ตรุษจีนกินให้เป็นมงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/414441

ตรุษจีนกินให้เป็นมงคล

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล

ว่ากันว่าคนรุ่นใหม่มีการฉลองวันตรุษจีนที่แตกต่างออกไปจากวิถีที่บรรพบุรุษสืบทอดต่อๆ กันมา เวลาเปลี่ยน พฤติกรรมคนเปลี่ยนเป็นเรื่องธรรมชาติ ทว่า ถ้าพูดถึงเรื่องอาหารการกิน แม้อาตี๋อาหมวยรุ่นนี้จะเปลี่ยนไป๋ ไม่นิยมล้อมวงรับประทานในบ้าน แต่ภัตตาคารร้านค้ามากมาย พร้อมสนับสนุนกิจกรรมครอบครัว ให้มา “นัว” กับเมนูมงคลที่จะขาดไปไม่ได้ในช่วงเวลาสำคัญ

เมนูมงคล ‘แดง-ทอง’

สีแดง สีทอง เปรียบเสมือนจิตวิญญาณที่อยู่ร่วมกับวัฒนธรรมประเพณีของชาวจีนมาอย่างช้านาน โดย “สีแดง” แสดงถึงความรัก ความเป็นสิริมงคล อำนาจบารมี ความกล้าหาญ ขณะที่ “สีทอง” เป็นเครื่องหมายของจักรพรรดิ ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งฟ้า ที่นำความเป็นปึกแผ่นมั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง ความบริบูรณ์ ความหวัง และความสดชื่นสู่ปวงประชา เทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงนี้ ศูนย์การค้าธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์ จึงได้ร่วมกับภัตตาคารดัง นำเสนอเมนูมงคล “สีแดง-ทอง” เสริมศิริมงคล เรียกโชคลาภ (วันนี้-29 ก.พ. เวลา 11.00-20.00 น. โทร. 02-108-6000)

 

เริ่มกันที่ “จักรพรรดิมัจฉาสวรรค์ทองคำ” โดย เชฟเสมียน กล้าหาญ จากร้านมหาสมุทรซีฟู๊ด ซึ่งใช้ส่วนประกอบหลักเป็นปลากะพง สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ โชคลาภ แข็งแกร่ง นำไปหมักรวมกับเครื่องเทศที่โขลกรวมกัน ได้แก่ ขมิ้น กระเทียม พริกไทย และเครื่องปรุงต่างๆ

“จากนั้นลงทอดด้วยน้ำมันร้อนจนได้สีเหลืองทองเปรียบเสมือนทองคำ ให้ความรู้สึกถึงความมั่นคง ความร่ำรวยมั่งคั่ง รับประทานคู่กับน้ำจิ้มรสเด็ดสูตรโบราณของทางร้าน ที่มีพริกและหอมซอยเป็นส่วนประกอบสำคัญ ทำให้ได้ 4 รสชาติ ทั้งเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด” เชฟเสมียน กล่าว

ตามด้วยอาหารจีนกวางตุ้ง “มงคลเกศาสวรรค์” จากฝีมือของ เชฟพร ภัคดีโต ภัตตาคารเชียงการีล่า โกลด์ ไฮไลต์ของเมนูนี้คือ สาหร่ายเส้นผม หรือในภาษาจีนกวางตุ้งอ่านออกเสียงว่า “แฟต ฉอย” ที่พ้องเสียงกับคำว่า “ฮวดไช้” ในภาษาจีนแต้จิ๋ว ให้ความหมายเป็นมงคลทั้งด้านความร่ำรวย ความเจริญรุ่งเรือง

“นำสาหร่ายเส้นผมมาลวก พร้อมกับผักเคียงต่างๆ ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง พริกหวานสีแดงเหลือง จากนั้นจัดเรียงในจานอย่างสวยงาม ร่วมด้วยเห็ดหอมกุ้งสับที่นำไปนึ่งจนสุก แล้วราดด้วยซอสน้ำแดงสูตรลับที่เป็นเอกลักษณ์ของทางร้าน ทำให้ได้รสชาติที่ลงตัวระหว่างความกรุบของสาหร่ายเส้นผมและความเข้มข้นของน้ำซอส” เชฟพร กล่าว

ด้านภัตตาคารหงเปา เชฟเฟย เชฟอาหารจีนสูตรฮ่องกง นำเสนอ 2 เมนูมงคล โดยเชฟ เล่าว่า ราชันมังกรฟ้า เลือกใช้กุ้งมังกรสายพันธุ์บอสตัน น้ำหนัก 1 กิโลกรัมขึ้นไปมาปรุง โดยเชื่อว่า “กุ้งมังกร” ถือเป็นราชาแห่งกุ้ง เมื่อกินแล้วจะช่วยเสริมอำนาจวาสนาและบารมี

“เราจะนำกุ้งมังกรที่สับแบ่งเป็นชิ้น ทอดในน้ำมันร้อนจัดให้ได้สีแดงอมทอง จากนั้นนำมาผัดด้วยซอสเอ็กซ์โอตามสูตรของร้าน ที่มีส่วนผสมเป็นเหล้าจีนจากประเทศฮ่องกง หอยเชลล์แห้ง และกุ้งแห้ง ผัดจนสุกเข้าถึงเนื้อใน เสิร์ฟพร้อมเส้นบะหมี่ ซึ่งจะได้รสชาติที่เข้ากันระหว่างความเผ็ดนิดๆ ของซอสเอ็กซ์โอและความหวานของเนื้อกุ้งมังกร” เชฟเฟย ระบุ

 

สำหรับอีกเมนู “ธิดาเจ้าสมุทร” คือการนำหอยเป๋าฮื้อ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งส่วนผสมหลักของอาหารจีนที่นอกจากมีราคาสูง เหมาะสำหรับเทศกาลสำคัญต่างๆ แล้วยังเชื่อว่าหากใครที่ได้รับประทานหอยเป๋าฮื้อ จะมีความมั่งคั่งด้านทรัพย์สินเงินทอง มีเหลือกินเหลือใช้

เมนูนี้เชฟเลือกหอยเป๋าฮื้อขนาดลำตัว 1-2 นิ้ว อายุประมาณ 2-3 ปี โดยนำมาทำความสะอาด พร้อมจัดวางบนกุ้งสับปรุงรสที่ปั้นเป็นก้อนพอดีคำ ทำให้สุกโดยการนึ่งประมาณ 10-15 นาที จากนั้นนำมาราดด้วยซอสน้ำแดงแล้วเสิร์ฟทันที เพื่อให้ผู้รับประทานได้สัมผัสถึงความสดของหอยเป๋าฮื้อและความเข้มข้นของน้ำซอสที่กลมกล่อมเข้ากันอย่างลงตัว

 

ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มเสริมสุขภาพ “ใบชาบุปผชาติแห่งกาลเวลา 3 เซียน ฮก ลก ซิ่ว” ชาผู่เอ๋อร์ ชาที่ชาวจีนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมักนิยมดื่ม เพราะมีคุณสมบัติในการช่วยลดโรคภัยต่างๆ ซึ่งเชื่อว่า หากมีสุขภาพร่างกายที่ดีแล้ว โชคลาภและความเป็นสิริมงคลต่างๆ ก็จะเข้ามาหา ซึ่งร้านชาทีดี เป็นผู้นำเข้าชาผู่เอ๋อร์ ใบชาป่าออร์แกนิกจากมณฑลยูนนาน ประเทศจีน

ชิมช็อปเสริมพลังรับปีวอก

บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ร่วมกับ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอมเมอร์เชียลธนาคารกรุงเทพ และบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2559 ปีวอกมหามงคลอย่างยิ่งใหญ่ จัดงาน “The Mall GloriousChinese New Year 2016” สไตล์ตลาดจีนโมเดิร์น รวบรวมสินค้าต้อนรับตรุษจีนไว้มากมาย โดยมีไฮไลต์ของนักชิมคือ 18 เมนูมงคล ต้นตำรับโต๊ะจีนแต้จิ๋วจากซัวเถา โดย 9 ภัตตาคารชื่อดัง พร้อมรวมเครื่องประดับ กังไส ของที่ระลึกมงคลจากจีน และสินค้าไลฟ์สไตส์ เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลมาจัดจำหน่ายมากมาย วันนี้-10 ก.พ. ณ อีเวนต์ ฮอลล์ เดอะมอลล์ ทุกสาขา

สำหรับ 18 เมนูมงคล ต้นตำรับโต๊ะจีนแต้จิ๋วจากซัวเถา อาจารย์คฑา ชินบัญชร (ซินแสเฮ้งเต๊กเอี้ยง) ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์จีนและฮวงจุ้ย ได้อธิบายที่มาและความหมายของอาหารทั้ง 18 เมนูไว้ว่า ในอดีตซัวเถาเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ อยู่ติดทะเล แต่ในปัจจุบันย่านดังกล่าวมีเจ้าสัวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และเมื่อถึงเทศกาลตรุษจีนจึงถือเป็นโอกาสที่ครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลได้รับประทานอาหารร่วมกัน

