเดิม ตรุษจีนที่เคยเงียบเหงา อดอยากหาของกินไม่ได้ ไม่มีอีกแล้ว ยังเปิดคึกคักเป็นปกติ

การที่วันตรุษจีนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนั้น ผมว่าเป็นเพราะไปหยุดยาวเอาตอนปีใหม่มาแล้ว แล้วยังมีคิวต่อตอนสงกรานต์อีกด้วย พ่อแม่จะพาลูกๆ ไปเที่ยวไหนก็ไม่ได้เพราะโรงเรียนไม่ปิด อีกอย่างผมคิดเล่นๆ ว่า อาจจะเป็นเพราะป้ายที่เห็นเกลื่อนเมืองในวันตรุษจีนนั่นก็ได้ ที่เขียนว่า ซินเซียยู่อี่ เซ็งลี้ฮวดไช้ ความหมายคือตรุษจีนหรือปีใหม่ขอให้เซ็งลี้ แต่ก็ถ้าปิดร้านไม่ค้าขายแล้วจะเซ็งลี้ฮ้อได้อย่างไร

มาถึงเรื่องอาหารการกินครับ เมื่อก่อนของเซ่นไหว้ที่จะให้ครบ ต้องมีไก่ต้ม เป็ดต้ม ปลานึ่ง หมูสามชั้นต้ม หมี่ผัด หน่อไม้จีนต้มกับไก่ ผลไม้ก็มี ส้ม แอปเปิ้ล สาลี่ กล้วยหอม เมื่อไหว้เจ้าเสร็จ
เจ้า บรรพบุรุษ ผี กินกันอิ่มแล้ว ก็เป็นหน้าที่คนกิน กินมื้อแรกก็ดีเพราะนานๆ กินที แถมพร้อมหน้าพร้อมตา มื้อที่สองเริ่มไม่มีใครช่วยกินแล้ว พอมื้อที่สามชักไม่ไหว ทิ้งก็ไม่ได้ ให้ใครก็ไม่มีใครเอา เพราะมีเหมือนๆ กัน และรู้ว่าเป็นของเหลืออีกด้วย คนจีนจึงมีวิธีแปรรูปเปลี่ยนสภาพเสียใหม่ ไก่ และเป็ด เอามาสับแล้วรวนเค็มใส่เกลือหรือใส่ซีอิ๊ว บางคนทำแบบเอาน้ำใส่แล้วเคี่ยวไปเรื่อยๆ พอน้ำงวดไก่ก็นิ่ม บางคนใช้ผัดกับน้ำมัน หรือบางคนเอาไปต้มเคี่ยวใส่ผักเป็นจับฉ่าย หมูสามชั้นเอาไปเคี่ยวต่อใส่ถั่วลิสง หรือเอาไปทอดเป็นหมูกรอบ เป็นการเปลี่ยนรสชาติใหม่ ซึ่งทำกันมานานแล้ว

 

ผมก็เคยชินแบบนั้นมานานก็หาวิธีใหม่ หนีแบบเก่าไปเรื่อยๆ มันเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำอาหารกินเอง ที่ส่วนใหญ่เป็นโรคเสียดายของหรือขี้เหนียว ผมก็มีแบบของผม หมี่ผัดเหลือเมื่อเอามาผัดอุ่นใหม่ ก็ใส่พริกชี้ฟ้าหั่นแฉลบ หมูที่อยู่ในหมี่ผัดมันลดน้อยไป ก็เอาเบคอนไปหั่นเป็นชิ้นแล้วทอดพอกรอบใส่ลงไป ก็ได้หมี่ผัดอีกแบบหนึ่ง

ไก่กับเป็ดสำหรับเอาไปรวนเค็มนั้น เอาเฉพาะเนื้อจริงๆ ไปผัด ส่วน คอ ตีน ปีก ตูด กึ๋น กระดูกติดเนื้อไม่ทิ้ง ไก่เอาไปต้มรวมกับผักเป็นจับฉ่าย ส่วนเป็ดนั้นความที่มันมีรสของพะโล้ด้วย ก็ต้มทำเป็นน้ำแกงจืดไว้กินซดน้ำ เคี่ยวใส่น้ำเยอะๆ ใส่หอมใหญ่ มะเขือเทศ เกลือนิดหน่อย พอมันเปื่อยตามต้องการก็ใส่มันฝรั่ง หั่นเป็นชิ้น ที่ไม่ใส่ก่อนเพราะมันฝรั่งเมื่อเคี่ยวนานๆ แล้วมันยุ่ย จะกลายเป็นน้ำแกงจืดน้ำข้น ไม่อร่อย

หมูสามชั้นเมื่อตอนต้มไหว้เจ้านั้น ต้มเดี๋ยวเดียว มันจะยังเหนียวอยู่ ก็เอาไปต้มอีกครั้ง ตอนนี้ใส่รากผักชี พริกไทย กระเทียมจีน 2 กลีบ เกลือ เคี่ยวจนเปื่อย ขนาดหนังหมูนิ่ม ก็จะได้น้ำซุปไว้ทำแกงจืดตอนหลัง หมูสามชั้นที่เปื่อยแล้วนั้น เอามาหั่นเป็นชิ้นบางๆ กินกับน้ำจิ้ม ที่มีขิงสับ กระเทียมสับ เต้าเจี้ยว พริกขี้หนู ข้นไป ก็เติมซีอิ๊วขาว อร่อยไปอีกแบบกินกับข้าวต้มก็ดี

แอปเปิ้ลที่กินเป็นผลไม้นั้น จะเอามาทำเป็นแซนด์วิชแอปเปิ้ลตอนอาหารเช้าก็ได้ ปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นบางๆ เอาไปวางบนขนมปัง ที่ทาเนยรองก้นไว้ก่อนแล้ว ทาเพียงนิดเดียว แผ่นแอปเปิ้ลนั้นวางเรียงให้เต็มแผ่นขนมปัง เอาชีสแบบแผ่นหั่นเป็นเส้นวางสลับไปมาบนแผ่นแอปเปิ้ล แล้วโรยหรือเหยาะด้วยผงชินนามอนหรืออบเชยป่นนิดหน่อย เข้าเตาอบพอชีสเหลวออกเหลือง ขนมปังกรอบ ก็ใช้ได้

ตรุษจีนผ่านไปแล้ว ยังเก็บกินต่อๆ ไปได้อีก ไม่ต้องไปขวนขวายเสียเงินหาของกินใหม่ เมื่อไม่เสียเงินบ่อยๆ ก็จะมีเงิน ถึงตอนนั้นก็เซ็งลี้ฮวดไช้ได้เหมือนกันครับ

 

Banana Caramel Roll ทำกินเองง่ายๆ ที่บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/415691

Banana Caramel Roll ทำกินเองง่ายๆ ที่บ้าน

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

อาจมีหลายครั้งที่อยากทำขนมกินเองที่บ้าน แต่เกิดขี้เกียจประดิดประดอยอะไรมากมาย ไม่ว่าจะชั่งตวงวัดหรือผสมแป้ง นวดโดอะไรให้ยุ่งยาก หากมีขนมปังแผ่นสักถุง รับรองว่าสนองกิเลสความอยากรับประทานขนมจานร้อนได้ง่ายดาย ฉบับนี้ของเราจึงเป็นสูตรง่ายๆ ที่ใช้ขนมปังแผ่นหรือ Sandwich Bread กับขั้นตอนง่ายๆ เร็วๆ ที่จะกลายเป็นเมนูใหม่ๆ

อย่างเมนูนี้ Banana Caramel Roll ของเรา เป็นขนมจานร้อนๆ ใช้ขนมปังแผ่นห่อกล้วยให้แน่นนำเข้าอบให้กรอบด้วยเนยที่พาให้ไอน้ำในแผ่นขนมปังระเหยออกไป ช่วยให้ขนมปังกลายเป็น “Crust” กรอบๆ หอมคาราเมลจากน้ำตาลและอบเชยที่คลุกเคล้าอยู่ด้านนอก

กล้วยเป็นผลไม้ที่นิยมนำมาปรุงเป็นขนมจานร้อนมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ถ้าเลือกกล้วยที่สุกกำลังดี ความร้อนจะส่งผลดีให้กับกล้วย ความร้อนทำให้กล้วยนุ่มขึ้น กินร้อนๆ อร่อยนัก แถมยังส่งกลิ่นหอมๆ ขึ้น กลิ่นหอมของกล้วยยังเข้ากับความหอมของเนย ครีม ไข่ แป้ง เรียกว่าเป็นผลไม้ที่ตอบโจทย์ความเป็นเบเกอรี่ร้อนได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ หากในจานนั้นมีส่วนประกอบอื่นๆ กล้วยยังเข้ากับความเย็นของไอศกรีม และความขมผสมหวานของซอสคาราเมลอีกด้วย

หลังตรุษจีนแบบนี้ เชื่อว่าคุณผู้อ่านที่จัดโต๊ะไหว้ น่าจะมีกล้วยหอมที่สุกกำลังพอเหมาะสำหรับเมนูนี้ เดินไปร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ บ้าน พร้อมขนมปังสักถุง และไอศกรีมสักกระปุก ถ้าขยันหน่อย แนะนำซอสคาราเมลแบบเข้มข้นตามสูตรฉบับนี้ ทำใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็น เข้ากันกับเมนูขนมอีกหลายๆ เมนู

Bready Banana Caramel Roll ของเราทำได้ถึง 2 วิธี ไม่ว่าจะเป็นเตาอบ ทั้งแบบเตาอบขนาดใหญ่ หรือเตาอบขนาดเล็กแบบเตาติ๊งก็อบเมนูนี้ได้กรอบ หรือจะเป็นกระทะเคลือบ กลิ้งขนมปังที่ม้วนกล้วยหอมไปเรื่อยๆ จนเหลืองหอม ถือเป็นอีกเมนูที่อร่อยได้จริงโดยไม่ง้อเตาอบ

ทาเนยแล้วกลิ้งกับน้ำตาลทรายที่โรยอบเชยไว้ เมื่อโดนความร้อนน้ำตาลที่เคลือบด้านนอกจะกลายเป็นคาราเมลที่กลายเป็นน้ำตาลกรอบๆ เคลือบชิ้นขนมปังไว้อย่างเงางามชวนให้น่ารับประทานยิ่งขึ้นไปอีก

เมนูนี้เหมาะสำหรับเสิร์ฟร้อนๆ เข้ากับวิปครีมง่ายๆ แบบฉีดจากกระป๋องที่หาซื้อได้ทั่วไป หรือจะเป็นไอศกรีมก็ยิ่งเหมาะ เสมือน Honey Toast ยอดฮิต

เพิ่มความอร่อยขึ้นไปอีกนิดโดยใช้ซอสคาราเมลที่ทำไว้ ผัดเร็วๆ กับกล้วยหอมในกระทะหรือใส่ชามเข้าไมโครเวฟพออุ่นๆ ราดซ้ำลงไปอีก

Banana Caramel Roll กล้วยหอมม้วน

ส่วนผสม สำหรับ 2-3 ที่

ขนมปังแผ่นแซนด์วิช 6 แผ่น

เนยจืดทิ้งไว้ให้นุ่ม 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทรายป่น 4 ช้อนโต๊ะอบเชย 1/2 ช้อนชา

เสิร์ฟพร้อมกับ : วิปครีม กล้วยหอมสุก หรือไอศกรีมวานิลลา

วิธีทำ

อุ่นเตาอบให้ร้อนที่ 200 องศาเซลเซียส เตรียมถาดอบปูกระดาษไขไว้เพื่อให้ทำ ความสะอาดได้ง่ายขึ้นผสมน้ำตาลทรายและอบเชยตัดขอบออกจากแผ่นขนมปังรีดขนมปังให้บางลงเล็กน้อยม้วนกล้วยหอมที่ตัดให้มีขนาดพอดีกับความกว้างแผ่นขนมปัง ใช้ไม้จิ้มฟันกลัดไว้ทาเนยให้ทั่วผิวหน้าขนมปังที่ม้วนไว้ นำลงไปกลิ้งบนน้ำตาลอบเชยวิธีตั้งเตาอบ : อบที่ 200 องศาเซลเซียส จนขนมปังกรอบเหลือง ประมาณ 5-7 นาที นำออกมาพักไว้สักครู่ก่อนเสิร์ฟหรือหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ เสิร์ฟคู่กับกล้วยหอมผัดคาราเมล วิปครีม