เมนูมงคล 18 เมนู หมายถึง 18 อรหันต์ โดยอาหารมงคลเหล่านี้จะช่วยเสริมเรื่องความร่ำรวย ความสำเร็จ สุขภาพ และพลังให้แก่ผู้รับประทาน ไม่ว่าจะเป็น หน่อไม้มหาสมุทรผัด 3 เซียน สื่อความหมายถึง การอวยพรให้ร่ำรวยผาสุก, ถุงมังกรทอง สื่อความหมายถึง อวยพรให้มีเงินมีทองใช้ตลอดไป, ไก่ตุ่นโสมมหัศจรรย์ สื่อความหมายถึง ความเจริญในหน้าที่การงาน, และโอนีแปะก๊วย มงกุฎยอดเพชร สื่อความหมายถึง การมีลูกมีหลานเต็มบ้านเต็มเมือง และการเกื้อหนุนกันให้เจริญรุ่งเรือง

 

นอกจากนี้ ยังมี เป็ดพะโล้ มั่งคั่ง, แกงจืดกระดูกหมูรากบัวทรงพลัง, กุยช่าย 5 เซียน, หมี่ทองคำ ผัดแห้งแต้จิ๋ว, ผัดโหงวก๊วย เทพประทาน, บะจ่าง 3 กษัตริย์, เปาะเปี๊ยะเป็ด เหินเวหา, เผือกหิมะสวรรค์, ปลาเก๋าผัดเต้าซี่ ราชวัง, กุ้ง พลังฮ่องเต้, ข้าวต้มทรงเครื่อง สูตรแต้จิ๋ว, ซาลาเปาทองทอด, ถั่วกวน อบเทียนทอง, และออส่วน มากทรัพย์ นอกจากอาหารมงคลคาวหวานแล้ว ภายในตลาดยังมีเครื่องประดับ กังไส ของที่ระลึกมงคลจากจีน และสินค้าไลฟ์สไตส์ เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลมาให้เลือกสรรกันอีกด้วย

สำหรับภัตตาคารดังที่เข้าร่วมเสิร์ฟ 18 เมนูมงคล ต้นตำรับโต๊ะจีนแต้จิ๋วจากซัวเถาครั้งนี้ มีตั้งแต่ ภัตตาคารมังกรหลวง, ภัตตาคารเชียงการีล่า, ร้านอาหารฮองมิน, ร้านอาหารหลิวเซียงฟง, ร้านอาหารดราก้อนเอ็กซ์, ร้านอาหารเหม่งกัว, ร้านอาหารเจ๊เซี้ยมเยาวราช, ร้านแอนดาโฮเทล, ร้านอาหารวันชัย เป็นต้น

ใกล้ที่ไหนไปเสริมความเป็นสิริมงคลเข้าท้องได้ที่นั่น ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ทุกท่าน เฮงๆๆๆ

 

บ้านขนิษฐา อาหารไทยฉ่ำลิ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/414439

บ้านขนิษฐา อาหารไทยฉ่ำลิ้น

โดย…กิจจา อภิชนรจเรข

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบอาหารไทย หรือมีเพื่อนต่างชาติที่อยากลิ้มลองอาหารไทยในรสชาติที่ไม่จัดจ้านมากนัก และวัตถุดิบหลักของร้านนำมาจากฟาร์มบ้านพนาลัย ณ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ที่ทางร้านปลูกผักออร์แกนิกเอง นำมาปรุงอาหารเอง ขอแนะนำให้แวะมาลองลิ้มชิมรสอาหารไทยจากร้านบ้านขนิษฐา (Baan Khanitha) สาขาที่ 3 ณ ซอยสุขุมวิท 53

นอกจากคุณจะเดินทางมาที่นี่ด้วยรถยนต์ส่วนตัว มาด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอสก็สะดวกเข้าที ลงที่สถานีทองหล่อ เดินเข้าซอยมานิดหน่อยก็เจอร้านอาหารแห่งนี้ ตัวร้านเป็นบ้านเก่าแก่สไตล์โคโลเนียลสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ตกแต่งใหม่ เรียกได้ว่า สวยเก๋ทั้งภายนอกภายใน มีบริการที่นั่งกว่า 150 ที่นั่ง ในบ้านสองชั้น สามารถจัดห้องเป็นไพรเวทได้ มีบริการไว-ไฟฟรี และมีมุมเก๋ๆ ให้ถ่ายรูปโพสต์ลงสื่อโซเชียลมีเดียกันด้วย

สำหรับเมนูอาหาร มาที่นี่ต้องห้ามพลาด กระทงทอง สูตรเก่าแก่ของร้าน คำเล็กกำลังดี และอร่อยอย่าบอกใคร เมนูต่อมาต้องยำส้มโอใส่กุ้ง ที่ขอบอกว่ารสชาติเปรี้ยวของส้มโอตัดกับรสหวานฉ่ำของกุ้ง ซึ่งให้รสชาติที่ดีสุดๆ

 

เมนูต่อมา งบห่อหมกทะเลด้วยใบตอง เวลากินร้อนๆ หอมกลิ่มห่อหมกและได้รสชาติของส่วนผสม ยามตักเข้าปาก ส่วน กุ้งอยุธยาทรงเครื่อง ซึ่งถือเป็นเมนูไฮไลต์ ที่ร้านใช้กุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ และเครื่องปรุงที่ใส่เข้าไปในเมนูนี้ก็ครบเครื่อง ตบท้ายด้วยข้าวเหนียวมะม่วง ที่สูตรการทำข้าวเหนียว ถือเป็นสูตรลับเฉพาะของบ้านขนิษฐา รับประทานพร้อมไอศกรีม หวานมันเย็น… ฟินสิครับ

 

บ้านขนิษฐา สุขุมวิท 53 เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 11.00-22.30 น. โทร. 02-259-8530-31 หรือ 08-4929-4123 เว็บไซต์ www.baankhanitha.com

 

ถั่งเช่า เมนูบรรณาการชั้นเลิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/414438

ถั่งเช่า เมนูบรรณาการชั้นเลิศ

โดย…มีนา

ถั่งเช่า หรือหญ้าหนอน ที่คนจีนร่วมทั้งคนไทยเชื้อสายจีนนิยมกิน เพราะเชื่อว่ากินแล้วสุขภาพแข็งแรง นิยมซื้อไปเป็นของฝากของขวัญ ที่ผู้รับได้แล้วต้องตาวาวด้วยมูลค่าที่สูง หากไม่รักกันจริงก็คงไม่ทุ่มทุนขนาดนี้ เพราะถั่งเช่าตัวที่สมบูรณ์จะมีมูลค่าเป็นเรือนหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาทถึงหลักล้านเลยทีเดียว

ยุทธเดช เวชพงศา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เป่ยจิน ถงเยิ๋นถัง ประเทศไทย อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ถั่งเช่าในฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า เกิดจากหนอนผีเสื้อแถบที่ราบสูงทิเบต ที่จำศีลอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว ถูกสปอร์ของเห็ดราในตระกูล Ophiocordyceps ที่อาศัยเป็นปรสิตและเติบโตสร้างเส้นใยออกมาปกคลุมทางส่วนหัวของตัวหนอนในฤดูร้อน

“ถั่งเช่า คือพืชตระกูลเห็ด วงจรชีวิตของเขาคือเห็ดแพร่พันธุ์ด้วยสปอร์ สปอร์จะเข้าไปในตัวหนอนและจะเจริญเติบโตในตัวหนอน แล้วค่อยๆ เปลี่ยนอวัยวะภายในของหนอนให้กลายเป็นเส้นใยของเห็ดทั้งตัว เหลือเฉพาะร่องรอยยังเป็นตัวหนอนอยู่”

 

เห็ดชนิดนี้พบมากในทิเบต มณฑลชิงไห่ มณฑลเสฉวน มณฑลกานซู มณฑลยูนนาน และแถบเทือกเขาหิมาลัยในอินเดีย ภูฏาน และเนปาล มีสรรพคุณพิเศษมากมาย จึงมีความต้องการในท้องตลาดสูง และมีราคาแพง

“ที่มีบนที่ราบสูงของทิเบตเพราะอากาศบนนั้นหนาวเย็น จริงๆ เห็ดชนิดนี้บ้านเราก็มี เช่น ว่านจักจั่น ถั่งเช่าถือเป็นยาบำรุง หากกินแต่พอดีๆ ใครจะกินก็ได้ ลักษณะการกินคือเอามาตุ๋นกินได้ทั้งน้ำและเนื้อของมัน ส่วนวิธีกินอื่นๆ คือกินตอนบดเป็นผง แล้วใส่ในแคปซูล”