วิธีจี่บนกระทะ : ตั้งกระทะเคลือบให้ร้อนที่ไฟกลาง กลิ้งโรลกล้วยหอมไปเรื่อยๆ จนผิวเป็นสีเหลืองทองและกรอบ

ส่วนผสม ซอสคาราเมล

น้ำตาลทราย 125 กรัม

น้ำสะอาด 50 กรัม

วิปครีม 75 กรัม

นมข้นหวาน 50 กรัม

เกลือป่น 1 ส่วน 8 ช้อนชา

เนยจืดเย็นจัด 75 กรัม

กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

วิธีทำ

ในหม้อเนื้อหนาๆ แนะนำเป็นหม้อสเตนเลส ผสมน้ำตาลทรายและน้ำสะอาด ตั้งไฟประมาณ 8 นาทีที่ไฟกลาง น้ำตาลจะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นคาราเมล หรี่ไฟอ่อนจนน้ำเชื่อมในหม้อกลายเป็นสีน้ำตาลอำ พันเติมวิปครีมลงไป พร้อมนมข้นหวานและเกลือป่น เคี่ยวต่อที่ไฟอ่อนประมาณ 5 นาที

ยกลงจากเตา เติมวานิลลาและเนยจืดเย็นจัดๆ ลงไปทีละน้อยคนไปเรื่อยๆ จนหมด ส่วนผสมจะเย็นตัวลง คนต่อไปให้เย็น ใส่ขวดสะอาดมีฝาปิด เก็บไว้ในตู้เย็นได้เป็นอาทิตย์ค่ะ

สำหรับกล้วยหอมผัดคาราเมล : ตั้งกระทะเคลือบให้ร้อน ใส่กล้วยหอมที่หั่นไว้แล้วลงไป เติมคาราเมลลงไปให้พอเคลือบชิ้นกล้วยหอม ปิดไฟ ยกลงจากเตา

 

กวยจั๊บยืนพื้น สุดยอดน้ำข้นรสชาติไม่ธรรมดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/415688

กวยจั๊บยืนพื้น สุดยอดน้ำข้นรสชาติไม่ธรรมดา

โดย…พาแลง

พาแลงกำลังตามหาร้านกวยจั๊บน้ำข้นอร่อยๆ ในละแวกธนบุรี มีเสียงร่ำเสียงลือว่าร้านย่านตลาดพรานนกมีกวยจั๊บรสเด็ด ชื่อร้านยืนพื้น ที่จุดเด่นของร้านนอกจากจะขายความเก๋า เพราะเปิดมานานกว่า 40 ปีแล้ว กิตติศัพท์ที่ได้ยินมาและมีคนท้าให้มาลอง ก็คือ น้ำซุปที่ข้นและรสอร่อยพอดีแทบไม่ต้องปรุงเพิ่ม

ร้านยืนพื้นอยู่ที่สี่แยกพรานนก เป็นห้องแถว 2 คูหา มีโต๊ะประมาณ 10 โต๊ะ ลูกค้าเริ่มแน่นร้านตั้งแต่เช้าทุกวัน ไฮไลต์ของร้านไม่ได้มีแค่ซุปน้ำข้นเท่านั้น แต่หมูกรอบสดใหม่หั่นชิ้นหนายังเป็นพระเอกของร้านนี้ด้วย เพราะแม้จะอยู่ในน้ำซุปความกรอบก็ยังไม่หายไป ใครที่เคยชินกับหมูกรอบแข็งชนิดเคี้ยวไม่ลงให้มาล้างความทรงจำที่ร้านนี้ได้เลย

สั่งกวยจั๊บน้ำข้นพิเศษไปหนึ่งชาม ซึ่งจะมีเครื่องให้เลือกตั้งแต่หมูกรอบ หมูต้ม เต้าหู้ เห็ดหอม ตับ ไส้ ไข่ต้ม ใครอยากใส่อะไรสั่งได้เลย น้ำกวยจั๊บหอมเครื่องเทศ เข้มข้นทั้งสีและรส (ควรชิมก่อนปรุง) เครื่องในต้มอย่างดีไม่มีกลิ่น และทุกชามได้เครื่องเยอะแบบไม่หวง สำหรับสาวๆ ชามเดียวก็เอาอยู่ สั่งกวยจั๊บชามธรรมดาราคา 45 บาท สั่งชามพิเศษราคา 50 บาท

นอกจากกวยจั๊บน้ำข้นแล้ว ร้านยืนพื้นยังมีข้าวหมูกรอบ ก๋วยเตี๋ยวหลอด และเปาะเปี๊ยะสดรสเด็ดๆ ด้วย ร้านเปิดวันอาทิตย์-วันพฤหัสบดี (หยุดทุกวันศุกร์) เวลา 06.30-19.00 น. จอดรถได้บริเวณที่จอดรถตลาดพรานนก หรือริมถนนอิสรภาพ โทร.08-1921-3780 หรือ 02-411-0301

 

Bready Instantly Breakfast Sandwich

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/414678

Bready Instantly Breakfast Sandwich

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ตอนใหม่ของเราในสัปดาห์นี้ เป็นซีรี่ส์ที่ผู้เขียนตั้งใจจะทำขึ้นมาเพื่อเอาใจคุณผู้อ่านที่ชอบซื้อขนมปังเเผ่น หรือที่เรียกว่า Sandwich Bread ไว้ติดบ้านขนมปังแซนด์วิชที่เเสนจะธรรมดา มักจะมีบทบาทเเค่ทาเเยมหรือเนย สอดไส้เเซนด์วิชธรรมดาๆ

Bread Ready Instantly ของเรา จึงเป็นซีรี่ส์ที่เกิดจาก Bread ชนิดขนมปังเเผ่นพร้อมใช้ตามชื่อ Ready Instantly อร่อยได้ในพริบตา ขนมปังเเผ่นนี่เเหละ นำมาดัดเเปลงให้เป็นเมนูได้หลากหลายอย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ เเล้วแคลอรีต่อเเผ่นไม่ได้มากมายอะไรนัก ไม่เกิน 200-250 แคลอรี/คู่เเซนด์วิช ยังเหลือที่ให้คุณผู้อ่านเพิ่มเติมสิ่งละอันพันละน้อยลงไปได้จนเกิดเป็นอาหารจานด่วนเเต่ไม่ทิ้งความอร่อย น่ารับประทาน เเละที่สำคัญ หน้าตาดูดีพอที่จะอวดชาวบ้านตามสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์กได้อย่างไม่อายใคร