สำหรับวิธีเลือกซื้อ ยุทธเดช เล่าว่า หากไม่มีความรู้จะตรวจดูยาก ของปลอมมี 3 แบบ คือ เอาแป้งมาอัดให้เป็นตัวหนอน ทาสีให้เหมือน อีกวิธีคือปลอมแบบเอาพืชชนิดอื่นที่ดูคล้ายมาทำเป็นถั่งเช่า ดูไม่เหมือนกันแต่ต่างกันเล็กน้อยเท่านั้น แต่คนที่เคยกินถั่งเช่าแท้ๆ รู้กินรู้รสแล้ว ก็น่าจะสามารถแยกออก แต่คนที่ไม่เคยกินอาจแยกลำบากของระหว่างของแท้กับของปลอม วิธีที่สาม คือ การปลอมแบบเอาของจริงมาต้มรอบหนึ่งก่อน แล้วเอากากไปพึ่งแดดจนแห้งแล้วเอามาขายอีกรอบ ซึ่งภายนอกดูไม่ออกเลย แต่สารอาหารที่ดีและมีประโยชน์มีน้อยมาก

 

“วิธีจะดูว่าเป็นถั่งเช่าจริงหรือแท้ให้ดูที่ลักษณะปล้องชัดเจน เห็นชัด ปล้องมีทั้งปล้องเล็กและปล้องใหญ่อยู่ในตัวเท่าๆ กัน ลายของปล้องจะเป็นลายธรรมชาติชัดเจน ด้านล่างเห็นขาใหญ่ๆ อยู่ 4 คู่ชัดเจน ด้านหลังเห็นเป็นปล้องๆ ใหญ่ 1 ปล้อง และปล้องเล็ก 3 ปล้อง”

นี่คือหลักดูถั่งเช่าแท้ที่ของปลอมทำไม่ได้ รวมทั้งการดมกลิ่นจะได้กลิ่นหอมแบบคาวๆ ซึ่งเป็นกลิ่นเฉพาะ เมื่อชิมรสชาติจะได้รสออกมันๆ มีกลิ่นคาวเล็กน้อยติดลิ้น คล้ายกินถั่วแต่กลิ่นจะอ่อนกว่า เมื่อลองหักดูลำตัวจะเห็นมีจุด หากขยายจะพบเห็นรูปตัววีอยู่ตรงกลาง และมีสีเปลือกมีสีเหลืองอมน้ำตาลกับเนื้อในสีชาแยกกันชัดเจนระหว่างสีเปลือกกับสีของเนื้อ

ถั่งเช่าสนนราคาอยู่ที่ขนาด ถ้าใหญ่หน่อยจะซื้อขายกันตั้งแต่กรัมละ 2,000 บาท/1 กรัม ขนาดลำตัวเล็กก็ถูกลงไปอีก ซึ่งสิ่งที่ทำให้ถั่วเช่ามีราคาแพง เพราะถั่งเช่าเกิดจากธรรมชาติ เกิดเฉพาะที่สูงจึงเก็บยาก และมีจำนวนจำกัด สำหรับแหล่งซื้อ ได้แก่ ร้านยาจีน ด้านเยาวราชถือเป็นย่านหลักๆ แต่ยุทธเดชขอแนะนำอีกนิดว่า ควรซื้อจากผู้ที่ไว้ใจได้ หากเป็นถั่งเช่าหิ้วมาจากต่างประเทศ ก็น่ากลัวเพราะเราไม่รู้แหล่งที่มาว่ามาจากที่ไหน

 

ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นหยกฟ้า เขาว่าเด็ด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 12:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/414323

ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นหยกฟ้า เขาว่าเด็ด!

โดย…แมงโก้หวาน

สำหรับผู้ที่ชอบกินเส้น วันนี้ขอแนะนำร้านก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นที่ขึ้นชื่อในความอร่อยร้านหนึ่งในย่านสาธุประดิษฐ์ ชื่อว่าร้าน “หยกฟ้า” ตั้งอยู่ในซอยสาธุประดิษฐ์ 57 เข้าซอยประมาณ 20 เมตร อยู่ซ้ายมือ เปิดขายมาได้ประมาณ 10 กว่าปี ปัจจุบันมีสาขา 2 อยู่ตรงข้ามตลาดลานทราย ถนนสาธุประดิษฐ์เช่นกัน เจ้าของคือ หยกฟ้า แซ่เอี๊ยว และวิฑูรย์ ปฐมวัฒนกุล คู่ภรรยาสามี ที่ได้สูตรมาจากคุณแม่

จุดเด่นอยู่ที่ หมูตุ๋น ที่เลือกเอาเนื้อตรงขั้วตับ ลักษณะเป็นเอ็นติดกับเนื้อแต่ไม่ใช่เอ็นแก้ว ซึ่งมีความเหนียวนุ่มคล้ายๆ เนื้อวัวเวลาเคี้ยวจะดังกรุบหนึบ ยิ่งเคี้ยวยิ่งเพลิน โดยเอาไปตุ๋นกับยาจีนสูตรของคุณแม่ของหยกฟ้าโดยเฉพาะ ส่วนลูกชิ้นใช้ลูกชิ้นแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำเอง ไม่มีแป้ง อร่อย ขณะที่หมูสดต้องบอกว่าสดและคุณภาพดีจริง ทั้งเนื้อเหนียวนุ่มเพราะผ่านการหมักมาอย่างดี

 

เครื่องปรุงทุกอย่างทำเอง ไม่ว่าพริก หรือน้ำส้มสดเสมอ โดยเฉพาะกระเทียมเจียวกากหมู ถือเป็นเคล็ดลับเด็ดของร้าน ผักที่ใส่เลือกใช้คะน้าแทนผักบุ้งเพราะคะน้าเวลาถูกน้ำก๋วยเตี๋ยวจะไม่ดำเหมือนผักบุ้ง ส่วนถั่วงอกคัดสรรอย่างดีไม่มีหัวดำๆ อยู่ในชามแน่นอน เนื่องจากเจ้าของพิถีพิถันในเรื่องความสะอาดมากตั้งแต่โต๊ะเก้าอี้ภายในร้านไปจนถึงภาชนะ เช่น ชาม ช้อน ตะเกียบ ชุดเครื่องปรุง

สนนราคาธรรมดา ชามละ 40 พิเศษ 50 บาท เกาเหลา ราคาเดียว 50 บาท ร้านเปิดตั้งแต่ 7 โมงทุกวัน สาขาแรกเปิดทุกวัน สาขาสองหยุดวันอาทิตย์ ถ้าไปสาธุประดิษฐ์อย่าลืมแวะไปชิมถึงจะรู้ สอบถามเส้นทางและที่ตั้งร้านได้ที่โทร. 08-9080-1344

 

Easy Bites ไก่ทอดซอสญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2559 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/413383

Easy Bites ไก่ทอดซอสญี่ปุ่น

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

หากพูดถึง Finger Foods ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนล้วนแล้วแต่มีสูตรปีกไก่ทอดเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น รสชาติของปีกไก่ทอดส่วนใหญ่มักมีรสเข้มข้น แทะอร่อย เข้ากับเครื่องดื่ม เรียกว่าต้องยอมมือเลอะสักข้างหนึ่งถึงจะได้อร่อยได้รสชาติ

อย่างไทยเรายังมีปีกไก่ทอดน้ำปลา ฝรั่งเขาก็มี Buffalo Wings หรือจะเป็น Barbeque wings เขาก็มีกัน เกาหลีเขาก็มีแบบคลุกซอสรสเดียกับกิมจินิดๆ ญี่ปุ่นเขาก็มีปีกไก่ยอดฮิต มีชื่อเรียกว่า ไก่ทอดยามะจัง ปีกไก่ที่ทอดมาแห้งๆ หนังกรอบๆ เคล้ากับซอสสูตรพิเศษหอมกลิ่นโชยุ แต่ที่พิเศษคือ พริกไทยมาเต็มๆ เป็นเอกลักษณ์ของไก่ทอดสไตล์เมืองนาโกยานี้

ได้ข่าวว่าร้านนี้มาเปิดแถวๆ สุขุมวิท แต่ผู้เขียนเองยังไม่มีโอกาสไปลองชิมในเวอร์ชั่นที่มาขายที่เมืองไทยเลย ฟังๆ มามีหลายกระแส บ้างก็ชอบติดใจกับรสชาติเข้มข้นทั้งความเค็มและความเผ็ดของพริกไทย เข้ากันได้ดีหากรับประทานพร้อมๆ กับเบียร์เย็นๆ สักเหยือก หากไปกับสมาชิกที่เป็นลูกเล็กเด็กแดง อาจไม่ค่อยชอบนัก เพราะรสจัดทั้งเค็มและความเผ็ดพริกไทย

สูตรประจำบ้านของผู้เขียน เรามีวิธีทอดปีกไก่ที่พอจะนำมาประยุกต์ได้หลากหลาย ผู้เขียนเลยได้ไอเดีย ขอแกะสูตรปีกไก่ทอดสไตล์ “ยามะจัง” นำเอากลิ่นอายสไตล์นาโกยามาประยุกต์ให้ทำได้ง่าย อร่อยเข้ากับทุกเพศและวัย ขอเพียงแค่มีกระทะใบเขื่องๆ กับเตาที่ไฟเเรงดีไม่มีตก

ไก่ทอดสไตล์ญี่ปุ่นแบบนี้ ต้องใช้ปีกไก่ทั้งปีก เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่ต้องหมักไว้ล่วงหน้าอย่างน้อยๆ 1 คืน เพื่อให้ความหอมของส่วนผสมซึมซาบเข้าไปถึงเนื้อใน วิธีการหมักนอกจากช่วยรสชาติแล้ว ยังช่วยให้ทอดได้แห้งขึ้นกว่าเนื้อไก่ที่ไม่ได้หมัก ไก่ที่หมักแล้วคลุกแป้งทอดกรอบที่ไม่ผสมน้ำเลย นำลงทอดแล้วช่วยให้กรอบได้ง่ายขึ้น เวลาทอดแนะนำให้ใจเย็นๆ ค่อยๆ ทอดไปเรื่อยๆ โดยในช่วงแรกที่นำไก่ลงทอด ใช้ไฟแรงสักหน่อยแล้วค่อยๆ หรี่ไฟลงเป็นไฟกลางๆ ทอดอย่างใจเย็นจนด้านนอกสุกเหลืองและแห้ง

ความอร่อยของไก่ทอดสไตล์นี้ ต้องมีซอสญี่ปุ่นคลุกทันทีหลังจากทอด เราปรุงรสน้ำซอสไว้ก่อน พร้อมกับทำผงคลุกด้วยส่วนผสมง่ายๆ วิธีคลุกเเบบเจ๋งๆ ต้องมีกะละมังใบใหญ่ๆ ใส่ไก่ที่สะเด็ดน้ำมันไว้แล้วลงไป เหยาะด้วยน้ำซอสปรุงรสที่เตรียมไว้ โรยด้วยผงคลุก แล้วสะบัดกะละมังเพื่อให้ไก่ทอดเคล้ากับเครื่องปรุงทั้งหมดอย่างทั่วถึงกัน ใส่จานเสิร์ฟทันทีตอนร้อนๆ ถ้าสมาชิกร่วมวงเยอะๆ เรียกว่าทอดกันไม่ทันเสิร์ฟเลย

ส่วนผสมหมักไก่

ปีกไก่ 1 กิโลกรัม (ประมาณ 15 ชิ้น)

ซีอิ๊วญี่ปุ่น 1 ช้อนโต๊ะ

พริกไทยดำป่นละเอียด 1 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนชา

ส่วนผสมในการทอด

แป้งชุบทอด ยี่ห้อที่ชอบ 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันพืช สำหรับทอด ปริมาณ 2 ลิตร จะกำลังเหมาะ

ส่วนผสมน้ำซอส

ซีอิ๊วญี่ปุ่น 1 ส่วน 4 ถ้วย

มิริน (เหล้าทำอาหารญี่ปุ่น) 1 ส่วน 4 ถ้วย

น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

พริกไทยดำป่นละเอียด 2 ช้อนชา

พริกไทยขาวป่นละเอียด 2 ช้อนชา

หอมเจียวกรอบแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ

กระเทียมเจียวกรอบแห้ง 2 ช้อนชา

วิธีทำ

• สำหรับน้ำซอส : ผสมน้ำซอสโดยนำซีอิ๊ว มิริน น้ำตาลทราย เข้าไมโครเวฟหรือตั้งไฟพอให้น้ำตาลละลาย พักไว้ให้เย็นสนิท

• ปั่นหรือโขลกกระเทียมเจียวหอมเจียว และพริกไทยเข้าด้วยกันพักไว้เป็นผงปรุงรสแบบเเห้ง

• สำหรับหมักไก่ : หมักไก่ทิ้งไว้ข้ามคืนด้วยส่วนผสมทั้งหมดในถุงพลาสติกหรือกะละมัง เเช่เย็นไว้

• นำมาพักไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ1 ชั่วโมง เพื่อให้คลายความเย็นลง

• ตั้งน้ำมันในกระทะที่ตั้งไฟแรงไว้เมื่อน้ำมันร้อนจัดดีแล้ว ให้หรี่ไฟลงที่ไฟกลาง

• ซับน้ำให้ไก่หมาดๆ เคล้ากับแป้งให้พอติดทั่วทุกชิ้น

• ค่อยๆ ทอดไก่ทีละครึ่งหนึ่ง ทอดที่ไฟกลางๆ จนสุกเหลืองทั่วทั้งชิ้นใช้เวลานานสักนิดเวลาทอด เพื่อให้กรอบนอกนุ่มใน ประมาณ 10-15นาที พยายามอย่าให้กระทะแน่นเกินไป เพราะจะทำให้อมน้ำมัน

• พักไว้บนตะแกรงเพื่อสะเด็ดน้ำมันประมาณ 3 นาที ตักใส่กะละมังขนาดใหญ่สักนิด ตักน้ำซอสที่ผสมไว้ลงไปสัก 2 ช้อนโต๊ะต่อสัดส่วนของไก่ประมาณครึ่งกิโลกรัมที่ทอดไว้ โรยด้วยเครื่องพริกไทยที่ปั่นไว้ แล้วเคล้าให้ส่วนผสมโดยโยนปีกไก่ให้ผสมกับเครื่องปรุง เสิร์ฟทันทีร้อนๆ

 

‘ภพรัก’ อีกหนึ่งร้านที่รอเพื่อนบ้านมาเยือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2559 เวลา 14:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/413280

‘ภพรัก’ อีกหนึ่งร้านที่รอเพื่อนบ้านมาเยือน

โดย…บงกชรัตน์ สร้อยทอง ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

อัมพวาใครๆ ก็ต้องเคยไปกัน แต่วันนี้ร้านที่อยากจะแนะนำเลยจากตลาดน้ำอัมพวามาเกือบ 8 กิโลเมตร ก่อนจะถึงตลาดน้ำดำเนินสะดวก มีร้านกาแฟผสมผสานกับร้านอาหารที่ตกแต่งด้วยบรรยากาศสไตล์ไทยประยุกต์ความทันสมัยเข้าไปในตัวชื่อว่า  “ภพรัก กาแฟ” ที่เจ้าของค่อยๆ ทุ่มเทประดับตกแต่งพื้นที่แห่งนี้ออกมาเป็นบ้านอีกหลังหนึ่งเพื่อให้ทั้งคนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวขาจรได้แวะมานั่งพักผ่อน จิบกาแฟเคล้าบรรยากาศ มีอาหารจานหลักไว้ให้กินรองรับคนทุกวัย

“ภพรัก กาแฟ” ซึ่งชื่อให้ล้อกับเจ้าของร้าน “เผดิมภพ สงเคราะห์” เพื่อต้องการสื่อสารออกมาว่าสถานที่แห่งนี้มีแต่ความรักเกิดขึ้น รักที่อยากจะทำร้านออกมาให้เหมือนเป็นบ้านของทุกคน เข้ามาพูดคุย พักผ่อน มีเด็กๆ วิ่งเล่น วัยรุ่นนั่งเมาท์มอย ผู้ใหญ่นั่งกินข้าว หรือแม้กระทั่งเป็นที่ติดต่อเรื่องธุรกิจกัน

 

นอกจากนั้น ยังเป็นร้านที่เกิดจากความรักของคนในครอบครัวที่ลูกๆ หลานๆ มาช่วยกันทำ ที่สำคัญคือ การสานความฝันของเจ้าของร้านที่อยากมีร้านกาแฟหรือร้านอาหารเป็นของตัวเอง หลังจากตระเวนกิน ชิม และดื่มด่ำบรรยากาศร้านอื่นมามาก จึงพยายามแต่งแต้มและสร้างสรรค์ความฝันออกมาให้เป็นจริงมากที่สุด

การที่สร้างบรรยากาศที่ทำให้เหมือน “บ้าน” สำหรับทุกคนในทุกตารางนิ้ว จึงตระเวนหาซื้อของเก่า เศษไม้จากบ้านเก่า หาซื้อต้นไม้ที่เข้ามาปลูกเสริมบรรยากาศ จึงทำให้เห็นบรรยากาศเก่าๆ จากเก้าอี้ตัดผมแบบสมัยก่อน มีโซนให้เลือกนั่งทั้งแบบอินดอร์และเอาต์ดอร์ มีโซนแบบส่วนตัว แบบมากับครอบครัว หรือชาวคณะสำหรับจัดเลี้ยงก็มี โดยโซนฮิตติดอันดับก็คือบริเวณริมน้ำซึ่งที่ตั้งติดกับคลองเม็ง เป็นคลองที่อยู่ตรงกลางระหว่าง 2 อำเภอและ 2 จังหวัดพอดี คือ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม กับ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี

 

สำหรับเมนูที่อยากแนะนำ ถ้ามาที่นี่แล้วไม่ได้ชิมก็เหมือนไม่ได้แวะมาที่ร้านนี้ อย่างแรกคือ กาแฟ ที่ร้านนี้จะมีรองรับกับคอกาแฟที่จะมีระดับความเข้มข้นของการคั่ว 3 ระดับให้ถูกกับคอกาแฟในทุกประเภท เช่น หากจะสั่งอเมริกาโน ก็จะมีตั้งแต่อ่อน กลาง และเข้มสุด