สำหรับฉบับเเรก ขอเริ่มเเบบ “เบาะๆ”ด้วยเเซนด์วิชแฮมที่เรานิยมรับประทานกันในตอนเช้า หรือเเม้กระทั่งเป็นอาหารว่างระหว่างมื้อ เเทนที่จะเป็นเป็นเเซนด์วิชธรรมดา จับคู่ขนมปังประกบกับเเฮม เเต่เพิ่มความน่าสนใจโดยการจับมาชุบไข่ทอด กลายเป็น “French Toast” เเบบ Savoury หรืออาหารคาว ที่ใช้ชื่อว่า Breakfast Sandwich จากส่วนประกอบทั้งขนมปัง ไข่ เเฮมเเละนมคล้ายกับอาหารเช้าสไตล์อเมริกัน เพียงเเต่ถูกจับเเต่งตัวเสียใหม่ให้รับประทานได้ง่ายขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีวิธีทำที่ท้าท้ายขึ้นอีกหน่อย

ขนมปังที่เลือกมาใช้ได้หลากหลายทั้งขนมปังเเผ่นขาวไปจนถึงโฮลวีต ไม่จำกัดอยู่เเค่ขนมปังเเซนด์วิชเท่านั้น ยังปรับเป็นขนมปังได้เเทบทุกชนิด เเต่ละชนิดจะให้เนื้อสัมผัสเเละชุ่มฉ่ำในเนื้อขนมปังเเตกต่างกันออกไป เพราะชนิดของขนมปังที่มีรูพรุนมากจะดูดซับส่วนผสมของไข่ไก่ได้ต่างกันออกไป

สำหรับส่วนผสมไข่ไก่หรือ Royale ตามหลักการของ French Toast มีไข่ไก่ตีผสมกับนม ปรุงรสให้หอมเข้มข้นด้วยซอสปรุงรส เเต่งความหอมด้วยพริกไทย แอบเหยาะผงกะหรี่ลงไปเป็นเคล็ดลับความอร่อยที่ไม่บอกก็ไม่รู้ ปรุงรสมาเข้มข้นครบรสเเบบนี้ ไม่ต้องง้อซอสอะไรให้ยุ่งยาก ถ้าจะเพิ่มก็เเค่ซอสมะเขือเทศเเบบ “เบรกฟาสต์” เเท้ๆ

ไส้เเซนด์วิชไม่ได้จำกัดอยู่ที่แฮมเท่านั้นยังสามารถประยุกต์เป็นทูน่า เเซลมอนรมควันหรือเเม้เเต่ปูอัด เรียกว่าได้สารพัดตามที่มีอยู่ในตู้เย็น สูตรนี้เหมาะสำหรับทำร้อน กินร้อนๆ ถ้าจี่ที่ไฟกลางใช้เวลาเหมาะ ปริมาณเนยที่พอดีๆ ไม่มากหรือน้อยจนเยิ้มกระทะเคลือบ ขนมปังจะกรอบนอกที่ผิวเเละด้านในยังคงความนุ่มอยู่

ถ้าใครชอบชีส สามารถประยุกต์เป็นเเซนด์วิชเเฮมชีส เลือกชีสที่ชอบมาประกบขนมปังพร้อมกับแฮม ถ้าชีสอยู่ติดกับเเผ่นขนมปังจะช่วยให้ยืดเยิ้มได้ง่ายกว่า

วิธีอุ่นเเซนด์วิชนี้ไม่ยากเลย สามารถทำทิ้งไว้ เเล้วอุ่นในเตาติ๊งหรือเตาอบขนาดเล็ก พอให้ด้านนอกกรอบเเละด้านในอุ่นกำลังกิน

Cookool Breakfast Sandwich

สำหรับ 2-3 ที่

ขนมปังเเซนด์วิช 6 เเผ่น

ไข่ไก่ 3 ฟอง

นมข้นจืด 3 ช้อนโต๊ะ

ซอสปรุงรส (เเม็กกี้) 2-3 เหยาะ

เกลือป่น 1 ส่วน 8 ช้อนชา

พริกไทยดำป่น 1 ส่วน 8 ช้อนชา

ผงกะหรี่ 1 ส่วน 4 ช้อนชา

พาสลีย์สับละเอียด หยิบมือเล็กๆ

เนยจืด สำหรับจี่ 2-3 ช้อนชา

แฮมเเบบเเซนด์วิชเเฮม หรือโทสต์เเฮม 6 เเผ่น เสิร์ฟพร้อมกับ ผักสลัด มะเขือเทศ ตามชอบ

วิธีทำ

• ผสมไข่ไก่ นมข้นจืดเเละเครื่องปรุงทั้งหมดตีให้เข้ากันด้วยตะกร้อมือ

• ประกบขนมเเซนด์วิช 2 เเผ่น เข้ากับเเฮม 2เเผ่น หั่นเเซนด์วิชครึ่งหนึ่ง ให้มีขนาดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า

• จุ่มเเซนด์วิชลงในส่วนผสมไข่ไก่ปรุงรสไว้ เเช่ไว้ประมาณ ด้านละ 15-20 วินาที

• ตั้งกระทะเคลือบให้ร้อนที่ไฟอ่อน เมื่อกระทะร้อนจัด เติมเนยจืดลงไป จี่ขนมปังด้านละประมาณ1-2 นาที หรือจนสุกเหลือง ตักพักไว้บนตะเเกรงเพื่อสะเด็ดน้ำมัน

• เสิร์ฟในจานพร้อมกับสลัด คู่กับซอสมะเขือเทศ มายองเนส โรยด้วยผงปาปริกาเพื่อความหอมเเละรสชาติ

 

‘บ้านตะเกียงดาว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/414552

‘บ้านตะเกียงดาว’