ส่วนเครื่องดื่มยอดฮิตที่เรียกว่าห้ามพลาดคือ สมูทตี้มะนาวโห่ปั่น ซึ่งปีหนึ่งจะออกลูกให้ได้ชิมกัน 2 ครั้งเท่านั้น คือ มี.ค.-เม.ย. และ ก.ย.-ต.ค. แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะมีผลให้เก็บตุนได้ยาวไปมากน้อยขนาดไหน ใครที่ว่ารสชาติมะนาวโห่จะดูฝาดๆ เฝื่อนๆ หรือไม่เคยชิมมาก่อน แนะนำควรลองเมนูนี้สักครั้ง เพราะหลายคนเมื่อชิมไปแล้วเป็นอันต้องกลับใจไปหลายคน อีกหนึ่งเมนูคือ น้ำผึ้งมะนาวโซดา ที่เอามะนาวแป้นมาจากสวนในเครือญาติที่ได้รับรางวัลชนะเลิศผลมะนาวแป้นลูกใหญ่ น้ำเยอะ จากสวนดำเนินสะดวก กลิ่นหอมอย่าบอกใคร

 

ถ้าพูดถึงอาหารจานหลักทั้งแบบหนักและเบาที่ค่อยๆ เพิ่มเติมเมนูอาหารมาทีละอย่างจนเป็นเมนูเด็ดประจำร้านที่ใครมาก็ต้องได้รับการกล่าวถึง มีเสิร์ฟบริการทั้งแบบไทยแท้และตะวันตกที่เข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นสเต๊กหมูคุโรบูตะ ขาหมูเยอรมันทอดกรอบที่จิ้มกับน้ำจิ้มสูตรเด็ด 6 อย่าง ไส้กรอกเยอรมันที่เคี้ยวไปกรอบนอกและนุ่มใน ซึ่ง 2 เมนูนี้กินพร้อมกับมันบดที่ผ่านการผสมเป็นสูตรที่ลงตัว หรือจะเรียกได้ว่ากินมันบดเปล่าๆ ก็เข้าทีแล้ว

หรือเมนูไทยๆ ปลาหมึกกะเพรา สปาเกตตีขี้เมาทะเล รสชาตินี่แซ่บถึงทรวงแบบไทยแท้ ชนิดที่เรียกว่าเผ็ดจ้านด้วยรสสมุนไพรที่เข้าถึงเครื่อง หรือจะเป็นเมนูพื้นๆ แต่ไม่ธรรมดาอย่างส้มตำไทยที่วัตถุดิบหลักอย่างมะละกอของดำเนินสะดวกที่ใครก็ต้องกล่าวถึง จนแม่ค้าเจ้าดัง ดารามีชื่อเสียงก็ยังต้องสั่งมะละกอจากที่นี่ไปเป็นวัตถุดิบหลักในร้านกันเป็นแถว แล้วใครจะตบท้ายด้วยเมนูขนมหวานต่างๆ ก็มีให้เลือกสรร แต่เพื่อให้ฮิตหรือเข้าใจหัวอกวัยรุ่น ก็มีฮันนี่โทสต์ กล้วยหอมโปะกับไอศกรีมหลากรส ตบท้ายเบาๆ

 

ใครอยากมาสัมผัสกับบรรยากาศด้วยตนเองเหมือนกับคนอัมพวา บางคนที หรือดำเนินสะดวก ที่ทางร้านบอกว่าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำจากคนในพื้นที่มากกว่านักท่องเที่ยว แต่ก็พร้อมที่จะต้อนรับทุกคน และได้ลองมาเยือนบ้านแห่งนี้อีกหลัง แล้วคุณจะกลายเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัวโดยไม่ทันตั้งตัว

เส้นทางขับรถจากกรุงเทพฯ เหมือนมาอัมพวา จนเลยปากทางเข้าตลาดน้ำอัมพวาด้านซ้ายมือไปได้ประมาณ 7-8 กิโลเมตร ให้สังเกตมีคลองเล็กๆ ชื่อว่าคลองเม็ง จะเห็นร้านภพรัก กาแฟ ด้านขวามือ ตรงไปอีกสักพักเพื่อรอเลี้ยวกลับรถถึงคลองแล้วร้านก็จะอยู่ทางซ้ายมือทันที ไปไม่ถูกหรือจะสอบถามทาง โทรไปได้ที่เบอร์ 034-757-520 หรือ 08-2582-0778 เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00-21.00 น. มีวันอังคารที่ขอปิดเร็วเวลา 17.00 น.

 

รสเลอค่า คาเวียร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2559 เวลา 17:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/413100

รสเลอค่า คาเวียร์

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง

ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก นั่นก็คือไข่ปลาคาเวียร์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า คาเวียร์ ไข่ปลาเม็ดเล็กๆ ดำๆ ให้รสเค็มๆ มันๆ และราคาแสนแพง

ถึงจะได้ชื่อว่าไข่ปลาคาเวียร์ แต่จริงๆ แล้วเป็นไข่ของปลาสเตอร์เจียน โดยคำว่า คาเวียร์ (Caviar) นั้นมาจากคำว่า Khaviar ซึ่งเป็นภาษาเปอร์เซีย แปลว่า Bearing Eggs หรือวางไข่ แต่ก็มีไข่ปลาชนิดอื่นเช่น ปลาแซลมอน ปลาแพดเดิ้ล ฯลฯ บางทีก็ถูกเรียกว่าคาเวียร์ด้วยเหมือนกัน

สำหรับคาเวียร์จากสเตอร์เจียนนั้น แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ตามสายพันธุ์ คือ เบลูกา (ยังมีคาลูกา ซึ่งเป็นปลาที่คล้ายกับเบลูกา) เซฟรูกา และ โอเซตรา โดยเบลูกาจะมีขนาดใหญ่ที่สุด อาจจะหนัก 100-900 กก. ปลาอายุ 25 ปีขึ้นไปถึงจะให้ไข่ ปลาเบลูกาสามารถมีอายุยืนยาวถึง 150 ปี ไข่เบลูกาจะเข้มข้น มันๆ หายาก จึงมีราคาแพง เซฟรูกามาจากปลาสเตอร์เจียนตัวเล็ก ให้ไข่สีน้ำตาลอ่อน ไข่ข้นมันและรสโดดเด่นจัดจ้าน ส่วน โอเซตรา นั้นก็หายากไม่แพ้กัน ให้ไข่สีน้ำตาลทอง (เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อิมพีเรียล คาเวียร์) เพราะปลาพันธ์ุนี้หายาก จึงราคาแพง (อีกเช่นกัน)

คาเวียร์ส่วนใหญ่มาจากทะเลแคสเปียน โดยเฉพาะรัสเซียและอิหร่าน ประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐในช่วงหลังๆ ก็ผลิตคาเวียร์จากปลาเลี้ยงในฟาร์มได้ สำหรับประเทศที่นำเข้าคาเวียร์มากที่สุด คือ สหรัฐ
สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เบลเยียม เยอรมนี เป็นต้น กรรมวิธีหลังจากได้ไข่ปลาสดๆ มาแล้วนั้น จะนำไปร่อนเอาไขมันหรือเยื่อหุ้มออก ก่อนจะใส่เกลือชนิดปราศจากไอโอดีนลงไป ซึ่งเป็นวิธีเก่าแก่ซึ่งยังคงใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ก่อนจะบรรจุในภาชนะเพื่อเก็บ เสิร์ฟ หรือจำหน่าย

เมื่อซื้อคาเวียร์มาก็ต้องเก็บอย่างเหมาะสม เพื่อคงความอร่อยไว้ คาเวียร์ที่อยู่ในกระปุกยังไม่ได้เปิดจะสดอยู่ได้นานราว 4 สัปดาห์ แต่ถ้าหากเปิดแล้วก็จะอยู่ได้ราว 3 วันเท่านั้น อุณหภูมิที่เหมาะกับการเก็บคาเวียร์ก็ประมาณลบ 1 หรือ ลบ 2 องศาเซลเซียส ซึ่งตู้เย็นบ้านอาจจะไม่มีอุณหภูมิขนาดนั้น จึงแนะนำให้แช่ไว้ในบริเวณที่เย็นที่สุด อย่างเช่นชิ้นชักด้านล่างสุด เป็นต้น แต่ไม่ใช่ในช่องฟรีซ เพราะจะทำให้รสสัมผัสของคาเวียร์เปลี่ยนไป หลังจากที่กระป๋องหรือกระปุกเปิดแล้วแนะนำให้หุ้มห่อด้วยพลาสติกอีกชั้นหนึ่งก่อนนำเข้าตู้เย็น

 

เวลาจะเสิร์ฟคาเวียร์ต้องนำออกจากตู้เย็นมาวางไว้ให้อยู่ในอุณหภูมิห้องสักพักหนึ่ง แต่ไม่ควรนานเกิน 10 นาทีก่อนเสิร์ฟ อาจจะตักแบ่งออกใส่ภาชนะอื่นๆ  แล้วนำไปวางบนน้ำแข็งจะได้สดเสมอ

ตั้งแต่ดั้งเดิมนั้น คาเวียร์จะมีช้อนตักโดยเฉพาะ ทำจากวัตถุที่ไม่สามารถเกิดปฏิกิริยาได้ หรือเกิดปฏิกิริยาได้ยาก ส่วนมากทำจากเปลือกหอยมุก แต่ก็มีบ้างที่ทำจากทอง (บริสุทธิ์) เขาสัตว์ หรือไม้ ห้ามนำช้อนที่ทำจากโลหะหรือโลหะผสมไปตักเพราะจะทำให้เกิดรสชาติที่ไม่พึงปรารถนาได้

แต่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ภายหลังก็เกิดเป็นข้อโต้แย้งว่า คาเวียร์นั้นบรรจุและขายในกระป๋องโลหะ เพราะฉะนั้นเรื่องผลกระทบของโลหะกับรสชาติของคาเวียร์นั้นไม่น่าจะจริง แต่ก็มีบางสายที่บอกว่า เงินเป็นโลหะที่ไม่ควรให้สัมผัสกับคาเวียร์ เพราะว่าเป็นโลหะที่มีปฏิกิริยาไว และอาจส่งผลกระทบต่อรสชาติคาเวียร์ ช้อนคาเวียร์จากเปลือกหอยมุกมักจะมีขนาดพอๆ กับช้อนชา ยาวประมาณ 3-5 นิ้ว มักเป็นช้อนตื้นๆ เป็นช้อนรูปไข่หรือทรงใบพัด

 

คาเวียร์เรียกได้ว่าเป็นอาหารที่มีรสชาติอันละเอียดอ่อน จึงควรเสิร์ฟกับอาหารซึ่งรสไม่จัดจ้านรุนแรง ไม่อย่างนั้นจะไปลบรสคาเวียร์หมด การเสิร์ฟคาเวียร์นั้นมีหลักง่ายๆ คือ “simpler is better.” อย่างเช่น คาเวียร์สดใหม่พร้อมกับขนมปังชิ้นเล็กๆ หรือจะเป็น บลินีส (Blinis) ที่เรียกอีกอย่างว่า แพนเค้กรัสเซีย รวมทั้งแครกเกอร์จืด ครีมสด หรือซาวร์ครีม แค่นี้ก็อร่อยแล้ว

เมื่อผู้เขียนได้ไปลองชิมเมนูคาเวียร์ที่ เมดิซี่ คิทเช่น แอนด์ บาร์ ร้านอาหารอิตาเลียน/ทัสคานีแห่งโฮเต็ล มิวส์ แบงค็อก ทาง เชฟนิโคลิโน่ ลัลลา ได้เสิร์ฟคาเวียร์กับปลาแซลมอนรมควัน โดยมี บลีนิส มะนาว หอมแดง ครีมเปรี้ยว และมะเขือเทศราชินีเป็นเครื่องเคียง ทั้งหมดรับประทานร่วมกันให้รสชาติอร่อยลงตัวแบบไม่ยุ่งยากเลย

อีกหนึ่งจาน เชฟนำคาเวียร์ มันฝรั่งบดเนื้อเนียนละเอียด และไข่ซูวี (คล้ายไข่ออนเซ็น) มาอยู่ด้วยกัน เป็นจานที่เหมาะสำหรับคนชอบอาหารรสนุ่มเนียนละมุนลิ้น จานต่อมาเป็นพาสตาซึ่งใช้เส้นลิงกวินีเสิร์ฟกับซอสครีมที่มีวอดก้าและคาเวียร์เป็นส่วนผสม เส้นพาสตาก็สุกพอกรุบๆ จานนี้ช่างมีความเป็นรัสเซียจริงจัง ผสมผสานกับอิตาเลียนเข้ากันลงตัว สุดท้ายเป็นคาเวียร์กับริซอตโต้และแชมเปญ ให้รสชาติและเนื้อสัมผัสแบบครีมมี่แต่ไม่เลี่ยนเลย

 

นอกจากอาหารทั้ง 4 เมนูแล้ว เมดิซี่ คิทเช่น แอนด์ บาร์ ยังมีคาเวียร์ออนไอซ์ เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงสดใหม่ รับประทานตามแบบที่ชอบได้ ขออนุญาตบอกราคา เพื่อให้นึกภาพออกว่า คาเวียร์นั้นหายากจึงมีราคาสูง โดยกระปุกเล็กๆ ขนาด 30 กรัมนั้น ถ้าเป็นคาเวียร์เบลูกาและคาลูกา ราคา 7,000 บาท ส่วนไฮบริด เบลูกา/สเตอร์เจียน ราคา 4,900 บาท และ พรีเมียม สเตอร์เจียน ราคา 4,300 บาท

เมื่อมีอาหารแล้ว เชฟนิโคลิโน่ ลัลลา ยังแนะนำว่า เครื่องดื่มที่ไปกันได้ดี๊ดีกับคาเวียร์ คือ แชมเปญหรือวอดก้าซึ่งแช่มาเย็นจัดๆ เรื่องคุณค่าทางอาหารของคาเวียร์นั้นเชฟกระซิบบอกว่า ถึงจะได้ชื่อว่าไข่ก็ไม่ต้องกลัว เพราะไขมันน้อย ส่วนใหญ่เป็นโปรตีน

ใครอยากมีประสบการณ์ในการลองลิ้มรสชาติคาเวียร์ดูบ้าง ก็แวะไป เมดิซี่ คิทเช่น แอนด์ บาร์ ตั้งแต่วันนี้ – จนถึงสิ้นเดือน ก.พ. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งล่วงหน้าที่ โทร. 02-630-4000

ลองชิมดูแล้วคุณอาจจะเห็นด้วยว่า “คาเวียร์เป็นหนึ่งในอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก” นั้นเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินเลยจริงๆ

 

โลกวุ่นวายนักก็หลบไปพัก บนดาวอังคาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2559 เวลา 17:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/413099

โลกวุ่นวายนักก็หลบไปพัก บนดาวอังคาร

โดย…ยู่ยู้ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

หลายปีมานี้ นักวิทยาศาสตร์ยังคงเดินหน้าไขความลับบนดาวอังคาร ถึงความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ แต่ ณ ดาวอังคารดวงที่เรากำลังจะมาเยือนนี้ ไม่ได้มีเพียงสิ่งมีชีวิต แต่ยังมีอาหารอร่อยๆ ให้ชาวโลกได้แวะเติมพลังก่อนจะเดินทางกลับสู่โลก (แห่งความเป็นจริง)

ดีเจพี่อ้อย-นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล หนึ่งในหุ้นส่วนของร้านชื่อเก๋ ชวนสะดุดหู “บนดาวอังคาร” เล่าถึงที่มาของชื่อร้านว่า เกิดจากตอนที่ได้พื้นที่ร้านนี้มา เป็นช่วงที่มักได้ยินข่าวเกี่ยวกับดาวอังคาร ในกลุ่มเพื่อนเลยพูดกันติดตลกว่า “ถ้าโลกนี้วุ่นวายนักก็หนีไปอยู่บนดาวอังคารดีกว่า” ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ร้าน ที่ตั้งใจให้แขกผู้มาเยือนได้หลบความวุ่นวายมาพักผ่อน กินอาหาร ขนมอร่อยๆ หรือจะหลบมานั่งทำงาน อ่านหนังสือก็ได้เช่นกัน

 

การตกแต่งร้าน เน้นผสมผสานระหว่างสไตล์วินเทจกับโมเดิร์น มีพื้นที่บริการ 2 ชั้น ชั้นบนมีห้องไพรเวท 2 ห้อง รองรับได้ 15 คน ส่วนคอนเซ็ปต์ของอาหารเป็นสไตล์ฟิวชั่น ซิกเนเจอร์ที่มาแล้วต้องลองคือ ดาวอังคารสไปซี่ เมนูสปาเกตตีรสจัดจ้าน ทีเด็ดอยู่ที่เครื่องซีฟู้ดที่ยกทัพมาแบบแน่นจาน พอบวกกับเส้นแองเจลแฮร์ ที่ผัดจนเข้าเครื่องได้รสจัดจ้าน และเห็ดหอมที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำลงมาเสริมทัพ เผลอแป๊บเดียวหมดจานไม่รู้ตัว

ต่อด้วยข้าวผัดต้มยำไก่ย่าง จานนี้เด็ดทั้งตัวข้าว ที่เอาไปผัดกับน้ำต้มยำจนเข้าเนื้อ ท็อปด้านบนด้วยไก่ย่าง ที่ย่างใหม่ๆ เพิ่มรสชาติด้วยการทาเนื้อไก่ด้วยน้ำต้มยำ เพื่อให้ได้รสต้มยำถึงใจ อีกจานที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ เย็นตาโฟดาวอังคาร จานนี้เป็นเส้นใหญ่เย็นตาโฟแห้ง มาพร้อมลูกชิ้นกุ้งยักษ์ 3 ลูก เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มและเครื่องซีฟู้ด จานนี้ดีเจพี่อ้อยเล่าติดตลกว่า ที่ต้องเป็นเย็นตาโฟแห้ง เพราะบนดาวอังคารไม่ค่อยมีน้ำ ดังนั้นถ้าเสิร์ฟมาเป็นเย็นตาโฟน้ำก็ผิดคอนเซ็ปต์