โดย…วารุณี อินวันนา

หากมีโอกาสแวะมาแถวเดอะมอลล์ บางแค เพชรเกษม หรือเดินทางกลับจากฝั่งตะวันตกก่อนเข้ากรุงเทพฯ แล้วเกิดหิวขึ้น ก็สามารถแวะมาลองได้ที่สวนอาหารบ้านตะเกียงดาว พุทธมณฑลสาย 1

ที่นี่เหมาะกับการมาเป็นกลุ่ม เป็นครอบครัว เพราะอาหารแต่ละจานถ้ากินปกติเหมือนกับกินที่บ้าน ต้องกิน 3-4 คนถึงจะหมดพอดี ราคาก็เหมาะกับขนาดและความอร่อย

ในฐานะลูกค้าขาจร จึงต้องพึ่งพาคำแนะนำจากพนักงาน ซึ่งโชคดีที่ได้เจอผู้จัดการร้าน แสงเดือน ไชยสมบูรณ์ แนะนำปลาช่อนตะเกียงดาว ปลากะพงทอดราดน้ำปลา ต้มยำไก่บ้านน้ำใส ลูกชิ้นปลากรายผัดฉ่า แกงป่าเนื้อ และดูในเมนูอาหารซึ่งมีอีกกว่า 50 รายการ ทั้งไทยและจีน มีหลากรสให้เลือกตามอัธยาศัยการกิน แต่ด้วยความชอบรสจัดจ้าน ไร้ไขมัน จึงเลือกแค่ 5 เมนู ซึ่งทางร้านบอกว่าเป็นเมนูที่ลูกค้านิยมชมชอบมากที่สุด

 

ความจริงเมนูก็คล้ายๆ กับร้านอาหารทั่วๆ ไป แต่ผู้จัดการร้านยืนยันหนักแน่นว่า เครื่องยำสดมากๆ ลูกค้าชอบขอเครื่องยำเพิ่ม ซึ่งรสชาติจัดจ้านเหมาะกับคนชอบรสจัด ส่วนปลากะพงทอดราดน้ำปลาจากราชบุรีและแม่กลอง เนื้อนุ่มใน กรอบนอก ไม่ผิดหวังสำหรับคนชอบกินปลา ไม่กรอบจนไร้รสเนื้อปลา

ต้มยำไก่บ้านน้ำใส ใส่ใบกะเพรา พริกขี้หนูสวน ที่ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเป็นใบกะเพราป่า พริก มาจากราชบุรี กลิ่นจึงหอมและรสอร่อยกว่าที่อื่น

แกงป่า เป็นเมนูโปรดประจำตัว วันนี้เลือกแกงป่าเนื้อ ด้วยความชอบเครื่องปรุงและผักซึ่งมีหลากหลายเป็นเมนูสุขภาพชั้นดี ที่นี่ได้รับการยืนยันว่าตำพริกแกงเอง สูตรโบราณเฉพาะ รสจัดจ้านถูกปาก

 

ขณะที่ ลูกชิ้นปลากรายผัดฉ่า ออกจะไม่เข้าพวก แต่เพราะทางร้านย้ำว่าทำเองกับมือ ตั้งแต่ขูดปลา นวดเอง ไม่ผสมอะไรเลย เนื้อปลาล้วนๆ และไม่ผิดหวังสำหรับการลิ้มลอง ได้รสชาตินุ่มๆ ของปลา กระชายหอมๆ และสมุนไพรไทยครบเครื่อง

ร้านนี้ดูใหญ่มากๆ มีส่วนคาราโอเกะ เวทีดนตรีเล่นกันสดๆ เห็นว่ามีเชิญลูกค้าขึ้นไปร้องเพลงด้วยอย่างไรก็ตาม ความชอบรสชาติอาหารของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน และความกลมกล่อมในลิ้นก็ต่างกัน หากอยากรู้ว่าถูกปากตัวเองหรือเปล่า ต้องพิสูจน์เอง

แต่ถ้าใครไปไม่ถูก โทรสอบถามได้ที่ 02-805-6997

 

 

อิ่มอร่อย ปลอดภัยกับข้าวใส่ใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/414451

อิ่มอร่อย ปลอดภัยกับข้าวใส่ใจ

โดย…สืบสิน ภาพ ไร่รวมใจ

เมื่อต้นฤดูหนาวปลายปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปเยือน จ.แพร่ ดินแดนแห่งไม้สัก เพื่อไปดูกรรมวิธีการปลูกข้าว เกี่ยวข้าว มัดข้าว และแยกข้าวเข้าโรงสี รวมไปถึงการทำขวัญข้าวกันถึงถิ่นใน ต.น้ำชำ อ.เมือง จ.แพร่ หลังจากที่เคยได้รับประทานและได้รู้จักพันธุ์ข้าวของบริษัท ไร่รวมใจ ที่ผลิตข้าวแบบปลอดสารในนามว่าใส่ใจมาแล้วครั้งหนึ่ง

จากจุดเริ่มต้นที่ว่า หนุ่มพัชร์ เคียงศิริ ผู้บริหาร บริษัท ไร่รวมใจ ผู้มีจิตใจมุ่งมั่นที่จะให้คนไทยได้กินข้าวที่มีคุณภาพและปลอดสารพิษตกค้าง โดยเขามีจุดเริ่มต้นปลูกข้าวด้วยเหตุบังเอิญด้วยการไปพบกับสถานที่แห่งหนึ่ง คือ ต.น้ำชำ อ.เมือง จ.แพร่ ที่ชาวบ้านกว่า 100 ครัวเรือน ทำนาแบบไม่เผาซังข้าวและใช้วิธีการปลูกพืชหมุนเวียนตามรอยพระราชดำริของในหลวง และนั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้เขารู้สึกว่าเศรษฐกิจพอเพียงจากที่ได้ยินมานั้น เพิ่งได้มีโอกาสเห็นเป็นครั้งแรก ทำให้เขาเกิดความศรัทธา

 

“เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นวิธีการปลูกข้าวแบบไม่เผานา ผมเห็นแล้วรู้สึกทึ่ง เกิดแรงศรัทธาอยากทำอะไรเพื่อชาวบ้าน ผมก็เลยปรึกษากับผู้ใหญ่บ้านว่าผมกำลังจะทำบุญใหญ่ อยากให้ผมช่วยอะไร ผู้ใหญ่บ้านก็บอกว่าที่น้ำชำเป็นห้วยบวกกับป่าที่เป็นดิบแล้ง ดินมันไม่ได้ชุ่มฉ่ำ เขาเลยอยากได้ฝายเพื่อชะลอน้ำ จะทำให้ดินชุ่มฉ่ำ ทำให้ป่าสมบูรณ์ขึ้น เราก็เดินทางไปสร้างฝาย เรียกว่า
ฝายแม้ว ทั้งหมด 10 ฝายด้วยกัน”

จากการคลุกคลีตีโมงจึงทำให้แพสชั่นค่อยๆ เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ จนเขาเริ่มหาซื้อที่และเริ่มปลูกข้าวร่วมกับชาวบ้าน จนเกิดเป็นโปรดักต์ออกมาใหม่ ร่วมกับการรับซื้อข้าวจากชาวบ้านที่ได้มาตรฐานการเช็กที่ผ่านการตรวจสอบแล้วในราคาที่สูงกว่าโรงสีทั่วไป ซึ่งนับแต่นั้นมาเขาก็มีความตั้งใจเลยว่าจะเอาข้าวที่มีคุณภาพมาให้ทุกคนได้กินกัน และข้าวที่เขาพูดถึงก็คือข้าวใส่ใจที่เรามาเยือนกันในวันนี้

 

“แบรนด์ใส่ใจขายข้าว 2 ชนิด คือ ข้าวกล้องหอมมะลิ 105 และข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ ผลิตภัณฑ์ของเราเป็นอาหารดีเพื่อสุขภาพ เราไม่ขายข้าวขัดขาว แต่เลือกที่จะขายข้าวกล้องแทน เพราะเราอยากให้คนทานมีสุขภาพดี เรียกว่ากินอาหารเป็นยา แทนที่จะกินยาเป็นอาหารครับ ส่วนพันธุ์ข้าวหอมมะลิของเราจะเป็นพันธุ์ 105 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ดีที่สุด เป็น 1 ใน 2 สายพันธุ์ข้าวที่รัฐบาลไทยให้การรับรองว่าเป็นข้าวหอมมะลิไทยพันธุ์แท้ และส่งออกไปขายยังต่างประเทศ แต่จะไม่ค่อยเห็นข้าวพันธุ์นี้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตในไทย หรือถึงมีก็จะผสมข้าวพันธุ์อื่นไปด้วย ทำไมคนไทยถึงไม่ได้กินข้าวที่ดีที่สุด อร่อยที่สุด ทั้งที่บ้านเราเป็นแหล่งปลูก เราจึงอยากให้คนไทยได้รับประทานข้าวที่อร่อยที่สุดบ้าง” ระพีพัฒน์ หนึ่งในผู้บริหารของข้าวใส่ใจ ให้ข้อมูลอย่างอารมณ์ดี

“แหล่งปลูกข้าวของเรามี 2 ที่ครับ ที่แรกคือ ต.น้ำชำ ซึ่งปลูกข้าวหอมมะลิที่เราเดินทางมาเยือนกันคราวนี้ ส่วนอีกที่คือ ต.ละทาย อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ที่นั่นเป็นแหล่งปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งได้รับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และออร์แกนิก ส่วนข้าวกล้องหอมมะลิ 105 นั้น ผ่านการตรวจสอบข้าวจาก บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) เรียบร้อยแล้ว”

 

พัชร์เล่าให้ฟังขณะพาเดินมาสำรวจนาข้าว ที่มีพี่เกียรติ เดชศักดิ์ เกษตรกรเครือข่ายกำลังเกี่ยวข้าวอยู่กับลูกมือที่เป็นเด็กของชุมชน เพื่อการเรียนรู้กันอย่างสนุกสนาน

“สำหรับใครที่ใส่ใจเรื่องข้าวเป็นพิเศษ ควรทราบว่าข้าวกล้องหอมมะลิ 105 เป็นข้าวที่หอมที่สุด โดยไม่ต้องใส่สารเพิ่มความหอม แต่มีข้อจำกัดคือไม่สามารถปลูกได้ในพื้นที่ราบลุ่มทั่วไปที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศไทย ดินที่เหมาะต่อการปลูกข้าวหอมมะลิ 105 กลับเป็นดินปนทราย ไม่อุ้มน้ำ เมื่อข้าวเก็บความชื้นไว้น้อยก็จะเก็บกลิ่นไว้ได้มาก ข้าวหอมมะลิ 105 ของเราจึงเม็ดไม่ใหญ่นักเมื่อเป็นข้าวสาร เพราะมีความชื้นน้อย ทำให้เวลาหุงสามารถดูดซึมน้ำเข้าไปในเม็ดข้าวได้มาก ข้าวจึงนุ่ม ไม่แฉะ และมีกลิ่นหอมกว่าข้าวหอมมะลิทั่วไป เราเป็นแบรนด์เดียวในท้องตลาดที่กล้าบอกว่า ทั้ง 100% ของเราคือข้าวหอมมะลิ 105 นะครับ ทั้งนี้เพราะเราสีเอง ไม่ได้จ้างคนอื่นสี เครื่องสีของเราจึงไม่มีข้าวอื่นเจือปน และที่สำคัญข้าวเราไม่มีสารเคมีตกค้างทั้งก่อนเข้าเครื่องสี ไม่รมยากันมอด ใส่สารเพิ่มความหอม หรือสารยืดอายุข้าวหลังจากสีแล้วด้วยครับ”

 

ไม่นานนักพี่เกียรติก็ขนมัดข้าวที่เกี่ยวเสร็จแล้วมากองไว้ในลาน ก่อนจะเล่าให้ฟังถึงวิถีชาวนาเกษตรโบราณที่ตนทำอยู่ “หลังจากเกี่ยวข้าวแล้วขั้นตอนต่อไปก็เป็นการนวดข้าว เพื่อให้ข้าวเปลือกหลุดออกจากรวง จากนั้นจึงนำไปสีเป็นข้าวสาร” พอพี่เกียรติพูดถึงการสีข้าว พัชร์และระพีพัฒน์จึงได้ชวนไปดูโรงสีข้าวขนาดเล็กของไร่รวมใจ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากนาแปลงนี้