 

ถัดมาคือ ข้าวผัดหมูปิ้ง จานนี้กินไปนึกถึงสมัยเด็ก ที่ต้องกินข้าวเหนียวหมูปิ้งก่อนไปโรงเรียน แต่ทางร้านเลือกนำหมูปิ้งมาผัดกับข้าวผัด แถมด้วยหมูปิ้งหนึ่งไม้เต็มๆ เสิร์ฟมาในจาน ส่วนคนรักสุขภาพ ต้องไม่พลาดซีซาร์สลัดจานโต เสิร์ฟพร้อมขนมปังกระเทียมและเบคอนชิ้นโต เอาใจคนชอบกินผักแต่ก็ยังตัดใจจากรสชาติของเนื้อสัตว์ไม่ได้

 

จบของคาวอย่าพลาดของหวาน แนะนำคือ พายมะพร้าว เต็มอิ่มกับเนื้อมะพร้าวคำโต ตัดกับชีสและรสสัมผัสของพายกรอบๆ กินเพลินลืมนับแคลอรี แต่ถ้าเป็นช็อกโกแลตเลิฟเวอร์ ต้องลองเค้กดาวอังคาร ทีเด็ดอยู่ที่รสช็อกโกแลตที่ไม่ขมเกินไป

ชาวโลกที่อยากหลบมาพัก “บนดาวอังคาร” เดินทางมาไม่ยาก เข้าพหลโยธิน 5 ตรงมาจนเจอหมู่บ้านราชครูเรสซิเดนส์ จะเห็นร้าน “บนดาวอังคาร” อยู่ทางซ้ายมือ

 

ร้านเปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันอังคาร ตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. โทร.02-001-6848

 

การเดินทาง นำพาความ ‘อร่อย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2559 เวลา 17:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/413095

การเดินทาง นำพาความ ‘อร่อย’

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ศิลปะการทำอาหารแบบเอเชียนั้น ไม่แพ้การปรุงอาหารแบบชนชาติยุโรป จะว่าไปแล้วก็เสมือนกับการตัดเย็บเสื้อผ้าชั้นสูง เพราะต้องอาศัยศาสตร์และศิลป์ในการปรุง จนกว่าผู้สร้างสรรค์จะพอใจทั้งหน้าตาและรสชาติ

แวน-อายุษกร อารยางกูร หนึ่งในหุ้นส่วนร้านโฟร์การ์ซงส์ (4 Garcons) ผู้หลงใหลในรสชาติอาหาร รวมถึงกรรมวิธีการปรุงจากหลายสัญชาติจากทั่วโลก โดยไม่หลงลืมวัฒนธรรมการปรุงอาหารจากประเทศในภูมิภาคของเอเชีย ที่เขาบอกว่านอกจากรสชาติที่ละม้ายคล้ายกับอาหารของไทยแล้ว อินกรีเดียนต์ที่ใช้ก็แทบจะไม่แตกต่างกัน

 

“ผมเดินทางท่องเที่ยวบ่อยครับ และทุกครั้งที่เดินทางผมจะต้องไปสัมผัสกับรสชาติอาหารของท้องถิ่นเขา บางครั้งถึงขั้นไปเรียนทำอาหารของประเทศนั้นโดยเฉพาะ อย่างอาหารในประเทศภูมิภาคพื้นบ้านของเราอย่าง ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือว่าเวียดนามนั้น มีรสชาติที่อร่อย อินกรีเดียนต์ก็ไม่หนีกัน อยู่ที่ว่าจะจับมาใส่จำนวนมากน้อยต่างกัน เมื่อเราศึกษาก็เริ่มสนุก เลยนำอินกรีเดียนต์และกรรมวิธีการทำกลับมาทำให้เพื่อนๆ รับประทานกัน เพื่อนๆ ก็บอกว่า เออ อร่อย ทำไมเราไม่เปิดขาย เหมือนกับที่ร้านอาหารในยุโรปที่เขามีกลุ่มของเขา อาหารเอเชียของเราก็ไม่ได้น้อยหน้าเขานะ”

 

น้ำเสียงบ่งบอกถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจ และเจือไปด้วยความสุขของเขา ทำให้เรานึกภาพตาม และรู้สึกเห็นด้วยแต่โดยดี เพราะประเทศในภูมิภาคที่เอ่ยถึงนี้กำลังขานรับกับ AEC พอดิบพอดี และเชื่อว่าอีกไม่นานประเทศแถบนี้จะกลมเกลียวกันมากขึ้นแบบฝั่งยุโรปที่มีอาหารเป็นสื่อสัมพันธ์

 

“เครื่องเทศที่เขาใช้เมืองไทยเราก็มีหมดอย่าง ขิง ข่า ตะไคร้ กระวาน กานพลู ยี่หร่า ขมิ้น ใบมะกรูด มีหมดเลย เพียงแค่กรรมวิธีการทำต่างกันเล็กน้อย ก็เหมือนกับยุโรปอย่าง อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เขาก็มีอินกรีเดียนต์ที่เหมือนกัน แต่ตอนจบจะต่างกันเท่านั้นเอง

ผมคิดว่าวันหนึ่งบ้านเราอาจเป็นเซ็นเตอร์ของภูมิภาคนี้ อาจจะพูดได้หลายภาษา พูดพม่าได้ พูดอินโดได้ และที่สำคัญคือ ต้องรู้จักกับวัฒนธรรมอาหารของประเทศในแทบภูมิภาคเหล่านี้ด้วย เราก็เลยนำอาหารแบบดั้งเดิมที่เขากินกันมาทำให้คนบ้านเราได้รู้จัก หรือว่าถ้าคนชาติเขามากินแล้วรู้สึกว่าได้กลับบ้าน คือเราจะไม่ปรับรสชาติเลย จะให้ได้กินเหมือนอยู่กับบ้านของเขา”

 

 

แวน ยังเล่าอย่างออกรสต่ออีกว่า เวียดนามจะไปอยู่กันเป็นเดือนๆ ไปลงเรียนทำอาหาร ไปกินกับชาวบ้าน ไปกินข้างถนน “แล้วก็ไปดูกรรมวิธีการปรุงของเขา จนจับเทคนิคได้ อย่างน้ำจิ้มเปาะเปี๊ยะ น้ำสลัด เขาจะเอามาจากมะพร้าว แล้วก็จะเอาน้ำมะพร้าวหอมมาต้มเคี่ยวจนเป็นน้ำเชื่อม มันจึงมีรสชาติที่ไม่ได้หวานโดด มันจะหอมและกลมกลอม และเขาจะน้ำส้มสายชูที่หมักจากข้าว ไม่เปรี้ยวแหลม ไม่หวานแหลม รสชาติก็จะกลมกล่อม นวลๆ”

เขายังบอกอีกว่า เสน่ห์ของอาหารเวียดนามนั้นเป็นเรื่องของความสดจากธรรมชาติ เป็นเรื่องสุขภาพ ผักสด ปลาสด ใช้เครื่องเทศที่เป็นของสดเยอะ ค่อนข้างเน้นไปทางผัก

กระทั่งอาหารของมาเลเซีย เขาก็ไม่ละเลยที่จะไปเรียนรู้ “เราจะเดินทางไปปีนัง เขาบอกว่ามาที่นี่ก็ต้องกินชาก๋วยเตี๋ยว มันน่าจะดังเหมือนผัดไทยบ้านเรา แต่มันกลับดังแค่คนในประเทศของเขาซึ่งเขาก็ชอบกันมาก เราก็ไปเรียนรู้ว่าทีเด็ดเขาอยู่ที่ซอสอันหนึ่ง เวลาผัดเขาก็จะเอาซอสตัวนี้ใส่ลงไปผัดด้วย เวลาเราสั่งเราก็สั่งซอสเขามาด้วย บอกว่าอยากกินรสจัด เราก็เอามาชิมและค่อยแกะเอา เออมันมีกะปินะ แต่พอเอาไปผัดเราไม่ได้กลิ่นกะปิเลย เวลาทำก็แค่นำกะปิไปผัดในน้ำมันพร้อมกับพริกชี้ฟ้าแดง แล้วก็เคี่ยวจนเป็นคาราเมล เราก็ลองกลับมาทำก็เหมือนเลย มันเป็นอาหารของชาวประมงของเขาที่เขาจะนิยมกันมาก”