“อาคารนี้เป็นทั้งยุ้งฉาง โรงสีข้าว และที่บรรจุข้าว” พัชร์พูดขึ้น “เรามีโรงสีเป็นของตัวเองและบรรจุข้าวเอง ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าข้าวกล้องหอมมะลิของเราได้รับความใส่ใจตั้งแต่เริ่มปลูกจนบรรจุทุกถุง ในการบรรจุข้าวนั้นเราใช้ระบบสุญญากาศเพื่อให้ข้าวคงความสดใหม่ไว้ได้นานและไม่เกิดมอดโดยไม่รมยาใดๆ เพราะเรายึดหลัก Chemical-Safe ข้าวของเราต้องปลอดภัยจากสารเคมีเพื่อสุขภาพของผู้บริโภคเป็นสำคัญ

 

“แบรนด์ใส่ใจมีปรัชญาที่เรียกว่า CARE คือ Chemical-safe ปลอดภัยจากเคมี Ambrosial มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ Right-at-your-door ส่งตรงถึงบ้าน และ Environment-Concerned ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ทางบริษัทยังมีนโยบายเพื่อช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ด้วยครับ เพราะเรารู้ว่าการปลูกข้าวแบบนี้ต้องลงแรงกายและใช้เวลามากกว่า เราจึงรับซื้อข้าวเปลือกในราคาที่สูงกว่าโรงสีขนาดใหญ่” หลังชมโรงสีแล้วเรายังมีโอกาสได้เข้าร่วมพิธีรับขวัญข้าวในตอนเย็น ซึ่งพิธีรับขวัญข้าวนี้ทำกันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ โดยจะทำก่อนเก็บข้าวเข้ายุ้ง เพื่อขอบคุณแม่โพสพที่ให้ข้าวที่ดี และขอขมาที่ต้องเกี่ยวข้าวมา รวมถึงเป็นการเรียกขวัญข้าวให้มาอยู่ในยุ้ง เพื่อให้ข้าวปลอดภัยจากแมลงและฝน ซึ่งพิธีนี้นับวันจะสูญหายไปตามกาลเวลา

ก่อนจบการเยี่ยมชมนาข้าว พัชร์ บอกว่า จะมีการเปิดพรีออร์เดอร์ข้าวใหม่ ข้าวใหม่คือข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวเสร็จ เมื่อหุงจะนิ่มและมีกลิ่นหอมมากเป็นพิเศษ เริ่มพรีออร์เดอร์ได้ตลอดเดือน ม.ค. 2559 และเริ่มจัดส่งข้าวในเดือน ก.พ. 2559 เป็นต้นไป โดยมียอดพรีออร์เดอร์ขั้นต่ำ 5 กก. พิเศษทุกยอดพรีออร์เดอร์ 10 กก. จะได้รับน้ำพริกน้ำย้อยสูตรใส่ใจไปกินด้วย

อยากกินข้าวหอมอร่อยก่อนใคร อย่าลืมโทรมาสั่งจองที่ 08-7365-3556 Facebook/Line ID : saijairice หรือ www.sai-jai.com

สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์ ขยายเวลารับพรีออร์เดอร์ข้าวใหม่ ตั้งแต่วันนี้-15 ก.พ. 2559

 

บริจาคโลหิต กินฟรีก๋วยเตี๋ยวเรือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/414448

บริจาคโลหิต กินฟรีก๋วยเตี๋ยวเรือ

โดย..จักรพันธ์ นาทันริ

อยากมีส่วนร่วมทำบุญช่วยเหลือสังคมกับผู้บริจาคโลหิต ทำให้เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือกวางทอง สาขา 3 ตั้งอยู่ที่ถนนศรีจันทร์ ตรงข้ามกับโรงพยาบาลขอนแก่น ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ป้ายติดไว้ที่หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวว่า “ท่านที่บริจาคโลหิต เชิญทานก๋วยเตี๋ยวที่นี่ฟรี” ส่วนป้ายบอกราคาก๋วยเตี๋ยวติดอยู่ข้างผนัง สั่งพิเศษ 40 บาท ซุปเปอร์ 50 บาท ธรรมดา 60 บาท

วิทยา กาญจนาพัฒน์วิทย์ อายุ 36 ปี เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือกวางทอง บอกว่า สาเหตุที่ให้ประชาชนที่เดินทางมาบริจาคโลหิตให้กับทางโรงพยาบาลขอนแก่นได้รับประทานก๋วยเตี๋ยวฟรีกี่ชามก็ได้จนกว่าจะอิ่มท้อง เพราะต้องการมีส่วนร่วมในการทำบุญทำกุศลร่วมกับผู้ที่มาบริจาคโลหิตให้กับทางโรงพยาบาลขอนแก่น

เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือกวางทองใจบุญ บอกอีกว่า ที่ผ่านมาเห็นแต่โรงพยาบาลทั่วประเทศมีแต่การประกาศขอรับบริจาคโลหิต ซึ่งโดยส่วนตัวไม่อยากให้เลือดขาดแคลน เพราะถ้าเลือดขาดแคลนแล้ว ญาติพี่น้องของผู้ป่วยจะเดือดร้อนมาก ดังนั้นจึงอยากเชิญชวนผู้บริจาคโลหิตมากินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านฟรี จะกินกี่ชามก็ได้จนกว่าจะอิ่มท้อง เพียงแค่แสดงบัตรบริจาคโลหิตให้ทางร้านดูเท่านั้น

“จะบริการแบบลูกค้าระดับวีไอพี ระดับร้านอาหารชื่อดังเลยทีเดียว ส่วนป้ายบอกราคาที่ว่าพิเศษ 40 บาท ซุปเปอร์ 50 บาท และธรรมดา 60 บาทนั้น ไม่ได้เขียนผิด ที่เขียนไปแบบนั้นหมายความว่า ทุกคนที่มารับประทานก๋วยเตี๋ยวที่ร้านนี้คือคนพิเศษ จึงคิด 40 บาท แต่ถ้าอยากทานมากๆ ก็ต้องสั่งซุปเปอร์ 50 บาท ส่วนลูกค้าที่แสดงบัตรบริจาคโลหิตรับประทานฟรีครับ” วิทยา กล่าวย้ำ

การบริจาคโลหิตนอกจากจะได้อิ่มบุญกุศลแล้ว ยังจะได้เป็นผู้ให้กับสังคม

 

กระวาน สองประสานอาหารไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/414446

กระวาน สองประสานอาหารไทย

โดย…โจ เกียรติอาจิณ  ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

พื้นที่กะทัดรัด จุคนได้ประมาณ 35 คน ตกแต่งร้านด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอบอุ่น ตามความตั้งใจเจ้าของ “อาร์ต” นั้นอยากให้ที่นี่เป็นเสมือนสวนหลังบ้าน ใครมาจะชวนไปนั่งกินอาหารในสวน ส่วนครัวทำอาหารก็เล็กๆ โดยทุกจานเจ้าของรับหน้าที่เป็นพ่อครัว จึงได้ความอร่อยสไตล์โฮมคุกกิ้ง เป็นสูตรอาหารดั้งเดิมที่บ้านทำกินอยู่แล้ว ขณะที่อีกส่วนประยุกต์ให้ออกแนวฟิวชั่น เพื่อเพิ่มทางเลือกที่แปลกใหม่

อาหารที่นี่ไม่ใส่ผงชูรส เน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบ เครื่องแกงโขลกเอง ช้าหน่อยแต่อร่อยชัวร์ ทำให้กลายเป็นจุดขายและมัดใจคนรักอาหารไทย กระทั่งบางอย่างก็ไม่ยอมซื้อสำเร็จ เช่น ลูกชิ้นปลากรายในหลายเมนู ขูดเอง ซึ่งปลากรายตัวเป็นๆ ส่งตรงจาก จ.นครสวรรค์ โดยคุณพ่อเจ้าของ มั่นใจว่าเป็นของแท้แน่นอน

 

กระทั่งหมูกรอบก็ยังทำเอง ต้มหมูนาน 2 ชั่วโมง นำไปทอดในน้ำมันใหม่ ก่อนจะได้หมูกรอบ ไร้กลิ่นเหม็นหืนสำหรับทำเมนูที่มีหมูกรอบเป็นพระเอก ไม่ว่าจะเป็นอาหารจานเดียวอย่าง “กะเพราหมูกรอบ” และอีกหลายจานที่รอยั่วน้ำลาย เรื่อยถึงเมนูที่ทุกคนชื่นชอบ “หมูหวานผัดกะปิ” กินกับข้าวสวยร้อนๆ รับรองว่าอร่อยจนลืมอิ่ม

ขณะที่เมนูฟิวชั่นที่ถูกปากถูกลิ้นใครต่อใคร ต้องยกให้ “แกงส้มไข่วอเตอร์เครส” ใช้วอเตอร์เครส หรือผักสลัดน้ำที่อุดมไปด้วยสารอาหารแทนชะอมที่หลายคนบอกผ่านเรื่องกลิ่นและรสชาติ นำไปชุปไข่ทอดให้กรอบเกรียม จากนั้นเสิร์ฟในชามน้ำแกงส้ม อร่อยล้ำสมเป็นเมนูประยุกต์เอาใจคนรักผักให้หันมาเป็นสาวกอย่างเหนียวแน่น

 

อีกจานที่มีผักเป็นจุดเด่น “ยำสลัดทูน่า” แม้หน้าตาจะกระเดียดไปทางฝรั่ง แต่เมื่อได้ลิ้มรสชาติก็แทบปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่แหละคือน้ำยำแซบๆ แบบไทย มีเนื้อปลาทูน่าเพิ่มเทกซ์เจอร์ขึ้นมาทันทีที่ให้ได้เคี้ยวกันอย่างเอร็ดอร่อย ตัดความเลี่ยนครีมสลัดด้วยพริกและกระเทียม กินเพลินเกินกว่าจะวางช้อนได้ เผลอแป๊บเดียว เป็นเกลี้ยงจาน

“สปาเกตตีปลาสลิดเบคอน” จานนี้ต้องกินร้อนๆ ทิ้งไว้เสียดายโอากาสแย่ที่จะเข้าถึงปลาสลิดกรอบที่ผ่านการอบ ไม่ใช่ปลาสลิดทอด นั่นช่วยให้เส้นสปาเกตตีอร่อยอักโข รสชาติความเป็นไทยไม่หายไปไหน พริกแห้ง กระเทียมสด ใส่มาแบบไม่ยั้ง

 

มาถึงอีกหนึ่งเมนูประจำร้าน นอกจากจะเป็นที่มาของชื่อร้าน “กระวาน” เครื่องเทศชนิดนี้ยังนำมาทำเป็น “ไก่ผัดใบกระวาน” ได้อร่อยยิ่งกระไร กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์เมื่อผัดกับเครื่องแกงขลุกขลิก เพิ่มพริกแห้งอีกนิด ก็ได้ความอร่อยเฉพาะตัว เผ็ดร้อนกำลังดี มีเม็ดมะม่วงหิมพานต์มันๆ ข้าวสวยถ้วยเดียวคงไม่พอ

ปิดท้ายคลายรสเผ็ดร้อนด้วย “เฉาก๊วยนมสด” แม้เฉาก๊วยไม่ได้ทำเอง แต่ก็ใช้เฉาก๊วยชากังราว ของดีจาก จ.กำแพงเพชร ให้ความเหนียวหนึบ ท็อปด้วยสูตรนมสดปั่นของทางร้าน รสชาติมันของนมสดเด้งออกมา ความหวานนั้นพอเบาๆ ถูกใจจริงๆ

ถ้าจะกินขนมอย่างอื่น สูตรคุณแม่เจ้าของ “บัวลอยเผือกมะพร้าวอ่อน” กับ “ขนมต้มญวน” แนะนำให้โทรสอบถาม 08-1979-8959 08-5128-1281 เพราะไม่ได้ทำทุกวัน ส่วนจานเด็ดของทางร้านบริการทุกวัน ในโครงการอควา ซอยบุญมา ถนนพหลโยธิน (ข้างธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่) เปิดตั้งแต่เวลา 10.30–21.00 น.