อาหารจากบาหลีเป็นอีกดินแดนที่เขาออกแสวงหา “มีคนบอกว่าไปบาหลีต้องแวะมาที่ร้านนี้เลย เราก็จะไปกินที่ร้านนี้ ชื่อร้านเดอร์ตี้ดั๊ก ร้านเป็นบังกะโล อยู่กลางทุ่งนาเลย เราก็สั่งเป็ดทอดมากิน เฮ้ยทำไมมันอร่อยอย่างนี้ ไปทีไรก็จะต้องแวะไปกิน เราก็สนใจทำไมมันอร่อย เนื้อเป็ดแบบกรอบนอกนุ่มใน เหมือนของฝรั่งเศสเลย เราก็กลับมาทำ นำไปตุ๋น เอ๊ย…ไม่ใช่มันร่อนไป ก็ลองเอามาทำหมักในเครื่องเทศนำไปทอด นำไปอบก็ยังไม่ใช่ สุดท้ายก็เลยนำเป็ดไปหมักเครื่องเทศหนึ่งคืน เพื่อให้เครื่องเทศมันซึมเข้าเนื้อ แล้วลองนำมาตุ๋น เออมันใช่เลย กลายเป็นเมนูขายดีไป”

แวนยังคงเดินทางต่อไปที่อินโดนีเซีย เพราะเสาะหารสชาติต้นตำรับแล้วพบว่าอาหารของที่นี่มีรสชาติและหน้าตาคล้ายกับอาหารในบ้านเรา ที่มีทั้งกะทิและเครื่องแกง จะต่างกันก็ตรงกรรมวิธีการทำเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง อย่างแกงเขาจะทำให้ข้นๆ เขาก็จะใช้แคนเดิลนัต ส่วนบ้านเราก็จะใช้แมกคาเดเมียบดใส่ลงไป อีกอย่างที่โดดเด่นก็คือ จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นเครื่องเทศอย่าง ยี่หร่า กับเมล็ดผักชี ซึ่งเขาจะใช้เยอะกว่าเรา อาหารก็ออกจะรสชาติเค็มๆ อาหารอินโดฯ เขาจะไม่มีเปรี้ยว และจุดเด่นอีกประการก็คือ จะชอบกินน้ำพริกแบบบ้านเรา ซึ่งมีให้เลือกกินสารพัดน้ำพริกกันทีเดียว

เริ่มต้นเปิดประตูต้อนรับ AEC ด้วยเมนูของกินเล่นอย่าง เปาะเปี๊ยะทอด สูตรจากเวียดนาม ที่นำแป้งส่งเข้ามาจากเวียดนาม ที่ไส้อัดแน่นมาด้วย หมู กุ้ง ไก่ พร้อมผักสดแล้วนำไปทอดจนเหลืองกรอบ เสิร์ฟพร้อมผักสลัดและน้ำจิ้มสูตรของเวียดนามที่ใช้น้ำมะพร้าวเคี่ยวจนหวานหอม

 

ต่อด้วยเมนูขึ้นชื่อจากปีนัง ชาก๋วยเตี๋ยว คล้ายกับก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ ที่อุดมไปด้วยกุ้งสดตัวเขื่อง ปลาหมึก กุนเชียง ที่ไม่เหมือนบ้านเราคือ ใส่หอยแครงที่ทำให้เมนูนี้มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว นำไปผัดกับซอสต้นตำรับของมาเลย์ กลายเป็นเมนูที่อร่อยแบบครบรสทีเดียว

ถึงคราวของเมนูเด่นจากอินโดนีเซีย ซุปไก่เหลืองอินโดนีเซีย หรือที่บ้านเขาเรียกกันว่า Sato Ayam นับเป็นอาหารประจำชาติของเขา หน้าละม้ายต้มจืดในบ้านเรา ทว่าใส่เครื่องแกง เพิ่มความหอมและสีสันด้วยขมิ้น ยี่หร่า ตะไคร้ และหอมซอย พร้อมใส่ไข่ และมะเขือเทศ เสิร์ฟพร้อมข้าวเกรียบและหอมซอยทอด

มาถึงเมนูสุขภาพจากเวียดนามอย่าง ปลากะพงใบตอง หน้าตาคล้ายกับปลากะพงนึ่งมะนาว แต่รสชาติไม่จัดจ้านเท่า ปลากะพงนึ่งราดด้วยซอสน้ำยำที่มีใบมะกรูดซอย พริกชีฟ้าแดงสับ น้ำมะนาว และน้ำปลา พร้อมต้นหอมซอย เสิร์ฟเคียงกับแตงกวาและผักดอง สัมผัสได้ถึงความสดชื่น

 

ต่อด้วยเมนู สลัดรากบัว เมนูยอดนิยมจากเวียดนาม เอารากบัวกับผักมาดองแบบฝรั่ง คือดองในน้ำส้มสายชูหมัก และปรุงรสด้วยน้ำมะพร้าวผสมกับผักสด กุ้งแห้ง อร่อยแบบเนียนๆ

ส่งท้ายมื้อด้วย บีบอันดัง จากอินโดนีเซีย เอาเนื้อมาผัดเครื่องแกงหรือพริกของอินโดนีเซียจนแห้ง ด้วยการใช้น้ำมันจากมะพร้าว จะให้รสชาติที่เค็ม เผ็ด เสิร์ฟพร้อมข้าวอบขมิ้น ช่างเป็นการปิดท้ายมื้อที่แสนพิเศษทีเดียวครับ

สัมผัสรสชาติอาหารไทยต้นตำรับ รวมถึงสำหรับ AEC ได้ที่ร้านท้าวทองกีบม้า (Marie Guimar) ซอยทองหล่อ 15  เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 06.00-22.00 น. โทร. 02-712-8036

 

ฮกหลี นู้ดเดิ้ล รวมของอร่อยเด็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2559 เวลา 16:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/413093

ฮกหลี นู้ดเดิ้ล รวมของอร่อยเด็ด

โดย…พี่เวส ภาพ กีกี้

วันนี้ขี่เวสป้ามาไกลกว่าเดิมสักหน่อย ตะลุยกันมาถึงย่านอุดมสุข เพื่อพามาพิชิตความอร่อยตามที่เพื่อนแนะนำ นั่นคือร้าน ฮกหลี นู้ดเดิ้ล แค่เห็นคนแน่นขนัดตาก็พอจะเดาได้ว่ารสชาติของอาหารร้านนี้ต้องไม่ธรรมดา พอได้ลิ้มรสต้องบอกเลยว่าสมคำที่เพื่อนผมบอกเอาไว้จริงๆ

ฮกหลี นู้ดเดิ้ล รวมของอร่อยเด็ดไว้มากมาย เริ่มจากบะหมี่หมูแดง หมูกรอบ ที่พิเศษตั้งแต่เส้นบะหมี่ที่เจ้าของร้านเขาไปเรียนทำเส้น เรียนทำเกี๊ยวเอง จนได้สูตรของตัวเอง เส้นบะหมี่ของร้านนี้เป็นบะหมี่ไข่เส้นเล็กๆ เหลืองๆ เหนียวนุ่ม ลูกค้าเรียกกันติดปากว่าบะหมี่ฝอยทอง เมื่อได้น้ำซุปที่กลมกล่อมบอกตรงๆ ว่ายิ่งอร่อยเด็ด

ด้านเกี๊ยวกุ้งก็อัดแน่นไปด้วยกุ้งตัวอวบๆ เต็มปากเต็มคำ เหมือนกำลังเด้งดึ๋งอยู่ในปากเวลาเคี้ยว และยังสัมผัสได้ถึงเนื้อหมูสับที่สับปนลงไปกับกุ้ง อร่อยมาก

 

นอกจากบะหมี่ เกี๊ยวกุ้ง ที่นี่ยังการันตีความอร่อยด้วยข้าวหมูแดง หมูกรอบ แม้จะหั่นบางไปนิด แต่แอบอร่อยด้วยการติดมันและไม่ยุ้ยจนเกินไป ด้านหมูกรอบก็อวบอิ่มชิ้นโต จะสั่งเป็นข้าวรวมก็จะเสิร์ฟมาพร้อมกันทั้งหมูแดงหมูกรอบ ราดด้วยน้ำซอสสูตรเข้มข้นที่ทางร้านปรุงใหม่ทุกวัน

ที่ไม่อยากให้พลาดอีกอย่างก็คือ ข้าวหน้าเป็ด ทางร้านคัดสรรเป็ดชั้นดี เนื้อนุ่ม หนังกรอบ เนื้อไม่แข็งแต่ชุ่มฉ่ำ ยิ่งราดน้ำเป็ดยิ่งทำให้นุ่ม จะสั่งเป็นข้าวหน้าเป็ด หรือบะหมี่เป็ด ก็ล้วนอร่อยเด็ดไม่แพ้กัน

ว่างเมื่อไหร่ก็แวะไปชิมกัน แนะนำว่าอย่าไปช่วงเที่ยงเพราะคนจะแน่นร้านมากฮกหลี นู้ดเดิ้ล ถนนสุขุมวิท 103 (อุดมสุข) ซอย 49 เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-01.00 น. โทร. 02-730-0061, 08-1852-6770